WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, October 3, 2008

ประชาธิปไตยที่เราอาจจะไม่เข้าใจ

บทความ โดย ปูนนก


นับจากเกิดปรากฏการณ์ พธม. ในปลายปี 2548 เป็นต้นมาประเทศไทยจากที่เคยรุ่งโรจน์จนถึงขั้นก้าวขึ้นเป็นผู้นำอาเซียน ได้ตกต่ำลงมาเทียบชั้นกับประเทศเผด็จการอย่างพม่า และหลังจากการรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 รัฐประหารในครั้งนั้นได้ทำลายโครงสร้างความเจริญรุ่งเรืองที่กำลังพัฒนาไปให้เทียบเคียงเข้าสู่นานาอารยะประเทศ ให้พังทลายลงอย่างย่อยยับ พธม. ได้อ้างว่าสิ่งที่ทำนั้นเป็นการกระทำที่ใช้สิทธิอย่างสมบูรณ์ตามระบอบประชาธิปไตย ที่จะต้องตรวจสอบนักการเมืองเพื่อให้คนดีมาปกครองบ้านเมือง ดังนั้นการก่อการชุมนุมกดดัน การสร้างความวุ่นวายในบ้านเมืองที่เกิดขึ้นจากการประท้วงตามที่ต่าง ๆ และลักษณะต่าง ๆ คือ วิถีทางตามระบอบประชาธิปไตยที่สามารถทำได้



การรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน 2549 คณะนายทหารผู้ก่อการก็อ้างว่าเป็นการกระทำตามระบอบประชาธิปไตยเพื่อให้ได้รัฐบาลที่ดี (Good Government) จึงใช้ชื่อคณะผู้ก่อการว่า คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข คณะผู้ก่อการรัฐประหารในครั้งนั้นเชื่อว่าเพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐบาลที่ดี ดังนั้นการรัฐประหารจึงสามารถกระทำได้ เพราะเป็นวิถีทางตามระบอบประชาธิปไตย




หลังจากนั้นผ่านการเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคม 2550 เป็นต้นมารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็เข้ามาบริหารประเทศ พธม. ก็อ้างสิทธิตามระบอบประชาธิปไตยอันเดิมสร้างความวุ่นวายให้กับประเทศอีก จนถึงขั้นใช้กองกำลังติดอาวุธบุกเข้ายึดสถานีโทรทัศน์ NBT ยึดกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงเกษตร และในที่สุดก็ปักหลักยึดอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาลมาจนทุกวันนี้ และไม่มีผู้ใดที่สามารถเข้าไปดำเนินคดีตามกฎหมายได้ด้วย เกิดเป็นคำถามที่ไม่มีนักรัฐศาสตร์คนใดในโลกให้คำตอบได้ว่า ที่อ้างว่าประเทศไทยปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยนั้น ประชาธิปไตยในประเทศไทยคือสิ่งใดกันแน่




จะว่าไปแล้วประชาชนชาวไทยได้ก้าวกระโดดทางการเมืองโดย กลุ่มหัวก้าวหน้า ที่เรียกตนเองว่า คณะราษฎร์ ได้ทำการปฏิวัติยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็นระบอบประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ซึ่งจุดมุ่งหมายในครั้งกระนั้นก็มุ่งหมายที่จะให้ประเทศไทยได้เปลี่ยนการปกครองจากระบบกษัตริย์ที่มีอำนาจสูงสุดในการบริหารปกครองประเทศ มาเป็นให้ประชาชนพลเมืองเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการบริหารปกครองประเทศแทน กระบวนการได้มาซึ่งประชาธิปไตยในขณะนั้นเกิดจากกลุ่มบุคคล ที่มีโอกาสได้ไปศึกษาร่ำเรียนมาจากต่างประเทศ และได้เห็นถึงความเจริญในประเทศต่าง ๆ ที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย โดยได้ให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนอย่างเต็มที่ จึงได้นำแนวคิดนี้ติดมาเพื่อจะมาใช้ในการเปลี่ยนแปลงการปกครองในประเทศไทย




ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นแนวคิดที่ดีและก้าวหน้า แต่ทว่าประชาธิปไตยที่ได้รับมานั้นเป็นประชาธิปไตยที่ขาดซึ่ง พื้นฐานแห่งพัฒนาการ ประชาชนไทยส่วนมากยังไม่เข้าใจว่า พวกเขาควรจะได้รับสิ่งใด, ควรจะหวงแหนสิ่งใด และไม่ควรจะละเมิดสิ่งใด ประกอบกับวัฒนธรรมประเพณีการปกครองที่สืบต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน ทำให้ประชาชนไทยส่วนมากยังขาดแรงผลักดันในความต้องการประชาธิปไตยเพื่อตนเอง ด้วยเหตุนี้ตลอดระยะเวลากว่า 76 ปี หลังจากที่คิดว่าได้เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นประชาธิปไตยแล้วนั้น ประเทศไทยจึงยังคงหมุนอยู่ในวังวนแห่งอำนาจเผด็จการที่พากันเข้ามายึดอำนาจ (ซึ่งก็คือของประชาชน) ไปปกครองประเทศอย่างไม่ขาดสาย และครั้งล่าสุดก็คือเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 โดยที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไม่ได้ลุกขึ้นมาต่อสู้ เพราะพวกเขาไม่เข้าใจว่าจริง ๆ แล้วพวกเขาได้สูญเสียสิ่งใดในความหมายของคำว่า ประชาธิปไตย ไปบ้างในการยึดอำนาจแต่ละครั้ง





