WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, September 30, 2008

อุบัติการณ์ข่มขู่ “ชัย-สมชาย”คุกคามจิตวิญญาณประชาธิปไตย

คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

อุบัติการณ์ที่ จ.นครศรีธรรมราช เมืองแห่งพุทธธรรมของพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ ที่มีแนวร่วมพันธมารนครศรีธรรมราช ขัดขวางการจัดงาน “รัฐสภาพบประชาชน” ของรัฐสภา ที่มี นายชัย ชิดชอบ ประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติ ไปเป็นประธาน และการเดินทางกลับบ้านเกิดของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ถูกตะโกนใส่หน้าว่า “ขายชาติ”

มีการปิดล้อมสนามบินสุราษฎร์ธานี เมืองคนดี ที่แสดงการต่อต้านนายกรัฐมนตรี ทำให้นักท่องเที่ยวต้องได้รับความเดือดร้อน หิ้วกระเป๋ากันอย่างทุลักทุเล ก็เพราะฝีมือของกลุ่ม “อันธพาลการเมือง” เหล่านี้

เป็นกลุ่มคนเพียงหยิบมือเดียวที่ไม่สนใจว่า ความเสียหายที่เกิดตามมาจะส่งผลต่อชื่อเสียงของจังหวัดและประเทศชาติอย่างไร เพียงต้องการให้เป็นข่าวเท่านั้น

เป็นการพิสูจน์ว่า กลุ่มพันธมารและแนวร่วมไร้จิตวิญญาณประชาธิปไตย จึงไม่มีสิทธิ์ที่จะพูดและเรียกร้องความเป็น “ประชาธิปไตย” ได้อีกแล้ว เพราะพฤติกรรมบ่งชัดว่า คนเหล่านี้ยังยืนหยัดยืนยันที่จะกระทำการเพื่อขัดขวางและทำลายประชาธิปไตย เดินตามลายแทงของ “เผด็จการ” อย่างชัดเจน

ตามรัฐธรรมนูญนั้น ขอย้ำว่า ประชาชนคนไทยทุกคนสามารถเดินทางไปไหนมาไหนในประเทศนี้ได้ โดยถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน และยิ่งเป็นคนระดับที่เป็นประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารด้วยแล้ว ก็ไม่มีความชอบธรรมอันใดเลยที่จะมาต่อต้านขัดขวาง

นอกเสียจากไม่เคารพ ไม่เห็นความสำคัญกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ

เพราะฉะนั้น ความหวังของรัฐบาลที่จะสร้างความปรองดองสมานฉันท์ให้เกิดขึ้น ดูท่าจะเป็นหมันแล้วล่ะครับ

และนั่นคืออุปสรรคสำคัญอย่างยิ่งในการที่รัฐบาลจะเข้ามาฟื้นฟูแก้ปัญหาของประเทศ ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องการพัฒนา นำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง เพราะนโยบายจะดีอย่างไร มีบุคลากรที่มีความสามารถมีฝีมืออย่างไร ถ้าไร้ความร่วมมือร่วมใจก็ยากที่จะสัมฤทธิผลได้

สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องสำเหนียกว่า ตราบใดที่ภายในยังเอาไม่อยู่ แล้วจะบอกกล่าวตะโกนร้องกู่ก้องให้โลกรับรู้ ให้ต่างประเทศยอมรับ เชื่อถือเชื่อมั่น ผมว่าฝันกลางวันยังง่ายกว่าครับ

สิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือ วันนี้ความสำนึกสำเหนียกในการเป็น “ประชาธิปไตย” หดหายไป และ “การเมืองใหม่” กำลังสำแดงบทบาทมากขึ้น เมื่อไม่เห็นด้วยก็แสดงออกถึงความเถื่อนถ่อยก้าวร้าวรุนแรง มากกว่าการสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นอย่างผู้ที่เจริญแล้วควรจะทำกัน

ถามว่าทำไมเหตุการณ์อัปยศอย่างนี้จึงเกิดขึ้นที่ภาคใต้

เพราะภาคใต้เป็นฐานที่มั่นทางการเมืองของ พรรคประชาธิปัตย์ ที่ปลูกฝังความเป็นภาคนิยมที่รุนแรงที่สุด

คนที่เป็น ส.ส. ในพื้นที่ไม่รู้ระแคะระคายอะไรมาก่อนเลย หรือว่ามีส่วนร่วมด้วยช่วยกันหรือเปล่า ก็สุดจะเดาได้

เพราะเหตุนี้กระมัง พรรคประชาธิปัตย์จึงไม่สามารถเติบโต ครองความนิยมชมชอบ ความไว้วางใจรักใคร่ยอมรับจากประชาชนในภาคอื่นๆ ได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ให้สมกับที่เป็นพรรคเก่าแก่ของประเทศนี้

จึงไม่แปลกที่พรรคการเมืองพรรคนี้ยังล้มลุกคลุกคลาน ล้มคว่ำล้มหงาย เพราะเกิด “วิกฤติศรัทธา” จากคนไทยทั้งประเทศ อย่างที่เห็นๆ กันอยู่

