WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, October 2, 2008

ปล่อยหมาไล่ม็อบเชื่อ 7 วันเผ่นเรียบ


เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 1 ตุลาคม ที่ผ่านมา ห้องสีดา โรงแรมรัตนโกสินทร์ นายสุชาติ นาคบางไทร หรือ นายวรวุธ ฐานังกรณ์ แกนนำกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ และผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานคร หมายเลข 4 ระบุนโยบายปฏิบัติการยึดทำเนียบรัฐบาลภายใน 7 วัน

โดยกว่าวว่า ถ้าตนได้รับเลือกให้เป็นผู้ว่าฯ จะดำเนินการนำแผนปฏิบัติการยึดทำเนียบรัฐบาล 7 ข้อ คือจะขอให้ทำเนียบรัฐบาลเป็นสถานที่พักขยะ มูลสัตว์ และขยะชีวภาพจากโรงพยาบาลชั่วคราว ในบริเวณทางเข้า-ออก พร้อมกับนำสุนัขจรจัดภายใต้การดูแลของ กทม. จำนวน 2,800 ตัว มาปล่อยในบริเวณทำเนียบรัฐบาล

โดยจะทำการเตือนกลุ่มผู้ชุมนุมที่ตนขอตั้งคำนิยามว่า ผู้ก่อการร้าย ล่วงหน้า 1 วัน ก่อนดำเนินการตามแผนปฏิบัติการ ซึ่งคาดว่าผู้ก่อการร้ายจะยอมคืนทำเนียบรัฐบาลโดยดี และไม่มีเหตุการณ์ปะทะ ทั้งนี้ ตนจะทำหนังสือแจ้งไปยังบริเวณใกล้เคียงทำเนียบรัฐบาลเพื่อขอความร่วมมือ

พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าหากรัฐบาลไม่มีมาตรการที่ดีกว่าที่ตนเสนอ และยังไม่นำข้อเสนอของตนไปปฏิบัติ จะถือว่ารัฐบาลยินยอมให้มีการยึดทำเนียบ

พันธมิตรพิจิตรโห่"เฉลิมปอดแหก"


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ที่ผ่าน ได้เกิดเหตุจลาจล จน พ.ต.อ.สุกฤษฎ์ บุญทรง ผกก.สภ.เมืองพิจิตร ต้องนำกำลังตำรวจหลายสิบนายเข้าควบคุมสถานการณ์ หลังจากได้รับรายงานว่ามีกลุ่มพันธมิตรฯ พิจิตร ที่นำโดย “เจ๊ศรี”และ “เจ๊ติ๋ว”นับร้อยคนสวมเสื้อสีเหลืองและพกมือตบเป็นอาวุธประจำกาย เดินทางมารอขับไล่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.สาธารณสุข

โดยการตั้งขบวนคอยต้อนรับและขับไล่ครั้งนี้ เนื่องมาจากกลุ่มพันธมิตรฯ รู้ข่าวมาว่า ร.ต.อ.เฉลิม จะลงพื้นที่เพื่อเรียกประชุมแพทย์ ที่ โรงพยาบาลประจำจังหวัดพิจิตร ในการรับสถานการณ์แก้ไขปัญหาไข้หวัดนก หลังพบคนเลี้ยงเป็ดไล่ทุ่งเสียชีวิต

แต่เมื่อถึงเวลา 12.30 น. ขบวนมาถึง ปรากฏว่ามีเพียง นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และคณะมาเท่านั้น ไร้เงา ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ทำให้กลุ่มพันธมิตรฯ ต่างผิดหวังที่รอเก้อ และโห่ร้อง “ไม่เอาเฉลิม” และ ประกาศว่า ร.ต.อ.เฉลิม ปอดแหก ไม่กล้ามาเผชิญหน้ากับม็อบพันธมิตรฯพิจิตร

อย่างไรก็ตามกลุ่มผู้ชุมนุมยังไม่เชื่อว่า ร.ต.อ.เฉลิม ไม่ได้เดินทางมาจริง และเกรงว่าเป็นแผนลวง ยังคงตรึงกำลังอยู่ที่ โรงพยาบาลพิจิตร ท่ามกลางตำรวจที่คอยดูแลความสงบ และสลายตัวไปหลังจากมั่นใจแล้วว่า ร.ต.อ.เฉลิม ไม่มาแน่ ในเวลาประมาณ 15.00 น. โดยไม่มีเหตุการณ์ความรุนแรง แต่ก็ทำให้คนไข้ทั้งโรงพยาบาลพิจิตรตื่นตระหนกตกใจมากพอสมควรเพราะเสียงดัง

โดยเหตุการณ์ในครั้งนี้ ผู้สื่อข่าวอ้างว่านี้ “เจ๊ศรี” คหบดีชาวพิจิตร ที่เป็นแกนนำพันธมิตรฯ พิจิตร ได้ระดมพันธมิตรฯ จาก จ.พิจิตร พิษณุโลก กำแพงเพชร นครสวรรค์ และจังหวัดใกล้เคียง ราว 300 คน ให้มาร่วมกันชุมนุมที่พิจิตร เพื่อมารอต้อนรับและโห่ไล่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.สาธารณสุข โดยมีการแบ่งกำลังเฝ้าทั้งประตูด้านหน้าและด้านหลังของ โรงพยาบาลพิจิตร อีกด้วย แต่สุดท้ายก็ต้องผิดหวังกันเป็นแถว

ที่มา: http://www.siamrath.co.th

‘กุเทพ’ซัดแก๊งอีสานพัฒนาแทะเศษอาหาร-แทงลับหลัง


“มหากุเทพ” ตบะแตกซัดกลับแก๊งอีสานพัฒนา โวยรับไม่ได้ถูกแทงข้างหลัง ยันไม่เคยบิดเบือนมติพรรค ระบุในพรรค แตกกันเละ แต่ยังมีคนคอยกินเศษอาหารที่เหลืออยู่แล้วค่อยจากไป เย้ยพรรคเพื่อไทย ไม่มีทางโต

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา ที่รัฐสภา ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง รักษาการโฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ขอทำหน้าที่โฆษกเป็นครั้งสุดท้าย โดยไม่ใช่ลิ่วล้อของใคร ซึ่งต่อไปจะให้รักษาการรองโฆษกพรรคเป็นผู้แถลงข่าวในนามพรรค ซึ่งการทำหน้าที่มา 2 ปีกว่าต้องฝ่าวิกฤติในการต่อสู้เผด็จการ ต้องทำงานหนักตอบโต้กับคนที่ใช้อำนาจเผด็จการ มีกำลัง มีอาวุธ บางเรื่องก็ถูกฟ้อง แต่ก็ไม่เคยร้องขออะไรจากพรรค

เหตุที่แถลงในวันนี้ไม่ใช่เพราะผิดหวังหรืออกหักจากตำแหน่ง เพราะตอนที่พรรคชนะเลือกตั้งก็ไม่เคยไปวิ่งเต้น เพราะหากทำตนก็คงตีรวนไปแล้ว เพราะทำหน้าที่เคียงคู่กับนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ มาตั้งแต่แรก จนพรรคได้รับชัยชนะ แต่ในพรรคตนขอยกไว้ 3 คน คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกฯ และที่ต้องขอบคุณเป็นพิเศษ คือ นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ ที่ต้องตัดสินใจลาออกจากหัวหน้าพรรค ทำให้ภาระหนักบนบ่าของทุกคนในพรรคหมดไป

“ที่รับไม่ได้ คือ การทำลายล้างกันทางการเมืองที่รุนแรงมาก มีคนกล่าวหาว่าผมบิดเบือนมติพรรค แต่ยืนยันว่าไม่เคยบิดเบือน แต่ที่เกิดความสับสนเพราะภายในพรรคแบ่งเป็นกลุ่มชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มอีสานพัฒนาที่มองว่า หากท่านสมัครยังเป็นนายกฯต่อ จะทำให้อีกกลุ่มได้จัดการอำนาจ จึงเกิดการขัดแย้ง

ที่ผ่านมาคนที่ออกมาเคลื่อนไหว ก็เคยอยู่ที่ชั้นพี 8 ซึ่งเป็นที่ทำงานของ คุณเนวิน ชิดชอบ แต่ตอนหลังมาแยกตัวออกไปจากกลุ่ม โดยไปวางแผนกับอีกกลุ่ม ซึ่งผมยืนยันว่ากลุ่มท่านนายสมัคร จัดสรร ตำแหน่งโดยเหมาะสม ให้เกียรติกัน ไม่หักหาญกัน แต่กลุ่มดังกล่าวก็ไม่ยอม ถึงกลับจะไปตั้งพรรคใหม่”

ร.ท.กุเทพ กล่าวต่อว่า หากใครยังมาตอแยกับตนก็จะตอบโต้ เพราะรู้และเห็นถึงความพยายามของคนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด ที่ทำเพราะไม่ไว้ใจเพื่อน จึงช่วงชิงฉกฉวย ลุกลี้ลุกลน เข้ามาจัดการอำนาจทางการเมือง ขณะที่เรายังยึดมาตรการไม่ยึดนาย ไม่ขายเพื่อน การที่นายสมัครพลาดท่าในสภา หากเกิดจากพรรคอื่น จะไม่ว่าอะไรเลย แต่นี่เกิดจากคนในพรรคเดียวกัน ท่านจึงรู้สึกเจ็บปวด

“รู้อยู่ว่า คมช.วางกฎเกณฑ์เพื่อจะทำลายล้างพรรคการเมือง แต่เราเสียใจที่การเมืองมาทำลายล้างกันภายในพรรค วันนี้พรรคตกอยู่ในสภาพจะโดนยุบอยู่แล้วคนที่กระโจนขึ้นไปจากพรรค พอลมเปลี่ยนทิศมองกลับมาเห็นว่าพอมีเศษอาหารเหลืออยู่บ้างก็กลับเข้ามา วันนี้อยากเล่นเกมบ้าๆ บอๆ ก็ไม่เป็นไร แต่ผมรู้เบื้องหลังทุกคน ว่าใครเคยด่า พ.ต.ท.ทักษิณ แต่สุดท้ายต้องไปกราบขอโทษเพื่อลงสมัคร ไปประกาศตัวว่าจะลงเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ร้อยเอ็ดในนามพรรคเพื่อไทย แต่ตอนนี้ต้องมาวิ่งเป็นเลขาฯ รัฐมนตรี” ร.ท.กุเทพ กล่าว


“ชูวิทย์” เดินหน้าสาวข้อเท็จจริงทุจริตรถ-เรือดับเพลิง มูลค่า 6,687 ล้านบาท เชื่อน่าจะมี “คนใหญ่” กว่าผู้ว่าฯ กทม.รู้เรื่อง จี้ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ในฐานะต้นสังกัดออกมาชี้แจงให้สังคมหายสงสัย พร้อมทำหนังสือถึง ป.ป.ช.ให้เร่งรัดทำความจริงให้กระจ่างโดยเร็ว สาบานถ้าเรื่องที่เปิดโปงเป็นเท็จขอให้มีอันเป็นไป ด้าน กกต.กทม.เตรียมสรุปกรณีโฆษณาแฝง 3 ตุลาคมนี้ ส่วน Wi-Fi อยู่ในระหว่างการหารือ

โค้งสุดท้ายของการหาเสียงชิงตำแหน่ง ผู้ว่าฯ กทม. ยิ่งใกล้วันยิ่งดุเดือด แต่ละคนต่างงัดกลยุทธ์ต่างๆ ขึ้นมาหาเสียงพร้อมกับแฉความไม่ชอบมาพากลของแชมป์เก่า นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่คู่แข่งรุมซัดเปิดโปง โครงการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของ กทม. มูลค่า 6,687 ล้านบาท รวมทั้ง กกต. เตรียมสรุปป้ายหาเสียงที่ส่อเค้าว่าผิดกฎหมายเลือกตั้งภายใน 3 ตุลาคม อีกด้วย

