WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, October 2, 2008

‘วันชัย’ตอกปปช.หน้าหงายจี้พิสูจน์ช่วยฟอกตัวเลดี้ดั๊ก?


“วันชัย” บุกแจง ป.ป.ช.หลังถูกทำพิลึกเรียกตัวชี้แจงเป็นผู้ร้องเรียนจริงหรือไม่ แถมยังย้อนถามละเอียดยิบราวกับเป็นผู้ต้องหา “มือเชือดเป็ด” สอนมวย ระบุไม่ได้มาแค่ยืนยันแต่มาตามการสอบสวนที่โคตรล่าช้า สวนเจ้าหน้าที่ที่อ้างทำตามขั้นตอน ทีกรณี “เรืองไกร” ทำไมรีบกระโดดรับ ชี้หากยังล่าช้าสังคมอาจจะสงสัยว่ามีการเลือกปฏิบัติ หรือหาช่องว่างกฎหมายให้ความช่วยเหลือกัน พร้อมยืนยันเตรียมเดินหน้าพิสูจน์ความจริงขั้นตอนต่อไป

จากกรณีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทำแปลกประหลาด มีจดหมายให้กับ นายวันชัย จงจรูญหิรัญ ประธานกลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมือง และต่อต้านการคอร์รัปชั่น เข้าชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมต่อเลขาธิการ ป.ป.ช. กรณีที่เคยยื่นหนังสือให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน ให้ไต่สวน คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ว่ามีพฤติกรรมร่ำรวยผิดปกติ หรือกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามที่ได้มีหนังสื่อร้องเรียนมา นั้น

ซึ่งนายวันชัยได้เข้าพบกับเจ้าหน้าที่ป.ป.ช. เพื่อยืนยันเรื่องดังกล่าวแล้ว และขณะเดียวกันก็ได้มีแถลงการณ์ถึง ป.ป.ช.อีกครั้งหนึ่ง

นายวันชัย เปิดเผยว่า การเข้าไปพบกับเจ้าหน้าที่ป.ป.ช. ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ต้องการที่จะยืนว่าเป็นตนร้องเรียนให้ตรวจสอบคุณหญิงจารุวรรณเท่านั้น แต่ต้องการที่ทราบคำตอบว่าทำไมการดำเนินการของป.ป.ช.ถึงได้มีขั้นตอนล่าช้ามาก ซึ่งตนได้ยื่นเรื่องแสดงความต้องการไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2551 และมีหนังสือร้องถามความคืบหน้ามาโดยตลอด แต่ป.ป.ช.กลับไม่ได้ดำเนินการอะไรเลยและปล่อยผ่านมาเป็นเวลานาน และเพิ่งปรากฏหนังสือเชิญให้เข้ามาชี้แจง แบบนี้หมายความว่าอย่างไร ตนอยากรู้คำตอบจากกรรมการป.ป.ช.มาก

หลังจากที่ได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบ ตนได้ยืนยันเป็นเพียงผู้ร้องเรียนและเป็นผู้เสียหายจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐที่ร่ำรวยผิดปกติ โดยได้หาพยานหลักฐานมาสนับสนุนตามคำร้องเรียนเดิมเช่นคุณหญิงจารุวรรณ ได้ก่อสร้างคฤหาสน์หลังขนาดใหญ่ รวมทั้งไม่ดำเนินคดีกับผู้เสนอให้เงินสินบนจำนวน 100 ล้านบาท กรณีน้องสาว และบุตรชาย มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินติดต่อกันสามแปลงมีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับคุณหญิงจารุวรรณ และกรณีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเลือกที่ดินราชพัสดุ จ.นนทบุรี เป็นสถานที่ก่อสร้างสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินแห่งใหม่ แทนที่จะใช้ที่ดินราชพัสดุที่อื่นเท่านั้น

ซึ่งต้องรอให้ป.ป.ช.ตรวจสอบคุณหญิงจารุวรรณให้ทราบว่ามีการกระทำผิดจริงหรือไม่ ตามที่ได้ร้องเรียนให้ตรวจ หากว่าพบว่ามีการชี้มูลความจริงแล้ว ตนจึงจะแสดงตัวเป็นผู้กล่าวหา ไม่เช่นนั้นอาจเป็นการเปิดช่องทางให้ใครที่ไม่ประสงค์ดีเล่นงานทางกฎหมายกับตนและกลุ่มได้

ฉะนั้น สิ่งแรกที่ควรจะต้องทำอย่างเร่งด่วนคือ ป.ป.ช.ต้องรีบตรวจสอบคุณหญิงโดยเร็วที่สุดเพื่อหาข้อเท็จจริงว่าคุณหญิงเป็นผู้กระทำตามที่ถูกร้องเรียนหรือไม่ เพื่อดำเนินในขั้นตอนอื่นต่อไปไม่ใช่ปล่อยค้างอยู่นานวันขนาดนี้
นายวันชัย กล่าวต่ออีกว่า หลักจากได้ฟังคำชี้แจงจากเจ้าหน้าที่ว่าขั้นตอนที่ล่าช้า เป็นเพราะต้องทำตามระเบียบปฏิบัติ

ซึ่งการส่งหนังสือเชิญผู้ร้องเรียนให้เข้ามาแสดงตนและชี้แจงก็เป็นขั้นตอนปฏิบัติด้วยเช่นกัน ซึ่งตนได้ย้อนถามกลับไปบ้างว่า กรณีของ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ที่ร้องเรียนให้ตรวจสอบรายการ “ความจริงวันนี้” ทำไมขั้นตอนถึงได้รวดเร็วกว่า

ซึ่งตนได้โต้เถียงกับเจ้าหน้าที่ป.ป.ช.กันอยู่พอสมควร ทางเจ้าหน้าที่ตอบกลับมาว่า เป็นเพราะเรื่องดังกล่าว กรรมการป.ป.ช.มาดึงเรื่องไปตรวจสอบโดยตรง เป็นเรื่องเกินกว่าหน้าที่ที่จะสามารถตอบได้ ส่วนกรณีของตนนั้นเป็นการผ่านเรื่องตามขั้นตอนจึงได้ช้ากว่า หลังจากได้รับคำตอบมาเช่นนั้น ทำให้ตนรู้สึกว่า เป็นการเลือกปฏิบัติอย่างเห็นได้ชัด

กรรมการป.ป.ช.กำลังแสดงให้เห็นว่า มีความลำเอียง แสดงตัวชัดเจนว่าต้องการจัดการเรื่องไหน ก็ตรวจสอบเรื่องนั้นก่อน ถึงแม้จะออกมาอ้างว่าได้รับเรื่องโดยตรงจากผู้ร้องเรียน ซึ่งตนก็อยากที่จะถามต่อกรรมการป.ป.ช.ว่า ทำไมกรณีของตนจึงไม่ออกมารับเรื่องบ้างทั้งที่ เรื่องนี้ก็มีส่วนพาดพิงถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูง

อีกทั้ง ก็ไม่รู้ว่านายเรืองไกรเองต้องมาชี้แจงแสดงตนว่าเป็นผู้ร้องเรียนเหมือนกับตนด้วยหรือเปล่า แบบนี้ทำให้สรุปได้ว่ากรรมการป.ป.ช.ไม่มีมาตรฐาน สมควรที่จะต้องลาออกไป ทำงานแบบนี้ประชาชนคงจะรับไม่ได้อย่างแน่นอน

ถ้าหากว่าป.ป.ช. ไม่ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องดังกล่าว ก็จะดำเนินการร้องขอความเป็นธรรมต่อสังคมเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อ ป.ป.ช. ในขั้นต่อไป


องค์กรปชต.ฮึ่ม!ไม่เอาสสร.โจร


* ร่างแก้ไขรธน.50ฉบับคปพร.บรรจุวาระวันนี้

เรียงหน้าทักท้วงแนวคิดแก้ไข ม.291 เปิดช่องตั้ง สสร.3 “องค์กรประชาธิปไตย” ระบุเป็นการลิดรอนอำนาจประชาชนและลดบทบาท ส.ส. มิหนำซ้ำน่าห่วงที่สุดคือตัวบุคคลที่จะเข้ามารับหน้าที่ ต้องกำหนดให้ชัดไม่มีความเกี่ยวพันเผด็จการทั้งทางตรงและทางอ้อม และต้องไม่เคยออกมามีบทบาทฝักใฝ่กบฏพันธมิตร ชี้เดินหน้าแก้ไข รธน.50 ตามที่ภาคประชาชนเสนอไว้ก็น่าจะเป็นทางออกแล้ว ด้าน “คปพร.” พบลุงชัย วันนี้ขอคำมั่นบรรจุเป็นวาระเข้าสู่สภาฯ ขณะที่ “นักวิชาการ” ไม่เชื่อตั้ง สสร. จะเกิดประโยชน์ แค่เป็นการทำให้เชือกที่ตึง หย่อนลงบ้างเท่านั้นเอง

* นักวิชาการเปรียบ สสร.ไม่ใช่หมี่สำเร็จรูป
ท่าทีของรัฐบาลที่เตรียมจะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เพื่อเปิดทางให้มีการตั้ง สสร.3 ขึ้นมานั้น ยังเป็นประเด็นที่อยู่ในความกังขาของใครหลายฝ่าย โดยเฉพาะภาคประชาชน และองค์กรประชาธิปไตย ที่เป็นห่วงทั้งที่มาและแนวคิดของผู้ที่จะเข้ามาทำหน้าที่ดังกล่าว เพราะหากได้ตัวแทนที่ฝักใฝ่เผด็จการ และไม่เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย ก็จะเป็นอันตรายอย่างยิ่ง

ตั้งสสร.3ลิดรอนอำนาจประชาชน
นพ.เหวง โตจิราการ คณะกรรมการเพื่อประชาชนแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) กล่าวว่าไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขในมาตรา 291 เนื่องจากมองว่ามาตราดังกล่าวมีความรัดกุม และเปิดโอกาสให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ การจะมาแก้ไขมาตราดังกล่าวเพื่อแต่งตั้ง สสร.3 เป็นเหมือนการปฏิเสธอำนาจของประชาชน แล้วหันไปเคารพอำนาจอธิปไตย

อีกทั้งมีหลายอย่างในมาตรา 291 ที่เราน่าจะคงไว้ เพราะว่าได้กำหนดกระบวนการของการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้อย่างชัดเจนไม่ว่าจะมาจากรัฐบาล เสียงของ ส.ส. และ ส.ว. ร่วมถึงเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้งตั้งแต่ 50,000 รายชื่อขึ้นไปยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญได้

“การเลือก สสร.3 เราไม่รู้ว่าพวกเขาเหล่านี้จะมาจากไหน สู้สิทธิของประชาชนคงไม่ได้ การไปแก้มาตรา 291 จะเป็นการลิดรอนอำนาจของประชาชน แล้วเอาอำนาจไปให้ใครก็ไม่รู้”

อยากเสนอว่าการที่เราจะเลือกคนที่จะมาเป็น สสร.3 นั้น แทนที่เวลาพูดว่าจะต้องเป็นบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถทางด้านกฎหมายสูง ผมมองว่าประเด็นอยู่ตรงที่มีจิตวิญญาณเป็นประชาธิปไตยมากกว่า เพราะว่าส่วนใหญ่คนที่มีความรู้ความสามารถทางด้านกฎหมายสูงก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นคนที่มีจิตวิญญาณในเรื่องดังกล่าวสูง