แทนที่จะได้สำนึก กลับยังใช้วิธีการเก่าๆ ใช้เล่ห์เหลี่ยมทางการเมือง มาฉกฉวยผลประโยชน์ เล่นเกมการเมืองที่ไร้การพัฒนาอย่างซ้ำซากจำเจ

“การเมืองใหม่” ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า ขาดความชัดเจน เหมือนกับว่าที่เสนอมานี้เป็นการขัดตาทัพ เพราะยังนึกอะไรไม่ออก ทราบมาว่าทางแกนนำพันธมารได้จัดการระดมสมองเพื่อจะผลักดันให้สามารถนำ “การเมืองใหม่” ออกมาใช้

แต่ที่แปลกเห็นจะเป็นการที่คิดอ่าน งุบงิบทำกันเฉพาะกลุ่มเฉพาะก๊วน แม้แต่ “สื่อมวลชน” ยังถูกกีดกันไม่ให้เข้าไปรับฟัง นั่นคือต้องรายงานข่าวตามที่กลุ่มพันธมิตรฯ ต้องการเท่านั้น เหมือนเดิมครับ

ก้าวแรกของ “การเมืองใหม่” ก็ชวนให้สงสัยเสียแล้ว จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะให้กลุ่มก้อนต่างๆ ส่งตัวแทนมาเป็น ส.ส. อย่างที่พันธมิตรฯ ต้องการ เพราะฉะนั้นไม่ต่างอะไรกับบรรดา ส.ว. ลากตั้ง ที่ คมช. ส่งมา “ทำงาน” ในสภาตอนนี้ ยังไงยังงั้น

วันนี้ “จิตวิญญาณ” การเป็น “ประชาธิปไตย” ได้เหือดหายไปจากคนไทยบางกลุ่มบางก๊วนแล้ว จึงเป็นสิ่งที่คนไทยส่วนใหญ่จะต้องทบทวนบทบาท เพื่อตอกย้ำแสดงให้เห็นว่ายังรักและหวงแหนอำนาจอธิปไตย ยังรำลึกถึง “วีรชนคนกล้า”

แม้มีบางคนได้เหยียบซากศพของวีรชนขึ้นไปเสวยอำนาจ สร้างความชอบธรรมให้ตัวเองก็ตาม

เหตุการณ์อัปยศที่เกิดขึ้นกับประมุขฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหารที่กล่าวมาแล้วนั้น น่าเป็นห่วงว่ารัฐมนตรีในรัฐบาลนี้จะรับทราบแต่ข้อมูลที่รายงานเข้ามาเป็นทอดๆ เท่านั้น ไม่อาจลงพื้นที่ไปเจอของจริง ไปรับรู้ไปสัมผัสกับปัญหาจริงๆ เพื่อนำมาหาทางแก้ไข

ล่าสุดนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าพรรค ไปลงพื้นที่ช่วย นายประภัสร์ จงสงวน ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ กทม. หาเสียง ยังโดนลิ่วล้อพันธมารตามโห่ฮาป่า แสดงพฤติกรรมถ่อยสถุลที่ติดมาในกมลสันดาน เป็นการประจานตัวเองกลางกรุงกลางวันแสกๆ

ฝ่ายความมั่นคงจะต้องแสดงแสนยานุภาพทางปัญญาแล้วละครับ เพื่อขจัดความบาดหมางทางการเมือง ขจัดความแตกแยกในสังคม หรือยังทนดูความฟอนเฟะของสังคมไทยได้ ก็ให้มันรู้ไป

วันนี้ครบรอบ 1 ปี “หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์” หนังสือพิมพ์รายวัน โดยประชาชน เพื่อประชาชน หนังสือพิมพ์ฉบับเล็กๆ ที่เปิดตัวอย่างเงียบๆ แต่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากผู้อ่านที่ต้องการ “ความจริง” ซึ่งจะเป็นกำลังใจให้ทีมงานยืนหยัดนำเสนอ “ความจริง” มาให้ท่านผู้มีอุปการคุณได้รับทราบกันต่อไป ขอให้สัญญาครับ

อัฐศิริ



สื่อทางเลือก


คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

พรุ่งหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน สื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ก็จะมีอายุครบหนึ่งปีของการพิมพ์เพื่อแจกจ่ายให้กับแฟนๆ ของนิตยสารประชาทรรศน์รายสัปดาห์ ซึ่งถือว่าเป็นพี่ชายที่แสนดี ที่มีน้องชายของผม นายอุดมศักดิ์ เสาวนะ เป็นกัปตันทีม

เมื่อระบบการทำงานของกองบรรณาธิการและระบบการจัดพิมพ์เข้ารูปเข้ารอย ระบบการจัดจำหน่ายพร้อม หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน จึงเข้าเกียร์เดินหน้าเต็มตัวในวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ.2550 ด้วยสโลแกนเป็นสื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย

สถานการณ์สร้างวีรบุรุษฉันใด สโลแกนของหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ ก็เกิดขึ้นตามสถานการณ์ของประเทศไทยในห้วงเวลานั้น

เป็นห้วงเวลาที่ประชาชนผู้รักประชาธิปไตย โหยหาการปกครองในระบอบประชาธิปไตย หลังจาก พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ได้ทำรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ที่มี พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 ประเทศไทยตกอยู่ใต้อำนาจของเผด็จการ

แม้คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่ได้ประกาศควบคุมสื่ออย่างเข้มข้น เหมือนกับคณะรัฐประหารชุดก่อนๆ ที่เคยปฏิวัติรัฐประหารขึ้นในประเทศไทย

แต่สื่อส่วนหนึ่งกลับคลานเข้าไปยอมสยบอยู่ใต้อำนาจเผด็จการ เห็นดีเห็นงามกับการล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะสื่อจำนวนหนึ่งได้ปูนบำเหน็จรางวัลที่สนับสนุนเผด็จการ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. และ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร.

