WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, October 6, 2008

คอลัมน์ : สวัสดีวันจันทร์


“...การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญๆ ของบ้านเมืองนั้น มักจะมีข่าวเล็ดลอดออกมาก่อนเสมอ ต่อเมื่อมีข่าวให้คนสนเท่ห์ใจแล้ว ก็จะมีการปล่อยข่าวให้ความสนใจนั้นหันเหไปเสียอีกทางหนึ่ง เพื่อกลบร่องรอยการคิดกระทำการจริง...”

ในหนังสือ สารคดีประวัติศาสตร์การเมืองไทย ตั้งแต่ ร.ศ.130 จนถึงปัจจุบัน เหตุการณ์ทางการเมือง 43 ปี แห่งระบอบประชาธิปไตย ที่เขียนโดย วิเทศกรณีย์ พิมพ์จำหน่ายเมื่อปี 2518 ซึ่งข้าพเจ้านำมาถ่ายทอดสู่ท่านผู้อ่านวันจันทร์ที่แล้วนั้น เป็นบทที่ 3 ของหนังสือซึ่งมีหัวข้อเรื่องว่า ‘ลางร้ายใกล้ปฏิวัติ’

ในวันนี้ข้าพเจ้าขอคัดความจากบทที่ 4 ซึ่งมีชื่อว่า เริ่มงานสมโภชพระนคร มาถ่ายทอดให้อ่านต่อไปอีกสักหนึ่งบทดังนี้

...จะเป็นเพราะผู้ใดใครก็ตาม ได้พยากรณ์ไว้ว่า “พระราชวงศ์จักรีจะหมดอำนาจเมื่อครบ 150 ปี” หรือจะเป็นเพราะเหตุใดก็ตาม ในที่สุดงานฉลองครบครอง 150 ปี ซึ่งพระราชวงศ์จักรีได้ปกครองประเทศสยามมานั้น ก็ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 6 เมษายน พุทธศักราช 2475 งานมหกรรมสมโภชครั้งนี้นับว่าเป็นงานใหญ่โตมโหฬารสมพระเกียรติทุกประการ นอกจากงานสมโภชพระมหานครแล้ว ยังมีการเฉลิมฉลองอนุสาวรีย์พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และสะพานปฐมบรมราชานุสรณ์เข้าอีกงานหนึ่ง จึงนับว่าเป็นงานเกรียงไกรมโหฬาร ยิ่งกว่าการจัดงานใดที่แล้วมาในงานอดีต และก็เป็นวาระสุดท้ายของการจัดงานจากราชตระกูลใดๆ อีกด้วย

ในการจัดงานมหกรรมสมโภชอันยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ ได้จัดให้มีงานมหรสพขึ้นหลายอย่างหลายชนิด และมีการประดับประทีปโคมไฟสว่างเจิดจ้าไปด้วยแสงไฟหลากสีกรุงเทพพระมหานครกลายเป็นเมืองแมนแดนสวรรค์อันน่าพิสมัย และที่อนุสาวรีย์พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกด้วยแล้วได้ประดับประดาไว้อย่างวิจิตรตระการตาน่าทัศนาเป็นอย่างยิ่ง ส่วนสะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ก็เช่นกัน ได้มีการประดับประดาดวงประทีปโคมไฟ ดูแพรวพราวเจิดจ้าสว่างไสวสง่างามเป็นอย่างยิ่ง
ประชาชนทั่วพระราชอาณาจักรได้พากันหลั่งไหลมาจากทิศานุทิศอย่างมืดฟ้ามัวฝน เรือแพนาวาในลำน้ำเจ้าพระยาที่คลองหลอด คลองมอญ และคลองอื่นๆ ปรากฏว่าจอดอยู่แน่นขนัดไปหมด เพื่อมาชมงานอันยิ่งใหญ่มโหฬารในครั้งนี้

ตามถนนสายต่างๆ ในกรุงเทพฯ มีประชาชนยัดเยียดกันที่สุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนเลยในประวัติศาสตร์ ที่บริเวณท้องสนามหลวงด้วยแล้ว ยิ่งแออัดยัดเยียดกว่าที่อื่นๆ ท่ามกลางความสับสนอลหม่านของประชาชน มีผู้ปล่อยข่าวว่าจะมีเหตุร้ายในงานนี้ ประชาชนพากันแตกตื่น ทำเอาตำรวจต้องรักษาการกันอย่างเคร่งเครียด

ข่าวอกุศลที่โจษขานแพร่สะพัดอยู่ในขณะนั้น อาจเป็นเพราะว่านายพลเอกพระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม จะคิดทำการปฏิวัติโค่นล้มพระราชบัลลังก์พระเจ้ากรุงสยาม และมีข่าวลือกันเอิกเกริกเกรียวกราวว่า จะเปลี่ยนการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบบ “Aristocracy Dictator Ship” (อำมาตยาธิปไตย) การปล่อยข่าวครั้งนี้นัยว่าเป็นกุศโลบาย และกลยุทธ์ของพระยาพหลฯ พระยาทรงสุรเดช ทั้งนี้ เป็นความประสงค์ที่จะให้รัฐบาลในยุคนั้นมีความเข้าใจไขว้เขว และปิดบังอำพรางการคิดปฏิวัติของตัวเสีย ประการสำคัญที่สุดก็คือว่า ต้องการที่จะให้ทหารและตำรวจอดตาหลับขับตานอน เพื่อระแวดระวังเหตุการณ์ร้ายที่จะอุบัติขึ้น

การปล่อยข่าวครั้งนี้นับว่าได้ผล ทางราชการโดยเฉพาะพระยาอธิกรณ์ประกาศ อธิบดีกรมตำรวจ ปักใจเอาว่า ถ้าหากจะมีการปฏิวัติเกิดขึ้นในระหว่างการจัดงานสมโภชพระนครแล้ว จะเป็นใครมิได้เลยนอกจากพระองค์เจ้าบวรเดช เหตุผลที่พระยาอธิกรณ์ประกาศปักใจเชื่อลงไปเช่นนั้น ก็มีเหตุผลอยู่ว่า พระองค์เจ้าบวรเดชอดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหมได้ทรงลาออกจากเสนาบดีกระทรวงกลาโหม เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2474 เรื่องอันเกี่ยวกับขอเลื่อนขั้นเงินเดือนนายทหารจำนวน 93 คน ปัญหาเรื่องนี้ได้นำขึ้นเสนอเสนาบดีสภาพิจารณา แต่ที่ประชุมไม่อนุมัติ เรื่องนี้จึงตกไป เพราะเป็นการขัดกับระเบียบการที่ใช้ออกเป็นคำสั่งไปแล้ว ห้ามมิให้เลื่อนขั้นเงินเดือนแก่ราชการทั้งปวง เพราะเกิดภาวะเงินฝืด หรือ “Deflation”

พระองค์เจ้าบวรเดช ทรงเสียพระทัย จึงได้ตัดสินพระทัยกราบถวายบังคมลาจากตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงกลาโหม ทางสำนักงานราชเลขาธิการ แล้วในที่สุด เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิจ ผู้สำเร็จราชการรักษาพระนครในบัดนั้น จึงได้ส่งราชโทรเลขกราบถวายบังคมทูลพฤติการณ์ไปยังพระเจ้ากรุงสยาม ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา พระเจ้ากรุงสยามได้มีพระราชโทรเลขมาจากสหรัฐอเมริกา ถึงผู้สำเร็จราชการรักษาพระนคร ให้ออกได้ตามความประสงค์ และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ นายพลโทพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอลงกฏเสนาบดีการทหารบกในขณะนั้น เป็นเสนาบดีแทนพระองค์เจ้าบวรเดช