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) แถลงข่าวเปิดโปงโครงการจัดซื้อรถ และเรือดับเพลิง ของกทม. มูลค่า 6,687 ล้านบาท ที่มีการเปิดแอลซี สมัยนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และอดีตผู้ว่าฯ กทม. โดยนายชูวิทย์ได้ลำดับเหตุการณ์ตั้งแต่เริ่มต้นกระบวนการจนถึงขั้นตอนการเปิดแอลซีซึ่งนายอภิรักษ์ เป็นผู้ลงนาม

นายชูวิทย์ กล่าวว่าตนเชื่อว่าผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ระดับนายอภิรักษ์ยังเล็กเกินไปไม่สามารถทำเองได้ แม้แต่ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ก็ไม่เกี่ยวข้อง ซึ่งเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับคนที่ใหญ่กว่านั้น เรื่องนี้ตนอยากให้ประชาชนได้ตรวจสอบฝ่ายค้าน เพราะนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และหัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน จะต้องมาชี้แจงเรื่องนี้ด้วยตัวเอง หลังจากที่ตรวจสอบคนอื่นมาตลอด

พร้อมกันนี้ตนขอให้สื่อเป็นเหรียญสองด้าน ให้ยืนอยู่บนขอบให้พิจารณาถึงการแถลงข้อเท็จจริงของตนเอง ซึ่งตนมีมากกว่าใบเสร็จหากภาพไม่แจ่มเสียงไม่ชัดตนไม่ออกมาเปิดเผย

“กรณีรถดับเพลิงมีการโยงใยถึงบุคคลหลายคน เป็นมหากาพย์ที่ยิ่งใหญ่ มีการวางแผนเป็นขั้นเป็นตอน ถ้าผมมีเจตนาไม่สุจริต คิดร้าย อกุศล กล่าวร้าย ขอให้ผมและครอบครัวมีอันเป็นไปภายใน 3 วัน 7 วัน แต่ถ้าผมเจตนาดีปกป้องผลประโยชน์ให้กับประเทศชาติของให้ผมรุ่งเรืองและมีผลงานแบบนี้สืบต่อไป วันนี้ที่ผมมาไม่มีเจตนาโจมตีนายอภิรักษ์ เพราะมีบุคคล 3 กลุ่ม เข้ามาเกี่ยวข้อง ตั้งแต่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติโครงการก่อนนายอภิรักษ์ เข้ามาดำรงตำแหน่ง โดยรัฐบาลให้งบอุดหนุน 60:40 ส่วนรถและเรือดับเพลิงทั้งหลายต้องนำเข้าจากต่างประเทศ และให้กระทรวงพาณิชย์ไปดำเนินการเกี่ยวกับการค้าต่างตอบแทนกับรัฐบาลออสเตรีย” นายชูวิทย์ กล่าว

พบเกี่ยวข้องการขายไก่ต้มสุก
นายชูวิทย์ กล่าวต่อว่า เท่าที่ตนได้ศึกษาโครงการนั้นพบความผิดปกติในส่วนของการค้าต่างตอบแทน ซึ่งตามบันทึกลงนามความเข้าใจระบุว่าเมื่อไทยซื้อสินค้าวงเงิน 6,687 ล้านบาท ประเทศออสเตรียจะต้องซื้อไก่ต้มสุก ซึ่งเป็นสินค้าทางการเกษตรจากประเทศไทย คือบริษัท ซีพี จำกัด (มหาชน) ในวงเงินเท่ากัน แต่ปรากฏว่าไม่ได้มีการซื้อสินค้าจากไทยแม้แต่บาทเดียว เพราะบริษัท ซีพี ไม่ได้ส่งสินค้าแต่กลับขายบิลให้กับบริษัท สไตเออร์ฯ เป็นเงิน 150 ล้านบาท

ขณะเดียวกันก็มีการยกเลิกการส่งไก่ต้มสุกให้กับบริษัทญี่ปุ่น จุดนี้ถือว่าทั้งประเทศออสเตรียกับบริษัท ซีพี มีความเกี่ยวข้องในการทำนิติกรรมอำพราง ฉ้อฉลมติ ครม. และมีการเร่งรัดเปิดแอลซี

นายชูวิทย์ กล่าวอีกว่า เมื่อนายอภิรักษ์ เข้ามาก็มาขอชะลอเปิดแอลซี โดยส่งหนังสือสอบถามไปยังกระทรวงมหาดไทย แต่กลับถูกเร่งรัดมาอีก นายอภิรักษ์ จึงแต่งตั้งนายสามารถ ราชพลสิทธิ์ รองผู้ว่าฯกทม. สมัยนั้น เป็นประธานคณะกรรมการมาต่อรองผลประโยชน์กับบริษัท สไตเออร์ฯ ซึ่งสรุปเรื่องต่อรองได้ทั้งหมด 4 ประการ มูลค่ารวม 35 ล้านบาท ในวันศุกร์ที่ 7 ม.ค.2548 แต่สุดท้ายนายอภิรักษ์ ก็ได้มาลงนามเปิดแอลซี เมื่อวันที่ 10 ม.ค.2548 และจุดนี้เองตนได้เอกสารหลักฐานที่ไม่เคยปรากฏที่ไหนมาก่อน มีเพียงที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) กรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) และที่ตนเท่านั้น

ทั้งนี้ เป็นเอกสารการเซ็นลงนามเปิดแอลซีด้วยลายมือเขียนของนายอภิรักษ์ ในระหว่างที่บัญชาการตึกถล่มบริเวณรองเมือง มีนายนิยม กรรณสูต ผอ.สำนักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นเหมือนแมสเซนเจอร์ นำเอกสารมาให้นายอภิรักษ์เซ็น แสดงให้เห็นความเร่งรีบ ทั้งที่นายอภิรักษ์ น่าจะได้ใช้เวลาในการพิจารณามากกว่านี้เนื่องจากวงเงินงบประมาณสูงถึง 6,687 ล้านบาท

ชูวิทย์ยื่นหลักฐานจี้ปปช.วันนี้
นายชูวิทย์ กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้หากตรวจสอบข้อความในการเปิดแอลซียังพบว่า เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2548 มีการตัดข้อความ loading Thailand ออกไป และวันที่ 21 มกราคม 2548 กลับมาเพิ่มคำดังกล่าวใหม่อีกครั้ง เพื่อให้ส่งเรือดับเพลิงที่ต่อในอู่พัทยา จ.ชลบุรี ไปยังประเทศออสเตรีย แล้วค่อยส่งกลับยังประเทศไทย ซึ่งเป็นการหลีกเลี่ยงมติ ครม. ที่ไม่ให้ซื้อของผลิตในประเทศไทย โดยเรื่องนี้มีการวางแผนโดยนาย พ. ซึ่งเชี่ยวชาญเรื่องการเงินการคลัง ผู้ที่ทำอย่างนี้ได้ต้องเป็นระดับเทพ

“การเปิดแอลซีของนายอภิรักษ์ ต้องทราบอย่างดีว่าเป็นชนิดเพิกถอนไม่ได้ สัญญาจะมีผลใช้บังคับก็ต่อเมื่อผู้ซื้อเปิดแอลซี ตอนนี้เท่ากับว่าสัญญามีผลสมบูรณ์ ดังนั้นเรื่องนี้พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งพูดเสมอว่าเป็นพรรคคุณธรรมสูง ตรวจสอบคนอื่นเสมอ เห็นคนอื่นเลวหมด ต้องออกมาชี้แจง คุณอภิสิทธิ์ ตรวจสอบทุกคนยกเว้นคุณอภิรักษ์ ผมขอเชิญคุณอภิสิทธิ์ มาพบ หรือให้ผมไปพบก็ได้ แต่ต้องชี้แจงให้ได้ การที่ผมออกมาพูดอย่างนี้ จะได้รับเลือกตั้งหรือไม่ได้ไม่เป็นไร เพราะผมมีเงิน ไม่ต้องเข้ามาก็มีกิน” นายชูวิทย์ ระบุ

นายชูวิทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในที่ 2 ตุลาคม ตนจะไปยื่นหนังสือถึง ป.ป.ช. เพื่อเร่งรัดการตรวจสอบเรื่องดังกล่าว เพื่อไม่ให้เสียงบประมาณในการเลือกตั้งอีกครั้ง

แฉอีกเงื่อนงำโรงฆ่าสัตว์พันล้าน
ก่อนหน้านี้ นายชูวิทย์ ได้แถลงข่าวกรณีโรงฆ่าสัตว์ ของ กทม. ว่า ก่อนจะเกิดโรงฆ่าสัตว์แห่งนี้ กทม. เคยมีโรงฆ่าสัตว์ชื่อบริษัทสหสามัคคีค้าสัตว์ ตั้งขึ้นเมื่อปี 2504 แต่เกิดภาวะขาดทุนจึงได้ยกเลิกไป ต่อมานายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี และผู้ว่าฯกทม. คิดฟื้นโครงการขึ้นจึงได้จัดหาที่ดินซึ่งอยู่ติดกับโรงกำจัดขยะของ กทม.สร้างบนเนื้อที่ 50 ไร่

นายชูวิทย์ กล่าว่า ต่อมาในสมัยของนายอภิรักษ์ ขณะที่ดำรงตำแหน่งผู้ว่ากทม.ก็ได้เข้ามาสานงานต่อซึ่งก็มีเสียงคัดค้านจากคณะอนุกรรมการด้านสิ่งแวดล้อมชุมชนเมือง ของวุฒิสภา เพราะอยู่ใกล้กับโรงขยะ และจุดดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่ไม่อนุญาตให้มีโรงงานอุตสาหกรรม แต่นายอภิรักษ์ ก็ยืนยันให้เดินหน้าโครงการ เพราะเห็นว่าเป็นโรงฆ่าสัตว์แบบปิด มีมาตรฐานการทำงาน และแยกพื้นที่กับโรงขยะชัดเจน จนสามารถเปิดประมูลการก่อสร้างจนแล้วเสร็จเมื่อปี 2549 โดยใช้งบประมาณในการดำเนินการรวมมูลค่าของที่ดินเกินกว่า 1,000 ล้านบาท

นายชูวิทย์ กล่าวว่า การสร้างโรงฆ่าสัตว์ดังกล่าว เข้าข่าย พ.ร.บ.ร่วมทุน แต่ต่อมา บริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของ กทม. เข้ามาบริหารโครงการเพื่อตัดปัญหา พ.ร.บ.ร่วมทุน แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดให้บริการได้เนื่องจากไม่มีเอกชนรายใดให้ความสนใจเข้ามาบริหารงานแม้จะเปิดโอกาสให้ประมูลถึง 2 ครั้งด้วยกันเหตุเพราะว่าผลตอบแทนที่ กทม. เรียกเก็บ 940 ล้านบาท ตลอดอายุสัญญาเช่าบริหาร 15 ปี สูงเกินไป เมื่อเทียบกับโรงฆ่าสัตว์เถื่อนที่มีอยู่ทั่วกทม.ดังนั้นสิ่งที่เห็นในตอนนี้ก็คือสภาพอาคารรกร้าง แม้จะมีอุปกรณ์พร้อมที่จะเปิดให้บริการแล้วก็ตาม
นายชูวิทย์ กล่าวว่า หากตนได้รับเลือกตั้งให้เป็นผู้ว่าฯกทม.ตนจะลดสัมปทานให้เหลือแค่ 500-600 ล้านบาท ในสัญญาเช่า 15 ปี เพราะถ้าให้คิดค่าเช่าเกือบเท่าๆ กับค่าก่อสร้างก็คงไม่มีเอกชนรายใดให้ความสนใจ ทิ้งไว้อย่างนี้ก็ไม่มีประโยชน์ แต่จะให้ย้ายไปสร้างใหม่ก็คงไม่ได้แม้ตนจะไม่เห็นด้วยที่ก่อสร้างโรงฆ่าสัตว์ที่นี่และอยู่ใกล้กับโรงกำจัดขยะที่มีกลิ่นโชยอยู่ตลอดเวลาก็ตาม เพราะลงทุนกว่า 1,000 ล้านบาทแล้ว แต่ตนจะเน้นการชำแหละให้ถูกสุขอนามัยมากขึ้น

“อภิรักษ์” โต้ทันควันทุกข้อกล่าวหา
ด้าน นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. กล่าวชี้แจงพร้อมยืนยันว่า สิ่งที่นายชูวิทย์ แถลงต่อสื่อมวลชนเป็นเรื่องไม่จริง ทั้งหมดล้วนเป็นเรื่องเดิมเพียงแต่มาพยายามพูดโยงใย โจมตีถึงตนเอง ทั้งนี้ยืนยันว่าโครงการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิง มีการดำเนินการมาก่อนที่ตนเข้ามาดำรงตำแหน่งแล้ว เมื่อตนเข้ามาก็พยายามตรวจสอบเพื่อทำให้ถูกต้อง ที่นายชูวิทย์ ระบุว่าตนเซ็นลงนามเปิดแอลซี ด้วยความเร่งรีบเนื่องจากเซ็นด้วยลายมือเขียนก็ไม่เป็นความจริงอย่างแน่นอน เหตุที่ต้องเซ็นอย่างนั้นเพราะครบกำหนดที่คณะกรรมการชุดนายสามารถเจรจาไว้ อีกทั้งขณะนั้นตนอยู่ระหว่างตรวจตึกถล่มที่บริเวณรองเมือง ไม่ได้มีโอกาสกลับเข้าศาลาว่าการกทม.

