WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, October 3, 2008

ชัย" หวังผลประชุม 4 ฝ่ายจะดี ยันบรรจุวาระแก้ รธน.ไม่วาระซ่อนเร้น


ประธานรัฐสภา ยืนยันบรรจุญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยกลุ่ม คปพร. นำโดยนายแพทย์เหวง ไม่ได้มีวาระซ่อนเร้นตามที่วิพากษ์วิจารณ์

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา เดินทางมารับหนังสือจาก 13 องค์กรกลุ่มแนวร่วมเกษตรกรแห่งชาติ เพื่อการปฏิรูปสังคมใหม่ ที่ชุมนุมกันด้านหน้าอาคารัฐสภา โดยทั้ง 13 องค์กร อยากให้สภาผู้แทนราษฎรดำเนินการสรรหา ส.ส.ร. ในทุกสาขาอาชีพโดยเร็ว และให้รัฐบาลประกาศการปฏิรูปการเมือง สังคมใหม่ เป็นวาระแห่งชาติ ซึ่งนายชัย ยืนยันว่า การประชุมหารือ 4 ฝ่ายวันนี้ จะนำข้อเสนอดังกล่าวเข้าหารือด้วย และจะร่วมแก้ไขปัญหาการเมืองให้แล้วเสร็จ ทั้งนี้ ยืนยันว่า การเจรจา 4 ฝ่ายจะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นหรือไม่ขึ้นอยู่กับการนำเสนอของสื่อมวลชน และจะหารือถึงการตั้ง ส.ส.ร.หรือไม่ ขึ้นอยู่กับการเสนอของผู้เข้าร่วมประชุมทั้งหมด

ส่วนการบรรจุญัตติการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอโดยกลุ่ม คปพร. นำโดยนายแพทย์เหวง โตจิราการ ยืนยันไม่ได้มีวาระซ่อนเร้นตามที่วิพากษ์วิจารณ์ แต่กลุ่มดังกล่าวรวบรวมรายชื่อประชาชนได้ถูกต้องตามกฎหมาย และพร้อมให้ตรวจสอบรายชื่อทั้งหมด ดังนั้น หากไม่บรรจุประธานสภาผู้แทนราษฎรจะมีความผิด เพราะถือเป็นการดำเนินการที่ถูกต้องในทุกขั้นตอน


เชิญร่วมงานรำลึก35 ปี 14 ตุลาพบมินิคอนเสริต์ อดิศร -จาตุรนต์ –วิสา


ญาติวีรชนจัดงานรำลึก35ปี14ตุลาพบอดิศร -จาตุรนต์ -วิสา ขึ้นเวทีขับกล่อมบทเพลงซึ้งกินใจ ที่รร.รัตนโกสินทร์หกโมงเย็นเป็นต้นไป รายได้ทั้งหมดมอบให้ญาติวีรชน

วันนี้ (3 ต.ต.) เวลา 18.00 น. เหล่าญาติวีรชน นักการเมือง และบุคคลสำคัญ ร่วมจัดงาน รำลึก35ปี 14ตุลา ภายในงานพบบรรยากาศเป็นกันเองของพี่น้องคนเดือนตุลา โดยไฮไลท์ของงานพบ มินิคอนเสิร์ตของ นายอดิศร เพียงเกษ นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายวิสา คัญทัพ ที่นำบทเพลงมาขับกล่อมและย้อนเวลากลับไปรำลึกเจตนารมย์ที่แท้จริงของคนเดือนตุลา

สำหรับวัตถุประสงค์การจัดงานนั้น ญาติวีรชนต้องการให้ทุกส่วนในสังคมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นให้เกิดความเข้าใจในทางที่ถูกต้องของเจตนารมย์ 14 ตุลา เพราะขณะนี้มีความเข้าใจที่ไขว้เขวและบิดเบือนไปมาก โดยเจตนารมย์ 14 ตุลา คือต้องการให้เกิดเสรีภาพและประชาธิปไตย แต่ต้องไม่ใช่การปกครองภายใต้ระบอบรัฐธรรมนูญจอมปลอม ที่พร้อมถูกฉีกทิ้ง ประชาชนต้องไม่ยินยอมให้คณะบุคคลใดบุคคลหนึ่งยึดอำนาจ ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนว่าคนบางกลุ่มแอบอ้างเจตนารมย์ของ 14 ตุลา แต่กลับสนับสนุนการรัฐประหาร ถ้าจะรำลึก 14 ตุลาให้มีความหมายในสภาพการเมืองปัจจุบันคือจะเสนออะไรให้ประชาชนมีทางออก

สำหรับผู้สนใจร่วมงานได้ตั้งแต่ 18.00 น. ที่รร.รัตนโกสินทร์ บัตรจำหน่ายราคา 1,000 บาท รายได้ทั้งหมดมอบให้ญาติวีรชน


