WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, October 2, 2008

The Future of World Bank!!!!!!!!!!.....

The Future of World Bank!!!!!!!!!!

บทความ โดย เพื่อนพ้องน้องพี่


โดย : ป้าพลอย

วันพุธที่ 1 เดือน ตุลาคม พ.ศ.2551

ขณะนี้ทั่วโลกกำลังวิกฤตเกี่ยวกับเศรษฐกิจ และแบงก์มีปัญหาทั่วโลกที่สหภาพยุโรปก็เช่นกัน ที่หนักคืออเมริกา ทางสหภาพยุโรปกำลังหาหนทางช่วยเหลือให้ฟื้นคืนมา หากอเมริกาไม่ฟื้นแย่แน่ๆ กระทบไปทั่วโลก คนที่ถือหุ้นเจ๊งไม่เป็นท่า คงเหลือแต่กางเกงใน หรือไม่ก็ไม่เหลืออะไรเลยถอดล่อนจ้อน แล้วเมืองไทยคนที่เล่นหุ้นสบายดีอยู่หรือ? แล้วแบงก์ที่สนับสนุนพันธมิตรสบายดีหรือ?

งานนี้หมดตัวหลายคน ถ้าต่างประเทศกำลังจะจมน้ำประเทศไทยจะเหลืออะไร แบงก์ที่ป้าเป็นลูกค้ายังโดนแต่ไม่ถึงขั้นปิด ใครมีเงินฝากธนาคารเยอะๆถอนออกมาให้หมดก่อนที่มันจะปิดหนี หากที่เมืองไทยทรุดอาจจะยิ่งหนักกว่าปี 2540 ระวังขอเตือน เพราะค่าครองชีพในประเทศไทยสูงรายได้น้อย น้ำมันก็แพงคนไทยคงต้องประหยัดกันแล้ว เวลานี้ทั่วโลกกำลังตื่นตัวกับเรื่องนี้ ฉะนั้นหากประเทศไทยประสพปัญหาแบบปี2540 ใครจะมาช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจให้ประเทศไทยฟื้นขึ้นมา ตอนนี้ไม่มีคนที่ชื่อ ทักษิณ ชินวัตร แล้ว ไล่เขาออกนอกประเทศไปแล้ว จะดูซิว่าใครที่จะมากู้เศรษฐกิจให้ประเทศไทย ทักษิณ อย่ากลับมาช่วย ปล่อยให้หัวหน้าพรรคบางพรรคที่ดีแต่ปากแก้ปัญหาเศรษฐกิจและพวกขอทานพันธมิตรโปรดร่วมกับพรรคที่สนับสนุนช่วยแก้ปัญหาให้ประเทศด้วยนะ

ตอนนี้คนไทยในประเทศ ต่างหน้าชื่นอกตรมกันทุกคน หากเกิดวิกฤตขึ้นอีกครั้งหนึ่งจะทำกันอย่างไร ไหนยังเรื่องปัจจุบันที่ขัดแย้งคาลังคาซังอยู่ในขณะนี้ รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งโดยถูกต้องตามกฎหมาย ถูกกฎหมู่บีบให้ออกแต่ละคน จนต้องหานายกมาใหม่ นายกคนใหม่ก็ยังไม่ถูกใจ ถามหน่อยว่า พวกเอ็งจะเอาเทวดาบิดาเอ็งมาเป็นถึงจะยอมงั้นหรือ? มันทุเรศต่างประเทศเขาด่าว่าขายตัวรับจ้าง ไปปิดสนามบินสุราษฏร์ธานี ฝรั่งหัวเราะบอกว่าไม่ใช่บ้านไอเชิญยูปิดไป ไอไม่เห็นต้องมาไทยแลนด์ ประเทศอื่นๆที่สวยกว่าประเทศไทยยังอีกมาก เชิญปิดสนามบินทุกๆแห่งที่ภาคใต้ยิ่งดี ฝรั่งบอก ขนาดฝรั่งยังเคืองแค้นพวกระยำอัปรีย์ที่ทำขายหน้า ทำบ้านเมืองพังพินาศ อย่างว่าเงิน เงิน เงิน พวกหน้าเงิน หน้ามืด หน้ามั่ว สุมหัวกันอยู่ในคอก รวมทั้งกินฟรี ปี๋ฟรี รวมอยู่ในทำเนียบ ลูกใคร ผัวใคร เมียใคร ผลัดกันใช้สนุกเป็นบ้า

ข่าวนอกนินทากันให้แซดอีตอนถุงยางลอยน้ำ แถมยาฉีดรวมทั้งใบกระท่อมกินกล่อมเซ็กให้มีพละกำลัง ทำงานไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อยเพราะใบกระท่อมนี่แหละปลุกเซ็กผู้หญิงในนั้นถึงหน้าระรื่นไม่ยอมอ่อนเพลีย ฝรั่งวิภาษวิจารณ์กันแบบนี้จริงเท็จอย่างไร ลองหาข้อมูลกันดู เพราะใบกระท่อมนี่คนทางอเมริกาใต้แถบประเทศ Peru-Colombia-Ecuador-Honduras และชาติในเครืออเมริกาใต้ใช้สกัดทำผง โคคาอิน น้องๆเฮโรอิน ส่วนใบกระท่อมสดจะเอามาเคี้ยวให้มีพละกำลังไม่ให้อ่อนเพลียจึงเป็นตัวยาชูกำลังของหนุ่มๆอเมริกาใต้หรือชาวเผ่าอินเดียแดงใช้กินปลุกเซ็กให้สู้ไม่ถอยจึงมีลูกเต็มบ้านไงละ555 แต่ถ้าเคี้ยวทุกวันก็เท่ากับติดยาเสพติดนี่แหละฉะนั้นใครอย่าคิดทดลอง