นายอภิรักษ์ กล่าวต่อว่า ส่วนที่ระบุว่ามีการแก้ไขข้อความในเอกสารขอเปิดแอลซีเพื่อเลี่ยงมติครม.นั้น ขอปฏิเสธว่าไม่เป็นความจริง โดยหนังสือฉบับที่นายชูวิทย์ นำมาแถลงข่าวเป็นเพียงหนังสือมอบอำนาจเท่านั้น ทั้งนี้การแก้ไขข้อความดังกล่าวเป็นเพราะ กทม. มาตรวจสอบในภายหลังพบว่ามีข้อความบางอย่างไม่ตรงกับสัญญา ซึ่งข้อความในสัญญาทั้งหมดเป็นเรื่องที่ผู้ทำสัญญาเดิมทำเรื่องไว้ให้สามารถส่งสินค้าที่ไหนก็ได้ ดังนั้นเรื่องนี้ต้องไปถามคนที่ทำสัญญา คือเป็นเรื่องที่เจรจาโดยรัฐบาล กระทรวงมหาดไทย และผู้ปฏิบัติหน้าที่ในขณะนั้น อย่างไรก็ตาม ตนรู้สึกดีใจที่นายชูวิทย์ นำประเด็นนี้มาพูดอีกครั้ง ประชาชนจะได้ทราบว่าใครเป็นคนทำเรื่องนี้ไว้

ส่วนเรื่องการฟ้องร้องนั้น นายอภิรักษ์ กล่าวว่า ต้องเป็นเรื่องของพรรคที่จะพิจารณา เพราะพาดพิงไปถึงพรรค อย่างไรก็ตามเป็นเรื่องที่ชัดเจนว่านายชูวิทย์ ตั้งใจที่จะดิสเครดิตตน และพรรค เพราะอยู่ในช่วงเลือกตั้ง

กกต.เตรียมสรุป "ป้ายหาเสียง"
ขณะที่ นายพิงค์ รุ่งสมัย ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกทม (ปธ.กกต.กทม.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมกกต.กทม. ได้วินิจฉัยข้อร้องเรียนกรณี นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ร้องเรียนเรื่องป้ายประชาสัมพันธ์ของ กทม. โฆษณาแฝงเอื้อประโยชน์ให้กับ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. จากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ โดยใช้เวลาการประชุมในวันนี้ประมาน 2 ชั่วโมง โดยจะส่งข้อวินิจฉัยให้ กกต.กลางเป็นผู้พิจารณาชี้ขาดว่าเข้าข่ายผิดกฎหมายเลือกตั้งหรือไม่ โดยเร็วที่สุดวันศุกร์ที่ 3 ตุลาคมนี้ หรืออย่างช้าวันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม

ทั้งนี้ ยืนยันว่า คณะอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนได้ดำเนินการสอบสวนอย่างครบถ้วนทั้งผู้ร้องและผู้เกี่ยวข้อง ไม่จำเป็นต้องเรียกผู้ถูกร้องเข้ามาสอบ

สำหรับกรณีที่ นายสมชาย ไพบูลย์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. สังกัดอิสระ ร้องเรียนเรื่อง นายอภิรักษ์ แจก Bangkok Green Wi-Fi Gard ให้ประชาชนฟรี ขณะดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าฯ นั้น ยังอยู่ระหว่างการสอบสวนในชั้นสืบสวนสอบสวน


ห่วง‘สมชาย’พบ‘ป๋า’หาทางออกให้กบฏ


“สมชาย” เข้าพบ “ป๋าเปรม” แล้ว เผยหลังพูดคุย 30 นาที ได้รับคำแนะนำที่ดี ส่วน “บิ๊กจิ๋ว” ยังหวานเจี๊ยบใส่ “จำลอง” น่ารักและเป็นคนพูดรู้เรื่อง ด้านภาคประชาชน ห่วงเป็นการเปิดเจรจาหาทางลงให้ม็อบพันธมิตรฯ ระบุหาก “ป๋า” สั่งได้จริงอย่างที่ร่ำลือ ก็เป็นเรื่องดีต่อบ้านเมือง แต่รัฐบาลต้องไม่ลืมว่าแกนนำที่ทำเนียบ เป็นโจรกบฏ ทางออกมีแค่หยุดชุมนุมแล้วสู้คดีตามกฎหมาย

ท่ามกลางท่าทีของรัฐบาลที่เลือกเปิดการเจรจากับผู้เกี่ยวข้องกับความวุ่นวายในบ้านเมือง เพื่อลดความขัดแย้ง โดยมีเจตนาที่จะเจรจากับกลุ่มพันธมิตรฯ ให้ยุติก่อความวุ่นวาย และหารือกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี เพื่อให้บ้านเมืองเกิดความสงบนั้น

ในที่สุดเมื่อเวลาประมาณ 18.00 น. วันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกฯและ รมว.กลาโหม ก็ได้เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาลชั่วคราว ดอนเมือง เพื่อเดินทางเข้าพบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ที่บ้านพักสี่เสาเทเวศร์

ทั้งนี้ นายกฯ ได้เดินทางมาถึงก่อนเวลา จึงได้แวะพักที่ห้องอาหารราชตฤณมัยสมาคม สนามม้านางเลิ้ง ประมาณ 10 นาที จากนั้นจึงเดินทางโดยใช้เส้นทางถนนพิษณุโลก ผ่านบริเวณการชุมนุมของกลุ่มม็อบพันธมิตรฯ เข้าถนนพระราม 5 และเลี้ยวซ้าย บริเรณหน้าวัดเบญจมบพิตร มุ่งหน้าสู่บ้านพักสี่เสาเทเวศร์ของ พล.อ.เปรม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกฯ ได้เดินทางเข้าพบ พล.อ.เปรม พร้อมกับ นายชูศักดิ์ ศิรินิล เลขาธิการนายกฯ และ พล.อ.อ.สุเมธ โพธิมณี หัวหน้าฝ่ายเสนาธิการ ประจำ รมว.กลาโหม ซึ่งเป็นเพื่อนเตรียมทหารรุ่น 10 ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ โดยมี พล.ร.ท.พะจุณณ์ ตามประทีป นายทหารคนสนิท พล.อ.เปรม เป็นคนออกมาต้อนรับ

ต่อมาเวลา 18.30 น. นายสมชาย ได้เสร็จสิ้นการหารือ กับ พล.อ.เปรม และได้เดินทางออกจากบ้านพักสี่เสาเทเวศร์ทันที โดยมี พล.อ.เปรม เดินออกมาส่งขึ้นรถ ที่บริเวณประตูหน้าบ้านพัก ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสและอารมณ์ดี ทั้งนี้ นายสมชาย ระบุเพียงสั้นๆ ว่าได้รับคำแนะนำที่ดี

ส่วนการเจรจากับกลุ่มพันธมิตรฯ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกฯ ในฐานะผู้ที่ได้รับมอบหมายให้เปิดการเจรจา เปิดเผยว่า ได้เรียนนายกฯไปว่า หลังการหารือกับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ จะมีการหาเวลามาคุยกันอีก คิดว่า ประชาชนและรัฐบาลคิดตรงกัน เพราะอยากให้บ้านเมืองกลับสู่สภาวะปกติ อยากพัฒนาปรับปรุงการเมืองซึ่งก็ไม่ว่ากัน ส่วนจะทำอย่างไร เช่นจะแก้รัฐธรรมนูญหรือไม่นั้น ก็ต้องเป็นไปตามกติกา ซึ่งคงจะมีโอกาส ไปคุยกับพันธมิตรฯใน 1-2 วันนี้

เมื่อถามว่า จะคุยในเรื่องใด เพราะพันธมิตรฯปฏิเสธมาตลอด พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า หากปฏิเสธแล้วจะอย่างไรเพราะกติกาคือรัฐธรรมนูญเขียนไว้อย่างนั้น ต้องถามกลับว่า หากไม่แก้รัฐธรรมนูญ จะแก้กติกาอย่างไร ต้องถามแบบนี้ เพราะอาจมีความคิดดีๆ ก็ได้ อย่าเพิ่งต่อว่ากัน เพราะพันธมิตรฯ คิดถึงประโยชน์ส่วนรวม เหมือนกับรัฐบาลเช่นกัน แต่วันนี้พันธมิตรฯ อาจอยู่ในทำเนียบ สร้างปัญหาที่ห่วงใย และมีผลกระทบกับเศรษฐกิจ

ส่วนกรณีความพร้อมของเจ้าหน้าที่ตำรวจรับสถานการณ์อย่างไรบ้าง เพราะหมายจับพันธมิตรฯยังอยู่แบบนี้ พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า ต้องไปถามตำรวจ ส่วนกรณี พล.ต.จำลอง ไม่ฟังเหตุผลของฝ่ายอื่น ๆ นั้น พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า พล.ต.จำลอง ยังน่ารักอยู่

เมื่อถามว่า การหารือเบื้องต้นกับ พล.ต.จำลอง นั้น พันธมิตรฯ แจ้งว่า จะออกจากทำเนียบเมื่อใด พล.อ.ชวลิต กล่าวว่า วันแรก พล.ต.จำลอง บอกว่า รอหลังศาลอุทธรณ์ มีคำตัดสินยกเลิกข้อหากบฏ จากนั้น พล.ต.จำลอง บอกว่ารอหลังการแถลงนโยบายรัฐบาล ตนจะไปบอกว่าหากออกไปตอนนี้ เดี๋ยวจะติดเหรียญกล้าหาญให้ ทั้งนี้ มองว่า พล.ต.จำลอง เป็นคนที่พูดจากันได้ขอแต่เพียงใจเย็นๆ เวลาพูดกับ พล.ต.จำลอง ต้องพูดมื้อเช้า เพราะ พล.ต.จำลอง กินข้าวมื้อเดียว

อย่างไรก็ดี ท่าทีในการเจรจาดังกล่าวก็อยู่ท่ามกลางความกังวลของหลายฝ่าย เพราะเกรงว่าจะมีการหาทางลงให้กับกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ตอนนี้เปรียบเสมือนขี่หลังเสือและหยุดการชุมนุมไม่ได้ เนื่องจากมีคดีติดตัวกันคนละหลายคดี โดยเฉพาะที่หนักที่สุด คือ 9 กบฏ ที่มีโทษถึงประหารชีวิต

