WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, October 3, 2008

มทภ.2ใหม่เตรียมหารือเขรมปรับกำลังทหารเขาวิหารรอบ2

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ที่ผ่านมา ที่สโมสรร่วมเริงไชย ค่ายสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 อ.เมือง จ.นครราชสีมา ได้มีการจัดพิธีรับ-ส่งหน้าที่แม่ทัพภาคที่ 2 (มทภ.2) ระหว่าง พล.อ.สุจิตร สิทธิประภา แม่ทัพภาคที่ 2 คนเดิม ซึ่งย้ายไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก (อัตรา พล.อ.) กับ พล.ท.วิบูลย์ศักดิ์ หนีพาล แม่ทัพน้อยที่ 2 ที่ขึ้นมาดำรงตำแหน่ง แม่ทัพภาคที่ 2 คนใหม่ โดยมีหน่วยทหารในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งแต่ระดับกองพันขึ้นไปจนถึงระดับกองทัพจำนวน 74 หน่วย จัดหมู่ธงประจำหน่วย สวนสนามเพื่อเทิดเกียรติยศให้แก่แม่ทัพภาคที่ 2

ทั้งนี้กองทัพภาคที่ 2 มีผู้บังคับบัญชาดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2491 เป็นต้นมา โดยมี พล.ท.หลวงวีระโยธา เป็นแม่ทัพภาคที่ 2 คนแรก จนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลา 60 ปี มีผู้ดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 แล้วจำนวน 31 คน และคนปัจจุบัน พล.ท.วิบูลย์ศักดิ์ หนีพาล เป็นแม่ทัพภาคที่ 2 คนที่ 32

พล.ท.วิบูลย์ศักดิ์ หนีพาล แม่ทัพภาคที่ 2 คนใหม่ เปิดเผยว่า กองทัพภาคที่ 2 มีภาระหน้าที่รักษาอธิปไตยในดินแดนของประเทศ และดูแลความสงบเรียบร้อยภายใน รวมถึงช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยพิบัติต่างๆ ซึ่งได้ทำตามแผนงานที่ได้มีแผนไว้ต่อเนื่อง จากนี้ไปก็จะปฏิบัติตามนโยบายของกองทัพบก และสืบทอดเจตนารมณ์ของแม่ทัพภาคที่ 2 ในอดีตที่ผ่านมา

สำหรับนโยบายเพิ่มเติมภายหลังได้รับมอบหน้าที่แล้วนั้น จะเน้นไปที่เรื่องปัญหาชายแดนและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ โดยเฉพาะการดูแลป่าไม้ ซึ่งได้ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในการดูแลรักษาผืนป่าทุกรูปแบบเพื่อให้ได้ป่าที่อุดมสมบูรณ์คืนมา และมีการลาดตระเวนร่วมกันเพื่อไม่ให้ทำลายป่าเพิ่มเติม

ส่วนสถานการณ์ด้านชายแดนไทย-กัมพูชา นั้น จากรายงานล่าสุดไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงทุกอย่างยังเรียบร้อยดี และเป็นไปตามขั้นตอนที่รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศได้พูดคุยตกลงกันไว้ ขั้นตอนการดำเนินการต่อจากนี้ไปสำหรับข้อพิพาทกรณีเขาพระวิหาร จ.ศรีสะเกษ จะมีการเจรจาปรับกำลังของทหารทั้ง 2 ฝ่ายเพื่อให้ทหารของทั้ง 2 ประเทศมีความพร้อมในการดูแลชายแดนเหมือนที่ผ่านมา

ทั้งนี้เนื่องจากบางจุดโดยเฉพาะบนปราสาทเขาพระวิหารทหารของฝ่ายกัมพูชายังมีกำลังเหลืออยู่มาก ซึ่งจะมีการหารือกันภายในสัปดาห์หน้า โดยเป็นการประชุมหารือระหว่างแม่ทัพภาคที่ 2 กับแม่ทัพภูมิภาคทหารที่ 4 ของกัมพูชาเพื่อตกลงในรายละเอียด สาระสำคัญที่จะหารือกันในครั้งนี้ คือเรื่องเกี่ยวกับเขาพระวิหารอย่างเดียว โดยเฉพาะการปรับกำลังทหารของทั้ง 2 ประเทศเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งคาดว่าแนวโน้มสถานการณ์ทุกอย่างจะดีขึ้น หน่วยทหารตามแนวชายแดนทางกัมพูชาก็มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาโดยตลอด

"กรณีชายแดนด้านปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ นั้น ได้มีการหารือตกลงกันและเข้าใจกันดีแล้ว ซึ่งจุดนั้นอยู่ในเส้นเขตแดนที่เป็นข้อพิพาทกันอยู่ยังไม่มีการปักปันเขตแดนที่ชัดเจน ฉะนั้นต่าง ฝ่ายจึงต่างถอยกำลังทหารออกมาเพื่อให้คณะกรรมการปักปันเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา เข้ามาดำเนินการให้เสร็จเรียบร้อยแล้วค่อยมาจัดระเบียบกันใหม่อีกที" พล.ท.วิบูลย์ศักดิ์ กล่าว

“ธีระชัย” แนะนักส่งเสริมสหกรณ์ ยึดซื่อสัตย์-โปร่งใส สร้างชุมชนเข้มแข็ง

"รมช.เกษตรฯ"เปิดงานวันสถาปนากรมส่งเสริมสหกรณ์ ครบรอบ 36 ปี พร้อมแนะนักส่งเสริมสหกรณ์ ยึดมั่นซื่อสัตย์-โปร่งใส สร้างชุมชนเข้มแข็ง

นายธีระชัย แสนแก้ว รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดงานวันสถาปนากรมส่งเสริมสหกรณ์ ครบรอบ 36 ปี พร้อมให้โอวาทแก่ผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงานและลูกจ้างของกรมส่งเสริมสหกรณ์เกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติงาน ว่า นักส่งเสริมสหกรณ์นับเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งในชุมชนและสังคม เพราะมีหน้าที่ส่งเสริมให้ประชาชนในทุกกลุ่มสาขาอาชีพรวมกันจัดตั้งสหกรณ์ เพื่อก่อให้เกิดพลังในการส่งเสริมเกื้อหนุนและช่วยแก้ไขปัญหาทางด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยเฉพาะสหกรณ์ในภาคการเกษตรที่ถือเป็นองค์กรของเกษตรกรที่สำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร โดยใช้วิธีการรวมกันซื้อ รวมกันขาย ส่งผลให้เกิดการลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มรายได้ในครัวเรือน

นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ส่งเสริมสมาชิกให้ผลิต แปรรูป และจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรที่ปลอดภัย ทำให้ประชาชนในประเทศมีผลผลิตบริโภคอย่างพอเพียง รวมถึงช่วยเพิ่มพูนความรู้ และทักษะในการผลิตให้มีคุณภาพมาตรฐาน การบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ จนเกษตรกรสามารถนำผลผลิตที่ล้นตลาดออกสู่ตลาดโลก เป็นการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและประเทศชาติ

รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวอีกว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ยึดอาชีพเกษตรกรรรมเป็นหลัก รวมทั้งมีพื้นที่ที่เหมาะสมในการทำการเกษตรเพื่อผลิตอาหารและพลังงานทดแทนอย่างมากมาย ดังนั้นสหกรณ์จึงมีบทบาทอย่างมากในการกำกับ ดูแล และดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรในด้านการแนะนำอาชีพ และการรวมกลุ่มการผลิตและให้บริการ ตลอดจนเป็นที่พึ่งและส่งเสริมด้านวินัยการออมและการลงทุนให้กับสมาชิก

"การดำเนินการข้างต้นจะประสบความสำเร็จได้ ต้องอาศัยทั้งความรู้ ความสามารถและการทุ่มเทเวลาในการดูแล แนะนำ และส่งเสริมจากนักส่งเสริมสหกรณ์อย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันนักส่งเสริมสหกรณ์ต้องเป็นผู้ที่มีคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต มีความโปร่งใสตรวจสอบได้ จึงจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นในระบบสหกรณ์ให้แก่สมาชิกทั่วประเทศได้" นายธีระชัย กล่าว



ชาตินี้สงสัยไม่ทันเลื่อนซ้ำคดี ‘วิฑูรย์’‘สดศรี’ แย้มรอดแน่


ชาตินี้ก็ทำท่าจะไม่ได้เห็นผลการพิจารณาใบแดง “วิฑูรย์ นามบุตร” หลัง กกต.หาเหตุเลื่อนชี้ขาดออกไปอีกเป็นครั้งที่เท่าไรก็นับไม่ถ้วน อ้างไม่ครบองค์ประชุมทั้งที่ติดภารกิจแค่คนเดียว แต่ยังอยู่ทำหน้าที่อีก 4 “สดศรี” แย้มชอบมีข่าวหลุดออกมาล่วงหน้าแถมตรงทุกครั้ง เชื่อคราวนี้ ปชป. รอดตามคาด ให้จับตาดู กกต. ชุดใหญ่ชี้ขาดยืนตามที่อนุฯ เห็นควรให้ “ยกคำร้อง”

การประชุมใหญ่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ช่วงบ่าย วันที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา มีกำหนดการลงมติพิจารณาคดีนายวิฑูรย์ นามบุตร ส.ส.อุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กรณีทุจริตโดยการแจกตั๋วชมภาพยนตร์ฟรีสลับการปราศรัยหาเสียง ที่จ.อุบลราชธานี ตามที่นายสมบัติ รัตโน อดีตผู้สมัครส.ส.อุบลราชธานี พรรคพลังประชาชน ยื่นหลักฐานฟ้องร้องต่อ กกต. ซึ่งกรณีดังกล่าวอาจจะนำไปสู่การยุบพรรคประชาธิปัตย์ได้

แต่คดีดังกล่าวก็มีความทุลักทุเลมาตลอด และกินเวลายาวนานกว่าคดีของพรรคการเมืองอื่นจนน่าสงสัย รวมทั้งตลอดเวลาที่ผ่านมาพยานบุคคลหายบ้าง ยืดเวลาก็แล้วก็ยังไม่มาให้ปากคำบ้าง กกต.เองก็ถ่วงเวลากันจนนาทีสุดท้าย เสมือนรอจังหวะให้พรรคร่วมรัฐบาลอื่นโดนยุบพรรคกันไปก่อน

อย่างไรก็ตามการประชุมใหญ่ของ กกต. ที่หลายคนรอคอย ตามที่มีการบรรจุเรื่องดังกล่าวไว้เพื่อลงมติ ก็กลายเป็นหมันอีก ด้วยข้ออ้างว่าองค์ประชุมไม่ครบ เพราะขาดกกต.หญิงหนึ่งเดียว นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง ด้านกิจการพรรคการเมือง ที่ติดภารกิจไม่สามารถมาเข้าร่วมประชุมได้

กรณีดังกล่าวนายสุเมธ อุปนิสากร กรรมการการเลือกตั้ง ด้านการมีส่วนร่วม ยืนยันว่า ที่ประชุมเห็นตรงกันว่าสมควรรอนางสดศรี เนื่องจากสำนวนดังกล่าวมีความสำคัญ ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังประสานอยู่ หากมาร่วมประชุมก็สามารถลงมติได้ทันที เพราะ กกต.ทุกคนได้อ่านสำนวนมาเรียบร้อยหมดแล้ว

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการกกต. กล่าวถึงการพิจารณาสำนวนการร้องคัดค้านนายวิฑูรย์ กรณีกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งว่า หลังจากที่นายสมชัย จึงประเสริฐ กรรมการการเลือกตั้ง ด้านสืบสวนสอบสวนได้เสนอเรื่องเข้าสู่วาระการประชุมของ กกต.เพื่อลงมติ แต่ขณะนี้ที่ประชุมยังไม่ได้ลงมติ เนื่องจากนางสดศรี ติดภารกิจทำวีซ่าเพื่อเดินทางไปดูงานที่สหรัฐอเมริกาจึงไม่ได้เข้าร่วมประชุม

ซึ่ง กกต.คนอื่นเห็นว่าเรื่องดังกล่าวมีความสำคัญควรรอให้อยู่ครบทั้งหมด ตนจึงได้พยายามติดต่อนางสดศรีว่าจะสามารถกลับมาร่วมประชุมในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ได้หรือไม่

“ตามระเบียบการพิจารณาใบเหลือง ใบแดง กกต.ทั้ง 5 คนจะต้องร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียงกัน ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้เกิดข้อโต้แย้งและข้อร้องเรียนได้ในภายหลัง” นายสุทธิพลกล่าว

ขณะเดียวกันนางสดศรี ออกมากล่าวว่า ทราบว่าช่วงบ่ายของวันที่ 2 ตุลาคม กกต.มีกำหนดการพิจารณาลงมติชี้ขาดสำนวนการทุจริตเลือกตั้งของนายวิฑูรย์ และเนื่องจากตนติดธุระในการทำวีซ่าขอเดินทางไปประเทศอเมริกาเพื่อดูงานในระหว่างวันที่ 7-16 ตุลาคมนี้ จึงไม่สามารถเดินทางเข้าร่วมประชุมในวันนี้ได้

ดังนั้นต้องเตรียมเอกสารสำคัญหลายรายการจึงต้องการจะจัดการเรื่องตัวเองให้เรียบร้อยเสียก่อน เพื่อให้ทันกับกำหนดการการเดินทาง พร้อมกับเห็นว่าแม้ตนไม่ได้เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ ก็ยังเหลือกกต.อีก 4 คนถือว่าครบองค์ประชุมสามารถลงมติได้อยู่แล้ว

“ขอตั้งข้อสังเกตว่า การสอบสวนสำนวนดังกล่าวในชั้นอนุกรรมการนั้น มีเหลือเพียง 3 คน จากเดิมที่มีอยู่ 5 คน ก็ยังสามารถสรุปสำนวนส่งมาถึง กกต.ได้ แล้วเหตุใด กกต.ที่เหลือ 4 คนจะลงมติไม่ได้ เพราะตามกฎหมายก็ถือว่าครบองค์ประชุมแล้ว