ต้องรักปชต.-ไม่ฝักใฝ่เผด็จการ
“ผมเสนอแนวทางของการกำหนดคุณลักษณะของคนที่จะมาเป็น สสร.3 ไว้ 2 ข้อคือ 1.คนที่จะมาต้องไม่เคยเป็นสมุนรับใช้เผด็จการทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งก่อนการเตรียมการทำรัฐประหาร ระหว่างการทำรัฐประหาร และหลังจากการทำรัฐประหารเสร็จสิ้นไปแล้ว 2. คนที่จะมาเป็น สสร.3จะต้องไม่สนับสนุนการกระทำที่ผิดกฎหมายของกลุ่มพันธมิตรฯทุกชนิด

“ตรงนี้ผมอยากให้กระบวนเลือก สสร.3 มีความชัดเจน การที่จะเลือกคนเข้ามาต้องรู้ว่าคนนั้นมีทัศนคติเป็นทรราชของเผด็จการหรือไม่ จะไม่เอาคนที่รับใช้เผด็จการมาเป็น สสร.3 อย่างแน่นอน เราไม่สนับสนุนระบบความคิดทรราช”

นพ.เหวงกล่าวด้วยว่าในวันที่ 2 ตุลาคม คปพร.จะเข้าพบประธานสภาผู้แทนราษฎร นายชัย ชิดชอบ เพื่อติดตามการบรรจุร่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญของ คปพร. เข้าเป็นวาระเร่งด่วน

“ผมว่าหากรัฐบาลจะคิดเรื่อง มาตรา 291 ก็ควรที่จะนำร่างที่ทาง คปพร.ได้ร่างไว้พิจารณาก่อน อยากให้ประธานสภานำมาพิจารณาเพื่อเข้าสู่วาระการประชุมเร่งด่วน เพื่อให้ทางสภาได้พิจารณา และอยากให้ทุกคนเข้าใจว่าการแก้กฎหมายที่เราได้ร่างขึ้น ไม่ได้ทำมาเพื่อเอาใจใคร หรือต้องการช่วยพรรคไหนก็ตาม แต่เราทำเพื่อความถูกต้อง”

อย่ามองข้ามสภา-ประชาชน
ด้าน นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท ไม่เห็นด้วยเช่นกันที่จะเปิดทางให้มี สสร.3 โดยกล่าวว่า หากมีการตั้งขึ้นมาก็เท่ากับว่า สภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่มีความหมายใดๆ เลย ทั้งๆ ที่มีหน้ามาเป็นตัวแทนภาคประชาชน ที่มีหน้าที่ในการทำหน้าที่ของด้านนิติบัญญัติ มีหน้าที่ในการร่างกฎหมายขึ้นมา มาทำหน้าที่แทนประชาชน เมื่อเป็นอย่างนี้ตัวแทนจากภาคประชาชนก็ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้

ในเมื่อภาคประชาชนที่ได้ทำตามกระบวนการขั้นตอน ในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา 291 นั้น ทำไมไม่ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการ ในเมื่อช่องทางที่ 1 ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา 291 ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยรัฐบาลไม่สามารถจะดำเนินการได้ รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา 291 ในช่องทางที่ 2 ในการใช้กระบวนการของการลงชื่อของ ส.ว. และ ส.ส. จะไม่สามารถดำเนินการเหลือช่องทางสุดท้ายคือรายชื่อประชาชนที่มีสิทธิในการเลือกตั้ง 50,000 รายชื่อ

ห่วงสรรหา สสร.เข้าอีหรอบเดิม
“ในเมื่อเป็นอย่างนี้ทำไมยังต้องเลือกที่จะตั้ง สสร.3 ขึ้นมาอีก ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีบัญญัติไว้ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา 291 ในเมื่อเกิดมี สสร.3 ก็จะต้องมีค่าใช้จ่ายจำนวนมากที่จะเข้ามาเกี่ยวข้อง ที่ผ่านมาก็ได้มีการตั้ง สสร.3 ขึ้นมาแล้ว กลัวว่าจะกลายเป็นพวกคนที่หามเสลี่ยงให้พวกเผด็จการได้เข้ามาปฏิรูปการเมือง กลายไปสู่ระบอบอำมาตยาธิปไตย”

แต่ถ้าหากว่าทางรัฐบาลยังคงที่จะขืนแข็งมีการแต่งตั้ง สสร.3 ต่อไปผมมองว่า คนที่จะมาเป็น สสร.ต้องมาจากประชาชน ไม่ใช่ผ่านจากช่องทางในการสรรหา ถ้าเป็นอย่างนั้นก็จะกลับไปสู่ขบวนการอย่างเดิมอีก ทางที่ดีต้องเป็นแนวทางที่มาจากตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง

ส่วนเรื่องของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ได้ถึงมือประธานสภาแล้ว จะได้รับการบรรจุเป็นวาระเพื่อการพิจารณาต่อไปหรือไม่คงต้องรอให้ประธานได้พิจารณา และทางประธานวิปรัฐบาลก็จะต้องเป็นคนเสนอเรื่องในที่ประชุมสภาเพื่อให้มีการพิจารณาต่อไป

“เราดำเนินการเรื่องดังกล่าวไปนานแล้ว แต่ดูเหมือนว่าสิ่งที่เราได้ทำลงไปจะไม่ได้รับความสำคัญเลย ไม่รู้มันเกิดอะไรขึ้น แทนที่ทางรัฐบาลจะสนใจกับสิ่งที่ภาคประชาชนทำ กลับไปฮือฮาในเรื่องที่ในเรื่องการตั้ง ส.ส.รที่จะต้องมีการแก้รัฐธรรมนูญก่อน”

สสร.3 มีได้แต่ต้องประชาชนเลือก
ผศ.จรัล ดิษฐาอภิชัย กล่าวว่า การที่จะมีการแต่งตั้ง สสร.3 นั้นตนไม่เห็นด้วย และมองว่ากระบวนการดังกล่าวต้องผ่านการเลือกตั้งจากภาคประชาชนของแต่ละจังหวัด ส่วนนักวิชาการใครที่อยากจะเข้ามาเป็นตำแหน่งตรงนี้จะต้องผ่านกระบวนการดังกล่าวเหมือนกัน ให้ประชาชนเขาเลือกเอา เพราะว่านักวิชาการในปัจจุบันเลอะเทอะ ไม่น่าเชื่อถือ

“ถ้าราษฎรอาวุโส อย่าง นพ.ประเวศ วะสี อยากที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งดังกล่าวก็จะต้องผ่านกระบวนการเลือกตั้งของประชาชน จะต้องไปลงสมัคร จะมาถืออภิสิทธิ์อะไรไม่ได้ ต้องให้ประชาชนเป็นคนตัดสินใจ เพราะว่าที่ผ่านคนกลุ่มนี้ได้เขียนรัฐธรรมนูญขึ้นมาหลายฉบับแล้วก็ถูกฉีกหมด ถ้าคราวนี้ให้คนกลุ่มนี้มาเขียนอีกก็ไม่พ้นที่จะต้องถูกฉีกอีกอย่างแน่นอน” ผศ.จรัล กล่าว

ในส่วนของอธิการบดีทั้ง 24 ท่านที่ได้มีการเสนอแนวคิดในการแต่งตั้งคณะปฏิรูปการเมืองการปกครอง ถ้าอยากที่จะเข้ามาสู่กระบวนการดังกล่าวก็จะต้องผ่านกระบวนการเดียวกัน คือการเลือกตั้ง ทุกคนต้องมีบรรทัดฐานเดียวกัน มันง่ายไปที่จะเอานักวิชาการนั่งหารือกันแล้วโหวตว่าจะเอาใครเข้ามาดำรงตำแหน่ง

ตามเรื่องบรรจุร่างแก้ รธน.วันนี้
ผศ.จรัล เผยความคืบหน้าการผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ภาคประชาชน ว่าขณะนี้รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขดังกล่าวได้ถึงมือประธานรัฐสภาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ดังนั้นในวันที่ 2 ตุลาคมนี้ ตนและกรรมการ คพปร. จะเข้าพบประธานรัฐสภา เพื่อขอทราบความชัดเจนว่าประธานจะพิจารณาเรื่องดังกล่าวเข้าสู่วาระการประชุมรัฐสภาหรือไม่ และเมื่อไร อย่างไรก็ตาม ในรัฐธรรมนูญระบุไว้อยู่แล้วว่าจะต้องมีการบรรจุเข้าที่ประชุม แต่จะเมื่อไรเป็นอีกเรื่อง ไม่บรรจุไม่ได้ ตราบใดที่มีมาตรา 291 (3) ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันอยู่

ส่วนขั้นตอนหลังจากประธานพิจารณาแล้ว จะดำเนินการเข้าสู่การพิจารณา 3 วาระ วาระที่ 1 คือรับเข้าพิจารณา โดยมีคณะกรรมาธิการเป็นผู้พิจารณา วาระที่ 2 ให้มีการพิจารณาแต่ละมาตราว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ และในวาระที่ 3 คือการยกมือลงมติว่าควรประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งระยะเวลาการดำเนินการทั้งหมดอย่างเร็ว 3 เดือน แต่ด้วยความที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมในหมวด 3 เป็นต้นไปเกือบทั้งหมด โดยยกหมวด 3 ของรัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมาประมาณกว่า 200 มาตรา ตรงนี้อาจจะทำให้มีการพิจารณาล่าช้ากว่า 3 เดือน

เชื่อตั้ง สสร.แค่อยากหยุดขัดแย้ง
จากกระแสข่าวที่มีการเปลี่ยนแปลงท่าทีของรัฐบาล ดูจะอ่อนข้อลงไปกับฝ่ายพันธมิตรฯ ผศ.จรัล กล่าวว่าเป็นเรื่องที่ต้องคุยกัน ส่วนหนึ่งเข้าใจว่ารัฐบาลอาจไม่ต้องการรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขนี้แล้ว แล้วยังมีครึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกวุฒิสภาที่ไม่เห็นด้วย แต่ถึงอย่างไร ก็จะต้องเดินหน้าผลักดันต่อไป แต่ขอย้ำว่าจะต้องคุยกันก่อน

ส่วนกรณีจะมีการจัดตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) อีกครั้ง เรียกว่า สสร.3 ตามแต่ที่ทุกคนเข้าใจ แท้จริงแล้วเป็น สสร.5 แล้ว หากต้องการจะจัดตั้ง จะต้องเปลี่ยนแนวคิดที่มาของ สสร.ใหม่ จากการสรรหาเป็นการเลือกตั้งโดยประชาชนเอง จะเห็นได้จากเมื่อครั้งก่อนๆ ที่มีการคัดเลือกมา ขอบอกว่าไม่เห็นด้วยอย่างมาก หากต้องการจะตั้ง สสร.5 ก็ให้แต่ละจังหวัดลงคะแนนเลือกตั้งตัวแทนละ 1 คน ในจังหวัดขนาดใหญ่ตัวแทนละ 2 คน และจังหวัดกลาง 3 คน
แต่เสนอว่าไม่มีความจำเป็นจะต้องจัดตั้งขึ้นมา เพราะว่ามีรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นฉบับปฏิรูปการเมืองอยู่แล้ว ไม่ต้องเสียเวลาเลือกตั้ง ไม่ต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายการจัดการเลือกตั้ง กลุ่มพันธมิตรฯ แค่ต้องการจะหาเรื่องเท่านั้นเอง แต่รัฐบาลปัจจุบันที่ตั้งใจจะตั้งสสร.ครั้งนี้ อาจเพียงเข้าใจว่านี้คือทางออกทางหนึ่งที่จะแก้ปัญหาวิกฤติความขัดแย้งบ้านเมืองได้

