WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, October 6, 2008

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

** สวัสดีท่านผู้อ่านหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน ฉบับที่ถือในมือท่านเล่มนี้ เป็นฉบับที่ 254 วันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม 2551 วันประวัติศาสตร์ของประชาชาติไทย ผู้รักและต่อสู้ปกป้องการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ต้องหลั่งเลือด พลีชีวิต !!! ... วันนี้ แทง แทนไท รับอาสามาแทน “จงรัก ภักดีราช” ที่มีภารกิจเร่งด่วน...

** 6 ตุลามหาวิปโยค (6 ตุลาคม 2519) ถือเป็นวันสำคัญของฝ่ายประชาธิปไตย มาปีนี้ 2551 ครบรอบ 32 ปี พอดิบพอดี ได้รับข่าวดีของคนฝั่งฝาประชาธิปไตยเสียที กับสิ่งที่เกิดขึ้นมาในช่วง 3 วัน นั่นคือการจับกุม 2 ใน 9 แกนนำพันธมารธิปไตย ในข้อกล่าวหาเป็นกบฏในราชอาณาจักร ล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ความกล้าหาญไปรวบตัวมาได้ ท่ามกลางกระแสวิจารณ์หนาหูทีเดียวว่า เรื่องนี้มันชักจะ ยังไง... ยังไง... เพราะ มันง่ายพิลึก

** กบฏคนแรกที่โดนจับ ตำรวจบอกว่าเพื่อต้องการเทสต์กระแส ซึ่งไม่มีมวลชนไปปิดล้อมที่ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ภาค 1 คลอง 5 ปทุมธานี มีคนเพียงหยิบมือ ไม่ถึง 100 คน เท่านั้นเอง แสดงว่าได้ผล ประชาชนคนไทยเริ่มหูตาสว่าง คนทำดีย่อมได้ดี คนทำชั่วย่อมได้ชั่ว คนที่เดินไปนอกวิถีทาง ประพฤติปฏิบัติตัวเป็นพวก “นอกรีต” เบียดบังพระพุทธศาสนา อ้างพระสัมมาสัมพุทธะ มาเคลื่อนไหวมวลชน จำไว้ว่าจะต้องไปลงนรกหมกไหม้ ...แทง แทนไท... ระลึกเสมอว่า สักวันหนึ่ง …“ฟ้าเบื้องบน” จะต้องมองเห็น...และ ไม่เอาไว้!!!

** แทง แทนไท เตือนมาตลอดเวลาว่า พันธมิตรฯ พันธมารธิปไตย อย่า เหิมเกริม ให้มากนัก ไปหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไปกล่าวหาว่าร้ายเจ้าหน้าที่ว่าเป็น “ซ่องโจร” ไป กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวหาข้าราชการกระทรวงนี้ “ขายชาติ” ล่าสุด “โฆษกสาว” กินดีหมีที่ไหนมาไม่ทราบได้ บังอาจวิพากษ์วิจารณ์เรื่องเจ้านาย เจ้าฟ้า เจ้าแผ่นดิน ที่คนไทยเคารพรัก ที่ท่านพระราชทานเงินช่วยเหลือข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ ทั้งที่พระองค์ทรงมีพระเนตรพระกรรณ กว้างไกล ... แบบนี้ คนไทย 63 ล้านคน ต้องช่วยกันเอาเท้าไปลบรอยตีนกา บนใบหน้านางโฆษกปากมอม คนนี้...สัก หน่อย ใช่...ไม่ใช่ พ่อแม่พี่น้อง หรือจะต้องถาม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ... ตรวจสอบเทปช่วงเช้าของวันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม 2551 ในทำเนียบรัฐบาล ... มันมี พฤติกรรมจาบจ้วง อหังการ เหิมเกริม ดังว่านี้...จริงไหม ควรจะ ดำเนินการอย่างไร???

** ตอนนี้ คนไทยกำลังลุ้น ผลการจับกุม กบฏคนที่ 2 ที่ถูกรวบคาคูหาเลือกตั้ง ว่ามีเลศนัยอะไรหรือไม่ เป็นแผน ลับ ลวง พราง หรือเปล่า? ที่ต้องการจะปลุกคนขึ้นมาอีก แต่ แทง แทนไท คิดว่า มหา 5 ขัน อยากลองดีมากกว่า เพราะเมื่อวันก่อนยังทำเป็นปากดี บอกว่า บิ๊กจิ๋ว โดนเซาะ จากบางกลุ่มในพรรคพลังประชาชน วิเคราะห์การเมืองเป็นฉาก หวังให้แตกแยกในรัฐบาลอีกหรืออย่างไรไม่ทราบได้ แต่...เมื่อต้องไปโดนเข้าคุก คราวนี้รู้หรือยังว่า “การข่าว...มหา 5 ขัน” ผิดเพี้ยน ขนาดหนัก โดนเองแบบนี้อยากรู้จังเลย...ที่บอกว่า “บิ๊กจิ๋ว” ไม่รู้เรื่อง จับแกนนำที่มาเพ่นพ่านข้างนอก อีกหรือไม่ พันธมิตรฯ คงต้องเปลี่ยนเป็น พันธโจ๊ก ซะล่ะมั้ง เรื่อง ฮา...ฮา... แบบนี้ แต่ ความจริงหนีความจริงไปไม่พ้น !!!

** รัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อย่าไปคิดมาก ท่านทำถูกต้องตามกฎหมายบ้านเมือง นั่นแหละดีที่สุด และ นายทหาร คนไหนที่จะสร้างสถานการณ์ ก่อกวนบ้าน ก่อกวนเมือง ขอให้ระลึกไว้ว่า ประเทศไทยไม่ใช่ของคนคนเดียว ประเทศไทยไม่ใช่ของ จปร.บางรุ่น บางคน เท่านั้น การใช้วิธีการนอกรีต นอกทาง มา ปกป้องคนคนเดียว!!! ทั้งที่ประเทศไทยเป็นของประชาชน 63 ล้านคน !!! คราวนี้ใครสร้างสถานการณ์ปะทะนองเลือดรับรอง ไม่มีแผ่นดินอยู่ถาวร ไม่มี “นิรโทษกรรม” ไม่มี “ล้างมลทิน” ใครที่คิดจะทำ หยุดเสีย เดี๋ยวจะหาว่า “แทง แทนไท” ไม่เตือน!!!

** มาเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีเงื่อนปมมาให้คิดกันอีกแล้ว เพราะกลายเป็น 2 แนวทาง ในขณะนี้ คือ แนวทางแรก เสนอมาตั้งนานนมเน คือร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ของฝ่ายประชาชน ที่เป็นองค์กร ที่เรียกกันว่า คปพร. หรือ คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งมี อ.จรัล ดิษฐาอภิชัย เป็นประธาน (สื่อหลายฉบับบอกเป็นของ นพ.เหวง โตจิราการ ไม่รู้ไปอยู่ขุมไหนมา ทำการบ้านมาหรือเปล่า) ในขณะนี้บรรจุในระเบียบวาระของที่ประชุมรัฐสภาแล้ว ส่วนอีกร่างหนึ่งยังไม่ได้ปฏิสนธิ คือ สสร.3 ที่รัฐบาลและรัฐสภา โดยที่เป็น นักการเมือง กำลังคิดจะ “มัดมือชก” ประชาชน นักวิชาการอดีตสมุนโจราธิปไตย ยุแยงตะแคงรั่ว ประกาศเห็นด้วย เพราะหวังจะเข้ามาสืบทอดอำนาจอีก

** เรื่องนี้ แทง แทนไท เตือนทุกฝ่าย อย่า! แม้แต่จะคิด ในการที่จะ ดูถูกประชาชน เพราะ ประชาชนหลายหมื่นคน เขา เข้าตามตรอก ออกตามประตู กฎหมายให้เสนอชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 50,000 ชื่อ ทำไมจึงมาให้สัมภาษณ์ในทางชี้นำกันว่า ให้ชะลอบ้าง ไม่เห็นชอบบ้าง อย่าลืมว่า หากตั้ง สสร.3 ใช้เวลาเร็วที่สุดคือ 1 ปี ที่จะแก้ไขเสร็จ วันนั้น รัฐบาล และ รัฐสภา ตรวจดู “อายุขัย” และ “อายุคาด”หรือเปล่า พวกท่านมีเวลาอย่างมากแค่ 3 เดือน เท่านั้น แล้วจะไป ตั้ง สสร.3 ให้เวลามันยืดยาวกันทำไม เหตุผล เป้าหมาย ของ การตั้ง สสร.3 คืออะไรกันแน่ มันจะแก้ไขวิกฤติอะไร ขณะที่ร่างของ คปพร.จะแก้ปัญหาได้ทันที ยุติปัญหาเทคนิคทางการเมือง ...ได้ทั้งหมด

** ในเมื่อร่างของประชาชน บรรจุวาระแล้ว รัฐสภาควรจะหยิบขึ้นมาพิจารณา ได้อย่าง ไม่ต้องขวยเขิน เพราะเป็น ร่างที่มีที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริง และ ที่สำคัญคือ รวดเร็ว เอารัฐธรรมนูญ 2540 กลับมา จะมีแต่เรื่อง ...ดี ...ดี ...ดี ปัญหา เรื่องยุบพรรค ปัญหาเรื่อง รมว.ต่างประเทศ จะไปลงนาม ปัญหาเรื่องวุฒิสมาชิกลากตั้ง ปัญหาเรื่องรัฐบาลอ่อนแอ ปัญหาเรื่องที่มาองค์กรอิสระที่เป็นกลางและเป็นธรรม ปัญหาเรื่องความแตกแยกในชาติ และ ปัญหาเรื่องความสง่างาม จะหมดไป แถมได้ พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ เสริมเพิ่มเข้ามาอีกด้วย ไอ้พวกมารศาสนา จะได้หมดเนื้อนาบุญ ฉิบหายตาย-ห่...ะ ...ไปจากเมืองไทย ... เสียที



