WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, October 7, 2008

จากรุ่งโรจน์สู่ร่วงโรย

บทความ โดย ปูนนก

จากรุ่งโรจน์สู่ร่วงโรย

หลังจากภาพที่ฉายออกมาให้เห็นเป็นระยะ ๆ นับจากที่ ท่านนายกสมชาย วงศ์สวัสดิ์โปรดเกล้าเข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจนถึงขณะนี้ แม้ว่าจะยังไม่ได้แถลงนโยบายกับสภาเลย แต่ผลงานที่ท่านนายกสมชาย ได้กระทำเพื่อก่อให้เกิดความสงบขึ้นในบ้านเมืองนั้นได้เห็นเป็นประจักษ์อย่างขัดเจนทีเดียว.... เริ่มจากที่ท่านนายกสายเหยี่ยวอย่างท่านสมัคร สุนทรเวช ได้เข้ามาเป็นผู้ถือธงนำทัพของ ส.ส. พรรคไทยรักไทยเดิม จนกระทั่งทำให้ พปช. สามารถฝ่าด่านอุปสรรคและแรงกดดันทุกอย่างจนสามารถเข้ามาเป็นแกนนำในการก่อตั้งรัฐบาลได้ในขณะนี้ นี่คือความสำคัญอันยิ่งยวดของท่านนายกสมัคร ที่ได้ประกอบคุณูปการไว้กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในประเทศไทยที่เข้าสู่ช่วงวิกฤติขณะนั้น

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าความขัดแย้งทางความคิดที่เริ่มขึ้นจากปลายปี 2548 เริ่มรุนแรงขึ้นเพราะการประท้วงของม๊อบ พธม. และการปะทะกันทางความคิดในการปกครองประเทศเพื่อให้พัฒนาไปสู่ความเป็นสากลได้จบลงเมื่อเกิดรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน 2549 ดูเหมือนว่าในห้วงเวลานั้นทุกอย่างได้หยุดชะงักลงและกำลังถอยหลังนำประเทศกลับไปสู่การเมืองการปกครองเมื่อ 40 ปีที่แล้ว เศรษฐกิจหยุดชะงัก, การท่องเที่ยวชะลอตัว, ตลาดหุ้นเริ่มลดลง พธม. กลายเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางและความเป็นไปภายในประเทศ ผู้นำ พธม. ที่สำคัญนายสนธิ ลิ้มทองกุล, พล.ต. จำลอง ศรีเมือง, นายสมศักดิ์ โกศัยสุข, นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์, นายพิภพ ธงไชย และนายสุริยะใส กตะศิลา เป็นประดุจผู้นำประเทศเรียกว่าต้องการสิ่งใดต้องได้ ใครไม่เห็นด้วยหรือชัดขวางจะต้องได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง และจะถูกโจมตีจากสื่อหรือแนวร่วม พธม. อย่างหนัก

ในห้วงเวลานั้น พธม. โดยแกนนำอาจหาญถึงขั้นยกขบวนไปปิดถนน ปิดสถานที่ราชการ ปิดสถานทูต หรือแม้กระทั่งไปปิดห้างสรรพสินค้าก็ทำได้โดยไม่มีใครกล้าทำอะไร ไม่ว่าจะเป็นตำรวจหรือแม้แต่รัฐบาลก็ได้แต่มองดูตาปริบ ๆ ประชาชนก็ต้องคอยหลีกเลี่ยงความเดือดร้อนกันเอาเอง เหมือนบ้านเมืองไร้ขื่อแปร มีเงินบริจาคนับร้อยล้านบาทในแต่ละเดือนมีมวลชนให้การสนับสนุนนับหลายหมื่น และในที่สุดเมื่อความรุ่งโรจน์ถึงที่สุดเหล่าแกนนำ พธม. ก็เลยคิดไปว่าประเทศนี้บ้านเมืองนี้เป็นของตนเองจริงๆ ไม่มีใครมาหาญกล้าต่อกรหรือทำอะไรได้ และแล้วจุดสุดยอดของความอาจหาญก็มาถึงในวันที่ 26 สิงหาคม 2551 โดยบุกเข้ายึดสถานีโทรทัศน์ NBT และในที่สุดก็เข้าไปยึดที่ทำงานของรัฐบาลคือทำเนียบรัฐบาล ทำเอารัฐบาลในขณะนั้นต้องระเห็จไปเร่ร่อนทำงานในที่ต่าง ๆ เหมือนนกขมิ้นไม่มีรังนอน พธม. ประกาศชัยชนะและเข้าใจว่าได้ยึดอำนาจรัฐเอาไว้ได้แล้ว......

เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจเป็นอย่างยิ่งว่าสิ่งที่ พธม. ยึดได้ก็คือ ตัวตึกที่ชื่อว่า บ้านนรสิงห์ หาใช่อำนาจรัฐตามที่เข้าใจไม่ และสุดท้ายก็ไปติดกับตัวเองอยู่ภายในทำเนียบรัฐบาลพร้อมกับสายโซ่ที่ผูกคอเอาไว้คือ หมายจับในคดีกบฏ และนับเนื่องเวลาที่ผ่านเลยไปเรื่อยๆ ตามวัฏฏะของสังสารวัตร ในที่สุดความเสื่อมก็มาถึงม๊อบ พธม. เข้าจนได้ จากที่เคยมีผู้เข้าร่วมชุมนุมนับหมื่นจำนวนผู้คนก็ลดลงเหลือจำนวนพัน และจากจำนวนพันก็เหลือจำนวนร้อย พร้อมด้วยคำก่นด่ากระหึ่มเมืองว่า เบื่อม๊อบพันธมิตร ด้วยกำลังกลายเป็นจำเลยของสังคมที่เป็นต้นเหตุให้เศรษฐกิจของชาติพังทลาย และจากคำกล่าวอ้างที่เคยอวดเอาไว้ว่า จะเกิดการนองเลือดถ้าแกนนำพันธมิตรถูกจับ ด้วยเหตุนี้ทันทีที่นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ และ พล.ต. จำลอง ศรีเมือง แกนนำคนสำคัญของ พธม. ถูกควบคุมตัว แรงกระเพื่อมอย่างรุนแรงเริ่มเกิดขึ้นกับม๊อบ พธม. ทันที

พธม. กำลังระดมพลครั้งใหญ่อีกครั้ง (ไม่รู้ว่าเป็นครั้งที่เท่าไรแล้ว) เพื่อกดดันให้มีการปล่อยตัวแกนนำทั้งสองคนโดยในครั้งนี้ข่มขู่ว่าจะไปปิดล้อมรัฐสภา, จะป่วนประเทศโดยปิดสนามบิน และอื่น ๆ แกนนำพันธมิตรอาจจะกำลังคิดว่าตนเองยังคงอยู่ในช่วงรุ่งโรจน์เหมือนเมื่อ 3 ปีที่แล้วกระมัง แต่น่าเป็นเรื่องจริงที่ว่าจากกระแสการตอบรับของมวลชนในเวลานี้ แนวร่วมพันธมิตรไม่ว่าจะเป็นใครต่างก็กำลังต่อสู้กับปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัวอย่างหนักไปทั่วโลก ดังนั้นจึงคงจะยากเสียแล้วกระมังที่จะจุดม๊อบให้รุ่งโรจน์ได้เหมือนเดิมอีกครั้ง และถ้าเกิดการเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงของม๊อบเพื่อกดดันรัฐบาลอีกครั้งจริงอย่างที่ว่าจริง ความอดทนของคนไทยในภาคส่วนอื่นซึ่งกำลังจะหมดลง คงจะไม่ยอมให้พันธมิตรทำได้ตามอำเภอใจเหมือนเดิมอีกแล้วละกระมัง เเละท่านนายกสมชายเองก็บอกตรงไปตรงมาว่าจะให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ซึ่งเพียงแค่ไม่กี่วันแกนนำ 2 คนก็ถูกจับกุมตัว เมื่อเป็นอย่างนี้แกนนำพันธมิตรและแนวร่วมที่พยายามจะทำลายชาติบ้านเมืองอย่างโจ่งแจ้งขณะนี้จะทำอย่างไร และจะมีแผ่นใดให้หลบหนีไปอยู่ได้บ้าง ก็ยังคงสงสัยอยู่

พระพุทธพจน์ขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสถึงสิ่งต่าง ๆ ที่บังเกิดในโลกว่าทุกสิ่งนั้นจะต้อง เกิดขึ้น...ตั้งอยู่...ดับไป ไม่มีสิ่งใดที่คงทนถาวร มีลาภก็มีเสื่อมลาภ......มียศก็เสื่อมยศ ม๊อบพันธมิตรและแกนนำพันธมิตรในเวลานี้ก็เช่นกัน คงจะต้องกล่าวได้แต่เพียงว่า อดีตนั้นเคยรุ่งโรจน์ปัจจุบันกลับสู่ความร่วงโรย เสียแล้ว