ดร.เมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า เป็นห่วงอย่างมาก เกี่ยวกับเรื่องความพยายามที่เข้าเจรจากับพันธมิตรฯ หรือกับ พล.อเปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ตนมองว่าเป็นการกระทำที่มีเจตนาดี แต่การเจรจานั้นต้องไม่ใช่การยื่นเงื่อนไขให้ความสำคัญกับพันธมิตรฯ หรือเสนอให้ความช่วยเหลือใด

การที่ พล.อเปรม ยอมให้เข้าพบเพื่อพูดคุยเรื่องดังกล่าว เท่ากับเป็นการชี้ให้เห็นตามที่ประชาชนได้ตั้งข้อสังเกตว่า พล.อ.เปรม สั่งพันธมิตรฯ ได้อย่างนั้นหรือไม่ ประกอบกับพฤติกรรมและการกระทำของบุคคลใกล้ชิด เช่น พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ได้เคยประกาศบนเวทีว่าขออนุญาต กับพล.อ.เปรม แทนที่จะเป็นต้นสังกัด หรือความเห็นผู้ใหญ่ในกองทัพท่านอื่น ซึ่งตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ องคมนตรีระบุเอาไว้ว่าต้องไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง

แต่ถ้า พล.อ.เปรม ยินดี ที่จะประสานทำให้พันธมิตรฯ เลิกการชุมนุมได้ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี แต่ต้องไม่ยกให้พันธมิตรฯ มีอำนาจต่อรองเด็ดขาด และต้องไม่ลืมว่าพันธมิตรฯ เป็นกบฏแผ่นดิน

และหากว่าการเจรจากับพันธมิตรฯมีท่าทีที่จะอ่อนข้อ เท่ากับเป็นการกระทำที่ขัดเจตนาของพี่น้องประชาชนที่ต้องการเห็นพันธมิตรฯได้รับการพิจารณาความภายใต้กฎหมาย

ดังนั้นการเจรจาที่รัฐบาลจะมีให้กับพันธมิตรฯ ควรเป็นการเจรจาให้ยุติการชุมนุม ย้ายออกมาจากทำเนียบและเรียกร้องให้ออกมาต่อสู้คดี ซึ่งหลังจากที่มีการต่อสู้คดีความเสร็จสิ้นไปแล้ว พันธมิตรฯ อยากจะออกมาเล่นการเมืองแบบถูกต้องก็ย่อมสามารถทำได้ แต่ต้องให้เรื่องเป็นไปตามขั้นตอนตามแบบที่ควรจะเป็นเสียก่อน


‘วันชัย’ตอกปปช.หน้าหงายจี้พิสูจน์ช่วยฟอกตัวเลดี้ดั๊ก?


“วันชัย” บุกแจง ป.ป.ช.หลังถูกทำพิลึกเรียกตัวชี้แจงเป็นผู้ร้องเรียนจริงหรือไม่ แถมยังย้อนถามละเอียดยิบราวกับเป็นผู้ต้องหา “มือเชือดเป็ด” สอนมวย ระบุไม่ได้มาแค่ยืนยันแต่มาตามการสอบสวนที่โคตรล่าช้า สวนเจ้าหน้าที่ที่อ้างทำตามขั้นตอน ทีกรณี “เรืองไกร” ทำไมรีบกระโดดรับ ชี้หากยังล่าช้าสังคมอาจจะสงสัยว่ามีการเลือกปฏิบัติ หรือหาช่องว่างกฎหมายให้ความช่วยเหลือกัน พร้อมยืนยันเตรียมเดินหน้าพิสูจน์ความจริงขั้นตอนต่อไป

จากกรณีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ทำแปลกประหลาด มีจดหมายให้กับ นายวันชัย จงจรูญหิรัญ ประธานกลุ่มติดตามการปฏิรูปการเมือง และต่อต้านการคอร์รัปชั่น เข้าชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมต่อเลขาธิการ ป.ป.ช. กรณีที่เคยยื่นหนังสือให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบข้อเท็จจริงและรวบรวมพยานหลักฐาน ให้ไต่สวน คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน ว่ามีพฤติกรรมร่ำรวยผิดปกติ หรือกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการตามที่ได้มีหนังสื่อร้องเรียนมา นั้น

ซึ่งนายวันชัยได้เข้าพบกับเจ้าหน้าที่ป.ป.ช. เพื่อยืนยันเรื่องดังกล่าวแล้ว และขณะเดียวกันก็ได้มีแถลงการณ์ถึง ป.ป.ช.อีกครั้งหนึ่ง

นายวันชัย เปิดเผยว่า การเข้าไปพบกับเจ้าหน้าที่ป.ป.ช. ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่ต้องการที่จะยืนว่าเป็นตนร้องเรียนให้ตรวจสอบคุณหญิงจารุวรรณเท่านั้น แต่ต้องการที่ทราบคำตอบว่าทำไมการดำเนินการของป.ป.ช.ถึงได้มีขั้นตอนล่าช้ามาก ซึ่งตนได้ยื่นเรื่องแสดงความต้องการไปตั้งแต่เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2551 และมีหนังสือร้องถามความคืบหน้ามาโดยตลอด แต่ป.ป.ช.กลับไม่ได้ดำเนินการอะไรเลยและปล่อยผ่านมาเป็นเวลานาน และเพิ่งปรากฏหนังสือเชิญให้เข้ามาชี้แจง แบบนี้หมายความว่าอย่างไร ตนอยากรู้คำตอบจากกรรมการป.ป.ช.มาก

หลังจากที่ได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายตรวจสอบ ตนได้ยืนยันเป็นเพียงผู้ร้องเรียนและเป็นผู้เสียหายจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐที่ร่ำรวยผิดปกติ โดยได้หาพยานหลักฐานมาสนับสนุนตามคำร้องเรียนเดิมเช่นคุณหญิงจารุวรรณ ได้ก่อสร้างคฤหาสน์หลังขนาดใหญ่ รวมทั้งไม่ดำเนินคดีกับผู้เสนอให้เงินสินบนจำนวน 100 ล้านบาท กรณีน้องสาว และบุตรชาย มีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินติดต่อกันสามแปลงมีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับคุณหญิงจารุวรรณ และกรณีสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินเลือกที่ดินราชพัสดุ จ.นนทบุรี เป็นสถานที่ก่อสร้างสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินแห่งใหม่ แทนที่จะใช้ที่ดินราชพัสดุที่อื่นเท่านั้น

ซึ่งต้องรอให้ป.ป.ช.ตรวจสอบคุณหญิงจารุวรรณให้ทราบว่ามีการกระทำผิดจริงหรือไม่ ตามที่ได้ร้องเรียนให้ตรวจ หากว่าพบว่ามีการชี้มูลความจริงแล้ว ตนจึงจะแสดงตัวเป็นผู้กล่าวหา ไม่เช่นนั้นอาจเป็นการเปิดช่องทางให้ใครที่ไม่ประสงค์ดีเล่นงานทางกฎหมายกับตนและกลุ่มได้

ฉะนั้น สิ่งแรกที่ควรจะต้องทำอย่างเร่งด่วนคือ ป.ป.ช.ต้องรีบตรวจสอบคุณหญิงโดยเร็วที่สุดเพื่อหาข้อเท็จจริงว่าคุณหญิงเป็นผู้กระทำตามที่ถูกร้องเรียนหรือไม่ เพื่อดำเนินในขั้นตอนอื่นต่อไปไม่ใช่ปล่อยค้างอยู่นานวันขนาดนี้
นายวันชัย กล่าวต่ออีกว่า หลักจากได้ฟังคำชี้แจงจากเจ้าหน้าที่ว่าขั้นตอนที่ล่าช้า เป็นเพราะต้องทำตามระเบียบปฏิบัติ

ซึ่งการส่งหนังสือเชิญผู้ร้องเรียนให้เข้ามาแสดงตนและชี้แจงก็เป็นขั้นตอนปฏิบัติด้วยเช่นกัน ซึ่งตนได้ย้อนถามกลับไปบ้างว่า กรณีของ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ที่ร้องเรียนให้ตรวจสอบรายการ “ความจริงวันนี้” ทำไมขั้นตอนถึงได้รวดเร็วกว่า

ซึ่งตนได้โต้เถียงกับเจ้าหน้าที่ป.ป.ช.กันอยู่พอสมควร ทางเจ้าหน้าที่ตอบกลับมาว่า เป็นเพราะเรื่องดังกล่าว กรรมการป.ป.ช.มาดึงเรื่องไปตรวจสอบโดยตรง เป็นเรื่องเกินกว่าหน้าที่ที่จะสามารถตอบได้ ส่วนกรณีของตนนั้นเป็นการผ่านเรื่องตามขั้นตอนจึงได้ช้ากว่า หลังจากได้รับคำตอบมาเช่นนั้น ทำให้ตนรู้สึกว่า เป็นการเลือกปฏิบัติอย่างเห็นได้ชัด

กรรมการป.ป.ช.กำลังแสดงให้เห็นว่า มีความลำเอียง แสดงตัวชัดเจนว่าต้องการจัดการเรื่องไหน ก็ตรวจสอบเรื่องนั้นก่อน ถึงแม้จะออกมาอ้างว่าได้รับเรื่องโดยตรงจากผู้ร้องเรียน ซึ่งตนก็อยากที่จะถามต่อกรรมการป.ป.ช.ว่า ทำไมกรณีของตนจึงไม่ออกมารับเรื่องบ้างทั้งที่ เรื่องนี้ก็มีส่วนพาดพิงถึงเจ้าหน้าที่ระดับสูง

อีกทั้ง ก็ไม่รู้ว่านายเรืองไกรเองต้องมาชี้แจงแสดงตนว่าเป็นผู้ร้องเรียนเหมือนกับตนด้วยหรือเปล่า แบบนี้ทำให้สรุปได้ว่ากรรมการป.ป.ช.ไม่มีมาตรฐาน สมควรที่จะต้องลาออกไป ทำงานแบบนี้ประชาชนคงจะรับไม่ได้อย่างแน่นอน

ถ้าหากว่าป.ป.ช. ไม่ปฏิบัติตามข้อเรียกร้องดังกล่าว ก็จะดำเนินการร้องขอความเป็นธรรมต่อสังคมเพื่อดำเนินการตามกฎหมายต่อ ป.ป.ช. ในขั้นต่อไป


องค์กรปชต.ฮึ่ม!ไม่เอาสสร.โจร


* ร่างแก้ไขรธน.50ฉบับคปพร.บรรจุวาระวันนี้

เรียงหน้าทักท้วงแนวคิดแก้ไข ม.291 เปิดช่องตั้ง สสร.3 “องค์กรประชาธิปไตย” ระบุเป็นการลิดรอนอำนาจประชาชนและลดบทบาท ส.ส. มิหนำซ้ำน่าห่วงที่สุดคือตัวบุคคลที่จะเข้ามารับหน้าที่ ต้องกำหนดให้ชัดไม่มีความเกี่ยวพันเผด็จการทั้งทางตรงและทางอ้อม และต้องไม่เคยออกมามีบทบาทฝักใฝ่กบฏพันธมิตร ชี้เดินหน้าแก้ไข รธน.50 ตามที่ภาคประชาชนเสนอไว้ก็น่าจะเป็นทางออกแล้ว ด้าน “คปพร.” พบลุงชัย วันนี้ขอคำมั่นบรรจุเป็นวาระเข้าสู่สภาฯ ขณะที่ “นักวิชาการ” ไม่เชื่อตั้ง สสร. จะเกิดประโยชน์ แค่เป็นการทำให้เชือกที่ตึง หย่อนลงบ้างเท่านั้นเอง