3ส.ส.พปช.สุรินทร์รอดศาลยกคำร้องใบเหลือง


กรณี กกต. มีมติให้ใบเหลือง 3 ส.ส.พรรคพลังประชาชน เขต 3 จ.สุรินทร์ คือ นายเลิศศักดิ์ ทัศนเศรษฐ นางมลิวัลย์ ธัญญสกุลกิจ และนายธีระทัศน์ เตียวเจริญโสภา และส่งเรื่องให้ศาลสั่งเลือกตั้งใหม่ แต่เมื่อวันที่ 23 กันยายน ที่ผ่านมา ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง ได้มีคำพิพากษาแล้ว ให้ยกคำร้อง เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำของบุคคลทั้ง 3 ไม่เข้าข่ายการกระทำที่ผิดกฎหมายเลือกตั้ง

โดยเฉพาะการแจกวีซีดี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และมีข้อความว่า “ทักษิณ รักไทย เปิดใจ ทักษิณ 1 ปีที่หายไป” ซึ่งศาลเห็นว่า การแจกวีซีดีเปรียบประดุจได้เสมือนการแจกแผ่นพับ โฆษณาหาเสียงของผู้สมัครพรรคการเมือง ไม่ได้เป็นการแจกจ่ายทรัพย์สินเพื่อจูงใจไปลงคะแนน

'ชูวิทย์'รับผิดจริงเหตุฟันศอก‘วิศาล’


เมื่อวันที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา เกิดเหตุการณ์ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 8 ทำร้ายร่างกายนายวิศาล ดิลกวณิช พิธีกรช่อง 3 หลังจบการให้สัมภาษณ์ในรายการเที่ยงวันทันเหตุการณ์ ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 หลังเกิดเหตุนายวิศาลเดินทางไปตรวจร่างกายที่โรงพยาบาลสมิติเวช

โดยแพทย์ระบุว่า มีแผลฟกช้ำที่ใบหู แก้ม คาง เข่า ก่อนจะเดินทางไปแจ้งความกับตำรวจที่ สน.ทองหล่อ ยืนยันจะฟ้องทางอาญาและแพ่งนายชูวิทย์

นายวิศาล กล่าวว่า สาเหตุที่ถูกทำร้าย น่าจะเป็นเรื่องการสอบถามเรื่องป้ายหาเสียง ที่มีการปรับภาพลักษณ์จากดุดันเป็นสุขุม ทำให้นายชูวิทย์ไม่พอใจและพยายามพูดเพื่อลดความน่าเชื่อถือของพิธีกร ยืนยันไม่มีอคติและคำถามที่ตั้งขึ้นมาก็เพื่อประชาชน ไม่มีเรื่องอื่นแอบแฝง ทั้งนี้หากนายชูวิทย์ขอโทษก็พร้อมรับคำขอโทษ

ล่าสุด เวลา 16.30 น. นายชูวิทย์ แถลงข่าวยอมรับผิดในการทำร้ายร่างกายนายวิศาล เนื่องจากทนไม่ไหวที่ถูกต่อว่าไม่ใช่ลูกผู้ชายในระหว่างออกอากาศ

‘เหลิม’ปอดส่งปลัดสธ.ไปภูเก็ตแทน

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ที่ผ่านมา ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวถึง กรณีที่ได้มีการนำเสนอข่าวว่าทางโรงแรม ฮิลตัน ภูเก็ตอาเคเดีย รีสอร์ท ใน จ.ภูเก็ต จะยกเลิกการใช้สถานที่การประชุมวิชาการ เรื่องโรคไข้เลือดออก ระดับนานาชาติของกรมควบคุมโรค หากตนไปเป็นประธานในพิธีเปิด เนื่องจากเกรงว่าจะมีกลุ่มพันธมิตรฯ ไปปิดล้อม จนเกิดความวุ่นวาย ว่า การประชุมวิชาการ เรื่องโรคไข้เลือดออก ระดับนานาชาติ ครั้งที่ 2 ในระหว่างวันที่ 15-17 ต.ค. เป็นการประชุมวิชาการ ที่มีหลายประเทศมาร่วมประชุมกัน เมื่อมีการเสนอเช่นนี้ตนยอมรับและไม่เดินทางไปเป็นประธานในพิธีเปิดเพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวาย

โดยจะมอบให้ นพ.ปราชญ์ บุณยวงศ์วิโรจน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานแทน เนื่องจากยอมรับว่าขณะนี้สถานการณ์ในประเทศมีความคิดเห็นที่ยังไม่ลงรอยกัน และมีการประท้วงในหลายพื้นที่ และหากตนลงไปแล้วเกิดการประท้วงขึ้น จะทำให้ประเทศไทยอับอายไปทั่วโลก ซึ่งส่วนตัวไม่ได้กังวลต่อภาพลักษณ์ตนเอง แต่เมื่อเป็นรัฐมนตรีก็ต้องหลีกเลี่ยงไม่อยากให้ประเทศเกิดความเสียหายขึ้น นอกจากนี้ทางโรงแรมซึ่งรับจัดงานได้ยืนยันว่า ไม่ได้ยกเลิกจัดงานแต่อย่างใด

