WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, October 5, 2008

จำลองโดนจับ คงคิดใช้แผนเดียวกับพฤษภาทมิฬอีกครั้ง


บทความโดย...ลูกชาวนาไทย

ผมดูยุทธวิธีของ พล.ต.จำลองในการต่อสู้กับรัฐบาลครั้งนี้แ้ล้ว ยุทธวิธี การเดินเกมต่างๆ มันไม่ต่างกับยุคพฤษภาทมิฬแต่อย่างใดเลย ทุกอย่างทุกขั้นตอน ดูเหมือนว่าจะก็อบปี้เอามาจากสิ่งที่เคยทำ เคยคิดในช่วงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬปี 2535 เรียกว่าไม่ค่อยได้คิดใหม่เลยว่างั้นเถอะ

ซึ่งมันฟ้องได้ว่าคนเหล่านี้ไม่ได้ฉลาดแต่อย่างใด ยังคงคิดและทำเหมือนเดิม จากประสบการณ์เดิมๆ ที่เคยชินมา ทำและคิดทุกอย่างที่เคยชินมา โดยไม่ได้มีการประเมินสถานการณ์ใหม่ อารมรณ์ของสังคม หรือแม้แต่สภาพแวดล้อมใหม่ ๆ ขุนศึกแก่ ก็มักเป็นอย่างนี้ คือ หลงภาพความสำเร็จของตนในอดีต

การที่ พล.ต.จำลอง โดนจับครั้งนี้ คงมีการวางแผนกันไว้ก่อนแล้วในกลุ่มของ พันธมิตรเอง เพราะโดนจับตอนไปเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานคร ดูแล้วเป็นการจงใจท้าทายเจ้าหน้าที่ตำรวจมากเกินไป หากพูดตรงๆ คือ "เดินออกมาให้จับนั่นเอง" เมื่อเดินออกมาให้จับ ตำรวจก็ต้องจับ เพราะไม่อย่างนั้นจะเป็นการละเว้นไม่ปฎิบัติตามหน้าที่ เพราะเมื่อผู้ต้องหาสำคัญออกมา แล้วไม่จับกุม จะเป็นการละเว้นอย่างชัดเจน

ดังนั้น หากเราประเมินในทางร้ายก็คือ "เขาต้องการออกมาสร้างเงื่อนไข" เพื่อปลุกม็อบอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้เกิดจลาจล ความวุ่นวาย เหมือนช่วงพฤษภาทมิฬแล้วจะได้มีคนเรีัยกไปเข้าพบ เพื่อให้เกิดการสมานฉันท์ ออกแบบฉากเหมือนกับยุคพฤษภาทมิฬไม่ได้มีเพื้ยนเลย

ผมว่ามันเป็นแผนที่ "สิ้นท่า" มากเกินไปครับ ไม่ได้ประเมินอารมณ์มวลชน อารมณ์ของคนทั้งประเทศ และสถานการณ์โดยรวมแต่อย่างใด

ผมคิดว่าตอนนี้ ม็อบพันธมิตร หากจะระดมคนได้ ก็คงมีแต่สาวกสันติอโศกเท่านั้น ผมไม่เชื่อว่าประชาชนกลุ่มอื่นๆ เช่นคนใต้จะออกมาอีก เพราะดูเหมือนไฟมันจะมอดไปเยอะแล้ว และนายกฯคนใหม่ คือ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ก็เป็นคนใต้แท้ สมใจของคนใด้กลุ่มใหญ่ไปแล้ว ทำให้แม้ว่าคนใต้บางกลุ่มจะเข้ามาร่วม แต่ผมคิดว่า เป็นกลุ่มจัดตั้งของพันธมิตรนั่นเอง ไม่ได้มีอารมณ์ร่วมกันทั้งภาค เหมือนยุคนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกรัฐมนตรี

ดังนั้น สถานการณ์มันจึงไม่ได้ตึงครียดเหมือนกับช่วงพฤษภาทมิฬ

และวันนี้มีเรื่องการลุ้นเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ดังนั้นอารมณ์ของข่าวของสื่อ ยังอยู่ที่การเลือกตั้ง

หากเราประเมินในทางดีคือ คนกลุ่มนี้ต้องการหาทางลงแล้ว ออกมาให้โดนจับแล้วก็ขอต่อรองให้ประกันตัว แล้วเลิกราหยุดชุมนุมไป

เพราะตอนนี้ต่อให้ชุมนุมไปอีกร้อยวัน มันก็ไม่ส่งผลอะไรต่อการเมืองแล้ว กลายเป็นคนกลุ่มหนึ่่งไปรวมตัวกันในตึกๆ หนึ่งเท่านั้นแล้ว ไม่ส่งผลกดดันต่อการเมืองอะไรอีกแล้ว





ผมได้ยินข่าวเหมือนกันว่า พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ก่อนออกไปเลือกตั้ง เพื่อให้โดนจับ ได้ "ทิ้งจดหมาย" ไว้ให้กับมวลชนที่ทำเนียบด้วย

นี่เป็นการใช้แผนเดียวกับพฤษภาทมิฬเด๊ะเลยครับ สมัยพฤษภาทมิฬ พล.ต.จำลอง ก็ชอบใช้วิธีเขียนจดหมาย เพื่อทิ้งไม้ตาย (แต่ก็ไม่สำเร็จสักที) นี่เป็นการเอาแผนเดิม วิธีเดิมมาใช้ครบแทบทุกอย่างเลยทีเดียว


พล.ต.จำลองเป็นขุนศึกที่หมดยุคแล้ว เป็นขุนพลที่ล้าสมัยแล้ว

เป็นขุนศึกยุคอนาล็อก แต่พยายามที่จะก่อสงครามยุคดิจิตอล ทุกอย่างคิดและทำ โดยไม่เข้าใจมวลชนยุคดิจิตอล