* นักวิชาการเปรียบ สสร.ไม่ใช่หมี่สำเร็จรูป
ท่าทีของรัฐบาลที่เตรียมจะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เพื่อเปิดทางให้มีการตั้ง สสร.3 ขึ้นมานั้น ยังเป็นประเด็นที่อยู่ในความกังขาของใครหลายฝ่าย โดยเฉพาะภาคประชาชน และองค์กรประชาธิปไตย ที่เป็นห่วงทั้งที่มาและแนวคิดของผู้ที่จะเข้ามาทำหน้าที่ดังกล่าว เพราะหากได้ตัวแทนที่ฝักใฝ่เผด็จการ และไม่เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย ก็จะเป็นอันตรายอย่างยิ่ง

ตั้งสสร.3ลิดรอนอำนาจประชาชน
นพ.เหวง โตจิราการ คณะกรรมการเพื่อประชาชนแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) กล่าวว่าไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขในมาตรา 291 เนื่องจากมองว่ามาตราดังกล่าวมีความรัดกุม และเปิดโอกาสให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ การจะมาแก้ไขมาตราดังกล่าวเพื่อแต่งตั้ง สสร.3 เป็นเหมือนการปฏิเสธอำนาจของประชาชน แล้วหันไปเคารพอำนาจอธิปไตย

อีกทั้งมีหลายอย่างในมาตรา 291 ที่เราน่าจะคงไว้ เพราะว่าได้กำหนดกระบวนการของการแก้ไขรัฐธรรมนูญไว้อย่างชัดเจนไม่ว่าจะมาจากรัฐบาล เสียงของ ส.ส. และ ส.ว. ร่วมถึงเปิดโอกาสให้ภาคประชาชนผู้ที่มีสิทธิเลือกตั้งตั้งแต่ 50,000 รายชื่อขึ้นไปยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญได้

“การเลือก สสร.3 เราไม่รู้ว่าพวกเขาเหล่านี้จะมาจากไหน สู้สิทธิของประชาชนคงไม่ได้ การไปแก้มาตรา 291 จะเป็นการลิดรอนอำนาจของประชาชน แล้วเอาอำนาจไปให้ใครก็ไม่รู้”

อยากเสนอว่าการที่เราจะเลือกคนที่จะมาเป็น สสร.3 นั้น แทนที่เวลาพูดว่าจะต้องเป็นบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถทางด้านกฎหมายสูง ผมมองว่าประเด็นอยู่ตรงที่มีจิตวิญญาณเป็นประชาธิปไตยมากกว่า เพราะว่าส่วนใหญ่คนที่มีความรู้ความสามารถทางด้านกฎหมายสูงก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นคนที่มีจิตวิญญาณในเรื่องดังกล่าวสูง

ต้องรักปชต.-ไม่ฝักใฝ่เผด็จการ
“ผมเสนอแนวทางของการกำหนดคุณลักษณะของคนที่จะมาเป็น สสร.3 ไว้ 2 ข้อคือ 1.คนที่จะมาต้องไม่เคยเป็นสมุนรับใช้เผด็จการทั้งทางตรงและทางอ้อม ทั้งก่อนการเตรียมการทำรัฐประหาร ระหว่างการทำรัฐประหาร และหลังจากการทำรัฐประหารเสร็จสิ้นไปแล้ว 2. คนที่จะมาเป็น สสร.3จะต้องไม่สนับสนุนการกระทำที่ผิดกฎหมายของกลุ่มพันธมิตรฯทุกชนิด

“ตรงนี้ผมอยากให้กระบวนเลือก สสร.3 มีความชัดเจน การที่จะเลือกคนเข้ามาต้องรู้ว่าคนนั้นมีทัศนคติเป็นทรราชของเผด็จการหรือไม่ จะไม่เอาคนที่รับใช้เผด็จการมาเป็น สสร.3 อย่างแน่นอน เราไม่สนับสนุนระบบความคิดทรราช”

นพ.เหวงกล่าวด้วยว่าในวันที่ 2 ตุลาคม คปพร.จะเข้าพบประธานสภาผู้แทนราษฎร นายชัย ชิดชอบ เพื่อติดตามการบรรจุร่างการแก้ไขรัฐธรรมนูญของ คปพร. เข้าเป็นวาระเร่งด่วน

“ผมว่าหากรัฐบาลจะคิดเรื่อง มาตรา 291 ก็ควรที่จะนำร่างที่ทาง คปพร.ได้ร่างไว้พิจารณาก่อน อยากให้ประธานสภานำมาพิจารณาเพื่อเข้าสู่วาระการประชุมเร่งด่วน เพื่อให้ทางสภาได้พิจารณา และอยากให้ทุกคนเข้าใจว่าการแก้กฎหมายที่เราได้ร่างขึ้น ไม่ได้ทำมาเพื่อเอาใจใคร หรือต้องการช่วยพรรคไหนก็ตาม แต่เราทำเพื่อความถูกต้อง”

อย่ามองข้ามสภา-ประชาชน
ด้าน นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท ไม่เห็นด้วยเช่นกันที่จะเปิดทางให้มี สสร.3 โดยกล่าวว่า หากมีการตั้งขึ้นมาก็เท่ากับว่า สภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่มีความหมายใดๆ เลย ทั้งๆ ที่มีหน้ามาเป็นตัวแทนภาคประชาชน ที่มีหน้าที่ในการทำหน้าที่ของด้านนิติบัญญัติ มีหน้าที่ในการร่างกฎหมายขึ้นมา มาทำหน้าที่แทนประชาชน เมื่อเป็นอย่างนี้ตัวแทนจากภาคประชาชนก็ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้

ในเมื่อภาคประชาชนที่ได้ทำตามกระบวนการขั้นตอน ในเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา 291 นั้น ทำไมไม่ปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการ ในเมื่อช่องทางที่ 1 ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา 291 ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยรัฐบาลไม่สามารถจะดำเนินการได้ รวมถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญในมาตรา 291 ในช่องทางที่ 2 ในการใช้กระบวนการของการลงชื่อของ ส.ว. และ ส.ส. จะไม่สามารถดำเนินการเหลือช่องทางสุดท้ายคือรายชื่อประชาชนที่มีสิทธิในการเลือกตั้ง 50,000 รายชื่อ

ห่วงสรรหา สสร.เข้าอีหรอบเดิม
“ในเมื่อเป็นอย่างนี้ทำไมยังต้องเลือกที่จะตั้ง สสร.3 ขึ้นมาอีก ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีบัญญัติไว้ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามมาตรา 291 ในเมื่อเกิดมี สสร.3 ก็จะต้องมีค่าใช้จ่ายจำนวนมากที่จะเข้ามาเกี่ยวข้อง ที่ผ่านมาก็ได้มีการตั้ง สสร.3 ขึ้นมาแล้ว กลัวว่าจะกลายเป็นพวกคนที่หามเสลี่ยงให้พวกเผด็จการได้เข้ามาปฏิรูปการเมือง กลายไปสู่ระบอบอำมาตยาธิปไตย”

แต่ถ้าหากว่าทางรัฐบาลยังคงที่จะขืนแข็งมีการแต่งตั้ง สสร.3 ต่อไปผมมองว่า คนที่จะมาเป็น สสร.ต้องมาจากประชาชน ไม่ใช่ผ่านจากช่องทางในการสรรหา ถ้าเป็นอย่างนั้นก็จะกลับไปสู่ขบวนการอย่างเดิมอีก ทางที่ดีต้องเป็นแนวทางที่มาจากตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริง

ส่วนเรื่องของร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ได้ถึงมือประธานสภาแล้ว จะได้รับการบรรจุเป็นวาระเพื่อการพิจารณาต่อไปหรือไม่คงต้องรอให้ประธานได้พิจารณา และทางประธานวิปรัฐบาลก็จะต้องเป็นคนเสนอเรื่องในที่ประชุมสภาเพื่อให้มีการพิจารณาต่อไป

“เราดำเนินการเรื่องดังกล่าวไปนานแล้ว แต่ดูเหมือนว่าสิ่งที่เราได้ทำลงไปจะไม่ได้รับความสำคัญเลย ไม่รู้มันเกิดอะไรขึ้น แทนที่ทางรัฐบาลจะสนใจกับสิ่งที่ภาคประชาชนทำ กลับไปฮือฮาในเรื่องที่ในเรื่องการตั้ง ส.ส.รที่จะต้องมีการแก้รัฐธรรมนูญก่อน”

สสร.3 มีได้แต่ต้องประชาชนเลือก
ผศ.จรัล ดิษฐาอภิชัย กล่าวว่า การที่จะมีการแต่งตั้ง สสร.3 นั้นตนไม่เห็นด้วย และมองว่ากระบวนการดังกล่าวต้องผ่านการเลือกตั้งจากภาคประชาชนของแต่ละจังหวัด ส่วนนักวิชาการใครที่อยากจะเข้ามาเป็นตำแหน่งตรงนี้จะต้องผ่านกระบวนการดังกล่าวเหมือนกัน ให้ประชาชนเขาเลือกเอา เพราะว่านักวิชาการในปัจจุบันเลอะเทอะ ไม่น่าเชื่อถือ

“ถ้าราษฎรอาวุโส อย่าง นพ.ประเวศ วะสี อยากที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งดังกล่าวก็จะต้องผ่านกระบวนการเลือกตั้งของประชาชน จะต้องไปลงสมัคร จะมาถืออภิสิทธิ์อะไรไม่ได้ ต้องให้ประชาชนเป็นคนตัดสินใจ เพราะว่าที่ผ่านคนกลุ่มนี้ได้เขียนรัฐธรรมนูญขึ้นมาหลายฉบับแล้วก็ถูกฉีกหมด ถ้าคราวนี้ให้คนกลุ่มนี้มาเขียนอีกก็ไม่พ้นที่จะต้องถูกฉีกอีกอย่างแน่นอน” ผศ.จรัล กล่าว

ในส่วนของอธิการบดีทั้ง 24 ท่านที่ได้มีการเสนอแนวคิดในการแต่งตั้งคณะปฏิรูปการเมืองการปกครอง ถ้าอยากที่จะเข้ามาสู่กระบวนการดังกล่าวก็จะต้องผ่านกระบวนการเดียวกัน คือการเลือกตั้ง ทุกคนต้องมีบรรทัดฐานเดียวกัน มันง่ายไปที่จะเอานักวิชาการนั่งหารือกันแล้วโหวตว่าจะเอาใครเข้ามาดำรงตำแหน่ง

ตามเรื่องบรรจุร่างแก้ รธน.วันนี้
ผศ.จรัล เผยความคืบหน้าการผลักดันแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ภาคประชาชน ว่าขณะนี้รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขดังกล่าวได้ถึงมือประธานรัฐสภาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ดังนั้นในวันที่ 2 ตุลาคมนี้ ตนและกรรมการ คพปร. จะเข้าพบประธานรัฐสภา เพื่อขอทราบความชัดเจนว่าประธานจะพิจารณาเรื่องดังกล่าวเข้าสู่วาระการประชุมรัฐสภาหรือไม่ และเมื่อไร อย่างไรก็ตาม ในรัฐธรรมนูญระบุไว้อยู่แล้วว่าจะต้องมีการบรรจุเข้าที่ประชุม แต่จะเมื่อไรเป็นอีกเรื่อง ไม่บรรจุไม่ได้ ตราบใดที่มีมาตรา 291 (3) ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันอยู่