ดิฉันยืนยันว่าคงไม่สามารถกลับเข้าไปร่วมประชุมในวันเดียวกันนี้ได้แน่ เพราะการเตรียมตัวเดินทางต้องใช้เวลาทั้งวัน และประสานไปยังเลขาธิการ กกต.แล้วโดยเสนอให้จัดนัดประชุมพิเศษเพื่อลงมติเรื่องนี้ในวันที่ 3 ตุลาคมได้หรือไม่ เพราะดิฉันว่าง

แต่ปรากฏว่ามี กกต.บางคนมีกำหนดการเดินทางไปต่างจังหวัด ตรงนี้ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ที่ผ่านมามักจะมีข่าวหลุดออกไปก่อน ตั้งแต่ในชั้นของอนุกรรมการว่ามีมติว่าอย่างไร และก็เป็นไปตามข่าวเสียทุกครั้ง ครั้งนี้ก็มีข่าวว่าอนุกรรมการมีมติให้ใบขาว ก็ไม่รู้ว่าจะตรงอีกหรือเปล่าทั้งๆ ที่เรื่องก็ยังไม่เข้าที่ประชุม กกต.”

นอกจากนี้ นางสดศรี ยังกล่าวถึงมติว่า กกต.คงจะพิจารณายกคำร้องตามความเห็นที่คณะอนุกรรมการได้เสนอมา
ซึ่งคำกล่าวของนางสดศรีตรงกับแหล่งข่าวจากคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนใบแดงนายวิฑูรย์ที่เปิดเผยว่าอนุกรรมการพิจารณาเรื่องเสร็จแล้ว และมีมติยืนยันตามเดิม คือให้ยกคำร้อง

ด้านคดียุบพรรคพลังประชาชน (พปช.) แหล่งข่าวจากคณะทำงานอัยการคดีดังกล่าว แจ้งว่ามีกำหนดการพิจารณาคดีดังกล่าวในวันเดียวกันกับพิจารณาคดีนายวิฑูรย์ แต่มีแนวโน้มที่อัยการจะเสนอกกต. ตั้งคณะทำงานร่วมกับอัยการเพื่อพิจารณาพยานหลักฐานเพิ่มเติมและคงจะมีการขอขยายเวลาไปอีก 30 วัน ตามที่กฎหมายกำหนด

นอกจากนี้ ทางอัยการได้ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคชาติไทยและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรค พร้อมกับยื่นหลักฐานเพิ่มเติมใน คำร้องยุบพรรคมัชฌิมาธิปไตย

ซึ่งนางอนงค์วรรณ เทพสุทิน หัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย กล่าวว่า ได้ทำใจในคดียุบพรรคเอาไว้แล้ว เพราะการวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญไม่มีประโยชน์อะไรเลยและเตรียมหาพรรคใหม่สำรองไว้แล้ว


จี้ปปช.สอบด่วน‘อภิรักษ์’เสียดายงบเลือกซ่อม


“ชูวิทย์” บุก ป.ป.ช. จี้ให้เร่งสอบ “อภิรักษ์” กรณีอาจเกี่ยวพันทุจริตรถ-เรือดับเพลิง ตามที่ร้องเรียนเป็นเรื่องด่วน ห่วงต้องเสียงบประมาณมหาศาล หากต้องมีการเลือกตั้งใหม่ มั่นใจหลักฐานเต็มที่เพราะข้อมูลสมบูรณ์ ส่วนกรณีป้ายโฆษณาแฝง กกต.กทม.พิจารณาเสร็จแล้วส่งถึงมือ กกต.ชุดใหญ่ เผยมติไม่เอกฉันท์ เสียงกว่าครึ่งเชื่อผิดจริง

จากกรณีมีการร้องเรียนความไม่ชอบมาพากลสารพัดเรื่องราวเกี่ยวกับ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งที่จะมาถึงในวันที่ 5 ตุลาคม 2551นั้น

ในส่วนของป้ายโฆษณาแฝงที่มีการร้องเรียนและอยู่ระหว่างการพิจารณาของ กกต.กทม. ได้รับการเปิดเผยจาก นายพิงค์ รุ่งสมัย ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (กกต.กทม.) เป็นประธานประชุมสืบสวนสอบสวนพิจารณาเรื่องตามคำร้องของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่ร้องเรียนป้ายหาเสียงของนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้สมัครผู้ว่าฯ ว่าไม่ถูกต้องตามประกาศของ กกต.โดยคำร้องของนายชูวิทย์ ระบุให้ กกต.พิจารณาว่าป้ายดังกล่าว ขัดหรือฝ่าฝืนต่อประกาศ กกต.หรือไม่ ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาเฉพาะประเด็นตามคำร้องและมีความเห็นสรุปแล้วว่าผิดหรือไม่ แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าสรุปอย่างไร โดยวันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม 2551 กกต.กทม.จะส่งเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของ กกต.ใหญ่ ซึ่งหาก กกต.ใหญ่มีความเห็นภายหลังว่าผิดจริง แม้ผู้ถูกร้องเรียนจะได้เป็นผู้ว่าฯ กทม.แล้ว ก็ยังสามารถให้ใบเหลืองหรือใบแดงเพื่อดำเนินการเอาผิดได้

มีรายงานว่า ที่ประชุม กกต.กทม.ได้ให้ลงมติลับ โดยคณะกรรมการทั้ง 5 คน มีความเห็นแตกต่างกัน สรุปด้วยมติไม่เป็นเอกฉันท์ โดยรายงานข่าวระบุว่ากรรมการ 3 ใน 5 คน เห็นว่าการกระทำของนายอภิรักษ์ ขัดต่อกฎหมายเลือกตั้ง

นายชูวิทย์ กล่าวถึงกระแสข่าวที่ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ อาจได้ใบเหลืองเพราะทำผิดกฎหมายเลือกตั้งกรณีป้ายประชาสัมพันธ์ กทม.เป็นโฆษณาแฝงเอื้อประโยชน์ว่า ไม่ได้รู้สึกดีใจที่ นายอภิรักษ์ จะได้ใบเหลือง แต่เชื่อว่ากรณีนี้ไม่น่าจะรอด เพราะหลักฐานที่ตนได้มอบให้ กกต.กทม.ถือว่าครบถ้วนทุกประเด็น
ขณะเดียวกันได้ตั้งข้อสังเกตกรณีรังสิตโพล โดยเป็นของ นายอาทิตย์ อุไรรัตน์ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ยังออกมาเผยแพร่การสำรวจก่อนการเลือกตั้ง กทม.ภายใน 7 วัน ซึ่งถือว่าผิดกฎหมายเลือกตั้ง

ด้าน นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน กล่าวถึงเรื่อง กกต.กทม. ส่งเรื่องให้ กกต.ใหญ่ พิจารณาเรื่องการให้ใบเหลือง กรณีป้ายหาเสียงนั้นว่า ไม่กังวลใจ เพราะได้ชี้แจงเรื่องดังกล่าวแล้วว่าเป็นป้ายประชาสัมพันธ์ ของ กทม.ในอดีตที่ตนเคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. และยืนยันไม่เคยทำผิดการเลือกตั้ง ขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ และพร้อมที่จะชี้แจงกับ กกต.