นักวิชาการเชื่อไม่มีอะไรดีขึ้น
รศ.ตระกูล มีชัย อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าการแก้ไขมาตรา 291 ไม่มีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไร สิ่งที่เกิดขึ้นคล้ายเดิม เพราะไม่รู้รายละเอียดว่ารัฐบาลวางองค์ประกอบของสสร.อย่างไรบ้าง ณ เวลานี้ ปัญหาการแก้ไขระบอบการเมือง โดยให้จัดตั้งสสร. อย่างเมื่อปี 2540 ไม่เหมาะกับสถานการณ์ในตอนนี้ เนื่องจากการเลือกคนที่จะเข้ามาทำงานไม่มีความเป็นธรรม

อย่างในภาคใต้ ประชาชนก็จะเลือกคนที่อยู่ฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์ ภาคเหนือหรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็จะเลือกคนที่มาจากพรรคพลังประชาชน ถ้าใช้วิธีการนี้กลับมาใช้อีกก็จะเกิดปัญหาเหมือนเดิมอีก

การเมืองใหม่เองก็ยังพบว่าระบอบผิดพลาด ไม่มีความเป็นกลาง ดังนั้นควรจะเลือกคนที่มีความเป็นกลางจริงๆ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองการปกครองอย่างแท้จริงด้วย มองปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทยได้อย่างทะลุปรุโปร่ง และไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับสิ่งที่เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญ

“ผมไม่เชื่อใจรัฐบาลว่าแก้มาตรา 291 แล้วจะดี มันไม่ใช่ทางออก เพียงแต่ทำให้เชือกที่ตึง มันหย่อนลงเท่านั้นเอง ต้องหานักวิชาการที่ไม่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางการเมือง ไม่เข้าข้างฝ่ายพันธมิตร หรือรัฐบาล ใช้คนไม่ต้องเยอะ 5-6 คนก็พอ เพื่อวางกลไกที่รอบคอบทางหลักนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ผมเชื่อว่ากติกากลางของบ้านเมืองยังมี และยังมีนักวิชาการที่เป็นกลางอยู่”

แก้ไข รธน.ไปเลยยังดีกว่า
“การแก้ไขมาตรา 291 ไม่สามารถตอบโจทย์ให้กับบ้านเมืองได้ เข้าใจว่านักวิชาการหลายคนยังหลงประเด็นกันอยู่ การจัดตั้ง สสร. มา ไม่ได้บอกว่าบ้านเมืองจะดีขึ้นโดยทันทีแบบสำเร็จรูป สสร. ไม่ใช่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่จะนำเข้าตู้อบไมโครเวฟแล้ว จะออกมาแก้ปัญหาอะไรได้ ถ้าแก้หิวรับรองว่าได้ แต่กินไปแล้วก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดี”

รศ.ดร.วรพล พรหมิกบุตร อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การแก้ไขมาตรา 291 ไม่ใช่ทางออก และจะยิ่งไม่มีทางออกเสียอีก ทั้งยังจะวุ่นวายหนัก ทางออกคือไม่ต้องแก้ไข ถ้าต้องการแก้ไขก็ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญเลย ไม่ต้องมาแก้ไขแค่มาตรา 291

หากถามว่าตอบโจทย์ปัญหาทางการเมืองขณะนี้ได้หรือไม่ ตอบได้ทันทีว่าไม่ แต่สามารถตอบโจทย์ของพวกที่ต้องการมีอำนาจต่อ โดยยึดถือรัฐธรรมนูญปี 2550 เอาไว้ในมือ ซึ่งไม่ตอบโจทย์ของกลุ่มที่มีแนวคิดแบบประชาธิปไตย


"กุเทพ"น้ำตาซึมแถลงลาออกเหตุพปช.แตกแยกหนัก


ร.ท.กุเทพ ไม่ทนนั่งโฆษกต่อ อัดพลังประชาชนฉวยโอกาสทางการเมือง ชิงดีชิงเด่นกันเอง บีบ 'สมัคร' ลาออกเชื่อทำให้พรรคดีขึ้น จวกพวกอ้างทำเพื่อนายไม่สำเร็จสักอย่าง ลั่นจะไม่ลาออกจนกว่าจะถูกยุบพรรค

ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง รักษาการโฆษกพรรคพลังประชาชน แถลงข่าวยุติการปฏิบัติหน้าที่รักษาการโฆษกพรรคพลังประชาชน ว่า การแถลงข่าวครั้งนี้เป็นการปฏิบัติภารกิจครั้งสุดท้าย จากนี้จะให้รองโฆษกพรรคทำหน้าที่แทน การทำหน้าที่มา 2 ปีกว่าต้องฝ่าวิกฤติในการต่อสู้เผด็จการ ต้องทำงานหนักตอบโต้กับคนที่ใช้อำนาจเผด็จการ ถึงจะโดนฟ้องร้องตนก็ไม่เคยขอความช่วยเหลือจากพรรคเพราะถือเป็นหน้าที่ "ที่มาแถลงในวันนี้ไม่ใช่ เพราะผิดหวังหรืออกหักจากตำแหน่ง เพราะตอนที่พรรคชนะเลือกตั้งก็ไม่เคยไปวิ่งเต้น ไม่เช่นนั้นคงตีรวนไปแล้ว เพราะทำหน้าที่เคียงคู่กับนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯมาตั้งแต่แรก จนพรรคได้รับชัยชนะ แต่ในพรรคขอยกไว้ 3 คนคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกฯ

ร.ท.กุเทพ กล่าวว่า ที่ต้องขอบคุณเป็นพิเศษ คือนายสมัคร ที่ต้องตัดสินใจลาออกจากหัวหน้าพรรค ทำให้ภาระหนักบนบ่าของทุกคนในพรรคหมดไป และตนก็สิ้นสภาพไปก่อนที่จะโดนปลด

ทั้งนี้ ขอยืนยันว่า ข้อกล่าวหาที่บอกว่าแถลงข่าวที่บิดเบือนมติพรรคนั้นเไม่เป็นความจริง การที่ตนออกมาแถลงข่าวว่าพรรคสนับสนุนนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 2 นั้นก็เกิดจากมติพรรคจริง ๆ แต่ก็มีกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า กลุ่มอีสานพัฒนาออกมาเคลื่อนไหวคัดค้าน โดยมองว่านายสมัครเป็นนายกฯต่อไปก็จะทำให้คนอีกกลุ่มหนึ่งได้เปรียบมีอำนาจจัดการทางการเมือง จึงเกิดความขัดแย้ง หากมีการกล่าวหาคนอื่นว่าเป็นแก็งออฟโฟร์ ซึ่งตนไม่ให้ค่าของคนคนนี้

"ในช่วงที่เคลื่อนไหวทางการเมืองก็เคยอยู่กับนายเนวิน ชิดชอบอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย เคยเห็นหน้ากันหลายครั้งเพราะเป็นส.ส.อีสานด้วยกัน แต่ตอนหลังผิดใจกันอย่างไรก็ไม่ทราบจึงแยกตัวออกมา ซึ่งใครจะไปวางแผนอะไรกับใครตนไม่อยากจะเปิดเผย แต่ถ้ามาตอแยกับตนไม่เลิกในอนาคตตนก็อาจจะออกมาพูดในฐานะส.ส.ได้" ร.ท.กุเทพ กล่าว

ร.ท.กุเทพ กล่าวต่อว่า หากใครยังมาตอแยกับตน ตนก็จะตอบโต้ เพราะรู้และเห็นถึงความพยายามของคนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด ที่ทำเพราะไม่ไว้ใจเพื่อน จึงช่วงชิงฉกฉวย ลุกลี้ลุกลน เข้ามาจัดการอำนาจทางการเมือง

ขณะที่เรายังยึดมาตรการไม่ฆ่านาย ไม่ขายเพื่อน การที่นายสมัคร พลาดท่าในสภา หากเกิดจากพรรคอื่น จะไม่ว่าอะไรเลย แต่นี่เกิดจากคนในพรรคเดียวกัน ท่านจึงรู้สึกเจ็บปวด และเมื่อมีการผลักดันนายสมชาย ซึ่งทุกคนก็ทราบกันดีว่าท้ายที่สุดนายสมชายก็จะต้องได้รับเลือก ด้วยการทำลายล้างทางการเมืองของคนในพรรค ที่มีจิตใจเชือดเฉือน ไม่คำนึกถึงการอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่วิสัยของพรรคการเมือง และไม่ใช่วิสัยของสุภาพบุรุษ ซึ่งทุกก้าวย่างของบุคคลพวกนี้ ตนมีข้อมูลอธิบายได้

"รู้อยู่ว่า คมช.วางกฎเกณฑ์ เพื่อจะทำลายล้างพรรคการเมือง แต่เราเสียใจที่การเมืองมาทำลายล้างกันภายในพรรค วันนี้พรรคตกอยู่ในสภาพจะโดนยุบอยู่แล้วคนที่กระโจนขึ้นไปจากพรรค พอลมเปลี่ยนทิศมองกลับมาเห็นว่าพอมีเศษอาหารเหลืออยู่บ้างก็กลับเข้ามา วันนี้อยากเล่นเกมบ้าๆ บอๆ ก็ไม่เป็นไร แต่ผมรู้เบื้องหลังทุกคน ว่าใครเคยด่า พ.ต.ท.ทักษิณ แต่สุดท้ายต้องไปกราบขอโทษเพื่อลงสมัคร และตอนนี้ก็ประกาศตัวว่าจะลงเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ร้อยเอ็ดในนามพรรคเพื่อไทย แต่ตอนนี้ต้องมาวิ่งเป็นเลขารัฐมนตรี ”

ร.ท.กุเทพ กล่าวอีกว่า วันนี้ทั้งนายสมัคร และนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รักษาการเลขาธิการพรรค และตน เราพอแล้ว เหนื่อยกับการต่อสู้ ถึงจะตั้งกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ก็ไม่มีความสำคัญ เพราะต้องรอวันถูกยุบพรรค ซึ่งเราไม่ได้กระทำ แต่ใครทำทุกคนก็รู้อยู่ แต่เราต้องมาติดกับซาก เรือที่กำลังจม ต่อไปใครจะจัดการอย่างไร ก็อย่าหยามเหยียดศักดิ์ศรีของคนอื่นการทำงานต่อจากนี้รอนับวันพลังประชาชนถูกยุบพรรคเท่านั้น และสังคมก็รู้ดีว่าเกิดจากพฤติกรรมของใคร จนทำให้ทุกคนในพรรคได้รับผลกระทบเดือดร้อน รอวันจมไปพร้อมกับซากของพรรคพลังประชาชน โดยไม่มีโอกาสกระโดดไปพรรคอื่น

ยุคหลังทักษิณ : สงครามยังไม่สิ้นสุด!