ส่วนขั้นตอนหลังจากประธานพิจารณาแล้ว จะดำเนินการเข้าสู่การพิจารณา 3 วาระ วาระที่ 1 คือรับเข้าพิจารณา โดยมีคณะกรรมาธิการเป็นผู้พิจารณา วาระที่ 2 ให้มีการพิจารณาแต่ละมาตราว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ และในวาระที่ 3 คือการยกมือลงมติว่าควรประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งระยะเวลาการดำเนินการทั้งหมดอย่างเร็ว 3 เดือน แต่ด้วยความที่มีการแก้ไขเพิ่มเติมในหมวด 3 เป็นต้นไปเกือบทั้งหมด โดยยกหมวด 3 ของรัฐธรรมนูญปี 2540 กลับมาประมาณกว่า 200 มาตรา ตรงนี้อาจจะทำให้มีการพิจารณาล่าช้ากว่า 3 เดือน

เชื่อตั้ง สสร.แค่อยากหยุดขัดแย้ง
จากกระแสข่าวที่มีการเปลี่ยนแปลงท่าทีของรัฐบาล ดูจะอ่อนข้อลงไปกับฝ่ายพันธมิตรฯ ผศ.จรัล กล่าวว่าเป็นเรื่องที่ต้องคุยกัน ส่วนหนึ่งเข้าใจว่ารัฐบาลอาจไม่ต้องการรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขนี้แล้ว แล้วยังมีครึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกวุฒิสภาที่ไม่เห็นด้วย แต่ถึงอย่างไร ก็จะต้องเดินหน้าผลักดันต่อไป แต่ขอย้ำว่าจะต้องคุยกันก่อน

ส่วนกรณีจะมีการจัดตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) อีกครั้ง เรียกว่า สสร.3 ตามแต่ที่ทุกคนเข้าใจ แท้จริงแล้วเป็น สสร.5 แล้ว หากต้องการจะจัดตั้ง จะต้องเปลี่ยนแนวคิดที่มาของ สสร.ใหม่ จากการสรรหาเป็นการเลือกตั้งโดยประชาชนเอง จะเห็นได้จากเมื่อครั้งก่อนๆ ที่มีการคัดเลือกมา ขอบอกว่าไม่เห็นด้วยอย่างมาก หากต้องการจะตั้ง สสร.5 ก็ให้แต่ละจังหวัดลงคะแนนเลือกตั้งตัวแทนละ 1 คน ในจังหวัดขนาดใหญ่ตัวแทนละ 2 คน และจังหวัดกลาง 3 คน
แต่เสนอว่าไม่มีความจำเป็นจะต้องจัดตั้งขึ้นมา เพราะว่ามีรัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นฉบับปฏิรูปการเมืองอยู่แล้ว ไม่ต้องเสียเวลาเลือกตั้ง ไม่ต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายการจัดการเลือกตั้ง กลุ่มพันธมิตรฯ แค่ต้องการจะหาเรื่องเท่านั้นเอง แต่รัฐบาลปัจจุบันที่ตั้งใจจะตั้งสสร.ครั้งนี้ อาจเพียงเข้าใจว่านี้คือทางออกทางหนึ่งที่จะแก้ปัญหาวิกฤติความขัดแย้งบ้านเมืองได้

นักวิชาการเชื่อไม่มีอะไรดีขึ้น
รศ.ตระกูล มีชัย อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าการแก้ไขมาตรา 291 ไม่มีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไร สิ่งที่เกิดขึ้นคล้ายเดิม เพราะไม่รู้รายละเอียดว่ารัฐบาลวางองค์ประกอบของสสร.อย่างไรบ้าง ณ เวลานี้ ปัญหาการแก้ไขระบอบการเมือง โดยให้จัดตั้งสสร. อย่างเมื่อปี 2540 ไม่เหมาะกับสถานการณ์ในตอนนี้ เนื่องจากการเลือกคนที่จะเข้ามาทำงานไม่มีความเป็นธรรม

อย่างในภาคใต้ ประชาชนก็จะเลือกคนที่อยู่ฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์ ภาคเหนือหรือภาคตะวันออกเฉียงเหนือก็จะเลือกคนที่มาจากพรรคพลังประชาชน ถ้าใช้วิธีการนี้กลับมาใช้อีกก็จะเกิดปัญหาเหมือนเดิมอีก

การเมืองใหม่เองก็ยังพบว่าระบอบผิดพลาด ไม่มีความเป็นกลาง ดังนั้นควรจะเลือกคนที่มีความเป็นกลางจริงๆ เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองการปกครองอย่างแท้จริงด้วย มองปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทยได้อย่างทะลุปรุโปร่ง และไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับสิ่งที่เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญ

“ผมไม่เชื่อใจรัฐบาลว่าแก้มาตรา 291 แล้วจะดี มันไม่ใช่ทางออก เพียงแต่ทำให้เชือกที่ตึง มันหย่อนลงเท่านั้นเอง ต้องหานักวิชาการที่ไม่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ทางการเมือง ไม่เข้าข้างฝ่ายพันธมิตร หรือรัฐบาล ใช้คนไม่ต้องเยอะ 5-6 คนก็พอ เพื่อวางกลไกที่รอบคอบทางหลักนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ ผมเชื่อว่ากติกากลางของบ้านเมืองยังมี และยังมีนักวิชาการที่เป็นกลางอยู่”

แก้ไข รธน.ไปเลยยังดีกว่า
“การแก้ไขมาตรา 291 ไม่สามารถตอบโจทย์ให้กับบ้านเมืองได้ เข้าใจว่านักวิชาการหลายคนยังหลงประเด็นกันอยู่ การจัดตั้ง สสร. มา ไม่ได้บอกว่าบ้านเมืองจะดีขึ้นโดยทันทีแบบสำเร็จรูป สสร. ไม่ใช่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่จะนำเข้าตู้อบไมโครเวฟแล้ว จะออกมาแก้ปัญหาอะไรได้ ถ้าแก้หิวรับรองว่าได้ แต่กินไปแล้วก็ไม่มีประโยชน์อยู่ดี”

รศ.ดร.วรพล พรหมิกบุตร อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมนุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า การแก้ไขมาตรา 291 ไม่ใช่ทางออก และจะยิ่งไม่มีทางออกเสียอีก ทั้งยังจะวุ่นวายหนัก ทางออกคือไม่ต้องแก้ไข ถ้าต้องการแก้ไขก็ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญเลย ไม่ต้องมาแก้ไขแค่มาตรา 291

หากถามว่าตอบโจทย์ปัญหาทางการเมืองขณะนี้ได้หรือไม่ ตอบได้ทันทีว่าไม่ แต่สามารถตอบโจทย์ของพวกที่ต้องการมีอำนาจต่อ โดยยึดถือรัฐธรรมนูญปี 2550 เอาไว้ในมือ ซึ่งไม่ตอบโจทย์ของกลุ่มที่มีแนวคิดแบบประชาธิปไตย


"กุเทพ"น้ำตาซึมแถลงลาออกเหตุพปช.แตกแยกหนัก


ร.ท.กุเทพ ไม่ทนนั่งโฆษกต่อ อัดพลังประชาชนฉวยโอกาสทางการเมือง ชิงดีชิงเด่นกันเอง บีบ 'สมัคร' ลาออกเชื่อทำให้พรรคดีขึ้น จวกพวกอ้างทำเพื่อนายไม่สำเร็จสักอย่าง ลั่นจะไม่ลาออกจนกว่าจะถูกยุบพรรค

ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง รักษาการโฆษกพรรคพลังประชาชน แถลงข่าวยุติการปฏิบัติหน้าที่รักษาการโฆษกพรรคพลังประชาชน ว่า การแถลงข่าวครั้งนี้เป็นการปฏิบัติภารกิจครั้งสุดท้าย จากนี้จะให้รองโฆษกพรรคทำหน้าที่แทน การทำหน้าที่มา 2 ปีกว่าต้องฝ่าวิกฤติในการต่อสู้เผด็จการ ต้องทำงานหนักตอบโต้กับคนที่ใช้อำนาจเผด็จการ ถึงจะโดนฟ้องร้องตนก็ไม่เคยขอความช่วยเหลือจากพรรคเพราะถือเป็นหน้าที่ "ที่มาแถลงในวันนี้ไม่ใช่ เพราะผิดหวังหรืออกหักจากตำแหน่ง เพราะตอนที่พรรคชนะเลือกตั้งก็ไม่เคยไปวิ่งเต้น ไม่เช่นนั้นคงตีรวนไปแล้ว เพราะทำหน้าที่เคียงคู่กับนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯมาตั้งแต่แรก จนพรรคได้รับชัยชนะ แต่ในพรรคขอยกไว้ 3 คนคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกฯ

ร.ท.กุเทพ กล่าวว่า ที่ต้องขอบคุณเป็นพิเศษ คือนายสมัคร ที่ต้องตัดสินใจลาออกจากหัวหน้าพรรค ทำให้ภาระหนักบนบ่าของทุกคนในพรรคหมดไป และตนก็สิ้นสภาพไปก่อนที่จะโดนปลด

ทั้งนี้ ขอยืนยันว่า ข้อกล่าวหาที่บอกว่าแถลงข่าวที่บิดเบือนมติพรรคนั้นเไม่เป็นความจริง การที่ตนออกมาแถลงข่าวว่าพรรคสนับสนุนนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 2 นั้นก็เกิดจากมติพรรคจริง ๆ แต่ก็มีกลุ่มคนที่เรียกตัวเองว่า กลุ่มอีสานพัฒนาออกมาเคลื่อนไหวคัดค้าน โดยมองว่านายสมัครเป็นนายกฯต่อไปก็จะทำให้คนอีกกลุ่มหนึ่งได้เปรียบมีอำนาจจัดการทางการเมือง จึงเกิดความขัดแย้ง หากมีการกล่าวหาคนอื่นว่าเป็นแก็งออฟโฟร์ ซึ่งตนไม่ให้ค่าของคนคนนี้

"ในช่วงที่เคลื่อนไหวทางการเมืองก็เคยอยู่กับนายเนวิน ชิดชอบอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย เคยเห็นหน้ากันหลายครั้งเพราะเป็นส.ส.อีสานด้วยกัน แต่ตอนหลังผิดใจกันอย่างไรก็ไม่ทราบจึงแยกตัวออกมา ซึ่งใครจะไปวางแผนอะไรกับใครตนไม่อยากจะเปิดเผย แต่ถ้ามาตอแยกับตนไม่เลิกในอนาคตตนก็อาจจะออกมาพูดในฐานะส.ส.ได้" ร.ท.กุเทพ กล่าว

ร.ท.กุเทพ กล่าวต่อว่า หากใครยังมาตอแยกับตน ตนก็จะตอบโต้ เพราะรู้และเห็นถึงความพยายามของคนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด ที่ทำเพราะไม่ไว้ใจเพื่อน จึงช่วงชิงฉกฉวย ลุกลี้ลุกลน เข้ามาจัดการอำนาจทางการเมือง

ขณะที่เรายังยึดมาตรการไม่ฆ่านาย ไม่ขายเพื่อน การที่นายสมัคร พลาดท่าในสภา หากเกิดจากพรรคอื่น จะไม่ว่าอะไรเลย แต่นี่เกิดจากคนในพรรคเดียวกัน ท่านจึงรู้สึกเจ็บปวด และเมื่อมีการผลักดันนายสมชาย ซึ่งทุกคนก็ทราบกันดีว่าท้ายที่สุดนายสมชายก็จะต้องได้รับเลือก ด้วยการทำลายล้างทางการเมืองของคนในพรรค ที่มีจิตใจเชือดเฉือน ไม่คำนึกถึงการอยู่ร่วมกัน ไม่ใช่วิสัยของพรรคการเมือง และไม่ใช่วิสัยของสุภาพบุรุษ ซึ่งทุกก้าวย่างของบุคคลพวกนี้ ตนมีข้อมูลอธิบายได้