ตั้งแต่หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน กำเนิดขึ้นมาจะครบขวบปีในการจัดพิมพ์ในวันพรุ่งนี้ ก็ได้พิสูจน์ให้ท่านผู้มีอุปการคุณได้ประจักษ์แล้วว่า หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ คือ สื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตยอย่างแท้จริง มีเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ในการนำเสนอข่าวสนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งร่างจากปากกระบอกปืน เป็นกากเดนของเผด็จการ

ไม่ทราบว่าเป็นความบังเอิญหรือเจตนาจงใจของ “ผู้จัดการออนไลน์” ที่จะช่วยโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้บรรดาแฟนคลับของ “ผู้จัดการออนไลน์” ได้รับทราบโดยทั่วกันว่า หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน จะมีอายุครบขวบปีในการวางจำหน่ายในวันที่ 11 ตุลาคม ที่จะถึงนี้ แต่ไม่ได้บอกรายละเอียดว่าฉบับปฐมฤกษ์ที่พิมพ์เพื่อแจกจ่ายให้ท่านผู้มีอุปการคุณของนิตยสารประชาทรรศน์รายสัปดาห์ ตรงกับวันที่ 1 ตุลาคม

แสดงว่ารู้ไม่จริง หรือถ้ารู้จริงก็รู้ไม่หมด แล้วยังสะเออะเสนอหน้ามาช่วยโฆษณาประชาสัมพันธ์ มิน่า ข่าวของ “ผู้จัดการออนไลน์” จึงเชื่อถือไม่ได้ เพราะรู้ไม่จริงนี่เอง

ก็ไม่ว่ากัน เพราะหัวขบวนผู้ก่อตั้งสื่อในเครือผู้จัดการ แทนที่จะทำหน้าที่สื่อที่ยึดเป็นอาชีพ กลับไปทำหน้าที่เป็นหัวหน้ากบฏ ยึดทำเนียบรัฐบาล คิดการใหญ่จะทำการเมืองใหม่ ซึ่งเท่าที่ขายฝันกันออกมาไม่น่าจะใช่ระบอบประชาธิปไตยที่นานาอารยประเทศทั่วโลกใช้ในการปกครองประเทศ

อย่างกรณีจินตนาการเอาเองว่า ความจริงแล้ว หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน กำหนดจะวางจำหน่ายฉบับปฐมฤกษ์ วันที่ 19 กันยายน 2550 แต่ต้องเลื่อนไปเป็นวันที่ 11 ตุลาคม 2550

คนรู้จริงคือผม กล่าวคือ เมื่อสายของวันที่ 2 กันยายน 2550 น้องชายผมซึ่งร่วมงานกันมานานครึ่งค่อนชีวิต แต่เพิ่งห่างเหินกันระยะหนึ่งตามเส้นทางที่ลิขิตขึ้นมาเอง คือ นายอุดมศักดิ์ เสาวนะ บรรณาธิการบริหารนิตยสารประชาทรรศน์รายสัปดาห์ ได้โทรศัพท์ไปชวนผมทำหนังสือพิมพ์รายวัน ซึ่งผมตอบรับทันทีโดยไม่ได้ซักถามรายละเอียด ทั้งๆ ที่มีสติสัมปชัญญะครบถ้วนสมบูรณ์ และรู้ทั้งรู้ในสถานการณ์ขณะนั้น ยังมีคนคิดจะทำหนังสือพิมพ์รายวันอีกหรือ

เย็นวันนั้นสองคนพี่น้องนัดเจอกัน ผมจึงได้ทราบว่านิตยสารประชาทรรศน์รายสัปดาห์ ซึ่ง “ผู้จัดการออนไลน์” รู้จริงจากการติดตามอ่านทุกฉบับ เป็นนิตยสารนำเสนอข่าวโจมตีการทำงานของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ รัฐบาลขิงแก่ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าเป็นพวกเดียวกัน ทำให้นิตยสารประชาทรรศน์ ได้รับการต้อนรับจากประชาชนที่โหยหาประชาธิปไตยอย่างอบอุ่น จึงอยากจะทำหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์รายวันขึ้นมา เพื่อสนองตอบความต้องการของคนรักประชาธิปไตยที่อยากจะรับรู้ข้อมูลข่าวสารซึ่งหนังสือพิมพ์รายวันหลายฉบับที่วางแผงอยู่ในขณะนั้น ไม่นำเสนอ หรือไม่กล้านำเสนอ