ส่วนในเรื่องทุจริตรถ-เรือดับเพลิง ที่นายชูวิทย์ เป็นผู้ออกมาเปิดประเด็นในวันที่ 2 ตุลาคม 2551 ที่ผ่านมา นายชูวิทย์ เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. ผ่านนายวิทยา อาคมพิทักษ์ ผู้อำนวยการสำนักการข่าว ป.ป.ช. เพื่อให้เร่งพิจารณาตรวจสอบทุจริตโครงการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของกรุงเทพมหานคร โดยได้แนบสรุปเหตุการณ์และแง่คิดในบางประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตโครงการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของกทม.

โดยเห็นว่าหากนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ได้รับเลือกตั้งให้เป็นผู้ว่าฯกทม.แล้วได้มีการชี้มูลความผิดและลงความเห็นตัดสินว่านายอภิรักษ์ มีความผิดจริง จะส่งผลให้นายอภิรักษ์ ต้องพ้นจากตำแหน่งผู้ว่าฯกทม.และต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ทำให้สูญเสียงบประมาณของแผ่นดินที่มาจากภาษีอากรของประชาชน ดังนั้นเพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าวจึงขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. เร่งพิจารณาเรื่องดังกล่าวเป็นการด่วน

นายชูวิทย์ กล่าวยืนยันว่า ตนจะติดตามเร่งรัดเรื่องดังกล่าวอย่างใกล้ชิดแม้จะต้องตามจนสุดขอบฟ้า จนตนเองตายก็จะไม่หยุด จะหยุดก็ต่อเมื่อมีคนติดคุก และใครที่ถูกตนร้องเรียนก็จะไม่รอดแน่ และการที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) จะมาทำตีขรุมว่านายอภิรักษ์ ไม่เกี่ยวข้องทั้งๆที่ ป.ป.ช. ยังไม่สรุปคดีแม้ว่าจะไม่มีการชี้มูลความผิดในช่วงที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.) รับผิดชอบคดีนี้อยู่ก็ตาม
ซึ่งทางด้าน บริษัท สไตเออร์ฯ ได้ส่งจดหมายชี้แจงมายังป.ป.ช. แล้วซึ่งตนคงไม่ไปก้าวก่าย นอกจากนี้ การที่นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส. พรรคฯ ออกมาระบุว่าข้อมูลที่ตนนำมาเปิดเผยนั้นเป็นข้อมูลเก่าแล้วแต่ข้อมูลเก่าที่ว่านี้ทำไม่ถึงไม่ตอบในสิ่งที่ตนถามไปและการที่ให้นายอภิรักษ์ อยู่นิ่งๆ ไม่ตอบโต้ วิธีการนี้มันเป็นวิธีที่พรรคประชาธิปัตย์น่าจะใช้เมื่อ 20 ปีที่แล้วไม่ใช่ตอนนี้

“ประเด็นสำคัญมันอยู่ที่การเปิด L/C ของนายอภิรักษ์ เพราะมีผลทำให้สัญญาซื้อขายสมบูรณ์ ดังนั้นนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตผู้ว่าฯกทม.ไม่เกี่ยวข้องแน่นอนแม้จะเป็นผู้ลงนามในสัญญากับบริษัท สไตเออร์ฯ ก็ตาม

ทั้งนี้หากเป็นการกระทำของพรรครัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์คงอภิปราย 7 วัน 7 คืน แน่นอน และผมมั่นใจว่าต้องมีเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.รอบ 2 แน่ และคงจะมีใครได้ใบดำ กินข้าวในคุกแน่ ทั้งนี้ขอยืนยันว่าส่วนตัวไม่เคยมีปัญหากับนายอภิรักษ์ เจอกันก็ทักทายเป็นปรกติเพราะอาศัยอยู่คอนโดฯ เดียวกัน” นายชูวิทย์ กล่าว


จำลองเหตุการณ์ ชูวิทย์ ต่อย วิศาล

จำลองเหตุการณ์ ชูวิทย์ ต่อย วิศาล - ดูวิดีโอทั้งหมด กดที่นี่

สองช็อตของ “สมชาย”

ลากนักโทษเข้าแดนประหาร

ล่าสุดตัวแทนอัยการสูงสุดได้เดินทางเข้ายื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคชาติไทยและตัดสิทธิการเมืองกรรมการบริหารพรรค ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 237 พร้อมทั้งยื่นหลักฐานเอกสารเพิ่มเติมคำร้องคดียุบพรรคมัชฌิมาธิปไตย

โดยนายเศกสรรค์ บางสมบูรณ์ อธิบดีอัยการฝ่ายคดีพิเศษ ย้ำหนักแน่นเลยว่า ทางอัยการสูงสุด ได้มีความเห็นตรงกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) คือขอให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคทั้ง 2

เนื่องจากพิจารณาตามพยานหลักฐานแล้วแน่นหนา

เตรียมจองศาลาล่วงหน้าได้

และจ่อรอคิวต่อไป ในส่วนของค่ายใหญ่อย่างพรรคพลังประชาชน คณะทำงานที่มีนายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ รองอัยการสูงสุด เป็นประธาน จะนัดประชุมนัดที่ 2 ในวันที่ 2 ตุลาคมนี้ แต่ทั้งหมดทั้งปวงโดยเงื่อนเวลา อัยการสูงสุดจะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จและยื่นศาลรัฐธรรมนูญภายในวันที่ 10 ตุลาคม

ต่อลมหายใจได้อีกไม่นาน

ตามการคาดการณ์ของ “เดอะอ๋อย” นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย แทงหวยล่วงหน้า พรรคพลังประชาชนโดนยุบล้านเปอร์เซ็นต์

และก็เป็นอะไรที่ขยับถอยให้ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ร่อนใบลาออกจากเก้าอี้หัวหน้าพรรคพลังประชาชน

เป็นอันจบสิ้นภารกิจ เลิกสัญญา “นอมินี”

ส่งมอบสถานะ “ร่างทรง” ให้กับนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ขึ้นมารั้งเก้าอี้หัวหน้าพรรคพลังประชาชน อีกตำแหน่งหนึ่ง

สายตรงไม่ต้องอ้อมอีกต่อไป

และตามกติกาพรรคพลังประชาชนต้องมีการเรียกประชุมเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรคกันใหม่ ในห้วงนาทีคาบเส้นคดียุบพรรคที่จ่อคอหอยเข้ามาทุกขณะ

เหมือนเลือกไปก็ไม่ได้มีความหมายอะไร

แต่หากจับสัญญาณจาก “มหากุเทพ” ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง อดีตโฆษกพรรคพลังประชาชน คนของกลุ่มเพื่อนเนวิน ที่ออกมาจุดไฟเผาบ้านส่งท้าย