เกียรติตำรวจของไทย


คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

เกียรติตำรวจของไทย เกียรติวินัยกล้าหาญมั่นคง
ต่างซื่อตรง พิทักษ์สันติราษฎร์นั้น
ถึงตัวจะตายก็ช่างมัน มิเคยคำนึงถึงชีวัน
เข้าประจันเหล่าร้าย เพื่อประชา
ไม่ยอมเป็นมิตร ผู้ผิดกฎหมาย
ปราบโจรผู้ร้าย กล้าตายเรื่อยมา
เนื้อของเราเราเชือด พร้อมทั้งเลือดเราพลี
เอาชีวีของเราเข้าแลกมา เพื่อให้ประชาดำรง...สุขสถาพรชัย
เกิดมาแล้วต้องตาย ชาติชายเราไว้ลายตำรวจไทย
ช่วยประชาไม่ว่าหนไหน เป็นมิตรด้วยดวงจิตสดใส... เราอยู่ไหนประชาอุ่นใจทั่วกัน

ปราบภัยและผองพาลให้เข็ดขาม เราปราบปรามเสริมความสุขสันต์เหล็กที่แกร่งกล้านั้นเราฝึกกายาทุกวัน แข็งกว่าเหล็กนั้น ตำรวจไทย มาร์ชพิทักษ์สันติราษฎร์ ทำนองประพันธ์โดย นารถ ถาวรบุตร เนื้อร้องโดย แก้ว อัจฉริยะกุล แต่งขึ้นก่อนปี พ.ศ.2500

ครูนารถ ถาวรบุตร แต่งเพลงนี้ขึ้นโดยคำสั่งของ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจในขณะนั้น โดยมีเงื่อนไขว่า จะแพ้เพลงมาร์ชกองทัพบกไม่ได้เป็นอันขาด ซึ่งท่านก็สามารถแต่งสำเร็จได้ในเวลาไม่นานนัก

พล.ต.อ.เผ่า ประทับใจกับผลงานชิ้นนี้มาก โดยเฉพาะเนื้อร้องในท่อน "เกิดมาแล้วต้องตาย? ?ชาติชายเราไว้ลายตำรวจไทย..." ถึงกับมอบรางวัลให้ครูนารถเป็นเงินปึกหนึ่ง

วันนี้ ตำรวจได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างแท้จริง ในการใช้ความเข้มแข็ง กล้าหาญ เข้าทำการจับกุม 2 ใน 9 แกนนำกบฏคนสำคัญ ที่ยึดสถานที่ราชการหลายแห่ง และทำเนียบรัฐบาล หลายวันมาแล้ว สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้คน

การตัดสินใจปฏิบัติการเข้าจู่โจม จับกุมในครั้งนี้ ไม่มีการเสียเลือดเนื้อชีวิตใดๆ ทั้งสิ้น มีกระแสเสียงวิจารณ์

บ้างก็ว่า เป็นการทำลายนโยบายความสมานฉันท์

บ้างก็ว่า เป็นการเตะตัดขารองนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่ง

บ้างก็ว่า เป็นการทดสอบกระแส

บ้างก็ว่า ซูเอี๋ยกัน แกล้งให้จับ

แต่...การที่ตำรวจตัดสินใจดำเนินการใช้ความเด็ดขาดในเรื่องเสียทีหนึ่ง เป็นเรื่องที่ถูกต้องเหมาะสม และสมควรจะกระทำเป็นอย่างยิ่ง วัน เวลา เหมาะสม สถานการณ์สุกงอม เพราะจะไปเจรจาความกับผู้ร้าย อาชญากร คงไม่ได้

งานนี้ “ทหาร” ที่ว่าแน่ๆ มีสรรพกำลัง อาวุธ ยังต้องถอยร่นไม่เป็นกระบวนท่า ช่วงการประกาศใช้ พ.ร.บ.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

การที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติตัดสินในชาร์จ 2 ใน 9 แกนนำ ถือว่าเป็น ผลงานชิ้นโบแดงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติทีเดียว สมแล้วดังคำสร้อยของเพลงที่ว่า...

“ไม่ยอมเป็นมิตร ผู้ผิดกฎหมาย

ปราบโจรผู้ร้าย กล้าตายเรื่อยมา

เนื้อของเราเราเชือด พร้อมทั้งเลือดเราพลี

เอาชีวีของเราเข้าแลกมา เพื่อให้ประชาดำรง...สุขสถาพรชัย”


แนะพลิกวิกฤติสหรัฐดันท่องเที่ยว-ส่งออก


นายโอฬาร ไชยประวัติ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงวิกฤติการเงินของสหรัฐอเมริกาและยุโรปว่า ต้องเร่งป้องกันไม่ให้วิกฤติการเงินส่งผลกระทบในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม ยืนยันสถาบันการเงินของไทยไม่มีการปล่อยสินเชื่อด้อยคุณภาพ ส่วนการซื้อตราสารหนี้ด้อยคุณภาพมีไม่มากนัก และไม่ส่งผลกระทบถึงกับไม่มีการปล่อยกู้

ขณะที่จะต้องมีมาตรการป้องกันไม่ให้นักลงทุนในตลาดหุ้นมีความตกใจ โดยคนไทยควรเข้าซื้อหุ้นดีราคาถูกในช่วงนี้ พร้อมย้ำว่าไทยควรเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส โดยเริ่มจากธุรกิจท่องเที่ยวและการส่งออก โดยเร่งส่งออกไปยังจีนและอินเดีย โดยคิดเป็น 80 เปอร์เซ็นต์ ทดแทนตลาดสหรัฐอเมริกาและยุโรป ที่มีสัดส่วนร้อยละ 20 ซึ่งเริ่มจะลดลง

นายโอฬาร กล่าวอีกว่า นอกจากนี้จะต้องฉวยโอกาสทำการค้าระหว่างกันเองในเอเชียและทวีปอื่นที่ไม่ประสบปัญหา จากนั้นต้องสร้างความเชื่อมั่นให้คนในประเทศจับจ่ายใช้สอยตามปกติ

มช.ปิดประตูไม่รับพธม.


นายสุริยันต์ ทองหนูเอียด และนายเฉลิมพล แซมเพชร ผู้ประสานงานพันธมิตรจังหวัดเชียงใหม่ ได้สอบถามถึงเหตุผลที่ทางผู้บริหารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ยกเลิกการอนุญาตให้พันธมิตรจังหวัดเชียงใหม่และเครือข่ายองค์กรประชาชนภาคเหนือใช้สถานที่โรงละครหอศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สำหรับจัดเวทีเสวนาวิชาการเรื่อง“ข้อเสนอต่อสังคมการเมืองในสถานการณ์ปัจจุบัน”

โดยรศ.ดร.พงษ์อินทร์ รักอริยะธรรม รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดกว้างทางวิชาการ และพร้อมให้การสนับสนุนทุกกิจกรรมทางวิชาการที่เป็นประโยชน์

“การยกเลิกการอนุญาตการจัดกิจกรรมของพันธมิตรจังหวัดเชียงใหม่นั้น เป็นเพราะประเมินแล้วว่ามีความเสี่ยงที่อาจจะมีความเสียหายเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะต่อชีวิตและร่างกายของผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรม จึงได้มีการยกเลิก”รศ.ดร.พงษ์อินทร์ กล่าว

กกต.เผยร้องทุจริต3เรื่อง7 วันรับรองผลผู้ว่าฯกทม.


กกต.กลางเผยมีร้องเรียนทุจริต 3 เรื่อง คุยฟุ้งถือว่าน้อยมาก เชื่อสามารถรับรองผลการเลือกตั้งได้ภายใน 7 วัน แน่นอน หลังจากมีการประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้เดินทางมาตรวจฝ่ายประมวลการนับคะแนน กทม.ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนทุจริตจำนวน 3 เรื่อง 2 เรื่องอยู่ในขั้นตอนการสอบสวนของกกต.กทม.ส่วนอีกกรณีหนึ่งเป็นเหตุที่มีประชาชนในหมู่บ้านเขตลาดพร้าว 93 คน ไม่มีรายชื่อในทะเบียน เนื่อมาจากหมู่บ้านดังกล่าวเป็นหมู่บ้านใหม่ และ 93 รายชื่อ ที่ตกไปคือรายชื่อที่ย้ายเข้ามาไม่ถึง 1 ปี ซึ่งได้ให้ผอ.เขตอธิบายชี้แจงแล้ว

ประธาน กกต. กล่าวต่อว่า ภาพรวมสถานการณ์โดยรวมตั้งแต่เช้าจนกระทั่งปิดหีบเลือกตั้ง ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย การลำเลียงหีบบัตรมาสู่จุดนับคะแนน ไม่มีปัญหาใดๆ ซึ่งเรื่องการร้องเรียน 3 เรื่องถือว่าน้อยมาก คาดว่า หากเป็นเช่นนี้ การประกาศรับรองผลของกกต.กลางน่าจะง่าย ซึ่งตนและทีมกกต.กลางปฏิบัติงานทุกวัน และพร้อมจะพิจารณารับรองผู้ว่าฯ กทม. ภายใน 1-2 วันหากกกต.กทม.ส่งเรื่องมาให้พิจารณา และเชื่อว่าหากไม่พบปัญหาใดๆ การพิจารณารับรองผู้ว่าฯ กทม.น่าจะแล้วเสร็จภายใน7วันนับตั้งแต่การประกาศผลการเลือกตั้ง

“ส่วนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งที่ได้ตั้งเป้าไว้ 70% การเลือกตั้งครั้งนี้ ถือเป็นการเลือกตั้งใหญ่ 70% อาจเป็นเป้าที่ค่อนข้างยาก แต่เมื่อเห็นประชาชนทยอยออกมาใช้สิทธิอย่างเนืองแน่นก็รู้สึกชื่นใจ เชื่อว่าการใช้สิทธิ์ของคนกทม.ในครั้งนี้จะเป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้”นายอภิชาตกล่าว

ขณะที่บรรยากาศใกล้เปิดหีบนับคะแนนเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. หลังจากที่แดดร่มลมตก ประชาชนจำนวนมากก็ทยอยเดินทางเข้ามาคอยลุ้นผลการนับคะแนนกันอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะกองเชียร์ของนางลีนาจัง คึกคักอย่างมาก

นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เดินทางตรวจเยี่ยมศูนย์ประสานงานการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) พร้อมแถลงข่าวร่วมกับ นายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ปลัด กทม.