คอลัมน์ : ประชาทรรศน์วิชาการ

“ข้าพเจ้าเกลียดการเลือกตั้ง แต่คุณก็จะต้องมีไว้ เพราะการเลือกตั้งคือยา” Stanley Baldwin

หลังจากการเดินทางออกนอกประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ก่อให้เกิดคำถามโดยตรงถึงแนวโน้มการเมืองไทย ซึ่งเราอาจจะเรียกยุคสมัยในช่วงระยะเวลาต่อไปนี้ว่า การเมือง “ยุคหลังทักษิณ” ดังนั้น หากพิจารณาถึงแนวโน้มในอนาคต ก็อาจจะตั้งเป็นข้อสังเกตได้ดังต่อไปนี้

1) การเมืองเชิงนโยบาย
ไม่ว่าเราจะคิดอย่างไรก็ตามกับรัฐบาลทักษิณหรือรัฐบาลไทยรักไทย ที่ขึ้นสู่อำนาจตั้งแต่ต้นปี 2544 และมีชีวิตอยู่จนถึงการรัฐประหารในเดือนกันยายน 2549 เราอาจจะต้องยอมรับว่า “ความใหม่” ของการเมืองไทยในยุคสมัยดังกล่าวก็คือ “การขายนโยบาย” การเมืองไทยแต่เดิมเป็นเรื่องของตัวบุคคล มุ่งเน้นความเด่นของตัวคน ก็ถูกแปลงให้มีลักษณะเป็น “การเมืองเชิงนโยบาย” มากขึ้น ด้วยความพยายามในการนำเสนอลักษณะของนโยบายใหม่ๆ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนตัดสินใจเลือก ตัวแบบของนโยบายที่ถูกเสนอขายที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน และแปลงทรัพย์สินเป็นทุน เป็นต้น

ผลพวงของการเสนอขายนโยบายเช่นนี้ทำให้พรรคการเมืองอื่นหลังจากการขึ้นสู่อำนาจของพรรคไทยรักไทยในปี 2544 จำเป็นต้องเสนอนโยบายในการรณรงค์หาเสียงทางการเมือง ดังจะเห็นได้ว่า แม้นโยบายที่เน้นการช่วยเหลือคนในระดับล่างจะถูกวิจารณ์อย่างมากว่าเป็น “นโยบายประชานิยม” แต่พรรคการเมืองอื่นก็ดูจะนำเสนอนโยบายในลักษณะเช่นนี้ไม่แตกต่างกัน

ดังนั้น ผลพวงอย่างสำคัญที่รัฐบาลทักษิณได้ทิ้งเป็นมรดกให้แก่การเมืองไทยก็คือ การเมืองไทยในอนาคตจะมีลักษณะเป็นการเมืองเชิงนโยบายมากขึ้น แม้ว่าบางส่วนจะยังคงมีลักษณะเก่าที่เป็นการเมืองของการชูตัวบุคคลอยู่ก็ตาม แต่หากมองภาพรวมในระดับพรรคแล้ว จะเห็นได้ถึงทิศทางที่ชัดเจนของการที่พรรคการเมืองต้องพัฒนาและนำเสนอขายนโยบายแก่สังคม

2) การเมืองยังคงไร้เสถียรภาพ
ความไร้เสถียรภาพของระบบการเมืองไทยจะยังคงดำรงอยู่ต่อไป จนกว่าการเมืองแบบการเลือกตั้งของไทยจะสามารถดูดซับเอาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากการต่อสู้ทางการเมืองนอกเวทีรัฐสภา ให้กลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการการเมืองในระบบรัฐสภา กล่าวคือ จะต้องทำให้การต่อสู้ทางการเมืองมีเวทีในระบบรองรับไว้ อย่างน้อยก็เพื่อเป็นหลักประกันว่าการต่อสู้ดังกล่าวจะต้องไม่นำไปสู่จุดจบของการเมืองในระบบ หรือนำไปสู่การทำลายการเมืองในระบบเปิด

ในขณะเดียวกัน สังคมไทยก็จะต้องคิดเรื่องของ “การเมืองบนถนน” อย่างจริงจัง กล่าวคือ ทำอย่างไรที่ “การเมืองบนถนน” จะถูกแปลงให้เป็น “การเมืองภาคประชาชน” อย่างแท้จริง อันจะทำให้การเมืองในรูปแบบดังกล่าวเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาและความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน มากกว่าจะเป็นการเมืองที่ถูกขับเคลื่อนเพื่อมุ่งประสงค์ให้เกิดความไร้เสถียรภาพ และหวังว่าความไร้เสถียรภาพดังกล่าวจะเป็นเงื่อนไขนำไปสู่การกำเนิดของ “ระบอบอำนาจนิยม” ในรูปแบบใดแบบหนึ่งก็ตาม

นอกจากนี้ สังคมไทยมีความเป็น “พหุนิยมทางการเมือง” มากขึ้น จึงทำให้เกิดความแตกต่างในทางความคิดแก่ผู้คนในสังคมโดยทั่วไป หากมองในด้านดีก็คือ เป็นการยกระดับของพหุสังคมไทย ซึ่งเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสังคมการเมืองต้องการการถกแถลงเพื่อให้เกิดข้อยุติที่ดีที่สุด เป็นประโยชน์มากที่สุดแก่สังคม แต่หากปล่อยให้ความเป็นพหุนิยมที่เกิดขึ้นกลายเป็นปัญหา “ความแตกแยก” และขยายวงกว้างออกไปอย่างไม่มีขีดจำกัด ทั้งยังขาด “การบริหารจัดการความขัดแย้ง” เพื่อให้สังคมกลับคืนสู่สภาวะปกติได้แล้ว สังคมการเมืองไทยจะยิ่งมีแต่ความแตกแยกและความไร้เสถียรภาพ จนอาจนำไปสู่ความขัดแย้งขนาดใหญ่ในอนาคตได้ไม่ยากนัก

3) กำเนิดกลุ่มขวาใหม่
นับตั้งแต่การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา การเมืองไทยได้ส่งสัญญาณให้เห็นถึงการกำเนิดของ “กลุ่มขวาใหม่” ที่หวนกลับไปสู่ความเชื่อในเรื่องของ “อุดมการณ์ต่อต้านการเมือง” แบบในยุคสงครามเย็น ที่มองเห็นแต่ด้านลบของระบบการเลือกตั้ง และต่อต้านระบบการเลือกตั้ง

อุดมการณ์ต่อต้านการเมืองในยุคหลังสงครามเย็นของการเมืองไทยได้ข้อสรุปง่ายๆ ไม่ต่างจากอดีตว่า นักการเมืองพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งเอาแต่ประโยชน์ส่วนตัว คอร์รัปชั่น ทั้งยังไร้ประสิทธิภาพ และไร้ความรู้ในการบริหารประเทศ มีแต่จะนำประเทศไปสู่ความล้มเหลวและการพังทลาย

นอกจากนี้กลุ่มขวาใหม่ยังแอบอิงอยู่กับเรื่องของชาตินิยม และเน้นในเรื่องของความเป็นจารีตนิยม อันอาจจะทำให้เกิดปรากฏการณ์แบบสุดโต่งในการเมืองไทยได้ง่าย และที่สำคัญก็คือ พวกเขาหวนกลับไปสู่แนวคิดแบบยุคสงครามเย็น ที่มองเห็นว่า ถ้ามีปัญหาทางการเมืองก็ให้ “อัศวินม้าขาว” จากกองทัพเข้ามาเป็นผู้แก้ไข โดยอาศัยกระบวนการยึดอำนาจของทหารเป็นเครื่องมือในการจัดการวิกฤติ ทั้งยังหวังแบบในอดีตว่ารัฐประหารเป็นหนทางของการสร้างเสถียรภาพทางการเมือง อีกทั้งยังจะเป็นวิธีของการสร้างอำนาจทางการเมืองของกองทัพมีความเข้มแข็งมากขึ้น เพื่อใช้คานกับอำนาจดังกล่าวของฝ่ายพลเรือน ซึ่งอาจเรียกกลุ่มที่มีกระบวนการคิดในลักษณะเช่นนี้ว่า “ขวาอำนาจนิยม”

ปรากฏการณ์แบบ “ฉวยโอกาสเอียงขวา” จึงกลายเป็นทิศทางที่สำคัญของการเมืองไทยในอนาคต ซึ่งในอีกด้านหนึ่งก็ดูจะขัดกับกระแสโลก ซึ่งมีลักษณะเป็น “ขวาทุนนิยม” ที่ด้านหนึ่งถูกขับเคลื่อนในเวทีสากลด้วยกระแสโลกาภิวัตน์ กระแสขวาชุดโลกภิวัตน์อีกด้านหนึ่งก็ถูกขับเคลื่อนด้วยแนวคิด “การเมืองเสรีนิยม-เศรษฐกิจเสรีนิยม” และอาจเรียกกลุ่มที่มีแนวคิดดังกล่าวว่า “ขวาเสรีนิยม”

สภาพเช่นนี้กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ปรากฏการณ์ที่เกิดความขัดแย้งในปัญหามูลฐานจากความเป็นขวาของแต่ละฝ่าย อันสามารถอธิบายในอนาคตถึงโอกาสของ “การปะทะ” ระหว่างขวาเสรีนิยมกับขวาอำนาจนิยม และผลที่จะเกิดขึ้นก็ขึ้นอยู่กับขีดความสามารถของระบบการเมือง ในอันที่จะสร้างแนวคิดในการบริหารจัดการความขัดแย้งภายในรัฐ เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งดังกล่าวขยายตัวจนไม่อาจควบคุมได้

4) การขยายตัวของกระแสขวา
กระแสขวาใหม่ในลักษณะของ “ขวาอำนาจนิยม” เช่นที่กล่าวถึงในข้างต้นนั้น มีกลไกสำคัญ 2 อย่างที่ใช้ในการสร้างอำนาจเพื่อให้เกิดพลังในการต่อสู้กับการเมืองแบบการเลือกตั้ง ได้แก่
4.1 การขยายบทบาททางการเมืองของสถาบันตุลาการ หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า “ตุลาภิวัตน์” ซึ่งก็หวังว่าจะทำให้การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลดำเนินการผ่านกระบวนการทางกฎหมาย แทนตัวแบบของการยึดอำนาจเช่นในอดีต
4.2 การขยายบทบาททางการเมืองของสถาบันทหาร ซึ่งอาจจะไม่ใช่เรื่องการรัฐประหารในแบบเดิม แต่เป็นกระบวนการสร้างอำนาจของทหารให้มีความเป็นสถาบันในการเมืองไทย โดยอำนาจเช่นนี้ทำให้เกิดขึ้นได้โดยมีตัวบทของกฎหมายรองรับ เช่น อำนาจของฝ่ายทหารที่เกิดจากกฎหมายความมั่นคงภายใน และปรากฏการณ์เช่นนี้อาจจะเรียกให้สอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นในข้อแรกว่าเป็น “เสนาภิวัตน์” หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ กองทัพมีอำนาจในการเมืองโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพากลไกการรัฐประหารแบบเก่า

5) การเมืองแห่งความอ่อนแอ
การเมืองที่ดำเนินการผ่านรัฐธรรมนูญที่เกิดจากกระแส “ขวาอำนาจนิยม” ที่แม้จะยินยอมให้กระบวนการการเลือกตั้งเกิดขึ้นได้นั้น แต่ก็ผูกเงื่อนปมให้การเมืองเกิดความอ่อนแอในตัวเอง เพราะไม่เพียงแต่จะสร้างให้เกิดความอ่อนแอของฝ่ายบริหาร (รัฐบาล) เท่านั้น หากแต่ยังมุ่งให้เกิดฝ่ายนิติบัญญัติ (รัฐสภา) ที่อ่อนแอควบคู่กันไปด้วย

ในความอ่อนแอเช่นนี้ กลุ่มขวาอำนาจนิยมเชื่อว่าพวกเขาสามารถควบคุมพลวัตและความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองด้วยอำนาจที่ถูกใช้ผ่านกระบวนการ “ตุลาการภิวัตน์” และ “เสนาภิวัตน์” และทั้งหากจำเป็นก็จะต้องสร้าง “ประชาธิปไตยชี้นำ” (Guided Democracy) ให้เกิดขึ้น โดยยกเลิก “ประชาธิปไตยตัวแทน” (Representative Democracy) ที่อาศัยการเลือกตั้งเป็นเครื่องมือการตัดสินการมีอำนาจทางการเมือง ดังปรากฏให้เห็นจากข้อเสนอของสิ่งที่เรียกว่า “การเมืองแบบ 70 : 30” เป็นต้น