ในการพ้นตำแหน่งของพลเอกพระองค์เจ้าบวรเดชครั้งนี้เห็นทีว่า ผู้สำเร็จราชการรักษาพระนครคงจะหวั่นเกรงอิทธิพลของพระองค์เจ้าบวรเดชอยู่บ้างไม่มากก็น้อย และผู้สำเร็จราชการรักษาพระนครก็ทรงตระหนักดีอยู่แล้วว่า พระองค์เจ้าบวรเดชมีความมักใหญ่ใฝ่สูง มีความทะเยอทะยาน (Ambition) อย่างแรงกล้า และพระองค์เจ้าบวรเดชชอบทำอะไรตามใจตัว และทรงเชื่อถือสมรรถภาพและประสิทธิภาพของตัวเองมากเกินไป และดูเหมือนว่าเป็นเจ้าองค์เดียวเท่านั้นที่มีความฝักใฝ่และนิยมชมชื่นในระบอบประชาธิปไตย

จากสิ่งแวดล้อมและพฤติการณ์ดังกล่าวมานี้ จึงทำให้รัฐบาลในยุคนั้นแน่ใจยิ่งขึ้นว่า ข่าวลือจะมีการปฏิวัติในวันเฉลิมฉลองวันครบ 150 ปี ที่พระราชวงศ์จักรีปกครองประเทศสยามมานั้น เห็นจะเป็นพระองค์เจ้าบวรเดชนี่เอง นายพลโทพระยาอธิกรณ์ประกาศอธิบดีตำรวจ ได้ส่งสายลับออกดมกลิ่นอายปฏิวัติ ตลอดจนการเคลื่อนไหวของพระองค์เจ้าบวรเดช และนายทหาร 93 คนที่พระองค์เจ้าบวรเดชขอให้ขึ้นเงินเดือน แต่ก็ผิดหวัง ไม่เห็นมีการเคลื่อนไหวใดๆ เกิดขึ้นเลย พระองค์เจ้าบวรเดชก็ประทับอยู่ในพระราชวังอย่างปกติ ส่วนนายทหารที่ใกล้ชิดกับพระองค์เจ้าบวรเดช ซึ่งคาดหมายว่าจะร่วมกันคบคิดทำการปฏิวัติก็ปราศจากวี่แวว หรือมีการเคลื่อนไหวด้วยประการใดทั้งสิ้น ข่าวลือว่าจะมีเหตุร้ายในวันสมโภชพระนคร พลโทพระยาอธิกรณ์ประกาศ อธิบดีตำรวจ จึงเห็นว่าเป็นข่าวเหลวไหลไร้สาระหาความจริงอะไรมิได้เลย...

จากบทความอันเป็นประวัติศาสตร์นี้ เราจะเห็นได้ว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญๆ ของบ้านเมืองนั้นมักจะมีข่าวเล็ดลอดออกมาก่อนเสมอ ต่อเมื่อมีข่าวให้คนสนเท่ห์ใจแล้ว ก็จะมีการปล่อยข่าวให้ความสนใจนั้นหันเหไปเสียอีกทางหนึ่งเพื่อกลบร่องรอยการคิดกระทำการจริง

กรณีการยึดอำนาจการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 ก็เช่นเดียวกันท่านผู้อ่านจะเห็นว่า การปล่อยข่าวให้คนหันเหความสนใจไปในทางที่ว่า พระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม จะเป็นหัวหน้าทำการยึดอำนาจ เมื่อความสนใจหันเหไปทางนั้น ทางฝ่ายคณะราษฎร์ซึ่งจะทำการจริง ก็ลงมือกระทำได้โดยสะดวก
ประวัติศาสตร์คงจะให้ประโยชน์อยู่บ้างสำหรับคนที่สนใจศึกษาประวัติศาสตร์

วีระ มุสิกพงศ์

สัญญาณที่ดี !


คอลัมน์ : ละครชีวิต

ช่วงนี้ตื่นนอนมาสัมผัสอากาศในยามเช้าแล้วก็รู้สึกว่าเริ่มมี “ลมหนาว” ผ่านเข้ามาให้กระชุ่มกระชวยกันบ้างแล้ว

เรียกได้ว่าเข้าสู่ไฮซีซั่น ช่วงเวลาต่อจากนี้ไปก็ใกล้จะถึงเทศกาลแห่งความสุขกันแล้ว

ปี 2551 ถือว่าเป็นปีที่คนไทยต้องเผชิญกับความเลวร้ายมาทั้งปี แม้ว่าหลังจากการเลือกตั้งทั่วไปได้ “พรรคพลังประชาชน” เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ตามวิถีทางระบอบประชาธิปไตย

แต่ก็ไม่ได้ทำให้บ้านเมืองคลี่คลายความตึงเครียด แถมยังแย่ลงกว่าเดิม

จนกระทั่งเมื่อ 4 วันที่ผ่านมามี “ข่าวดี” ที่ทำให้รู้สึกว่าความขัดแย้งทางการเมืองในบ้านเราเริ่มมีทางออก

หลังจาก พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ได้ถูกตำรวจจับขณะออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ณ โรงเรียนเศรษฐเสถียร ถ.พระราม 5 เขตดุสิต

พล.ต.จำลอง ถูกนำตัวไปขังที่กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นสถานที่เดียวกันกับที่เมื่อวันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม ตำรวจได้จับ นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ และนำไปฝากขังต่อศาลด้วยหมายจับข้อหาเป็น “กบฏในราชอาณาจักร”

การจับกุม 2 แกนนำพันธมิตรฯ ที่โดนข้อหา “กบฏ” น่าจะเป็นสัญญาณที่ดี เพราะขณะนี้คนส่วนใหญ่กำลังเบื่อการประท้วงของพันธมิตรฯ ที่ยืดเยื้อยาวนาน และเรียกร้องผลประโยชน์เกินสมควร

วันนี้ ...5 ตุลาคม 2551 เหลือเพียงอีก 1 เดือนกว่าๆ ก็จะถึงงานสำคัญมากในประเทศไทย

ผมและเพื่อนๆ ร่วมอุดมการณ์ล้วนจดจ่อรอคอยที่จะขอแสดงความจงรักภักดีเป็นครั้งสุดท้าย

ด้วยการเป็นส่วนหนึ่งของงานส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ซึ่งรัฐบาลกำหนดจัดในวันที่ 15 พฤศจิกายน ที่จะถึงนี้

วันเวลางวดมาทุกทีแล้ว ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบการก่อสร้างพระเมรุต่างเร่งมือกันร่วมแรงทำงานกันอย่างเต็มความสามารถ

พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ เป็นงานที่ยิ่งใหญ่มากเพราะจะมีแขกบ้านแขกเมือง เดินทางมาร่วมงานอย่างมากมาย

ด้วยเหตุผลประการนี้ เราจึงไม่ควรปล่อยให้บรรยากาศทางการเมืองต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้

ไม่ควรปล่อยให้มีการประท้วงขับไล่รัฐบาล ทำลายภาพลักษณ์ประเทศไทยให้กลายเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน

เพราะถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป ไม่รู้ว่าใครจะกล้าเดินทางเข้ามาบ้านเรา

นอกจากนี้ หลังจากพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพเสร็จสิ้นลง อีก 20 วันต่อมาก็เป็นวันสำคัญคือวันที่ 5 ธันวาคม

เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เป็นช่วงเวลาที่คนไทยต่างรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระเมตตาคุณแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีความห่วงใยต่อพสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอด

บรรยากาศในช่วงเดือนธันวาคมของทุกๆ ปี จึงเป็นเดือนที่ทุกคนมีความสุขมากที่สุด

เพราะมีงานสำคัญ และ ใกล้ถึงเทศกาลปีใหม่

ดังนั้นเมื่อมีสัญญาณที่ดีขึ้น จากนี้คงไม่มีม็อบออกมาประท้วงทำลายประเทศ หากใครดื้อด้านก็ขอให้สังคมช่วยกันประณาม!

ลวดหนาม


คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

** สวัสดีท่านผู้อ่านหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน ฉบับที่ถือในมือท่านเล่มนี้ เป็นฉบับที่ 254 วันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม 2551 วันประวัติศาสตร์ของประชาชาติไทย ผู้รักและต่อสู้ปกป้องการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ต้องหลั่งเลือด พลีชีวิต !!! ... วันนี้ แทง แทนไท รับอาสามาแทน “จงรัก ภักดีราช” ที่มีภารกิจเร่งด่วน...