คำว่า ประชาธิปไตย ดูเหมือนเป็นคำที่ใครต่อใครก็ใช้อ้างกันอย่างฟุ่มเฟือย แต่ในขณะที่จะมีคนที่เข้าใจหลักการอย่างแท้จริงสักเท่าใด ขอให้ท่านผู้อ่านลองถามตัวเองและพิจารณาดูว่า ประชาธิปไตย ในมุมมองหรือแนวคิดของท่านคืออะไรแล้วลองตอบตัวเองดู...........อย่างไรก็ดี ประชาธิปไตย นั้นมีหลักที่เป็นสากลอยู่ด้วยกัน 5 ประการ ดังนี้คือ




1. อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน ( Sovereignty of People ) อำนาจอธิปไตยหมายถึงอำนาจในการปกครอง อำนาจในการเลือกผู้ที่จะปกครองหรือแนวทางที่จะปกครองตนเอง อำนาจอธิปไตยนี้จะต้องมีอยู่อย่างบริบูรณ์ในประชาชนทุกคนในประเทศนี้ ถ้าประเทศใดประชาชนยังไม่สามารถที่จะเลือกหรือกำหนดได้ว่าตนเองต้องการ ได้รับการปกครองแบบใด ประเทศนั้นก็ยังไม่มีความเป็นประชาธิปไตย




2. ประชาชนมีเสรีภาพอย่างสมบูรณ์ (Full Freedom) หลักการทื่สำคัญของประชาธิปไตยนั้นประชาชนจะต้องได้รับเสรีภาพของตนเองอย่างบริบูรณ์ โดยเป็นเสรีภาพในการที่จะ พูด, คิด, อ่าน, เขียน, วิพากษ์วิจารณ์, ฯลฯ ซึ่งเสรีภาพนั้นจะเป็นเสรีภาพที่อยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย ถ้าประเทศใดประชาชนไม่สามารถใช้เสรีภาพเหล่านั้นได้อย่างอิสระ ก็แสดงว่ายังไม่มีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบ




3. ความเสมอภาค ( Equality ) ทั้งความเสมอภาคทางกฎหมาย และความเสมอภาคทางโอกาส ประชาธิปไตยนั้นยึดถือความเสมอภาคของกันและกัน โดยมีแนวคิดว่ามนุษย์ทุกคนมีความเท่าเทียมกันในความเป็นมนุษย์ไม่ถือว่าใครมีความแตกต่างกันในเรื่องนี้ ด้วยเหตุนี้คนพิการ, คนด้อยโอกาส, คนจน, คนรวย ฯลฯ ทุก ๆ คนจึงมีสิทธิ์ที่จะได้รับความเสมอภาคกันในการได้รับบริการ, การได้รับการดูแลปกป้องจากรัฐบาล, ความเสมอภาคในด้านการศึกษา และการพยาบาล ฯลฯ ดังนั้นถ้าประเทศใดประชาชนยังไม่มีความเสมอภาคกันในด้านสิทธิและการได้รับการบริการต่าง ๆ รัฐ ก็แสดงว่าประชาธิปไตยที่มีอยู่นั้นไม่ใช่ประชาธิปไตยที่แท้จริง




4. ยึดหลักกฎหมายเป็นหลักสูงสุด ( Rule of Law ) กฎหมายรัฐธรรมนูญถือเป็นกฎหมายสูงสุดที่ใช้ในการปกครองประเทศ กฎหมายนี้จะเป็นกฎหมายที่ให้สิทธิและเสรีภาพอย่างเท่าเทียมกันกับประชาชนทุกคนในประเทศ จะไม่มีผู้ใดที่ละเมิดหลักแห่งความยุติธรรมของกฎหมายสูงสุดนี้ได้ กฎหมายรัฐธรรมนูญนี้จะไม่เป็นเพียงแค่บันทึกที่อยู่ในแผ่นกระดาษ แต่เป็นศูนย์รวมแห่งจิตวิญญาณแห่งความเป็นประชาธิปไตยของปวงชนทั้งปวงอีกด้วย เจ้าหน้าที่ของรัฐจะเป็นผู้ควบคุมดูแล และบังคับใช้กฎหมายโดยนิติธรรมอย่างเท่าเทียมกัน ตราบใดที่ในประเทศยังไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา และให้เป็นไปตามนิติธรรมได้ นั่นก็หมายความว่าความเป็นประชาธิปไตยได้ถูกล่วงละเมิด และถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง




5. ที่มาของรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง (Elected Government ) รัฐบาลจะเป็นผู้ใช้อำนาจของปวงชนทั้งมวลในการบริหารประเทศ ดังนั้นการได้มาของรัฐบาลนั้นจะต้องมาจากการยินยอม หรือลงความเห็นของประชาชนทั้งชาติ และวิธีที่จะเป็นอย่างนั้นได้ก็คือวิธีการเลือกตั้งทั่วไปโดยประชาชนทั้งชาติ ด้วยเหตุนี้ประเทศที่ต่อสู้เพื่อให้ได้มาเพื่อการปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยจะย้ำไปตรงที่มาของรัฐบาลนั่นคือ ต้องมาจากการเลือกตั้งเป็นประเด็นแรก ดังนั้นประเทศที่จะมีการปกครองด้วยประชาธิปไตยได้จุดเริ่มแรก ที่มาของรัฐบาลจำเป็นจะต้องมาจากการเลือกตั้งทั่วไปของคนทั้งประเทศเท่านั้น




ทุกท่านควรจะพิจารณาว่าท่านเข้าใจคำว่า ประชาธิปไตย ที่แท้จริงอย่างไร ถ้าความเข้าใจในเรื่อง ประชาธิปไตย ของท่านคลาดเคลื่อนไปจากหลักการนี้ นั่นก็แสดงว่า ท่านยังอาจจะไม่เข้าใจในเรื่องหลักการของประชาธิปไตยที่ถูกต้องดีพอ เพราะถ้าท่านเข้าใจคลาดเคลื่อนวิธีการและมุมมองของท่านก็จะคลาดเคลื่อนตามไปด้วย จากนี้ไปข้าพเจ้าเชื่อว่าเมื่อหลักการถูกต้องวิธีการและความเข้าใจก็จะถูกต้องอย่างแน่นอน


ปูนนก

จาก thaifreenews

"เหวง" บุกสภา จี้ "ปู่ชัย" ชงร่างแก้ รธน.ฉบับ คพปร.เข้าสภาพิจารณา


ที่รัฐสภา คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2550(คพปร.)นำโดย นายจรัล ดิษฐาอภิชัย ประธาน คพปร. นายแพทย์เหวง โตจิราการ กก.คปพร.นางสุนันทา ธรรมธีระ กก.คพปร. นายสุนัย ส.ส.พลังประชาชน ได้เดินทางมายื่นหนังสือต่อนายชัย ชิดชอบ ประธานสภา เพื่อให้เร่งบรรจุร่างรัฐธรรมนูญ (ฉบับที่...)

โดยนายแพทย์เหวง กล่าวว่า เรื่องนี้ถือเป็นวาระเร่งด่วนที่รัฐสภาต้องพิจารณา เพราะจะได้นำความแตกต่างทางการเมือง จนกำลังเปลี่ยนเป็นความแตกแยกของประชาชนได้มีหนทางในการหาข้อยุติอย่างสันติวิธีด้วยปัญญา โดยการนำเข้ามาอภิปรายแลกเปลี่ยน โต้แย้ง และหาข้อสรุปภายในรัฐสภาโดยทันที

นายชัยกล่าวว่า ทางสภาได้บรรจุในวาระการประชุมของสภาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนเรื่องของวันเวลาที่สภาจะพิจารณานั้น ต้องขึ้นอยู๋กับสมาชิกสภากว่า 600 คนไม่ได้อยู่ที่ตัวประธานคนเดียว

โดยจะมีการพิจารณาหลังการแถลงนโยบายของรัฐบาลก่อน เพราะไม่เช่นนั้น รัฐบาลก็ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่บริหารบ้านเมืองได้ ส่วนการพิจารณาแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นวันใดนั้น ตนไม่สามารถตอบได้ เพราะการอภิปรายนโยบายอาจจะต้องใช้เวลามาก ทั้งนี้หากไม่สามรรถพิจารณาทันในสมัยประชุมนี้ อาจจะต้องนำไปพิจารณาในสมัยประชุมหน้า

'ปู่ชัย' รับลูก คพปร.ชงร่างแก้รธน.เข้าสภาจ่อพิจารณาหลังรบ.แถลงนโยบาย


เวลา 13.20 น. วันนี้ (2 ก.ย.) ที่รัฐสภา คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) นำโดย นพ.เหวง โตจิราการ นายจรัล ดิษฐาอภิชัย เข้ายื่นหนังสือถึงนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อขอให้บรรจุร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ...) พ.ศ.... เป็นวาระเร่งด่วนเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร

โดย นายชัย ชิดชอบ กล่าวว่า ไม่จำเป็นต้องยื่นหนังสือดังกล่าวแล้ว เพราะขณะนี้ตนได้บรรจุเรื่องดังกล่าว โดยใช้ร่างของ คปพร. เข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมสภาแล้ว แต่ในการประชุมสภาสมัยนี้จะสามารถพิจารณาได้ถึงหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง เพราะตามวาระ วันจันทร์ที่ 6 ต.ค. จะมีการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อพิจารณาสนธิสัญญาไทย-ญี่ปุ่น (เจเทป้า) และยังมีเรื่องที่เกี่ยวกับเขาพระวิหารอีก