6) การเมืองที่ควบคุมไม่ได้
ปัญหาการเมืองบนถนนจะยังคงเป็นวิธีการที่จะถูกนำมาใช้ในการต่อสู้ทางการเมือง การที่ไม่สามารถสร้างกติกาการเมืองสำหรับ “การเมืองบนถนน” ให้เกิดขึ้นได้ จะทำให้รัฐบาลที่เกิดขึ้นในอนาคตต้องเผชิญกับการประท้วงที่ไม่สิ้นสุด

ดังนั้น หนทางที่ดีที่สุดที่จะต้องผลักดันก็คือ การทำให้ข้อเรียกร้องของ “การเมืองบนถนน” กลายเป็น “การเมืองเชิงนโยบาย” ที่ข้อเรียกร้องจะต้องถูกสร้างให้เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายและขายกลับคืนให้แก่สังคมในการเลือกตั้ง ซึ่งก็คือ การทำให้สังคมเป็น “ผู้ตัดสินใจสุดท้าย” โดยมีความหวังว่าจะเป็นการทำให้การเมืองในระบบขับเคลื่อนได้ และไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวว่าความขัดแย้งทางการเมืองจะจบลงด้วยการรัฐประหาร และเริ่มต้นด้วยการร่างรัฐธรรมนูญใหม่

7) การเรียกร้องเพื่อประชาธิปไตยยังคงก้องกังวาน
แม้การเมืองไทยจะถูกรุกด้วย “กระแสขวาอำนาจนิยม” ที่ต้องการทำให้การเมืองเดินไปสู่ “ประชาธิปไตยควบคุม” และลดทอนพลังของการเลือกตั้ง หรืออย่างน้อยที่สุดก็หวังว่าจะให้กำเนิดระบอบ “อำมาตยาธิปไตยใหม่” ที่ผลักดันให้ระบบการเลือกตั้งเป็นเพียงกลไกหน้าฉากของการตัดสินเลือกผู้บริหารประเทศ

แต่ก็ต้องตระหนักว่า แม้กระแสขวาอำนาจนิยมจะเปิดการรุกในลักษณะเช่นนั้น การเมืองในเวทีสากลกลับเป็นกระแสเสรีนิยม ดังจะเห็นได้จากแรงกดดันต่อรัฐบาลพม่า หรือความพ่ายแพ้อย่างราบคาบของนายพลมูชาร์ราฟในปากีสถาน เป็นต้น

เรื่องราวเหล่านี้อย่างน้อยก็เป็นสัญญาณที่บอกแก่สังคมการเมืองไทยว่า การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แม้จะต้องประสบกับความยากลำบาก แต่ก็เป็นสงครามที่ไม่สิ้นสุด...และจะยังคงเป็นสงครามที่ดำเนินต่อเนื่องไปสู่อนาคตด้วย!

สุรชาติ บำรุงสุข



บทพิสูจน์ “ประชาทรรศน์”!


คอลัมน์ : ละครชีวิต

วันนี้...วันที่ 1 ตุลาคม เป็นวันครบรอบ 1 ปีหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์รายวัน หนังสือพิมพ์น้องใหม่ที่มีอัตราการเติบโตสูงสุด

ที่กล่าวว่า “ประชาทรรศน์” เป็นหนังสือพิมพ์น้องใหม่ที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดนั้นไม่ใช่การกล่าวเกินจริง

“คอการเมือง” หรือคนในแวดวงสื่อสารมวลชนด้วยกันย่อมรู้ดีว่า “ประชาทรรศน์” ขายดีแค่ไหน

โดยเฉพาะ “คอการเมือง” ที่มีจุดยืนที่แน่วแน่มั่นคง ปกปักษ์รักษาระบอบประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการ

ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา หลายคนต้องรีบสั่งจองประชาทรรศน์ตามแผงหนังสือ หรือต้องรีบตื่นเช้าเพื่อไปซื้อหนังสือพิมพ์ฉบับนี้มาอ่าน

เป็นที่รู้กันว่าถ้าออกจากบ้านไปแผงหนังสือ “ช้า” ก็อาจจะไม่ได้อ่าน เพราะถูกจับจองไปหมดแล้ว

สิ่งต่างๆ เหล่านี้ในฐานะของคนทำหนังสือจึงรู้สึกภาคภูมิใจอยู่ไม่ใช่น้อย เพราะไม่น่าเชื่อว่าหนังสือพิมพ์รายวันที่เพิ่งเกิดขึ้นจะขายดีขนาดนี้

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประชาทรรศน์ ไม่มีงานเปิดตัวหนังสือเหมือนฉบับอื่นๆ ที่ทุ่มงบประมาณมหาศาลไปเช่าพื้นที่โรงแรมหรูหรา จ้างออแกไนเซอร์โปรโมตสร้างภาพจนโอเวอร์

เราไม่มีการประชาสัมพันธ์ ไม่ได้ขึ้นป้ายคัตเอาต์ และไม่ได้โอ้อวดตัวเองว่าวางตัวเป็นกลาง

แต่ที่ผ่านมาเราทำได้เพียงสื่อสารบนหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์ทุกตัวอักษร ทุกข่าว ทุกคอลัมน์ว่า เราไม่ยอมก้มหัวให้เผด็จการ

จากอุดมการณ์ที่ไม่ยอมก้มหัวให้อำนาจเผด็จการ เชิดชูนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง สนับสนุนให้แก้ไขรัฐธรรมนูญโจร ก็ทำให้ประชาทรรศน์ ได้รับความนิยมจากประชาชนอย่างรวดเร็ว

มีประชาชนโทรศัพท์ เขียนจดหมายเข้ามาที่กองบรรณาธิการจำนวนมาก อีกทั้งสมัครสมาชิกหนังสือมากขึ้นเรื่อยๆ

แม้จุดยืนนี้จะ “สวนกระแส” จากสื่อมวลชน “กระแสหลัก” เราก็ไม่ย่อท้อ บ่อยครั้งที่เราถูกดูหมิ่นเหยียดหยามจากแหล่งข่าว หรือเพื่อนๆ สื่อมวลชนด้วยกันเองก็ตาม

สายตาที่มองเราไม่เป็นมิตรจาก “ผู้คิดต่าง” เราก็บอกตัวเองว่า “ไม่ใช่วันของเรา” เพราะประเทศไทยเวลานี้ “กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย”

แม้การทำงานของนักข่าวของประชาทรรศน์ทุกคนจะยากเย็นแสนเข็ญแค่ไหน บ่อยครั้งถูกย้อนกลับด้วยคำพูดที่ “เจ็บปวด” และบ่อยครั้งที่นักข่าวถูกคุกคามจากแหล่งข่าวที่คิดแตกต่าง

แต่ก็ไม่มีใครไปแหกปากฟ้องร้องต่อสังคมว่า “ถูกคุกคาม” เพราะเราคือสื่อมวลชน ไม่ได้เป็นอภิสิทธิ์ชนเหนือกว่าคนธรรมดาทั่วไป

เราไม่เคยไปร้องต่อสมาคมสื่อที่อวดอ้างตัวเองว่า “วางตัวเป็นกลาง” ยึดมั่นในจรรยาบรรณ

เราไม่เคยทำหนังสือถึงสภาวิชาชีพนี้ เพราะเรารู้ดีว่าอะไรคืออะไร

แต่ประชาชนเท่านั้นที่ไม่รู้ว่าเบื้องหลังของสมาคมสื่อที่รวมตัวสร้างภาพยึดมั่นจรรยาบรรณนั้น เชื่อมโยงกับสื่อผู้ยิ่งใหญ่ที่อกหักจากผลประโยชน์ส่วนตัวอย่างไรบ้าง

สภาวิชาชีพนี้คงไม่สำเหนียกว่า การประพฤติของสื่อบางค่ายเหมือนกับการออกมาเผาบ้านเผาเมือง วางตัวกร่าง ราวกับว่าถ้าเอาป้ายมาแขวนคอว่าเป็นสื่อมวลชนแล้วใช้ปากกาเขียนใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น ทำร้ายคนอื่นให้เสียหายแค่ไหนก็ไม่ต้องรับผิดชอบ

ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ประชาทรรศน์นำเสนอข่าวด้วยจุดยืนแน่วแน่มั่นคง โดยศัตรูหมายเลข 1 ของเราคือ “เผด็จการ”

แม้กระทั่งในปัจจุบันที่มีข่าวลือต่างๆ มากมาย เพราะนักการเมืองในพรรคพลังประชาชนมีความคิดเห็นไม่เหมือนกัน

แต่อย่างไรก็ตาม “ประชาทรรศน์” ยังประกาศตัวต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย พร้อมทั้งสนับสนุนให้แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 เหมือนเดิม

นั่นคือ “เจตนารมณ์” ที่มั่นคงตลอดไป!

ลวดหนาม

ชำแหละกึ๋น อธิการบดี VS นักศึกษาปฏิรูปการเมืองยุคอันธพาลครองเมือง


คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

มีคำกล่าวว่า “ผลประโยชน์” ทำให้ “ตาชั่ง” เอียงได้ฉันใด การแสดงความคิดเห็นของผู้คนที่สังคมมองว่าเป็นผู้ที่อุดมไปด้วยสติปัญญา เป็นครูบาอาจารย์ อาจวูบวาบไปตามกระแสและสถานการณ์ได้ฉันนั้น เพราะที่ผ่านมามีตัวอย่างให้เห็นมากมาย ใช้การเป็น “นักวิชาการ” ออกมาแสดงความเห็น แต่อีกไม่นานก็เข้าไปเกลือกกลั้วกับกลุ่มอำนาจอย่างสนิทแน่นเป็นเนื้อเดียวกัน

ในกระแสความบ้าคลั่งของฝ่ายพันธมาร ที่ส่งลิ่วล้อไปแสดงพฤติกรรมที่อัปยศชวนอดสู เพื่อให้นายกรัฐมนตรีถอดใจนั้น ยังมีคนอีกจำนวนหนึ่งที่มีคุณภาพ ออกมาแสดงความคิดเห็น ให้ข้อเสนอเพื่อบ้านเพื่อเมือง ในยามที่มีปัญหา

ตัวแทนสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) สหภาพแรงงานไทรอัมพ์ อินเตอร์เนชั่นแนล และกลุ่มประกายไฟ ร่วมกันออกแถลงการณ์ "การเมืองใหม่ต้องเลือกตั้งนายกฯ โดยตรง ระบบลูกขุน ลดงบประมาณทหาร และสร้างรัฐสวัสดิการ"

คนกลุ่มนี้ระบุว่า กลุ่มพันธมารได้เสนอ “การเมืองใหม่” โดยอ้างว่าเป็นผู้จุดประกายการปฏิรูปการเมือง “ผ่าทางตัน” การเมืองแบบเก่าที่เต็มไปด้วยนักการเมืองซื้อเสียงและการคอร์รัปชั่น ซึ่งทาง สนนท. เห็นว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ไม่มีความชอบธรรมที่จะเป็นเจ้าภาพเพื่อการสร้างประชาธิปไตย เพราะการเคลื่อนไหวและเป้าหมายของกลุ่มพันธมารล้วนลดบทบาทและไม่เชื่อมั่นในอำนาจและความคิดของประชาชน ไม่ว่าจะเสนอขอนายกฯ พระราชทาน การเลือกตั้งผสมสรรหา ดังนั้นการเมืองใหม่ของพันธมิตรฯ จึงเป็นเพียง “การเมืองใหม่สูตรโบราณ” เท่านั้น