ผมว่าการโดนจับครั้งนี้จะไม่ส่งผลอะไร อย่างมากก็ฮือฮาอยู่ไม่นานนัก แล้วก็โดนขังไป

ถึงสันติอโศกจะระดมคนมา ผมว่าก็ไม่มีปัญหาอะไรมากนัก แต่ไม่สามารถสร้างอารมณ์ร่วมจากคนทั่วไปได้อย่างแน่นอน

หากระดมมาได้ไม่เกิน 30,000 คน หรือแม้แต่ 50,000 คน ก็ไม่มีความหมายทางการเมืองมากนัก หากไม่สามารถเรียกประชาชนจากกรุงเทพฯ ลงไปร่วมเหมือนกับช่วงพฤษภาทมิฬฯ ได้มันก็ไม่มีความหมายอะไรมากนัก

และผมคิด ว่ารัฐบาลก็ชินกับม็อบแล้วครับ ต่อให้เอาคนมาเป็นแสน ก็คงไม่มีความหมายอะไร รัฐบาลก็ไม่ปราบ อยากไปไหนก็ไป อย่างชุมนุมกันต่อก็ชุมนุมไป

สังคมไทย "ไม่ตื่นเต้น" กับม็อบแล้วครับ

ไม่มีการนองเลือด ไม่มีบานปลาย ไม่มีการปราบ และไม่มีใครทำตามม็อบเหมือนกันครับ

อยากชุมนุมก็ชุมนุมไปครับ

มันหมดยุค "ม็อบจัดตั้งแล้วครับ" สังคม "มีภูมิคุ้มกันม็อบไปแ้ล้วครับ
หรือจะเรียกได้ว่า สังคมไทยดื้อยา กับม็อบแล้วครับ

อารมณ์คนตอนนี้ “เบื่อม็อบพันธมิตร” เหมือนที่ บก.ลายจุด กำลังรณรงค์แจกแผ่นป้ายเบื่อม็อบพันธมิตรนั่นแหละครับ เพราะสิ่งที่พวกนี้เรียกร้อง มันไม่ได้นำสังคมนี้ออกไปสู่ที่ใด เป็นข้อเรียกร้องที่ใครก็ให้ไม่ได้ เพราะสังคมกลุ่มใหญ่ไม่ยอมรับ ต่อให้รัฐบาลเจรจากับคนกลุ่มนี้ รัฐบาลก็ไม่สามารถให้สิ่งที่คนพวกนี้ต้องการได้อีกเหมือนกัน

ข้อเรียกร้องของ พันธมิตร เรื่องการเมือง “แบบย้อนยุค” ระบบ 70/30 ระบอบแต่งตั้ง” มันไม่ใช่สิ่งที่รัฐบาลหรือใครจะให่ได้ มันต้องเป็นทั้งสังคมนี้ เห็นชอบด้วย


ดังนั้นการโดนจับของ พล.ต.จำลอง ครั้งนี้ ผมไม่คิดว่าจะสร้างเงื่อนไขความวุ่นวายให้กับสังคมไทยเพิ่มขึ้นอีก เพราะแค่นี้มันก็วุ่นวายมามากพอแล้ว จนคนเบื่อหน่ายกันแล้ว

แต่หากเราไม่ประมาทศัตรูมากเกินไป ผมก็จะประเมินเกมนี้ว่า เป็นการ "สร้างเวทีเพื่อเจรจากับ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ" ครับ

คือ พล.ต.จำลอง เดินเกมให้โดนจับ เพื่อจะได้ระดมม็อบมาอีกครั้งหนึ่ง จะได้เท่าไหร่ก็แล้วแต่ ขอให้ได้ประมาณ 20,000-30,000 คนขึ้นไปก็พอ เมื่อมีม็อบมา พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ก็จะได้ถือโอกาสขอเจรจา แล้วยอมรับเ้งื่อนไขบางอย่างของ พันธมิตร

หากเกมเป็นแบบนี้ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ คือ "นกต่อ" ของพวก "ศักดินาอำมาตยาธิปไตย" นั่นเองครับ มันก็อยู่้ที่ว่าฝ่ายรัฐบาลจะยอมได้เท่าไหร่เท่านั้น

จาก thaifreenews

คำแถลงนโยบายรัฐบาล

กรุงเทพฯ 3 ต.ค. - ก่อนที่รัฐบาลจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา วันนี้ เจ้าหน้าที่ทำเนียบรัฐบาลนำคำแถลงนโยบายมาแจกจ่ายสื่อมวลชน โดยร่างคำแถลงนโยบายมีทั้งหมดมี 33 หน้า

มีทั้งนโยบายเร่งด่วนและนโยบายระยะยาว ที่ให้ความสำคัญในการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง ซึ่งตอนท้ายนโยบายระบุไว้ชัดว่า จะสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-10-03 19:13:49


เอ็กซิทโพลล์ทุกสำนักให้ "อภิรักษ์" ชนะเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.


รามคำแหงโพลล์อภิรักษ์ได้ร้อยละ45.44 ประภัสร์ได้ร้อยละ23.90 ขณะที่เอแบคโพลล์ อภิรักษ์44.07ประภัสร์23.90 กกต.คาดนับเสร็จเที่ยงคืน "ชูวิทย์"เผยตั้งพรรคสู้เพื่อไทยเตรียมพร้อมลงการเมืองระดับประเทศ

หลังจากปิดหีบเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ปรากฏว่าผลการ สำรวจของสำนักโพลล์ต่างๆให้นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ชนะอย่างเช่น รามคำแหงโพลล์นายอภิรักษ์ได้ร้อยละ45.44นายประภัสร์ จงสงวนร้อยละ23.90 ขณะที่เอแบคโพลล์นายอภิรักษ์ได้44.07นายประภัสร์ได้ 23.90

ก่อนหน้านี้นายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. กล่าวว่า การเลือกตั้งผู้ว่า กทม. ครั้งนี้มีเรื่องร้องเรียนเข้ามาน้อยกว่าเมื่อ 4 ปีที่แล้ว แต่ต้องรอดูหลังเลือกตั้งเสร็จ

ด้านนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. กล่าวว่า จากการตรวจเยี่ยมหลายหน่วยเลือกตั้ง พบว่าประชาชนตื่นตัวมาใช้สิทธิ์ดีมาก จึงคาดว่าจะมีประชาชนมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งมากกว่าร้อยละ 62.5 หรือ มากกว่าการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ครั้งที่ผ่านมา สำหรับการนับคะแนน คาดว่าจะเริ่มได้ในเวลา 19.00 น. และทราบผลอย่างไม่เป็นทางการในเวลา 24.00 น.

นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. กล่าวเปิดใจภายหลังปิดหีบเลือกตั้ง ว่า ตนภูมิใจแม้จะไม่ได้รับเลือกเป็นผู้ว่าฯกทม. แต่ก็ได้ต่อสู้มาจนถึงทุกวันนี้ ส่วนแผนทางการเมืองนั้น ขณะนี้ก็ยังจะเดินหน้าเล่นการเมืองต่อไป โดยได้มีการตั้งพรรคการเมืองของตนชื่อว่า "พรรคสู้เพื่อไทย" ไว้แล้ว โดยตนจะนั่งเป็นหัวหน้าพรรค พร้อมเดินหน้าตรวจสอบทุจริตต่อไป ไม่ว่าจะเป็นเรื่องรถดับเพลิง ส่วนเรื่องการลงสมัครผู้ว่าฯกทม.อีกครั้งนั้น ตนคงไม่ลงแล้ว เพราะ 2 ครั้งก็พอแล้ว แต่จะลงการเมืองระดับประเทศ

"สุชาติ"แจงจับ"จำลอง"ไม่ได้กลั่นแกล้งทำตามหน้าที่


"สุชาติ" ยันจับ "มหาจำลอง" แกนนำ พธม.ขณะใช้สิทธิ์เลือกตั้งผู้ว่า กทม.ทำตามหน้าที่ ยันไม่มีผู้ใดสั่งการเป็นพิเศษ ย้ำ หากแกนนำ พธม.ปรากฏตัวให้เห็นต่อหน้า ตร.ก็ต้องเข้าจับกุมเพราะมีหมายจับจากศาล ก่อนนำตัวฝากขังพรุ่งนี้

พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.น. กล่าวถึงความคืบหน้ากรณีที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง 1 ในแกนนำ พธม.ถูกตำรวจจับกุมที่คูหาเลือกตั้งขณะเดินทางไปใช้สิทธิ์เลือกผู้ว่า กทม.เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ว่า เหตุการณ์เมื่อช่วงเช้านี้ก็ไม่มีอะไร เพียงแต่ พล.ต.จำลอง เดินทางออกจากทำเนียบ ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งที่ หน่วยเลือกตั้งที่ 12 แขวงนครไชยศรี เขตดุสิต ซึ่งเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ประจำการอยู่ที่คูหาทราบว่า พล.ต.จำลอง เป็นผู้ต้องหาที่มีหมายจับอยู่จึงเข้าจับกุมก็เท่านั้นเอง โดยมีนายตำรวจระดับ รอง ผบก.และ ผกก.เป็นผู้ดำเนินการ ซึ่ง พล.ต.จำลอง ก็ไม่ได้ขัดขืนพร้อมให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ประกอบกับแจ้งว่า ไม่ต้องการประกันตัวอีกด้วยซึ่งจากนี้ไปตำรวจก็ต้องดำเนินการสอบสวนไปตามขั้นตอน

พล.ต.ท.สุชาติ กล่าวอีกว่า สำหรับเรื่องการสอบสวนตนได้มอบหมายให้ พล.ต.ต.ลิขิต กลิ่นอวล และ พล.ต.ต.ดำริ เศรษฐโชติ รอง ผบช.น.ทั้ง 2 ท่าน เป็นผู้ดูแลให้เกิดความยุติธรรม ขณะนี้ทราบว่า ทนายณัฐพร โตประยูร ซึ่งเป็นทนายของกลุ่มแกนนำ พธม.ได้เดินทางไปถึง ตชด.ภาค 1 แล้ว

โดยตนขอยืนยันว่า การจับกุมในครั้งนี้ไม่ได้มีแผนทำลายบรรยากาศการเจรจาแต่อย่างใดและไม่มีผู้ใดสั่งการมาเป็นพิเศษ ตำรวจเข้าจับกุมตามหมายจับก็เท่านั้น หากแกนนำ พธม.คนอื่นๆ มาปรากฏให้เห็นต่อหน้า เจ้าพนักงานก็สามารถจับกุมได้ทันที ที่ผ่านมาตำรวจพยายามหลีกเลี่ยงการใช้กำลังทุกวิถีทางแล้ว เราทำงานด้วยหลักนิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์ มาโดยตลอด หากตำรวจเข้าไปจับกุมแกนนำ พธม.ในทำเนียบก็อาจเกิดการปะทะและเกิดความสูญเสียได้ แต่การมาปรากฏตัวให้เห็นต่อหน้านั้นเราต้องจับกุมมิเช่นนั้นเราก็อาจถูกกล่าวหาว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