จากนั้นสภาจะรับทราบการแถลงนโยบายของรัฐบาล เมื่อเสร็จแล้วสภาจึงจะสามารถพิจารณาเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญตามวาระเร่งด่วนได้ ซึ่งถือว่าตนได้ทำตามหน้าที่แล้ว แต่ไม่สามารถบอกได้ว่าผลจะเป็นอย่างไร เพราะต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของที่ประชุมสภา และบางทีก็ขึ้นกับลมฟ้าอากาศ อาจจะมีฝนตกแดดออก หรืออยู่ที่ดวงเมืองด้วย

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ตนรู้สึกไม่สบายใจกับปัญหาบ้านเมือง เพราะมันหนักและรุนแรงมาก บางทีกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับของ คปพร.อาจจะต้องชลอไปบ้าง ก็ต้องเข้าใจ แต่ใครจะมาดึงไว้ไม่ได้ ยกเว้นเกิดเหตุการณ์ยุบสภาซึ่งจะทำให้ร่างนี้ตกไป.-

ศาลยกคำร้องใบเหลือง 3 ส.ส.พปช.สุรินทร์ ระบุชัดแจกVCDทักษิณไม่ผิดกฎหมาย ลต.

ศาลฎีกา ยกค้ำร้อง กกต.ที่มีมติให้เลือกตั้งใหม่ที่จังหวัดสุรินทร์ เขต 3 ที่พรรคพลังประชาชน ถูกร้องทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง

ศาลฎีกา มีคำสั่งยกคำร้องกรณีที่ กกต. ได้มีมติ ส่งให้ศาลพิจารณาให้มีการเลือกตั้งใหม่ ในจังหวัดสุรินทร์ เขต 3 กรณีที่ นายเลิศศักดิ์ ทัศนเศรษฐ , นางมลิวัลย์ ธัญยสกุลกิจ และ นายธีระทัศน์ เตียวเจริญโสภา ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ทั้งนี้จากการพิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของบุคคลทั้งสาม ไม่เข้าข่ายทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง

โดยเฉพาะการแจกวีซีดี พันตำรวจโททักษิณ ชินวัตร และมีข้อความว่า “ทักษิณ รักไทย เปิดใจ ทักษิณ 1 ปีที่หายไป” ซึ่งศาลเห็นว่า การแจกวีซีดี เปรียบเสมือนการแจกแผ่นพับโฆษณาหาเสียงของผู้สมัครพรรคการเมือง ไม่ได้เป็นการแจกจ่ายทรัพย์สิน เพื่อจูงใจไปลงคะแนน ทั้งนี้ทรัพย์สินดังกล่าว ศาลเห็นว่า เป็นค่าใช้จ่ายส่วนหนึ่งในการหาเสียง

ส่วนประเด็นที่ กกต. ระบุว่า นายเลื่อม หิ้งงาม รับเงินมา 1,500 บาท ให้กับผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปลงคะแนนให้บุคคลทั้งสาม ปรากฏว่า พยานให้การไม่รู้เรื่อง ทำให้ขาดความน่าเชื่อถือ จึงยังไม่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่า กรณีดังกล่าวเป็นไปตามคำร้องจริง ประกอบกับเรื่องดังกล่าว ง่ายแก่การกล่าวอ้างและอาจเป็นช่องทางร้องเรียนกลั่นแกล้งกันได้ การรับฟังพยานจึงต้องมีความระมัดระวัง เมื่อผู้ร้องไม่มีพยาน และหลักฐานมาสนับสนุน จึงเห็นควรให้ยกคำร้อง


Thursday, October 2, 2008

เจาะข่าวเด่น สรยุทธ สัมภาษณ์ ชูวิทย์ - วิศาล


เจาะข่าวเด่น สรยุทธ สัมภาษณ์ ชูวิทย์ - วิศาล - ดูวิดีโอทั้งหมด กดที่นี่

ชนวนเหตุชูวิทย์ ต่อย วิศาล


ชนวนเหตุชูวิทย์ ต่อย วิศาล - ดูวิดีโอทั้งหมด กดที่นี่

“ชูวิทย์” ยืดอกรับชก “วิศาล”จริง! ลั่นลูกผู้ชายฆ่าได้หยามไม่ได้

"ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์" ยอมรับตั้งใจทำร้าย"วิศาล ดิลกวณิชย์" ไม่หวั่นเสียคะแนนลงผู้ว่าฯกทม. เพราะเป็นตัวของตัวเอง ด้าน “ลีน่า จัง” ได้ทีจวกซ้ำไร้วุฒิภาวะ ไม่รู้จักควบคุมอารมณ์ ขณะที่ ปธ.กกต.กทม. บอก "ชูวิทย์" ชก "วิศาล" ไม่ทำขาดคุณสมบัติสมัครผู้ว่าฯ กทม.