กลุ่มนี้ยังมองว่า แนวทางการเมืองของกลุ่มพันธมารมีเป้าหมายทำลายศัตรูทางการเมืองเท่านั้น ไม่ได้มีข้อเสนอเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างแท้จริง ไม่มีอุดมการณ์จะสร้างการเมืองใหม่ที่แท้จริงด้วย

ดังนั้น ในฐานะองค์กรภาคประชาชนจึงขอเสนอแนวทางการเมือง 6 ข้อ ประกอบด้วย
1.การปฏิรูปการเมือง โดยสนับสนุนให้มีการเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรงจากประชาชน ยกเลิกสมาชิกวุฒิสภา เนื่องจากมีความซ้ำซ้อนและไม่จำเป็น โดย ส.ส. ต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน ต้องลดเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคของการรวมตัวเพื่อตั้งพรรคการเมืองของประชาชน เช่น ไม่ต้องจดทะเบียนพรรค ไม่ต้องมีสาขาพรรค และจำนวนสมาชิกตามกำหนด

2.การกระจายอำนาจ โดยส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนปกครองตนเองผ่านการปกครองส่วนท้องถิ่น

3.ปฏิรูประบบศาล ลดอำนาจของศาลที่มีอยู่เดิม โดยเสนอให้ใช้ระบบลูกขุนที่มาจากประชาชนแทนผู้พิพากษาในระบบราชการแบบเดิม ยกเลิกโทษประหารชีวิต

4.ปฏิรูปกองทัพ ลดงบประมาณกองทัพ ย้ายค่ายทหารออกจากเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อใช้พื้นที่สร้างสวนสาธารณะและศูนย์ฝึกอาชีพ

5.ปฏิรูประบบภาษี ยกเลิกระบบภาษีมูลค่าเพิ่ม เก็บภาษีจากที่ดินมรดกในอัตราก้าวหน้า เพื่อนำมาสร้างรัฐสวัสดิการ และ

6.รัฐสวัสดิการ ปฏิรูปที่ดิน การรวมศูนย์โดยแบ่งที่ทำกินให้คนที่ไม่มีที่ดินเพียงพอ สร้างรัฐสวัสดิการให้ประชาชนทุกคนเข้าถึงบริการของรัฐอย่างทั่วถึง ยกเลิกกฎหมายทำแท้งเสรี ขยายมาตรการ 6 เดือนของรัฐบาล และยกเลิกแรงงานนอกระบบ

ส่วนที่เสนอให้ นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส เป็นประธานองค์กรอิสระฯ ทางกลุ่มเห็นว่า นพ.ประเวศ มีบทบาทที่สนับสนุนพันธมิตรฯ จึงไม่น่าจะมีความเป็นกลาง โดยการปฏิรูปการเมืองควรเป็นการปฏิรูปโดยประชาชน หรือคนกลุ่มใหม่ เช่น คนจน นักศึกษา

กลุ่มยังเชื่อว่า แนวทางการเมืองใหม่ที่เสนอมานี้ น่าจะได้รับความสนใจจากคนกลุ่มใหญ่ในสังคมที่เบื่อพันธมิตรฯ และไม่เอาแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)…

ดีครับ ที่พูดกันตรงๆ อย่างนี้ ต้องชื่นชมในความกล้าคิดกล้านำเสนอ เพราะความคิดเห็นของคนเรานั้นอาจไม่ตรงกันได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะพูดจากันไม่รู้เรื่อง หากทุกฝ่ายยึดเอาผลประโยชน์ประเทศชาติและประชาชนเป็นที่ตั้ง

ขอให้ท่านผู้อ่านนำไปเปรียบเทียบกับแถลงการณ์ของ 24 อธิการบดี และพิจารณาว่า ระหว่างคนที่เป็นครูบาอาจารย์กับนักศึกษานั้น ใครมีความคิดที่ก้าวหน้า แหลมคม ชัดเจนกว่ากัน มีความเป็นไปได้ หรือเป็นเพียงแค่ฝันกลางแดด เพราะยังกำกวม ไม่มีรายละเอียด และยังวนเวียนอยู่ใน “อำนาจนิยม” ยังชอบชี้นิ้วสั่งการ โดยเปรียบเทียบกันข้อต่อข้อ ความคิดต่อความคิดแล้ว ใครมีกึ๋นกว่ากัน

ผมไม่ได้มีเจตนาจะก้าวล่วง หรือประจานใครให้เสียหน้า ด้วยความเคารพในสิทธิการแสดงออกถึง “เสรีภาพทางวิชาการ” แต่อยากบันทึกเอาไว้เป็นหลักฐานเท่านั้นเองว่า ในยามที่บ้านเมืองมีปัญหา มีใครคิดอ่านกันอย่างไร

กลุ่มของนักศึกษาจะรณรงค์แจกใบปลิวและสร้างเวทีพูดคุยกับประชาชนและขบวนการภาคประชาชน โดยเริ่มดำเนินการในวันที่ 4 ตุลาคมนี้ เวลา 11.00 น. ที่ตลาดนัดสวนจตุจักร ใครสนใจก็เชิญได้ จะได้สัมผัสและรับฟังความจริง ไปถามไถ่ความเป็นไปได้ แต่ขออย่างเดียวคือว่า กลุ่มพันธมารอย่าไปก่อกวนก็แล้วกัน เพราะที่ทำมานั้นมันคนละทิศคนละทาง

ทางใครทางมันครับ โปรดเคารพในสิทธิของกันและกันบ้าง

แถลงการณ์ 24 อธิการบดี แก้วิกฤติร้ายแรงของชาติ
1.ขอให้นายกรัฐมนตรีประกาศเป็น วาระแห่งชาติ ในการแก้ไขปัญหาวิกฤติร้ายแรงในทางการเมือง โดยดำเนินการโดยเร่งด่วนที่สุด ให้จัดตั้ง คณะกรรมการอิสระเพื่อปฏิรูประบบการเมืองการปกครอง ขึ้น เพื่อศึกษาแนวทางและข้อเสนอแนะในการปฏิรูประบบการเมืองการปกครองของประเทศ โดยยึดหลักการเพิ่มบทบาทของการเมืองภาคประชาชน การกระจายอำนาจ การจัดระบบการเข้าสู่อำนาจทางการเมืองที่เหมาะสมเป็นธรรม และจัดระบบตรวจสอบการใช้อำนาจทางการเมือง

2.ขอให้นายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง คณะกรรมการอิสระเพื่อปฏิรูประบบการเมืองการปกครองจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเป็นกลางทางการเมือง ที่มีความสามารถเป็นที่ประจักษ์ และได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย โดยให้แต่งตั้งเฉพาะตัวประธานคณะกรรมการ และระบุในคำสั่งแต่งตั้งให้ประธานคณะกรรมการเป็นผู้เลือกสรรและแต่งตั้งกรรมการอื่นๆ ทั้งหมด ตามจำนวนที่เหมาะสมเอง โดยทำเป็นคำสั่งของประธานคณะกรรมการ และประกาศในราชกิจจานุเบกษา โดยที่ฝ่ายบริหารหรือฝ่ายการเมืองจะต้องไม่เข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการเลือกสรร หรือแต่งตั้งกรรมการของประธานคณะกรรมการตามอำนาจที่ได้รับมอบหมาย

3.ให้คณะกรรมการชุดนี้มีอำนาจหน้าที่อย่างเต็มที่ในการปฏิบัติหน้าที่ภายในกรอบระยะเวลาไม่เกิน 120 วัน โดยให้ มีอำนาจเรียกข้อมูลจากหน่วยงานของรัฐ และเรียกบุคคลใดๆ มาชี้แจงให้ข้อมูล โดยจะต้องจัดงบประมาณในการดำเนินการในลักษณะเงินอุดหนุนให้ เพื่อรองรับการปฏิบัติหน้าที่ โดยคณะกรรมการจะต้องดำเนินการจัดทำข้อเสนอและความเห็นต่างๆ โดยรับฟังและรายงานต่อสาธารณะอย่างเปิดเผยและสม่ำเสมอ และเมื่อแล้วเสร็จขั้นตอนการดำเนินการ คณะกรรมการจะต้องจัดทำรายงานผลการดำเนินการ และ จัดทำรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อการปฏิรูปการเมืองการปกครองตามแนวทางที่เสนอในรายงาน เพื่อนำเสนอต่อนายกรัฐมนตรี

4.ขอให้นายกรัฐมนตรีประกาศรับรองต่อสาธารณะในนามรัฐบาลตั้งแต่ต้นว่า เมื่อได้รับข้อเสนอดังกล่าวจากคณะกรรมการแล้ว จะนำข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปการเมืองการปกครองตามรายงานดังกล่าวไปสู่กระบวนการลง ประชามติ เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ และหากประชาชนได้ให้ความเห็นชอบในข้อเสนอตามรายงานดังกล่าวแล้ว คณะรัฐมนตรีจะนำเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่คณะกรรมการได้จัดทำขึ้นตามแนวทางดังกล่าว ขอความเห็นชอบต่อรัฐสภา เพื่อพิจารณาประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ตามเนื้อหาทั้งหมดที่เป็นข้อเสนอของคณะกรรมการดังกล่าว

อัฐศิริ


ระยะทางพิสูจน์ม้ากาลเวลาพิสูจน์คน


คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน สื่อทางเลือกเพื่อประชาธิปไตย ตั้งขึ้นวันที่ 1 ตุลาคม 2550 เป็นฉบับปฐมฤกษ์ ต่อยอดจากนิตยสารรายสัปดาห์ ประชาทรรศน์ เพื่อแสดงจุดยืนอันมั่นคงเหนียวแน่นในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

ครบรอบ 2 ปี ของประชาทรรศน์ รายวัน เรายังคงยืนยันในจุดยืนเดิมอย่างเหนียวแน่นมั่นคง ในการทำงานเป็นกระบอกเสียงของประชาชนผู้รักและศรัทธาในการปกครองระบอบประชาธิปไตย ของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน เรายังยืนหยัด “สื่อทางเลือกเพื่อประชาธิปไตย”

การก่อตั้งหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ หลายคนดูถูกพวกเรา กล่าวหาต่างๆ นานาว่าจะอยู่ได้สักกี่น้ำ เราก้มหน้ารับฟังและทำงานด้วยความอุตสาหะวิริยะ เพื่อฟันฝ่าสถานการณ์ต่างๆ มาได้ด้วยดีเป็นลำดับ “ระยะทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน” วันนี้เราได้แต่กระหยิ่มยิ้มย่องในใจ ที่ผู้มีอุปการคุณได้กรุณาเมตตาเรามากขึ้น มากขึ้น มากขึ้นเรื่อยๆ

นิตยสารรายสัปดาห์ ประชาทรรศน์ อยู่มากำลังจะขึ้นสู่ปีที่ 3 (ฉบับปฐมฤกษ์ 1 กุมภาพันธ์ 2550)

หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน มาแรงแซงทุกทางโค้ง เป็นสื่อฉบับไม่ใหญ่ แต่ยอดขายทะลุเป้าอย่างรวดเร็ว ขึ้นสู่ปีที่ 2