"รู้อยู่ว่า คมช.วางกฎเกณฑ์ เพื่อจะทำลายล้างพรรคการเมือง แต่เราเสียใจที่การเมืองมาทำลายล้างกันภายในพรรค วันนี้พรรคตกอยู่ในสภาพจะโดนยุบอยู่แล้วคนที่กระโจนขึ้นไปจากพรรค พอลมเปลี่ยนทิศมองกลับมาเห็นว่าพอมีเศษอาหารเหลืออยู่บ้างก็กลับเข้ามา วันนี้อยากเล่นเกมบ้าๆ บอๆ ก็ไม่เป็นไร แต่ผมรู้เบื้องหลังทุกคน ว่าใครเคยด่า พ.ต.ท.ทักษิณ แต่สุดท้ายต้องไปกราบขอโทษเพื่อลงสมัคร และตอนนี้ก็ประกาศตัวว่าจะลงเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ร้อยเอ็ดในนามพรรคเพื่อไทย แต่ตอนนี้ต้องมาวิ่งเป็นเลขารัฐมนตรี ”

ร.ท.กุเทพ กล่าวอีกว่า วันนี้ทั้งนายสมัคร และนพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รักษาการเลขาธิการพรรค และตน เราพอแล้ว เหนื่อยกับการต่อสู้ ถึงจะตั้งกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ก็ไม่มีความสำคัญ เพราะต้องรอวันถูกยุบพรรค ซึ่งเราไม่ได้กระทำ แต่ใครทำทุกคนก็รู้อยู่ แต่เราต้องมาติดกับซาก เรือที่กำลังจม ต่อไปใครจะจัดการอย่างไร ก็อย่าหยามเหยียดศักดิ์ศรีของคนอื่นการทำงานต่อจากนี้รอนับวันพลังประชาชนถูกยุบพรรคเท่านั้น และสังคมก็รู้ดีว่าเกิดจากพฤติกรรมของใคร จนทำให้ทุกคนในพรรคได้รับผลกระทบเดือดร้อน รอวันจมไปพร้อมกับซากของพรรคพลังประชาชน โดยไม่มีโอกาสกระโดดไปพรรคอื่น

ยุคหลังทักษิณ : สงครามยังไม่สิ้นสุด!

คอลัมน์ : ประชาทรรศน์วิชาการ

“ข้าพเจ้าเกลียดการเลือกตั้ง แต่คุณก็จะต้องมีไว้ เพราะการเลือกตั้งคือยา” Stanley Baldwin

หลังจากการเดินทางออกนอกประเทศของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ก่อให้เกิดคำถามโดยตรงถึงแนวโน้มการเมืองไทย ซึ่งเราอาจจะเรียกยุคสมัยในช่วงระยะเวลาต่อไปนี้ว่า การเมือง “ยุคหลังทักษิณ” ดังนั้น หากพิจารณาถึงแนวโน้มในอนาคต ก็อาจจะตั้งเป็นข้อสังเกตได้ดังต่อไปนี้

1) การเมืองเชิงนโยบาย
ไม่ว่าเราจะคิดอย่างไรก็ตามกับรัฐบาลทักษิณหรือรัฐบาลไทยรักไทย ที่ขึ้นสู่อำนาจตั้งแต่ต้นปี 2544 และมีชีวิตอยู่จนถึงการรัฐประหารในเดือนกันยายน 2549 เราอาจจะต้องยอมรับว่า “ความใหม่” ของการเมืองไทยในยุคสมัยดังกล่าวก็คือ “การขายนโยบาย” การเมืองไทยแต่เดิมเป็นเรื่องของตัวบุคคล มุ่งเน้นความเด่นของตัวคน ก็ถูกแปลงให้มีลักษณะเป็น “การเมืองเชิงนโยบาย” มากขึ้น ด้วยความพยายามในการนำเสนอลักษณะของนโยบายใหม่ๆ เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนตัดสินใจเลือก ตัวแบบของนโยบายที่ถูกเสนอขายที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ นโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรค กองทุนหมู่บ้าน และแปลงทรัพย์สินเป็นทุน เป็นต้น

ผลพวงของการเสนอขายนโยบายเช่นนี้ทำให้พรรคการเมืองอื่นหลังจากการขึ้นสู่อำนาจของพรรคไทยรักไทยในปี 2544 จำเป็นต้องเสนอนโยบายในการรณรงค์หาเสียงทางการเมือง ดังจะเห็นได้ว่า แม้นโยบายที่เน้นการช่วยเหลือคนในระดับล่างจะถูกวิจารณ์อย่างมากว่าเป็น “นโยบายประชานิยม” แต่พรรคการเมืองอื่นก็ดูจะนำเสนอนโยบายในลักษณะเช่นนี้ไม่แตกต่างกัน

ดังนั้น ผลพวงอย่างสำคัญที่รัฐบาลทักษิณได้ทิ้งเป็นมรดกให้แก่การเมืองไทยก็คือ การเมืองไทยในอนาคตจะมีลักษณะเป็นการเมืองเชิงนโยบายมากขึ้น แม้ว่าบางส่วนจะยังคงมีลักษณะเก่าที่เป็นการเมืองของการชูตัวบุคคลอยู่ก็ตาม แต่หากมองภาพรวมในระดับพรรคแล้ว จะเห็นได้ถึงทิศทางที่ชัดเจนของการที่พรรคการเมืองต้องพัฒนาและนำเสนอขายนโยบายแก่สังคม

2) การเมืองยังคงไร้เสถียรภาพ
ความไร้เสถียรภาพของระบบการเมืองไทยจะยังคงดำรงอยู่ต่อไป จนกว่าการเมืองแบบการเลือกตั้งของไทยจะสามารถดูดซับเอาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากการต่อสู้ทางการเมืองนอกเวทีรัฐสภา ให้กลับเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการการเมืองในระบบรัฐสภา กล่าวคือ จะต้องทำให้การต่อสู้ทางการเมืองมีเวทีในระบบรองรับไว้ อย่างน้อยก็เพื่อเป็นหลักประกันว่าการต่อสู้ดังกล่าวจะต้องไม่นำไปสู่จุดจบของการเมืองในระบบ หรือนำไปสู่การทำลายการเมืองในระบบเปิด

ในขณะเดียวกัน สังคมไทยก็จะต้องคิดเรื่องของ “การเมืองบนถนน” อย่างจริงจัง กล่าวคือ ทำอย่างไรที่ “การเมืองบนถนน” จะถูกแปลงให้เป็น “การเมืองภาคประชาชน” อย่างแท้จริง อันจะทำให้การเมืองในรูปแบบดังกล่าวเป็นเครื่องสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาและความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน มากกว่าจะเป็นการเมืองที่ถูกขับเคลื่อนเพื่อมุ่งประสงค์ให้เกิดความไร้เสถียรภาพ และหวังว่าความไร้เสถียรภาพดังกล่าวจะเป็นเงื่อนไขนำไปสู่การกำเนิดของ “ระบอบอำนาจนิยม” ในรูปแบบใดแบบหนึ่งก็ตาม

นอกจากนี้ สังคมไทยมีความเป็น “พหุนิยมทางการเมือง” มากขึ้น จึงทำให้เกิดความแตกต่างในทางความคิดแก่ผู้คนในสังคมโดยทั่วไป หากมองในด้านดีก็คือ เป็นการยกระดับของพหุสังคมไทย ซึ่งเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสังคมการเมืองต้องการการถกแถลงเพื่อให้เกิดข้อยุติที่ดีที่สุด เป็นประโยชน์มากที่สุดแก่สังคม แต่หากปล่อยให้ความเป็นพหุนิยมที่เกิดขึ้นกลายเป็นปัญหา “ความแตกแยก” และขยายวงกว้างออกไปอย่างไม่มีขีดจำกัด ทั้งยังขาด “การบริหารจัดการความขัดแย้ง” เพื่อให้สังคมกลับคืนสู่สภาวะปกติได้แล้ว สังคมการเมืองไทยจะยิ่งมีแต่ความแตกแยกและความไร้เสถียรภาพ จนอาจนำไปสู่ความขัดแย้งขนาดใหญ่ในอนาคตได้ไม่ยากนัก

3) กำเนิดกลุ่มขวาใหม่
นับตั้งแต่การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นต้นมา การเมืองไทยได้ส่งสัญญาณให้เห็นถึงการกำเนิดของ “กลุ่มขวาใหม่” ที่หวนกลับไปสู่ความเชื่อในเรื่องของ “อุดมการณ์ต่อต้านการเมือง” แบบในยุคสงครามเย็น ที่มองเห็นแต่ด้านลบของระบบการเลือกตั้ง และต่อต้านระบบการเลือกตั้ง

อุดมการณ์ต่อต้านการเมืองในยุคหลังสงครามเย็นของการเมืองไทยได้ข้อสรุปง่ายๆ ไม่ต่างจากอดีตว่า นักการเมืองพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งเอาแต่ประโยชน์ส่วนตัว คอร์รัปชั่น ทั้งยังไร้ประสิทธิภาพ และไร้ความรู้ในการบริหารประเทศ มีแต่จะนำประเทศไปสู่ความล้มเหลวและการพังทลาย

นอกจากนี้กลุ่มขวาใหม่ยังแอบอิงอยู่กับเรื่องของชาตินิยม และเน้นในเรื่องของความเป็นจารีตนิยม อันอาจจะทำให้เกิดปรากฏการณ์แบบสุดโต่งในการเมืองไทยได้ง่าย และที่สำคัญก็คือ พวกเขาหวนกลับไปสู่แนวคิดแบบยุคสงครามเย็น ที่มองเห็นว่า ถ้ามีปัญหาทางการเมืองก็ให้ “อัศวินม้าขาว” จากกองทัพเข้ามาเป็นผู้แก้ไข โดยอาศัยกระบวนการยึดอำนาจของทหารเป็นเครื่องมือในการจัดการวิกฤติ ทั้งยังหวังแบบในอดีตว่ารัฐประหารเป็นหนทางของการสร้างเสถียรภาพทางการเมือง อีกทั้งยังจะเป็นวิธีของการสร้างอำนาจทางการเมืองของกองทัพมีความเข้มแข็งมากขึ้น เพื่อใช้คานกับอำนาจดังกล่าวของฝ่ายพลเรือน ซึ่งอาจเรียกกลุ่มที่มีกระบวนการคิดในลักษณะเช่นนี้ว่า “ขวาอำนาจนิยม”

ปรากฏการณ์แบบ “ฉวยโอกาสเอียงขวา” จึงกลายเป็นทิศทางที่สำคัญของการเมืองไทยในอนาคต ซึ่งในอีกด้านหนึ่งก็ดูจะขัดกับกระแสโลก ซึ่งมีลักษณะเป็น “ขวาทุนนิยม” ที่ด้านหนึ่งถูกขับเคลื่อนในเวทีสากลด้วยกระแสโลกาภิวัตน์ กระแสขวาชุดโลกภิวัตน์อีกด้านหนึ่งก็ถูกขับเคลื่อนด้วยแนวคิด “การเมืองเสรีนิยม-เศรษฐกิจเสรีนิยม” และอาจเรียกกลุ่มที่มีแนวคิดดังกล่าวว่า “ขวาเสรีนิยม”

สภาพเช่นนี้กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ปรากฏการณ์ที่เกิดความขัดแย้งในปัญหามูลฐานจากความเป็นขวาของแต่ละฝ่าย อันสามารถอธิบายในอนาคตถึงโอกาสของ “การปะทะ” ระหว่างขวาเสรีนิยมกับขวาอำนาจนิยม และผลที่จะเกิดขึ้นก็ขึ้นอยู่กับขีดความสามารถของระบบการเมือง ในอันที่จะสร้างแนวคิดในการบริหารจัดการความขัดแย้งภายในรัฐ เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งดังกล่าวขยายตัวจนไม่อาจควบคุมได้