ผมเป็นคนใจง่าย อะไรก็ได้สำหรับคนที่เรารัก คำตอบรับทันทีเมื่อเช้าวันที่ 2 กันยายน 2550 ก็ต่อยอดกันในเย็นวันเดียวกัน โดยผมขอเวลาสะสางงานที่ค้างคาอยู่สักครึ่งเดือน

วันที่ 16 กันยายน 2550 จึงเป็นวันเริ่มทำงานของทีมงานบางส่วนที่เคยร่วมทำงานกันมา โดยกำหนดวันพิมพ์เหมือนจริงทุกประการเพื่อแจกจ่ายไว้ชัดเจนคือวันที่ 1 ตุลาคม 2550

และ...พวกเราทำได้ตามที่ตั้งเป้าไว้ แต่ไม่วายถูกกล่าวหาใส่ความว่าเป็น “สื่อเทียม” ซึ่งพรุ่งนี้ ผมจะต้องชี้แจงในฐานะที่ถูกพาดพิงครับ

พิธาน คลี่ขจาย


ญาติของป๋า!!!

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

รักษาคุณภาพ “ปากไม่มีหูรูด” พูดจาส่งเดช...แล้วรับประกันซ่อมฟรีว่าไม่มีใครเกิน บุรุษผู้ปั้นน้ำเป็นตัวยอดชายนายคนนี้ไปได้?

ออกมาปั้นจิ้มปั้นเจ๋อคราใด...ก็พูดให้ “ขาวเป็นดำ” และ “ดำเป็นขาว” ได้อยู่เสมอ

ครั้งนี้อีกเช่นกัน “นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์” ผู้สวมสีเสื้อ ส.ส. ระบบสัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์...แต่ทำงานด้อยค่า ไม่คุ้มกับภาษีที่ชาวบ้านจ่ายให้ยาไส้แต่ประการใด

เพราะตลอดเวลาที่เข้าไปเป็น “ผู้แทน” นั้น...“นายสมเกียรติ” ได้จิ๊กและลักเวลาของการทำหน้าที่ ส.ส. ผู้ทรงเกียรติ...

ไปยืนอยู่แถวหน้าในการเป็น 1 ใน 9 กบฏ ของแกนนำพาลทะมิด ยึดทำเนียบรัฐบาลตาหน้าเฉย

ลืมคุณสมบัติการบำรุงสุขปลดทุกข์ให้แก่ชาวบ้านเสียงั้นแหละ

และอย่างที่บอกชิมลางเอาไว้กับมิตรรักแฟนเพลงเป็นกระสายยาเมื่อตอนต้นนั้น...

อันพฤติการณ์ของ “นายสมเกียรติ” ไม่ว่าจะเซด หรือตะแงวอะไรออกมาที

ล้วนแต่เข้ารกเข้าพง ไม่ถูกกาลเทศะเอาเสียทุกเรื่อง

และล่าสุดเปียกๆ แฉะๆ “นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์” ไปตู่เอาคำพูดของ “พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” ประธานองคมนตรี
และรัฐบุรุษ มาตีขลุมทึกทักอย่างไม่เป็นโล้เป็นพาย หนักข้อยิ่งขึ้นไปอีก???

ด้วยการส่งสัญญาณเป็นคุ้งเป็นแคว ทะแรดทะแหล เกินความเป็นจริง

โดยสมอ้างว่า “ฯพณฯ พล.อ.เปรม” ตั้งธง ตีธง ฟันธง ลงมาว่า “นายกรัฐมนตรี” ตั้งแต่อันดับที่ 24-25 และ 26 ต้องเข้าปิ้ง

สังเวยซังเต-นอนเปล คุกแน่นอน!!

และนายกรัฐมนตรี 3 คนดังว่า เป็นใครไม่ได้ นอกเสียจาก “พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร” “นายสมัคร สุนทรเวช” และนายกรัฐมนตรีคนใหม่ป้ายแดง “นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์”

ซึ่งการออกมาลักไก่ ตีปลาหน้าไซว่า 3 นายกรัฐมนตรีจะต้องกลายเป็น “นักโทษ” ในเรือนจำ ด้วยข้อหา “ซื้อเสียง” และ “ทุจริต” นั้น

อยากถามเป็นการบ้านไปถึง “นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์” ที่ตกเป็นผู้ต้องหาตัวจริงเสียงจริง ในการทำกบฏยึดทำเนียบรัฐบาลกันเสียหน่อย...

ท่านเอาพฤติการณ์ตรงไหนว่า “นายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์” ทุจริตและซื้อเสียง

เพราะ “นายกฯ สมชาย” ยังไม่ได้เซ็นชื่อแม้แต่แกร๊กเดียวในฐานะนายกรัฐมนตรี

ฉะนั้น จึงไม่น่ามีความมัวหมอง กระด่างกระดำ แม้แต่ปลายนิ้วก้อยเดียว???