นายอภิชาต กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยเลือกตั้งตลอดทั้งวัน ประมาณ 50 หน่วย พอใจการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้มาก และเชื่อว่าจำนวนผู้ใช้สิทธิจะใกล้เคียงกับเป้าที่ กทม.ตั้งไว้ที่ร้อยละ 70 อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องยากสำหรับเมืองใหญ่ ถ้าได้ร้อยละ 60 ถือว่าดีมากแล้ว จากการออกตรวจช่วงเช้า บรรยากาศการลงคะแนนคึกคัก เชื่อว่า น่าจะได้ตามเป้าหมาย

สำหรับเรื่องร้องเรียนในวันนี้ ยังไม่มีการร้องเรียนเพิ่มเติมจากเดิมที่รอการพิจารณาอยู่ 2 เรื่อง คือ เรื่องป้ายประชาสัมพันธ์ของ กทม. กับการแจกไวไฟ ซึ่ง กกต.จะเร่งดำเนินการพิจารณาให้เร็วที่สุด หากไม่มีใบเหลืองใบแดง ก็น่าจะประกาศรับรองผลเลือกตั้งได้ทันภายใน 7 วัน


นปช.รวมพลวันนี้เป็นกำลังใจตำรวจลุยจับแกนนำกบฏ


นปช. นัดรวมพลบุก สตช.บ่ายโมง วันนี้ ให้กำลังใจตำรวจไทยที่กู้ศักดิ์ศรีกลับคืนมา ด้วยการจับกุมตัว 2 กบฏ เข้าไปนอนในคุก พร้อมหนุนให้รักษาความสงบในบ้านเมือง ตามกฎกติกาอย่างเคร่งครัด เชื่อคนทำผิดก็ต้องได้รับการลงโทษตามกฎหมาย

ท่ามกลางการชุมนุมยืดเยื้อยาวนานของกลุ่มพันธมิตรฯ พร้อมๆ กับการมีหมายจับติดตัวของ 9 แกนนำ โดยที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้ เนื่องจากบรรดาโจรกบฏทั้งหลายได้อาศัยโล่มนุษย์ อาศัยมุดชายกระโปรงผู้หญิงและคนแก่เป็นเกราะกำบัง ซึ่งเวลาได้ผ่านมาเนิ่นนานท่ามกลางการเฝ้าจับตาของหลายฝ่าย ที่อยากเห็นความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายบ้านเมือง และมองเห็นถึงการทำตัวเหนือกฎหมาย เป็นอำนาจเถื่อนของกลุ่มพันธมิตรฯ นั้น

ในที่สุด 2 วันติดๆ กันที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจก็สามารถเข้าจับกุมแกนนำสำคัญของกลุ่มที่จ้องล้มล้างการปกครอง ได้ถึง 2 รายซ้อน คือนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ จับกุมได้ที่ย่านหมู่บ้านนักกีฬา ซึ่งว่ากันว่านายไชยวัฒน์ ได้ไปอาศัยหลบหมายจับบ้านที่นักการเมืองคนหนึ่ง และล่าสุดสามารถจับกุม พ.ล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำคนสำคัญของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ในช่วงเช้าของวันที่5 ตุลาคม ภายหลังจากเดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยได้ควบคุมตัวไว้ที่ กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดน ภาค 1 จ. ปทุมธานี

แม้คนทั่วไปจะเชื่อว่าเป็นการเจตนาให้จับเพื่อปลุกระดมประชาชนบางกลุ่ม ออกมาเคลื่อนไหวก่อความวุ่นวายก็ตาม แต่ก็ได้รับการขานรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้อง และเจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็คงจะละเว้นการปฏิบัติหน้าที่มิได้

การจับกุม 2 แกนนำทำใหฟ้คนไทยจำนวนมากได้เฮ และอุ่นใจในบทบาทผู้พิทักษ์สันติราษฎร์มากขึ้น เพราะมั่นใจว่าในที่สุดแล้วก็ไม่มใครที่อยู่เหนือกฎหมายบ้านเมือง และคนที่ทำผิดกฎหมายก็จะตั้องได้รับโทษ

โดยในเวลา 13.00 น. วันที่ 6 ตุลาคมนี้ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้นัดหมายรวมตัวกันที่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเป็นกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่จับกุม 2 กบฏ ซึ่งสร้างความปั่นป่วนเสียหายให้ประเทศชาติ พร้อมทั้งเป็นกำลังใจให้รักษาความสงบเรียบร้อย และแก้ปัญหาในบ้านเมืองตามแนวทางกฎหมายต่อไป


ซัดพวกวิปริตจ่อดองแก้รธน.50

คปพร. ดักคอ ส.ส.พลังประชาชนบางกลุ่มที่ออกมาเสนอให้ดองร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ซัดวิปริตทางความคิด ดูแคลนเสียงประชาชนกว่า 2 แสนคนที่ร่วมกันลงชื่อสนับสนุน ชี้สามารถพิจารณาเรื่อง สสร.3 ควบคู่กันไปได้ ไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างหนึ่งอย่างใด “อภิสิทธิ์” ลูกไม้เก่า เรียกร้องลงสัตยาบันตั้ง สสร. ที่เป็นกลางแท้จริง

จากกรณีคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ (คปพร.) นำโดย นพ.เหวง โตจิราการ นายจรัล ดิษฐาอภิชัย นำเสนอวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 โดยให้นำรัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาเป็นหลัก และร่างแก้ไข รธน.ของ คปพร.ได้รับการบรรจุเข้าสู่การพิจารณาของสภาแล้วนั้นปรากฏว่ามี ส.ส.พลังประชาชนบางกลุ่มออกมาสกัดกั้นพร้อมกับแนะให้ดองร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับของ คปพร.โดยไม่ต้องหยิบยกขึ้นมาพิจารณา

ล่าสุด เมื่อวันที่ 5 ต.ค. นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท หนึ่งในแกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไข รัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) กล่าวถึงกรณีกระแสข่าว ส.ส. พรรคพลังประชาชน อาจคว่ำร่างแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ... พ.ศ... หรือฉบับคปพร. ในวาระที่ 1 หรือรับหลักการ ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรว่า เรื่องดังกล่าวตนมองว่า เป็นความวิปริตทางความคิดของนักการเมืองที่ไม่มีหลักการ เพราะเป็นการกระทำที่ดูแคลนประชาชน และปิดโอกาส เนื่องจากนี่คือเสียงของประชาชนกว่า 2 แสนคนที่ร่วมกันสนับสนุน และเป็นการกระทำตามช่องทางกฎหมายในกรอบรัฐธรรมนูญทุกประการ

ทั้งนี้ กระแสข่าวที่ว่าจะมีการเจรจาเพื่อขอร้องให้มีการคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับคปพร.นั้น เป็นการกระทำที่ไม่เป็นเหตุเป็นผลในการพิจารณาร่างกฎหมาย รวมทั้งการกระทำดังกล่าวจะเป็นบ่อเกิดแห่งความเสื่อมศักดิ์ศรีของรัฐสภาไทย ที่มีการพิจารณากฎหมายตามคำขอร้องของผู้อื่น ซึ่งหลักการแล้วรัฐสภาต้องวิเคราะห์ว่าประชาชนทำการเสนอร่างรัฐธรรมนูญเพราะเหตุผลอะไรและจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนหรือไม่

ดังนั้นจึงอยากฝากถึงส.ส.ทุกพรรคการเมืองว่า การเป็นสมาชิกรัฐสภาไม่ได้หมายความว่าคุณจะลงมติรับหรือไม่รับกฎหมายใดตามคำขอร้องของผู้อื่น แต่ควรจะตั้งมั่นอยู่บนผลประโยชน์สุขของประชาชน

“การพิจารณาร่างกฎหมายใดๆ ถ้าพิจาณาแบบตามคำขอร้องของคนอื่น เป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผลมาก เรื่องการล็อบบี้เป็นเรื่องที่น่าขำ และเป็นการกระทำที่วิปริตของ ส.ส. ที่มีความรู้สูง ถ้ารัฐสภาพิจารณาแบบตามคำขอร้องก็เท่ากับว่าหมดศักดิ์ศรี หมดเจตจำนงในความเป็นประชาธิปไตย นี่เป็นเรื่องที่น่าละอาย ส.ส.บางคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าร่างคปพร.มีรูปแบบอย่างไร แต่ก็จะคว่ำกันเสียแล้ว ทำไมไม่ปล่อยให้เป็นไปตามวาระการประชุม ตามหลักการ นี่แสดงว่าคุณไม่เปิดโอกาส คุณดูแคลนประชาชนที่เลือกมา เป็นนักการเมืองที่ขาดหลักการและวิปริตทางความคิด”