** 6 ตุลามหาวิปโยค (6 ตุลาคม 2519) ถือเป็นวันสำคัญของฝ่ายประชาธิปไตย มาปีนี้ 2551 ครบรอบ 32 ปี พอดิบพอดี ได้รับข่าวดีของคนฝั่งฝาประชาธิปไตยเสียที กับสิ่งที่เกิดขึ้นมาในช่วง 3 วัน นั่นคือการจับกุม 2 ใน 9 แกนนำพันธมารธิปไตย ในข้อกล่าวหาเป็นกบฏในราชอาณาจักร ล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ความกล้าหาญไปรวบตัวมาได้ ท่ามกลางกระแสวิจารณ์หนาหูทีเดียวว่า เรื่องนี้มันชักจะ ยังไง... ยังไง... เพราะ มันง่ายพิลึก

** กบฏคนแรกที่โดนจับ ตำรวจบอกว่าเพื่อต้องการเทสต์กระแส ซึ่งไม่มีมวลชนไปปิดล้อมที่ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ภาค 1 คลอง 5 ปทุมธานี มีคนเพียงหยิบมือ ไม่ถึง 100 คน เท่านั้นเอง แสดงว่าได้ผล ประชาชนคนไทยเริ่มหูตาสว่าง คนทำดีย่อมได้ดี คนทำชั่วย่อมได้ชั่ว คนที่เดินไปนอกวิถีทาง ประพฤติปฏิบัติตัวเป็นพวก “นอกรีต” เบียดบังพระพุทธศาสนา อ้างพระสัมมาสัมพุทธะ มาเคลื่อนไหวมวลชน จำไว้ว่าจะต้องไปลงนรกหมกไหม้ ...แทง แทนไท... ระลึกเสมอว่า สักวันหนึ่ง …“ฟ้าเบื้องบน” จะต้องมองเห็น...และ ไม่เอาไว้!!!

** แทง แทนไท เตือนมาตลอดเวลาว่า พันธมิตรฯ พันธมารธิปไตย อย่า เหิมเกริม ให้มากนัก ไปหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไปกล่าวหาว่าร้ายเจ้าหน้าที่ว่าเป็น “ซ่องโจร” ไป กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวหาข้าราชการกระทรวงนี้ “ขายชาติ” ล่าสุด “โฆษกสาว” กินดีหมีที่ไหนมาไม่ทราบได้ บังอาจวิพากษ์วิจารณ์เรื่องเจ้านาย เจ้าฟ้า เจ้าแผ่นดิน ที่คนไทยเคารพรัก ที่ท่านพระราชทานเงินช่วยเหลือข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ ทั้งที่พระองค์ทรงมีพระเนตรพระกรรณ กว้างไกล ... แบบนี้ คนไทย 63 ล้านคน ต้องช่วยกันเอาเท้าไปลบรอยตีนกา บนใบหน้านางโฆษกปากมอม คนนี้...สัก หน่อย ใช่...ไม่ใช่ พ่อแม่พี่น้อง หรือจะต้องถาม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ... ตรวจสอบเทปช่วงเช้าของวันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม 2551 ในทำเนียบรัฐบาล ... มันมี พฤติกรรมจาบจ้วง อหังการ เหิมเกริม ดังว่านี้...จริงไหม ควรจะ ดำเนินการอย่างไร???

** ตอนนี้ คนไทยกำลังลุ้น ผลการจับกุม กบฏคนที่ 2 ที่ถูกรวบคาคูหาเลือกตั้ง ว่ามีเลศนัยอะไรหรือไม่ เป็นแผน ลับ ลวง พราง หรือเปล่า? ที่ต้องการจะปลุกคนขึ้นมาอีก แต่ แทง แทนไท คิดว่า มหา 5 ขัน อยากลองดีมากกว่า เพราะเมื่อวันก่อนยังทำเป็นปากดี บอกว่า บิ๊กจิ๋ว โดนเซาะ จากบางกลุ่มในพรรคพลังประชาชน วิเคราะห์การเมืองเป็นฉาก หวังให้แตกแยกในรัฐบาลอีกหรืออย่างไรไม่ทราบได้ แต่...เมื่อต้องไปโดนเข้าคุก คราวนี้รู้หรือยังว่า “การข่าว...มหา 5 ขัน” ผิดเพี้ยน ขนาดหนัก โดนเองแบบนี้อยากรู้จังเลย...ที่บอกว่า “บิ๊กจิ๋ว” ไม่รู้เรื่อง จับแกนนำที่มาเพ่นพ่านข้างนอก อีกหรือไม่ พันธมิตรฯ คงต้องเปลี่ยนเป็น พันธโจ๊ก ซะล่ะมั้ง เรื่อง ฮา...ฮา... แบบนี้ แต่ ความจริงหนีความจริงไปไม่พ้น !!!

** รัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อย่าไปคิดมาก ท่านทำถูกต้องตามกฎหมายบ้านเมือง นั่นแหละดีที่สุด และ นายทหาร คนไหนที่จะสร้างสถานการณ์ ก่อกวนบ้าน ก่อกวนเมือง ขอให้ระลึกไว้ว่า ประเทศไทยไม่ใช่ของคนคนเดียว ประเทศไทยไม่ใช่ของ จปร.บางรุ่น บางคน เท่านั้น การใช้วิธีการนอกรีต นอกทาง มา ปกป้องคนคนเดียว!!! ทั้งที่ประเทศไทยเป็นของประชาชน 63 ล้านคน !!! คราวนี้ใครสร้างสถานการณ์ปะทะนองเลือดรับรอง ไม่มีแผ่นดินอยู่ถาวร ไม่มี “นิรโทษกรรม” ไม่มี “ล้างมลทิน” ใครที่คิดจะทำ หยุดเสีย เดี๋ยวจะหาว่า “แทง แทนไท” ไม่เตือน!!!

** มาเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีเงื่อนปมมาให้คิดกันอีกแล้ว เพราะกลายเป็น 2 แนวทาง ในขณะนี้ คือ แนวทางแรก เสนอมาตั้งนานนมเน คือร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ของฝ่ายประชาชน ที่เป็นองค์กร ที่เรียกกันว่า คปพร. หรือ คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งมี อ.จรัล ดิษฐาอภิชัย เป็นประธาน (สื่อหลายฉบับบอกเป็นของ นพ.เหวง โตจิราการ ไม่รู้ไปอยู่ขุมไหนมา ทำการบ้านมาหรือเปล่า) ในขณะนี้บรรจุในระเบียบวาระของที่ประชุมรัฐสภาแล้ว ส่วนอีกร่างหนึ่งยังไม่ได้ปฏิสนธิ คือ สสร.3 ที่รัฐบาลและรัฐสภา โดยที่เป็น นักการเมือง กำลังคิดจะ “มัดมือชก” ประชาชน นักวิชาการอดีตสมุนโจราธิปไตย ยุแยงตะแคงรั่ว ประกาศเห็นด้วย เพราะหวังจะเข้ามาสืบทอดอำนาจอีก

** เรื่องนี้ แทง แทนไท เตือนทุกฝ่าย อย่า! แม้แต่จะคิด ในการที่จะ ดูถูกประชาชน เพราะ ประชาชนหลายหมื่นคน เขา เข้าตามตรอก ออกตามประตู กฎหมายให้เสนอชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 50,000 ชื่อ ทำไมจึงมาให้สัมภาษณ์ในทางชี้นำกันว่า ให้ชะลอบ้าง ไม่เห็นชอบบ้าง อย่าลืมว่า หากตั้ง สสร.3 ใช้เวลาเร็วที่สุดคือ 1 ปี ที่จะแก้ไขเสร็จ วันนั้น รัฐบาล และ รัฐสภา ตรวจดู “อายุขัย” และ “อายุคาด”หรือเปล่า พวกท่านมีเวลาอย่างมากแค่ 3 เดือน เท่านั้น แล้วจะไป ตั้ง สสร.3 ให้เวลามันยืดยาวกันทำไม เหตุผล เป้าหมาย ของ การตั้ง สสร.3 คืออะไรกันแน่ มันจะแก้ไขวิกฤติอะไร ขณะที่ร่างของ คปพร.จะแก้ปัญหาได้ทันที ยุติปัญหาเทคนิคทางการเมือง ...ได้ทั้งหมด

