เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, October 2, 2008
“ชูวิทย์” ยืดอกรับชก “วิศาล”จริง! ลั่นลูกผู้ชายฆ่าได้หยามไม่ได้
นายชูวิทย์ กลมวิศิษฎ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เบอร์ 8 เปิดแถลงข่าวถึงการทำร้ายร่างกายนายวิศาล ดิลกวนิชย์ ผู้ดำเนินรายการ"เที่ยงวันทันเหตุการณ์"ทางสถานีโทรทัศน์ไทยที วีสีช่อง 3 โดยกล่าวขอโทษนายวิศาล ช่อง 3 และสื่อมวลชน พร้อมยอมรับว่าทำผิดจริง โดยใช้ศอกทำร้ายนายวิศาล และ เมื่อนายวิศาล ล้มลงไปก็กระทืบที่หน้า
สำหรับสาเหตุที่ก่อเหตุเนื่องจากไม่พอใจประโยคที่นายวิศาล กล่าวว่า ตนไม่ใช่ลูกผู้ชาย ซึ่งเป็นประ โยคนี้ที่ทำให้ทนไม่ไหว พร้อมกับท้าให้ฟ้อง ส่วนตนเองจะยอมเสียค่าปรับ
นายชูวิทย์ กล่าวอีกว่า ไม่กลัวเสียคะแนนในการลงสมัครผู้ว่าฯกทม. เพราะหากคนจะเลือกต้องเลือกที่ตัวตน ที่มีความชัดเจน ตรงไปตรงมา และยอมรับว่าภายหลังก่อเหตุทำแล้วรู้สึกดีไม่เสียใจในการกระทำที่ทำลงไป
เจ้าหน้าที่สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 คนหนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์ เล่าว่า หลังจบรายการ นายวิศาล ได้เดินออกมาจากห้องจัดรายการด้วยสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนัด ส่วนนายชูวิทย์ ก็เดินตามหลังโดยมีสีหน้าไม่ค่อยสบอารมณ์เช่นกัน
ขณะนั้นนายวิศาลหันหลังไปพูดคุยกับ นายชูวิทย์ว่า "ที่ผมถามคำถามทั้งหมด ผมเป็นกลางน่ะไม่ได้มีเจตนายั่วยุ" เท่านั้นแหละ นายชูวิทย์ ถึงคุมอารมณ์ไม่อยู่ปล่อยหมัดขวาตรงเข้าที่หน้าของนายวิศาล โดยหมัดเฉียดออกแก้มด้านซ้าย เข้ากกหูซ้ายแล้วศอกเข้าที่ท้ายทอยของนายวิศาลถึงกับล้มลงไปกองกับพื้นจนศรีษะฟาดพื้น จากนั้นนายชูวิทย์ ก็กระทืบขาซ้ำด้วย ส่วนนายวิศาลไม่ได้ลุกขึ้นมาต่อสู้แต่อย่างใด
ฝ่ายเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตรายการเมื่อเห็นเหตุการณ์ทำร้ายต่างกรูเข้าไปห้ามปรามนายชูวิทย์ทันที ส่วนนายวิศาล เบื้องต้นใบหน้ามีรอยถลอก เลือดไหล เพราะโดนนายชูวิทย์สวมแหวนที่นิ้วนางข้างขวาต่อยโดน หลังจากนั้นนายชูวิทย์ เดินลงลิฟท์ไปและไปนั่งสงบอารมณ์อยู่ในรถยนต์ส่วนนายวิศาล ก็เข้าไปสงบอารมณ์ ที่ห้องจัดรายการ
เมื่อผู้บริหารสถานีวิทยุช่อง 3 ท่านหนึ่งทราบเรื่องก็เดินลงไปหานายชูวิทย์ แล้วถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยนายชูวิทย์ตอบว่า "นายวิศาลทำตัวไม่เป็นกลาง เอาเรื่องที่คุยกันก่อนจัดรายการมาพูด ยั่วยุ ผมโมโห ก็เลยซัดมัน"
ด้านนายวิศาล หลังจากโดนชกก็เข้าไปสงบสติอารมณ์ในห้องจัดรายการ และออกมาชี้แจงกับทีมงานว่า "ผมทำไปตามสายงาน ให้ความเป็นกลาง กระจ่างเพื่อประชาชนได้รับรู้ ไม่ได้มีเจตนา ยั่วยุ แต่อย่างใด"