คนเผ่าอินเดียแดงกินจนฟันสีเหลือง เขาจะเก็บสดๆ จากต้นที่เห็นในโทรทัศน์ ต้นกระท่อมไม่สูงนักไม่ทราบว่ากระท่อมที่เอามาจากภาคใต้จะเป็นพันธ์เดียวกับทางอเมริกาใต้หรือเปล่า? แต่ถ้าเคี้ยวแล้วออกอาการมีพละกำลังคงเป็นพันธ์เดียวกัน แต่ที่เห็นภาพที่ทางต่างประเทศออกมาให้ดูทางทีวีตอนที่ค้นเจอในเต็นท์พันธมิตรพร้อมอาวุธ ใบกระท่อมที่ทางภาคใต้ใบใหญ่และใบหนากว่าแถบอเมริกาใต้ ทางอเมริกาใต้รู้สึกจะออกสีเขียวใบจะบางๆคล้ายๆใบชาอาจจะมีหลายพันธุ์ก็ได้คะ หากเมื่อใดไปเที่ยวทางเม็กซิโกแล้วจะมาเล่าให้ฟังว่าสรรพคุณของกระท่อมนอกเหนือจากการมีพละกำลังไม่ถอย แล้วมันมีอะไรอีก จะได้ถามคนเผ่าอินเดียแดงให้ละเอียด มีเพื่อนเป็นชาวเม็กซิกัน เป็นเพื่อนบ้านอยู่ใกล้กัน ชาวไปเที่ยวเม็กซิโกด้วยกันกับเขาไปเมื่อไหร่แล้วจะมาเล่าให้ฟังจ๊ะ


ป้าพลอย

จาก thaifreenews

Wednesday, October 1, 2008

“การเมือง” กับ “เพื่อน”


คอลัมน์ : คิดในมุมกลับ

ท่านผู้อ่านเคยทะเลาะกับเพื่อนบ้างหรือเปล่า...

สำหรับฉัน การทะเลาะกับเพื่อนเป็นเรื่องอ่อนไหว เปราะบาง และน่าหวาดหวั่นมากกว่าทะเลาะกับคนอื่นที่ไม่ใช่เพื่อน หรือคนสนิทใกล้ชิดเช่นแฟนหรือคนในครอบครัวนัก

เคยถามตัวเองว่าเหตุใดรู้สึกเช่นนั้น ก็ได้ความรางๆ เลาๆ ว่า เพราะเพื่อนเป็นมากกว่าคนรู้จัก แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่สายเลือดที่เข้มข้นจนตัดไม่ขาดแบบคนในครอบครัวเช่นพ่อแม่พี่น้อง

ทะเลาะกับคนอื่นเราไม่แคร์ เพราะคิดว่าไม่ได้ขอข้าวเขากิน ทะเลาะกับคนในครอบครัวก็ยังรู้ว่าไม่ได้เกลียดกัน หายโกรธก็ง้อขอคืนดีกันได้...

แต่กับคำว่า “เพื่อน” มันกึ่งๆ อยู่ระหว่าง 2 สถานะนั่น เราจึงทั้งสนิทใจและต้องถนอมมิตรภาพในเวลาเดียวกัน

ระยะหลังมานี้คิดถึงเรื่องนี้บ่อยๆ ทั้งที่ไม่ได้ทะเลาะกับใคร แต่สภาพแตกร้าวทางการเมืองไทยทำให้อดคิดไม่ได้ว่าสักวันต้องทะเลาะกับใครสักคนเข้าหรือเปล่า เพราะเท่าที่เห็นมามีหลายคนที่รู้จักเขาชิงตัดเพื่อนกันไปมากแล้วจากกรณีความคิดเห็นทางการเมืองไม่ตรงกันแบบนี้

เรื่องแบบนี้คนที่ไม่ “อิน” ไม่มีอารมณ์ร่วม ไม่ได้ติดตามการเมืองแบบเอาจริงเอาจัง หรือด้วยชีวิตจิตใจ ไม่มีทางเข้าใจหรอกว่าเหตุใดคนเราต้องยอมทะเลาะกันเพียงเพราะความเชื่อทางการเมืองด้วย...

ประโยคว่า “เห็นต่างก็อยู่ร่วมกันได้” เมื่อนำมาใช้กับบางกรณีมันก็เป็นได้แค่ “ความตอแหล” เท่านั้นแหละ

อันที่จริง มีตัวอย่างของอีกหลายท่านที่คิดเห็นคนละฝั่งกันในทางการเมือง แต่เมื่อประสบพบหน้ากันก็สามารถกอดกันได้อย่างไม่มีเคลือบแคลง ถอดความเชื่อทางการเมืองที่เป็นเพียงสิ่งสมมติไว้ เหลือเพียงความรักและหวังดีของมิตร ซึ่งเชื่อว่าจริงแท้แน่นอนกว่า

ฉันเองก็อยากเป็นได้เช่นนั้น แต่ระยะหลังมานี้เริ่มรู้สึกว่าทำได้ยากยิ่ง อย่าว่าแต่จะเจอหน้ากันเลย แค่อ่านบทความบางชิ้นที่เพื่อนเขียน เลือดก็ทำท่าจะวิ่งขึ้นหน้า น้ำตาเหมือนจะหยดด้วยความเจ็บปวดระคนสลดเศร้า ตั้งท่าจะจับปากกาเขียนโต้ตอบก็มัวแต่คิดมากหลายตลบว่าถ้าเจอหน้าจะมองหน้ากันอย่างไร

สรุปแล้วการเมืองมันร้าย หรือเราจริงจังกับมันไปเอง วานบอกที

ปฏิญา ยอดเมฆ

รมว.ต่างประเทศ มั่นใจไทยจัดประชุมสุดยอดอาเซียนปลายปีนี้

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ให้ความมั่นใจไทยสามารถจัดการประชุมสุดยอดอาเซียนปลายปีนี้ได้ ขณะที่รัฐมนตรีหลายประเทศสอบถามสถานการณ์ชุมนุมในไทย

นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า ไม่มีประเทศสมาชิกอาเซียนประเทศใดตั้งคำถามถึงความพร้อมของไทย ในการเป็นประธานอาเซียนจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 14 ในเดือนธันวาคม ที่กรุงเทพมหานคร