เรามักจะหงุดหงิด เพราะเป็นหนังสือพิมพ์ที่กำลังจะได้รับฉายาใหม่ว่า “ช้าหมด อดอ่าน” เพราะเราทราบดีว่าในฐานะผู้ผลิต เราต้องการกระจายสินค้าอย่างมีคุณภาพ ให้เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า นั่นก็คือ ผู้มีอุปการคุณทุกท่าน

เรากำลังเดินหน้าปรับปรุง ส่วนงานด้านการขาย การกระจายตัวของสินค้าอย่างขมีขมัน วันนี้ “ศรพุ่ง”หรือ “เข็มมุ่ง” นี้ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง

ขึ้นสู่ปีที่ 2 เราจะเดินหน้าต่อไปในฐานะ “สื่อทางเลือก เพื่อประชาธิปไตย”

ขึ้นสู่ปีที่ 2 เราจะขยายงานไปสู่การเป็นผู้นำข่าวสารทางด้าน เว็บไซต์ข่าวออนไลน์
www.prachatouch.com

เราเชื่อมั่นว่า 1 ปีกว่าๆ ที่ผ่านมานั้น มิได้สูญเสียเวลา โอกาส และเงินทองไปฟรีๆ แต่ เราได้ติดอาวุธทางปัญญาให้กับประชาชนมากขึ้น ขยายฐานได้มากขึ้นระดับหนึ่งแล้ว

เราจะยกระดับการต่อสู้ให้เข้มข้น ดุดัน!!!...ขึ้นไปอีกขั้น

วันนี้ใครมี กล้องแฮนดิแคม กล้องวิดีโอ กล้องวีซีดี หรือกล้องถ่ายรูป เตรียมขยับร่างกายเคลื่อนไหว เราขอเชิญมาร่วมเป็น “นักข่าวอิสระ” หรือ “ตากล้องอิสระ”

ทำข่าว บันทึกภาพ ถ่ายภาพ นำเสนอข้อมูลข่าวสารขึ้นสู่เว็บไซต์
www.prachatouch.com

พื้นที่ข่าวสำหรับ ภาคประชาชนผู้รักชาติและประชาธิปไตย ของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน คนฝั่งฝาประชาธิปไตยเท่านั้น เรากำลัง ปรับหน้าตา เนื้อหา และทดสอบระบบ เพื่อให้เว็บไซต์
www.prachatouch.com ก้าวไปสู่แถวหน้าในวงการ เว็บไซต์ข่าว ชั้นนำของประเทศไทย

ในเดือนตุลาคม 2551 เราจะจัดประกวดคลิป และภาพข่าว ภายใต้หัวข้อ “ม็อบถ่อยสันดานสถุลในทำเนียบรัฐบาล” ใครถ่ายความชั่วช้า สามานย์ ของม็อบถ่อยสถุลมาได้เด็ดสุดๆ รับรางวัลไปเลย โทรศัพท์มือถือ N 85 พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณในฐานะนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย เตรียมอ่านรายละเอียดได้บนเว็บไซต์ของพวกเรากัน...ครับ


Am I a noble Woman or Not?.....

Am I a noble Woman or Not?

บทความ โดย เพื่อนพ้องน้องพี่


โดย : ป้าพลอย

วันพฤหัสบดีที่ 2 เดือน ตุลาคม พ.ศ.2551

ขอเปิดอกแฉผู้หญิงด้วยกันทีเถอะ นักอ่านข่าวเช่นป้า ชอบอ่านข่าวแบบซุบซิบนินทาเรื่องผู้หญิงไฮโซ ทางต่างประเทศมีหนังสือแม็กกาซีนเฉพาะของผู้หญิงหลายสำนัก ล้วนแต่เขียนเกี่ยวกับข่าวซุบซิบเรื่องผู้หญิงนี่แหละ นักข่าวพวกนี้มันช่างเสาะหาเอามาเขียน บางทีเปิดโปงได้ล่อนจ้อนแท้ ส่วนใหญ่จะเขียนเกี่ยวกับพวกเชื้อพระวงศ์ต่างๆในแต่ละประเทศ ใครไปทำอะไรที่ไหน ใครไปมีกิ๊กกับใครที่ไหน สมัยเจ้าหญิงไดนาก็ถูกนักข่าวพวกนี้ตามติด ขนาดเจ้าหญิงไดนาลงเรือไปพลอดรักกับนายโดดี้แฟนใหม่ที่กลางทะเล Mediterranean ก็ยังไปแอบถ่ายมาลงหนังสือแม็กกาซิน แม้แต่เรื่องเจ้าหญิง สเตฟรานนีแห่ง โมนาโค ก็ถูกนักข่าวถอดเสียล่อนจ้อน ที่มีผัวไม่รู้กี่คนแม้แต่คนเล่นกายกรรมก็ไม่เว้นจับเอามาเป็นผัวสรุปแล้วทั้งหมด 7 คนที่ผ่านมา ใช้ผัวเปลืองจริงๆ

จากนั้นข่าวเจ้าชายของประเทศนอร์เวย์มีเมียได้กับแม่หมายลูกติด ใหม่ๆข่าวซุบซิบเขียนนินทาว่าเมียติดเหล้าอีกด้วย จากนั้นไปยังประเทศสเปนฯเจ้าชายฟิลิบ ก่อนที่จะแต่งงานก็มีผู้หญิงอื่นหลายๆคนส่วนเมียของเจ้าชายฟิลิบก็เคยแต่งงานมาก่อนเห็นว่าสามีคนแรกเป็นนักหนังสือพิมพ์เพราะตัวเขาเป็นนักข่าวหญิง ทางสวีเดนลูกสาวคนโตของซีเวียก็มีแฟนชาวอเมริกันตอนส่งไปเรียนที่นั่นทั้งประเทศฮอลแลนด์ เบลเยียม เดนมาร์คที่ดังๆ ไม่รอดพ้นถูกแฉ คนต่างประเทศรู้หมดเพราะนักข่าวเอามาแฉทุกประเทศทั่วโลก

ใครๆคงอยากถามซิว่าในประเทศไทยมีมั้ย? มันจะเหลือหรือล่อนจ้อนเช่นกัน ต่างประเทศเขาถือเป็นเรื่องธรรมดา ของจริงมันเปิดเผยได้ กฎหมายหมิ่นทางต่างประเทศไม่มี ทุกคนอิสระจะพูด จะวิจารณ์ใคร ไม่มีกฎหมายห้าม คนอ่านข่าวก็ได้รู้เรื่องในมุ้งของแต่ละคนที่ชอบเปลี่ยนคู่กัน สังคมไฮโซชั้นสูงสกปรกยิ่งกว่าคนชั้นธรรมดา ถ้าเป็นคนชั้นธรรมดากระทำก็อาจจะประณามว่าเป็นโสเภณีสำส่อน แต่คนสังคมไฮโซชั้นสูงทำ เป็นเรื่องถูกต้องไม่ผิด

ไม่ใช่มีแต่พวกเชื้อพระวงศ์ที่นักข่าวถอดล่อนจ้อน พวกดาราดังๆ นางแบบดังๆ และนักจัดรายการดังๆและนักการเมือง นักข่าวเอามาแฉหมดไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี หรือประธานาธิบดี ทุกคนมีรูปในแม็กกาซิน ยิ่งมีงานอะไรใหญ่ๆพวกไฮโซทั้งหลายแต่งชุดราตรีอวดกัน สวมเครื่องประดับอวดกันควงผัวไปในงานปาร์ตี้ หรือไปโรงละคร หนังสือแม็กกาซิน ขายดิบขายดีเพราะผู้หญิงส่วนใหญ่ชอบอ่านเรื่องซุบซิบนินทากันอยู่แล้ว โลกของผู้หญิงไฮโซชั้นสูงแย่งผัวคนอื่นหรือไม่ก็เป็นชู้กับผัวเพื่อน มีให้นักข่าวเอามาเขียนไม่จบสิ้น แต่ข่าวที่ขายดีที่สุดในรอบเมื่อสิบปีที่แล้วคือเรื่องของเจ้าหญิงไดนาที่น่าสงสาร ป้าสงสารเจ้าหญิงไดนามาก ที่เจ้าชายชาร์ทำร้ายจิตใจเธอ

ผู้หญิงส่วนใหญ่ไม่ชอบนางคามิลา ต่างประเทศเรียกว่านางแม่มด เรื่องของสังคมไฮโซต่างประเทศคิดว่าคงไม่แตกต่างกันกับประเทศไทยนัก พวกนี้สวมหน้ากากอยู่ในสังคม ยิ่งในประเทศไทยมีกฎหมายหมิ่นนักข่าวจึงไม่กล้าเปิดเผย หากวันใดไม่มีกฎหมายหมิ่นแล้วคงได้เห็นหน้าอันแท้จริงของผู้หญิงไฮโซไทยกันเป็นแถว แต่ป้าอ่านแม็กกาซินต่างประเทศเห็นแทบทุกคน แต่ไม่อาจบอกได้ว่ามีใครบ้าง? ความลับไม่มีอยู่ในโลก เหมือนที่ว่าช้างตายทั้งตัวใบบัวก็ปิดไม่มิด ยิ่งระยะหลังๆข่าวฉาวโฉ่หนักขึ้น นักข่าวต่างประเทศทำไมจึงรู้ละเอียดดีจัง

แม็กกาซินผู้หญิงเล่มละ 1 ยูโรคุ้มค่าอ่านก็ง่ายเพราะเขียนไม่ยาว มีภาพประกอบเสร็จรวมทั้งรายการทีวี และเมนูทำอาหาร หนังสือพวกนี้คลินิกหมอจะรับเอาไว้ให้คนไข้อ่านตอนรอคิวตรวจทุกๆคลินิก ฉะนั้นข่าวจึงรู้ไปทั่ว บางทีป้าหน้าชาตอนไปนั่งรอคิวตรวจหยิบแม็กกาซินเปิดขึ้นอ่านมีรูปอยู่ในนั้น แถมรายละเอียดเพียบ เวรไม่รู้จะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน? ตัวเองไม่รู้หรือว่าข่าวมันออกสู่ต่างประเทศนานแล้วไม่ใช่เพิ่งออก หน้าใครหน้ามันไม่ช่วยแก้ให้ มีเพื่อนบ้านที่คอแม็กกาซินถาม ป้าปฏิเสธไม่รู้ เพราะไม่ได้อยู่ประเทศไทยนี่

ฉะนั้นผู้หญิงที่สูงศักดิ์ทั้งหลายที่ยังหลงตัวเองอยู่ว่าหน้ากากยังไม่ได้ถูกถอดคิดผิด หน้ากากกี่ชั้นที่สวมไว้โดนนักข่าวต่างประเทศถอดโยนทิ้งไปนานแล้ว ตอนนี้ก็เหลือหน้าจริงๆล้วนๆ โอ๊ย! จะทำไงดีละทีนี้ใครก็ช่วยไม่ได้ ฉะนั้นตอนนี้ไฮโซทั้งหลายควรยุติบทบาททำลายชื่อเสียงของตัวเองได้แล้ว โปรดลืมตาขึ้นมามองดูโลกเสียใหม่ว่าโลกปัจจุบันมันไปถึงไหนแล้ว โลกภายนอกเขาขึ้นไปเยียบบนดวงจันทร์ และกำลังจะไปเยียบดาวอังคาร แต่พวกคุณยังหลงยุคทำตัวเป็นไดโนเสาร์ถ่วงโลก งมงายในเรื่องบ้าๆบอๆไร้สาระจนจิตวิปริต กลับตัวกลับใจเสียใหม่ก่อนที่จะสายเกินไปอยากจะเป็นเหมือนนางเชาว์เช็สโก้ แห่งโรมานนีที่ตายอย่างไร้ศักดิ์ศรีกลางถนนก็ช่วยไม่ได้


ป้าพลอย

จาก thaifreenews

The Future of World Bank!!!!!!!!!!.....