** ในเมื่อร่างของประชาชน บรรจุวาระแล้ว รัฐสภาควรจะหยิบขึ้นมาพิจารณา ได้อย่าง ไม่ต้องขวยเขิน เพราะเป็น ร่างที่มีที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริง และ ที่สำคัญคือ รวดเร็ว เอารัฐธรรมนูญ 2540 กลับมา จะมีแต่เรื่อง ...ดี ...ดี ...ดี ปัญหา เรื่องยุบพรรค ปัญหาเรื่อง รมว.ต่างประเทศ จะไปลงนาม ปัญหาเรื่องวุฒิสมาชิกลากตั้ง ปัญหาเรื่องรัฐบาลอ่อนแอ ปัญหาเรื่องที่มาองค์กรอิสระที่เป็นกลางและเป็นธรรม ปัญหาเรื่องความแตกแยกในชาติ และ ปัญหาเรื่องความสง่างาม จะหมดไป แถมได้ พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ เสริมเพิ่มเข้ามาอีกด้วย ไอ้พวกมารศาสนา จะได้หมดเนื้อนาบุญ ฉิบหายตาย-ห่...ะ ...ไปจากเมืองไทย ... เสียที



เกียรติตำรวจของไทย


คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

เกียรติตำรวจของไทย เกียรติวินัยกล้าหาญมั่นคง
ต่างซื่อตรง พิทักษ์สันติราษฎร์นั้น
ถึงตัวจะตายก็ช่างมัน มิเคยคำนึงถึงชีวัน
เข้าประจันเหล่าร้าย เพื่อประชา
ไม่ยอมเป็นมิตร ผู้ผิดกฎหมาย
ปราบโจรผู้ร้าย กล้าตายเรื่อยมา
เนื้อของเราเราเชือด พร้อมทั้งเลือดเราพลี
เอาชีวีของเราเข้าแลกมา เพื่อให้ประชาดำรง...สุขสถาพรชัย
เกิดมาแล้วต้องตาย ชาติชายเราไว้ลายตำรวจไทย
ช่วยประชาไม่ว่าหนไหน เป็นมิตรด้วยดวงจิตสดใส... เราอยู่ไหนประชาอุ่นใจทั่วกัน

ปราบภัยและผองพาลให้เข็ดขาม เราปราบปรามเสริมความสุขสันต์เหล็กที่แกร่งกล้านั้นเราฝึกกายาทุกวัน แข็งกว่าเหล็กนั้น ตำรวจไทย มาร์ชพิทักษ์สันติราษฎร์ ทำนองประพันธ์โดย นารถ ถาวรบุตร เนื้อร้องโดย แก้ว อัจฉริยะกุล แต่งขึ้นก่อนปี พ.ศ.2500

ครูนารถ ถาวรบุตร แต่งเพลงนี้ขึ้นโดยคำสั่งของ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจในขณะนั้น โดยมีเงื่อนไขว่า จะแพ้เพลงมาร์ชกองทัพบกไม่ได้เป็นอันขาด ซึ่งท่านก็สามารถแต่งสำเร็จได้ในเวลาไม่นานนัก

พล.ต.อ.เผ่า ประทับใจกับผลงานชิ้นนี้มาก โดยเฉพาะเนื้อร้องในท่อน "เกิดมาแล้วต้องตาย? ?ชาติชายเราไว้ลายตำรวจไทย..." ถึงกับมอบรางวัลให้ครูนารถเป็นเงินปึกหนึ่ง

วันนี้ ตำรวจได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างแท้จริง ในการใช้ความเข้มแข็ง กล้าหาญ เข้าทำการจับกุม 2 ใน 9 แกนนำกบฏคนสำคัญ ที่ยึดสถานที่ราชการหลายแห่ง และทำเนียบรัฐบาล หลายวันมาแล้ว สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้คน

การตัดสินใจปฏิบัติการเข้าจู่โจม จับกุมในครั้งนี้ ไม่มีการเสียเลือดเนื้อชีวิตใดๆ ทั้งสิ้น มีกระแสเสียงวิจารณ์

บ้างก็ว่า เป็นการทำลายนโยบายความสมานฉันท์

บ้างก็ว่า เป็นการเตะตัดขารองนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่ง

บ้างก็ว่า เป็นการทดสอบกระแส

บ้างก็ว่า ซูเอี๋ยกัน แกล้งให้จับ

แต่...การที่ตำรวจตัดสินใจดำเนินการใช้ความเด็ดขาดในเรื่องเสียทีหนึ่ง เป็นเรื่องที่ถูกต้องเหมาะสม และสมควรจะกระทำเป็นอย่างยิ่ง วัน เวลา เหมาะสม สถานการณ์สุกงอม เพราะจะไปเจรจาความกับผู้ร้าย อาชญากร คงไม่ได้

งานนี้ “ทหาร” ที่ว่าแน่ๆ มีสรรพกำลัง อาวุธ ยังต้องถอยร่นไม่เป็นกระบวนท่า ช่วงการประกาศใช้ พ.ร.บ.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

การที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติตัดสินในชาร์จ 2 ใน 9 แกนนำ ถือว่าเป็น ผลงานชิ้นโบแดงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติทีเดียว สมแล้วดังคำสร้อยของเพลงที่ว่า...

“ไม่ยอมเป็นมิตร ผู้ผิดกฎหมาย

ปราบโจรผู้ร้าย กล้าตายเรื่อยมา

เนื้อของเราเราเชือด พร้อมทั้งเลือดเราพลี

เอาชีวีของเราเข้าแลกมา เพื่อให้ประชาดำรง...สุขสถาพรชัย”


แนะพลิกวิกฤติสหรัฐดันท่องเที่ยว-ส่งออก


นายโอฬาร ไชยประวัติ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงวิกฤติการเงินของสหรัฐอเมริกาและยุโรปว่า ต้องเร่งป้องกันไม่ให้วิกฤติการเงินส่งผลกระทบในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม ยืนยันสถาบันการเงินของไทยไม่มีการปล่อยสินเชื่อด้อยคุณภาพ ส่วนการซื้อตราสารหนี้ด้อยคุณภาพมีไม่มากนัก และไม่ส่งผลกระทบถึงกับไม่มีการปล่อยกู้

ขณะที่จะต้องมีมาตรการป้องกันไม่ให้นักลงทุนในตลาดหุ้นมีความตกใจ โดยคนไทยควรเข้าซื้อหุ้นดีราคาถูกในช่วงนี้ พร้อมย้ำว่าไทยควรเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส โดยเริ่มจากธุรกิจท่องเที่ยวและการส่งออก โดยเร่งส่งออกไปยังจีนและอินเดีย โดยคิดเป็น 80 เปอร์เซ็นต์ ทดแทนตลาดสหรัฐอเมริกาและยุโรป ที่มีสัดส่วนร้อยละ 20 ซึ่งเริ่มจะลดลง

นายโอฬาร กล่าวอีกว่า นอกจากนี้จะต้องฉวยโอกาสทำการค้าระหว่างกันเองในเอเชียและทวีปอื่นที่ไม่ประสบปัญหา จากนั้นต้องสร้างความเชื่อมั่นให้คนในประเทศจับจ่ายใช้สอยตามปกติ

มช.ปิดประตูไม่รับพธม.