เมื่อว่ากันถึง “พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” แล้ว...ท่านมักถูกคนหยิบชื่อเอาไว้ขายว่า สนับสนุนฝ่ายนั้นฝ่ายนี้ จนดูอีนุงตุงนัง มั่วและวุ่นไปหมด

แต่ของแท้แน่นอนเสียยิ่งกว่าแช่แป้ง...เมื่อได้รับการยืนยันจาก “ท่านสังข์ทองเงาะป่า” คุณพี่สุรศักดิ์ มณีศรี นักการเมืองเก๋าลายครามแห่งเมืองสงขลา

ยืนยัน นั่งยัน นอนยันว่า “บิ๊กป๋า” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ กับ “ท่านนายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์” สืบสายเลือดวงศ์วานพงศ์เผ่าเดียวกันมาทั้งดุ้น

ใครที่ไม่ทราบ ขอความกรุณาได้สดับรับรู้เอาไว้ว่า...ถึง “บิ๊กป๋าเปรม” ได้ชื่อว่าเป็นตัวแทนแห่งสัญลักษณ์ “จ.สงขลา”

ขนาดที่ว่ามีขื่อ “สะพานติณสูลานนท์” เป็นจุดขายของ จ.สงขลา กันทีเดียวเชียว

แต่พื้นเพบ้านเกิด กำเนิดก่อเกิดเป็นตัวตนของ “พล.อ.เปรม” ท่านลืมตาดูโลกครั้งแรกที่ จ.นครศรีธรรมราช...

เมื่อโตขึ้นก็จับรถห้อตะบึงมาเรียนอยู่ที่ “สงขลา” จึงเกิดความผูกพัน สร้างชื่อเสียงขจรขจายให้กับ “จ.สงขลา” จนขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งของภาคใต้

คนส่วนใหญ่ที่ไม่รู้จึงโมเมว่า “ป๋าเปรม” เป็นคนสงขลานั่นปะไร!!

แต่ที่แท้แล้ว “ป๋าเปรม” เป็นคนเมืองนครฯ และมีความผูกพันเป็นญาติพี่น้องกับ “นายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์” อีกต่างหาก??

โดยทั้งนี้ “คุณพี่สุรศักดิ์ มณีศรี” ชายในร่างกำยำแต่ผิวดำเหมือน “เงาะป่า” ก็ไม่ปาน...แต่ภายในร่างกาย หัวใจเปรียบไปด้วยทองนพคุณไม่ผิดกับ “สังข์ทอง” ถอดรูปก็ว่าได้

ยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า “นายกฯ สมชาย” เป็นญาติทางข้างฝ่ายคุณแม่ของ “พล.อ.เปรม”

นับกันแล้ว เป็นญาติที่มีสายเลือดเดียวกันอย่างไม่มีอะไรแปลกปลอม

เหมือนกับ “อดีตนายกฯ สมัคร สุนทรเวช” ก็เป็นญาติที่สนิทชิดเชื้อกับ “บิ๊กเปย” พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร 1 ในแกนนำปฏิวัติ 19 กันยายน...

หลังมีการอันดับนับญาติกันแล้ว “พล.อ.สพรั่ง” ก็ไม่ออกมาแอ็กชั่นแม้หนเดียว

จากที่ “พล.อ.เปรม” มีความเป็นญาติกับ “นายกฯ สมชาย” ดังนั้น...

เชื่อว่าคงทำให้สถานการณ์ทางการเมืองคลี่คลายลงไป ได้กระทงความ

แต่ที่เป็นห่วงก็พวกที่ไปลักเอาชื่อ “พล.อ.เปรม” มาหากิน

เอาคำพูดที่ “ป๋าเปรม” ไม่ได้พูด...เอามาโคลนนิ่ง สร้างความเสื่อมเสียให้กับป๋า

พวกนี้สมควรถูกด่าจริงไหมล่ะคุณ???

กะพรุนไฟ




ศักดิ์ศรีธรรมศาสตร์

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

ไหนๆ มีการพูดกันมามากในแวดวงข่าวสารเวลานี้ โดยเฉพาะ “ตบแผะป่วนชาติ” สร้างความเด่นดังให้กับพรรคพวกพันธมารธิปไตย คนพวกนี้โดนปั่นหัวหมุน เที่ยวตามราวี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ไปไม่หยุดหย่อน จนกำลังจะกลายเป็นเรื่อง...ฮอตฮิต...ไปเสียแล้ว

พฤติกรรมตามราวี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี เกิดขึ้นที่ภาคใต้ ใน จ.สุราษฎร์ธานี และ จ.นครศรีธรรมราช ไล่ลามมาถึงที่กรุงเทพมหานคร เมืองฟ้าอมรของคนไทยทุกคน ล่าสุดเมื่อวานนี้ เรื่องราวเกิดที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถ้อยความไม่เหมือนกัน ไปภาคใต้ ไปห้างดัง จะถูกกล่าวหาว่า “นายกฯ ขายชาติ”

แต่ถ้าไปธรรมศาสตร์ จะถูกกล่าวหาว่า “เอาศักดิ์ศรีธรรมศาสตร์คืนมา”