ขณะที่ นางลีนา จังจรรจา ผู้สมัครับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม อิสระ หมายเลข 7 กล่าวถึงกรณีที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. หมายเลข 8 ก่อเหตุชกหน้า นายวิศาล ดิลกวณิชย์ ผู้ดำเนินรายการเที่ยงวันทันเหตุการณ์ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ว่าเมื่อทราบข่าวก็รู้สึกตกใจ เพราะถือเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการเข้าทำร้ายร่างการสื่อมวลชน ซึ่งผู้ที่ต้องการจะเข้ามาเป็นผู้นำหรือเป็นพ่อเมืองจะต้องรู้จักควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ได้ ไม่เช่นนั้นก็จะตกกระป๋องเหมือนเช่นนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี
“คุณชูวิทย์เองก็เคยแฉคุณอภิรักษ์หลายครั้ง แต่คุณอภิรักษ์ก็ไม่ได้ตอบโต้เลยสักครั้ง แต่วันนี้พอทราบเรื่องที่เกิดขึ้นก็รู้สึกตกใจ และรู้สึกเห็นใจนายวิศาลเป็นอย่างมาก โดยส่วนตัวก็จะเดินทางไปให้กำลังใจนายวิศาลที่ สน.ทองหล่อ และขอฝากไปถึงนายชูวิทย์ให้มากราบขอโทษนายวิศาลด้วย”นางลีนา กล่าว
อย่างไรก็ตามในช่วงเที่ยงวันเดียวกันนี้ นางลีนา จัง ได้ลงพื้นที่ชุมชนริมทางรถไฟตลาดศรีเขมา ตรงข้ามวัดสร้อยทอง เขตบางซื่อ เพื่อรับเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้าน กว่า 400 ครอบครัว ที่ถูกไล่ที่ในสมัย นายประภัสร์ จงสงวน ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม พรรคพลังประชาชนหมายเลข10 ขณะดำรงตำแหน่งผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย เพื่อนำไปสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีแดง ซึ่งขณะนี้ชาวบ้านอยู่ด้วยความวิตกกังวลเพราะไม่รู้จะถูกเข้ามาไล่รื้อเมื่อใด หากตนได้เป็นผู้ว่าฯกทม.จะแก้ไขปัญหาด้วยการสร้างแฟลตให้ชาวบ้านมีที่อยู่ ซึ่งได้มองสถานที่ไว้แล้วอยู่ห่างจากรถไฟฟ้าใต้ดินบางซื่อประมาณ 15 กิโลเมตร
ด้าน นายพิงค์ รุ่งสมัย ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (ปธ.กกต.กทม.) กล่าวถึงกรณีที่ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. หมายเลข 8 สังกัดอิสระ ก่อเหตุชกหน้า นายวิศาล ดิลกวณิชย์ ผู้ดำเนินรายการเที่ยงวันทันเหตุการณ์ ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ภายหลังเสร็จสิ้นการสัมภาษณ์ ออกรายการโทรทัศน์ ว่า เรื่องดังกล่าวไม่กระทบต่อการลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ของนายชูวิทย์ และยังคงเดินหน้าหาเสียงได้ตามปกติ เพราะถือเป็นคดีส่วนบุคคล ซึ่งจะต้องว่ากันไปตามกระบวนการยุติธรรม ยังไม่มีผลที่ทำให้ขาดคุณสมบัติในการเป็นผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. แม้จะมีการแจ้งความดำเนินคดีกับนายชูวิทย์ ก็ยังไม่ถือว่าเป็นผู้กระทำผิด เพราะคดียังไม่สิ้นสุด
อย่างไรก็ตาม หากผู้เสียหายเข้าร้องเรียนต่อ กกต. ก็จะต้องดูว่าร้องเรียนในประเด็นใด อย่างไรบ้าง ถ้าหากเป็นคดีความก็ต้องรอคำตัดสินของศาล สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ที่วิจารณญาณและดุลยพินิจของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่าผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.แต่ละรายมีพฤติกรรมเหมาะสมหรือไม่อย่างไร

ประชาทรรศน์สื่อลำเอียงฝ่ายปชต.
คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์
ถ้าจะเรียกสื่อค่าย “ผู้จัดการ” ว่าเป็นสื่อเทวดา ก็คงจะไม่ผิดไปจากความเป็นจริง
เพราะเนื้อหาสาระที่นำเสนอส่วนใหญ่หนีไม่พ้นปลุกระดม และด่าชาวบ้าน รวมไปถึงการสร้างความแตกแยกในบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นสื่อออนไลน์ รายวัน รายสัปดาห์ โดยเฉพาะสถานีโทรทัศน์ ASTV ที่ถ่ายทอดพฤติกรรมของพวกกบฏนอกกฎหมายทุกวี่วัน
และที่สำคัญเป็นสื่อที่ใครแตะ ใครต้องไม่ได้ เป็นต้องออกอาการนักเลงใหญ่ทุกคราวไป
ไม่กี่วันก่อนยังได้ออกมาพาดพิง “ประชาทรรศน์” ด้วยข้อมูลที่รู้ไม่จริง หรืออาจจงใจให้เกิดความเข้าใจที่บิดเบือนไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่ก็ไม่ใช่สาระสำคัญ
มาถึงวันที่ 1 ตุลาคม ที่ผ่านมา ยังปรากฏข่าวผู้จัดการออนไลน์ โปรยข่าวแดกดันสื่อยักษ์ใหญ่หัวเขียว ความว่า...
“คอลัมนิสต์บันเทิงไทยรัฐ โชว์สติปัญญา ยกเอ็นบีทีเป็น “สื่อแท้”น่าชื่นชม ระบุ “ความจริงวันนี้”เป็นสื่อสุภาพ นำเสนอข้อมูลน่าเชื่อถือ แถมกระทบชิ่ง เอเอสทีวี ไม่ใช่สื่อ ชี้ไม่ควรเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ พร่ำเพ้อเป็นสื่อตรงกลาง ที่อยากเห็นบ้านเมืองสงบสุข”
นั่นเป็นข้อความที่กระแทกกลับคุณ “แจ๋ว ริมจอ” เหตุเพียงเพราะดันไปชื่นชม NBT ที่พันธมิตรฯ ไม่ชอบจนต้องส่งกองโจรไปถล่ม และยังไปชมรายการ “ความจริงวันนี้” ว่าเป็นสื่อสุภาพ ทั้งที่เป็นรายการกระชากหน้ากากทายาทเผด็จการ ที่ม็อบผู้ดีรับไม่ได้
ซ้ำไม่หยุดเพียงเท่านั้นแต่ยังพาดพิงไปถึงธุรกิจในเครือข่ายไทยรัฐ อย่าง “โพลีพลัส” ที่อยู่ในความดูแลของ อรพรรณ วัชรพล ภรรยา “คุณหยี” สราวุธ วัชรพล ด้วยข้อความว่า...
“...เป็นที่ทราบกันดีในหมู่สื่อมวลชนสายบันเทิงว่า “แจ๋ว ริมจอ”เป็นคอลัมนิสต์ของไทยรัฐ ที่เขียนชมรายการและละครโทรทัศน์ในเครือบริษัทโพลีพลัส ซึ่งมีผู้บริหารระดับสูงเป็นภรรยาของผู้บริหารหนังสือพิมพ์ไทยรัฐโดยตลอด แต่มักจะติติงรายการและละครของค่ายอื่น ช่องอื่นอยู่อย่างสม่ำเสมอ
ขณะที่คอลัมน์บันเทิงอีกชิ้นหนึ่งในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ คือ “บันเทิงไทยรัฐ”นั้นก็เป็นคอลัมน์บันเทิงที่ตั้งขึ้นมาเพื่อรับเขียนโฆษณาให้กับสินค้าทั่วไปโดยเฉพาะ และเนื้อหาของคอลัมน์ส่วนใหญ่ก็มิได้เกี่ยวพันกับวงการบันเทิงแต่อย่างใด...”