ปูนนก

จาก thaifreenews

Monday, October 6, 2008

ศาลอาญาเริ่มไต่สวนคำร้องยื่นขอฝากขัง พล.ต.จำลอง ผลัดแรกแล้ว

ศาลอาญา 6 ต.ค. - ศาลอาญาได้เริ่มไต่สวนคำร้องของพนักงานสอบสวนที่ยื่นขออำนาจศาลฝากขัง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ ผลัดแรกแล้ว

ส่วนบรรยากาศในห้องพิจารณาคดี ศาลได้อนุญาตให้ผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ ส่วนหนึ่งเข้าร่วมรับฟังการพิจารณาคดีด้วย ขณะที่อีกส่วนหนึ่งปักหลักให้กำลังใจ พล.ต.จำลอง ที่ด้านหน้าศาลอาญา ซึ่งได้เกิดเหตุวุ่นวายเล็กน้อย เมื่อมีหญิงที่มาติดต่อศาลตะโกนด่าทอและแสดงความไม่พอใจกลุ่มพันธมิตรฯ แต่ก็ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น เนื่องจากการ์ดพันธมิตรฯ ได้ขอความร่วมมือไม่ให้ตอบโต้ เพราะอาจเป็นการละเมิดอำนาจของศาลได้.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-10-06 11:51:28




‘ตุลากับพื้นที่ทางการเมืองในธรรมศาสตร์’


คอลัมน์ : ฮอตสกู๊ป

เนื่องในโอกาสครบรอบ 32 ปีเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 วิภา ดาวมณี ได้เขียนบทความชื่อ “ตุลากับพื้นที่ทางการเมืองในธรรมศาสตร์” ในเว็บไซต์ประชาไท มีเนื้อหาดังนี้

เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 นับเป็นจุดผกผันทางการเมืองครั้งสำคัญ ซึ่งบัดนี้ใครเป็นผู้วางแผน ก่อเหตุการณ์และสั่งฆ่านักศึกษา ประชาชนในวันนั้น ยังเป็นความลับดำมืดที่รอการชำระประวัติศาสตร์ ถ้าเราจะเข้าใจ 6 ตุลาคม 2519 ต้องเริ่มที่ 14 ตุลาคม 2516 กระแสการต่อสู้ที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม เป็นกระแสที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาพลังการผลิตแบบทุนนิยมภายใต้เผด็จการทหารหรือระบบทุนนิยมโดยรัฐ เช่นเดียวกับประเทศในเอเชียอาคเนย์เพื่อนบ้านของไทยเราอย่างอินโดนีเซีย

ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อฟื้นฟูบูรณะประเทศ และเอาใจสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นมหาอำนาจที่เข้มแข็งในขณะนั้น มีผลทำให้ชนชั้นกลางไทยขยายตัวอย่างรวดเร็ว ระบบทุนนิยมมีผลให้ระบบการศึกษาขยายตัวเพื่อสร้างมืออาชีพมาทำงานรับใช้ตลาด จำนวนนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยได้เพิ่มขึ้น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถูกทำให้เป็นตลาดวิชา ทำให้วิชาการที่มุ่งประสิทธิประศาสน์ความคิดประชาธิปไตย ได้เปลี่ยนไปเป็นมหาวิทยาลัยที่ผลิตข้าราชการมืออาชีพในหลากหลายสาขามากขึ้น จนปี 2511 วิทยากร เชียงกูล นักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ขณะนั้นได้ถามหาจิตวิญญาณของมหาวิทยาลัย และปลุกกระแสการแสวงหาความหมายกลับมาในบทกวี “เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน” ที่ว่า

“...ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง

ฉันจึง มาหา ความหมาย

ฉันหวัง เก็บอะไร ไปมากมาย

สุดท้าย ให้กระดาษ ฉันแผ่นเดียว...”
นักศึกษานักกิจกรรมในยุคนั้นต่างรู้จักดี กระแสความตื่นตัวทางการเมืองในเชิงอุดมคติตามแนวคิดสังคมนิยมสายต่างