WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, October 1, 2008

ประธานวุฒิฯ หนุนแก้ ม.291 เปิดทางตั้ง ส.ส.ร.3


ประธานวุฒิฯ หนุนใช้วิธีให้รัฐสภาแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 291 เพื่อตั้ง ส.ส.ร.3 ให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม

นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่รัฐบาล และพรรคพลังประชาชน เสนอแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 291 เพื่อจัดตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 3 (ส.ส.ร.) ว่า เห็นด้วย เพราะการแก้มาตรา 291 เป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะอย่างน้อยก็เป็นการเปิดให้ทุกฝ่ายที่มีความขัดแย้งกันร่วมแก้ไข ซึ่งเชื่อว่าทุกฝ่ายยอมรับได้

เมื่อถามว่าถ้าแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับจะดีหรือไม่ นายประสพสุข กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่าน่าจะแก้มาตรา 291 ก่อนเพื่อตั้ง ส.ส.ร.ขึ้นมา เพราะมาตราดังกล่าวเป็นการแก้วิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยที่ทุกฝ่ายมาระดมความคิดเห็น เมื่อได้ร่างการแก้ไขก็เสนอมายังรัฐสภา เพื่อแก้ไขต่อไป

“ตรงนี้จะทำให้ทุกฝ่ายยอมรับได้ หากมีการเชิญทุกฝ่ายมาร่วม รวมทั้งพันธมิตรฯ ด้วยก็น่าจะทำได้ และทำได้ดี เพราะตรงนี้ไม่ใช่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เป็นวิธีการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญก็น่าจะยอมรับกันได้” นายประสพสุข กล่าว

เมื่อถามว่า รัฐบาลควรเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เลยหรือไม่ นายประสพสุข กล่าวว่า ถ้ารัฐบาลอยากเปลี่ยนแปลงการเมืองและให้เกิดความสมานฉันท์ก็ลองดูเพื่อให้บ้านเมืองสงบ เมื่อถามอีกว่า นายกรัฐมนตรีจะเดินทางเข้าพบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี นายประสพสุข กล่าวว่า ก็น่าจะทำให้สถานการณ์การเมืองดีขึ้น เพราะ พล.อ.เปรม เป็นรัฐบุรุษ และปูชนียบุคคลและเป็นที่เคารพของประชาชน เพราะเป็นถึงอดีตนายกรัฐมนตรี ก็น่าจะได้รับคำแนะนำและคำปรึกษาที่เป็นประโยชน์

เมื่อถามต่อว่า พล.อ.เปรม ควรจะเป็นคนกลางในการประสานทุกกลุ่มหรือไม่ นายประสพสุข กล่าวว่า คิดว่าอย่างน้อยที่สุด นายกรัฐมนตรีก็จะได้รับคำแนะนำที่ดีและเป็นประโยชน์ เพราะ พล.อ.เปรม มีประสบการณ์เพราะเป็นนายกฯ มานาน

นายประสพสุข กล่าวถึงข้อเสนอของ 24 อธิการบดีว่า เป็นข้อเสนอที่ดี น่ารับฟัง เป็นข้อเสนอที่ทุกฝ่ายอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น คาดว่าทุกคนอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ซึ่งไม่เพียงแต่อธิการบดี แต่เอกชนก็สามารถทำได้ โดยเฉพาะการให้ประชาชนเข้าชื่อ 5 หมื่นชื่อเสนอแก้รัฐธรรมนูญได้

ประธานวุฒิสภา ยังกล่าวถึงการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา ว่ารัฐบาลควรเร่งแถลงนโยบาย เพื่อจะได้ทำงานอย่างเต็มที่ คิดว่านโยบายของรัฐบาลน่าจะเป็นนโยบายเดิม เพราะยังเป็นรัฐบาลชุดเดิม แต่อาจจะปรับเปลี่ยนให้ทันเหตุการณ์ขึ้น เมื่อถามว่าความขัดแย้งภายในพรรคพลังประชาชนจะทำให้เกิดการยุบสภาก่อนการแถลงนโยบายหรือไม่ นายประสพสุข กล่าวว่า ความขัดแย้งเป็นเรื่องภายในพรรคพลังประชาชนก็ต้องแก้ไขกันเอง การแถลงนโยบายของรัฐบาลก็ต้องเสนอให้รัฐสภาพิจารณาก่อน

Tuesday, September 30, 2008

ที่มาและแนวทางของระบอบ “อำมาตยาภิวัตน์”

คอลัมน์ : ประชาทรรศน์วิชาการ

ทฤษฎีการเมืองใหม่ที่เสนอโดยแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ยึดทำเนียบรัฐบาล ใช้เป็นฐานกำลังในการโค่นล้มรัฐบาลที่มีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำ จนถึงขณะนี้ถึงแม้จะยังไม่มีรูปธรรมชัดเจนว่าต้องการอะไรกันแน่ แต่ข้อเรียกร้องที่ให้จัดสัดส่วนระหว่าง ส.ส. ที่มาจากการสรรหากับ ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้ง ในอัตรา 70 : 30 และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ได้นำมาขยายผล แต่เปลี่ยนสัดส่วนเป็น 50 : 50 หรือแม้แต่โมเดลใหม่ล่าสุดที่ให้ ส.ส. มาจากการเลือกตั้งตามเขตพื้นที่ 50 เปอร์เซ็นต์ และเลือกตั้งจากตัวแทนกลุ่มอาชีพอีก 50 เปอร์เซ็นต์ ประกอบกับการที่แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ได้เปลี่ยนชื่อเรียกจากคำว่า “ประชาธิปไตย” เป็น “ประชาภิวัตน์” นั้น

เมื่อพิเคราะห์และต่อจิ๊กซอว์ให้ครบแล้ว เราก็จะมองเห็นภาพการเมืองใหม่ที่ว่าได้อย่างแจ่มชัดยิ่งขึ้น ซึ่งสามารถนำมาเรียกชื่อเสียใหม่ได้ว่าเป็น “ระบอบอำมาตยาภิวัตน์” ซึ่งเป็นลูกผสมระหว่างระบอบอำมาตยาธิปไตยแบบดั้งเดิม กับระบบ “โปลิตบิวโร” ในระบอบคอมมิวนิสต์ สมัยใหม่ที่ประธานเหมาได้ก่อกำเนิดขึ้นมาในประเทศจีน เมื่อเกือบ 60 ปีที่แล้ว และใช้สืบเนื่องต่อมาจนถึงปัจจุบันนั่นเอง ทั้งนี้ โดยจะดูได้จากที่มาจำนวน 4 ข้อ ดังต่อไปนี้

1.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549
1.1 มาตรา 35 คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ 9 คน ซึ่งไม่ใช่ศาล แต่มีอำนาจสั่งยุบพรรคการเมืองที่กระทำความผิดภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งถูกยกเลิกไปแล้ว

1.2 มาตรา 36 บรรดาประกาศและคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทุกฉบับ ที่ออกระหว่างวันที่ 19 กันยายน 2549 จนถึงวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2550 ถือว่าชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ

1.3 มาตรา 37 บรรดาการกระทำทั้งหลายในการยึดและควบคุมอำนาจการปกครองแผ่นดิน เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 รวมตลอดทั้งการกระทำของบุคคลที่เกี่ยวเนื่อง หรือได้รับมอบหมาย หรือของผู้ซึ่งได้รับคำสั่งจากผู้ที่ได้รับมอบหมาย อันได้กระทำไปเพื่อการดังกล่าวข้างต้น ไม่ว่าจะให้มีผลบังคับทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ รวมทั้งการลงโทษและการกระทำอันเป็นการบริหารราชการอย่างอื่น หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมายให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดชอบโดยสิ้นเชิง

2.ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.)
2.1 ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 12 ลงวันที่ 20 กันยายน 2549
- ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
2.2 ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 13 ลงวันที่ 19 กันยายน 2549
- คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
2.3 ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 14 ลงวันที่ 21 กันยายน 2549
- ผู้ตรวจการแผ่นดิน
2.4 ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 19 ลงวันที่ 22 กันยายน 2549
- คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
2.5 ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 27 ลงวันที่ 30 กันยายน 2549
- ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคที่ถูกคณะตุลาการรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค มีกำหนด 5 ปี
2.6 ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 30 ลงวันที่ 30 กันยายน 2549
- ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) จำนวน 12 คน เพื่อให้ใช้อำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. อำนาจของคณะกรรมการ ปปง. และอำนาจของอธิบดีกรมสรรพากรในเวลาเดียวกัน

3.บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550
3.1 มาตรา 68 วรรคสี่ และมาตรา 237 วรรคสอง ซึ่งเป็น “มรดกทางอำนาจ” ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว มาตรา 35 และประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 27 ที่ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่โดน กกต. ให้ใบแดงฐานฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง อันนำไปสู่การเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค หากปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อว่าหัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคมีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลย อันจะส่งผลให้หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกสั่งยุบพรรคนั้น ต้องถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 5 ปีด้วย

3.2 มาตรา 265 (1) (2) และวรรคสาม ซึ่งห้ามมิให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี รวมทั้งคู่สมรส และบุตร ไปดำรงตำแหน่งหรือหน้าที่ใดในหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ไม่เป็นหุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่รับสัมปทาน หรือเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐในลักษณะดังกล่าว ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม

3.3 มาตรา 267 ซึ่งห้ามมิให้นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี มีตำแหน่งในบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเพื่อหากำไร หรือเป็นลูกจ้างของบุคคลใด ซึ่งลักษณะต้องห้ามดังกล่าวก็ได้กำหนดไว้ในมาตรา 207 (3) ที่จะใช้บังคับกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการ ป.ป.ช. กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ตรวจการแผ่นดิน และกรรมการการเลือกตั้งด้วย แต่บทบัญญัติดังกล่าวก็คงใช้บังคับกับผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรทั้งห้าเหล่านั้นไม่ได้ เพราะผู้ที่มีอำนาจที่จะชี้ขาดว่าใครจะต้องพ้น หรือไม่พ้นจากตำแหน่งเพราะเป็นลูกจ้างใครหรือไม่ ก็คือ ศาลรัฐธรรมนูญ นั่นเอง

3.4 มาตรา 162 วรรคสอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีอิสระที่จะลงมติเลือกใครหรือไม่เลือกใครเป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้ โดยไม่ต้องฟังมติพรรค หรือตกอยู่ใต้อาณัติมอบหมายใดๆ

4.บทเฉพาะกาลที่ “ไม่เฉพาะกาล”
4.1 ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งใช้อำนาจของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 12 ลงวันที่ 20 กันยายน 2549 และใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ 2550 (มาตรา 252 และบทเฉพาะกาลมาตรา 301) ไปจนกว่าจะครบวาระตามบทเฉพาะกาล

4.2 คณะกรรมการการเลือกตั้ง จำนวน 5 คน ซึ่งตั้งตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 13 ลงวันที่ 20 กันยายน 2549 และใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ 2550 (มาตรา 235 มาตรา 236 และบทเฉพาะกาลมาตรา 299) ไปจนกว่าจะครบวาระ 7 ปี ในวันที่ 19 กันยายน 2556

4.3 ผู้ตรวจการแผ่นดิน จำนวน 3 คน ซึ่งตั้งตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 14 ลงวันที่ 21 กันยายน 2549 และใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ 2550 (มาตรา 244 และบทเฉพาะกาลมาตรา 299) ไปจนกว่าจะครบวาระ 6 ปี ของแต่ละคน

4.4 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จำนวน 9 คน ซึ่งตั้งตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 19 ลงวันที่ 22 กันยายน 2549 และใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ 2550 (มาตรา 250 และบทเฉพาะกาลมาตรา 299) ไปจนกว่าจะครบวาระ 9 ปี ในวันที่ 21 กันยายน 2558

4.5 คณะกรรมการสรรหา ส.ว. ตามมาตรา 113 จำนวน 7 คน ซึ่ง 4 ใน 7 คนดังกล่าว ประกอบด้วย ประธานของ 4 องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งตั้งตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ และใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ 2550 และบทเฉพาะกาลตามข้อ 1-4 ข้างต้น เป็น “เสียงข้างมากเด็ดขาด” ในการที่จะชี้ขาดว่าผู้ใดจะได้เป็น ส.ว. ประเภทสรรหา จำนวน 74 คน

4.6 บทเฉพาะกาลมาตรา 309 มีผลทำให้องค์กรและคณะบุคคลทั้ง 5 ประเภทดังกล่าวข้างต้นอยู่ในฐานะที่ “ทำอะไรไม่ผิด” ไปตลอดอายุการใช้บังคับของรัฐธรรมนูญ 2550 เพราะบทเฉพาะกาลมาตราดังกล่าวได้ “นิรโทษกรรมล่วงหน้า” ไว้ให้แล้ว
4.7 บทเฉพาะกาลมาตรา 306 มีผลทำให้ผู้พิพากษาศาลยุติธรรมและพนักงานอัยการ ซึ่งครบเกษียณอายุราชการตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นไป สามารถดำรงตำแหน่ง “ผู้พิพากษาอาวุโส” และ “อัยการอาวุโส” ในชั้นศาล และในตำแหน่งที่ตนเกษียณได้จนกว่าจะอายุครบ 70 ปีบริบูรณ์

ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากที่มาของ “ลายแทง” การสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร 19 กันยายน ทั้ง 4 ข้อข้างต้น จึงสรุปได้ว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 เป็นรัฐธรรมนูญที่เปลี่ยนจากรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน 2540 มาเป็น “รัฐธรรมนูญฉบับ คมช. แอนด์โก” และด้วยการช่วยเหลือส่งเสริมจากบทเฉพาะกาลที่ “ไม่เฉพาะกาล” จึงกลายเป็นรัฐธรรมนูญฉบับ “จตุรมาตยาธิปไตย” ซึ่งหมายถึง ระบบการปกครองที่อำนาจทางการเมืองตกอยู่ในมือของ “ขุนนางชรา 4 เหล่า” อันได้แก่ ขุนนางกองทัพ ขุนนางข้าราชการ ขุนนางตุลาการ และขุนนางอำนาจที่สี่ และทันทีที่มีข้อเสนอเชิงรุกของกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งยึดทำเนียบรัฐบาลเป็นฐานต่อสู้เพื่อล้มล้างรัฐบาลประชาธิปไตยในเรื่องการเมืองใหม่

โดยกำหนดสัดส่วนระหว่าง ส.ส. ที่มาจากการสรรหา กับ ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้ง ในอัตรา 70 : 30 ซึ่งต่อมา พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ได้รับลูกมาเล่นต่อ และเสนอเป็นอัตรา 50 : 50 รวมทั้งการกำหนดให้นายกรัฐมนตรีไม่ต้องมาจาก ส.ส. เลือกตั้ง ซึ่งหมายความว่า จะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 93 และมาตรา 171


ทั้งหมดนี้จะนำไปสู่ระบบการเมืองใหม่ ซึ่งสามารถเรียกได้ว่าเป็น “ระบอบอำมาตยาภิวัตน์” อย่างเต็มรูปแบบ เพราะตามระบบดังกล่าว ส.ส. และ ส.ว. ที่มาจากการสรรหาจะเข้ายึดตำแหน่งผู้นำทั้งของรัฐสภา และของฝ่ายบริหารไว้ในมือทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา จะเหลือไว้บ้างก็คงเพียงแค่ตำแหน่ง “ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร” เท่านั้น

ที่เรียกว่าเป็น “ระบอบอำมาตยาภิวัตน์” ก็เพราะเป็นการผสมพันธุ์กันระหว่างระบอบอำมาตยาธิปไตยแบบเก่า กับระบบ “โปลิตบิวโร” ของคอมมิวนิสต์สมัยใหม่ ซึ่งภายใต้ระบบการเมืองเช่นนี้ ส.ส. ส.ว. และพรรคการเมือง ก็จะเป็นได้แค่ “ลูกจ้าง” ของระบบเท่านั้น และเป็นเสมือนลูกไก่ในกำมือ เพราะถ้าแสดงท่าทีกระด้างกระเดื่องเมื่อไร จะถูกปลดออกจากตำแหน่ง หรือถูกยุบพรรค และถูกสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งได้ง่ายๆ

ส่วนผู้ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือแม้แต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และกรรมการในองค์กรอิสระทั้งหมด ก็จะต้องได้รับความเห็นชอบจาก “โปลิตบิวโร” ซึ่งประกอบด้วยบรรดาบุคคลระดับหัวกะทิของขุนนางชรา 4 เหล่า นั่นแหละ เป็นผู้มีอำนาจเด็ดขาด และที่คล้ายกันมากกับระบอบคอมมิวนิสต์คือ ผู้มีอำนาจสูงสุดในประเทศคือ “ประธานกรรมาธิการทหาร” ซึ่งมีอำนาจเหนือกว่าทั้งฝ่ายตุลาการ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ และตำแหน่งนี้จะไม่มีเกษียณอายุ จนกว่าจะตาย ซึ่งเมื่อตายไปแล้ว “โปลิตบิวโร” ก็จะคัดเลือกคนหนึ่งในโปลิตบิวโรขึ้นมาดำรงตำแหน่ง อย่างไรก็ดี ผู้มีอำนาจในระบบการเมืองใหม่นี้จะยังคงให้มีรัฐธรรมนูญ และใช้คำว่า “ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” อยู่ต่อไป เพื่อหลอกคนไทยและหลอกชาวโลก

คณิน บุญสุวรรณ

ห่วงใย อ.ชินวัฒน์!


คอลัมน์ : ละครชีวิต

ช่วงนี้หลายคนเกิดอาการเบื่อๆ เซ็งๆ ข่าวการเมือง บางคนเลิกติดตามไปเลย กลับมาอีกทีก็รู้สึกตกใจกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน อ.ชินวัฒน์ หาบุญพาด นายกสมาคมพิทักษ์ผลประโยชน์ผู้ขับรถแท็กซี่ และแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ถูกยิงบาดเจ็บสาหัส

โดยชนวนเหตุมาจากการทะเลาะวิวาท ไม่ใช่ปัญหาการเมือง หรือความขัดแย้งกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

รายละเอียดของคดีนี้เราคงไม่อยากรับรู้อะไรมาก เนื่องจากเป็นเรื่องส่วนตัว คงต้องปล่อยให้ว่ากันไปตามกฎหมาย

ขณะที่ อาการของ อ.ชินวัฒน์ ปลอดภัยแล้วแต่ยังอ่อนเพลีย แพทย์ให้พักรักษาตัวในโรงพยาบาลเปาโลเพื่อติดตามอาการ

หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวมีบรรดาลูกศิษย์ลูกหาและคนที่รักใคร่ อ.ชินวัฒน์โทรศัพท์มาสอบถามอาการด้วยความห่วงใย

บางคนก็แสดงความคิดเห็นผ่านรายการวิทยุ และอินเตอร์เน็ตกันอย่างคึกคักตลอดทั้งวัน ทำให้ผมรู้สึกตื้นตันใจในความมีน้ำใจของคนรักประชาธิปไตยเสียจริงๆ

อ.ชินวัฒน์ เป็นผู้ที่มีจิตใจดี รักพวกพ้อง มีอุดมการณ์ กระทั่งในวันนี้ได้นั่งตำแหน่งนายกสมาคมพิทักษ์ผลประโยชน์ผู้ขับรถแท็กซี่

บรรดาโชเฟอร์ผู้ขับรถแท็กซี่ต่างก็รักใคร่ เพราะช่วยเหลือ “คนจน” ให้ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ โดยผลงานมีมากมาย เช่น ร้องเรียนขอความเป็นธรรมให้รัฐบาลจัดหาสถานที่จอดแท็กซี่ สามล้อ ไว้ให้จอดรับ-ส่ง ผู้โดยสารอย่างเพียงพอ

นอกจากนี้ อ.ชินวัฒน์ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลดูแลเรื่องราคาเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ปัญหาผู้มีอิทธิพล มาเฟียที่เรียกเก็บเงิน

รวมทั้งเป็นแกนนำเรียกร้องให้ยกเลิกประกาศกระทรวง ฉบับที่ 26 พ.ศ.2539 ที่กำหนดให้แท็กซี่ติดตั้งวิทยุสื่อสาร และเสียค่าบริการให้กับศูนย์วิทยุเดือนละ 300-500 บาท อีกด้วย

ผลงานต่างๆ เหล่านี้เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวหนึ่ง ขณะที่อีกบทบาทหนึ่งของ อ.ชินวัฒน์ คือ “นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย”

ในช่วง 2 ปี หลังเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 คนรักประชาธิปไตยต่างก็รู้จักมักคุ้นกับ อ.ชินวัฒน์ มากขึ้น

งานแรกที่รู้จักกันดี คืองานเปิดตัวกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ ที่เปิดตัวพร้อมกับกลุ่มพีทีวีที่ท้องสนามหลวง

ซึ่งคณะทำงานชุดนี้ประกาศเป้าหมายจะคว่ำรัฐธรรมนูญฉบับ คมช. และให้นำรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มาใช้เลือกตั้งให้เร็วที่สุด

การต่อสู้ของ อ.ชินวัฒน์ ยืนหยัดอย่างต่อเนื่องมาตลอด 2 ปี พร้อมกับอุดมการณ์เดิมคือขับไล่เผด็จการ

ขณะเดียวกัน อ.ชินวัฒน์ ก็มีสถานีวิทยุชุมชน "เอฟเอ็ม 92.75" เพื่อเป็นเวทีให้คนรักประชาธิปไตยได้แสดงออกและเปิดโอกาสให้ชาวรากหญ้าได้มีสิทธิมีเสียงเรียกร้องในสิ่งที่ควรจะได้

วันนี้ อ.ชินวัฒน์ ถูกยิงได้รับบาดเจ็บจึงมีผู้แสดงความห่วงใยมากมาย ผมอยากจะยกเพียงบางส่วนมานำเสนอเพื่อให้กำลังใจ

คุณ saipin แสดงความเห็นว่า “อ.ชินวัฒน์ หาบุญพาด เป็นแกนนำที่สำคัญคนหนึ่งที่อยู่ฝ่ายรัฐบาลประชาธิปไตย และต่อต้านพันธมิตรฯ มาโดยตลอด ท่านเป็นผู้นำและดำเนินรายการวิทยุ ชุมชนคนรักแท็กซี่ ซึ่งประชาชนมากมายเป็นแฟนรายการของท่าน พูดคุยในรายการและโทร.เข้าไปแสดงความคิดเห็น ส่วนตัวได้พูดคุยกับท่านเป็นประจำ คาดว่า ท่านจะปลอดภัย เพราะกระสุนไม่ถูกที่สำคัญ”

คุณ hybrid แสดงความเห็นว่า “คุณชินวัฒน์ได้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาโดยตลอด ผมรู้สึกชื่นชมในความเด็ดเดี่ยวและกล้าหาญของคุณชินวัฒน์ อยากให้กำลังใจให้สู้ต่อไปอีกนานๆ เหตุการณ์ครั้งนี้มีคนห่วงใยเป็นจำนวนมาก หวังว่าจะทำให้มีกำลังใจมากขึ้นนะครับ”

คุณ pong2007 แสดงความเห็นว่า “ติดตามการต่อสู้ของ อ.ชินวัฒน์ มานาน ตั้งแต่สมัยหลังปฏิวัติใหม่ๆ รู้สึกว่าคนคนนี้กล้าหาญชาญชัยและมีอุดมการณ์แน่วแน่จริงๆ ขอให้อาจารย์หายป่วยเร็วๆ และมาสู้กับพันธมารต่อไปนะคะ”

ข้อความที่กล่าวถึงนี้เป็นเพียงบางส่วนที่มีผู้ส่งกำลังใจถึง อ.ชินวัฒน์

สำหรับ “นักสู้เพื่อประชาธิปไตย” ที่ควรยกย่องเชิดชูจริงๆ ครับ!

ลวดหนาม

อุบัติการณ์ข่มขู่ “ชัย-สมชาย”คุกคามจิตวิญญาณประชาธิปไตย

คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

อุบัติการณ์ที่ จ.นครศรีธรรมราช เมืองแห่งพุทธธรรมของพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ ที่มีแนวร่วมพันธมารนครศรีธรรมราช ขัดขวางการจัดงาน “รัฐสภาพบประชาชน” ของรัฐสภา ที่มี นายชัย ชิดชอบ ประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติ ไปเป็นประธาน และการเดินทางกลับบ้านเกิดของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ถูกตะโกนใส่หน้าว่า “ขายชาติ”

มีการปิดล้อมสนามบินสุราษฎร์ธานี เมืองคนดี ที่แสดงการต่อต้านนายกรัฐมนตรี ทำให้นักท่องเที่ยวต้องได้รับความเดือดร้อน หิ้วกระเป๋ากันอย่างทุลักทุเล ก็เพราะฝีมือของกลุ่ม “อันธพาลการเมือง” เหล่านี้

เป็นกลุ่มคนเพียงหยิบมือเดียวที่ไม่สนใจว่า ความเสียหายที่เกิดตามมาจะส่งผลต่อชื่อเสียงของจังหวัดและประเทศชาติอย่างไร เพียงต้องการให้เป็นข่าวเท่านั้น

เป็นการพิสูจน์ว่า กลุ่มพันธมารและแนวร่วมไร้จิตวิญญาณประชาธิปไตย จึงไม่มีสิทธิ์ที่จะพูดและเรียกร้องความเป็น “ประชาธิปไตย” ได้อีกแล้ว เพราะพฤติกรรมบ่งชัดว่า คนเหล่านี้ยังยืนหยัดยืนยันที่จะกระทำการเพื่อขัดขวางและทำลายประชาธิปไตย เดินตามลายแทงของ “เผด็จการ” อย่างชัดเจน

ตามรัฐธรรมนูญนั้น ขอย้ำว่า ประชาชนคนไทยทุกคนสามารถเดินทางไปไหนมาไหนในประเทศนี้ได้ โดยถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน และยิ่งเป็นคนระดับที่เป็นประมุขของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารด้วยแล้ว ก็ไม่มีความชอบธรรมอันใดเลยที่จะมาต่อต้านขัดขวาง

นอกเสียจากไม่เคารพ ไม่เห็นความสำคัญกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ

เพราะฉะนั้น ความหวังของรัฐบาลที่จะสร้างความปรองดองสมานฉันท์ให้เกิดขึ้น ดูท่าจะเป็นหมันแล้วล่ะครับ

และนั่นคืออุปสรรคสำคัญอย่างยิ่งในการที่รัฐบาลจะเข้ามาฟื้นฟูแก้ปัญหาของประเทศ ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องการพัฒนา นำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง เพราะนโยบายจะดีอย่างไร มีบุคลากรที่มีความสามารถมีฝีมืออย่างไร ถ้าไร้ความร่วมมือร่วมใจก็ยากที่จะสัมฤทธิผลได้

สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ต้องสำเหนียกว่า ตราบใดที่ภายในยังเอาไม่อยู่ แล้วจะบอกกล่าวตะโกนร้องกู่ก้องให้โลกรับรู้ ให้ต่างประเทศยอมรับ เชื่อถือเชื่อมั่น ผมว่าฝันกลางวันยังง่ายกว่าครับ

สิ่งที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่งคือ วันนี้ความสำนึกสำเหนียกในการเป็น “ประชาธิปไตย” หดหายไป และ “การเมืองใหม่” กำลังสำแดงบทบาทมากขึ้น เมื่อไม่เห็นด้วยก็แสดงออกถึงความเถื่อนถ่อยก้าวร้าวรุนแรง มากกว่าการสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นอย่างผู้ที่เจริญแล้วควรจะทำกัน

ถามว่าทำไมเหตุการณ์อัปยศอย่างนี้จึงเกิดขึ้นที่ภาคใต้

เพราะภาคใต้เป็นฐานที่มั่นทางการเมืองของ พรรคประชาธิปัตย์ ที่ปลูกฝังความเป็นภาคนิยมที่รุนแรงที่สุด

คนที่เป็น ส.ส. ในพื้นที่ไม่รู้ระแคะระคายอะไรมาก่อนเลย หรือว่ามีส่วนร่วมด้วยช่วยกันหรือเปล่า ก็สุดจะเดาได้

เพราะเหตุนี้กระมัง พรรคประชาธิปัตย์จึงไม่สามารถเติบโต ครองความนิยมชมชอบ ความไว้วางใจรักใคร่ยอมรับจากประชาชนในภาคอื่นๆ ได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ให้สมกับที่เป็นพรรคเก่าแก่ของประเทศนี้

จึงไม่แปลกที่พรรคการเมืองพรรคนี้ยังล้มลุกคลุกคลาน ล้มคว่ำล้มหงาย เพราะเกิด “วิกฤติศรัทธา” จากคนไทยทั้งประเทศ อย่างที่เห็นๆ กันอยู่

แทนที่จะได้สำนึก กลับยังใช้วิธีการเก่าๆ ใช้เล่ห์เหลี่ยมทางการเมือง มาฉกฉวยผลประโยชน์ เล่นเกมการเมืองที่ไร้การพัฒนาอย่างซ้ำซากจำเจ

“การเมืองใหม่” ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่า ขาดความชัดเจน เหมือนกับว่าที่เสนอมานี้เป็นการขัดตาทัพ เพราะยังนึกอะไรไม่ออก ทราบมาว่าทางแกนนำพันธมารได้จัดการระดมสมองเพื่อจะผลักดันให้สามารถนำ “การเมืองใหม่” ออกมาใช้

แต่ที่แปลกเห็นจะเป็นการที่คิดอ่าน งุบงิบทำกันเฉพาะกลุ่มเฉพาะก๊วน แม้แต่ “สื่อมวลชน” ยังถูกกีดกันไม่ให้เข้าไปรับฟัง นั่นคือต้องรายงานข่าวตามที่กลุ่มพันธมิตรฯ ต้องการเท่านั้น เหมือนเดิมครับ

ก้าวแรกของ “การเมืองใหม่” ก็ชวนให้สงสัยเสียแล้ว จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะให้กลุ่มก้อนต่างๆ ส่งตัวแทนมาเป็น ส.ส. อย่างที่พันธมิตรฯ ต้องการ เพราะฉะนั้นไม่ต่างอะไรกับบรรดา ส.ว. ลากตั้ง ที่ คมช. ส่งมา “ทำงาน” ในสภาตอนนี้ ยังไงยังงั้น

วันนี้ “จิตวิญญาณ” การเป็น “ประชาธิปไตย” ได้เหือดหายไปจากคนไทยบางกลุ่มบางก๊วนแล้ว จึงเป็นสิ่งที่คนไทยส่วนใหญ่จะต้องทบทวนบทบาท เพื่อตอกย้ำแสดงให้เห็นว่ายังรักและหวงแหนอำนาจอธิปไตย ยังรำลึกถึง “วีรชนคนกล้า”

แม้มีบางคนได้เหยียบซากศพของวีรชนขึ้นไปเสวยอำนาจ สร้างความชอบธรรมให้ตัวเองก็ตาม

เหตุการณ์อัปยศที่เกิดขึ้นกับประมุขฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหารที่กล่าวมาแล้วนั้น น่าเป็นห่วงว่ารัฐมนตรีในรัฐบาลนี้จะรับทราบแต่ข้อมูลที่รายงานเข้ามาเป็นทอดๆ เท่านั้น ไม่อาจลงพื้นที่ไปเจอของจริง ไปรับรู้ไปสัมผัสกับปัญหาจริงๆ เพื่อนำมาหาทางแก้ไข

ล่าสุดนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าพรรค ไปลงพื้นที่ช่วย นายประภัสร์ จงสงวน ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ กทม. หาเสียง ยังโดนลิ่วล้อพันธมารตามโห่ฮาป่า แสดงพฤติกรรมถ่อยสถุลที่ติดมาในกมลสันดาน เป็นการประจานตัวเองกลางกรุงกลางวันแสกๆ

ฝ่ายความมั่นคงจะต้องแสดงแสนยานุภาพทางปัญญาแล้วละครับ เพื่อขจัดความบาดหมางทางการเมือง ขจัดความแตกแยกในสังคม หรือยังทนดูความฟอนเฟะของสังคมไทยได้ ก็ให้มันรู้ไป

วันนี้ครบรอบ 1 ปี “หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์” หนังสือพิมพ์รายวัน โดยประชาชน เพื่อประชาชน หนังสือพิมพ์ฉบับเล็กๆ ที่เปิดตัวอย่างเงียบๆ แต่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางจากผู้อ่านที่ต้องการ “ความจริง” ซึ่งจะเป็นกำลังใจให้ทีมงานยืนหยัดนำเสนอ “ความจริง” มาให้ท่านผู้มีอุปการคุณได้รับทราบกันต่อไป ขอให้สัญญาครับ

อัฐศิริ



สื่อทางเลือก


คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

พรุ่งหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน สื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ก็จะมีอายุครบหนึ่งปีของการพิมพ์เพื่อแจกจ่ายให้กับแฟนๆ ของนิตยสารประชาทรรศน์รายสัปดาห์ ซึ่งถือว่าเป็นพี่ชายที่แสนดี ที่มีน้องชายของผม นายอุดมศักดิ์ เสาวนะ เป็นกัปตันทีม

เมื่อระบบการทำงานของกองบรรณาธิการและระบบการจัดพิมพ์เข้ารูปเข้ารอย ระบบการจัดจำหน่ายพร้อม หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน จึงเข้าเกียร์เดินหน้าเต็มตัวในวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ.2550 ด้วยสโลแกนเป็นสื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย

สถานการณ์สร้างวีรบุรุษฉันใด สโลแกนของหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ ก็เกิดขึ้นตามสถานการณ์ของประเทศไทยในห้วงเวลานั้น

เป็นห้วงเวลาที่ประชาชนผู้รักประชาธิปไตย โหยหาการปกครองในระบอบประชาธิปไตย หลังจาก พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก ได้ทำรัฐประหารยึดอำนาจการปกครองจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ที่มี พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 ประเทศไทยตกอยู่ใต้อำนาจของเผด็จการ

แม้คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่ได้ประกาศควบคุมสื่ออย่างเข้มข้น เหมือนกับคณะรัฐประหารชุดก่อนๆ ที่เคยปฏิวัติรัฐประหารขึ้นในประเทศไทย

แต่สื่อส่วนหนึ่งกลับคลานเข้าไปยอมสยบอยู่ใต้อำนาจเผด็จการ เห็นดีเห็นงามกับการล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพราะสื่อจำนวนหนึ่งได้ปูนบำเหน็จรางวัลที่สนับสนุนเผด็จการ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ หรือ สนช. และ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร.

ตั้งแต่หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน กำเนิดขึ้นมาจะครบขวบปีในการจัดพิมพ์ในวันพรุ่งนี้ ก็ได้พิสูจน์ให้ท่านผู้มีอุปการคุณได้ประจักษ์แล้วว่า หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ คือ สื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตยอย่างแท้จริง มีเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ในการนำเสนอข่าวสนับสนุนให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งร่างจากปากกระบอกปืน เป็นกากเดนของเผด็จการ

ไม่ทราบว่าเป็นความบังเอิญหรือเจตนาจงใจของ “ผู้จัดการออนไลน์” ที่จะช่วยโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้บรรดาแฟนคลับของ “ผู้จัดการออนไลน์” ได้รับทราบโดยทั่วกันว่า หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน จะมีอายุครบขวบปีในการวางจำหน่ายในวันที่ 11 ตุลาคม ที่จะถึงนี้ แต่ไม่ได้บอกรายละเอียดว่าฉบับปฐมฤกษ์ที่พิมพ์เพื่อแจกจ่ายให้ท่านผู้มีอุปการคุณของนิตยสารประชาทรรศน์รายสัปดาห์ ตรงกับวันที่ 1 ตุลาคม

แสดงว่ารู้ไม่จริง หรือถ้ารู้จริงก็รู้ไม่หมด แล้วยังสะเออะเสนอหน้ามาช่วยโฆษณาประชาสัมพันธ์ มิน่า ข่าวของ “ผู้จัดการออนไลน์” จึงเชื่อถือไม่ได้ เพราะรู้ไม่จริงนี่เอง

ก็ไม่ว่ากัน เพราะหัวขบวนผู้ก่อตั้งสื่อในเครือผู้จัดการ แทนที่จะทำหน้าที่สื่อที่ยึดเป็นอาชีพ กลับไปทำหน้าที่เป็นหัวหน้ากบฏ ยึดทำเนียบรัฐบาล คิดการใหญ่จะทำการเมืองใหม่ ซึ่งเท่าที่ขายฝันกันออกมาไม่น่าจะใช่ระบอบประชาธิปไตยที่นานาอารยประเทศทั่วโลกใช้ในการปกครองประเทศ

อย่างกรณีจินตนาการเอาเองว่า ความจริงแล้ว หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน กำหนดจะวางจำหน่ายฉบับปฐมฤกษ์ วันที่ 19 กันยายน 2550 แต่ต้องเลื่อนไปเป็นวันที่ 11 ตุลาคม 2550

คนรู้จริงคือผม กล่าวคือ เมื่อสายของวันที่ 2 กันยายน 2550 น้องชายผมซึ่งร่วมงานกันมานานครึ่งค่อนชีวิต แต่เพิ่งห่างเหินกันระยะหนึ่งตามเส้นทางที่ลิขิตขึ้นมาเอง คือ นายอุดมศักดิ์ เสาวนะ บรรณาธิการบริหารนิตยสารประชาทรรศน์รายสัปดาห์ ได้โทรศัพท์ไปชวนผมทำหนังสือพิมพ์รายวัน ซึ่งผมตอบรับทันทีโดยไม่ได้ซักถามรายละเอียด ทั้งๆ ที่มีสติสัมปชัญญะครบถ้วนสมบูรณ์ และรู้ทั้งรู้ในสถานการณ์ขณะนั้น ยังมีคนคิดจะทำหนังสือพิมพ์รายวันอีกหรือ

เย็นวันนั้นสองคนพี่น้องนัดเจอกัน ผมจึงได้ทราบว่านิตยสารประชาทรรศน์รายสัปดาห์ ซึ่ง “ผู้จัดการออนไลน์” รู้จริงจากการติดตามอ่านทุกฉบับ เป็นนิตยสารนำเสนอข่าวโจมตีการทำงานของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ รัฐบาลขิงแก่ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และ พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นที่รู้กันดีว่าเป็นพวกเดียวกัน ทำให้นิตยสารประชาทรรศน์ ได้รับการต้อนรับจากประชาชนที่โหยหาประชาธิปไตยอย่างอบอุ่น จึงอยากจะทำหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์รายวันขึ้นมา เพื่อสนองตอบความต้องการของคนรักประชาธิปไตยที่อยากจะรับรู้ข้อมูลข่าวสารซึ่งหนังสือพิมพ์รายวันหลายฉบับที่วางแผงอยู่ในขณะนั้น ไม่นำเสนอ หรือไม่กล้านำเสนอ

ผมเป็นคนใจง่าย อะไรก็ได้สำหรับคนที่เรารัก คำตอบรับทันทีเมื่อเช้าวันที่ 2 กันยายน 2550 ก็ต่อยอดกันในเย็นวันเดียวกัน โดยผมขอเวลาสะสางงานที่ค้างคาอยู่สักครึ่งเดือน

วันที่ 16 กันยายน 2550 จึงเป็นวันเริ่มทำงานของทีมงานบางส่วนที่เคยร่วมทำงานกันมา โดยกำหนดวันพิมพ์เหมือนจริงทุกประการเพื่อแจกจ่ายไว้ชัดเจนคือวันที่ 1 ตุลาคม 2550

และ...พวกเราทำได้ตามที่ตั้งเป้าไว้ แต่ไม่วายถูกกล่าวหาใส่ความว่าเป็น “สื่อเทียม” ซึ่งพรุ่งนี้ ผมจะต้องชี้แจงในฐานะที่ถูกพาดพิงครับ

พิธาน คลี่ขจาย


ญาติของป๋า!!!

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

รักษาคุณภาพ “ปากไม่มีหูรูด” พูดจาส่งเดช...แล้วรับประกันซ่อมฟรีว่าไม่มีใครเกิน บุรุษผู้ปั้นน้ำเป็นตัวยอดชายนายคนนี้ไปได้?

ออกมาปั้นจิ้มปั้นเจ๋อคราใด...ก็พูดให้ “ขาวเป็นดำ” และ “ดำเป็นขาว” ได้อยู่เสมอ

ครั้งนี้อีกเช่นกัน “นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์” ผู้สวมสีเสื้อ ส.ส. ระบบสัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์...แต่ทำงานด้อยค่า ไม่คุ้มกับภาษีที่ชาวบ้านจ่ายให้ยาไส้แต่ประการใด

เพราะตลอดเวลาที่เข้าไปเป็น “ผู้แทน” นั้น...“นายสมเกียรติ” ได้จิ๊กและลักเวลาของการทำหน้าที่ ส.ส. ผู้ทรงเกียรติ...

ไปยืนอยู่แถวหน้าในการเป็น 1 ใน 9 กบฏ ของแกนนำพาลทะมิด ยึดทำเนียบรัฐบาลตาหน้าเฉย

ลืมคุณสมบัติการบำรุงสุขปลดทุกข์ให้แก่ชาวบ้านเสียงั้นแหละ

และอย่างที่บอกชิมลางเอาไว้กับมิตรรักแฟนเพลงเป็นกระสายยาเมื่อตอนต้นนั้น...

อันพฤติการณ์ของ “นายสมเกียรติ” ไม่ว่าจะเซด หรือตะแงวอะไรออกมาที

ล้วนแต่เข้ารกเข้าพง ไม่ถูกกาลเทศะเอาเสียทุกเรื่อง

และล่าสุดเปียกๆ แฉะๆ “นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์” ไปตู่เอาคำพูดของ “พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” ประธานองคมนตรี
และรัฐบุรุษ มาตีขลุมทึกทักอย่างไม่เป็นโล้เป็นพาย หนักข้อยิ่งขึ้นไปอีก???

ด้วยการส่งสัญญาณเป็นคุ้งเป็นแคว ทะแรดทะแหล เกินความเป็นจริง

โดยสมอ้างว่า “ฯพณฯ พล.อ.เปรม” ตั้งธง ตีธง ฟันธง ลงมาว่า “นายกรัฐมนตรี” ตั้งแต่อันดับที่ 24-25 และ 26 ต้องเข้าปิ้ง

สังเวยซังเต-นอนเปล คุกแน่นอน!!

และนายกรัฐมนตรี 3 คนดังว่า เป็นใครไม่ได้ นอกเสียจาก “พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร” “นายสมัคร สุนทรเวช” และนายกรัฐมนตรีคนใหม่ป้ายแดง “นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์”

ซึ่งการออกมาลักไก่ ตีปลาหน้าไซว่า 3 นายกรัฐมนตรีจะต้องกลายเป็น “นักโทษ” ในเรือนจำ ด้วยข้อหา “ซื้อเสียง” และ “ทุจริต” นั้น

อยากถามเป็นการบ้านไปถึง “นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์” ที่ตกเป็นผู้ต้องหาตัวจริงเสียงจริง ในการทำกบฏยึดทำเนียบรัฐบาลกันเสียหน่อย...

ท่านเอาพฤติการณ์ตรงไหนว่า “นายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์” ทุจริตและซื้อเสียง

เพราะ “นายกฯ สมชาย” ยังไม่ได้เซ็นชื่อแม้แต่แกร๊กเดียวในฐานะนายกรัฐมนตรี

ฉะนั้น จึงไม่น่ามีความมัวหมอง กระด่างกระดำ แม้แต่ปลายนิ้วก้อยเดียว???

เมื่อว่ากันถึง “พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์” แล้ว...ท่านมักถูกคนหยิบชื่อเอาไว้ขายว่า สนับสนุนฝ่ายนั้นฝ่ายนี้ จนดูอีนุงตุงนัง มั่วและวุ่นไปหมด

แต่ของแท้แน่นอนเสียยิ่งกว่าแช่แป้ง...เมื่อได้รับการยืนยันจาก “ท่านสังข์ทองเงาะป่า” คุณพี่สุรศักดิ์ มณีศรี นักการเมืองเก๋าลายครามแห่งเมืองสงขลา

ยืนยัน นั่งยัน นอนยันว่า “บิ๊กป๋า” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ กับ “ท่านนายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์” สืบสายเลือดวงศ์วานพงศ์เผ่าเดียวกันมาทั้งดุ้น

ใครที่ไม่ทราบ ขอความกรุณาได้สดับรับรู้เอาไว้ว่า...ถึง “บิ๊กป๋าเปรม” ได้ชื่อว่าเป็นตัวแทนแห่งสัญลักษณ์ “จ.สงขลา”

ขนาดที่ว่ามีขื่อ “สะพานติณสูลานนท์” เป็นจุดขายของ จ.สงขลา กันทีเดียวเชียว

แต่พื้นเพบ้านเกิด กำเนิดก่อเกิดเป็นตัวตนของ “พล.อ.เปรม” ท่านลืมตาดูโลกครั้งแรกที่ จ.นครศรีธรรมราช...

เมื่อโตขึ้นก็จับรถห้อตะบึงมาเรียนอยู่ที่ “สงขลา” จึงเกิดความผูกพัน สร้างชื่อเสียงขจรขจายให้กับ “จ.สงขลา” จนขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งของภาคใต้

คนส่วนใหญ่ที่ไม่รู้จึงโมเมว่า “ป๋าเปรม” เป็นคนสงขลานั่นปะไร!!

แต่ที่แท้แล้ว “ป๋าเปรม” เป็นคนเมืองนครฯ และมีความผูกพันเป็นญาติพี่น้องกับ “นายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์” อีกต่างหาก??

โดยทั้งนี้ “คุณพี่สุรศักดิ์ มณีศรี” ชายในร่างกำยำแต่ผิวดำเหมือน “เงาะป่า” ก็ไม่ปาน...แต่ภายในร่างกาย หัวใจเปรียบไปด้วยทองนพคุณไม่ผิดกับ “สังข์ทอง” ถอดรูปก็ว่าได้

ยืนยันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่า “นายกฯ สมชาย” เป็นญาติทางข้างฝ่ายคุณแม่ของ “พล.อ.เปรม”

นับกันแล้ว เป็นญาติที่มีสายเลือดเดียวกันอย่างไม่มีอะไรแปลกปลอม

เหมือนกับ “อดีตนายกฯ สมัคร สุนทรเวช” ก็เป็นญาติที่สนิทชิดเชื้อกับ “บิ๊กเปย” พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร 1 ในแกนนำปฏิวัติ 19 กันยายน...

หลังมีการอันดับนับญาติกันแล้ว “พล.อ.สพรั่ง” ก็ไม่ออกมาแอ็กชั่นแม้หนเดียว

จากที่ “พล.อ.เปรม” มีความเป็นญาติกับ “นายกฯ สมชาย” ดังนั้น...

เชื่อว่าคงทำให้สถานการณ์ทางการเมืองคลี่คลายลงไป ได้กระทงความ

แต่ที่เป็นห่วงก็พวกที่ไปลักเอาชื่อ “พล.อ.เปรม” มาหากิน

เอาคำพูดที่ “ป๋าเปรม” ไม่ได้พูด...เอามาโคลนนิ่ง สร้างความเสื่อมเสียให้กับป๋า

พวกนี้สมควรถูกด่าจริงไหมล่ะคุณ???

กะพรุนไฟ




ศักดิ์ศรีธรรมศาสตร์

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

ไหนๆ มีการพูดกันมามากในแวดวงข่าวสารเวลานี้ โดยเฉพาะ “ตบแผะป่วนชาติ” สร้างความเด่นดังให้กับพรรคพวกพันธมารธิปไตย คนพวกนี้โดนปั่นหัวหมุน เที่ยวตามราวี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ไปไม่หยุดหย่อน จนกำลังจะกลายเป็นเรื่อง...ฮอตฮิต...ไปเสียแล้ว

พฤติกรรมตามราวี ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี เกิดขึ้นที่ภาคใต้ ใน จ.สุราษฎร์ธานี และ จ.นครศรีธรรมราช ไล่ลามมาถึงที่กรุงเทพมหานคร เมืองฟ้าอมรของคนไทยทุกคน ล่าสุดเมื่อวานนี้ เรื่องราวเกิดที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถ้อยความไม่เหมือนกัน ไปภาคใต้ ไปห้างดัง จะถูกกล่าวหาว่า “นายกฯ ขายชาติ”

แต่ถ้าไปธรรมศาสตร์ จะถูกกล่าวหาว่า “เอาศักดิ์ศรีธรรมศาสตร์คืนมา”

แยกแยะชุดความคิดนี้ไม่ออกจริงๆ เพราะหากจะนำเฉพาะเรื่องการ “ขายชาติ” ที่ไปกล่าวหาท่านนายกฯ ที่เพิ่งเข้ามาปฏิบัติหน้าที่ยังไม่ทันได้เซ็นอะไร ยังไม่ทันได้อนุมัติอะไรเลย มันจะเป็นไปได้อย่างไร ที่สำคัญ “ชาติไทย” และ “แผ่นดินไทย” ใครจะเอาไปค้าไปขายได้อย่างไร มองไม่ออกจริงๆ เป็นข้อกล่าวหาที่เกินเลยไปไหม? แปลกประหลาดจริงๆ

ส่วนที่มีการกล่าวหาท่านนายกฯ สมชาย “เอาศักดิ์ศรีธรรมศาสตร์คืนมา” ดูไปดูมายังงง...งง และงง กับคำพูดคำจาที่น่าสมเพชในประโยคนี้ เพราะหากจะเรียกร้องเอาศักดิ์ศรีธรรมศาสตร์คืนมานั้น มันควรจะไปเรียกร้องที่ไหน กับใคร มันผิดที่ผิดเวลาหรือไม่

ศักดิ์ศรีของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งมีโดมเป็นรูปสัญลักษณ์ ต่อสู้ ต่อต้านกับเผด็จการมาทุกยุคทุกสมัย จุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงการปกครองให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย โดยรากฐานที่ว่า เป็นประชาธิปไตยของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน เกิดขึ้นที่นี่!!! ทุกยุคทุกสมัย

ธรรมศาสตร์ คือ สถานที่สำหรับต่อต้านเผด็จการ

ธรรมศาสตร์ คือ สถานที่ต่อต้านอำมาตยาธิปไตย

ธรรมศาสตร์ คือ หลักชัยของฝ่ายประชาธิปไตย

แต่...วันนี้...คนส่วนหนึ่งซึ่งอยู่ในฝ่ายประชาธิปไตย กลับมีมุมมอง “ธรรมศาสตร์ เปลี๊ยนไป๋”

นี่เรากำลังพูดถึง “จิตวิญญาณ” ความเปลี๊ยนไป๋ของธรรมศาสตร์ เพิ่งจะมีเพียงไม่กี่ปี หลังเหตุการณ์เดือนตุลาคม และพฤษภาทมิฬ ระยะไม่กี่ปีให้หลังมานี้เองที่ ธรรมศาสตร์ เดินไปอยู่ฝั่งตรงข้ามกับที่เคยเชื่อกันว่า คนรุ่นก่อนของ ธรรมศาสตร์ ได้เคยปฏิบัติยึดถือมา รุ่นต่อรุ่น คณาจารย์ต่อคณาจารย์ ลูกศิษย์ต่อลูกศิษย์

อันนี้มิใช่หรือ ที่เกี่ยวเนื่องเกี่ยวข้องกับคำที่เรียกว่า “ศักดิ์ศรี”

อันนี้มิใช่หรือ ที่เกี่ยวเนื่องเกี่ยวข้องกับคำที่เรียกว่า “ธรรมศาสตร์”