ขณะที่นายบัน คี มุน เลขาธิการสหประชาชาติ ก็ตอบรับคำเชิญของอาเซียน ที่จะเดินทางมาเยือนไทย ในวันที่ 18 ธันวาคมนี้ เพื่อร่วมประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-สหประชาชาติด้วย อย่างไรก็ตามมีรัฐมนตรีอาเซียนบางคน ถามถึงเหตุชุมนุมประท้วงที่มีอยู่ ซึ่งได้เล่าให้ฟังว่า ประชาชนยังคงดำเนินชีวิตตามปกติ การประกาศภาวะฉุกเฉินก็ยกเลิกไปแล้ว โดยมีมุมมองจากอาเซียนอยากให้เกิดการควบคุมและใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด แต่ไทยยืนยันว่าจะใช้การเจรจา เพราะไม่อยากให้เกิดปัญหาลุกลามออกไป

ทั้งนี้ นายสมพงษ์ ยังใช้โอกาสนี้กล่าวขออภัยกับรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ที่ยกเลิกการหารือทวิภาคี เนื่องจากเกรงว่าจะขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 176

ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เห็นควรให้สอบพยานเพิ่มเติม


ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เห็นควรให้สอบพยานเพิ่มเติม ในคดีอดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีหมิ่นเบื้องสูงแล้ว

พลตำรวจตรี สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ มีความเห็นให้สอบพยานเพิ่มเติม ตามที่ นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ร้องขอในคดีหมิ่นเบื้องสูงแล้ว เนื่องจาก เป็นสิทธิของผู้ต้องหาตามกฎหมาย แม้ว่าก่อนหน้านี้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ จะมีความเห็นสั่งฟ้องไปแล้วก็ตาม และเพื่อไม่ให้เป็นการประวิงเวลา จึงกำชับให้พนักงานสอบสวน เร่งสอบพยานเพิ่มเติมโดยเร็วที่สุด

นอกจากนี้ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังระบุด้วยว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้ส่งข้อมูลเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณในโครงการต่างๆ สมัย พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส อดีตผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ตามที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ ร้องขอไปแล้ว

กลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมือง จี้ป.ป.ช.สอบหญิงเป็ดร่ำรวยผิดปกติ


ประธานกลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมือง จี้ ปปช. เร่งไต่สวนคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ว่ามีพฤติกรรมร่ำรวยผิดปกติ

ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) นายวันชัย จงจรูญหิรัณย์ ประธานกลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมือง และต่อต้านการคอรัปชั่นได้เดินทางเข้าชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมต่อเลขาธิการ ป.ป.ช. ว่าต้องการให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน ให้เร่งไต่สวนคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ว่ามีพฤติกรรมร่ำรวยผิดปกติ หรือกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือากระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ

นอกจากนี้นายวันชัย กล่าวถึงสถานะว่าเป็นผู้กล่าวหาร้องเรียน และเป็นผู้เสียหายจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐที่ร่ำรวยผิดปกติ โดยได้หาพยานหลักฐานมาสนับสนุนตามคำร้องเรียนเดิมมเช่นคุณหญิงจารุวรรณ ได้ก่อสร้างคฤหาสน์หลังขนาดใหญ่

รวมทั้งไม่ดำเนินคดีกับผู้เสนอให้เงินสินบทจำนวน 100 ล้านบาท กรณีบุตรสาว และหลานชาย มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินติดต่อกันสามแปลงมีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับคุณหญิงจารุวรรณ และกรณีสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินเลือกที่ดินราชพัสดุ จ.นนทบุรีเป็นสถานที่ก่อสร้างสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินแห่งใหม่ แทนที่จะใช้ที่ดินราชพัสดุที่อื่น จากที่เคยยื่นหนังสือร้องเรียนไปตั้งแต่วันที่ 11 มิถุนายน 2551 , 3 กรกฎาคม 2551 และ 22 กรกฎาคม 2551

เพื่อเป็นการยื่นยันว่าหนังสือที่ร้องเรียนไปแล้วทั้ง 3 ฉบับ มีหลักฐานเพียงพอที่จะให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริง ตามอำนาจหน้าที่ ของป.ป.ช.ที่จะรวบรวมหลักฐาน เอาตัวผู้กระทำความผิดมาฟ้อง ลงโทษ ในข้อหาร่ำรวยผิดปกติ โดยเร็วเพื่อไม่ให้สาธารณะชนสงสัยว่า ป.ป.ช. มีการเลือกปฏิบัติ

หรือหาช่องว่างทางกฎหมายเพื่อช่วยเหลือกันและกัน หากป.ป.ช. ไม่ปฎิบัติตามข้อเรียกร้องดังกล่าว ก็จะดำเนินการร้องขอความเป็นธรรมต่อสังคมเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อ ป.ป.ช. ในขั้นต่อไป

ส.ส.พปช.น่าน จี้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาราคาข้าวโพดตกต่ำ


สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคพลังประชาชน จังหวัดน่าน ขอให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาราคาข้าวโพดตกต่ำ พร้อมยืนยันจะไม่มีเหตุการณ์สภาล่มแน่นอน

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.)พรรคพลังประชาชน จังหวัดน่าน กล่าวถึงการประชุมพรรคพลังประชาชนที่มี นายสมชาย วงสวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี เข้าประชุมวันนี้ (30 ก.ย.51) ว่า ในที่ประชุมได้นำปัญหาเรื่องความเดือดร้อนของประชาชนในภาคเหนือที่ได้แจ้งให้นายกรัฐมนตรีรับทราบถึงกรณีราคาข้าวโพดตกต่ำ โดยนายสมชาย ได้สั่งการให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ลงพื้นที่รับฟังปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเรื่องปัญหาราคาข้าวโพดตกต่ำ

ทั้งนี้ ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน ได้เสนอข้อเรียกร้องผ่าน ส.ส.พรรคพลังประชาชน ภาคเหนือ โดยการเสนอให้รัฐบาลเข้าไปแทรกแซงรับจำนำข้าวโพด เริ่มต้นที่ความชื้น 4.5 เปอร์เซ็นต์ ในราคา 9 บาท และลดหลั่นลงไปตามสภาพความชื้น ซึ่งยืนยันว่าจะเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชน อย่างเร่งด่วน โดยคาดว่าจะดำเนินการเรื่องดังกล่าวได้ภายหลังการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเสร็จสิ้น ในวันที่ 7-8 ตุลาคมนี้ และในที่ประชุมยังได้มีการเสนอปัญหาราคาข้าวและมันสำปะหลังตกต่ำในที่ประชุมด้วย