แยกแยะชุดความคิดนี้ไม่ออกจริงๆ เพราะหากจะนำเฉพาะเรื่องการ “ขายชาติ” ที่ไปกล่าวหาท่านนายกฯ ที่เพิ่งเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ยังไม่ทันได้เซ็นอะไร ยังไม่ทันได้อนุมัติอะไรเลย มันจะเป็นไปได้อย่างไร ที่สำคัญ “ชาติไทย” และ “แผ่นดินไทย” ใครจะเอาไปค้าไปขายได้อย่างไร มองไม่ออกจริงๆ เป็นข้อกล่าวหาที่เกินเลยไปไหม? แปลกประหลาดจริงๆ

ส่วนที่มีการกล่าวหาท่านนายกฯ สมชาย “เอาศักดิ์ศรีธรรมศาสตร์คืนมา” ดูไปดูมายังงง...งง และงง กับคำพูดคำจาที่น่าสมเพชในประโยคนี้ เพราะหากจะเรียกร้องเอาศักดิ์ศรีธรรมศาสตร์คืนมานั้น มันควรจะไปเรียกร้องที่ไหน กับใคร มันผิดที่ผิดเวลาหรือไม่

ศักดิ์ศรีของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมีโดมเป็นรูปสัญลักษณ์ ต่อสู้ ต่อต้านกับเผด็จการมาทุกยุคทุกสมัย จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงการปกครองให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย โดยรากฐานที่ว่า เป็นประชาธิปไตยของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน เกิดขึ้นที่นี่!!! ทุกยุคทุกสมัย

ธรรมศาสตร์ คือ สถานที่สำหรับต่อต้านเผด็จการ

ธรรมศาสตร์ คือ สถานที่ต่อต้านอำมาตยาธิปไตย

ธรรมศาสตร์ คือ หลักชัยของฝ่ายประชาธิปไตย

แต่...วันนี้...คนส่วนหนึ่งซึ่งอยู่ในฝ่ายประชาธิปไตย กลับมีมุมมอง “ธรรมศาสตร์ เปลี๊ยนไป๋”

นี่เรากำลังพูดถึง “จิตวิญญาณ” ความเปลี๊ยนไป๋ของธรรมศาสตร์ เพิ่งจะมีเพียงไม่กี่ปี หลังเหตุการณ์เดือนตุลาคม และพฤษภาทมิฬ ระยะไม่กี่ปีให้หลังมานี้เองที่ ธรรมศาสตร์ เดินไปอยู่ฝั่งตรงข้ามกับที่เคยเชื่อกันว่า คนรุ่นก่อนของ ธรรมศาสตร์ ได้เคยปฏิบัติยึดถือมา รุ่นต่อรุ่น คณาจารย์ต่อคณาจารย์ ลูกศิษย์ต่อลูกศิษย์

อันนี้มิใช่หรือ ที่เกี่ยวเนื่องเกี่ยวข้องกับคำที่เรียกว่า “ศักดิ์ศรี”

อันนี้มิใช่หรือ ที่เกี่ยวเนื่องเกี่ยวข้องกับคำที่เรียกว่า “ธรรมศาสตร์”

มหาวิทยาลัยที่เรียกชื่อติดปากในสมัยก่อนอย่างน่าชื่นชม “มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง”

เพราะมหาวิทยาลัยแห่งนี้มี บุคลากร 2 ท่าน ที่เป็นศักดิ์ศรี เกียรติยศ เกียรติศักดิ์

อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์

อ.ปรีดี พนมยงค์

ที่ใครๆ หลายคนในประชาคม ธรรมศาสตร์ ยังไม่รู้ ไม่เข้าใจในกระบวนการต่อสู้อันเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณูปการต่อประเทศไทย ที่บุคลากรและชาวธรรมศาสตร์ได้สร้างเอาไว้เป็นแบบอย่างใน เกียรติภูมิ เกียรติศักดิ์ ของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ จนทำให้ใครๆ หลายคนซึ่งเป็นคนนอก “อิจฉา” ในความภูมิใจอันนี้

วันนี้ ชาวธรรมศาสตร์ บางคน ไปสมคบกับ โจรกบฏปล้นประชาธิปไตย ทำตัวซุกอยู่หลังรูปปูนปั้นของ 2 บุคลากรอันโด่งดังคับฟ้า สลายเกลียวเชือกที่หลอมรวมของขบวนการต่อสู้ทางประชาธิปไตย ไปก้มหัวให้ “อำมาตยาธิปไตย”

ชาวธรรมศาสตร์ ตอบได้ไหม ในคำสั่งเสียครั้งสุดท้ายของการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของ ท่านผู้หญิงพูนศรี พนมยงค์ ไม่กี่ข้อนั้น กินความหมายลึกซึ้งอะไร? อย่างไร? ที่จะนับเนื่องให้เป็นแนวทางเกียรติยศ เกียรติภูมิ และศักดิ์ศรีของชาวธรรมศาสตร์ จะนำมาเป็นตัวอย่างได้บ้าง ขนาดคนที่ไม่เกี่ยวข้องอ่านแล้วยังต้องน้ำตาซึม

มีคนฝากถาม! ฝากเตือน! ชาวธรรมศาสตร์บางคน บางพวก บางฝ่าย ที่ไปเข้าข้างเผด็จการทหาร และอำมาตยาธิปไตย เมื่อไรจะหยุดพฤติกรรมอยากได้ใคร่ดี ทำลายขบวนการนักศึกษาผู้รักประชาธิปไตย หนีไปแอบซุกใต้ปีก ใต้ร่มเงาของ “อำมาตยาธิปไตย” เพราะสิ่งนี้ต่างหากที่...ไม่ใช่ศักดิ์ศรีของชาวธรรมศาสตร์อย่างแน่นอน? ใช่...ไม่ใช่...