มหาวิทยาลัยที่เรียกชื่อติดปากในสมัยก่อนอย่างน่าชื่นชม “มหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง”

เพราะมหาวิทยาลัยแห่งนี้มี บุคลากร 2 ท่าน ที่เป็นศักดิ์ศรี เกียรติยศ เกียรติศักดิ์

อ.ป๋วย อึ๊งภากรณ์

อ.ปรีดี พนมยงค์

ที่ใครๆ หลายคนในประชาคม ธรรมศาสตร์ ยังไม่รู้ ไม่เข้าใจในกระบวนการต่อสู้อันเต็มเปี่ยมไปด้วยคุณูปการต่อประเทศไทย ที่บุคลากรและชาวธรรมศาสตร์ได้สร้างเอาไว้เป็นแบบอย่างใน เกียรติภูมิ เกียรติศักดิ์ ของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ จนทำให้ใครๆ หลายคนซึ่งเป็นคนนอก “อิจฉา” ในความภูมิใจอันนี้

วันนี้ ชาวธรรมศาสตร์ บางคน ไปสมคบกับ โจรกบฏปล้นประชาธิปไตย ทำตัวซุกอยู่หลังรูปปูนปั้นของ 2 บุคลากรอันโด่งดังคับฟ้า สลายเกลียวเชือกที่หลอมรวมของขบวนการต่อสู้ทางประชาธิปไตย ไปก้มหัวให้ “อำมาตยาธิปไตย”

ชาวธรรมศาสตร์ ตอบได้ไหม ในคำสั่งเสียครั้งสุดท้ายของการจากไปอย่างไม่มีวันกลับของ ท่านผู้หญิงพูนศรี พนมยงค์ ไม่กี่ข้อนั้น กินความหมายลึกซึ้งอะไร? อย่างไร? ที่จะนับเนื่องให้เป็นแนวทางเกียรติยศ เกียรติภูมิ และศักดิ์ศรีของชาวธรรมศาสตร์ จะนำมาเป็นตัวอย่างได้บ้าง ขนาดคนที่ไม่เกี่ยวข้องอ่านแล้วยังต้องน้ำตาซึม

มีคนฝากถาม! ฝากเตือน! ชาวธรรมศาสตร์บางคน บางพวก บางฝ่าย ที่ไปเข้าข้างเผด็จการทหาร และอำมาตยาธิปไตย เมื่อไรจะหยุดพฤติกรรมอยากได้ใคร่ดี ทำลายขบวนการนักศึกษาผู้รักประชาธิปไตย หนีไปแอบซุกใต้ปีก ใต้ร่มเงาของ “อำมาตยาธิปไตย” เพราะสิ่งนี้ต่างหากที่...ไม่ใช่ศักดิ์ศรีของชาวธรรมศาสตร์อย่างแน่นอน? ใช่...ไม่ใช่...

"พัลลภ" ชี้ลางดี "บิ๊กจิ๋วคุยจำลอง"สมชาย" ขอพบป๋าเปรม


พล.อ.พัลลภ ชี้บิ๊กจิ๋วเจรจาจำลอง และ นายกฯ ติดต่อขอเข้าพบ พล.อ.เปรม เป็นเรื่องที่ดีที่ได้มีการพูดคุยกัน ทำให้ได้รู้ท่าทีของแต่ละฝ่าย

พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน หรือ กอ.รมน. ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เห็นว่าการที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี ได้ติดต่อพูดคุยกับ พล.ต.จำลอง นับเป็นสิ่งบอกเหตุที่ดี รวมถึงการที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ติดต่อขอเข้าพบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ด้วย

พล.อ.พัลลภ ยังบอกอีกว่า ไม่ได้ตั้งความหวังอะไรกับการเจรจาที่จะมีขึ้น เพราะเห็นว่าเงื่อนไขของพันธมิตรฯ ที่วางไว้ตลอดก่อนหน้านี้ อาจทำให้การพูดคุยไม่มีอะไรคืบหน้ามากนัก แต่ยังเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ได้มีการพูดคุยกัน ทำให้ได้รู้ท่าทีของแต่ละฝ่าย

'สมศักดิ์' เผย6พรรคร่วมรัฐบาล หนุนแก้รัฐธรรมนูญ


สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ยืนยัน 6 พรรคร่วมรัฐบาล หนุนแก้ไขรัฐธรรมนูญ เชื่อแก้ไขวิกฤตการเมือง เป็นทางออกที่ดีได้

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รมว.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะรองหัวหน้าพรรคชาติไทย (ชท.) ยืนยันว่า 6 พรรคร่วมรัฐบาล เห็นสอดคล้องกันในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.3) แก้ไขวิกฤตการเมือง เพื่อให้เกิดการปฏิรูป เพราะเชื่อว่าจะเป็นทางออกที่ดีได้ โดยจะมีการหารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้อีกครั้งให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน

นายสมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ส.ส.ร.3 จะเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ โดยไม่มีฝ่ายการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง ซึ่งจะให้ ส.ส.ร.ยกร่างรัฐธรรมนูญ และทำประชาพิจารณ์ก่อนแก้ไขในแต่ละมาตรา ทั้งนี้ เห็นว่าไม่จำเป็นต้องหารือกับแกนนำพันธมิตรฯ เพราะความเห็นที่แตกต่างถือเป็นปกติในระบอบประชาธิปไตย อย่างไรก็ตาม นายสมศักดิ์ ระบุว่า แนวทางที่จะใช้นั้นเป็นแนวทางเดียวกับสมัยรัฐบาลของนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกฯ ในปี 2538.

ปธ.สภาฯ เชื่อหลังนายกฯ เข้าพบป๋าเปรม สถานการณ์จะดีขึ้น


ประธานสภาผู้แทนราษฎร เชื่อหลังนายกรัฐมนตรีเข้าเยี่ยมคารวะประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษแล้ว จะทำให้สถานการณ์การเมืองดีขึ้น

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่มีข้อเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 โดยการตั้ง ส.ส.ร.3 หรือตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาดำเนินการว่า สามารถดำเนินการได้ทั้ง 2 แนวทาง แต่เห็นว่าการเสนอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ท้ายที่สุดก็ต้องเข้าสู่กระบวนการรัฐสภาเพื่อดำเนินการ และส่วนตัวเห็นว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญควรให้ประชาชนทั่วประเทศมีส่วนร่วมให้มากที่สุด

โดยประชาชนทั้ง 76 จังหวัด ควรร่วมมือรวบรวมความเห็นและข้อเสนอแนะของแต่ละจังหวัดมายังรัฐสภา เพื่อนำไปใช้ในการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ พร้อมเชื่อว่า เรื่องดังกล่าวจะไม่ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งในบ้านเมืองเพิ่มขึ้นอีก เพราะนายกรัฐมนตรีเป็นคนมีความอ่อนน้อม และยังเตรียมเข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เพื่อขอคำแนะนำด้วย ดังนั้นเชื่อว่าสถานการณ์จะดีขึ้น เนื่องจาก พล.อ.เปรม เป็นที่เคารพนับถือของประชาชนทั้งประเทศ

ด้านนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้าน หรือ วิปฝ่ายค้าน เห็นว่า ควรนำทั้งการตั้ง ส.ส.ร.3 และการตั้งคณะกรรมการอิสระ เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญมาปรับใช้รวมกัน เพื่อให้รัฐบาลและการเมืองภาคประชาชนยอมรับได้ เพื่อให้สถานการณ์บ้านเมืองดีขึ้น