นายชลน่าน กล่าวด้วยว่า ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรครั้งต่อไป ส.ส.พรรคพลังประชาชน จะเข้าร่วมการประชุมสภาครบองค์ประชุมและจะไม่ทำให้สภาล่มอย่างที่ผ่านมา

"สมชาย"ปัดไม่ทราบ"สมัคร"ลาออก พร้อมรับเป็นที่ปรึกษา


"สมชาย"ปัดไม่ทราบ "สมัคร"ลาออกจากหัวหน้าพรรค เผยพร้อมรับเป็นที่ปรึกษานายกฯ เตรียมรับฟังลูกพรรคยกเครื่องพรรค

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ยื่นจดหมายลาออกจากการเป็นหัวหน้าพรรค ว่า ยังไม่ทราบ แต่ถ้ายื่นใบลาออกแล้ว ก็คงเป็นไปตามขั้นตอนระเบียบของพรรค ที่ต้องเรียกประชุมใหญ่วิสามัญ คัดเลือกคณะกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ แต่ถ้าช่วงนี้มีความจำเป็นต้องเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค ก็สามารถทำได้ เพราะในข้อบังคับพรรคระบุว่า ประธานคณะกรรมการบริหารของพรรค สามารถทำหน้าที่รักษาการก่อนซึ่งตนดำรงตำแหน่งอยู่ ส่วนจะมีการปรับโครงสร้างของกรรมการบริหารพรรคหรือไม่ คงต้องถามในที่ประชุมพรรคก่อน โดยต้องฟังเสียงของสมาชิกทั้งหมด แต่ก็เป็นไปได้ที่จะปรับปรุง

เมื่อถามว่าจะเชิญนายสมัครมาเป็นที่ปรึกษาพรรคหรือไม่ นายสมชาย กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องถามในพรรคก่อน แต่นายสมัคร ถือเป็นผู้มีประสบการณ์ทางการเมืองสูง เป็นที่ยอมรับ ซึ่งเห็นว่าประสบการณ์ที่ท่านมีอยู่เป็นประโยชน์กับพรรค แต่ไม่ว่าจะเป็นที่ปรึกษาหรือไม่ หากให้คำแนะนำใดๆพรรคก็ยินดีรับฟัง ในการตัดสินใจครั้งนี้ ถือเป็นสิทธิส่วนตัวของนายสมัคร และพรรคไม่ได้มีการหารือในเรื่องนี้มาก่อนและไม่เคยได้รับติดต่อจากนายสมัครมาก่อนเหมือนกันว่าจะลาออก

ต่อข้อถามว่า กรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ที่ตั้งขึ้น ต้องเชี่ยวชาญด้านกฎหมาย เพื่อดูแลเรื่องคดียุบพรรคหรือไม่ นายสมชาย กล่าวว่า ผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายหาที่อื่นก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นกรรมการบริหารพรรค แต่เรื่องนี้แล้วแต่สมาชิกจะเลือกกัน ส่วนเรื่องของคดี มีฝ่ายกฎหมายของพรรคดูแลอยู่แล้ว

นายสมชาย ยังกล่าวถึงกรณีคณะรัฐมนตรีมีมติแก้รัฐธรรมนูญ ม. 291 ในส่วนของ ส.ส.ของพรรคพลังประชาชนมีท่าทีอย่างไร นายสมชาย กล่าวว่า ต้องขอดูข้อความในมติคณะรัฐมนตรีก่อน เพราะเรื่องนี้มีคนพูดกันมากเกี่ยวกับการเมืองภาคประชาชน รวมถึงการผลักดันให้มีรัฐธรรมนูญใหม่ ดังนั้นเรื่องนี้ท่าทีของรัฐบาลหากเป็นการเมืองที่ประชาชนเข้ามาเกี่ยวข้อง ต้องเป็นประชาชนทั้งประเทศ 60 กว่าล้านคน ถ้าคนเหล่านั้นมีโอกาสตัดสินใจ ถือเป็นเรื่องการเมืองภาคประชาชนอย่างแท้จริง ไม่ใช่ประชาชนแค่จุดใด จุดหนึ่ง

เมื่อถามย้ำว่า จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญม. 291 ใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ตอนนี้ยังไม่มีอะไร เป็นแต่เพียงว่า ถ้ามีการดำเนินการไปในแนวทางนี้ รัฐบาลก็พร้อมที่จะสนับสนุนแต่ไม่ใช่ว่ารัฐบาลจะต้องลงมือเมื่อถามว่า แนวทางที่จะให้ประชาชนส่วนใหญ่มีส่วนร่วมหมายถึง ส.ส.ร.3 ใช่หรือไม่ นายสมชาย กล่าวว่า ก็อาจจะเป็นแนวนั้น มันก็ดีกว่าที่รัฐบาลจะทำกันเอง โดยที่ประชาชนเจ้าของประเทศไม่รู้เรื่องเลย อย่างไรก็ตามการจะแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่ เป็นเรื่องของสภาฯ

ประธานวุฒิฯ หนุนแก้ ม.291 เปิดทางตั้ง ส.ส.ร.3


ประธานวุฒิฯ หนุนใช้วิธีให้รัฐสภาแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 291 เพื่อตั้ง ส.ส.ร.3 ให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม

นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่รัฐบาล และพรรคพลังประชาชน เสนอแก้รัฐธรรมนูญมาตรา 291 เพื่อจัดตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ 3 (ส.ส.ร.) ว่า เห็นด้วย เพราะการแก้มาตรา 291 เป็นสิ่งที่ดีที่สุด เพราะอย่างน้อยก็เป็นการเปิดให้ทุกฝ่ายที่มีความขัดแย้งกันร่วมแก้ไข ซึ่งเชื่อว่าทุกฝ่ายยอมรับได้