“เมื่อสถานการณ์การเมืองยังไม่สงบเป็นปกติ ผมและนายวิชาญคงไม่เดินทางไปยังพื้นที่ที่มีการชุมนุมขับไล่ จะเดินทางไปก็ต่อเมื่อประเทศเกิดความปรองดองแล้ว จึงจะปฏิบัติงานได้เป็นปกติดังเดิม”ร.ต.อ.เฉลิม กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า จะพิจารณาอย่างไรว่า จะลงไปตรวจเยี่ยมยังพื้นที่ใดได้บ้าง ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า คงต้องพิจารณาแล้วแต่เรื่อง และแต่ละพื้นที่ไป หากพื้นที่ตรงนั้นมีความแตกแยกก็คงจะไม่เดินทางไป เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา ทั้งนี้ เชื่อว่าในที่สุดแล้วทุกอย่างก็จะเรียบร้อย อย่างเช่น พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี กล่าว อย่างไรก็ตาม ตนจะเดินทางไปร่วมงานแข่งเรือ ที่ จ.หนองคาย ระหว่างวันที่ 10-11 ตุลาคมนี้ เพราะเป็นพื้นที่ที่ไม่เป็นปัญหา


มทภ.2ใหม่เตรียมหารือเขรมปรับกำลังทหารเขาวิหารรอบ2

เมื่อวันที่ 2 ตุลาคม ที่ผ่านมา ที่สโมสรร่วมเริงไชย ค่ายสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 อ.เมือง จ.นครราชสีมา ได้มีการจัดพิธีรับ-ส่งหน้าที่แม่ทัพภาคที่ 2 (มทภ.2) ระหว่าง พล.อ.สุจิตร สิทธิประภา แม่ทัพภาคที่ 2 คนเดิม ซึ่งย้ายไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษกองทัพบก (อัตรา พล.อ.) กับ พล.ท.วิบูลย์ศักดิ์ หนีพาล แม่ทัพน้อยที่ 2 ที่ขึ้นมาดำรงตำแหน่ง แม่ทัพภาคที่ 2 คนใหม่ โดยมีหน่วยทหารในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งแต่ระดับกองพันขึ้นไปจนถึงระดับกองทัพจำนวน 74 หน่วย จัดหมู่ธงประจำหน่วย สวนสนามเพื่อเทิดเกียรติยศให้แก่แม่ทัพภาคที่ 2

ทั้งนี้กองทัพภาคที่ 2 มีผู้บังคับบัญชาดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2491 เป็นต้นมา โดยมี พล.ท.หลวงวีระโยธา เป็นแม่ทัพภาคที่ 2 คนแรก จนถึงปัจจุบันเป็นระยะเวลา 60 ปี มีผู้ดำรงตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 2 แล้วจำนวน 31 คน และคนปัจจุบัน พล.ท.วิบูลย์ศักดิ์ หนีพาล เป็นแม่ทัพภาคที่ 2 คนที่ 32

พล.ท.วิบูลย์ศักดิ์ หนีพาล แม่ทัพภาคที่ 2 คนใหม่ เปิดเผยว่า กองทัพภาคที่ 2 มีภาระหน้าที่รักษาอธิปไตยในดินแดนของประเทศ และดูแลความสงบเรียบร้อยภายใน รวมถึงช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยพิบัติต่างๆ ซึ่งได้ทำตามแผนงานที่ได้มีแผนไว้ต่อเนื่อง จากนี้ไปก็จะปฏิบัติตามนโยบายของกองทัพบก และสืบทอดเจตนารมณ์ของแม่ทัพภาคที่ 2 ในอดีตที่ผ่านมา

สำหรับนโยบายเพิ่มเติมภายหลังได้รับมอบหน้าที่แล้วนั้น จะเน้นไปที่เรื่องปัญหาชายแดนและโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริฯ โดยเฉพาะการดูแลป่าไม้ ซึ่งได้ร่วมกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในการดูแลรักษาผืนป่าทุกรูปแบบเพื่อให้ได้ป่าที่อุดมสมบูรณ์คืนมา และมีการลาดตระเวนร่วมกันเพื่อไม่ให้ทำลายป่าเพิ่มเติม