นายสุริยันต์ ทองหนูเอียด และนายเฉลิมพล แซมเพชร ผู้ประสานงานพันธมิตรจังหวัดเชียงใหม่ ได้สอบถามถึงเหตุผลที่ทางผู้บริหารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ยกเลิกการอนุญาตให้พันธมิตรจังหวัดเชียงใหม่และเครือข่ายองค์กรประชาชนภาคเหนือใช้สถานที่โรงละครหอศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สำหรับจัดเวทีเสวนาวิชาการเรื่อง“ข้อเสนอต่อสังคมการเมืองในสถานการณ์ปัจจุบัน”

โดยรศ.ดร.พงษ์อินทร์ รักอริยะธรรม รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดกว้างทางวิชาการ และพร้อมให้การสนับสนุนทุกกิจกรรมทางวิชาการที่เป็นประโยชน์

“การยกเลิกการอนุญาตการจัดกิจกรรมของพันธมิตรจังหวัดเชียงใหม่นั้น เป็นเพราะประเมินแล้วว่ามีความเสี่ยงที่อาจจะมีความเสียหายเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะต่อชีวิตและร่างกายของผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรม จึงได้มีการยกเลิก”รศ.ดร.พงษ์อินทร์ กล่าว

กกต.เผยร้องทุจริต3เรื่อง7 วันรับรองผลผู้ว่าฯกทม.


กกต.กลางเผยมีร้องเรียนทุจริต 3 เรื่อง คุยฟุ้งถือว่าน้อยมาก เชื่อสามารถรับรองผลการเลือกตั้งได้ภายใน 7 วัน แน่นอน หลังจากมีการประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้เดินทางมาตรวจฝ่ายประมวลการนับคะแนน กทม.ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนทุจริตจำนวน 3 เรื่อง 2 เรื่องอยู่ในขั้นตอนการสอบสวนของกกต.กทม.ส่วนอีกกรณีหนึ่งเป็นเหตุที่มีประชาชนในหมู่บ้านเขตลาดพร้าว 93 คน ไม่มีรายชื่อในทะเบียน เนื่อมาจากหมู่บ้านดังกล่าวเป็นหมู่บ้านใหม่ และ 93 รายชื่อ ที่ตกไปคือรายชื่อที่ย้ายเข้ามาไม่ถึง 1 ปี ซึ่งได้ให้ผอ.เขตอธิบายชี้แจงแล้ว

ประธาน กกต. กล่าวต่อว่า ภาพรวมสถานการณ์โดยรวมตั้งแต่เช้าจนกระทั่งปิดหีบเลือกตั้ง ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย การลำเลียงหีบบัตรมาสู่จุดนับคะแนน ไม่มีปัญหาใดๆ ซึ่งเรื่องการร้องเรียน 3 เรื่องถือว่าน้อยมาก คาดว่า หากเป็นเช่นนี้ การประกาศรับรองผลของกกต.กลางน่าจะง่าย ซึ่งตนและทีมกกต.กลางปฏิบัติงานทุกวัน และพร้อมจะพิจารณารับรองผู้ว่าฯ กทม. ภายใน 1-2 วันหากกกต.กทม.ส่งเรื่องมาให้พิจารณา และเชื่อว่าหากไม่พบปัญหาใดๆ การพิจารณารับรองผู้ว่าฯ กทม.น่าจะแล้วเสร็จภายใน7วันนับตั้งแต่การประกาศผลการเลือกตั้ง

“ส่วนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งที่ได้ตั้งเป้าไว้ 70% การเลือกตั้งครั้งนี้ ถือเป็นการเลือกตั้งใหญ่ 70% อาจเป็นเป้าที่ค่อนข้างยาก แต่เมื่อเห็นประชาชนทยอยออกมาใช้สิทธิอย่างเนืองแน่นก็รู้สึกชื่นใจ เชื่อว่าการใช้สิทธิ์ของคนกทม.ในครั้งนี้จะเป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้”นายอภิชาตกล่าว

ขณะที่บรรยากาศใกล้เปิดหีบนับคะแนนเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. หลังจากที่แดดร่มลมตก ประชาชนจำนวนมากก็ทยอยเดินทางเข้ามาคอยลุ้นผลการนับคะแนนกันอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะกองเชียร์ของนางลีนาจัง คึกคักอย่างมาก

นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เดินทางตรวจเยี่ยมศูนย์ประสานงานการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) พร้อมแถลงข่าวร่วมกับ นายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ปลัด กทม.

นายอภิชาต กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยเลือกตั้งตลอดทั้งวัน ประมาณ 50 หน่วย พอใจการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้มาก และเชื่อว่าจำนวนผู้ใช้สิทธิจะใกล้เคียงกับเป้าที่ กทม.ตั้งไว้ที่ร้อยละ 70 อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องยากสำหรับเมืองใหญ่ ถ้าได้ร้อยละ 60 ถือว่าดีมากแล้ว จากการออกตรวจช่วงเช้า บรรยากาศการลงคะแนนคึกคัก เชื่อว่า น่าจะได้ตามเป้าหมาย

สำหรับเรื่องร้องเรียนในวันนี้ ยังไม่มีการร้องเรียนเพิ่มเติมจากเดิมที่รอการพิจารณาอยู่ 2 เรื่อง คือ เรื่องป้ายประชาสัมพันธ์ของ กทม. กับการแจกไวไฟ ซึ่ง กกต.จะเร่งดำเนินการพิจารณาให้เร็วที่สุด หากไม่มีใบเหลืองใบแดง ก็น่าจะประกาศรับรองผลเลือกตั้งได้ทันภายใน 7 วัน


นปช.รวมพลวันนี้เป็นกำลังใจตำรวจลุยจับแกนนำกบฏ


นปช. นัดรวมพลบุก สตช.บ่ายโมง วันนี้ ให้กำลังใจตำรวจไทยที่กู้ศักดิ์ศรีกลับคืนมา ด้วยการจับกุมตัว 2 กบฏ เข้าไปนอนในคุก พร้อมหนุนให้รักษาความสงบในบ้านเมือง ตามกฎกติกาอย่างเคร่งครัด เชื่อคนทำผิดก็ต้องได้รับการลงโทษตามกฎหมาย

ท่ามกลางการชุมนุมยืดเยื้อยาวนานของกลุ่มพันธมิตรฯ พร้อมๆ กับการมีหมายจับติดตัวของ 9 แกนนำ โดยที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถดำเนินการใดๆ ได้ เนื่องจากบรรดาโจรกบฏทั้งหลายได้อาศัยโล่มนุษย์ อาศัยมุดชายกระโปรงผู้หญิงและคนแก่เป็นเกราะกำบัง ซึ่งเวลาได้ผ่านมาเนิ่นนานท่ามกลางการเฝ้าจับตาของหลายฝ่าย ที่อยากเห็นความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมายบ้านเมือง และมองเห็นถึงการทำตัวเหนือกฎหมาย เป็นอำนาจเถื่อนของกลุ่มพันธมิตรฯ นั้น

ในที่สุด 2 วันติดๆ กันที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่ตำรวจก็สามารถเข้าจับกุมแกนนำสำคัญของกลุ่มที่จ้องล้มล้างการปกครอง ได้ถึง 2 รายซ้อน คือนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ จับกุมได้ที่ย่านหมู่บ้านนักกีฬา ซึ่งว่ากันว่านายไชยวัฒน์ ได้ไปอาศัยหลบหมายจับบ้านที่นักการเมืองคนหนึ่ง และล่าสุดสามารถจับกุม พ.ล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำคนสำคัญของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ในช่วงเช้าของวันที่5 ตุลาคม ภายหลังจากเดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โดยได้ควบคุมตัวไว้ที่ กองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดน ภาค 1 จ. ปทุมธานี

แม้คนทั่วไปจะเชื่อว่าเป็นการเจตนาให้จับเพื่อปลุกระดมประชาชนบางกลุ่ม ออกมาเคลื่อนไหวก่อความวุ่นวายก็ตาม แต่ก็ได้รับการขานรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้อง และเจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็คงจะละเว้นการปฏิบัติหน้าที่มิได้