เมื่อถามว่าถ้าแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับจะดีหรือไม่ นายประสพสุข กล่าวว่า ส่วนตัวเห็นว่าน่าจะแก้มาตรา 291 ก่อนเพื่อตั้ง ส.ส.ร.ขึ้นมา เพราะมาตราดังกล่าวเป็นการแก้วิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยที่ทุกฝ่ายมาระดมความคิดเห็น เมื่อได้ร่างการแก้ไขก็เสนอมายังรัฐสภา เพื่อแก้ไขต่อไป

“ตรงนี้จะทำให้ทุกฝ่ายยอมรับได้ หากมีการเชิญทุกฝ่ายมาร่วม รวมทั้งพันธมิตรฯ ด้วยก็น่าจะทำได้ และทำได้ดี เพราะตรงนี้ไม่ใช่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เป็นวิธีการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญก็น่าจะยอมรับกันได้” นายประสพสุข กล่าว

เมื่อถามว่า รัฐบาลควรเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 เลยหรือไม่ นายประสพสุข กล่าวว่า ถ้ารัฐบาลอยากเปลี่ยนแปลงการเมืองและให้เกิดความสมานฉันท์ก็ลองดูเพื่อให้บ้านเมืองสงบ เมื่อถามอีกว่า นายกรัฐมนตรีจะเดินทางเข้าพบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี นายประสพสุข กล่าวว่า ก็น่าจะทำให้สถานการณ์การเมืองดีขึ้น เพราะ พล.อ.เปรม เป็นรัฐบุรุษ และปูชนียบุคคลและเป็นที่เคารพของประชาชน เพราะเป็นถึงอดีตนายกรัฐมนตรี ก็น่าจะได้รับคำแนะนำและคำปรึกษาที่เป็นประโยชน์

เมื่อถามต่อว่า พล.อ.เปรม ควรจะเป็นคนกลางในการประสานทุกกลุ่มหรือไม่ นายประสพสุข กล่าวว่า คิดว่าอย่างน้อยที่สุด นายกรัฐมนตรีก็จะได้รับคำแนะนำที่ดีและเป็นประโยชน์ เพราะ พล.อ.เปรม มีประสบการณ์เพราะเป็นนายกฯ มานาน

นายประสพสุข กล่าวถึงข้อเสนอของ 24 อธิการบดีว่า เป็นข้อเสนอที่ดี น่ารับฟัง เป็นข้อเสนอที่ทุกฝ่ายอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น คาดว่าทุกคนอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ซึ่งไม่เพียงแต่อธิการบดี แต่เอกชนก็สามารถทำได้ โดยเฉพาะการให้ประชาชนเข้าชื่อ 5 หมื่นชื่อเสนอแก้รัฐธรรมนูญได้

ประธานวุฒิสภา ยังกล่าวถึงการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา ว่ารัฐบาลควรเร่งแถลงนโยบาย เพื่อจะได้ทำงานอย่างเต็มที่ คิดว่านโยบายของรัฐบาลน่าจะเป็นนโยบายเดิม เพราะยังเป็นรัฐบาลชุดเดิม แต่อาจจะปรับเปลี่ยนให้ทันเหตุการณ์ขึ้น เมื่อถามว่าความขัดแย้งภายในพรรคพลังประชาชนจะทำให้เกิดการยุบสภาก่อนการแถลงนโยบายหรือไม่ นายประสพสุข กล่าวว่า ความขัดแย้งเป็นเรื่องภายในพรรคพลังประชาชนก็ต้องแก้ไขกันเอง การแถลงนโยบายของรัฐบาลก็ต้องเสนอให้รัฐสภาพิจารณาก่อน

Tuesday, September 30, 2008

ที่มาและแนวทางของระบอบ “อำมาตยาภิวัตน์”

คอลัมน์ : ประชาทรรศน์วิชาการ

ทฤษฎีการเมืองใหม่ที่เสนอโดยแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ยึดทำเนียบรัฐบาล ใช้เป็นฐานกำลังในการโค่นล้มรัฐบาลที่มีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำ จนถึงขณะนี้ถึงแม้จะยังไม่มีรูปธรรมชัดเจนว่าต้องการอะไรกันแน่ แต่ข้อเรียกร้องที่ให้จัดสัดส่วนระหว่าง ส.ส. ที่มาจากการสรรหากับ ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้ง ในอัตรา 70 : 30 และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ได้นำมาขยายผล แต่เปลี่ยนสัดส่วนเป็น 50 : 50 หรือแม้แต่โมเดลใหม่ล่าสุดที่ให้ ส.ส. มาจากการเลือกตั้งตามเขตพื้นที่ 50 เปอร์เซ็นต์ และเลือกตั้งจากตัวแทนกลุ่มอาชีพอีก 50 เปอร์เซ็นต์ ประกอบกับการที่แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ได้เปลี่ยนชื่อเรียกจากคำว่า “ประชาธิปไตย” เป็น “ประชาภิวัตน์” นั้น

เมื่อพิเคราะห์และต่อจิ๊กซอว์ให้ครบแล้ว เราก็จะมองเห็นภาพการเมืองใหม่ที่ว่าได้อย่างแจ่มชัดยิ่งขึ้น ซึ่งสามารถนำมาเรียกชื่อเสียใหม่ได้ว่าเป็น “ระบอบอำมาตยาภิวัตน์” ซึ่งเป็นลูกผสมระหว่างระบอบอำมาตยาธิปไตยแบบดั้งเดิม กับระบบ “โปลิตบิวโร” ในระบอบคอมมิวนิสต์ สมัยใหม่ที่ประธานเหมาได้ก่อกำเนิดขึ้นมาในประเทศจีน เมื่อเกือบ 60 ปีที่แล้ว และใช้สืบเนื่องต่อมาจนถึงปัจจุบันนั่นเอง ทั้งนี้ โดยจะดูได้จากที่มาจำนวน 4 ข้อ ดังต่อไปนี้

1.รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549
1.1 มาตรา 35 คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ 9 คน ซึ่งไม่ใช่ศาล แต่มีอำนาจสั่งยุบพรรคการเมืองที่กระทำความผิดภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งถูกยกเลิกไปแล้ว