นายวิภูแถลง กล่าวว่า ข้อกล่าวอ้างของ ส.ส.บางกลุ่มที่ระบุว่ารัฐบาลจะมีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.3) จึงไม่จำเป็นต้องมีร่างรัฐธรรมนูญฉบับคปพร.นั้น แม้โดยส่วนตัวจะไม่เห็นด้วยต่อการตั้งสสร.เพราะจะทำให้เสียเวลา แต่อย่างไรก็ดี การดำเนินการตั้งสสร. และการประชุมพิจารณารับหรือไม่รับหลักการร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว สามารถพิจาณาควบคู่กันไปได้ ไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างหนึ่งอย่างใด

ด้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ในการเจรจาร่วม 4 ฝ่าย ที่จะมีขึ้นในวันที่ 6 ตุลาคม ยังไม่ได้ข้อสรุปถึงรูปแบบของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. ขณะที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขที่เสนอโดยนพ.เหวง โตจิราการ และคณะ กำลังอยู่ระหว่างเสนอสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร จึงห่วงว่าหากรัฐบาลสนับสนุนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสังกัดลงคะแนนผ่านร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว จะทำให้ข้อเสนอตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญล้มไป และเกิดความขัดแย้งในสังคมขึ้นได้

ทั้งนี้ เนื่องจากมีบางฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อล้มคดีของ พตท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จึงขอให้รัฐบาลดูแลไม่ให้เกิดความปั่นป่วน และให้กระบวนการทางกฎหมายเดินหน้าต่อไปได้ ดังนั้น ทุกฝ่ายต้องช่วยกันตัดสินว่า จะเลือกบ้านเมืองหรือประโยชน์ของคนเพียงคนเดียว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า อยากให้ทุกพรรคการเมืองร่วมลงนามเพื่อให้ความมั่นใจ ในการสร้างสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นกลางอย่างแท้จริง โดยยืนยันที่ผ่านมาพร้อมให้ความร่วมมือกับ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพราะเห็นว่าเป็นผู้ใหญ่ แต่หากพบการเจราจามีอะไรแอบแฝง และรัฐบาลสามารถวางตัวสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ ก็จะถอนความร่วมมือและไม่ร่วมลงนามด้วย


ร้อง‘อภิรักษ์’กระหึ่มเว็บกกต.จ่อสอบแจกใบแดง


ร้องเรียนกันสนั่นเว็บไซต์ ระบุช่อง 9 อสมท. ทำแปลก ปล่อยเทปหาเสียง “อภิรักษ์ โกษะโยธิน” 6 นาทีเต็ม ช่วงเช้ามืดวันเลือกตั้ง ส่อเป็นการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง กกต.กทม.เด้งรับ ทราบเรื่องแล้วรอการแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมดำเนินการสอบสวนทันที ขณะที่ “ชูวิทย์” ขอทำงานตรวจสอบโครงการฉาวของ กทม.ต่อไป ด้าน กกต. ระบุรับรองผลได้ภายใน 7 วัน

แม้ว่าการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา ในภาพรวมจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อยก็ตามที แต่กลับปรากฏว่าบนเว็บไซต์หลายแห่งได้มีการตั้งกระทู้และโพสต์ข้อความ เรื่องราวที่ส่อว่าจะเป็นการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง และอาจนำไปสู่การแจกใบเหลือง หรือใบแดง ให้กับ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน โดยระบุว่าในเวลาประมาณ 03.15 น. ของวันที่ 5 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันเลือกตั้ง ช่อง อสมท. ได้มีการนำเอาเทปสัมภาษณ์หาเสียงมาออกอากาศยางถึง 6 นาที โดยไม่มีผู้สมัครรายอื่นได้ออกอากาศด้วยเลย

แฉคาเว็บ “อภิรักษ์” ออกทีวีผิดเวลา
บนเวบไซต์ชื่อดังอย่างพันทิป ในห้องราชดำเนิน ซึ่งเป็นเรื่องราวทางการเมือง
http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P7065245/P7065245.html มีการตั้งกระทู้ไว้ว่า “เมื่อคืนตอนตี 3.15 ช่อง 9 ลักไก่เอาเทปรายการสัมภาษณ์ ปิลัก มาออกอากาศ.ผิดกม.เลือกตั้งเต็มๆ “ พร้อมกับข้อความว่า “บังเอิญเมื่อคืนต้องนอนดึกต้องเคลียร์งานเลยเปิดทีวีไว้เป็นเพื่อน โดยเปิดช่อง 9 ทิ้งไว้

ตอนตี 3.15 เป็นรายการนำเทปที่ออกอากาศไปแล้วมาฉายซ้ำชื่อรายการ น้ำใจคนไทย(ประมาณนี้) พิธีกรก็มี อ.วันชัย และคณะ (จำชื่อไม่ได้) เริ่มต้นก็แนะนำว่าวันนี้จะมีนักการเมืองรูปหล่อ ที่โดนซัดซะน่วมมาร่วมรายการด้วย เขาผู้นั้นคือนายอภิรักษ์ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ครั้งนี้

นายปิลักก็เดินมาเข้ากล้อง โดยพิธีกรตั้งกติกาว่าให้แถลงนโยบาย3นาที และให้ตอบคำถามรวมๆ 9 ข้อที่ทางรายการตั้งเอาไว้ภายใน3นาที

ตอนแรกผมคิดว่าการตั้งเวลาคงจะต้องเชิญคนอื่นๆมาด้วย(ในเทปนั้น) นั่งดูนายปิลักพูดอยู่6 นาทีเต็ม แต่ไม่เห็นมีคนอื่นๆออกมาเลย พิธีกรก็ตัดไปช่วงอื่นๆของรายการ

กม.เลือกตั้งกำหนดไว้ว่าหลังในวันเลือกตั้งห้ามหาเสียงและอื่นๆ ที่จะเป็นการชี้นำ(ประมาณนี้) ตอนตี3.15ของเช้าวันที่ 5 นะครับ ที่รายการนี้ออกอากาศ ผิด กม.ชัดเจนโดยเฉพาะคนนำมาออกอากาศ จะว่ารายการนี้ไม่รู้กม.ก็ไม่ใช่แน่นอน เพราะพิธีกรรายการนี้คือทนายความชื่อดัง ที่จัดรายการสอน กม.แทบทุกช่องทุกวัน

กกต.ถ้าเป็นกลางจริงตรวจสอบด้วยนะ หรือว่า เจอพรรคนี้แล้วหูหนวก/ตาบอดครับ

ขณะเดียวกันก็มีการโพสต์ข้อความไว้มากมาย โดยส่วนใหญ่มองว่าเป็นการจงใจสร้างความได้เปรียบในการเลือกตั้ง

กกต.กทม.พร้อมรับลูกสอบ “หล่อเล็ก”
กรณีดังกล่าว นายพิงค์ รุ่งสมัย ประธาน กกต.กทม. กล่าวถึงกรณีการแพร่ภาพสัมภาษณ์นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ได้มีบุคคลโทร.เข้ามาแจ้งแล้วสำหรับเรื่องดังกล่าว ซึ่งตนได้ขอร้องให้ทำเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้ได้รู้รายละเอียดว่าเกิดเมื่อใด ที่ไหน ใครกับใคร และใครเป็นผู้ร้องเรียน จะได้มีต้นเรื่อง หากไม่รู้รายละเอียดที่แน่ชัดก็ไม่สามารถส่งเข้าฝ่ายสืบสวนสอบสวนดำเนินการได้ จึงอยากขอให้แจ้งเข้ามาเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อที่จะสามารถส่งให้คณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริงได้

ทั้งนี้จึงอยากขอร้องไปยังผู้ที่ได้รับชมรายการดังกล่าวเขียนรายละเอียดเข้ามายื่นที่ กกต.กทม. เนื่องจากตนไม่ได้ชมรายการดังกล่าวจึงไม่สามารถตัดสินได้ อีกทั้งยังไม่สามารถบอกได้ว่าเรื่องดังกล่าวจะส่งผลถึงนายอภิรักษ์ หรือไม่ เนื่องจากยังไม่ได้รับเรื่องร้องเรียนเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งทาง กกต.กทม.ก็ให้ความเป็นกลางกับทุกฝ่าย

ประธานกกต.กทม. กล่าวอีกว่า สำหรับเรื่องกติกาการแพร่ภาพออกอากาศของสื่อห้ามเผยแพร่ภาพ เวลา 18.00 น.ของวันที่ 4 ตุลาคม – 18.00 น. ของวันที่ 5 ตุลาคม หากใครดำเนินการในช่วงเวลาดังกล่าวตามกติกากฎหมายแล้วถือว่าเป็นความผิด เนื่องจากเป็นการหาเสียงในช่วงระยะเวลาต้องห้าม

ส่วนกรณีป้ายโฆษณาแฝงของนายอภิรักษ์ กกต.กทม.ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเร่งดำเนินการของทาง กกต. อีกทั้งประชาชนเองก็ให้ความสนใจในเรื่องนี้เช่นกัน ทั้งนี้ตนไม่ทราบว่าวันจันทร์จะเสร็จทันหรือไม่

“ชูวิทย์” กัดไม่ปล่อยโปรเจกต์ฉาว
ส่วนทางด้านผลการเลือกตั้งนั้น หลังจากรู้ผลอย่างไม่เป็นทางการ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. กล่าวขอบคุณคนไทยทั้งประเทศที่ให้กำลังใจหลังรู้ผลเอ็กซิทโพล ว่า ได้คะแนนมาเป็นลำดับที่ 3 โดย ยืนยันว่า จะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.เป็นครั้งที่ 3 แต่จะไปเล่นการเมืองระดับประเทศ โดยขณะนี้ได้ตั้งพรรคการเมืองพรรคสู้เพื่อไทยไว้รองรับแล้วและตนเองก็เป็นหัวหน้าพรรค และได้ใช้รูปกำปั้นเป็นรูปโลโก้ของพรรค

ทั้งนี้ นายชูวิทย์ ยังกล่าวฝากถึง นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน หากคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.รับรองผลการเลือกตั้งแล้ว ให้ทำงานให้หนักขึ้น เพราะ 4 ปีที่ผ่านมามีผลงานไม่มาก ส่วนตนเองจะเดินหน้าตรวจสอบอย่างเข้มงวดเพื่อเป็นของขวัญให้กับคนไทย โดยจะเริ่มการตรวจสอบที่โครงการรถดับเพลิงและโครงการรถบีอาร์ที

“ประภัสร์” ควงลูก-เมียหย่อนบัตร
ส่วนระหว่างวันของผู้สมัครแต่ละคนนั้น เมื่อเวลา 09.20 น. นายประภัสร์ จงสงวน ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานคร (กทม.) พร้อม นางดารณี น.ส.นภัสนันท์ จงสงวน ภรรยาและบุตรสาว เดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้งที่หน่วยเลือกตั้งที่ 13 เขตสาทร ถนนจันทร์ 24 ซึ่งทั้ง 3 คน พร้อมใจกันสวมเสื้อสีส้มเดินทางมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง

โดยนายประภัสร์ กล่าวว่า วันนี้ตื่นนอนเวลา 07.00 น. ถือว่า ได้พักผ่อนเต็มที่ หลังออกหาเสียงตลอดในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ส่วนการเลือกตั้งมั่นใจการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และเคารพการตัดสินใจของประชาชน ทั้งนี้ เมื่อคืนที่ผ่านมา มีเพื่อนและบุตรสาวอีกคนที่ศึกษาอยู่ที่อังกฤษ โทรศัพท์มาให้กำลังใจ

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ระหว่างหาเสียงได้เข้าพบ นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่ง นายสมัคร ได้ให้กำลังใจ และในวันนี้หลังใช้สิทธิเลือกตั้งแล้ว ตนและครอบครัวรวมทั้งบิดา มารดา จะร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน เนื่องจากปกติในวันหยุดจะใช้เวลาอยู่กับครอบครัวอยู่แล้ว แต่ช่วงหาเสียงไม่มีเวลาอยู่ด้วยกัน จากนั้นจะไปดูภาพยนตร์ และเวลา 15.00 น. จะเดินทางไปที่พรรคพลังประชาชน (พปช.) เพื่อรอลุ้นผลคะแนน

“ชูวิทย์” ขอโทษและขอบคุณคนกทม.
ด้านนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) พร้อมภรรยา เดินทางใช้สิทธิเลือกตั้งที่หน่วยเลือกตั้งที่ 3 ภายในสวนเบญจสิริ เขตคลองเตย ด้วยสีหน้าที่แจ่มใส โดยกล่าวว่า หลังใช้สิทธิเลือกตั้งแล้วจะพักผ่อนกับครอบครัวไปเยี่ยมพ่อแม่ที่ จ.นนทบุรี จากนั้นช่วงบ่ายจะเข้าไปยังพรรคประชาธิปัตย์

ขณะที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เดินทางทำบุญตักบาตรที่วัดเบญจมบพิตรในช่วงเช้า ก่อนจะไปไหว้ศาลเจ้ามารดาที่โรงแรมเดอะเดวิส ถนนสุขุมวิท 24 โดยกล่าวว่า ได้ขอพรจากแม่ให้ดลใจคนกรุงเทพเลือกตนเข้ามาทำประโยชน์เพื่อบ้านเมือง ตนเป็นลูกคนสุดท้องที่ใกล้ชิดผูกพันกับแม่มาก พร้อมโชว์พระนารายณ์ทรงครุฑที่พกติดตัวไว้ ซึ่งได้มาจากวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เพื่อความเป็นสิริมงคล จากนั้นได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และไปลงคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งที่ 84 แขวงและเขตดินแดง

นายชูวิทย์ กล่าวด้วยว่า ต้องขอโทษสื่อสำหรับการกระทำที่ผ่านมา และขอบคุณที่ได้ติดตามทำข่าวมาโดยตลอดช่วงหาเสียง โดยหลังปิดหีบ คน กทม.จะทราบผลคะแนนที่น่าจะไม่แตกต่างกันทั้ง 50 เขต เพราะคน กทม.เลือกตั้งด้วยกระแส ซึ่งระหว่างก่อนเวลา 15.00 น. ตนจะใช้เวลาทำภารกิจส่วนตัวกับครอบครัว เพราะไม่ได้พบหน้าลูกมานาน

“ดร.แดน”ขอทำงานเพื่อปชช.ต่อไป
นายเกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เดินทางออกจากบ้านย่านถนนนางลิ้นจี่ ไปใช้สิทธิเลือกตั้งที่หน่วยเลือกตั้งที่ 115 หน้าตลาดมหาสิน แขวงและเขตบางนา เมื่อเวลา 09.09 น.

นายเกรียงศักดิ์ กล่าวว่า ภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ประทับใจในสิ่งที่ได้รับจากการตอบสนองของประชาชนระหว่างหาเสียงเลือกตั้ง เป็นสิ่งที่ตนจะไม่ลืมไปตลอดชีวิต จากนี้ไปไม่ว่าผลเลือกตั้งจะออกมาเป็นอย่างไร จะตั้งใจทำงานการเมืองต่อเพราะได้ตั้งปณิธานไว้ว่า จะใช้เวลาที่เหลือในชีวิตทำประโยชน์ให้แก่ประชาชน ส่วนจะเล่นการเมืองระดับชาติหรือไม่ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์บ้านเมืองในอนาคต โดยพร้อมจะร่วมงานกับพรรคการเมืองที่มีแนวคิดทำประโยชน์ให้ประชาชน แต่ไม่ยึดติดว่าจะเป็นพรรคการเมืองใด

ขณะที่นางลีนา จังจรรจา ผู้สมัครหมายเลข 7 ได้เดินทางไปไหว้ศาลหลักเมืองตั้งแต่ช่วงเช้า จากนั้นเดินทางไปใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. พร้อมบุตรชายทั้ง 2 คน คือ นายวิชชุ และ นายวินัย แสงพรศรีอรุณ เมื่อเวลา 10.00 น. ที่โรงเรียนสยามธุรกิจพาณิชยการ หน่วยเลือกตั้งที่ 5 แขวงพญาไท เขตราชเทวี พร้อมกล่าวว่า หลังจากใช้สิทธิเลือกตั้งแล้ว ตนจะเก็บตัว และช่วงเวลาหลังปิดหีบจะเดินทางไปรอลุ้นผลการนับคะแนน ที่ศาลาว่าการ กทม. อีกครั้ง เพื่อต้องการให้แน่ใจว่าการนับคะแนนเป็นไปด้วยความโปร่งใส

ปธ.กกต.ยันรับรองผลผู้ว่าฯใน7วัน
ด้านนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. กล่าวว่า ขณะนี้ กกต.ได้รับเรื่องการทุจริตเลือกตั้งแล้ว 2 เรื่อง คือ เรื่องป้ายหาเสียงเลือกตั้ง และการแจกไว-ไฟ ส่วนอีก 1 เรื่อง อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะเข้าข่ายทุจริตการเลือกตั้งหรือไม่ ซึ่งการทุจริตเลือกตั้งในปีนี้ถือว่าน้อยกว่าการเลือกตั้งในปี 2547 จึงถือเป็นเรื่องที่ดี

ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถประกาศผลคะแนนเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ได้ก่อนเวลา 24.00 น. และมั่นใจว่าจะสามารถรับรองผลการเลือกตั้งได้ภายใน 7 วัน

นายประพันธ์ นัยโกวิท กกต.ด้านบริหารการเลือกตั้ง กล่าวว่า ผู้ที่จะมาเป็นผู้ว่าฯ กทม.คงจะต้องเจอกับงานหนัก เพราะมีปัญหาความเดือดร้อนที่ต้องได้รับการแก้ไขอยู่มาก ดังนั้น หากได้รับเลือกเข้ามาก็จะต้องคำนึงถึงนโยบายที่ได้หาเสียงไว้กับประชาชนที่ต้องปฏิบัติตามด้วย เพราะหากไม่ปฏิบัติตามก็เท่ากับผิดคำพูด และอาจนำไปสู่การถอดถอนออกจากตำแหน่งได้

ด้านนายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. เปิดเผยว่า จากการตรวจเยี่ยมพบว่าบางหน่วยเลือกตั้งมีการทำเอ็กซิทโพลในลักษณะสอบถามประชาชนก่อนลงคะแนน ซึ่งอาจเข้าข่ายหาเสียงได้ จึงกำชับผู้อำนวยการหน่วยเลือกตั้ง ดูแลและเตือนสำนักโพลต่างๆ