ชี้เป้าแฉแผนอพยพ

ต่อเนื่องจากเกมสลายมนต์พ่อมดเขมร มีความพยายามรวมคนมุ่งสู่พรรคการเมืองใหม่แบบมีเอกภาพ ถ้านายกฯสมชายไม่ยุบสภาก่อนยุบพรรค พรรคเพื่อไทยก็จะรวบรวมเสียงข้างมากตั้งรัฐบาลต่อไป

สอดรับกับท่าทีของนายกฯสมชายที่เล่นบทเคลียร์ใจ ส.ส.ลูกพรรคในที่ประชุมเมื่อเย็นวันที่ 30 กันยายน เพิ่มระดับการดูแลใกล้ชิด

สั่งรัฐมนตรีประกบติด ดูแล ส.ส.แบบ 1 ต่อ 10

และก็เป็นนายไชยา พรหมา ส.ส.หนองบัวลำภู พรรคพลังประชาชน กลุ่มเพื่อนเนวิน ที่ออกมาปูดเบื้องหลัง นายกฯสมชายได้หารือกับนายเนวิน ชิดชอบ หัวหน้ากลุ่มเพื่อนเนวิน ภายหลังการประชุมพรรค

อ้างคำพูด “เนวิน” ขอให้ทุกคนรวมตัวกันไว้ ซึ่งต่อไปเราคงต้องเตรียม พร้อมรับคดียุบพรรคพลังประชาชน ถ้าถึงตอนนั้นมติพรรคให้ไปไหน พวกเราจะไปไหนก็ไปด้วยกัน ถ้าให้ไปพรรคเพื่อไทยเราก็ต้องไป เพราะถึงตอนนั้นถ้าไม่ไปพรรคเพื่อไทย จะสู้ในการเลือกตั้งลำบากมาก

รีบสยบแรงกระเพื่อมภายใน

โดยอาการขยับที่สอดรับกัน มันก็มองได้สองช็อต

หมากแรก “สมชาย” ต้องถือธงคุมเกม ประสานทุกฝ่าย พยายามรวบรวมไพร่พล ปักหลักรักษาสถานภาพการนำพรรคร่วม รัฐบาลต่อไป

แต่ถ้ายื้อเกมถอนรากถอนโคนไม่ได้

อย่างที่พรรคประชาธิปัตย์เรียกประชุมเตรียมยุทธศาสตร์เลือกตั้ง เพราะวิเคราะห์กันว่านายกฯสมชายจะชิงยุบสภาก่อนศาลรัฐธรรมนูญตัดสินคดียุบพรรค

ตามเกมต้อนลูกข่ายเข้าพรรคเพื่อไทยก่อนจะกระเจิงไปคนละทาง

ก็มาถึงหมากที่สอง “สมชาย” ต้องระดมพล ต้อนคนเข้าคอกพรรคเพื่อไทยให้มากที่สุด เพื่อรับประกันชัยชนะในสนามเลือกตั้งในนามค่ายสำรองของ “นายใหญ่”

และนั่นก็ต้องมองไปถึงผู้เล่นแถวสาม ที่ไม่ได้อยู่ในข่ายติดโทษแบนทางการเมือง

ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.สาธารณสุข นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ์ อดีต รมว.พาณิชย์ ก็อยู่ในบัญชี

แต่ที่เด่นขึ้นมาแบบชัดๆก็คือรายของ “ขุนค้อน” นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ รมว.ยุติธรรม จากรองประธานสภาฯ ขึ้นชั้นรัฐมนตรีว่าการกระทรวง เกรดบีในตำแหน่ง รมว.วัฒนธรรม ไม่ถึงสองเดือน ถูกดันให้ขึ้นแท่น ว่าการกระทรวงเกรดเอ พะยี่ห้อ “สหายยงยุทธ” ก้าวมาอยู่แถวหน้าแบบพรวดๆ

เหมือนถูกชงให้แต่งตัวรอรับงานใหญ่.


ทีมข่าวการเมือง รายงาน


มีผู้สมทบทุนบริจาคเงินช่วยข้าราชการที่ถูกฟ้องกรณีพระวิหารร่วม 3 ล้านบาท

ก.ต่างประเทศ 2 ต.ค. -สมาชิกสโมสรสราญรมย์ ระดมทุนช่วยเพื่อนข้าราชการที่ถูกฟ้องดำเนินคดีกรณีปราสาทพระวิหาร ได้เงินหลายสกุล จำนวนกว่า 2 ล้านบาท โดยมีบุคคลสำคัญหลายคนร่วมบริจาค ขณะที่ปลัดกระทรวงปฏิเสธรับ เพราะเกรงใจ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากกรณีที่ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ ประสบปัญหาอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งล่าสุดมีการฟ้องร้องข้าราชการ 4 คน ที่เกี่ยวข้องกับกรณีข้อพิพาทปราสาทพระวิหาร โดยนายนรชิต สิงหเสนี เลขาธิการสโมสรสราญรมย์ มีหนังสือลงวันที่ 19 กันยายน 2551 เพื่อแจ้งให้ทราบความคืบหน้าตามที่ได้มีหนังสือลงวันที่ 1 กันยายน 2551 เกี่ยวกับการระดมทุนช่วยเหลือเพื่อนข้าราชการที่ประสบปัญหาอันเกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งขณะนี้มีความคืบหน้าในเรื่องดังกล่าวว่า

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินสำหรับช่วยเหลือข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศที่ประสบปัญหาจากการปฏิบัติหน้าที่ ถือเป็นพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้ และเป็นมงคลและขวัญกำลังใจอันสูงสุดแก่ข้าราชการทั้ง 4 ตลอดจนสมาชิกสโมสรสราญรมย์ทุกคน ซึ่งในการนี้ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ พร้อมกับเพื่อนข้าราชการทั้ง 3 คน ได้กราบบังคมทูลฯ แสดงความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณครั้งนี้ ในระหว่างส่งเสด็จพระราชดำเนินไปยังราชอาณาจักรสเปน เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2551

หนังสือระบุด้วยว่า สมาชิกสโมสรสราญรมย์จำนวนมากได้บริจาคสมทบทุน ซึ่งรวมทั้งนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี พล.อ.อ.สิทธิ เศวตศิลา องคมนตรี นายประจวบ ไชยสาส์น อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่ไม่ประสงค์จะออกนาม นอกจากนั้นยังมีบุคคลภายนอกและหน่วยราชการอื่น ซึ่งเมื่อทราบเรื่องการระดมทุน ได้ร่วมบริจาคสมทบด้วย อาทิ กรมกิจการชายแดนทหาร ซึ่งยอดเงินการระดมทุน ณ วันที่ 18 กันยายน 2551 เป็นจำนวน 2,961,200 บาท 390 ยูโร 470 ดอลลาร์สหรัฐ 1,200 หยวน และ 150,000 เยน นอกจากนี้ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศได้แจ้งด้วยว่า ไม่ขอรับเงินจากการระดมทุนครั้งนี้ เพราะเกรงจะเป็นการรบกวนเพื่อนข้าราชการ