การจับกุม 2 แกนนำทำใหฟ้คนไทยจำนวนมากได้เฮ และอุ่นใจในบทบาทผู้พิทักษ์สันติราษฎร์มากขึ้น เพราะมั่นใจว่าในที่สุดแล้วก็ไม่มใครที่อยู่เหนือกฎหมายบ้านเมือง และคนที่ทำผิดกฎหมายก็จะตั้องได้รับโทษ

โดยในเวลา 13.00 น. วันที่ 6 ตุลาคมนี้ กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้นัดหมายรวมตัวกันที่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อเป็นกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่จับกุม 2 กบฏ ซึ่งสร้างความปั่นป่วนเสียหายให้ประเทศชาติ พร้อมทั้งเป็นกำลังใจให้รักษาความสงบเรียบร้อย และแก้ปัญหาในบ้านเมืองตามแนวทางกฎหมายต่อไป


ซัดพวกวิปริตจ่อดองแก้รธน.50

คปพร. ดักคอ ส.ส.พลังประชาชนบางกลุ่มที่ออกมาเสนอให้ดองร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ซัดวิปริตทางความคิด ดูแคลนเสียงประชาชนกว่า 2 แสนคนที่ร่วมกันลงชื่อสนับสนุน ชี้สามารถพิจารณาเรื่อง สสร.3 ควบคู่กันไปได้ ไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างหนึ่งอย่างใด “อภิสิทธิ์” ลูกไม้เก่า เรียกร้องลงสัตยาบันตั้ง สสร. ที่เป็นกลางแท้จริง

จากกรณีคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ (คปพร.) นำโดย นพ.เหวง โตจิราการ นายจรัล ดิษฐาอภิชัย นำเสนอวาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 โดยให้นำรัฐธรรมนูญ 2540 กลับมาเป็นหลัก และร่างแก้ไข รธน.ของ คปพร.ได้รับการบรรจุเข้าสู่การพิจารณาของสภาแล้วนั้นปรากฏว่ามี ส.ส.พลังประชาชนบางกลุ่มออกมาสกัดกั้นพร้อมกับแนะให้ดองร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับของ คปพร.โดยไม่ต้องหยิบยกขึ้นมาพิจารณา

ล่าสุด เมื่อวันที่ 5 ต.ค. นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท หนึ่งในแกนนำคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไข รัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) กล่าวถึงกรณีกระแสข่าว ส.ส. พรรคพลังประชาชน อาจคว่ำร่างแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ... พ.ศ... หรือฉบับคปพร. ในวาระที่ 1 หรือรับหลักการ ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรว่า เรื่องดังกล่าวตนมองว่า เป็นความวิปริตทางความคิดของนักการเมืองที่ไม่มีหลักการ เพราะเป็นการกระทำที่ดูแคลนประชาชน และปิดโอกาส เนื่องจากนี่คือเสียงของประชาชนกว่า 2 แสนคนที่ร่วมกันสนับสนุน และเป็นการกระทำตามช่องทางกฎหมายในกรอบรัฐธรรมนูญทุกประการ

ทั้งนี้ กระแสข่าวที่ว่าจะมีการเจรจาเพื่อขอร้องให้มีการคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับคปพร.นั้น เป็นการกระทำที่ไม่เป็นเหตุเป็นผลในการพิจารณาร่างกฎหมาย รวมทั้งการกระทำดังกล่าวจะเป็นบ่อเกิดแห่งความเสื่อมศักดิ์ศรีของรัฐสภาไทย ที่มีการพิจารณากฎหมายตามคำขอร้องของผู้อื่น ซึ่งหลักการแล้วรัฐสภาต้องวิเคราะห์ว่าประชาชนทำการเสนอร่างรัฐธรรมนูญเพราะเหตุผลอะไรและจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนหรือไม่

ดังนั้นจึงอยากฝากถึงส.ส.ทุกพรรคการเมืองว่า การเป็นสมาชิกรัฐสภาไม่ได้หมายความว่าคุณจะลงมติรับหรือไม่รับกฎหมายใดตามคำขอร้องของผู้อื่น แต่ควรจะตั้งมั่นอยู่บนผลประโยชน์สุขของประชาชน

“การพิจารณาร่างกฎหมายใดๆ ถ้าพิจาณาแบบตามคำขอร้องของคนอื่น เป็นเรื่องที่ไม่มีเหตุผลมาก เรื่องการล็อบบี้เป็นเรื่องที่น่าขำ และเป็นการกระทำที่วิปริตของ ส.ส. ที่มีความรู้สูง ถ้ารัฐสภาพิจารณาแบบตามคำขอร้องก็เท่ากับว่าหมดศักดิ์ศรี หมดเจตจำนงในความเป็นประชาธิปไตย นี่เป็นเรื่องที่น่าละอาย ส.ส.บางคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าร่างคปพร.มีรูปแบบอย่างไร แต่ก็จะคว่ำกันเสียแล้ว ทำไมไม่ปล่อยให้เป็นไปตามวาระการประชุม ตามหลักการ นี่แสดงว่าคุณไม่เปิดโอกาส คุณดูแคลนประชาชนที่เลือกมา เป็นนักการเมืองที่ขาดหลักการและวิปริตทางความคิด”

นายวิภูแถลง กล่าวว่า ข้อกล่าวอ้างของ ส.ส.บางกลุ่มที่ระบุว่ารัฐบาลจะมีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.3) จึงไม่จำเป็นต้องมีร่างรัฐธรรมนูญฉบับคปพร.นั้น แม้โดยส่วนตัวจะไม่เห็นด้วยต่อการตั้งสสร.เพราะจะทำให้เสียเวลา แต่อย่างไรก็ดี การดำเนินการตั้งสสร. และการประชุมพิจารณารับหรือไม่รับหลักการร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว สามารถพิจาณาควบคู่กันไปได้ ไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างหนึ่งอย่างใด

ด้าน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ในการเจรจาร่วม 4 ฝ่าย ที่จะมีขึ้นในวันที่ 6 ตุลาคม ยังไม่ได้ข้อสรุปถึงรูปแบบของสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. ขณะที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขที่เสนอโดยนพ.เหวง โตจิราการ และคณะ กำลังอยู่ระหว่างเสนอสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร จึงห่วงว่าหากรัฐบาลสนับสนุนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสังกัดลงคะแนนผ่านร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว จะทำให้ข้อเสนอตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญล้มไป และเกิดความขัดแย้งในสังคมขึ้นได้

ทั้งนี้ เนื่องจากมีบางฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อล้มคดีของ พตท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จึงขอให้รัฐบาลดูแลไม่ให้เกิดความปั่นป่วน และให้กระบวนการทางกฎหมายเดินหน้าต่อไปได้ ดังนั้น ทุกฝ่ายต้องช่วยกันตัดสินว่า จะเลือกบ้านเมืองหรือประโยชน์ของคนเพียงคนเดียว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า อยากให้ทุกพรรคการเมืองร่วมลงนามเพื่อให้ความมั่นใจ ในการสร้างสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นกลางอย่างแท้จริง โดยยืนยันที่ผ่านมาพร้อมให้ความร่วมมือกับ นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เพราะเห็นว่าเป็นผู้ใหญ่ แต่หากพบการเจราจามีอะไรแอบแฝง และรัฐบาลสามารถวางตัวสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญได้ ก็จะถอนความร่วมมือและไม่ร่วมลงนามด้วย


ร้อง‘อภิรักษ์’กระหึ่มเว็บกกต.จ่อสอบแจกใบแดง


ร้องเรียนกันสนั่นเว็บไซต์ ระบุช่อง 9 อสมท. ทำแปลก ปล่อยเทปหาเสียง “อภิรักษ์ โกษะโยธิน” 6 นาทีเต็ม ช่วงเช้ามืดวันเลือกตั้ง ส่อเป็นการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง กกต.กทม.เด้งรับ ทราบเรื่องแล้วรอการแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมดำเนินการสอบสวนทันที ขณะที่ “ชูวิทย์” ขอทำงานตรวจสอบโครงการฉาวของ กทม.ต่อไป ด้าน กกต. ระบุรับรองผลได้ภายใน 7 วัน