ถึงคิว‘แป๊ะลิ้ม’ถูกจับยัดคุกไม่รอดแน่!โผล่หัวเมื่อไหร่จับกุมทันที


รุมซัด “จำลอง ศรีเมือง” จงใจออกมาให้จับ หวังปลุกระดมหลอกพวกหน้าโง่ออกมาชุมนุมอีกรอบ แบบเดียวกับที่เคยพาคนไปตาย เมื่อเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ แฉลูกไม้ตื้นๆ วางแผนเป็นฉากทั้งทิ้งจดหมายสั่งเสีย-โทร.ไปแจ้งตำรวจให้มาจับกุม แถมตั้งใจไม่ขอประกันตัว หวังเอาให้ถึงแตกหัก ตำรวจเผยจ่อจับ “สนธิ ลิ้มทองกุล” เป็นรายต่อไป เชื่อม็อบขาด 2 แกนนำสำคัญก็ไปไม่รอด ส่งกำลังจับตาใกล้ชิด ระบุที่ผ่านมา “แป๊ะลิ้ม” หนีออกมาเสพสุขที่เซฟเฮาส์สุโขทัยซอย 1 หลายครั้ง ขณะที่พบ “ไชยวัฒน์” ซบนักการเมืองใหญ่ “ก” หลังมีหมายจับกุม ส่อโดนด้วยฐานให้ที่พักพิง

การจับกุม พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หนึ่งในแกนนำพันมิตรทำลายประชาธิปไตย และเป็นหนึ่งในเก้าผู้ต้องหาคดีกบฏ คาหน่วยเลือกตั้งเศรษฐศิริ เป็นการยืนยันชัดเจนที่สุดว่ากลุ่มพันธมิตรฯ จงใจให้เกิดความรุนแรงขึ้นในบ้านเมือง โดยหวังเอาการจับกุมดังกล่าวสร้างความชอบธรรมในการหลอกระดมคนจากจังหวัดต่างๆ โดยเฉพาะชลบุรี และภาคใต้ เข้ามาก่อความวุ่นวาย

เพราะเรื่องดังกล่าวได้มีการวางแผนเอาไว้ล่วงหน้า มีการโทรศัพท์แจ้งตำรวจนครบาล และมีการเขียนจดหมายสั่งเสีย ให้ นายสนธิ ลิ้มทองกุล นำขึ้นไปอ่านให้ผู้ชุมนุมฟัง

ยอมนอนคุกหวังหลอกคนไปตาย
โดยเหตุที่ พล.ต.จำลอง ต้องหนีกลิ่นฉี่และกลิ่นเหม็นอับในทำเนียบรัฐบาล ไปนอนในคุกแทน ก็เพราะว่าความพยายามตลอด 1 วันเต็มๆ หลังนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ถูกจับเป็นประเดิม ได้มีความพยายามปลุกระดมให้ผู้คนออกมาร่วมการชุมนุม แต่ปลุกไม่ขึ้น และมีผู้มาร่วมการชถมนถุมเพียงประมาณ 3 พันคน แม้ว่าจะเป็นวันเสาร์ก็ตาม พล.ต.จำลอง จึงต้องตัดสินใจออกมาเอง เพราะเชื่อในแนวทางเดียวกับปฏิบัติการที่เคยทำสำเร็จเมื่อ 16 ปีก่อน ในเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ

ทั้งนี้ ในกรณีของนายไชยวัฒน์ ที่ถูกจับกุมไปก่อนนั้น ยังมีรายงานข่าวว่า นับตั้งแต่มีการออกหมายจับนายไชยวัฒน์ ไม่สามารถกลับเข้าไปในทำเนียบรัฐบาลได้ จึงทำหน้าที่ประสานงานและเคลื่อนไหวอยู่รอบนอก โดยเฉพาะการเกณฑ์คนไปขับไล่นายกฯ และรัฐมนตรี ตามที่ต่างๆ

โดยนับตั้งแต่มีการออกหมายจับ ได้อาศัยอยู่ในบ้านนักการเมืองคนหนึ่ง ที่มีความสัมพันธ์กับทั้งพรรคการเมืองเก่าแก่ และกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งอยู่ในสายตาเจ้าหน้าที่ตำรวจมาตลอด ข่าวยังรายงานว่านักการเมืองคนดังกล่าวยังอาจจะถูกแจ้งข้อกล่าวหาให้ที่พักพิงกับผู้ต้องหาหลบหนีหมายจับกุมในข้อหากบฏในราชอาณาจักรอีกด้วย

จ่อจับ “สนธิลิ้ม” เป็นรายต่อไป
ขณะเดียวกันแหล่งข่าวนายตำรวจระดับสูง เปิดเผยด้วยว่าเป้าหมายการจับกุมต่อไป ก็คือนายสนธิ ลิ้มทองกุล โดยมีการวางกำลังไว้ทุกประตูเข้า-ออก และพร้อมจับกุมได้ทันที เพราะจากการประเมินเชื่อว่ามีเพียง พล.ต.จำลอง และนายสนธิ เท่านั้นที่มีบทบาทในการนำ ส่วนแกนนำคนอื่นๆ เป็นเพียงตัวประกอบ ซึ่งเมื่อแกนนำถูกจับคนเหล่านี้ก็น่าจะเข้ามอบตัว หรือหากจะจับกุมก็คงไม่ลำบาก และเชื่อว่าหากจับกุมแกนนำคนสำคัญแล้วปัญหาจะยุติลงไปได้

ทั้งนี้ จากการติดตามของเจ้าหน้าที่ตำรวจยังทราบว่า นายสนธิ หลบออกจากทำเนียบรัฐบาลไปนอนที่เซฟเฮาส์ย่านถนนสุโขทัย ซอย 1 เป็นประจำ

ทั้งนี้ภายหลังการจับกุมตัว พล.ต.จำลอง เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำไปควบคุมตัวที่ กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดน ภาค 1 จ. ปทุมธานี และจะนำตัว พล.ต.จำลอง ไปขออำนาจศาลฝากขังที่ศาลอาญารัชดาฯ โดย พล.ต.จำลอง ยืนยันจะไม่ใช้สิทธิในการประกันตัว ซึ่งเป็นไปตามคาดหมายว่าน่าจะเป็นการหวังผลให้เกิดความวุ่นวายในทางการเมือง

คปพร.ชื่นชมหนุน ตร.จับอีก7กบฏ
ผศ.จรัล ดิษฐาอภิชัย ประธานกลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) ระบุถึงเหตุการณ์ดังกล่าวว่า การที่ พล.ต.จำลอง ถูกจับกุมอย่างง่ายดาย ทั้งๆที่ก่อนหน้านี้พยายามป้องกันอย่างเต็มที่ เชื่อว่าเป็นแผนการของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ต้องการจะปลุกระดมพลังมวลชนให้มากขึ้น หลังจากที่ก่อนหน้านี้ปลุกพลังมวลชนในกรณีจับกุมนายไชยวัฒน์ ไม่เป็นผล แม้ พล.ต.จำลอง อ้างว่ามีหน้าที่ต้องออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง แต่ที่ผ่านมา พล.ต.จำลองไม่เคยมีพฤติกรรมที่เป็นประชาธิปไตยอยู่แล้ว จึงเป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น

ทั้งนี้ประธาน คปพร. กล่าวเสริมว่า ในอนาคตอาจเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้น เช่น อาจจะมีการเข้ายึดพื้นที่โดยกลุ่มผู้สนับสนุนพันธมิตรฯ ที่อาจรุนแรงถึงขั้นมีการใช้อาวุธ ขว้างปาระเบิด เพื่อสร้างสถานการณ์ให้เกินการควบคุม จนกองทัพต้องออกมารัฐประหารอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น ประธาน คปพร. กล่าวว่า ตนขอชื่นชมการปฏิบัติหน้าที่อย่างกล้าหาญของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ตั้งแต่กรณีเข้าจับกุมนายไชยวัฒน์ จนมาถึงกรณีของ พล.ต.จำลอง ทั้งนี้ก็อยากจะให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งดำเนินการจับกุมอีก 7 ผู้ต้องหากบฏที่เหลือทั้งหมด ไม่ต้องกลัวเกรง

ดาหน้าชื่นชมตำรวจทำดีที่สุดแล้ว
ขณะที่ นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่าเชื่อว่าการจับกุม พล.ต.จำลอง ครั้งนี้มีนัยซ่อนเร้น อย่างน้อยที่สุดอาจเป็นการหาทางลงของกลุ่มพันธมิตรฯ และเป็นการทอดทิ้งมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาลอย่างแยบยล หรืออีกนัยหนึ่งคืออาจมีการไม่ลงรอยกันภายในกลุ่มพันธมิตรฯ ก็เป็นได้

ส่วนการสอดรับของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ต่อกรณีดังกล่าว นั้น ฝ่ายค้านมักมีการเสนอความคิดเห็นที่ไม่เป็นวิทยาศาสตร์ หมายถึงมีการแสดงความคิดเห็นที่ไม่เป็นเหตุและเป็นผล มีเพียงแต่ยึดหลักผลประโยชน์ของพรรคตนเอง และทำลายความน่าเชื่อถือของฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น ทั้งนี้ไม่ว่ารัฐบาลจะดำเนินการอะไรก็ตาม จะเป็นความผิดหมดทุกประการในสายตาของพรรคฝ่ายค้าน

ด้าน นายสมชาย ปรีชาศิลปกุล คณบดีนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ตอนนี้เราคงไม่อาจทราบได้ว่า ทางกลุ่มพันธมิตรฯ มีเจตนาอย่างไร เรื่องนี้คงต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ของทางเจ้าหน้าตำรวจ “มองว่าการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจในการจับกุม พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ในครั้งนี้ เป็นการกระทำที่ถูกต้อง ที่พึงปฏิบัติ แต่ถ้าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ทำอะไร อันนั้นเป็นปัญหาแน่ เขามีหน้าที่รักษากฎ เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว”