ส่วนสถานการณ์ด้านชายแดนไทย-กัมพูชา นั้น จากรายงานล่าสุดไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงทุกอย่างยังเรียบร้อยดี และเป็นไปตามขั้นตอนที่รัฐบาลของทั้ง 2 ประเทศได้พูดคุยตกลงกันไว้ ขั้นตอนการดำเนินการต่อจากนี้ไปสำหรับข้อพิพาทกรณีเขาพระวิหาร จ.ศรีสะเกษ จะมีการเจรจาปรับกำลังของทหารทั้ง 2 ฝ่ายเพื่อให้ทหารของทั้ง 2 ประเทศมีความพร้อมในการดูแลชายแดนเหมือนที่ผ่านมา

ทั้งนี้เนื่องจากบางจุดโดยเฉพาะบนปราสาทเขาพระวิหารทหารของฝ่ายกัมพูชายังมีกำลังเหลืออยู่มาก ซึ่งจะมีการหารือกันภายในสัปดาห์หน้า โดยเป็นการประชุมหารือระหว่างแม่ทัพภาคที่ 2 กับแม่ทัพภูมิภาคทหารที่ 4 ของกัมพูชาเพื่อตกลงในรายละเอียด สาระสำคัญที่จะหารือกันในครั้งนี้ คือเรื่องเกี่ยวกับเขาพระวิหารอย่างเดียว โดยเฉพาะการปรับกำลังทหารของทั้ง 2 ประเทศเป็นครั้งที่ 2 ซึ่งคาดว่าแนวโน้มสถานการณ์ทุกอย่างจะดีขึ้น หน่วยทหารตามแนวชายแดนทางกัมพูชาก็มีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมาโดยตลอด

"กรณีชายแดนด้านปราสาทตาควาย อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์ นั้น ได้มีการหารือตกลงกันและเข้าใจกันดีแล้ว ซึ่งจุดนั้นอยู่ในเส้นเขตแดนที่เป็นข้อพิพาทกันอยู่ยังไม่มีการปักปันเขตแดนที่ชัดเจน ฉะนั้นต่าง ฝ่ายจึงต่างถอยกำลังทหารออกมาเพื่อให้คณะกรรมการปักปันเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา เข้ามาดำเนินการให้เสร็จเรียบร้อยแล้วค่อยมาจัดระเบียบกันใหม่อีกที" พล.ท.วิบูลย์ศักดิ์ กล่าว

“ธีระชัย” แนะนักส่งเสริมสหกรณ์ ยึดซื่อสัตย์-โปร่งใส สร้างชุมชนเข้มแข็ง

"รมช.เกษตรฯ"เปิดงานวันสถาปนากรมส่งเสริมสหกรณ์ ครบรอบ 36 ปี พร้อมแนะนักส่งเสริมสหกรณ์ ยึดมั่นซื่อสัตย์-โปร่งใส สร้างชุมชนเข้มแข็ง

นายธีระชัย แสนแก้ว รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดงานวันสถาปนากรมส่งเสริมสหกรณ์ ครบรอบ 36 ปี พร้อมให้โอวาทแก่ผู้บริหาร ข้าราชการ พนักงานและลูกจ้างของกรมส่งเสริมสหกรณ์เกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติงาน ว่า นักส่งเสริมสหกรณ์นับเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความเข้มแข็งในชุมชนและสังคม เพราะมีหน้าที่ส่งเสริมให้ประชาชนในทุกกลุ่มสาขาอาชีพรวมกันจัดตั้งสหกรณ์ เพื่อก่อให้เกิดพลังในการส่งเสริมเกื้อหนุนและช่วยแก้ไขปัญหาทางด้านเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ โดยเฉพาะสหกรณ์ในภาคการเกษตรที่ถือเป็นองค์กรของเกษตรกรที่สำคัญในการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร โดยใช้วิธีการรวมกันซื้อ รวมกันขาย ส่งผลให้เกิดการลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มรายได้ในครัวเรือน

นอกจากนี้ยังมีหน้าที่ส่งเสริมสมาชิกให้ผลิต แปรรูป และจำหน่ายผลผลิตทางการเกษตรที่ปลอดภัย ทำให้ประชาชนในประเทศมีผลผลิตบริโภคอย่างพอเพียง รวมถึงช่วยเพิ่มพูนความรู้ และทักษะในการผลิตให้มีคุณภาพมาตรฐาน การบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ จนเกษตรกรสามารถนำผลผลิตที่ล้นตลาดออกสู่ตลาดโลก เป็นการสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรและประเทศชาติ

รมช.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวอีกว่า ประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรม ยึดอาชีพเกษตรกรรรมเป็นหลัก รวมทั้งมีพื้นที่ที่เหมาะสมในการทำการเกษตรเพื่อผลิตอาหารและพลังงานทดแทนอย่างมากมาย ดังนั้นสหกรณ์จึงมีบทบาทอย่างมากในการกำกับ ดูแล และดำเนินการช่วยเหลือเกษตรกรในด้านการแนะนำอาชีพ และการรวมกลุ่มการผลิตและให้บริการ ตลอดจนเป็นที่พึ่งและส่งเสริมด้านวินัยการออมและการลงทุนให้กับสมาชิก