แม้ว่าการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในวันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมา ในภาพรวมจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อยก็ตามที แต่กลับปรากฏว่าบนเว็บไซต์หลายแห่งได้มีการตั้งกระทู้และโพสต์ข้อความ เรื่องราวที่ส่อว่าจะเป็นการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง และอาจนำไปสู่การแจกใบเหลือง หรือใบแดง ให้กับ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน โดยระบุว่าในเวลาประมาณ 03.15 น. ของวันที่ 5 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันเลือกตั้ง ช่อง อสมท. ได้มีการนำเอาเทปสัมภาษณ์หาเสียงมาออกอากาศยางถึง 6 นาที โดยไม่มีผู้สมัครรายอื่นได้ออกอากาศด้วยเลย

แฉคาเว็บ “อภิรักษ์” ออกทีวีผิดเวลา
บนเวบไซต์ชื่อดังอย่างพันทิป ในห้องราชดำเนิน ซึ่งเป็นเรื่องราวทางการเมือง
http://www.pantip.com/cafe/rajdumnern/topic/P7065245/P7065245.html มีการตั้งกระทู้ไว้ว่า “เมื่อคืนตอนตี 3.15 ช่อง 9 ลักไก่เอาเทปรายการสัมภาษณ์ ปิลัก มาออกอากาศ.ผิดกม.เลือกตั้งเต็มๆ “ พร้อมกับข้อความว่า “บังเอิญเมื่อคืนต้องนอนดึกต้องเคลียร์งานเลยเปิดทีวีไว้เป็นเพื่อน โดยเปิดช่อง 9 ทิ้งไว้

ตอนตี 3.15 เป็นรายการนำเทปที่ออกอากาศไปแล้วมาฉายซ้ำชื่อรายการ น้ำใจคนไทย(ประมาณนี้) พิธีกรก็มี อ.วันชัย และคณะ (จำชื่อไม่ได้) เริ่มต้นก็แนะนำว่าวันนี้จะมีนักการเมืองรูปหล่อ ที่โดนซัดซะน่วมมาร่วมรายการด้วย เขาผู้นั้นคือนายอภิรักษ์ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ครั้งนี้

นายปิลักก็เดินมาเข้ากล้อง โดยพิธีกรตั้งกติกาว่าให้แถลงนโยบาย3นาที และให้ตอบคำถามรวมๆ 9 ข้อที่ทางรายการตั้งเอาไว้ภายใน3นาที

ตอนแรกผมคิดว่าการตั้งเวลาคงจะต้องเชิญคนอื่นๆมาด้วย(ในเทปนั้น) นั่งดูนายปิลักพูดอยู่6 นาทีเต็ม แต่ไม่เห็นมีคนอื่นๆออกมาเลย พิธีกรก็ตัดไปช่วงอื่นๆของรายการ

กม.เลือกตั้งกำหนดไว้ว่าหลังในวันเลือกตั้งห้ามหาเสียงและอื่นๆ ที่จะเป็นการชี้นำ(ประมาณนี้) ตอนตี3.15ของเช้าวันที่ 5 นะครับ ที่รายการนี้ออกอากาศ ผิด กม.ชัดเจนโดยเฉพาะคนนำมาออกอากาศ จะว่ารายการนี้ไม่รู้กม.ก็ไม่ใช่แน่นอน เพราะพิธีกรรายการนี้คือทนายความชื่อดัง ที่จัดรายการสอน กม.แทบทุกช่องทุกวัน

กกต.ถ้าเป็นกลางจริงตรวจสอบด้วยนะ หรือว่า เจอพรรคนี้แล้วหูหนวก/ตาบอดครับ

ขณะเดียวกันก็มีการโพสต์ข้อความไว้มากมาย โดยส่วนใหญ่มองว่าเป็นการจงใจสร้างความได้เปรียบในการเลือกตั้ง

กกต.กทม.พร้อมรับลูกสอบ “หล่อเล็ก”
กรณีดังกล่าว นายพิงค์ รุ่งสมัย ประธาน กกต.กทม. กล่าวถึงกรณีการแพร่ภาพสัมภาษณ์นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ได้มีบุคคลโทร.เข้ามาแจ้งแล้วสำหรับเรื่องดังกล่าว ซึ่งตนได้ขอร้องให้ทำเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อให้ได้รู้รายละเอียดว่าเกิดเมื่อใด ที่ไหน ใครกับใคร และใครเป็นผู้ร้องเรียน จะได้มีต้นเรื่อง หากไม่รู้รายละเอียดที่แน่ชัดก็ไม่สามารถส่งเข้าฝ่ายสืบสวนสอบสวนดำเนินการได้ จึงอยากขอให้แจ้งเข้ามาเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อที่จะสามารถส่งให้คณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริงได้

ทั้งนี้จึงอยากขอร้องไปยังผู้ที่ได้รับชมรายการดังกล่าวเขียนรายละเอียดเข้ามายื่นที่ กกต.กทม. เนื่องจากตนไม่ได้ชมรายการดังกล่าวจึงไม่สามารถตัดสินได้ อีกทั้งยังไม่สามารถบอกได้ว่าเรื่องดังกล่าวจะส่งผลถึงนายอภิรักษ์ หรือไม่ เนื่องจากยังไม่ได้รับเรื่องร้องเรียนเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งทาง กกต.กทม.ก็ให้ความเป็นกลางกับทุกฝ่าย

ประธานกกต.กทม. กล่าวอีกว่า สำหรับเรื่องกติกาการแพร่ภาพออกอากาศของสื่อห้ามเผยแพร่ภาพ เวลา 18.00 น.ของวันที่ 4 ตุลาคม – 18.00 น. ของวันที่ 5 ตุลาคม หากใครดำเนินการในช่วงเวลาดังกล่าวตามกติกากฎหมายแล้วถือว่าเป็นความผิด เนื่องจากเป็นการหาเสียงในช่วงระยะเวลาต้องห้าม

ส่วนกรณีป้ายโฆษณาแฝงของนายอภิรักษ์ กกต.กทม.ยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเร่งดำเนินการของทาง กกต. อีกทั้งประชาชนเองก็ให้ความสนใจในเรื่องนี้เช่นกัน ทั้งนี้ตนไม่ทราบว่าวันจันทร์จะเสร็จทันหรือไม่

“ชูวิทย์” กัดไม่ปล่อยโปรเจกต์ฉาว
ส่วนทางด้านผลการเลือกตั้งนั้น หลังจากรู้ผลอย่างไม่เป็นทางการ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. กล่าวขอบคุณคนไทยทั้งประเทศที่ให้กำลังใจหลังรู้ผลเอ็กซิทโพล ว่า ได้คะแนนมาเป็นลำดับที่ 3 โดย ยืนยันว่า จะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.เป็นครั้งที่ 3 แต่จะไปเล่นการเมืองระดับประเทศ โดยขณะนี้ได้ตั้งพรรคการเมืองพรรคสู้เพื่อไทยไว้รองรับแล้วและตนเองก็เป็นหัวหน้าพรรค และได้ใช้รูปกำปั้นเป็นรูปโลโก้ของพรรค

ทั้งนี้ นายชูวิทย์ ยังกล่าวฝากถึง นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน หากคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.รับรองผลการเลือกตั้งแล้ว ให้ทำงานให้หนักขึ้น เพราะ 4 ปีที่ผ่านมามีผลงานไม่มาก ส่วนตนเองจะเดินหน้าตรวจสอบอย่างเข้มงวดเพื่อเป็นของขวัญให้กับคนไทย โดยจะเริ่มการตรวจสอบที่โครงการรถดับเพลิงและโครงการรถบีอาร์ที

“ประภัสร์” ควงลูก-เมียหย่อนบัตร
ส่วนระหว่างวันของผู้สมัครแต่ละคนนั้น เมื่อเวลา 09.20 น. นายประภัสร์ จงสงวน ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานคร (กทม.) พร้อม นางดารณี น.ส.นภัสนันท์ จงสงวน ภรรยาและบุตรสาว เดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้งที่หน่วยเลือกตั้งที่ 13 เขตสาทร ถนนจันทร์ 24 ซึ่งทั้ง 3 คน พร้อมใจกันสวมเสื้อสีส้มเดินทางมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง

โดยนายประภัสร์ กล่าวว่า วันนี้ตื่นนอนเวลา 07.00 น. ถือว่า ได้พักผ่อนเต็มที่ หลังออกหาเสียงตลอดในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา ส่วนการเลือกตั้งมั่นใจการทำงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และเคารพการตัดสินใจของประชาชน ทั้งนี้ เมื่อคืนที่ผ่านมา มีเพื่อนและบุตรสาวอีกคนที่ศึกษาอยู่ที่อังกฤษ โทรศัพท์มาให้กำลังใจ

ทั้งนี้เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ระหว่างหาเสียงได้เข้าพบ นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่ง นายสมัคร ได้ให้กำลังใจ และในวันนี้หลังใช้สิทธิเลือกตั้งแล้ว ตนและครอบครัวรวมทั้งบิดา มารดา จะร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน เนื่องจากปกติในวันหยุดจะใช้เวลาอยู่กับครอบครัวอยู่แล้ว แต่ช่วงหาเสียงไม่มีเวลาอยู่ด้วยกัน จากนั้นจะไปดูภาพยนตร์ และเวลา 15.00 น. จะเดินทางไปที่พรรคพลังประชาชน (พปช.) เพื่อรอลุ้นผลคะแนน

“ชูวิทย์” ขอโทษและขอบคุณคนกทม.
ด้านนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) พร้อมภรรยา เดินทางใช้สิทธิเลือกตั้งที่หน่วยเลือกตั้งที่ 3 ภายในสวนเบญจสิริ เขตคลองเตย ด้วยสีหน้าที่แจ่มใส โดยกล่าวว่า หลังใช้สิทธิเลือกตั้งแล้วจะพักผ่อนกับครอบครัวไปเยี่ยมพ่อแม่ที่ จ.นนทบุรี จากนั้นช่วงบ่ายจะเข้าไปยังพรรคประชาธิปัตย์

ขณะที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เดินทางทำบุญตักบาตรที่วัดเบญจมบพิตรในช่วงเช้า ก่อนจะไปไหว้ศาลเจ้ามารดาที่โรงแรมเดอะเดวิส ถนนสุขุมวิท 24 โดยกล่าวว่า ได้ขอพรจากแม่ให้ดลใจคนกรุงเทพเลือกตนเข้ามาทำประโยชน์เพื่อบ้านเมือง ตนเป็นลูกคนสุดท้องที่ใกล้ชิดผูกพันกับแม่มาก พร้อมโชว์พระนารายณ์ทรงครุฑที่พกติดตัวไว้ ซึ่งได้มาจากวัดไตรมิตรวิทยารามวรวิหาร เพื่อความเป็นสิริมงคล จากนั้นได้สักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม และไปลงคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งที่ 84 แขวงและเขตดินแดง

นายชูวิทย์ กล่าวด้วยว่า ต้องขอโทษสื่อสำหรับการกระทำที่ผ่านมา และขอบคุณที่ได้ติดตามทำข่าวมาโดยตลอดช่วงหาเสียง โดยหลังปิดหีบ คน กทม.จะทราบผลคะแนนที่น่าจะไม่แตกต่างกันทั้ง 50 เขต เพราะคน กทม.เลือกตั้งด้วยกระแส ซึ่งระหว่างก่อนเวลา 15.00 น. ตนจะใช้เวลาทำภารกิจส่วนตัวกับครอบครัว เพราะไม่ได้พบหน้าลูกมานาน

“ดร.แดน”ขอทำงานเพื่อปชช.ต่อไป
นายเกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เดินทางออกจากบ้านย่านถนนนางลิ้นจี่ ไปใช้สิทธิเลือกตั้งที่หน่วยเลือกตั้งที่ 115 หน้าตลาดมหาสิน แขวงและเขตบางนา เมื่อเวลา 09.09 น.

นายเกรียงศักดิ์ กล่าวว่า ภูมิใจที่ได้ทำหน้าที่อย่างเต็มที่ ประทับใจในสิ่งที่ได้รับจากการตอบสนองของประชาชนระหว่างหาเสียงเลือกตั้ง เป็นสิ่งที่ตนจะไม่ลืมไปตลอดชีวิต จากนี้ไปไม่ว่าผลเลือกตั้งจะออกมาเป็นอย่างไร จะตั้งใจทำงานการเมืองต่อเพราะได้ตั้งปณิธานไว้ว่า จะใช้เวลาที่เหลือในชีวิตทำประโยชน์ให้แก่ประชาชน ส่วนจะเล่นการเมืองระดับชาติหรือไม่ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์บ้านเมืองในอนาคต โดยพร้อมจะร่วมงานกับพรรคการเมืองที่มีแนวคิดทำประโยชน์ให้ประชาชน แต่ไม่ยึดติดว่าจะเป็นพรรคการเมืองใด

ขณะที่นางลีนา จังจรรจา ผู้สมัครหมายเลข 7 ได้เดินทางไปไหว้ศาลหลักเมืองตั้งแต่ช่วงเช้า จากนั้นเดินทางไปใช้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. พร้อมบุตรชายทั้ง 2 คน คือ นายวิชชุ และ นายวินัย แสงพรศรีอรุณ เมื่อเวลา 10.00 น. ที่โรงเรียนสยามธุรกิจพาณิชยการ หน่วยเลือกตั้งที่ 5 แขวงพญาไท เขตราชเทวี พร้อมกล่าวว่า หลังจากใช้สิทธิเลือกตั้งแล้ว ตนจะเก็บตัว และช่วงเวลาหลังปิดหีบจะเดินทางไปรอลุ้นผลการนับคะแนน ที่ศาลาว่าการ กทม. อีกครั้ง เพื่อต้องการให้แน่ใจว่าการนับคะแนนเป็นไปด้วยความโปร่งใส

ปธ.กกต.ยันรับรองผลผู้ว่าฯใน7วัน
ด้านนายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. กล่าวว่า ขณะนี้ กกต.ได้รับเรื่องการทุจริตเลือกตั้งแล้ว 2 เรื่อง คือ เรื่องป้ายหาเสียงเลือกตั้ง และการแจกไว-ไฟ ส่วนอีก 1 เรื่อง อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะเข้าข่ายทุจริตการเลือกตั้งหรือไม่ ซึ่งการทุจริตเลือกตั้งในปีนี้ถือว่าน้อยกว่าการเลือกตั้งในปี 2547 จึงถือเป็นเรื่องที่ดี

ทั้งนี้ คาดว่าจะสามารถประกาศผลคะแนนเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการ ได้ก่อนเวลา 24.00 น. และมั่นใจว่าจะสามารถรับรองผลการเลือกตั้งได้ภายใน 7 วัน

นายประพันธ์ นัยโกวิท กกต.ด้านบริหารการเลือกตั้ง กล่าวว่า ผู้ที่จะมาเป็นผู้ว่าฯ กทม.คงจะต้องเจอกับงานหนัก เพราะมีปัญหาความเดือดร้อนที่ต้องได้รับการแก้ไขอยู่มาก ดังนั้น หากได้รับเลือกเข้ามาก็จะต้องคำนึงถึงนโยบายที่ได้หาเสียงไว้กับประชาชนที่ต้องปฏิบัติตามด้วย เพราะหากไม่ปฏิบัติตามก็เท่ากับผิดคำพูด และอาจนำไปสู่การถอดถอนออกจากตำแหน่งได้

ด้านนายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ กกต. เปิดเผยว่า จากการตรวจเยี่ยมพบว่าบางหน่วยเลือกตั้งมีการทำเอ็กซิทโพลในลักษณะสอบถามประชาชนก่อนลงคะแนน ซึ่งอาจเข้าข่ายหาเสียงได้ จึงกำชับผู้อำนวยการหน่วยเลือกตั้ง ดูแลและเตือนสำนักโพลต่างๆ