นายชูวิทย์ กลมวิศิษฎ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เบอร์ 8 เปิดแถลงข่าวถึงการทำร้ายร่างกายนายวิศาล ดิลกวนิชย์ ผู้ดำเนินรายการ"เที่ยงวันทันเหตุการณ์"ทางสถานีโทรทัศน์ไทยที วีสีช่อง 3 โดยกล่าวขอโทษนายวิศาล ช่อง 3 และสื่อมวลชน พร้อมยอมรับว่าทำผิดจริง โดยใช้ศอกทำร้ายนายวิศาล และ เมื่อนายวิศาล ล้มลงไปก็กระทืบที่หน้า

สำหรับสาเหตุที่ก่อเหตุเนื่องจากไม่พอใจประโยคที่นายวิศาล กล่าวว่า ตนไม่ใช่ลูกผู้ชาย ซึ่งเป็นประ โยคนี้ที่ทำให้ทนไม่ไหว พร้อมกับท้าให้ฟ้อง ส่วนตนเองจะยอมเสียค่าปรับ

นายชูวิทย์ กล่าวอีกว่า ไม่กลัวเสียคะแนนในการลงสมัครผู้ว่าฯกทม. เพราะหากคนจะเลือกต้องเลือกที่ตัวตน ที่มีความชัดเจน ตรงไปตรงมา และยอมรับว่าภายหลังก่อเหตุทำแล้วรู้สึกดีไม่เสียใจในการกระทำที่ทำลงไป

เจ้าหน้าที่สถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 คนหนึ่งที่อยู่ในเหตุการณ์ เล่าว่า หลังจบรายการ นายวิศาล ได้เดินออกมาจากห้องจัดรายการด้วยสีหน้าไม่ค่อยสู้ดีนัด ส่วนนายชูวิทย์ ก็เดินตามหลังโดยมีสีหน้าไม่ค่อยสบอารมณ์เช่นกัน

ขณะนั้นนายวิศาลหันหลังไปพูดคุยกับ นายชูวิทย์ว่า "ที่ผมถามคำถามทั้งหมด ผมเป็นกลางน่ะไม่ได้มีเจตนายั่วยุ" เท่านั้นแหละ นายชูวิทย์ ถึงคุมอารมณ์ไม่อยู่ปล่อยหมัดขวาตรงเข้าที่หน้าของนายวิศาล โดยหมัดเฉียดออกแก้มด้านซ้าย เข้ากกหูซ้ายแล้วศอกเข้าที่ท้ายทอยของนายวิศาลถึงกับล้มลงไปกองกับพื้นจนศรีษะฟาดพื้น จากนั้นนายชูวิทย์ ก็กระทืบขาซ้ำด้วย ส่วนนายวิศาลไม่ได้ลุกขึ้นมาต่อสู้แต่อย่างใด

ฝ่ายเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตรายการเมื่อเห็นเหตุการณ์ทำร้ายต่างกรูเข้าไปห้ามปรามนายชูวิทย์ทันที ส่วนนายวิศาล เบื้องต้นใบหน้ามีรอยถลอก เลือดไหล เพราะโดนนายชูวิทย์สวมแหวนที่นิ้วนางข้างขวาต่อยโดน หลังจากนั้นนายชูวิทย์ เดินลงลิฟท์ไปและไปนั่งสงบอารมณ์อยู่ในรถยนต์ส่วนนายวิศาล ก็เข้าไปสงบอารมณ์ ที่ห้องจัดรายการ

เมื่อผู้บริหารสถานีวิทยุช่อง 3 ท่านหนึ่งทราบเรื่องก็เดินลงไปหานายชูวิทย์ แล้วถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น โดยนายชูวิทย์ตอบว่า "นายวิศาลทำตัวไม่เป็นกลาง เอาเรื่องที่คุยกันก่อนจัดรายการมาพูด ยั่วยุ ผมโมโห ก็เลยซัดมัน"

ด้านนายวิศาล หลังจากโดนชกก็เข้าไปสงบสติอารมณ์ในห้องจัดรายการ และออกมาชี้แจงกับทีมงานว่า "ผมทำไปตามสายงาน ให้ความเป็นกลาง กระจ่างเพื่อประชาชนได้รับรู้ ไม่ได้มีเจตนา ยั่วยุ แต่อย่างใด"

ขณะที่ นางลีนา จังจรรจา ผู้สมัครับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม อิสระ หมายเลข 7 กล่าวถึงกรณีที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. หมายเลข 8 ก่อเหตุชกหน้า นายวิศาล ดิลกวณิชย์ ผู้ดำเนินรายการเที่ยงวันทันเหตุการณ์ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ว่าเมื่อทราบข่าวก็รู้สึกตกใจ เพราะถือเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการเข้าทำร้ายร่างการสื่อมวลชน ซึ่งผู้ที่ต้องการจะเข้ามาเป็นผู้นำหรือเป็นพ่อเมืองจะต้องรู้จักควบคุมอารมณ์ตัวเองให้ได้ ไม่เช่นนั้นก็จะตกกระป๋องเหมือนเช่นนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี

“คุณชูวิทย์เองก็เคยแฉคุณอภิรักษ์หลายครั้ง แต่คุณอภิรักษ์ก็ไม่ได้ตอบโต้เลยสักครั้ง แต่วันนี้พอทราบเรื่องที่เกิดขึ้นก็รู้สึกตกใจ และรู้สึกเห็นใจนายวิศาลเป็นอย่างมาก โดยส่วนตัวก็จะเดินทางไปให้กำลังใจนายวิศาลที่ สน.ทองหล่อ และขอฝากไปถึงนายชูวิทย์ให้มากราบขอโทษนายวิศาลด้วย”นางลีนา กล่าว

อย่างไรก็ตามในช่วงเที่ยงวันเดียวกันนี้ นางลีนา จัง ได้ลงพื้นที่ชุมชนริมทางรถไฟตลาดศรีเขมา ตรงข้ามวัดสร้อยทอง เขตบางซื่อ เพื่อรับเรื่องร้องเรียนจากชาวบ้าน กว่า 400 ครอบครัว ที่ถูกไล่ที่ในสมัย นายประภัสร์ จงสงวน ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม พรรคพลังประชาชนหมายเลข10 ขณะดำรงตำแหน่งผู้ว่าการการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย เพื่อนำไปสร้างรถไฟฟ้าใต้ดินสายสีแดง ซึ่งขณะนี้ชาวบ้านอยู่ด้วยความวิตกกังวลเพราะไม่รู้จะถูกเข้ามาไล่รื้อเมื่อใด หากตนได้เป็นผู้ว่าฯกทม.จะแก้ไขปัญหาด้วยการสร้างแฟลตให้ชาวบ้านมีที่อยู่ ซึ่งได้มองสถานที่ไว้แล้วอยู่ห่างจากรถไฟฟ้าใต้ดินบางซื่อประมาณ 15 กิโลเมตร

ด้าน นายพิงค์ รุ่งสมัย ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (ปธ.กกต.กทม.) กล่าวถึงกรณีที่ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. หมายเลข 8 สังกัดอิสระ ก่อเหตุชกหน้า นายวิศาล ดิลกวณิชย์ ผู้ดำเนินรายการเที่ยงวันทันเหตุการณ์ ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 ภายหลังเสร็จสิ้นการสัมภาษณ์ ออกรายการโทรทัศน์ ว่า เรื่องดังกล่าวไม่กระทบต่อการลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ของนายชูวิทย์ และยังคงเดินหน้าหาเสียงได้ตามปกติ เพราะถือเป็นคดีส่วนบุคคล ซึ่งจะต้องว่ากันไปตามกระบวนการยุติธรรม ยังไม่มีผลที่ทำให้ขาดคุณสมบัติในการเป็นผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. แม้จะมีการแจ้งความดำเนินคดีกับนายชูวิทย์ ก็ยังไม่ถือว่าเป็นผู้กระทำผิด เพราะคดียังไม่สิ้นสุด

อย่างไรก็ตาม หากผู้เสียหายเข้าร้องเรียนต่อ กกต. ก็จะต้องดูว่าร้องเรียนในประเด็นใด อย่างไรบ้าง ถ้าหากเป็นคดีความก็ต้องรอคำตัดสินของศาล สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอยู่ที่วิจารณญาณและดุลยพินิจของประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งว่าผู้สมัครผู้ว่าฯกทม.แต่ละรายมีพฤติกรรมเหมาะสมหรือไม่อย่างไร


ประชาทรรศน์สื่อลำเอียงฝ่ายปชต.

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

ถ้าจะเรียกสื่อค่าย “ผู้จัดการ” ว่าเป็นสื่อเทวดา ก็คงจะไม่ผิดไปจากความเป็นจริง

เพราะเนื้อหาสาระที่นำเสนอส่วนใหญ่หนีไม่พ้นปลุกระดม และด่าชาวบ้าน รวมไปถึงการสร้างความแตกแยกในบ้านเมือง ไม่ว่าจะเป็นสื่อออนไลน์ รายวัน รายสัปดาห์ โดยเฉพาะสถานีโทรทัศน์ ASTV ที่ถ่ายทอดพฤติกรรมของพวกกบฏนอกกฎหมายทุกวี่วัน

และที่สำคัญเป็นสื่อที่ใครแตะ ใครต้องไม่ได้ เป็นต้องออกอาการนักเลงใหญ่ทุกคราวไป

ไม่กี่วันก่อนยังได้ออกมาพาดพิง “ประชาทรรศน์” ด้วยข้อมูลที่รู้ไม่จริง หรืออาจจงใจให้เกิดความเข้าใจที่บิดเบือนไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่ก็ไม่ใช่สาระสำคัญ

มาถึงวันที่ 1 ตุลาคม ที่ผ่านมา ยังปรากฏข่าวผู้จัดการออนไลน์ โปรยข่าวแดกดันสื่อยักษ์ใหญ่หัวเขียว ความว่า...