“ส่วนเรื่องที่ว่าตำรวจเลือกปฏิบัติคือปฏิบัติกับกลุ่มแกนนำ พธม.และกลุ่มขั้วอำนาจเก่าแตกต่างกัน ตนขอยืนยันว่านั่นป็นเรื่องเก่า แต่ในฐานะที่ตนเพิ่งมาทำงานอยู่ในขณะนี้นั้นไม่มีแน่ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายไหนก็แล้วแต่ จะต้องปฏิบัติอย่างเดียวกัน ตำรวจตองทำหน้าที่ตามอำนาจตุลาการ ส่วนเรื่องการเจรจากับกลุ่มผู้ชุมนุมเป็นหน้าที่ของรัฐบาลตนขอยืนยันอีกครั้งว่าการจับกุม พล.ต.จำลอง ในวันนี้ ไม่ได้ต้องการกลั่นแกล้งใคร หรือ ไม่ได้มีเจตนาที่จะทำลายบรรยากาศ การเจรจากับกลุ่ม พธม.อย่างแน่นอน” พล.ต.ท.สุชาติ กล่าว

ต่อมา เวลา 11.30 น. พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกตร. กล่าวว่า การที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าจับกุม พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เมื่อช่วงเช้าถือว่าเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย ไม่เกิดความวุ่นวายแต่อย่างใด และเตรียมที่จะนำตัวไปฝากขังในวันพรุ่งนี้ ขณะนี้ผู้ต้องหาตามหมายจับได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว เชื่อว่าพี่น้องประชาชนทุกฝ่ายน่าจะยอมรับกระบวนการยุติธรรมได้ การที่พล.ต.จำลอง ออกมาปรากฏตัวชัดเจนในวันนี้คาดว่าน่าจะเป็นความตั้งใจที่ต้องการจะเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและอาจจะเป็นการนำร่องให้แกนนำที่เหลืออีก 7 คน เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมด้วย เพื่อทางออกที่ดีที่สุดของประเทศชาติ ส่วนเรื่องที่แกนนำ พธม. กล่าวว่าหมายจับนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมายก็ต้องให้กระบวนการยุติธรรมเป็นฝ่ายตัดสินไม่ใช่คนใดคนหนึ่งมาตัดสินว่าหมายจับที่ออกมาไม่ชอบด้วยกฎหมาย หลังจากนี้หากศาลจะตัดสินอย่างไรจะสั่งฟ้องหรือไม่หรือจะสั่งไม่ฟ้องไปก่อนชั่วคราวก็ถือว่าเป็นกลไกของศาล

พล.ต.ต.สุรพล กล่าวต่อว่า จากนี้จะมีการปรับกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือไม่นั้น ต้องพิจารณาจากสถานการณ์และความเหมาะสม แต่จะประสานไปยังกองทัพภาคที่1เพื่อให้เตรียมกำลังทหารไว้รองรับสถานการณ์หากเกิดความรุนแรงหรือมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มผู้ชุมนุม จะไม่มีการปล่อยให้เกิดความวุ่นวายหรือการปะทะกันของกลุ่มสนับสนุนและกลุ่มต่อต้านอีกอย่างเด็ดขาด

ผบ.ทอ. จี้ ทุกฝ่ายจับตาเหตุการณ์ พล.ต.จำลอง ถูกจับกุม


ผบ.ทอ. แนะทุกฝ่ายจับตาเหตุการณ์ แกนนำพันธมิตร พล.ต.จำลอง ถูกจับ หวั่น เป็นหลุมพรางทำให้บานปลายพร้อมย้ำสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเหตุการณ์ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ กล่าวภายหลังออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ผู้ว่าฯกทม. โดยได้กล่าวเชิญชวนให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง พร้อมกันนี้ได้กล่าวถึงกรณีการจับกุม พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตร ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นน่าจะเป็นเหตุการณ์ที่จะต้องติดตาม และระมัดระวังอย่างยิ่ง ซึ่งตำรวจและรัฐบาลต้องทำให้เห็นว่ามีความเสมอภาคไม่เลือกปฏิบัติ รวมถึงต้องระมัดระวังเพราะอาจจะกลายเป็นตัวเร่ง หรืออาจจะตกหลุมพรางในสิ่งที่ตนเองคลาดไม่ถึงอย่างไรก็ตาม เชื่อว่า ในการดำเนินการของตำรวจและรัฐบาล หากมีความเสมอภาคไม่เลือกปฏิบัติแล้ว คงจะไม่มีเงื่อนไขทำให้เหตุการณ์รุนแรงขึ้น

พร้อมกันนี้ พล.อ.อ.อิทธพร ยอมรับว่า ในส่วนของผู้บัญชาการเหล่าทัพ ได้มีการหารือเพื่อติดตามประเมินสถานการณ์ร่วมกันอย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันในส่วนของทหาร ก็พร้อมออกมาช่วยเหลือดูแลความสงบเรียบร้อย ในฐานะผู้ช่วยเจ้าพนักงาน

“สุจินดา”ชวนปชช.ใช้สิทธิ์เลือกคนดีบริหารชาติ วอน “จำลอง”ยุติบทบาท


อดีตนายกฯ พล.อ.สุจินดา คราประยูร ร่วมใช้สิทธิ์เลือกตั้งเชิญชวนประชาชนเลือกคนดีบริหารบ้านเมือง เชื่อ พล.อ.ชวลิต เจรจาพันธมิตรฯได้ วอน พล.ต.จำลอง ยุติบทบาทเพราะอายุมากแล้ว

พล.อ.สุจินดา คราประยูร อดีตนายกฯ กล่าวภายหลังออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ผู้ว่าฯกทม. ว่า ขอเชิญชวนให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์กันมาก ๆ เพื่อเลือกคนดีเข้ามาบริหารงาน ทั้งนี้ได้กล่าวถึง สถานการณ์การเมืองในขณะนี้ด้วยว่า การที่พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกฯ จะเป็นผู้ออกไปเจรจากับแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ เชื่อว่า สถานการณ์น่าจะดีขึ้น ซึ่งทั้ง 2 ฝ่าย คงจะเห็นแก่ประเทศชาติ ขณะที่ พล.อ.ชวลิต ก็มีบุคลิกเป็นนักประสานงานได้ดี หวังว่า คงประสบผลสำเร็จพร้อมกันนี้ ยังเห็นว่า พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ก็มีอายุมากแล้ว น่าจะเหนื่อยเต็มทีกับการชุมนุมซึ่งสมควรจะยุติบทบาทในการชุมนุมได้แล้ว

ขณะเดียวกัน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ได้ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งแล้วเช่นกัน ในหน่วยเลือกตั้งที่37 เขตทวีวัฒนา

รวบกบฎ"จำลอง" แล้วขณะใช้สิทธิเลือกตั้ง ตร.นำตัวขัง ตชด.