หนังสือระบุอีกว่า นายสุจินดา ยงสุนทร และนายประจิตต์ โรจนพฤกษ์ อดีตเอกอัครราชทูต ได้รับที่จะดำเนินการร่วมกับทนายในการต่อสู้คดีให้กับข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศทั้ง 4 คน โดยไม่คิดค่าบริการ ค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งนี้ ท้ายจดหมายยังระบุด้วยว่า จำนวนเงินที่รวบรวมได้ไม่สำคัญเท่าการแสดงความสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของเพื่อนสมาชิกสโมสร ในยามที่พี่น้องสมาชิกต้องเผชิญกับปัญหาอันเกิดจาการปฏิบัติหน้าที่. -สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-10-02 20:16:07

ข้อเสนอของ สนนท คือการเมืองที่นักประชาธิปไตยต้องการอย่างแท้จริง

บทความ โดย Bugbunny

ต้องขอขอบคุณน้อง ๆ ผู้เสนอด้วยว่า กลุ่มรุ่นพ่อแม่พี่ป้าน้าอาทั้งหลาย อยากได้การเมืองแบบนี้มาตั้งแต่สมัยอายุเท่าน้อง ๆ แต่มันไม่เคยเป็นจริงครบถ้วนเลย มาตลอดยี่สิบสามสิบปีที่ผ่านมา สมัยเป็นนิสิตนักศึกษานั้น ข้อเรียกร้องและความต้องการเหล่านี้อยู่ในจิตใจของนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาตลอด และเราพยายามจนได้มาบ้าง แต่ก็ถูกปล้นกลับไปบ้าง เราสู้ต่อดึงคืนมา เขาก็ลากกลับไปอีก บางคนที่เคยเรียกร้องการเมืองแบบนี้อย่างสุดจิตสุดใจ แต่ตอนนี้กลับเปลี่ยนสีแปรธาตุกลับไปหาการเมืองแบบสองร้อยปีก่อนก็มี เพียงแต่จำนวนไม่มากนัก และหลายคนก็กำลังเครียดจัด ขนาดเมียต้องมาคุม เพราะเกียรติและศักดิ์ศรีนักประชาธิปไตยในอดีตถูกทำลายย่อยยับไปแล้วเพราะต้องการแค่อำนาจส่วนตน บางคนเริ่มต้นเป็นคนประสาทเพี้ยนเพราะความถูกต้องเป็นธรรมกับอำนาจกำลังต่อสู้กันอย่างหนักในจิตใจ

การเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีโดยตรง/ การใช้ลูกขุนเพื่อพิจารณาข้อเท็จจริง ผู้พิพากษาพิจารณาเฉพาะข้อกฎหมาย/ การลดรายจ่ายกองทัพนำมาเป็นสวัสดิการสังคมแทน/ ภาษีมรดก/ ภาษีที่ดินแบบก้าวหน้า/ ข้าราชการมีหน้าที่รับใช้ประชาชน/ เลือกตั้งแบบวันแมนวันโหวต/ ยุติวุฒิสภาหรือให้มีหน้าที่กลั่นกรองเท่านั้น ห้ามยุ่งเกี่ยวกับการบริหาร/ ยกเลิกข้อหาหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ ฯลฯ

ทุกข้อเสนอคือความปรารถนาของนักศึกษาประชาชนในยุคก่อนที่เคยต่อสู้เพื่อให้ได้มา และก็ต้องต่อสู้ซ้ำแล้วซ้ำอีก เพราะเผด็จการศักดินาอำมาตย์ ตีโต้ด้วยการรัฐประหารยึดอำนาจ ฝ่ายประชาชนก็สู้กลับด้วยการปฏิวัติประชาชน สลับกันไปมากว่าสามสิบปีแล้ว และตอนนี้ก็ยังต้องต่อสู้ต่ออีก มีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนมากขึ้น มากันในหลายรูปแบบ บางคนก็แสร้งทำตนเป็นนักสู้ฝ่ายประชาธิปไตย ผลักดันภาคประชาชนให้ใช้ความรุนแรงเพื่อทำลายความได้เปรียบทางการเมือง บทเรียนมากมายในอดีต เช่นสถานการณ์ก่อนเกิดเหตุการณ์หกตุลาเป็นต้น ที่ใช้ทำลายการเคลื่อนไหวของขบวนการประชาธิปไตย เคยทำให้ภาคประชาชนไม่สามารถต่อสู้ได้อย่างมีผลสำเร็จและเปิดเผยมาแล้ว เราจำเป็นต้องศึกษาและมองให้ทั่วถึง ฝ่ายเผด็จการนั้นไม่สามารถทำอย่างที่เคยทำได้ง่าย ๆ อีก เพราะสังคมโลกเปิดกว้าง เขาจะทำได้ก็เพราะภาคประชาชนเปิดจุดอ่อนให้เขารุกกลับและชิงความได้เปรียบ ประชาชนต้องมองภาววิสัยให้ออก หาข้อมูลความต้องการของประชาชนที่แท้จริง ข้อเสนอของ สนนท นี้ จากการสอบถามคนทั่วไปเขาเห็นด้วยและเป็นความต้องการที่แท้จริงที่สร้างการสนับสนุนได้เป็นอย่างดี

ขอสนับสนุนข้อเสนอของ สนนท เพราะเป็นการนำเอาหลักการและความต้องการของฝ่ายประชาธิปไตยมาเผยแพร่อย่างเป็นรูปธรรม ไม่เอาความรู้สึกมาใช้ต่อสู้ เป็นข้อเสนอที่รับได้ฟังได้ สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่จะสร้างการยอมรับทางการเมืองและสามารถสร้างความคล้อยตามในหมู่ประชาชนส่วนใหญ่ การนำเสนอผลงานที่ทำให้ได้รับการยอมรับ ใช้สมองและเนื้อหาสร้างความน่าเชื่อถือ มีความรู้และความเข้าใจในการสื่อสาร หรือเรียกกันทั่วไปว่า“เป็นมวย”เช่นนี้ เป็นข้อเสนอที่ผ่านการศึกษามาดีพอสมควรทำให้น่าร่วมมือ

ในขณะที่กลุ่มสูงวัยทั้งหลายที่เห็นกันอยู่ในวันนี้กลับต่อสู้ทื่อ ๆ กันเป็นสองแนวทาง แบบแรกฉวยโอกาสเอียงซ้าย มุ่งทำสงครามสู้รบกับฝ่ายตรงข้ามด้วยอัตตาส่วนตัว แบบที่สองก็ฉวยโอกาสเอียงขวา อ่อนน้อมถ่อมตนจนเกินงามกับฝ่ายเผด็จการศักดินาอำมาตย์ ทั้งสองแนวทางที่ว่านี้ไม่ได้ใช้ความคิดและการนำเสนอเป็นอาวุธ ไม่ใช้อารมณ์ก็ใช้มารยาสาไถยสู้ศัตรูแทน คำถามก็คือ ถ้าใช้อารมณ์บวกอาวุธนั้นเราแข็งแกร่งแล้วจริงหรือ? และมายาสาไถยนั้นมั่นใจหรือว่าฝ่ายตรงข้ามเขาจะไม่มารยาสาไถยกลับ ประสบการณ์พวกนี้น่าจะสอนฝ่ายประชาธิปไตยมาพอแล้ว