1.2 มาตรา 36 บรรดาประกาศและคำสั่งของคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ทุกฉบับ ที่ออกระหว่างวันที่ 19 กันยายน 2549 จนถึงวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2550 ถือว่าชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ

1.3 มาตรา 37 บรรดาการกระทำทั้งหลายในการยึดและควบคุมอำนาจการปกครองแผ่นดิน เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 รวมตลอดทั้งการกระทำของบุคคลที่เกี่ยวเนื่อง หรือได้รับมอบหมาย หรือของผู้ซึ่งได้รับคำสั่งจากผู้ที่ได้รับมอบหมาย อันได้กระทำไปเพื่อการดังกล่าวข้างต้น ไม่ว่าจะให้มีผลบังคับทางนิติบัญญัติ ในทางบริหาร หรือในทางตุลาการ รวมทั้งการลงโทษและการกระทำอันเป็นการบริหารราชการอย่างอื่น หากการกระทำนั้นผิดต่อกฎหมายให้ผู้กระทำพ้นจากความผิดและความรับผิดชอบโดยสิ้นเชิง

2.ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (คปค.)
2.1 ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 12 ลงวันที่ 20 กันยายน 2549
- ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินและคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน
2.2 ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 13 ลงวันที่ 19 กันยายน 2549
- คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)
2.3 ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 14 ลงวันที่ 21 กันยายน 2549
- ผู้ตรวจการแผ่นดิน
2.4 ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 19 ลงวันที่ 22 กันยายน 2549
- คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
2.5 ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 27 ลงวันที่ 30 กันยายน 2549
- ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคที่ถูกคณะตุลาการรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค มีกำหนด 5 ปี
2.6 ประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 30 ลงวันที่ 30 กันยายน 2549
- ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) จำนวน 12 คน เพื่อให้ใช้อำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. อำนาจของคณะกรรมการ ปปง. และอำนาจของอธิบดีกรมสรรพากรในเวลาเดียวกัน

3.บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550
3.1 มาตรา 68 วรรคสี่ และมาตรา 237 วรรคสอง ซึ่งเป็น “มรดกทางอำนาจ” ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว มาตรา 35 และประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 27 ที่ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรค และกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค และให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่โดน กกต. ให้ใบแดงฐานฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง อันนำไปสู่การเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรค หากปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อว่าหัวหน้าพรรคหรือกรรมการบริหารพรรคมีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลย อันจะส่งผลให้หัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคการเมืองที่ถูกสั่งยุบพรรคนั้น ต้องถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 5 ปีด้วย

3.2 มาตรา 265 (1) (2) และวรรคสาม ซึ่งห้ามมิให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี รวมทั้งคู่สมรส และบุตร ไปดำรงตำแหน่งหรือหน้าที่ใดในหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ไม่เป็นหุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทที่รับสัมปทาน หรือเข้าเป็นคู่สัญญากับรัฐในลักษณะดังกล่าว ทั้งนี้ ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม

3.3 มาตรา 267 ซึ่งห้ามมิให้นายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี มีตำแหน่งในบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเพื่อหากำไร หรือเป็นลูกจ้างของบุคคลใด ซึ่งลักษณะต้องห้ามดังกล่าวก็ได้กำหนดไว้ในมาตรา 207 (3) ที่จะใช้บังคับกับตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการ ป.ป.ช. กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผู้ตรวจการแผ่นดิน และกรรมการการเลือกตั้งด้วย แต่บทบัญญัติดังกล่าวก็คงใช้บังคับกับผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรทั้งห้าเหล่านั้นไม่ได้ เพราะผู้ที่มีอำนาจที่จะชี้ขาดว่าใครจะต้องพ้น หรือไม่พ้นจากตำแหน่งเพราะเป็นลูกจ้างใครหรือไม่ ก็คือ ศาลรัฐธรรมนูญ นั่นเอง

3.4 มาตรา 162 วรรคสอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมีอิสระที่จะลงมติเลือกใครหรือไม่เลือกใครเป็นนายกรัฐมนตรีก็ได้ โดยไม่ต้องฟังมติพรรค หรือตกอยู่ใต้อาณัติมอบหมายใดๆ

4.บทเฉพาะกาลที่ “ไม่เฉพาะกาล”
4.1 ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ซึ่งใช้อำนาจของคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 12 ลงวันที่ 20 กันยายน 2549 และใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ 2550 (มาตรา 252 และบทเฉพาะกาลมาตรา 301) ไปจนกว่าจะครบวาระตามบทเฉพาะกาล

4.2 คณะกรรมการการเลือกตั้ง จำนวน 5 คน ซึ่งตั้งตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 13 ลงวันที่ 20 กันยายน 2549 และใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ 2550 (มาตรา 235 มาตรา 236 และบทเฉพาะกาลมาตรา 299) ไปจนกว่าจะครบวาระ 7 ปี ในวันที่ 19 กันยายน 2556

4.3 ผู้ตรวจการแผ่นดิน จำนวน 3 คน ซึ่งตั้งตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 14 ลงวันที่ 21 กันยายน 2549 และใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ 2550 (มาตรา 244 และบทเฉพาะกาลมาตรา 299) ไปจนกว่าจะครบวาระ 6 ปี ของแต่ละคน

4.4 คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ จำนวน 9 คน ซึ่งตั้งตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ ฉบับที่ 19 ลงวันที่ 22 กันยายน 2549 และใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ 2550 (มาตรา 250 และบทเฉพาะกาลมาตรา 299) ไปจนกว่าจะครบวาระ 9 ปี ในวันที่ 21 กันยายน 2558

4.5 คณะกรรมการสรรหา ส.ว. ตามมาตรา 113 จำนวน 7 คน ซึ่ง 4 ใน 7 คนดังกล่าว ประกอบด้วย ประธานของ 4 องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งตั้งตามประกาศคณะปฏิรูปการปกครองฯ และใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ 2550 และบทเฉพาะกาลตามข้อ 1-4 ข้างต้น เป็น “เสียงข้างมากเด็ดขาด” ในการที่จะชี้ขาดว่าผู้ใดจะได้เป็น ส.ว. ประเภทสรรหา จำนวน 74 คน