"การดำเนินการข้างต้นจะประสบความสำเร็จได้ ต้องอาศัยทั้งความรู้ ความสามารถและการทุ่มเทเวลาในการดูแล แนะนำ และส่งเสริมจากนักส่งเสริมสหกรณ์อย่างใกล้ชิด ขณะเดียวกันนักส่งเสริมสหกรณ์ต้องเป็นผู้ที่มีคุณธรรม มีความซื่อสัตย์สุจริต มีความโปร่งใสตรวจสอบได้ จึงจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นในระบบสหกรณ์ให้แก่สมาชิกทั่วประเทศได้" นายธีระชัย กล่าว



ชาตินี้สงสัยไม่ทันเลื่อนซ้ำคดี ‘วิฑูรย์’‘สดศรี’ แย้มรอดแน่


ชาตินี้ก็ทำท่าจะไม่ได้เห็นผลการพิจารณาใบแดง “วิฑูรย์ นามบุตร” หลัง กกต.หาเหตุเลื่อนชี้ขาดออกไปอีกเป็นครั้งที่เท่าไรก็นับไม่ถ้วน อ้างไม่ครบองค์ประชุมทั้งที่ติดภารกิจแค่คนเดียว แต่ยังอยู่ทำหน้าที่อีก 4 “สดศรี” แย้มชอบมีข่าวหลุดออกมาล่วงหน้าแถมตรงทุกครั้ง เชื่อคราวนี้ ปชป. รอดตามคาด ให้จับตาดู กกต. ชุดใหญ่ชี้ขาดยืนตามที่อนุฯ เห็นควรให้ “ยกคำร้อง”

การประชุมใหญ่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ช่วงบ่าย วันที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา มีกำหนดการลงมติพิจารณาคดีนายวิฑูรย์ นามบุตร ส.ส.อุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กรณีทุจริตโดยการแจกตั๋วชมภาพยนตร์ฟรีสลับการปราศรัยหาเสียง ที่จ.อุบลราชธานี ตามที่นายสมบัติ รัตโน อดีตผู้สมัครส.ส.อุบลราชธานี พรรคพลังประชาชน ยื่นหลักฐานฟ้องร้องต่อ กกต. ซึ่งกรณีดังกล่าวอาจจะนำไปสู่การยุบพรรคประชาธิปัตย์ได้

แต่คดีดังกล่าวก็มีความทุลักทุเลมาตลอด และกินเวลายาวนานกว่าคดีของพรรคการเมืองอื่นจนน่าสงสัย รวมทั้งตลอดเวลาที่ผ่านมาพยานบุคคลหายบ้าง ยืดเวลาก็แล้วก็ยังไม่มาให้ปากคำบ้าง กกต.เองก็ถ่วงเวลากันจนนาทีสุดท้าย เสมือนรอจังหวะให้พรรคร่วมรัฐบาลอื่นโดนยุบพรรคกันไปก่อน

อย่างไรก็ตามการประชุมใหญ่ของ กกต. ที่หลายคนรอคอย ตามที่มีการบรรจุเรื่องดังกล่าวไว้เพื่อลงมติ ก็กลายเป็นหมันอีก ด้วยข้ออ้างว่าองค์ประชุมไม่ครบ เพราะขาดกกต.หญิงหนึ่งเดียว นางสดศรี สัตยธรรม กรรมการการเลือกตั้ง ด้านกิจการพรรคการเมือง ที่ติดภารกิจไม่สามารถมาเข้าร่วมประชุมได้

กรณีดังกล่าวนายสุเมธ อุปนิสากร กรรมการการเลือกตั้ง ด้านการมีส่วนร่วม ยืนยันว่า ที่ประชุมเห็นตรงกันว่าสมควรรอนางสดศรี เนื่องจากสำนวนดังกล่าวมีความสำคัญ ซึ่งเจ้าหน้าที่กำลังประสานอยู่ หากมาร่วมประชุมก็สามารถลงมติได้ทันที เพราะ กกต.ทุกคนได้อ่านสำนวนมาเรียบร้อยหมดแล้ว

นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการกกต. กล่าวถึงการพิจารณาสำนวนการร้องคัดค้านนายวิฑูรย์ กรณีกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งว่า หลังจากที่นายสมชัย จึงประเสริฐ กรรมการการเลือกตั้ง ด้านสืบสวนสอบสวนได้เสนอเรื่องเข้าสู่วาระการประชุมของ กกต.เพื่อลงมติ แต่ขณะนี้ที่ประชุมยังไม่ได้ลงมติ เนื่องจากนางสดศรี ติดภารกิจทำวีซ่าเพื่อเดินทางไปดูงานที่สหรัฐอเมริกาจึงไม่ได้เข้าร่วมประชุม