The Future of World Bank!!!!!!!!!!

บทความ โดย เพื่อนพ้องน้องพี่


โดย : ป้าพลอย

วันพุธที่ 1 เดือน ตุลาคม พ.ศ.2551

ขณะนี้ทั่วโลกกำลังวิกฤตเกี่ยวกับเศรษฐกิจ และแบงก์มีปัญหาทั่วโลกที่สหภาพยุโรปก็เช่นกัน ที่หนักคืออเมริกา ทางสหภาพยุโรปกำลังหาหนทางช่วยเหลือให้ฟื้นคืนมา หากอเมริกาไม่ฟื้นแย่แน่ๆ กระทบไปทั่วโลก คนที่ถือหุ้นเจ๊งไม่เป็นท่า คงเหลือแต่กางเกงใน หรือไม่ก็ไม่เหลืออะไรเลยถอดล่อนจ้อน แล้วเมืองไทยคนที่เล่นหุ้นสบายดีอยู่หรือ? แล้วแบงก์ที่สนับสนุนพันธมิตรสบายดีหรือ?

งานนี้หมดตัวหลายคน ถ้าต่างประเทศกำลังจะจมน้ำประเทศไทยจะเหลืออะไร แบงก์ที่ป้าเป็นลูกค้ายังโดนแต่ไม่ถึงขั้นปิด ใครมีเงินฝากธนาคารเยอะๆถอนออกมาให้หมดก่อนที่มันจะปิดหนี หากที่เมืองไทยทรุดอาจจะยิ่งหนักกว่าปี 2540 ระวังขอเตือน เพราะค่าครองชีพในประเทศไทยสูงรายได้น้อย น้ำมันก็แพงคนไทยคงต้องประหยัดกันแล้ว เวลานี้ทั่วโลกกำลังตื่นตัวกับเรื่องนี้ ฉะนั้นหากประเทศไทยประสพปัญหาแบบปี2540 ใครจะมาช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจให้ประเทศไทยฟื้นขึ้นมา ตอนนี้ไม่มีคนที่ชื่อ ทักษิณ ชินวัตร แล้ว ไล่เขาออกนอกประเทศไปแล้ว จะดูซิว่าใครที่จะมากู้เศรษฐกิจให้ประเทศไทย ทักษิณ อย่ากลับมาช่วย ปล่อยให้หัวหน้าพรรคบางพรรคที่ดีแต่ปากแก้ปัญหาเศรษฐกิจและพวกขอทานพันธมิตรโปรดร่วมกับพรรคที่สนับสนุนช่วยแก้ปัญหาให้ประเทศด้วยนะ

ตอนนี้คนไทยในประเทศ ต่างหน้าชื่นอกตรมกันทุกคน หากเกิดวิกฤตขึ้นอีกครั้งหนึ่งจะทำกันอย่างไร ไหนยังเรื่องปัจจุบันที่ขัดแย้งคาลังคาซังอยู่ในขณะนี้ รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งโดยถูกต้องตามกฎหมาย ถูกกฎหมู่บีบให้ออกแต่ละคน จนต้องหานายกมาใหม่ นายกคนใหม่ก็ยังไม่ถูกใจ ถามหน่อยว่า พวกเอ็งจะเอาเทวดาบิดาเอ็งมาเป็นถึงจะยอมงั้นหรือ? มันทุเรศต่างประเทศเขาด่าว่าขายตัวรับจ้าง ไปปิดสนามบินสุราษฏร์ธานี ฝรั่งหัวเราะบอกว่าไม่ใช่บ้านไอเชิญยูปิดไป ไอไม่เห็นต้องมาไทยแลนด์ ประเทศอื่นๆที่สวยกว่าประเทศไทยยังอีกมาก เชิญปิดสนามบินทุกๆแห่งที่ภาคใต้ยิ่งดี ฝรั่งบอก ขนาดฝรั่งยังเคืองแค้นพวกระยำอัปรีย์ที่ทำขายหน้า ทำบ้านเมืองพังพินาศ อย่างว่าเงิน เงิน เงิน พวกหน้าเงิน หน้ามืด หน้ามั่ว สุมหัวกันอยู่ในคอก รวมทั้งกินฟรี ปี๋ฟรี รวมอยู่ในทำเนียบ ลูกใคร ผัวใคร เมียใคร ผลัดกันใช้สนุกเป็นบ้า

ข่าวนอกนินทากันให้แซดอีตอนถุงยางลอยน้ำ แถมยาฉีดรวมทั้งใบกระท่อมกินกล่อมเซ็กให้มีพละกำลัง ทำงานไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อยเพราะใบกระท่อมนี่แหละปลุกเซ็กผู้หญิงในนั้นถึงหน้าระรื่นไม่ยอมอ่อนเพลีย ฝรั่งวิภาษวิจารณ์กันแบบนี้จริงเท็จอย่างไร ลองหาข้อมูลกันดู เพราะใบกระท่อมนี่คนทางอเมริกาใต้แถบประเทศ Peru-Colombia-Ecuador-Honduras และชาติในเครืออเมริกาใต้ใช้สกัดทำผง โคคาอิน น้องๆเฮโรอิน ส่วนใบกระท่อมสดจะเอามาเคี้ยวให้มีพละกำลังไม่ให้อ่อนเพลียจึงเป็นตัวยาชูกำลังของหนุ่มๆอเมริกาใต้หรือชาวเผ่าอินเดียแดงใช้กินปลุกเซ็กให้สู้ไม่ถอยจึงมีลูกเต็มบ้านไงละ555 แต่ถ้าเคี้ยวทุกวันก็เท่ากับติดยาเสพติดนี่แหละฉะนั้นใครอย่าคิดทดลอง

คนเผ่าอินเดียแดงกินจนฟันสีเหลือง เขาจะเก็บสดๆ จากต้นที่เห็นในโทรทัศน์ ต้นกระท่อมไม่สูงนักไม่ทราบว่ากระท่อมที่เอามาจากภาคใต้จะเป็นพันธ์เดียวกับทางอเมริกาใต้หรือเปล่า? แต่ถ้าเคี้ยวแล้วออกอาการมีพละกำลังคงเป็นพันธ์เดียวกัน แต่ที่เห็นภาพที่ทางต่างประเทศออกมาให้ดูทางทีวีตอนที่ค้นเจอในเต็นท์พันธมิตรพร้อมอาวุธ ใบกระท่อมที่ทางภาคใต้ใบใหญ่และใบหนากว่าแถบอเมริกาใต้ ทางอเมริกาใต้รู้สึกจะออกสีเขียวใบจะบางๆคล้ายๆใบชาอาจจะมีหลายพันธุ์ก็ได้คะ หากเมื่อใดไปเที่ยวทางเม็กซิโกแล้วจะมาเล่าให้ฟังว่าสรรพคุณของกระท่อมนอกเหนือจากการมีพละกำลังไม่ถอย แล้วมันมีอะไรอีก จะได้ถามคนเผ่าอินเดียแดงให้ละเอียด มีเพื่อนเป็นชาวเม็กซิกัน เป็นเพื่อนบ้านอยู่ใกล้กัน ชาวไปเที่ยวเม็กซิโกด้วยกันกับเขาไปเมื่อไหร่แล้วจะมาเล่าให้ฟังจ๊ะ


ป้าพลอย

จาก thaifreenews

Wednesday, October 1, 2008

“การเมือง” กับ “เพื่อน”


คอลัมน์ : คิดในมุมกลับ

ท่านผู้อ่านเคยทะเลาะกับเพื่อนบ้างหรือเปล่า...

สำหรับฉัน การทะเลาะกับเพื่อนเป็นเรื่องอ่อนไหว เปราะบาง และน่าหวาดหวั่นมากกว่าทะเลาะกับคนอื่นที่ไม่ใช่เพื่อน หรือคนสนิทใกล้ชิดเช่นแฟนหรือคนในครอบครัวนัก

เคยถามตัวเองว่าเหตุใดรู้สึกเช่นนั้น ก็ได้ความรางๆ เลาๆ ว่า เพราะเพื่อนเป็นมากกว่าคนรู้จัก แต่ขณะเดียวกันก็ไม่ใช่สายเลือดที่เข้มข้นจนตัดไม่ขาดแบบคนในครอบครัวเช่นพ่อแม่พี่น้อง

ทะเลาะกับคนอื่นเราไม่แคร์ เพราะคิดว่าไม่ได้ขอข้าวเขากิน ทะเลาะกับคนในครอบครัวก็ยังรู้ว่าไม่ได้เกลียดกัน หายโกรธก็ง้อขอคืนดีกันได้...

แต่กับคำว่า “เพื่อน” มันกึ่งๆ อยู่ระหว่าง 2 สถานะนั่น เราจึงทั้งสนิทใจและต้องถนอมมิตรภาพในเวลาเดียวกัน

ระยะหลังมานี้คิดถึงเรื่องนี้บ่อยๆ ทั้งที่ไม่ได้ทะเลาะกับใคร แต่สภาพแตกร้าวทางการเมืองไทยทำให้อดคิดไม่ได้ว่าสักวันต้องทะเลาะกับใครสักคนเข้าหรือเปล่า เพราะเท่าที่เห็นมามีหลายคนที่รู้จักเขาชิงตัดเพื่อนกันไปมากแล้วจากกรณีความคิดเห็นทางการเมืองไม่ตรงกันแบบนี้

เรื่องแบบนี้คนที่ไม่ “อิน” ไม่มีอารมณ์ร่วม ไม่ได้ติดตามการเมืองแบบเอาจริงเอาจัง หรือด้วยชีวิตจิตใจ ไม่มีทางเข้าใจหรอกว่าเหตุใดคนเราต้องยอมทะเลาะกันเพียงเพราะความเชื่อทางการเมืองด้วย...

ประโยคว่า “เห็นต่างก็อยู่ร่วมกันได้” เมื่อนำมาใช้กับบางกรณีมันก็เป็นได้แค่ “ความตอแหล” เท่านั้นแหละ

อันที่จริง มีตัวอย่างของอีกหลายท่านที่คิดเห็นคนละฝั่งกันในทางการเมือง แต่เมื่อประสบพบหน้ากันก็สามารถกอดกันได้อย่างไม่มีเคลือบแคลง ถอดความเชื่อทางการเมืองที่เป็นเพียงสิ่งสมมติไว้ เหลือเพียงความรักและหวังดีของมิตร ซึ่งเชื่อว่าจริงแท้แน่นอนกว่า

ฉันเองก็อยากเป็นได้เช่นนั้น แต่ระยะหลังมานี้เริ่มรู้สึกว่าทำได้ยากยิ่ง อย่าว่าแต่จะเจอหน้ากันเลย แค่อ่านบทความบางชิ้นที่เพื่อนเขียน เลือดก็ทำท่าจะวิ่งขึ้นหน้า น้ำตาเหมือนจะหยดด้วยความเจ็บปวดระคนสลดเศร้า ตั้งท่าจะจับปากกาเขียนโต้ตอบก็มัวแต่คิดมากหลายตลบว่าถ้าเจอหน้าจะมองหน้ากันอย่างไร

สรุปแล้วการเมืองมันร้าย หรือเราจริงจังกับมันไปเอง วานบอกที

ปฏิญา ยอดเมฆ