“จำลอง ศรีเมือง”แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดนตำรวจคุมตัวในขณะที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งเมื่อช่วงเช้าโดยจะถูกนำตัวไปฝากขังที่ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ภาค 1 จังหวัดปทุมธานี

รายงานข่าว แจ้งว่า เมื่อเวลาประมาณ 8.00น. พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ถูกตำรวจจับขณะออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่หน่วยเลือกตั้งโรงเรียนเศรษฐเสถียร โดยขณะนี้พล.ต.จำลอง ถูกนำตัวไปขังที่กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 จังหวัดปทุมธานี ซึ่งเป็นสถานที่เดียวกันกับที่เมื่อวันศุกร์ที่ 3 ต.ค. ตำรวจได้จับนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ไป ก่อนที่วานนี้จะนำไปฝากขังต่อศาล ด้วยหมายจับข้อหาเป็นกบฎในราชอาณาจักร

โดยพล.ต.จำลอง ยืนยันว่าจะไม่ขอใช้สิทธิ์ประกันตัว และจะปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา ข่าวดังกล่าวได้ถูกเปิดเผยเมื่อเวลา 8.30 น. บนเวทีพันธมิตรฯ ทำเนียบรัฐบาล โดย น.ส.อัญชลี ไพรีรัก พิธีกรบนเวทีระบุว่า พล.ต.จำลองได้ทิ้งจดหมายฉบับหนึ่งไว้เพื่ออ่านให้กันพันธมิตรฯ ฟัง โดยจะอ่านให้ฟังในเวลา 9.00น.

ขณะที่ แกนนำพันธมิตรฯ คนอื่นๆ ได้แก่ นายสนธิลิ้ม ทองกุล นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายพิภพ ธงไชย และนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ได้เดินทางมาบนเวทีเพื่อปราศรัยถึงแนวทางจากนี้ต่อไป ที่พล.ต.จำลองโดนจับ โดยนายสนธิ ประกาศบนเวทีปราศรัยว่า ตำรวจผู้ที่อยู่เบื้องหลังการโดนจับของพล.ต.จำลอง คือ พล.ต.อ.จงรัก จุฑานนท์ ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล และขอให้ผู้ชุมนุมจำชื่อของพล.ต.อ.จงรัก และคนในนามสกุลของเขาเอาไว้

ด้านนายสมศักดิ์ โกศัยศุข แกนนำพันธมิตรฯ กล่าวบนเวทีว่า กลุ่มพันธมิตรจะอยู่ขับไล่รัฐบาลนี้ออกไป และเห็นว่าการที่ พล.ต.จำลองออกไปสิทธิเลือกตั้งตามสิทธิหน้าที่พลเมือง ไม่ได้ทำความผิดอะไร

ขอให้พี่น้องน้อง อย่าตระหนกตกใจ ทั้งนี้จะได้เป็นการพิสูจน์พลังของพันธมิตรฯทั่วประเทศ ทั่วโลก พิสูจน์พลังของประชาชนหรือรัฐบาลชั่วจะเป็นฝ่ายชนะ เราสู้เพื่อชาติเพื่อบ้านเมืองเราจะไปกลัวทำไม ขอกองทัพประชาชนต้องเตรียมพร้อม มีวินัย มีเอกภาพเป็นหนึ่งเดียว เอายังไงเอากัน เราเชื่อพลังของพี่น้องประชาชน ห่วงใยประเทศชาติ"นายสมศักดิ์ กล่าว

ในเวลาประมาณ 9.00น. น.ส.อัญชลี ได้เปิดจดหมายของ พล.ต.จำลอง และอ่านบทเวที โดยเนื้อความระบุว่า "เรียน คุณอัญชลี คุณกมลพร หรือพิธีกรคนอื่นๆ กรุณาอ่านทุกถ้อยคำ อย่าให้ตกหล่น อ่านออกสำเนียงเสียงพูด พันธมิตรทุกท่าน ในการปราศรัย เราต่างมาชุมนุมเพื่อใช้หนี้แผ่นดินและมาทำบุญ เราต่างมาทำบุญเพื่อประเทศไทย และใช้หนี้แผ่นดิน เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกๆ คน ที่เกิดมา ก่อนตายต้องชดใช้บุญคุณแผ่นดิน ไม่ว่าการณ์สิ่งใดจะเกิดขึ้นขอให้ทุกคนจงจดจำไว้ว่า หน้าที่ของพลเมืองไทย คือ รับใช้ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ผมจำลองศรีเมือง อยากย้ำเตือนคนไทยว่า เราต่างเกิดมาพร้อมหน้าที่ ไม่ว่าจะสูงต่ำดำขาว ยากดีมีจน เรามีหน้าที่ใช้หนี้แผ่นดิน จาก จำลอง ศรีเมือง 6 โมงเช้า"

ส่วนบรรยากาศ ภายหลังพล.ต.จำลองโดนจับ บรรดากลุ่มผู้ชุมนุมได้ทยอยเดินทางมาที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อสบทบและฟังแกนนำปราศรัยอย่างต่อนเอง ขณะที่พันธมิตรฯตามจังหวัดต่างๆ ก็จะเดินทางมาสมทบที่กรุงเทพมหานครต่อไปด้วย

ทั้งนี้ นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยได้ถูกตำรวจับกุมเมื่อเย็นวันที่ 4 ต.ค.ที่ผ่านมา และศาลอนุญาตตามที่ตำรวจยื่นคำร้องให้ฝากขัง 12 วัน ในข้อหากบฎ


Saturday, October 4, 2008

"จตุพร"เตือนสติเพื่อน ส.ส.พปช.หากคว่ำร่าง คปพร.เหมือนดูถูกปชช.