ซึ่ง กกต.คนอื่นเห็นว่าเรื่องดังกล่าวมีความสำคัญควรรอให้อยู่ครบทั้งหมด ตนจึงได้พยายามติดต่อนางสดศรีว่าจะสามารถกลับมาร่วมประชุมในช่วงบ่ายวันเดียวกันนี้ได้หรือไม่

“ตามระเบียบการพิจารณาใบเหลือง ใบแดง กกต.ทั้ง 5 คนจะต้องร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียงกัน ทั้งนี้ เพื่อไม่ให้เกิดข้อโต้แย้งและข้อร้องเรียนได้ในภายหลัง” นายสุทธิพลกล่าว

ขณะเดียวกันนางสดศรี ออกมากล่าวว่า ทราบว่าช่วงบ่ายของวันที่ 2 ตุลาคม กกต.มีกำหนดการพิจารณาลงมติชี้ขาดสำนวนการทุจริตเลือกตั้งของนายวิฑูรย์ และเนื่องจากตนติดธุระในการทำวีซ่าขอเดินทางไปประเทศอเมริกาเพื่อดูงานในระหว่างวันที่ 7-16 ตุลาคมนี้ จึงไม่สามารถเดินทางเข้าร่วมประชุมในวันนี้ได้

ดังนั้นต้องเตรียมเอกสารสำคัญหลายรายการจึงต้องการจะจัดการเรื่องตัวเองให้เรียบร้อยเสียก่อน เพื่อให้ทันกับกำหนดการการเดินทาง พร้อมกับเห็นว่าแม้ตนไม่ได้เข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ ก็ยังเหลือกกต.อีก 4 คนถือว่าครบองค์ประชุมสามารถลงมติได้อยู่แล้ว

“ขอตั้งข้อสังเกตว่า การสอบสวนสำนวนดังกล่าวในชั้นอนุกรรมการนั้น มีเหลือเพียง 3 คน จากเดิมที่มีอยู่ 5 คน ก็ยังสามารถสรุปสำนวนส่งมาถึง กกต.ได้ แล้วเหตุใด กกต.ที่เหลือ 4 คนจะลงมติไม่ได้ เพราะตามกฎหมายก็ถือว่าครบองค์ประชุมแล้ว

ดิฉันยืนยันว่าคงไม่สามารถกลับเข้าไปร่วมประชุมในวันเดียวกันนี้ได้แน่ เพราะการเตรียมตัวเดินทางต้องใช้เวลาทั้งวัน และประสานไปยังเลขาธิการ กกต.แล้วโดยเสนอให้จัดนัดประชุมพิเศษเพื่อลงมติเรื่องนี้ในวันที่ 3 ตุลาคมได้หรือไม่ เพราะดิฉันว่าง

แต่ปรากฏว่ามี กกต.บางคนมีกำหนดการเดินทางไปต่างจังหวัด ตรงนี้ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ที่ผ่านมามักจะมีข่าวหลุดออกไปก่อน ตั้งแต่ในชั้นของอนุกรรมการว่ามีมติว่าอย่างไร และก็เป็นไปตามข่าวเสียทุกครั้ง ครั้งนี้ก็มีข่าวว่าอนุกรรมการมีมติให้ใบขาว ก็ไม่รู้ว่าจะตรงอีกหรือเปล่าทั้งๆ ที่เรื่องก็ยังไม่เข้าที่ประชุม กกต.”

นอกจากนี้ นางสดศรี ยังกล่าวถึงมติว่า กกต.คงจะพิจารณายกคำร้องตามความเห็นที่คณะอนุกรรมการได้เสนอมา
ซึ่งคำกล่าวของนางสดศรีตรงกับแหล่งข่าวจากคณะกรรมการสืบสวนสอบสวนใบแดงนายวิฑูรย์ที่เปิดเผยว่าอนุกรรมการพิจารณาเรื่องเสร็จแล้ว และมีมติยืนยันตามเดิม คือให้ยกคำร้อง

ด้านคดียุบพรรคพลังประชาชน (พปช.) แหล่งข่าวจากคณะทำงานอัยการคดีดังกล่าว แจ้งว่ามีกำหนดการพิจารณาคดีดังกล่าวในวันเดียวกันกับพิจารณาคดีนายวิฑูรย์ แต่มีแนวโน้มที่อัยการจะเสนอกกต. ตั้งคณะทำงานร่วมกับอัยการเพื่อพิจารณาพยานหลักฐานเพิ่มเติมและคงจะมีการขอขยายเวลาไปอีก 30 วัน ตามที่กฎหมายกำหนด