4.6 บทเฉพาะกาลมาตรา 309 มีผลทำให้องค์กรและคณะบุคคลทั้ง 5 ประเภทดังกล่าวข้างต้นอยู่ในฐานะที่ “ทำอะไรไม่ผิด” ไปตลอดอายุการใช้บังคับของรัฐธรรมนูญ 2550 เพราะบทเฉพาะกาลมาตราดังกล่าวได้ “นิรโทษกรรมล่วงหน้า” ไว้ให้แล้ว
4.7 บทเฉพาะกาลมาตรา 306 มีผลทำให้ผู้พิพากษาศาลยุติธรรมและพนักงานอัยการ ซึ่งครบเกษียณอายุราชการตั้งแต่ปี 2550 เป็นต้นไป สามารถดำรงตำแหน่ง “ผู้พิพากษาอาวุโส” และ “อัยการอาวุโส” ในชั้นศาล และในตำแหน่งที่ตนเกษียณได้จนกว่าจะอายุครบ 70 ปีบริบูรณ์

ดังนั้น เมื่อพิจารณาจากที่มาของ “ลายแทง” การสืบทอดอำนาจของคณะรัฐประหาร 19 กันยายน ทั้ง 4 ข้อข้างต้น จึงสรุปได้ว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 เป็นรัฐธรรมนูญที่เปลี่ยนจากรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน 2540 มาเป็น “รัฐธรรมนูญฉบับ คมช. แอนด์โก” และด้วยการช่วยเหลือส่งเสริมจากบทเฉพาะกาลที่ “ไม่เฉพาะกาล” จึงกลายเป็นรัฐธรรมนูญฉบับ “จตุรมาตยาธิปไตย” ซึ่งหมายถึง ระบบการปกครองที่อำนาจทางการเมืองตกอยู่ในมือของ “ขุนนางชรา 4 เหล่า” อันได้แก่ ขุนนางกองทัพ ขุนนางข้าราชการ ขุนนางตุลาการ และขุนนางอำนาจที่สี่ และทันทีที่มีข้อเสนอเชิงรุกของกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งยึดทำเนียบรัฐบาลเป็นฐานต่อสู้เพื่อล้มล้างรัฐบาลประชาธิปไตยในเรื่องการเมืองใหม่

โดยกำหนดสัดส่วนระหว่าง ส.ส. ที่มาจากการสรรหา กับ ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้ง ในอัตรา 70 : 30 ซึ่งต่อมา พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ได้รับลูกมาเล่นต่อ และเสนอเป็นอัตรา 50 : 50 รวมทั้งการกำหนดให้นายกรัฐมนตรีไม่ต้องมาจาก ส.ส. เลือกตั้ง ซึ่งหมายความว่า จะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 93 และมาตรา 171


ทั้งหมดนี้จะนำไปสู่ระบบการเมืองใหม่ ซึ่งสามารถเรียกได้ว่าเป็น “ระบอบอำมาตยาภิวัตน์” อย่างเต็มรูปแบบ เพราะตามระบบดังกล่าว ส.ส. และ ส.ว. ที่มาจากการสรรหาจะเข้ายึดตำแหน่งผู้นำทั้งของรัฐสภา และของฝ่ายบริหารไว้ในมือทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร ประธานวุฒิสภา จะเหลือไว้บ้างก็คงเพียงแค่ตำแหน่ง “ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร” เท่านั้น

ที่เรียกว่าเป็น “ระบอบอำมาตยาภิวัตน์” ก็เพราะเป็นการผสมพันธุ์กันระหว่างระบอบอำมาตยาธิปไตยแบบเก่า กับระบบ “โปลิตบิวโร” ของคอมมิวนิสต์สมัยใหม่ ซึ่งภายใต้ระบบการเมืองเช่นนี้ ส.ส. ส.ว. และพรรคการเมือง ก็จะเป็นได้แค่ “ลูกจ้าง” ของระบบเท่านั้น และเป็นเสมือนลูกไก่ในกำมือ เพราะถ้าแสดงท่าทีกระด้างกระเดื่องเมื่อไร จะถูกปลดออกจากตำแหน่ง หรือถูกยุบพรรค และถูกสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งได้ง่ายๆ

ส่วนผู้ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี หรือแม้แต่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และกรรมการในองค์กรอิสระทั้งหมด ก็จะต้องได้รับความเห็นชอบจาก “โปลิตบิวโร” ซึ่งประกอบด้วยบรรดาบุคคลระดับหัวกะทิของขุนนางชรา 4 เหล่า นั่นแหละ เป็นผู้มีอำนาจเด็ดขาด และที่คล้ายกันมากกับระบอบคอมมิวนิสต์คือ ผู้มีอำนาจสูงสุดในประเทศคือ “ประธานกรรมาธิการทหาร” ซึ่งมีอำนาจเหนือกว่าทั้งฝ่ายตุลาการ ฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ และตำแหน่งนี้จะไม่มีเกษียณอายุ จนกว่าจะตาย ซึ่งเมื่อตายไปแล้ว “โปลิตบิวโร” ก็จะคัดเลือกคนหนึ่งในโปลิตบิวโรขึ้นมาดำรงตำแหน่ง อย่างไรก็ดี ผู้มีอำนาจในระบบการเมืองใหม่นี้จะยังคงให้มีรัฐธรรมนูญ และใช้คำว่า “ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” อยู่ต่อไป เพื่อหลอกคนไทยและหลอกชาวโลก

คณิน บุญสุวรรณ

ห่วงใย อ.ชินวัฒน์!