"จตุพร"แนะนำเพื่อนส.ส.พปช.อย่าคิดคว่ำร่างคปพร.ชี้เท่ากับเป็นการดูถูกประชาชน จะเกิดปัญหาตามมาแน่ พร้อมเตือนให้ยอมรับความคิดเห็นของปชช.บ้าง

นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน กล่าวถึงกรณีที่มีส.ส.พรรคพลังประชาชนบางคนจะโหวตค่ำร่างของคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2550(คปพร.)ที่เสนอโดยนพ. เหวง โตจิราการ หากมีการบรรจุอยุ่ในวาระการประชุมสภาฯ ว่า การเสนอร่างของคปพร.เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ที่ประชาชนเข้าชื่อเพื่อเสนอต่อสภาฯบรรจุในวาระการพิจารณา และจากการการประชุมร่วม 4 ฝ่ายก็เห็นตรงกันว่าควรที่จะแก้ไขมาตรา291 เพื่อตั้งส.ส.ร.3 ขึ้นมาดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดังนั้นหากการเสนอร่างแก้ไขที่เสนอโดยประชาชนแต่ส.ส.ในสภาฯไม่รับก็ถือว่าใช้ไม่ได้ แต่หากยืนยันที่จะไม่รับฟังเชื่อว่าจะมีปัญหาตามมาอีกแน่นอน ดังนั้นส.ส.พลังประชาชนควรที่จะรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและคุยกัยว่าจะเดินหน้าอย่างไร และที่ตนแสดงความคิดเห็นก็ไม่ใช่เพราะเคยร่วมงานในฐานะนปก.มาก่อน เพียงแต่อยากให้รับฟังความเห็นคนอื่นบ้าง
นายจตุพร กล่าวต่ออีกว่า ทั้งนี้ส่วนตัวอยากฝากบอกไปถึงสมาชิกในพรรคว่าอย่าใช้คำว่าคว่ำร่าง และอย่าดูถูกน้ำใจประชาชน แต่ขอให้พิจารณาทบทวนดก่อนหากเห็นว่าร่างของคปพร. มีปัญหาก็ไปแก้ไขในชั้นกรรมาธิการได้ ซึ่งจะเป็นทางออกที่นุ่มนวลกว่า



Friday, October 3, 2008

ผมไม่ได้เชียร์คุณชูวิทย์หรอกครับ... แต่ยุคแห่งวิญญูชนจอมปลอมสมัยนี้ บางทีเจอแบบนี้บ้างก็ดีเหมือนกัน


บทความ โดย ลูกชาวนาไทย


ผมเกิดความเบื่อหน่ายการเมืองมาสองสามสัปดาห์แล้ว และไม่มีประเด็นอะไรที่จะเขียนบทความ จนเขียนไม่ออกไปเหมือนกัน ประเด็นต่างๆ มันก็กร่อยจนไม่รู้จะเอามาเขียนอย่างไรเหมือนกัน ตอนนี้ก็เลยเอาตามเหตุการณ์ กรณีคุณชูวิทย์ กมลวิศิษฏ์ ชกหน้าพิธีกรในรายการโทรทัศน์ช่อง 3 มาพูดเสียหน่อย ทำตัวให้ทันเหตุการณ์บ้างก็ดีเหมือนกัน

ตอนนี้ผมเบื่อยุคแห่งการอ้างจริยธรรมบังหน้า มือถือสากปากถือศีล ที่พวกที่ทำท่าดูดี แต่จิตใจคิดทำร้ายคนอื่นตลอดเวลา ยุคสมัยแบบนี้บางทีมันก็ต้องเจอกับคนแบบชูวิทย์บ้างก็ดีเหมือนกัน ถือว่าเป็นการปลดแอกจากพวกที่อ้างจริยธรรมบีบบังคับให้คนอื่นต้องยอมสยบใต้หน้ากากแห่งจริยธรรม ไม่มีใครกล้าหือ เมื่อเจอคนที่กล้าสู้อย่างคุณชูวิทย์ ก็สร้างความสะใจให้กับประชาชนจำนวนมากได้บ้างเหมือนกัน

วิกฤตการณ์ทางการเมืองไทย สามปีที่ผ่านมานี้ สื่อมวลชนมีส่วนอย่างมากในการทำให้วิกฤตการณ์และความแตกแยกกันในหมู่ประชาชนขยายตัวมากยิ่งขึ้น สื่อเลือกข้าง ทำร้าย กดดันเหยียดหยามอีกฝ่ายหนึ่ง และชูอีกฝ่ายหนึ่ง ย่อมสร้างความอึดอัด คับข้องใจให้กับประชาชนจำนวนมาก

ความวุ่นวายทั้งสามปีมานี้ สื่อสายเนชั่น และผู้จัดการ ถือว่ามีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการทำให้ประเทศชาติเลวร้ายลง

เมื่อมีการเรียกร้องให้สมาคมวิชาชีพของสื่อเข้ามารับผิดชอบสมาคมพวกนี้ กลับปกป้องและเข้าข้างพวกเดียวกันเอง จนประชาชนไม่มีที่พึ่งใดจะสามารถปรามสื่อที่เลวร้ายในยุคนี้ได้

ตอนนี้ผมไม่ได้กลัวจริยธรรม และศีลธรรมเสื่อมแล้วครับ เพราะศีลธรรม และจริยธรรมจริงๆ มันได้หายไปจากสังคมนี้นานแล้ว ตั้งแต่มีการอ้าง "จริยธรรม" เพื่อทำร้ายกันทางการเมือง จนกลายเป็นยุคการอ้างจริยธรรม ทำร้ายผู้อื่นมากที่สุดยุคหนึ่งของการเมืองไทย