"พัลลภ" ชี้ลางดี "บิ๊กจิ๋วคุยจำลอง"สมชาย" ขอพบป๋าเปรม


พล.อ.พัลลภ ชี้บิ๊กจิ๋วเจรจาจำลอง และ นายกฯ ติดต่อขอเข้าพบ พล.อ.เปรม เป็นเรื่องที่ดีที่ได้มีการพูดคุยกัน ทำให้ได้รู้ท่าทีของแต่ละฝ่าย

พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน หรือ กอ.รมน. ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เห็นว่าการที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี ได้ติดต่อพูดคุยกับ พล.ต.จำลอง นับเป็นสิ่งบอกเหตุที่ดี รวมถึงการที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ติดต่อขอเข้าพบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ด้วย

พล.อ.พัลลภ ยังบอกอีกว่า ไม่ได้ตั้งความหวังอะไรกับการเจรจาที่จะมีขึ้น เพราะเห็นว่าเงื่อนไขของพันธมิตรฯ ที่วางไว้ตลอดก่อนหน้านี้ อาจทำให้การพูดคุยไม่มีอะไรคืบหน้ามากนัก แต่ยังเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ได้มีการพูดคุยกัน ทำให้ได้รู้ท่าทีของแต่ละฝ่าย

'สมศักดิ์' เผย6พรรคร่วมรัฐบาล หนุนแก้รัฐธรรมนูญ


สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ยืนยัน 6 พรรคร่วมรัฐบาล หนุนแก้ไขรัฐธรรมนูญ เชื่อแก้ไขวิกฤตการเมือง เป็นทางออกที่ดีได้

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคชาติไทย (ชท.) ยืนยันว่า 6 พรรคร่วมรัฐบาล เห็นสอดคล้องกันในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.3) แก้ไขวิกฤตการเมือง เพื่อให้เกิดการปฏิรูป เพราะเชื่อว่าจะเป็นทางออกที่ดีได้ โดยจะมีการหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้อีกครั้งให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน

นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ส.ส.ร.3 จะเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ โดยไม่มีฝ่ายการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง ซึ่งจะให้ ส.ส.ร.ยกร่างรัฐธรรมนูญ และทำประชาพิจารณ์ก่อนแก้ไขในแต่ละมาตรา ทั้งนี้ เห็นว่าไม่จำเป็นต้องหารือกับแกนนำพันธมิตรฯ เพราะความเห็นที่แตกต่างถือเป็นปกติในระบอบประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม นายสมศักดิ์ ระบุว่า แนวทางที่จะใช้นั้นเป็นแนวทางเดียวกับสมัยรัฐบาลของนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกฯ ในปี 2538.

ปธ.สภาฯ เชื่อหลังนายกฯ เข้าพบป๋าเปรม สถานการณ์จะดีขึ้น


ประธานสภาผู้แทนราษฎร เชื่อหลังนายกรัฐมนตรีเข้าเยี่ยมคารวะประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษแล้ว จะทำให้สถานการณ์การเมืองดีขึ้น

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่มีข้อเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 โดยการตั้ง ส.ส.ร.3 หรือตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาดำเนินการว่า สามารถดำเนินการได้ทั้ง 2 แนวทาง แต่เห็นว่าการเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ท้ายที่สุดก็ต้องเข้าสู่กระบวนการรัฐสภาเพื่อดำเนินการ และส่วนตัวเห็นว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญควรให้ประชาชนทั่วประเทศมีส่วนร่วมให้มากที่สุด

โดยประชาชนทั้ง 76 จังหวัด ควรร่วมมือรวบรวมความเห็นและข้อเสนอแนะของแต่ละจังหวัดมายังรัฐสภา เพื่อนำไปใช้ในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พร้อมเชื่อว่า เรื่องดังกล่าวจะไม่ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งในบ้านเมืองเพิ่มขึ้นอีก เพราะนายกรัฐมนตรีเป็นคนมีความอ่อนน้อม และยังเตรียมเข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เพื่อขอคำแนะนำด้วย ดังนั้นเชื่อว่าสถานการณ์จะดีขึ้น เนื่องจาก พล.อ.เปรม เป็นที่เคารพนับถือของประชาชนทั้งประเทศ

ด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน หรือ วิปฝ่ายค้าน เห็นว่า ควรนำทั้งการตั้ง ส.ส.ร.3 และการตั้งคณะกรรมการอิสระ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญมาปรับใช้รวมกัน เพื่อให้รัฐบาลและการเมืองภาคประชาชนยอมรับได้ เพื่อให้สถานการณ์บ้านเมืองดีขึ้น