“คอลัมนิสต์บันเทิงไทยรัฐ โชว์สติปัญญา ยกเอ็นบีทีเป็น “สื่อแท้”น่าชื่นชม ระบุ “ความจริงวันนี้”เป็นสื่อสุภาพ นำเสนอข้อมูลน่าเชื่อถือ แถมกระทบชิ่ง เอเอสทีวี ไม่ใช่สื่อ ชี้ไม่ควรเอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ พร่ำเพ้อเป็นสื่อตรงกลาง ที่อยากเห็นบ้านเมืองสงบสุข”

นั่นเป็นข้อความที่กระแทกกลับคุณ “แจ๋ว ริมจอ” เหตุเพียงเพราะดันไปชื่นชม NBT ที่พันธมิตรฯ ไม่ชอบจนต้องส่งกองโจรไปถล่ม และยังไปชมรายการ “ความจริงวันนี้” ว่าเป็นสื่อสุภาพ ทั้งที่เป็นรายการกระชากหน้ากากทายาทเผด็จการ ที่ม็อบผู้ดีรับไม่ได้

ซ้ำไม่หยุดเพียงเท่านั้นแต่ยังพาดพิงไปถึงธุรกิจในเครือข่ายไทยรัฐ อย่าง “โพลีพลัส” ที่อยู่ในความดูแลของ อรพรรณ วัชรพล ภรรยา “คุณหยี” สราวุธ วัชรพล ด้วยข้อความว่า...

“...เป็นที่ทราบกันดีในหมู่สื่อมวลชนสายบันเทิงว่า “แจ๋ว ริมจอ”เป็นคอลัมนิสต์ของไทยรัฐ ที่เขียนชมรายการและละครโทรทัศน์ในเครือบริษัทโพลีพลัส ซึ่งมีผู้บริหารระดับสูงเป็นภรรยาของผู้บริหารหนังสือพิมพ์ไทยรัฐโดยตลอด แต่มักจะติติงรายการและละครของค่ายอื่น ช่องอื่นอยู่อย่างสม่ำเสมอ

ขณะที่คอลัมน์บันเทิงอีกชิ้นหนึ่งในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ คือ “บันเทิงไทยรัฐ”นั้นก็เป็นคอลัมน์บันเทิงที่ตั้งขึ้นมาเพื่อรับเขียนโฆษณาให้กับสินค้าทั่วไปโดยเฉพาะ และเนื้อหาของคอลัมน์ส่วนใหญ่ก็มิได้เกี่ยวพันกับวงการบันเทิงแต่อย่างใด...”

แล้วลองมาดูข้อเขียนของคุณ “แจ๋ว ริมจอ” ว่ามันไปทำร้ายใครที่ตรงไหน

...เหตุผลวันนี้

ก็เพราะความหวังดีของการทำหน้าที่สื่อคนหนึ่ง แต่ก็อาจทำให้เกิดความไม่พอใจแก่คนบางกลุ่มได้ ซึ่งเป็นเรื่องปกติสำหรับการแสดงความคิดเห็น

และเพราะผมอยากให้ “ความจริงวันนี้” ทางเอ็นบีที ปลดชนวน ยุติบทบาท เพื่อลดความขัดแย้งระหว่างสองฝ่าย

กลายว่าผมไม่เป็นกลาง ไปเข้าข้างกับฝ่ายที่กำลังทำผิดกฎหมาย และกำลังจะปิดหูปิดตาประชาชนผู้เสียภาษี!!

ขอเรียนว่า ผมจะเขียนจะคิดอะไร นั่นหมายความว่า ความคิดนั้นจะต้องตกผลึกพอที่จะมีประโยชน์ต่อผู้อ่านบ้าง

โดยเฉพาะ “ความจริงวันนี้” ซึ่งผมบอกแล้วว่า ไม่ใช่ไม่มีสาระ แถมเป็นข้อมูลอีกด้านหนึ่งที่เราควรรู้ด้วยซ้ำ

วิธีการนำเสนอก็ดูดี ไม่หยาบคาย พอจะเรียกได้ว่าสุภาพชนพึงปฏิบัติ ถ้าเป็นสื่อก็ถือว่าเป็นสื่อสุภาพ

มีคำถามมาว่า เมื่อเรียกร้องให้ยุติ “ความจริงวันนี้” แล้วทำไมไม่เรียกร้องให้ ปิดสถานี...ที่ไม่เป็นกลางนั่นด้วย!!

เพราะที่ผ่านมาก็ทำความแตกแยกให้แก่ ประเทศชาติมากพอสมควร

ก็เรียนต่อไปว่า ผมไม่เคยนับถือว่านั่นคือสื่อมานานแล้ว ไม่ยอมแม้แต่จะให้มีชื่อในคอลัมน์ด้วย เมื่อไม่ยอมรับ ก็ไม่ควรพูดถึง!!