ส่วนที่มีกระแสออกมาเรื่องการเรียกร้องของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และทางแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ออกมาแสดงความเห็นในเรื่องดังกล่าวเหมือนกัน ถึงความต้องการให้รัฐบาลออกมาชี้แจงในเรื่องดังกล่าวนั้น ตนมองว่า เป็นเรื่องที่ทางรัฐบาลต้องออกมาทำความเข้าใจ และแจ้งให้ทราบ เพื่อลดความสงสัยของสังคมที่เกิดขึ้น

เชื่อเป็นการวางแผนปลุกระดม
ทางด้าน นายคณิน บุญสุวรรณ อดีตสภาร่างรัฐธรรมนูญ 2540 กล่าวในประเด็นเดียวกันว่า กลุ่มพันธมิตรฯ คงไม่ต้องการให้มีการเจรจา เพราะว่าถ้ามีการเจรจาพวกเขาต้องเคลื่อนย้ายออกจากทำเนียบรัฐบาล ในขณะที่ประเด็นในการชุมนุมนั้นพวกเขาคงคิดว่าถ้าชุมนุมต่อไปคงไม่มีประเด็นที่อาจจะดึงความสนใจได้

“เหมือนเป็นการสร้างแผน เพื่อปลุกระดมให้ประชาชนออกมาร่วมชุมนุมต่อต้านรัฐบาล เพราะว่าตอนนี้ดูเหมือนว่ากระแสจะเริ่มลดน้อยลงแล้ว คิดว่าการเข้าพบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ของนายกรัฐมนตรี นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อาจจะทำให้กระแสของการชุมนุมลดน้อยลง ประกอบกับสถานการณ์ในตอนนี้คนก็เริ่มเบื่อเต็มทีแล้ว”

นายคณินกล่าวต่อไปว่า รัฐบาลได้เคยออกมาประกาศแล้วว่าจะไม่ใช้กำลังในการเข้าไปสลายม็อบในทำเนียบรัฐบาล แต่เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เขาต้องปฏิบัติหน้าที่ที่จะต้องเข้าจับกุมคนที่มีหมายศาลเรียกอยู่แล้ว

ลูกไม้ตื้นๆ หวังหลอกพวกหน้าโง่
ทางด้าน นพ.เหวง โตจิราการ คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) กล่าวว่า ก่อนที่จะเกิดเรื่องดังกล่าวตนได้อ่านหนังสือพิมพ์ข่าวของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หนึ่งในแกนนำของกลุ่มพันธมิตรฯ เรื่องการออกไปใช้เสียงในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ว่าจะไม่ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งการตัดสินใจดังกล่าวก็ไม่สามารถที่จะไปตำหนิได้

แต่ก็ไม่ทราบว่าอะไรที่ทำให้ท่านเปลี่ยนการตัดสินใจ เรื่องดังกล่าวเป็นเหมือนการเชื่อมโยงเกี่ยวกับกรณีของ นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ หนึ่งในแกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ก่อนหน้านี้ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับตัวเพื่อนำไปดำเนินคดี

“วันนี้การชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ เริ่มอ่อนแรงลงแล้ว เรื่องดังกล่าวเป็นเหมือนการอัดฉีดให้ผู้ที่เข้ามาร่วมชุมนุมได้มีชีวิตชีวา เพราะเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะไม่ทราบเรื่องดังกล่าวว่าตัวเองถูกหมายจับ ไม่ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจเห็นที่ไหนก็ต้องจับไปดำเนินคดีอยู่แล้ว น่าจะเป็นการจงใจที่จะให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจับ เพราะว่าต้องการปลุกกระแส และมองว่าก่อนหน้านี้กระแสของนายไชยวัฒน์ไม่แรงพอปลุกไม่ขึ้น จึงต้องเอาคนที่มีเพาเวอร์มากกว่า”

นพ.เหวง กล่าวต่อไปว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเหมือนการสร้างสถานการณ์ที่จะทำให้เกิดความรุนแรง ความวุ่นวายเพื่อเรียกร้องให้มีการทำรัฐประหารอีกครั้ง แผนการดังกล่าวเป็นเหมือนม้าไม้เมืองทรอย และสิ่งที่แกนนำของกลุ่มพันธมิตรฯออกมาพูดไม่เป็นเรื่องจริง

“อภิสิทธิ์” รู้ไหมบ้านเมืองมีกฎหมาย
“เป็นเหมือนการแต่งเรื่อง มีการเขียนจดหมายทิ้งไว้ แล้วอ่านบนเวทีเพื่อปลุกระดมขอพลีชีพเพื่อชาติ ผมอยากจะถามว่ายอมพลีชีพเพื่อการรัฐประหารมันคุ้มกันไหม มันไม่คุ้มกันเลย มันเป็นเหมือนการจงใจออกไปให้ตำรวจจับมากกว่า และเป็นความพยายามในการสร้างเงื่อนไขในการเกิดรัฐประหารที่ผมมองว่าไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ได้”นพ.เหวงกล่าว

เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นเหมือนกลศึกของกลุ่มพันธมิตรฯ และอยากเรียกร้องให้ทางกองทัพถ้าจะออกมาดูแลก็ได้มาทำรัฐประหารเลย อยากให้ทุกคนยึดหลักประชาธิปไตย และปฏิบัติตนตามกฎหมาย

ส่วนประเด็นเรื่องของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์นั้น ตนมองว่านายอภิสิทธิ์ต้องการที่จะให้บ้านเมืองไม่มีขื่อมีแปหรืออย่างไร หรือนายอภิสิทธิ์มีความรู้ระดับอนุบาลถึงไม่รู้ว่าเรื่องดังกล่าวเป็นการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจ

“พัลลภ” เชื่อ “เพื่อนลอง” จงใจให้จับ
ด้าน พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี อดีต ผอ.กอ.รมน. เพื่อนร่วมรุ่น จปร.7 ของพล.ต.จำลอง กล่าวถึงกรณีที่เคยเป็นข่าวว่าจะเข้ามารับหน้าที่ในม็อบแทน หาก พล.ต.จำลอง ถูกจับกุมว่า เคยพูดกับ พล.ต.จำลอง ไว้อย่างนั้น แต่ตนเองไม่ได้ยุ่งกับพันธมิตรฯ มา 2 สัปดาห์แล้ว เพราะ พล.ต.จำลอง ได้ประกาศบนเวทีพันธมิตรฯ ว่ามีแกนนำพันธมิตรฯ รุ่น 2 รวม 3 คน ซึ่งไม่มีตนเองอยู่ด้วย

“ผมไม่ได้เป็นคนออกมา แต่ว่าเขาไม่เอาผม” พร้อมกันนี้ยังกล่าวถึงแนวทางการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ด้วยว่า ไม่รู้เหมือนกันว่าจะดำเนินต่อไปอย่างไร เพราะเรื่องพวกนี้อยู่ที่การนำ แต่ตนไม่รู้จักคนพวกนี้ ไม่รู้ว่าเขาคิดอะไร หากเป็นตนเองก็จะเคลื่อนไปอีกแบบหนึ่ง

นอกจากนี้เรื่องการเมืองใหม่ ที่พูดกันหากจะทำจริงก็ต้องเข้าสู่อำนาจรัฐ ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วจะเอาอย่างไรกัน เขาก็ตอบตรงนี้ไม่ได้ ส่วนการจับกุม พล.ต.จำลอง นั้น พล.อ.พัลลภ มั่นใจว่าต้องมีนัยแน่นอน เพราะเป็นการจงใจออกไปให้จับ และตำรวจไม่จับก็ไม่ได้ เป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

อยากให้จับก็จับ-ยันไม่มีใบสัง่
พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) ชี้แจงว่า เป็นการปฏิบัติหน้าที่ ตามหมายจับเพราะเป็นการพบเจอต่อหน้าเจ้าหน้าที่พนักงาน ไม่ได้เป็นไปตามสั่งของใคร ส่วนการควบคุมตัวพล.ต.จำลอง ไปกองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 นั้น เพราะต้องการให้เกิดความปลอดภัยต่อตัว พล.ต.จำลองเอง

ด้านพล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า อาจเป็นความประสงค์ของพล.ต.จำลองเอง ที่ต้องการเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เนื่องจากบนเวทีปราศรัยเมื่อวันที่ 4 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้ประกาศให้ผู้ชุมนุมทราบแล้วว่า จะไปลงคะแนนเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และหากเจ้าหน้าที่ตำรวจจะจับกุม สามารถเข้าจับกุมได้ทันที ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดีกับทุกฝ่ายโดยเฉพาะตัวผู้ต้องหาเอง ที่จะได้แสดงหลักฐานข้อเท็จจริงให้สังคมได้รับทราบ โดยมีคนกลางเข้ามาตัดสิน และในส่วนที่มีการยกประเด็นดังกล่าวมาเป็นการปลุกระดมนั้น ต้องฝากให้สื่อมวลชนและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องเร่งทำความเข้าใจกับประชาชนให้รับทราบว่า ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกำลังเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมแล้ว ไม่ควรออกมากดดันการทำงานของเจ้าหน้าที่

อย่างไรก็ตาม จากการเรียกรวมพลของกลุ่มผู้ชุมนุมจากต่างจังหวัด เข้ามาในกรุงเทพมหานครนั้น จะใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจตามเดิม ซึ่งหากมีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นจะใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจจากพื้นที่ต่าง ๆ ที่เข้าดูแลความสงบเรียบร้อยการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร จำนวน 15,000 นาย มาเสริม