จาก thaifreenews

ประชาธิปไตยที่เราอาจจะไม่เข้าใจ

บทความ โดย ปูนนก


นับจากเกิดปรากฏการณ์ พธม. ในปลายปี 2548 เป็นต้นมาประเทศไทยจากที่เคยรุ่งโรจน์จนถึงขั้นก้าวขึ้นเป็นผู้นำอาเซียน ได้ตกต่ำลงมาเทียบชั้นกับประเทศเผด็จการอย่างพม่า และหลังจากการรัฐประหารวันที่ 19 กันยายน 2549 รัฐประหารในครั้งนั้นได้ทำลายโครงสร้างความเจริญรุ่งเรืองที่กำลังพัฒนาไปให้เทียบเคียงเข้าสู่นานาอารยะประเทศ ให้พังทลายลงอย่างย่อยยับ พธม. ได้อ้างว่าสิ่งที่ทำนั้นเป็นการกระทำที่ใช้สิทธิอย่างสมบูรณ์ตามระบอบประชาธิปไตย ที่จะต้องตรวจสอบนักการเมืองเพื่อให้คนดีมาปกครองบ้านเมือง ดังนั้นการก่อการชุมนุมกดดัน การสร้างความวุ่นวายในบ้านเมืองที่เกิดขึ้นจากการประท้วงตามที่ต่าง ๆ และลักษณะต่าง ๆ คือ วิถีทางตามระบอบประชาธิปไตยที่สามารถทำได้



การรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน 2549 คณะนายทหารผู้ก่อการก็อ้างว่าเป็นการกระทำตามระบอบประชาธิปไตยเพื่อให้ได้รัฐบาลที่ดี (Good Government) จึงใช้ชื่อคณะผู้ก่อการว่า คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข คณะผู้ก่อการรัฐประหารในครั้งนั้นเชื่อว่าเพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐบาลที่ดี ดังนั้นการรัฐประหารจึงสามารถกระทำได้ เพราะเป็นวิถีทางตามระบอบประชาธิปไตย




หลังจากนั้นผ่านการเลือกตั้งวันที่ 23 ธันวาคม 2550 เป็นต้นมารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็เข้ามาบริหารประเทศ พธม. ก็อ้างสิทธิตามระบอบประชาธิปไตยอันเดิมสร้างความวุ่นวายให้กับประเทศอีก จนถึงขั้นใช้กองกำลังติดอาวุธบุกเข้ายึดสถานีโทรทัศน์ NBT ยึดกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงเกษตร และในที่สุดก็ปักหลักยึดอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาลมาจนทุกวันนี้ และไม่มีผู้ใดที่สามารถเข้าไปดำเนินคดีตามกฎหมายได้ด้วย เกิดเป็นคำถามที่ไม่มีนักรัฐศาสตร์คนใดในโลกให้คำตอบได้ว่า ที่อ้างว่าประเทศไทยปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยนั้น ประชาธิปไตยในประเทศไทยคือสิ่งใดกันแน่




จะว่าไปแล้วประชาชนชาวไทยได้ก้าวกระโดดทางการเมืองโดย กลุ่มหัวก้าวหน้า ที่เรียกตนเองว่า คณะราษฎร์ ได้ทำการปฏิวัติยึดอำนาจเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราช มาเป็นระบอบประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 ซึ่งจุดมุ่งหมายในครั้งกระนั้นก็มุ่งหมายที่จะให้ประเทศไทยได้เปลี่ยนการปกครองจากระบบกษัตริย์ที่มีอำนาจสูงสุดในการบริหารปกครองประเทศ มาเป็นให้ประชาชนพลเมืองเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในการบริหารปกครองประเทศแทน กระบวนการได้มาซึ่งประชาธิปไตยในขณะนั้นเกิดจากกลุ่มบุคคล ที่มีโอกาสได้ไปศึกษาร่ำเรียนมาจากต่างประเทศ และได้เห็นถึงความเจริญในประเทศต่าง ๆ ที่ปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย โดยได้ให้สิทธิเสรีภาพแก่ประชาชนอย่างเต็มที่ จึงได้นำแนวคิดนี้ติดมาเพื่อจะมาใช้ในการเปลี่ยนแปลงการปกครองในประเทศไทย




ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นแนวคิดที่ดีและก้าวหน้า แต่ทว่าประชาธิปไตยที่ได้รับมานั้นเป็นประชาธิปไตยที่ขาดซึ่ง พื้นฐานแห่งพัฒนาการ ประชาชนไทยส่วนมากยังไม่เข้าใจว่า พวกเขาควรจะได้รับสิ่งใด, ควรจะหวงแหนสิ่งใด และไม่ควรจะละเมิดสิ่งใด ประกอบกับวัฒนธรรมประเพณีการปกครองที่สืบต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน ทำให้ประชาชนไทยส่วนมากยังขาดแรงผลักดันในความต้องการประชาธิปไตยเพื่อตนเอง ด้วยเหตุนี้ตลอดระยะเวลากว่า 76 ปี หลังจากที่คิดว่าได้เปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นประชาธิปไตยแล้วนั้น ประเทศไทยจึงยังคงหมุนอยู่ในวังวนแห่งอำนาจเผด็จการที่พากันเข้ามายึดอำนาจ (ซึ่งก็คือของประชาชน) ไปปกครองประเทศอย่างไม่ขาดสาย และครั้งล่าสุดก็คือเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 โดยที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไม่ได้ลุกขึ้นมาต่อสู้ เพราะพวกเขาไม่เข้าใจว่าจริง ๆ แล้วพวกเขาได้สูญเสียสิ่งใดในความหมายของคำว่า ประชาธิปไตย ไปบ้างในการยึดอำนาจแต่ละครั้ง





คำว่า ประชาธิปไตย ดูเหมือนเป็นคำที่ใครต่อใครก็ใช้อ้างกันอย่างฟุ่มเฟือย แต่ในขณะที่จะมีคนที่เข้าใจหลักการอย่างแท้จริงสักเท่าใด ขอให้ท่านผู้อ่านลองถามตัวเองและพิจารณาดูว่า ประชาธิปไตย ในมุมมองหรือแนวคิดของท่านคืออะไรแล้วลองตอบตัวเองดู...........อย่างไรก็ดี ประชาธิปไตย นั้นมีหลักที่เป็นสากลอยู่ด้วยกัน 5 ประการ ดังนี้คือ




1. อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน ( Sovereignty of People ) อำนาจอธิปไตยหมายถึงอำนาจในการปกครอง อำนาจในการเลือกผู้ที่จะปกครองหรือแนวทางที่จะปกครองตนเอง อำนาจอธิปไตยนี้จะต้องมีอยู่อย่างบริบูรณ์ในประชาชนทุกคนในประเทศนี้ ถ้าประเทศใดประชาชนยังไม่สามารถที่จะเลือกหรือกำหนดได้ว่าตนเองต้องการ ได้รับการปกครองแบบใด ประเทศนั้นก็ยังไม่มีความเป็นประชาธิปไตย