คนอย่างนายจรัญ ภักดีธนากุล หรือ คุณหญิงจารุวรรณ เมทะกา หรืออีกหลายคนที่ "อ้างจริยธรรม เพื่อทำร้ายคนอื่น แต่เมื่อตัวเองทำผิด กระทำการอย่างเดียวกับที่ตัดสินคนอื่น กลับใช้สองมาตรฐานบังหน้า ไม่ยอมรับผิดชอบ แต่กลับอ้างจริยธรรมเพื่อให้คนอื่นต้องปฏิบัติ แต่พวกตนเองไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามจริยธรรมนั้น

บางทีคนพวกนี้เจอคนแบบนายชูวิทย์ บ้างก็ดีเหมือนกัน พวกที่ซ้อนอยู่ภายใต้หน้ากากจริยธรรม ต้องเจอกับอันธพาล ปากตรงกับใจอย่างนายชูวิทย์ มันอาจเป็นคู่ต่อสู้ที่เหมาะสม

ผมไม่ได้มีสิทธิ์เลือกตั้งใน กทม. แต่อย่างใด แต่ในส่วนตัวของผม ผมก็เชียร์ เบอร์ 10 คุณประภัสร์ จงสงวน ตามหลักการของพรรคเลือกคน ประชาชนเลือกพรรค

แต่กรณีของคุณชูวิทย์ ที่ชกหน้านักข่าว ก็สร้างความสะใจให้ประชาชนจำนวนมาก เขาทำให้สิ่งที่ "จิตใต้สำนึกของประชาชน" อีกจำนวนมากอยากทำ แต่ไม่มีความกล้าพอ

ผมไม่สนใจคำประณามของ สมาคมผู้สื่อข่าว ที่ปกป้องพวกกันเองตลอดเวลา ตอนนี้คำประณามของสมาคมผู้สื่อข่าว มันก็เป็นเพียงแค่กระดาษเปื้อนหมึกเท่านั้น

เมื่อไม่มีใจที่เป็นธรรม การประณามคนอื่นมันก็ไร้ความหมายสิ้นเชิง

ที่ผมเบื่อที่สุดคือ "พวกที่สวมหน้ากากแห่งจริยธรรม" ทั้งหลาย เช่นพวก ป. สี่เสา นักวิชาการจอมปลอม พวกผู้ดีไฮโซ สูงศักดิ์ทั้งหลาย (ผมรวมหมดทุกคนแต่ผมกลัว Lese Majestic)

พวกนี้สร้างความวุ่นวายให้บ้านเมือง ภายใต้หน้ากากจริยธรรม ไม่รู้จักจบจักสิ้น แต่จิตใจ ทำร้ายคนอื่นตลอดเวลา

เรื่องการที่คุณชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ชกผู้สื่อข่าวนี้สำหรับผมถือว่าชูวิทย์ ผิดเต็มประตูนะครับ ดังนั้น ก็ไปมอบตัวเสียค่าปรับให้เรียบร้อย ปฏิบัติตามกฎหมายเสีย อย่าให้เหมือนพวกพันธมิตร ที่ไม่ยอมทำตามกฎหมาย

ส่วนเรื่องนักข่าว พิธีกร สมควรโดนชกหรือไม่นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง คนเราหากเป็นคนดี มีธรรม มีจริยธรรมสูงส่งจริง ก็คงไม่มีใครบันดารโทสะ ชกเอาซึ่งหน้าหรอกครับ จะมาอ้างตัวว่ามีการศึกษา ไม่ป่าเถื่อนคงไม่ได้ เพราะการทำร้ายคนอื่นด้วยวาจา มันก็คือ วีทุจริตเหมือนกัน เป็นการทำร้ายและเบียดเบียนผู้อื่นเหมือนกัน ดังนั้น เมื่อทำกรรม ก็ย่อมได้รับผลกรรมที่ทำไว้นั่นแหละครับ แม้ไม่ได้ทำกรรมด้วย กายกรรม แต่วจีกรรม มันก็ร้ายแรงพอๆ กัน

จาก thaifreenews

‘ชาย’ กะ ‘ป๋า’คุยอะไรกัน





คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

ข่าว นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เข้าพบ “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ไม่ว่าจะด้วยคารวะ หรือเพื่อการเจรจาความทางการเมืองใดๆ ก็ตามแต่ ย่อมเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของผู้คนทั่วไปเป็นวงกว้างแน่นอน
และคงเกิดเป็นคำถามคล้ายๆ กันว่าไปพบกันด้วยเรื่องใด ทำไมนายกรัฐมนตรี ถึงได้ “อมพะนำ” ทำเป็นความลับได้มากมายถึงขนาดนั้น

หากไปพบเพียงเพราะ พล.อ.เปรม เป็นอดีตนายกฯ ที่เคยบริหารบ้านเมืองมายาวนานถึง 8 ปี หรือเพียงเพราะ พล.อ.เปรม เป็น “ผู้เฒ่า” ที่ลูกหลานพึงเข้าไปขอพร ก็ไม่น่าจะมีอะไรต้องปิดบัง

เว้นแต่ว่าเรื่องที่พูดคุยกันนั้น เป็นเรื่องที่ประชาชนรับรู้ไม่ได้ เป็นเรื่องที่ไม่น่าฟัง หรือเป็นเรื่องที่คนพูดเองอาจจะเกิดความอับอาย

แต่เดาอย่างไรก็เดาไม่ออกว่าจะเป็นการพูดจาเรื่องอะไรกันแน่

เพราะหากเป็นปัญหาในบ้านเมือง ก็คงมีอยู่ไม่กี่เรื่อง

ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมยึดทำเนียบรัฐบาล และทำผิดกฎหมายสารพัดเรื่องของกลุ่มพันธมิตรฯ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือจะเป็นเรื่องที่ยังมีคนติดใจและอยากจะโยงไปถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และครอบครัว

ถ้าเป็นเรื่องของกลุ่มพันธมิตรฯ การเข้าพูดคุยกับ พล.อ.เปรม จะช่วยอะไรได้

พล.อ.เปรม จะไปสั่งให้พันธมิตรฯ ถอยร่นออกจากทำเนียบได้อย่างนั้นหรือ เพราะดูท่าทีแล้วคนพวกนี้ไม่คิดจะฟังใคร และทำท่าว่าจะฟังแต่คำสั่งคนที่อยู่เบื้องหลังมาตั้งแต่การเคลื่อนไหวเมื่อปี 2548 ต่อเนื่องจนเกิดการปฏิวัติรัฐประหารเท่านั้น

แล้ว พล.อ.เปรม ที่นายทหารใหญ่-น้อย ให้ความนับถือ คนที่ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ เคยทำหนังสือขออนุญาตเพื่อไปขึ้นเวทีม็อบ จะสามารถสั่งโจรดื้อพวกนี้ได้หรืออย่างไร

หรือถ้าหากเป็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะพูดจากันว่าอย่างไร

เรื่องราวทั้งหลายเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องคาใจคนขี้สงสัย และบรรดาผู้ติดตามข่าวสารบ้านเมืองกันถ้วนหน้า ไม่เว้นแม้แต่ผมเองก็อยากจะรู้

ท่านนายกฯ สมชายจะมาเล่าขานให้ฟังกันหน่อยปะไร

เพราะเบื่อพวกรู้ไม่จริงมานั่งวิพากษ์วิจารณ์ บ้างก็หาว่าท่านไปเจรจาช่วยหาทางลงให้กับกลุ่มพันธมิตรฯ แลกกับการรับเงื่อนไขการเมืองแบบม็อบ ม็อบ ที่ยังไงก็มีแต่เสียเปรียบ

หรือจะเป็นการเจรจาที่แลกการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กับสิ่งที่ต้องหวานอมขมกลืน

ที่สำคัญหากท่านนายกฯ ไม่ออกมาพูดจาเล่าขานกันให้ชัด งานนี้ทำท่าจะเสียหายไปถึงรัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่

เพราะเกิดเป็นคำถามง่ายๆ ว่าถ้าอยากให้บ้านเมืองสงบสุขทำไมต้องไปหา “ป๋าเปรม”

หรือกลับกัน...ถ้าไม่ไปหา ไม่ไปคุยด้วยบ้านเมืองจะไม่สงบสุขอย่างนั้นหรือ

ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า พล.อ.เปรม สั่งพันธมิตรฯ ได้ แล้วที่ผ่านมาที่ สนธิ ลิ้มทองกุล เคยอ้าง “ผู้ใหญ่” หมายถึงใคร อย่างไรกัน

หรือถ้าย้อนกลับไปเมื่อหลังการรัฐประหารที่ สุริยะใส กตะศิลา ให้สัมภาษณ์หนังสือ IMAGE เสมือนว่า พล.อ.เปรม นั่งบัญชาการอยู่เมื่อคราวมีการปฏิวัติ

รวมทั้งการระบุว่า พล.อ.เปรม เป็นเสมือนตัวแทน “อำมาตย์” จะเกี่ยวพันเกี่ยวโยงกันอย่างไรหรือไม่

และเมื่อพูดถึงการเข้าพบกับ “ป๋า” ก็อดนึกถึงการเปิดเจรจากับกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ได้

ผม คงอยากให้ข้อคิดเหมือนที่ใครต่อใครพูดไปแล้วว่า หากรัฐบาลอยากจะเจรจาก็ลองดู แต่ผมมีความเชื่อดังนี้
1. คนพวกนี้พูดจาภาษาคนไม่รู้เรื่อง เพราะไม่เช่นนั้นคงพูดจากันเข้าใจไปนานแล้ว
2. คนพวกนี้ไม่เคารพกฎหมาย เพราะทุกวันนี้ก็ยังหนีคดี ทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ต่อหมายจับ
3. คนพวกนี้ขี้ขลาดเกินกว่าจะรับความเป็นจริง ไม่เช่นนั้นแล้วคงไม่อาศัยชายกระโปรง เอา
ผู้หญิง คนแก่บังหน้า ป้องกันการถูกจับกุม
4. คน (ชั่ว) พวกนี้ไม่รักชาติ รักแผ่นดิน ไม่เห็นแก่ประโยชน์ของพี่น้องคนไทย เพราะ
ไม่อย่างนั้นคงไม่ก่อกวนจนบ้านเมืองเสียหายขนาดนี้

และที่สำคัญเหนือสิ่งอื่นใด คนพวกนี้เป็นคนทำผิดกฎหมาย ไม่มีสิทธิ์ต่อรองใดๆ ทั้งสิ้น สิ่งที่คนพวกนี้ต้องทำคือมอบตัวแล้วสู้คดีตามกฎหมาย

มีคนที่ติดตามการเมืองจนเบื่อหน่ายบอกว่า เจรจากับ พล.อ.เปรม แล้วก็พันธมิตรฯ ก็เป็นเรื่องดี ปัญหาจะได้จบ ความวุ่นวายจะได้หมด บ้านเมืองก็จะได้สงบสุขเสียที

ขณะที่อีกคนแย้ง ต้องพูดจาให้เหมาะสมว่า...เจรจากับพันธมิตรฯ เพื่อหยุดความปั่นป่วนวุ่นวาย และหารือ พล.อ.เปรม เพื่อให้บ้านเมืองสงบสุข

ใครจะเห็นต่างอย่างไรผมไม่แน่ใจ...แต่สำหรับผมแล้วเห็นเป็นอย่างเดียวกัน...!!

บิ๊กโบ๊ต