“สนธิ” เผย “พี่ลอง” ฝากเป็นเสาหลัก
สำหรับสิ่งที่ยืนยันชัดเจนว่า พล.ต.จำลอง จงใจให้ถูกจับ ก็คือการเปิดเผยของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล หนึ่งในแกนนำพันธมิตรฯ ว่าก่อนที่พล.ต.จำลอง ศรีเมือง จะถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม ได้โทรศัพท์มาแจ้งตนเองว่า ให้อยู่เป็นเสาหลักการชุมนุมพร้อมกับ นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายพิภพ ธงไชย และนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ เมื่อได้ยินดังนั้นก็ไม่ได้ตั้งคำถามอะไรต่อ พล.ต.จำลอง แต่บอกว่ามีความคิดเดียวกับพล.ต.จำลอง เพราะไม่มีการต่อสู้ไหนที่ไม่มีผู้เสียสละแล้วจะชนะ

ฉะนั้นผู้ชุมนุมทุกคนไม่ต้องกังวลอะไรทั้งสิ้น ขอให้เพียรต่อสู้ต่อไปจนกว่าจะบรรลุเป้าหมาย เพื่อการเสียสละของ พล.ต.จำลอง และนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ จะไม่สูญเปล่า

เช่นเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ ก็กระโดดงับรับลูกทันควัน โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้ะพรรค ออกมาพูดทันทีทันใดว่าการจับ พล.ต.จำลอง จะทำให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และจะถามนายกฯ ว่าจะเอาอย่างไรกันแน่ เช่นเดียวกับ นพบุรณัชย์ สมุทรรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ และ นายเทพไท เสนพงศ์ ผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ที่ตั้งใจออกมาแถลงข่าวในประเด็นเดียวกัน

มีรายงานว่า พ.ต.หญิง ศิริลักษณ์ ศรีเมือง ภรรยา พล.ต.จำลอง เดินทางเข้าเยี่ยม พล.ต.จำลอง ที่กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ภาค 1 โดยมีการนำอาหารใส่ปิ่นโตจำนวน 2 เถาใหญ่ ผลไม้ นมถั่วเหลืองเจ เข้าเยี่ยมด้วย

ส่วนที่รอบทำเนียบรัฐบาลก็มีการระดมคนมาเพิ่มจำนวนมาก แต่ก็ยังไม่อลังการสมราคา ที่แกนนำคนสำคัญถูกจับยัดคุก และขณะเดียวกันก็มีรายงานว่า ตลอดวันที่ผ่านมา บนเวทีพันธมิตรฯ ได้มีการสร้างราคา อ้างแนวร่วมต่างๆ ตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะการตลบตะแลง ตอแหลหลอกลวงผู้ชุมนุม ของโฆษกปากเสีย น.ส.อัญชลี ไพรีรักษ์



ผมยอมรับการตัดสินใจของคน กทม.ครับ ประชาธิปไตยต้องยอมรับเสียงข้างมาก ไม่มีบิดพลิ้ว


บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

แม้ผลการเลือกตั้ง ผู้ว่า กทม. จะไม่ออกมาอย่างเป็นทางการ แต่ผลจาก Exit Poll ก็คงไม่ผิดเพี้ยนไปมากนัก ก็คงประเมินได้แล้วว่า คุณอภิรักษ์ เกษะโยธิน จะได้เป็นผู้ว่า กทม. สมัยที่สอง

ก็ยอมรับก็แล้วกันครับ ว่าคุณอภิรักษ์ ได้เสียงสนับสนุนอย่างขาวสะอาดจากคน กทม. และผมไม่คิดว่า พรรคพลังประชาชน จะไปดำเนินการอย่างให้ใหุ้คุณอภิรักษ์ต้องได้ใบแดง เพราะมันไม่เกิดประโยชน์แต่อย่างใด เพราะ "เสียงที่ลงคะแนนให้คุณอภิรักษ์กว่า 50%" มันฟ้องว่า คนส่วนใหญ่ในกรุงเทพฯ เขาต้องการอย่างนี้ เมื่อเสียงของประชาชนต้องการอย่างนี้เราก็ควรให้ความเคารพ และยอมรับแต่โดยดี

ประชาธิปไตยก็สวยงามอย่างนี้แหละครับ หากเรายอมรับการตัดสินของประชาชน

ไม่ต้องไปด่าว่าประชาชนเขาโดนซิ้อ เขาโดนหลอก ประชาชน เขาย่อมมีวิจารณญาณ ของตนเอง เมื่อเขาต้องการอย่างนี้ มันก็ต้องเป็นอย่างนี้


ดังนั้น นักประชาธิปไตยทั้งหลายควรยอมรับ และแสดงความยินดีกับคุณอภิรักษ์ ที่ได้รับเลือกตั้งเป็นผู้ว่า กทม. สมัยที่สองอย่างจริงใจ

และผมหวังว่า "พวกอันธพาล" ทางการเมืองอย่าง ม็อบพันธมิตร หรือแม้แต่คนชั้นกลางทั้งหลาย รวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์ด้วย ควรรู้จักค่านิยมของการยอมรับเสียงข้างมากนะครับ แม้ว่ามันไม่ตรงกับใจเรา บ้านเมืองวุ่นวายมาสามปีนี้ เพราะการไม่ยอมรับเสียงข้างมากนี่แหละ และพยายามกล่าวหาว่าเสียงข้างมาก โง่อย่างโน้น โง่อย่างนี้ โดนหลอกอย่างโน้นอย่างนี้ แล้วพาลจะเอาระบบแต่งตั้งขึ้นมาแทน เพี้ยนกันได้ถึงขนาดนี้ สำหรับประเทศไทยในยุคนี้

หากยอมรับเสียอย่างนี้ ยอมรับเสียงข้างมาก บ้านเมืองมันก็สงบ

อีกสี่ปีก็มีการเลือกตั้งใหม่ สู้ไม่ได้วันนี้ ก็กลับไปประเมิน วิเคราะห์ืว่าแพ้เพราะอะไร แล้วจะได้แก้ไข หรือเสนอทางเลือกใหม่ๆ ให้กับประชาชน ประชาธิปไตย ไม่ได้ยอมให้ใคร ดำรงตำแหน่งไปจนตาย หรือ "สืบสกุลในตำแหน่ง สส." หรือ ตำแหน่งนายกฯ ตำแหน่งผู้ว่าฯ ไปจนตาย

ประชาธิปไตยมีเทอมของมัน และเมื่อประชาชนตัดสินแล้วก็ต้องยอมรับ

และผมขอแสดงความยินดีกับคุณอภิรักษ์ ด้วยใจจริงที่ได้่ชนะเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่งนะครับ

การเป็นผู้แทนของปวงชน มันสง่างา่มอย่างนี้แหละครับ เมื่อประชาชนอยู่้ข้างเรา เลือกเรา ให้ความนับถือเรา ใครก็ทำอะไรเราไมไ่ด้ครับ


สำหรับพรรคพลังประชาชน การพ่ายแพ้การเลือกตั้ง ผู้ว่า กทม. ก็ไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมายแต่อย่างใด ผมไม่คิดว่าคนของพรรคพลังประชาชน จะชนะการเลือกตั้งครั้งนี้อยู่แล้ว แม้แต่ช่วงทักษิณเป็นนายกฯ กระแสพรรคไทยรักไทย ทั่วประเทศมาแรงที่สุด สส. ไทยรักไทย ใน กทม.กว่า 30 คน แต่ตำแหน่งผู้ว่า กทม. พรรครัฐบาลก็ไม่เคยชนะสักที

คนกรุงเทพฯ ชอบเลือก ฝ่ายค้านหรือ ผู้สมัครอิสระเป็นผู้ว่า ว่างั้นเถอะ

แต่ที่ผมแปลกใจคือ ผมคิดว่า คุณประภัสร์ จงสงวน จะมาที่สามหรือที่ 4 ด้วยซ้ำ เพราะออกตัวช้า และหาเสียงเบาเหลือเกิน ช่วงแรกดูเหมือนว่า ดร.เกรียงศักดิ์ และ ชูวิทย์ จะออกตัวแรงกว่าด้วยซ้ำไป

คุณประภัสร์ เพิ่งมาออกตัวช่วงท้ายๆ ด้วยกระแสพรรคนี่เอง แทบจะเป็นสัปดาห์สุดท้ายเลยด้วยซ้ำ และได้ที่สอง ผมถือว่า กระแสพรรคพลังประชาชนในกรุงเทพฯ ไม่ได้ตกลงแต่อย่างใด

ครั้งนี้ยืนยันถึงกระแสพรรคอย่างแท้จริง หากได้ 600,000 คะแนนขึ้นไป ถือว่าฐานเสียงของพรรคพลังประชาชน ใน กทม. ยังไม่ได้อ่อนลงไปมากแต่อย่างใด

ถือว่า การต่อสู้ครั้งนี้พรรคไม่พร้อมด้วยซ้ำไป มารณรงค์กันทางอินเตอร์เน็ตไม่เท่าไหร่ รวมทั้งติดป้ายทั่ว กทม.ไม่มากนัก

ที่แรกคาดว่ากระแสชูวิทย์มาแรง ได้ที่สอง แต่จากที่ดูโพล ก็ยังไม่แรงเท่าไหร่ ได้เสียงเท่าเดิม คือประมาณ 300,000 คะแนน ซึ่งเป็นฐานเดิมของชูวิทย์ ที่อยู่ประมาณนี้

ส่วน ดร.แดน ถือว่าทำได้ดีพอสมควรทีเดียว


แต่เมื่อประชาชนเขาตัดสินแล้ว ก็ถือว่า ต้องเป็นไปตาม “มติของประชาชน” แหละครับ

จาก thaifreesnews