นอกจากนี้ ทางอัยการได้ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยยุบพรรคชาติไทยและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งคณะกรรมการบริหารพรรค พร้อมกับยื่นหลักฐานเพิ่มเติมใน คำร้องยุบพรรคมัชฌิมาธิปไตย

ซึ่งนางอนงค์วรรณ เทพสุทิน หัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย กล่าวว่า ได้ทำใจในคดียุบพรรคเอาไว้แล้ว เพราะการวิพากษ์วิจารณ์การตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญไม่มีประโยชน์อะไรเลยและเตรียมหาพรรคใหม่สำรองไว้แล้ว


จี้ปปช.สอบด่วน‘อภิรักษ์’เสียดายงบเลือกซ่อม


“ชูวิทย์” บุก ป.ป.ช. จี้ให้เร่งสอบ “อภิรักษ์” กรณีอาจเกี่ยวพันทุจริตรถ-เรือดับเพลิง ตามที่ร้องเรียนเป็นเรื่องด่วน ห่วงต้องเสียงบประมาณมหาศาล หากต้องมีการเลือกตั้งใหม่ มั่นใจหลักฐานเต็มที่เพราะข้อมูลสมบูรณ์ ส่วนกรณีป้ายโฆษณาแฝง กกต.กทม.พิจารณาเสร็จแล้วส่งถึงมือ กกต.ชุดใหญ่ เผยมติไม่เอกฉันท์ เสียงกว่าครึ่งเชื่อผิดจริง

จากกรณีมีการร้องเรียนความไม่ชอบมาพากลสารพัดเรื่องราวเกี่ยวกับ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งที่จะมาถึงในวันที่ 5 ตุลาคม 2551นั้น

ในส่วนของป้ายโฆษณาแฝงที่มีการร้องเรียนและอยู่ระหว่างการพิจารณาของ กกต.กทม. ได้รับการเปิดเผยจาก นายพิงค์ รุ่งสมัย ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพมหานคร (กกต.กทม.) เป็นประธานประชุมสืบสวนสอบสวนพิจารณาเรื่องตามคำร้องของนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) ที่ร้องเรียนป้ายหาเสียงของนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้สมัครผู้ว่าฯ ว่าไม่ถูกต้องตามประกาศของ กกต.โดยคำร้องของนายชูวิทย์ ระบุให้ กกต.พิจารณาว่าป้ายดังกล่าว ขัดหรือฝ่าฝืนต่อประกาศ กกต.หรือไม่ ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณาเฉพาะประเด็นตามคำร้องและมีความเห็นสรุปแล้วว่าผิดหรือไม่ แต่ไม่สามารถเปิดเผยได้ว่าสรุปอย่างไร โดยวันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม 2551 กกต.กทม.จะส่งเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของ กกต.ใหญ่ ซึ่งหาก กกต.ใหญ่มีความเห็นภายหลังว่าผิดจริง แม้ผู้ถูกร้องเรียนจะได้เป็นผู้ว่าฯ กทม.แล้ว ก็ยังสามารถให้ใบเหลืองหรือใบแดงเพื่อดำเนินการเอาผิดได้

มีรายงานว่า ที่ประชุม กกต.กทม.ได้ให้ลงมติลับ โดยคณะกรรมการทั้ง 5 คน มีความเห็นแตกต่างกัน สรุปด้วยมติไม่เป็นเอกฉันท์ โดยรายงานข่าวระบุว่ากรรมการ 3 ใน 5 คน เห็นว่าการกระทำของนายอภิรักษ์ ขัดต่อกฎหมายเลือกตั้ง

นายชูวิทย์ กล่าวถึงกระแสข่าวที่ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้สมัครพรรคประชาธิปัตย์ อาจได้ใบเหลืองเพราะทำผิดกฎหมายเลือกตั้งกรณีป้ายประชาสัมพันธ์ กทม.เป็นโฆษณาแฝงเอื้อประโยชน์ว่า ไม่ได้รู้สึกดีใจที่ นายอภิรักษ์ จะได้ใบเหลือง แต่เชื่อว่ากรณีนี้ไม่น่าจะรอด เพราะหลักฐานที่ตนได้มอบให้ กกต.กทม.ถือว่าครบถ้วนทุกประเด็น
ขณะเดียวกันได้ตั้งข้อสังเกตกรณีรังสิตโพล โดยเป็นของ นายอาทิตย์ อุไรรัตน์ สมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ยังออกมาเผยแพร่การสำรวจก่อนการเลือกตั้ง กทม.ภายใน 7 วัน ซึ่งถือว่าผิดกฎหมายเลือกตั้ง

ด้าน นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน กล่าวถึงเรื่อง กกต.กทม. ส่งเรื่องให้ กกต.ใหญ่ พิจารณาเรื่องการให้ใบเหลือง กรณีป้ายหาเสียงนั้นว่า ไม่กังวลใจ เพราะได้ชี้แจงเรื่องดังกล่าวแล้วว่าเป็นป้ายประชาสัมพันธ์ ของ กทม.ในอดีตที่ตนเคยดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. และยืนยันไม่เคยทำผิดการเลือกตั้ง ขอให้ประชาชนใช้วิจารณญาณในการตัดสินใจ และพร้อมที่จะชี้แจงกับ กกต.