4) การขยายตัวของกระแสขวา
กระแสขวาใหม่ในลักษณะของ “ขวาอำนาจนิยม” เช่นที่กล่าวถึงในข้างต้นนั้น มีกลไกสำคัญ 2 อย่างที่ใช้ในการสร้างอำนาจเพื่อให้เกิดพลังในการต่อสู้กับการเมืองแบบการเลือกตั้ง ได้แก่
4.1 การขยายบทบาททางการเมืองของสถาบันตุลาการ หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า “ตุลาภิวัตน์” ซึ่งก็หวังว่าจะทำให้การเปลี่ยนแปลงรัฐบาลดำเนินการผ่านกระบวนการทางกฎหมาย แทนตัวแบบของการยึดอำนาจเช่นในอดีต
4.2 การขยายบทบาททางการเมืองของสถาบันทหาร ซึ่งอาจจะไม่ใช่เรื่องการรัฐประหารในแบบเดิม แต่เป็นกระบวนการสร้างอำนาจของทหารให้มีความเป็นสถาบันในการเมืองไทย โดยอำนาจเช่นนี้ทำให้เกิดขึ้นได้โดยมีตัวบทของกฎหมายรองรับ เช่น อำนาจของฝ่ายทหารที่เกิดจากกฎหมายความมั่นคงภายใน และปรากฏการณ์เช่นนี้อาจจะเรียกให้สอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้นในข้อแรกว่าเป็น “เสนาภิวัตน์” หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ กองทัพมีอำนาจในการเมืองโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพากลไกการรัฐประหารแบบเก่า

5) การเมืองแห่งความอ่อนแอ
การเมืองที่ดำเนินการผ่านรัฐธรรมนูญที่เกิดจากกระแส “ขวาอำนาจนิยม” ที่แม้จะยินยอมให้กระบวนการการเลือกตั้งเกิดขึ้นได้นั้น แต่ก็ผูกเงื่อนปมให้การเมืองเกิดความอ่อนแอในตัวเอง เพราะไม่เพียงแต่จะสร้างให้เกิดความอ่อนแอของฝ่ายบริหาร (รัฐบาล) เท่านั้น หากแต่ยังมุ่งให้เกิดฝ่ายนิติบัญญัติ (รัฐสภา) ที่อ่อนแอควบคู่กันไปด้วย

ในความอ่อนแอเช่นนี้ กลุ่มขวาอำนาจนิยมเชื่อว่าพวกเขาสามารถควบคุมพลวัตและความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองด้วยอำนาจที่ถูกใช้ผ่านกระบวนการ “ตุลาการภิวัตน์” และ “เสนาภิวัตน์” และทั้งหากจำเป็นก็จะต้องสร้าง “ประชาธิปไตยชี้นำ” (Guided Democracy) ให้เกิดขึ้น โดยยกเลิก “ประชาธิปไตยตัวแทน” (Representative Democracy) ที่อาศัยการเลือกตั้งเป็นเครื่องมือการตัดสินการมีอำนาจทางการเมือง ดังปรากฏให้เห็นจากข้อเสนอของสิ่งที่เรียกว่า “การเมืองแบบ 70 : 30” เป็นต้น

6) การเมืองที่ควบคุมไม่ได้
ปัญหาการเมืองบนถนนจะยังคงเป็นวิธีการที่จะถูกนำมาใช้ในการต่อสู้ทางการเมือง การที่ไม่สามารถสร้างกติกาการเมืองสำหรับ “การเมืองบนถนน” ให้เกิดขึ้นได้ จะทำให้รัฐบาลที่เกิดขึ้นในอนาคตต้องเผชิญกับการประท้วงที่ไม่สิ้นสุด

ดังนั้น หนทางที่ดีที่สุดที่จะต้องผลักดันก็คือ การทำให้ข้อเรียกร้องของ “การเมืองบนถนน” กลายเป็น “การเมืองเชิงนโยบาย” ที่ข้อเรียกร้องจะต้องถูกสร้างให้เป็นข้อเสนอเชิงนโยบายและขายกลับคืนให้แก่สังคมในการเลือกตั้ง ซึ่งก็คือ การทำให้สังคมเป็น “ผู้ตัดสินใจสุดท้าย” โดยมีความหวังว่าจะเป็นการทำให้การเมืองในระบบขับเคลื่อนได้ และไม่จำเป็นต้องหวาดกลัวว่าความขัดแย้งทางการเมืองจะจบลงด้วยการรัฐประหาร และเริ่มต้นด้วยการร่างรัฐธรรมนูญใหม่

7) การเรียกร้องเพื่อประชาธิปไตยยังคงก้องกังวาน
แม้การเมืองไทยจะถูกรุกด้วย “กระแสขวาอำนาจนิยม” ที่ต้องการทำให้การเมืองเดินไปสู่ “ประชาธิปไตยควบคุม” และลดทอนพลังของการเลือกตั้ง หรืออย่างน้อยที่สุดก็หวังว่าจะให้กำเนิดระบอบ “อำมาตยาธิปไตยใหม่” ที่ผลักดันให้ระบบการเลือกตั้งเป็นเพียงกลไกหน้าฉากของการตัดสินเลือกผู้บริหารประเทศ

แต่ก็ต้องตระหนักว่า แม้กระแสขวาอำนาจนิยมจะเปิดการรุกในลักษณะเช่นนั้น การเมืองในเวทีสากลกลับเป็นกระแสเสรีนิยม ดังจะเห็นได้จากแรงกดดันต่อรัฐบาลพม่า หรือความพ่ายแพ้อย่างราบคาบของนายพลมูชาร์ราฟในปากีสถาน เป็นต้น

เรื่องราวเหล่านี้อย่างน้อยก็เป็นสัญญาณที่บอกแก่สังคมการเมืองไทยว่า การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แม้จะต้องประสบกับความยากลำบาก แต่ก็เป็นสงครามที่ไม่สิ้นสุด...และจะยังคงเป็นสงครามที่ดำเนินต่อเนื่องไปสู่อนาคตด้วย!

สุรชาติ บำรุงสุข



บทพิสูจน์ “ประชาทรรศน์”!


คอลัมน์ : ละครชีวิต

วันนี้...วันที่ 1 ตุลาคม เป็นวันครบรอบ 1 ปีหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์รายวัน หนังสือพิมพ์น้องใหม่ที่มีอัตราการเติบโตสูงสุด

ที่กล่าวว่า “ประชาทรรศน์” เป็นหนังสือพิมพ์น้องใหม่ที่มีอัตราการเติบโตสูงสุดนั้นไม่ใช่การกล่าวเกินจริง

“คอการเมือง” หรือคนในแวดวงสื่อสารมวลชนด้วยกันย่อมรู้ดีว่า “ประชาทรรศน์” ขายดีแค่ไหน

โดยเฉพาะ “คอการเมือง” ที่มีจุดยืนที่แน่วแน่มั่นคง ปกปักษ์รักษาระบอบประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการ

ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา หลายคนต้องรีบสั่งจองประชาทรรศน์ตามแผงหนังสือ หรือต้องรีบตื่นเช้าเพื่อไปซื้อหนังสือพิมพ์ฉบับนี้มาอ่าน

เป็นที่รู้กันว่าถ้าออกจากบ้านไปแผงหนังสือ “ช้า” ก็อาจจะไม่ได้อ่าน เพราะถูกจับจองไปหมดแล้ว

สิ่งต่างๆ เหล่านี้ในฐานะของคนทำหนังสือจึงรู้สึกภาคภูมิใจอยู่ไม่ใช่น้อย เพราะไม่น่าเชื่อว่าหนังสือพิมพ์รายวันที่เพิ่งเกิดขึ้นจะขายดีขนาดนี้

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประชาทรรศน์ ไม่มีงานเปิดตัวหนังสือเหมือนฉบับอื่นๆ ที่ทุ่มงบประมาณมหาศาลไปเช่าพื้นที่โรงแรมหรูหรา จ้างออแกไนเซอร์โปรโมตสร้างภาพจนโอเวอร์

เราไม่มีการประชาสัมพันธ์ ไม่ได้ขึ้นป้ายคัตเอาต์ และไม่ได้โอ้อวดตัวเองว่าวางตัวเป็นกลาง

แต่ที่ผ่านมาเราทำได้เพียงสื่อสารบนหน้ากระดาษหนังสือพิมพ์ทุกตัวอักษร ทุกข่าว ทุกคอลัมน์ว่า เราไม่ยอมก้มหัวให้เผด็จการ

จากอุดมการณ์ที่ไม่ยอมก้มหัวให้อำนาจเผด็จการ เชิดชูนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง สนับสนุนให้แก้ไขรัฐธรรมนูญโจร ก็ทำให้ประชาทรรศน์ ได้รับความนิยมจากประชาชนอย่างรวดเร็ว

มีประชาชนโทรศัพท์ เขียนจดหมายเข้ามาที่กองบรรณาธิการจำนวนมาก อีกทั้งสมัครสมาชิกหนังสือมากขึ้นเรื่อยๆ

แม้จุดยืนนี้จะ “สวนกระแส” จากสื่อมวลชน “กระแสหลัก” เราก็ไม่ย่อท้อ บ่อยครั้งที่เราถูกดูหมิ่นเหยียดหยามจากแหล่งข่าว หรือเพื่อนๆ สื่อมวลชนด้วยกันเองก็ตาม

สายตาที่มองเราไม่เป็นมิตรจาก “ผู้คิดต่าง” เราก็บอกตัวเองว่า “ไม่ใช่วันของเรา” เพราะประเทศไทยเวลานี้ “กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย”

แม้การทำงานของนักข่าวของประชาทรรศน์ทุกคนจะยากเย็นแสนเข็ญแค่ไหน บ่อยครั้งถูกย้อนกลับด้วยคำพูดที่ “เจ็บปวด” และบ่อยครั้งที่นักข่าวถูกคุกคามจากแหล่งข่าวที่คิดแตกต่าง

แต่ก็ไม่มีใครไปแหกปากฟ้องร้องต่อสังคมว่า “ถูกคุกคาม” เพราะเราคือสื่อมวลชน ไม่ได้เป็นอภิสิทธิ์ชนเหนือกว่าคนธรรมดาทั่วไป

เราไม่เคยไปร้องต่อสมาคมสื่อที่อวดอ้างตัวเองว่า “วางตัวเป็นกลาง” ยึดมั่นในจรรยาบรรณ

เราไม่เคยทำหนังสือถึงสภาวิชาชีพนี้ เพราะเรารู้ดีว่าอะไรคืออะไร

แต่ประชาชนเท่านั้นที่ไม่รู้ว่าเบื้องหลังของสมาคมสื่อที่รวมตัวสร้างภาพยึดมั่นจรรยาบรรณนั้น เชื่อมโยงกับสื่อผู้ยิ่งใหญ่ที่อกหักจากผลประโยชน์ส่วนตัวอย่างไรบ้าง

สภาวิชาชีพนี้คงไม่สำเหนียกว่า การประพฤติของสื่อบางค่ายเหมือนกับการออกมาเผาบ้านเผาเมือง วางตัวกร่าง ราวกับว่าถ้าเอาป้ายมาแขวนคอว่าเป็นสื่อมวลชนแล้วใช้ปากกาเขียนใส่ร้ายป้ายสีคนอื่น ทำร้ายคนอื่นให้เสียหายแค่ไหนก็ไม่ต้องรับผิดชอบ

ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ประชาทรรศน์นำเสนอข่าวด้วยจุดยืนแน่วแน่มั่นคง โดยศัตรูหมายเลข 1 ของเราคือ “เผด็จการ”

แม้กระทั่งในปัจจุบันที่มีข่าวลือต่างๆ มากมาย เพราะนักการเมืองในพรรคพลังประชาชนมีความคิดเห็นไม่เหมือนกัน

แต่อย่างไรก็ตาม “ประชาทรรศน์” ยังประกาศตัวต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย พร้อมทั้งสนับสนุนให้แก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 เหมือนเดิม

นั่นคือ “เจตนารมณ์” ที่มั่นคงตลอดไป!

ลวดหนาม