"สมัคร" ตัดสินใจลาออก คืนเก้าอี้ หน.พรคพลังประชาชนแล้ว


อดีตนายกฯ สมัคร " ยื่นใบลาออกพ้นจากหัวหน้าพรรคพลังประชาชน ต่อ นายสมาน เลิศวงศ์รัฐ กรรมการบริหารพรรคแล้ว

รายงานข่าวจากพรรคพลังประชาชน แจ้งว่า นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีต รมว.กลาโหม ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชาชนได้ส่งโทรสาร ยื่นใบลาออกพ้นจากตำแหน่ง หัวหน้าพรรคพลังประชาชน ต่อ นายสมาน เลิศวงศ์รัฐ กรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน ในฐานะนายทะเบียนพรรค เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ก่อนหน้านี้ นายกุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน ได้ออกมากล่าวเป็นนัยว่า นายสมัคร ต้องการลาออกจากตำแหน่ง รวมทั้งต้องการยุติบทบาทในนามพรรคพลังประชาชนด้วย แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดมากกว่านี้

ปธ.วุฒิเชื่อนายกฯ พบ “ป๋าเปรม” สถานการณ์บ้านเมืองดีขึ้น


ประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภาเชื่อนายกฯพบ 'ป๋าเปรม' สถานการณ์จะดีขึ้น ระบุป๋าพร้อมแนะแนวทางเจรจากับพันธมิตรฯ เพื่อยุติปัญหา

นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา เชื่อว่าหากนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าพบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เพื่อหารือถึงแนวทางการทำงานและการแก้ไขปัญหาของประเทศ จะทำให้สถานการณ์ดีขึ้น เพราะจะได้รับคำแนะนำที่ดีจากผู้อาวุโสที่มีประสบการณ์ รวมถึงแนวทางในการเจรจากับพันธมิตรฯ เพื่อยุติปัญหา

นอกจากนี้ นายประสพสุข ยังกล่าวถึง ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2552 ว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ทางวุฒิสภาก็ถือว่าเรื่องยุติและไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ซึ่งหลังจากนี้จะมีการนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงลงพระปรมาภิไธย และประกาศใช้ต่อไป

ครม.นักแรก!นายกฯเร่งถกรับมือวิกฤตเศรษฐกิจสหรัฐ


นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลจะบรรจุเรื่องแนวทางรับมือวิกฤติเศรษฐกิจของสหรัฐเป็นวาระเร่งด่วน หลังจากที่นายโอฬาร ไชยประวัติ รองนายกรัฐมนตรี และ นายสุชาติ ธาดาธำรงเวช รมว.คลัง เรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นการเร่งด่วนเช้าวันนี้ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจากสภาคองเกรสของสหรัฐไม่อนุมัติแผน 7 แสนล้านดอลลาร์อัดฉีดสภาพคล่อง

ที่ประชุมในช่วงเช้าได้มีการประเมินสถานการณ์ในเบื้องต้นแล้วว่าวิกฤติการณ์ที่เกิดขึ้นในสหรัฐจะส่งผลกระทบเศรษฐกิจไทยบ้างแต่ไม่มากนัก โดยการลงทุนอาจจะไม่ได้รับผลกระทบ แต่ที่จะได้รับผลกระทบเป็นด่านแรกคาดว่าจะเป็นธุรกิจประกัน

นายสมชาย กล่าวว่า ในวันนี้นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) จะรายงานให้คณะรัฐมนตรีรับทราบว่าจะมีมาตรการรองรับอย่างไรในส่วนของภาครัฐและเอกชน โดยในส่วนของภาคเอกชนจะมีการเชิญเข้ามาหารือแลกเปลี่ยนความเห็น โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความกังวลต่อปัญหาเงินทุนไหลออก และสภาพคล่องในระบบการเงิน
ด้าน ศ.ดีรณ พงศ์มฆพัฒน์ คณบดีคณะเศรษฐศาตร์ จุฬาลงกรณ์ กล่าวถึงเรื่องดังกล่าวว่า รัฐบาลได้ประเมินสถานการณ์ดีเกินไป ส่วนใหญ่ยังคงพึ่งระบบราชการอยู่ เช่นการเรียกประชุมปลัดกระทรวงกันใหม่ ทั้งที่เราคงไม่มีเวลามากมายไปรออย่างนั้น

ทั้งนี้เรื่องเศรษฐกิจต้องมีปัญหาชะลอตัวแน่นอนซึ่งรัฐบาลต้องรีบวางแผนตั้งแต่วันนี้เพราะเชื่อว่า 3 เดือนหลังจากนี้ อาจมีปัญหาเกิดขึ้น ซึ่งอาจกระทบาคการท่องเที่ยวและส่งออก ในส่วนของประชาชนทั่วไปก็ต้องระวังการใช้จ่ายและการก่อหนี้ ต้องทำอะไรอย่างระวัง เท่าที่ดูสถานการณ์อาจใช้เวลานานประมาณ 4 ปี ในการฟื้นตัว สำหรับประเทศไทยเมื่อรัฐบาลมีงบประมาณก็ใช้เงินแบบไม่มีแผนใช้ในสิ่งที่หมดไปเร็วอยากเห็นรัฐบาลช่วยคนจน