ส่วนในเรื่องทุจริตรถ-เรือดับเพลิง ที่นายชูวิทย์ เป็นผู้ออกมาเปิดประเด็นในวันที่ 2 ตุลาคม 2551 ที่ผ่านมา นายชูวิทย์ เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธาน ป.ป.ช. ผ่านนายวิทยา อาคมพิทักษ์ ผู้อำนวยการสำนักการข่าว ป.ป.ช. เพื่อให้เร่งพิจารณาตรวจสอบทุจริตโครงการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของกรุงเทพมหานคร โดยได้แนบสรุปเหตุการณ์และแง่คิดในบางประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตโครงการจัดซื้อรถและเรือดับเพลิงของกทม.

โดยเห็นว่าหากนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ได้รับเลือกตั้งให้เป็นผู้ว่าฯกทม.แล้วได้มีการชี้มูลความผิดและลงความเห็นตัดสินว่านายอภิรักษ์ มีความผิดจริง จะส่งผลให้นายอภิรักษ์ ต้องพ้นจากตำแหน่งผู้ว่าฯกทม.และต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ทำให้สูญเสียงบประมาณของแผ่นดินที่มาจากภาษีอากรของประชาชน ดังนั้นเพื่อป้องกันปัญหาดังกล่าวจึงขอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช. เร่งพิจารณาเรื่องดังกล่าวเป็นการด่วน

นายชูวิทย์ กล่าวยืนยันว่า ตนจะติดตามเร่งรัดเรื่องดังกล่าวอย่างใกล้ชิดแม้จะต้องตามจนสุดขอบฟ้า จนตนเองตายก็จะไม่หยุด จะหยุดก็ต่อเมื่อมีคนติดคุก และใครที่ถูกตนร้องเรียนก็จะไม่รอดแน่ และการที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) จะมาทำตีขรุมว่านายอภิรักษ์ ไม่เกี่ยวข้องทั้งๆที่ ป.ป.ช. ยังไม่สรุปคดีแม้ว่าจะไม่มีการชี้มูลความผิดในช่วงที่คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.) รับผิดชอบคดีนี้อยู่ก็ตาม
ซึ่งทางด้าน บริษัท สไตเออร์ฯ ได้ส่งจดหมายชี้แจงมายังป.ป.ช. แล้วซึ่งตนคงไม่ไปก้าวก่าย นอกจากนี้ การที่นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ ส.ส. พรรคฯ ออกมาระบุว่าข้อมูลที่ตนนำมาเปิดเผยนั้นเป็นข้อมูลเก่าแล้วแต่ข้อมูลเก่าที่ว่านี้ทำไม่ถึงไม่ตอบในสิ่งที่ตนถามไปและการที่ให้นายอภิรักษ์ อยู่นิ่งๆ ไม่ตอบโต้ วิธีการนี้มันเป็นวิธีที่พรรคประชาธิปัตย์น่าจะใช้เมื่อ 20 ปีที่แล้วไม่ใช่ตอนนี้

“ประเด็นสำคัญมันอยู่ที่การเปิด L/C ของนายอภิรักษ์ เพราะมีผลทำให้สัญญาซื้อขายสมบูรณ์ ดังนั้นนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตผู้ว่าฯกทม.ไม่เกี่ยวข้องแน่นอนแม้จะเป็นผู้ลงนามในสัญญากับบริษัท สไตเออร์ฯ ก็ตาม

ทั้งนี้หากเป็นการกระทำของพรรครัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์คงอภิปราย 7 วัน 7 คืน แน่นอน และผมมั่นใจว่าต้องมีเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.รอบ 2 แน่ และคงจะมีใครได้ใบดำ กินข้าวในคุกแน่ ทั้งนี้ขอยืนยันว่าส่วนตัวไม่เคยมีปัญหากับนายอภิรักษ์ เจอกันก็ทักทายเป็นปรกติเพราะอาศัยอยู่คอนโดฯ เดียวกัน” นายชูวิทย์ กล่าว


จำลองเหตุการณ์ ชูวิทย์ ต่อย วิศาล

จำลองเหตุการณ์ ชูวิทย์ ต่อย วิศาล - ดูวิดีโอทั้งหมด กดที่นี่