2. ประชาชนมีเสรีภาพอย่างสมบูรณ์ (Full Freedom) หลักการทื่สำคัญของประชาธิปไตยนั้นประชาชนจะต้องได้รับเสรีภาพของตนเองอย่างบริบูรณ์ โดยเป็นเสรีภาพในการที่จะ พูด, คิด, อ่าน, เขียน, วิพากษ์วิจารณ์, ฯลฯ ซึ่งเสรีภาพนั้นจะเป็นเสรีภาพที่อยู่ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย ถ้าประเทศใดประชาชนไม่สามารถใช้เสรีภาพเหล่านั้นได้อย่างอิสระ ก็แสดงว่ายังไม่มีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบ




3. ความเสมอภาค ( Equality ) ทั้งความเสมอภาคทางกฎหมาย และความเสมอภาคทางโอกาส ประชาธิปไตยนั้นยึดถือความเสมอภาคของกันและกัน โดยมีแนวคิดว่ามนุษย์ทุกคนมีความเท่าเทียมกันในความเป็นมนุษย์ไม่ถือว่าใครมีความแตกต่างกันในเรื่องนี้ ด้วยเหตุนี้คนพิการ, คนด้อยโอกาส, คนจน, คนรวย ฯลฯ ทุก ๆ คนจึงมีสิทธิ์ที่จะได้รับความเสมอภาคกันในการได้รับบริการ, การได้รับการดูแลปกป้องจากรัฐบาล, ความเสมอภาคในด้านการศึกษา และการพยาบาล ฯลฯ ดังนั้นถ้าประเทศใดประชาชนยังไม่มีความเสมอภาคกันในด้านสิทธิและการได้รับการบริการต่าง ๆ รัฐ ก็แสดงว่าประชาธิปไตยที่มีอยู่นั้นไม่ใช่ประชาธิปไตยที่แท้จริง




4. ยึดหลักกฎหมายเป็นหลักสูงสุด ( Rule of Law ) กฎหมายรัฐธรรมนูญถือเป็นกฎหมายสูงสุดที่ใช้ในการปกครองประเทศ กฎหมายนี้จะเป็นกฎหมายที่ให้สิทธิและเสรีภาพอย่างเท่าเทียมกันกับประชาชนทุกคนในประเทศ จะไม่มีผู้ใดที่ละเมิดหลักแห่งความยุติธรรมของกฎหมายสูงสุดนี้ได้ กฎหมายรัฐธรรมนูญนี้จะไม่เป็นเพียงแค่บันทึกที่อยู่ในแผ่นกระดาษ แต่เป็นศูนย์รวมแห่งจิตวิญญาณแห่งความเป็นประชาธิปไตยของปวงชนทั้งปวงอีกด้วย เจ้าหน้าที่ของรัฐจะเป็นผู้ควบคุมดูแล และบังคับใช้กฎหมายโดยนิติธรรมอย่างเท่าเทียมกัน ตราบใดที่ในประเทศยังไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา และให้เป็นไปตามนิติธรรมได้ นั่นก็หมายความว่าความเป็นประชาธิปไตยได้ถูกล่วงละเมิด และถูกทำลายลงอย่างสิ้นเชิง




5. ที่มาของรัฐบาลมาจากการเลือกตั้ง (Elected Government ) รัฐบาลจะเป็นผู้ใช้อำนาจของปวงชนทั้งมวลในการบริหารประเทศ ดังนั้นการได้มาของรัฐบาลนั้นจะต้องมาจากการยินยอม หรือลงความเห็นของประชาชนทั้งชาติ และวิธีที่จะเป็นอย่างนั้นได้ก็คือวิธีการเลือกตั้งทั่วไปโดยประชาชนทั้งชาติ ด้วยเหตุนี้ประเทศที่ต่อสู้เพื่อให้ได้มาเพื่อการปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยจะย้ำไปตรงที่มาของรัฐบาลนั่นคือ ต้องมาจากการเลือกตั้งเป็นประเด็นแรก ดังนั้นประเทศที่จะมีการปกครองด้วยประชาธิปไตยได้จุดเริ่มแรก ที่มาของรัฐบาลจำเป็นจะต้องมาจากการเลือกตั้งทั่วไปของคนทั้งประเทศเท่านั้น




ทุกท่านควรจะพิจารณาว่าท่านเข้าใจคำว่า ประชาธิปไตย ที่แท้จริงอย่างไร ถ้าความเข้าใจในเรื่อง ประชาธิปไตย ของท่านคลาดเคลื่อนไปจากหลักการนี้ นั่นก็แสดงว่า ท่านยังอาจจะไม่เข้าใจในเรื่องหลักการของประชาธิปไตยที่ถูกต้องดีพอ เพราะถ้าท่านเข้าใจคลาดเคลื่อนวิธีการและมุมมองของท่านก็จะคลาดเคลื่อนตามไปด้วย จากนี้ไปข้าพเจ้าเชื่อว่าเมื่อหลักการถูกต้องวิธีการและความเข้าใจก็จะถูกต้องอย่างแน่นอน


ปูนนก

จาก thaifreenews

"เหวง" บุกสภา จี้ "ปู่ชัย" ชงร่างแก้ รธน.ฉบับ คพปร.เข้าสภาพิจารณา


ที่รัฐสภา คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2550(คพปร.)นำโดย นายจรัล ดิษฐาอภิชัย ประธาน คพปร. นายแพทย์เหวง โตจิราการ กก.คปพร.นางสุนันทา ธรรมธีระ กก.คพปร. นายสุนัย ส.ส.พลังประชาชน ได้เดินทางมายื่นหนังสือต่อนายชัย ชิดชอบ ประธานสภา เพื่อให้เร่งบรรจุร่างรัฐธรรมนูญ (ฉบับที่...)

โดยนายแพทย์เหวง กล่าวว่า เรื่องนี้ถือเป็นวาระเร่งด่วนที่รัฐสภาต้องพิจารณา เพราะจะได้นำความแตกต่างทางการเมือง จนกำลังเปลี่ยนเป็นความแตกแยกของประชาชนได้มีหนทางในการหาข้อยุติอย่างสันติวิธีด้วยปัญญา โดยการนำเข้ามาอภิปรายแลกเปลี่ยน โต้แย้ง และหาข้อสรุปภายในรัฐสภาโดยทันที

นายชัยกล่าวว่า ทางสภาได้บรรจุในวาระการประชุมของสภาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่วนเรื่องของวันเวลาที่สภาจะพิจารณานั้น ต้องขึ้นอยู๋กับสมาชิกสภากว่า 600 คนไม่ได้อยู่ที่ตัวประธานคนเดียว

โดยจะมีการพิจารณาหลังการแถลงนโยบายของรัฐบาลก่อน เพราะไม่เช่นนั้น รัฐบาลก็ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่บริหารบ้านเมืองได้ ส่วนการพิจารณาแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญจะเป็นวันใดนั้น ตนไม่สามารถตอบได้ เพราะการอภิปรายนโยบายอาจจะต้องใช้เวลามาก ทั้งนี้หากไม่สามรรถพิจารณาทันในสมัยประชุมนี้ อาจจะต้องนำไปพิจารณาในสมัยประชุมหน้า