คอลัมน์ : ละครชีวิต

ช่วงนี้หลายคนเกิดอาการเบื่อๆ เซ็งๆ ข่าวการเมือง บางคนเลิกติดตามไปเลย กลับมาอีกทีก็รู้สึกตกใจกับเหตุการณ์ไม่คาดฝัน อ.ชินวัฒน์ หาบุญพาด นายกสมาคมพิทักษ์ผลประโยชน์ผู้ขับรถแท็กซี่ และแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ถูกยิงบาดเจ็บสาหัส

โดยชนวนเหตุมาจากการทะเลาะวิวาท ไม่ใช่ปัญหาการเมือง หรือความขัดแย้งกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

รายละเอียดของคดีนี้เราคงไม่อยากรับรู้อะไรมาก เนื่องจากเป็นเรื่องส่วนตัว คงต้องปล่อยให้ว่ากันไปตามกฎหมาย

ขณะที่ อาการของ อ.ชินวัฒน์ ปลอดภัยแล้วแต่ยังอ่อนเพลีย แพทย์ให้พักรักษาตัวในโรงพยาบาลเปาโลเพื่อติดตามอาการ

หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าวมีบรรดาลูกศิษย์ลูกหาและคนที่รักใคร่ อ.ชินวัฒน์โทรศัพท์มาสอบถามอาการด้วยความห่วงใย

บางคนก็แสดงความคิดเห็นผ่านรายการวิทยุ และอินเตอร์เน็ตกันอย่างคึกคักตลอดทั้งวัน ทำให้ผมรู้สึกตื้นตันใจในความมีน้ำใจของคนรักประชาธิปไตยเสียจริงๆ

อ.ชินวัฒน์ เป็นผู้ที่มีจิตใจดี รักพวกพ้อง มีอุดมการณ์ กระทั่งในวันนี้ได้นั่งตำแหน่งนายกสมาคมพิทักษ์ผลประโยชน์ผู้ขับรถแท็กซี่

บรรดาโชเฟอร์ผู้ขับรถแท็กซี่ต่างก็รักใคร่ เพราะช่วยเหลือ “คนจน” ให้ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ โดยผลงานมีมากมาย เช่น ร้องเรียนขอความเป็นธรรมให้รัฐบาลจัดหาสถานที่จอดแท็กซี่ สามล้อ ไว้ให้จอดรับ-ส่ง ผู้โดยสารอย่างเพียงพอ

นอกจากนี้ อ.ชินวัฒน์ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลดูแลเรื่องราคาเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น ปัญหาผู้มีอิทธิพล มาเฟียที่เรียกเก็บเงิน

รวมทั้งเป็นแกนนำเรียกร้องให้ยกเลิกประกาศกระทรวง ฉบับที่ 26 พ.ศ.2539 ที่กำหนดให้แท็กซี่ติดตั้งวิทยุสื่อสาร และเสียค่าบริการให้กับศูนย์วิทยุเดือนละ 300-500 บาท อีกด้วย

ผลงานต่างๆ เหล่านี้เป็นเพียงแค่เศษเสี้ยวหนึ่ง ขณะที่อีกบทบาทหนึ่งของ อ.ชินวัฒน์ คือ “นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย”

ในช่วง 2 ปี หลังเกิดเหตุการณ์รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 คนรักประชาธิปไตยต่างก็รู้จักมักคุ้นกับ อ.ชินวัฒน์ มากขึ้น

งานแรกที่รู้จักกันดี คืองานเปิดตัวกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ ที่เปิดตัวพร้อมกับกลุ่มพีทีวีที่ท้องสนามหลวง

ซึ่งคณะทำงานชุดนี้ประกาศเป้าหมายจะคว่ำรัฐธรรมนูญฉบับ คมช. และให้นำรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มาใช้เลือกตั้งให้เร็วที่สุด

การต่อสู้ของ อ.ชินวัฒน์ ยืนหยัดอย่างต่อเนื่องมาตลอด 2 ปี พร้อมกับอุดมการณ์เดิมคือขับไล่เผด็จการ

ขณะเดียวกัน อ.ชินวัฒน์ ก็มีสถานีวิทยุชุมชน "เอฟเอ็ม 92.75" เพื่อเป็นเวทีให้คนรักประชาธิปไตยได้แสดงออกและเปิดโอกาสให้ชาวรากหญ้าได้มีสิทธิมีเสียงเรียกร้องในสิ่งที่ควรจะได้

วันนี้ อ.ชินวัฒน์ ถูกยิงได้รับบาดเจ็บจึงมีผู้แสดงความห่วงใยมากมาย ผมอยากจะยกเพียงบางส่วนมานำเสนอเพื่อให้กำลังใจ

คุณ saipin แสดงความเห็นว่า “อ.ชินวัฒน์ หาบุญพาด เป็นแกนนำที่สำคัญคนหนึ่งที่อยู่ฝ่ายรัฐบาลประชาธิปไตย และต่อต้านพันธมิตรฯ มาโดยตลอด ท่านเป็นผู้นำและดำเนินรายการวิทยุ ชุมชนคนรักแท็กซี่ ซึ่งประชาชนมากมายเป็นแฟนรายการของท่าน พูดคุยในรายการและโทร.เข้าไปแสดงความคิดเห็น ส่วนตัวได้พูดคุยกับท่านเป็นประจำ คาดว่า ท่านจะปลอดภัย เพราะกระสุนไม่ถูกที่สำคัญ”

คุณ hybrid แสดงความเห็นว่า “คุณชินวัฒน์ได้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาโดยตลอด ผมรู้สึกชื่นชมในความเด็ดเดี่ยวและกล้าหาญของคุณชินวัฒน์ อยากให้กำลังใจให้สู้ต่อไปอีกนานๆ เหตุการณ์ครั้งนี้มีคนห่วงใยเป็นจำนวนมาก หวังว่าจะทำให้มีกำลังใจมากขึ้นนะครับ”

คุณ pong2007 แสดงความเห็นว่า “ติดตามการต่อสู้ของ อ.ชินวัฒน์ มานาน ตั้งแต่สมัยหลังปฏิวัติใหม่ๆ รู้สึกว่าคนคนนี้กล้าหาญชาญชัยและมีอุดมการณ์แน่วแน่จริงๆ ขอให้อาจารย์หายป่วยเร็วๆ และมาสู้กับพันธมารต่อไปนะคะ”

ข้อความที่กล่าวถึงนี้เป็นเพียงบางส่วนที่มีผู้ส่งกำลังใจถึง อ.ชินวัฒน์

สำหรับ “นักสู้เพื่อประชาธิปไตย” ที่ควรยกย่องเชิดชูจริงๆ ครับ!

ลวดหนาม