แล้วลองมาดูข้อเขียนของคุณ “แจ๋ว ริมจอ” ว่ามันไปทำร้ายใครที่ตรงไหน
...เหตุผลวันนี้
ก็เพราะความหวังดีของการทำหน้าที่สื่อคนหนึ่ง แต่ก็อาจทำให้เกิดความไม่พอใจแก่คนบางกลุ่มได้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติสำหรับการแสดงความคิดเห็น
และเพราะผมอยากให้ “ความจริงวันนี้” ทางเอ็นบีที ปลดชนวน ยุติบทบาท เพื่อลดความขัดแย้งระหว่างสองฝ่าย
กลายว่าผมไม่เป็นกลาง ไปเข้าข้างกับฝ่ายที่กำลังทำผิดกฎหมาย และกำลังจะปิดหูปิดตาประชาชนผู้เสียภาษี!!
ขอเรียนว่า ผมจะเขียนจะคิดอะไร นั่นหมายความว่า ความคิดนั้นจะต้องตกผลึกพอที่จะมีประโยชน์ต่อผู้อ่านบ้าง
โดยเฉพาะ “ความจริงวันนี้” ซึ่งผมบอกแล้วว่า ไม่ใช่ไม่มีสาระ แถมเป็นข้อมูลอีกด้านหนึ่งที่เราควรรู้ด้วยซ้ำ
วิธีการนำเสนอก็ดูดี ไม่หยาบคาย พอจะเรียกได้ว่าสุภาพชนพึงปฏิบัติ ถ้าเป็นสื่อก็ถือว่าเป็นสื่อสุภาพ
มีคำถามมาว่า เมื่อเรียกร้องให้ยุติ “ความจริงวันนี้” แล้วทำไมไม่เรียกร้องให้ ปิดสถานี...ที่ไม่เป็นกลางนั่นด้วย!!
เพราะที่ผ่านมาก็ทำความแตกแยกให้แก่ ประเทศชาติมากพอสมควร
ก็เรียนต่อไปว่า ผมไม่เคยนับถือว่านั่นคือสื่อมานานแล้ว ไม่ยอมแม้แต่จะให้มีชื่อในคอลัมน์ด้วย เมื่อไม่ยอมรับ ก็ไม่ควรพูดถึง!!
แต่อย่าง “เอ็นบีที” คือ “สื่อแท้” ที่ ต้องรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม ราคาค่างวดมันต่างกันลิบลับ แลกกันด้วยคุณค่าแล้ว ไม่มีทางเป็นไปได้เลยครับ
ตราบเมื่อ “ความจริงวันนี้” ลดบทบาทลงแล้ว แต่อีกฝ่ายยังเคลื่อนไหวเยี่ยงอันธพาล ตราบนั้น “ความชอบธรรม” ต่างๆ ก็จะตีกลับมาเอง!!
สำนวนโบราณที่ว่า “เอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ” คิดสะระตะแล้วคุ้มค่าไหมครับ?!
แต่เหนืออื่นใด ผมอยากเห็นชาติบ้านเมืองกลับสู่ความสงบสุข อยากเห็นรอยยิ้มของผู้คนกลับคืนมา อยากให้ประเทศเจริญก้าวหน้า ประชาชนอยู่ดีมีสุข
เงื่อนไขใดๆ อันจะนำมาสู่การทะเลาะ เบาะแว้ง ควรจะค่อยๆ หมดไป
ส่วนใครทำผิดกฎหมายอย่างไร ต้องเดินสู่กระบวนการยุติธรรมทุกคนครับ!!...
ผมว่าคนพวกนี้คงคิดแต่ว่าตัวเองถูกอยู่เพียงฝ่ายเดียว จนคนที่เห็นต่าง เป็นคนเลว คนร้ายไปหมด บ้านเมือง มันถึงวุ่นวายขนาดนี้
ผมเห็นด้วยกับหลายความเห็นของคุณ “แจ๋ว ริมจอ” ทั้งที่ไม่เคยรู้จักมักคุ้น
เพราะหากการทำหน้าที่อย่าง “เป็นกลาง” ของสื่อหมายถึงการนำเสนอข่าวของทุกด้าน ของคนทุกกลุ่ม อย่างเสมอกัน ด้วยน้ำหนักเท่าเทียมกัน
ผมว่า “ประชาทรรศน์” ยอมเป็นสื่อ “ลำเอียง” เข้าข้างประชาชนและระบอบประชาธิปไตย ดีกว่า...!!