แต่อย่าง “เอ็นบีที” คือ “สื่อแท้” ที่ ต้องรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม ราคาค่างวดมันต่างกันลิบลับ แลกกันด้วยคุณค่าแล้ว ไม่มีทางเป็นไปได้เลยครับ

ตราบเมื่อ “ความจริงวันนี้” ลดบทบาทลงแล้ว แต่อีกฝ่ายยังเคลื่อนไหวเยี่ยงอันธพาล ตราบนั้น “ความชอบธรรม” ต่างๆ ก็จะตีกลับมาเอง!!

สำนวนโบราณที่ว่า “เอาพิมเสนไปแลกกับเกลือ” คิดสะระตะแล้วคุ้มค่าไหมครับ?!

แต่เหนืออื่นใด ผมอยากเห็นชาติบ้านเมืองกลับสู่ความสงบสุข อยากเห็นรอยยิ้มของผู้คนกลับคืนมา อยากให้ประเทศเจริญก้าวหน้า ประชาชนอยู่ดีมีสุข

เงื่อนไขใดๆ อันจะนำมาสู่การทะเลาะ เบาะแว้ง ควรจะค่อยๆ หมดไป

ส่วนใครทำผิดกฎหมายอย่างไร ต้องเดินสู่กระบวนการยุติธรรมทุกคนครับ!!...

ผมว่าคนพวกนี้คงคิดแต่ว่าตัวเองถูกอยู่เพียงฝ่ายเดียว จนคนที่เห็นต่าง เป็นคนเลว คนร้ายไปหมด บ้านเมือง มันถึงวุ่นวายขนาดนี้

ผมเห็นด้วยกับหลายความเห็นของคุณ “แจ๋ว ริมจอ” ทั้งที่ไม่เคยรู้จักมักคุ้น

เพราะหากการทำหน้าที่อย่าง “เป็นกลาง” ของสื่อหมายถึงการนำเสนอข่าวของทุกด้าน ของคนทุกกลุ่ม อย่างเสมอกัน ด้วยน้ำหนักเท่าเทียมกัน

ผมว่า “ประชาทรรศน์” ยอมเป็นสื่อ “ลำเอียง” เข้าข้างประชาชนและระบอบประชาธิปไตย ดีกว่า...!!

บิ๊กโบ๊ต



ปธ.วิปรัฐบาล ปัดแถลงนโยบายรบ.เพิ่มอีก 1 วัน ไม่เกี่ยวกับการแก้ รธน.

ประธานวิปรัฐบาล ยืนยันการขยายเวลาการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาเพิ่มอีก 1 วัน ไม่เกี่ยวข้องกับการบรรจุเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และตั้ง สสร. ในร่างนโยบายดังกล่าว

นายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปรัฐบาล กล่าวถึงการจัดสรรเวลาในการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาว่า การแถลงนโยบายจะเริ่มขึ้นในวันที่ 7 ตุลาคม โดยจะเปิดโอกาสให้สมาชิกได้อภิปรายรัฐบาลอย่างเท่าเทียมกัน ส่วนเวลาการอภิปรายจะแบ่งให้แต่ละพรรคการเมืองไปจัดสรรเวลากันเอง

พร้อมระบุการขยายเวลาการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาจากเดิม คือวันที่ 6-8 ตุลาคม ไปอีก 1 วัน คือวันที่ 9 ตุลาคม ไม่เกี่ยวข้องกับประเด็นที่มีการบรรจุเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 และการตั้ง สสร. เพื่อปฏิรูปการเมือง แต่การขยายเวลา เพื่อเปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภาได้แสดงความคิดเห็นในนโยบายแต่ละเรื่องของรัฐบาลอย่างเต็มที่ เพราะเป็นการประชุมร่วมของรัฐสภา ไม่ใช่การประชุม ส.ส.เพียงอย่างเดียว


“สมชาย” เผยประชุมสภา-วุฒิสภาหารือแก้สถานการณ์ พรุ่งนี้

นายกรัฐมนตรี เผย จะร่วมหารือกับนายชัย ชิดชอบ ประธานสภาฯและอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้าน เพื่อหารือถึงสถานการณ์บ้านเมืองให้เกิดความสงบสุข

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี เผย ในวันพรุ่งนี้(3 ต.ค.)จะเข้าร่วมประชุมกับผู้นำฝ่ายค้าน,นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร และนายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภาเพื่อหารือถึงสถานการณ์บ้านเมือง ตามที่ประธานสภาฯ ได้นัดมาหารือร่วมกัน

"ได้รับการติดต่อแล้ว จะประชุมวันพรุ่งนี้ ประมาณบ่ายสองโมง แต่ไม่ใช่เรื่องการเมืองแต่เป็นเรื่องสถานการณ์ที่จะต้องปรับปรุงแก้ไขให้เรียบร้อย เรื่องนี้เป็นการดำเนินการของสภาฯ" นายสมชาย กล่าว

ด้านนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.)และผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวว่า ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้นัดหารือร่วมสี่ฝ่ายในวันพรุ่งนี้ เพื่อหารือถึงการแก้วิกฤติของประเทศรวมถึงแนวทางปฎิรูปการเมืองหรือไม่อย่างไร