บิ๊กโบ๊ต

ปธ.วิปรัฐบาล ปัดแถลงนโยบายรบ.เพิ่มอีก 1 วัน ไม่เกี่ยวกับการแก้ รธน.
นายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปรัฐบาล กล่าวถึงการจัดสรรเวลาในการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาว่า การแถลงนโยบายจะเริ่มขึ้นในวันที่ 7 ตุลาคม โดยจะเปิดโอกาสให้สมาชิกได้อภิปรายรัฐบาลอย่างเท่าเทียมกัน ส่วนเวลาการอภิปรายจะแบ่งให้แต่ละพรรคการเมืองไปจัดสรรเวลากันเอง
พร้อมระบุการขยายเวลาการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาจากเดิม คือวันที่ 6-8 ตุลาคม ไปอีก 1 วัน คือวันที่ 9 ตุลาคม ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่มีการบรรจุเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 และการตั้ง สสร. เพื่อปฏิรูปการเมือง แต่การขยายเวลา เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภาได้แสดงความคิดเห็นในนโยบายแต่ละเรื่องของรัฐบาลอย่างเต็มที่ เพราะเป็นการประชุมร่วมของรัฐสภา ไม่ใช่การประชุม ส.ส.เพียงอย่างเดียว

“สมชาย” เผยประชุมสภา-วุฒิสภาหารือแก้สถานการณ์ พรุ่งนี้
นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี เผย ในวันพรุ่งนี้(3 ต.ค.)จะเข้าร่วมประชุมกับผู้นำฝ่ายค้าน,นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภาเพื่อหารือถึงสถานการณ์บ้านเมือง ตามที่ประธานสภาฯ ได้นัดมาหารือร่วมกัน
"ได้รับการติดต่อแล้ว จะประชุมวันพรุ่งนี้ ประมาณบ่ายสองโมง แต่ไม่ใช่เรื่องการเมืองแต่เป็นเรื่องสถานการณ์ที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขให้เรียบร้อย เรื่องนี้เป็นการดำเนินการของสภาฯ" นายสมชาย กล่าว
ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)และผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวว่า ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้นัดหารือร่วมสี่ฝ่ายในวันพรุ่งนี้ เพื่อหารือถึงการแก้วิกฤติของประเทศรวมถึงแนวทางปฎิรูปการเมืองหรือไม่อย่างไร

นายกฯ เผย พล.อ.เปรม ให้คำแนะนำในการทำงาน
บ้านสี่เสาเทเวศร์ 1 ต.ค.- “สมชาย วงศ์สวัสดิ์” เดินทางเข้าพบประธานองคมนตรี ใช้เวลาหารือเกือบ 1 ชั่วโมง เผย “พล.อ.เปรม” ให้คำแนะนำในการทำงาน และสิ่งที่ดีกับบ้านเมือง ปัดตอบหารือเรื่องพันธมิตรฯ และ”พ.ต.ท.ทักษิณ”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา17.00 น. วันนี้ (1 ต.ค.) นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม พร้อมด้วยนายชูศักดิ์ ศิรินิล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และ พล.อ.อ.สุเมธ โพธิมณี หัวหน้าฝ่ายเสนาธิการ ประจำ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งเป็นเพื่อนเตรียมทหารรุ่น 10 ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้เดินทางออกจากสนามบินดอนเมือง เพื่อไปเข้าพบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธาน องคมนตรี และรัฐบุรุษ ที่บ้านพักสี่เสาเทเวศร์ แต่นายกรัฐมนตรี เดินทางมาถึงก่อนเวลา จึงแวะพักที่ห้องอาหารราชตฤณนมัยสมาคม สนามม้านางเลิ้ง ประมาณ 10 นาที
จากนั้น จึงเดินทางไปยังบ้านสี่เสาเทเวศร์ โดยใช้เส้นทางถนนพิษณุโลก ผ่านบริเวณการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เข้าถนนพระราม 5 และเลี้ยวซ้าย บริเวณหน้าวัดเบญจมบพิตร มุ่งหน้าสู่บ้านพักสี่เสาเทเวศร์ โดยคณะนายกรัฐมนตรี เดินทางถึงเวลาประมาณ 17.45 น. มี พล.ร.ท.พะจุณณ์ ตามประทีป นายทหารคนสนิท พล.อ.เปรม มาต้อนรับ
นายกรัฐมนตรี ได้เข้าเยี่ยมคารวะและหารือส่วนตัวกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นเวลาประมาณ 45 นาที จึงเดินทางออกจากบ้านพัก โดยมี พล.อ.เปรม เดินออกมาส่ง จากนั้น นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปยังโรงแรมสยามซิตี้ และเปิดเผยเพียงว่า ได้เข้าเยี่ยมคารวะ พล.อ.เปรม เพราะเป็นผู้ใหญ่ที่เป็นแบบอย่างที่ดีของบ้านเมือง ซึ่งตนเคารพนับถือและศรัทธา พล.อ.เปรม ได้ให้คำแนะนำในการทำงานและสิ่งที่ดีสำหรับบ้านเมือง แต่ไม่บอกว่าหารือได้พูดคุยเรื่องใดบ้าง
ต่อข้อถามว่าการหารือครั้งนี้จะทำให้วิกฤติการเมืองคลี่คลายลงหรือไม่ นายสมชาย กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ประชาชนจะมองว่าจะดีขึ้นหรือไม่ แต่หน้าที่ของรัฐบาลในฐานะผู้ปฏิบัติ ก็ต้องทำงานแก้ไขเพื่อให้บ้านเมืองดีขึ้น และยืนยันว่า การเข้ามาทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี เพื่อดูแลประชาชนคนยากไร้ที่หวังให้รัฐบาลและกลไกของรัฐเข้ามาดูแลปัญหาของคนยากจน เมื่อถามว่ามีการพูดคุยเรื่องพันธมิตรฯ และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หรือไม่ นายกรัฐมนตรี ปฏิเสธที่จะตอบคำถามดังกล่าว. - สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-10-01 19:43:07
ปล่อยหมาไล่ม็อบเชื่อ 7 วันเผ่นเรียบ
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 1 ตุลาคม ที่ผ่านมา ห้องสีดา โรงแรมรัตนโกสินทร์ นายสุชาติ นาคบางไทร หรือ นายวรวุธ ฐานังกรณ์ แกนนำกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ และผู้สมัครผู้ว่ากรุงเทพมหานคร หมายเลข 4 ระบุนโยบายปฏิบัติการยึดทำเนียบรัฐบาลภายใน 7 วัน
โดยกว่าวว่า ถ้าตนได้รับเลือกให้เป็นผู้ว่าฯ จะดำเนินการนำแผนปฏิบัติการยึดทำเนียบรัฐบาล 7 ข้อ คือจะขอให้ทำเนียบรัฐบาลเป็นสถานที่พักขยะ มูลสัตว์ และขยะชีวภาพจากโรงพยาบาลชั่วคราว ในบริเวณทางเข้า-ออก พร้อมกับนำสุนัขจรจัดภายใต้การดูแลของ กทม. จำนวน 2,800 ตัว มาปล่อยในบริเวณทำเนียบรัฐบาล
โดยจะทำการเตือนกลุ่มผู้ชุมนุมที่ตนขอตั้งคำนิยามว่า ผู้ก่อการร้าย ล่วงหน้า 1 วัน ก่อนดำเนินการตามแผนปฏิบัติการ ซึ่งคาดว่าผู้ก่อการร้ายจะยอมคืนทำเนียบรัฐบาลโดยดี และไม่มีเหตุการณ์ปะทะ ทั้งนี้ ตนจะทำหนังสือแจ้งไปยังบริเวณใกล้เคียงทำเนียบรัฐบาลเพื่อขอความร่วมมือ
พร้อมแสดงความเชื่อมั่นว่าหากรัฐบาลไม่มีมาตรการที่ดีกว่าที่ตนเสนอ และยังไม่นำข้อเสนอของตนไปปฏิบัติ จะถือว่ารัฐบาลยินยอมให้มีการยึดทำเนียบ

พันธมิตรพิจิตรโห่"เฉลิมปอดแหก"
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ที่ผ่าน ได้เกิดเหตุจลาจล จน พ.ต.อ.สุกฤษฎ์ บุญทรง ผกก.สภ.เมืองพิจิตร ต้องนำกำลังตำรวจหลายสิบนายเข้าควบคุมสถานการณ์ หลังจากได้รับรายงานว่ามีกลุ่มพันธมิตรฯ พิจิตร ที่นำโดย “เจ๊ศรี”และ “เจ๊ติ๋ว”นับร้อยคนสวมเสื้อสีเหลืองและพกมือตบเป็นอาวุธประจำกาย เดินทางมารอขับไล่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.สาธารณสุข
โดยการตั้งขบวนคอยต้อนรับและขับไล่ครั้งนี้ เนื่องมาจากกลุ่มพันธมิตรฯ รู้ข่าวมาว่า ร.ต.อ.เฉลิม จะลงพื้นที่เพื่อเรียกประชุมแพทย์ ที่ โรงพยาบาลประจำจังหวัดพิจิตร ในการรับสถานการณ์แก้ไขปัญหาไข้หวัดนก หลังพบคนเลี้ยงเป็ดไล่ทุ่งเสียชีวิต
แต่เมื่อถึงเวลา 12.30 น. ขบวนมาถึง ปรากฏว่ามีเพียง นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และคณะมาเท่านั้น ไร้เงา ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ทำให้กลุ่มพันธมิตรฯ ต่างผิดหวังที่รอเก้อ และโห่ร้อง “ไม่เอาเฉลิม” และ ประกาศว่า ร.ต.อ.เฉลิม ปอดแหก ไม่กล้ามาเผชิญหน้ากับม็อบพันธมิตรฯพิจิตร
อย่างไรก็ตามกลุ่มผู้ชุมนุมยังไม่เชื่อว่า ร.ต.อ.เฉลิม ไม่ได้เดินทางมาจริง และเกรงว่าเป็นแผนลวง ยังคงตรึงกำลังอยู่ที่ โรงพยาบาลพิจิตร ท่ามกลางตำรวจที่คอยดูแลความสงบ และสลายตัวไปหลังจากมั่นใจแล้วว่า ร.ต.อ.เฉลิม ไม่มาแน่ ในเวลาประมาณ 15.00 น. โดยไม่มีเหตุการณ์ความรุนแรง แต่ก็ทำให้คนไข้ทั้งโรงพยาบาลพิจิตรตื่นตระหนกตกใจมากพอสมควรเพราะเสียงดัง
โดยเหตุการณ์ในครั้งนี้ ผู้สื่อข่าวอ้างว่านี้ “เจ๊ศรี” คหบดีชาวพิจิตร ที่เป็นแกนนำพันธมิตรฯ พิจิตร ได้ระดมพันธมิตรฯ จาก จ.พิจิตร พิษณุโลก กำแพงเพชร นครสวรรค์ และจังหวัดใกล้เคียง ราว 300 คน ให้มาร่วมกันชุมนุมที่พิจิตร เพื่อมารอต้อนรับและโห่ไล่ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.สาธารณสุข โดยมีการแบ่งกำลังเฝ้าทั้งประตูด้านหน้าและด้านหลังของ โรงพยาบาลพิจิตร อีกด้วย แต่สุดท้ายก็ต้องผิดหวังกันเป็นแถว
ที่มา: http://www.siamrath.co.th

‘กุเทพ’ซัดแก๊งอีสานพัฒนาแทะเศษอาหาร-แทงลับหลัง
“มหากุเทพ” ตบะแตกซัดกลับแก๊งอีสานพัฒนา โวยรับไม่ได้ถูกแทงข้างหลัง ยันไม่เคยบิดเบือนมติพรรค ระบุในพรรค แตกกันเละ แต่ยังมีคนคอยกินเศษอาหารที่เหลืออยู่แล้วค่อยจากไป เย้ยพรรคเพื่อไทย ไม่มีทางโต
เมื่อวันที่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา ที่รัฐสภา ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง รักษาการโฆษกพรรคพลังประชาชน กล่าวว่า ขอทำหน้าที่โฆษกเป็นครั้งสุดท้าย โดยไม่ใช่ลิ่วล้อของใคร ซึ่งต่อไปจะให้รักษาการรองโฆษกพรรคเป็นผู้แถลงข่าวในนามพรรค ซึ่งการทำหน้าที่มา 2 ปีกว่าต้องฝ่าวิกฤติในการต่อสู้เผด็จการ ต้องทำงานหนักตอบโต้กับคนที่ใช้อำนาจเผด็จการ มีกำลัง มีอาวุธ บางเรื่องก็ถูกฟ้อง แต่ก็ไม่เคยร้องขออะไรจากพรรค
เหตุที่แถลงในวันนี้ไม่ใช่เพราะผิดหวังหรืออกหักจากตำแหน่ง เพราะตอนที่พรรคชนะเลือกตั้งก็ไม่เคยไปวิ่งเต้น เพราะหากทำตนก็คงตีรวนไปแล้ว เพราะทำหน้าที่เคียงคู่กับนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ มาตั้งแต่แรก จนพรรคได้รับชัยชนะ แต่ในพรรคตนขอยกไว้ 3 คน คือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกฯ และที่ต้องขอบคุณเป็นพิเศษ คือ นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ ที่ต้องตัดสินใจลาออกจากหัวหน้าพรรค ทำให้ภาระหนักบนบ่าของทุกคนในพรรคหมดไป
“ที่รับไม่ได้ คือ การทำลายล้างกันทางการเมืองที่รุนแรงมาก มีคนกล่าวหาว่าผมบิดเบือนมติพรรค แต่ยืนยันว่าไม่เคยบิดเบือน แต่ที่เกิดความสับสนเพราะภายในพรรคแบ่งเป็นกลุ่มชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่มอีสานพัฒนาที่มองว่า หากท่านสมัครยังเป็นนายกฯต่อ จะทำให้อีกกลุ่มได้จัดการอำนาจ จึงเกิดการขัดแย้ง
ที่ผ่านมาคนที่ออกมาเคลื่อนไหว ก็เคยอยู่ที่ชั้นพี 8 ซึ่งเป็นที่ทำงานของ คุณเนวิน ชิดชอบ แต่ตอนหลังมาแยกตัวออกไปจากกลุ่ม โดยไปวางแผนกับอีกกลุ่ม ซึ่งผมยืนยันว่ากลุ่มท่านนายสมัคร จัดสรร ตำแหน่งโดยเหมาะสม ให้เกียรติกัน ไม่หักหาญกัน แต่กลุ่มดังกล่าวก็ไม่ยอม ถึงกลับจะไปตั้งพรรคใหม่”
ร.ท.กุเทพ กล่าวต่อว่า หากใครยังมาตอแยกับตนก็จะตอบโต้ เพราะรู้และเห็นถึงความพยายามของคนที่อยู่เบื้องหลังเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด ที่ทำเพราะไม่ไว้ใจเพื่อน จึงช่วงชิงฉกฉวย ลุกลี้ลุกลน เข้ามาจัดการอำนาจทางการเมือง ขณะที่เรายังยึดมาตรการไม่ยึดนาย ไม่ขายเพื่อน การที่นายสมัครพลาดท่าในสภา หากเกิดจากพรรคอื่น จะไม่ว่าอะไรเลย แต่นี่เกิดจากคนในพรรคเดียวกัน ท่านจึงรู้สึกเจ็บปวด
“รู้อยู่ว่า คมช.วางกฎเกณฑ์เพื่อจะทำลายล้างพรรคการเมือง แต่เราเสียใจที่การเมืองมาทำลายล้างกันภายในพรรค วันนี้พรรคตกอยู่ในสภาพจะโดนยุบอยู่แล้วคนที่กระโจนขึ้นไปจากพรรค พอลมเปลี่ยนทิศมองกลับมาเห็นว่าพอมีเศษอาหารเหลืออยู่บ้างก็กลับเข้ามา วันนี้อยากเล่นเกมบ้าๆ บอๆ ก็ไม่เป็นไร แต่ผมรู้เบื้องหลังทุกคน ว่าใครเคยด่า พ.ต.ท.ทักษิณ แต่สุดท้ายต้องไปกราบขอโทษเพื่อลงสมัคร ไปประกาศตัวว่าจะลงเลือกตั้งซ่อม ส.ส.ร้อยเอ็ดในนามพรรคเพื่อไทย แต่ตอนนี้ต้องมาวิ่งเป็นเลขาฯ รัฐมนตรี” ร.ท.กุเทพ กล่าว
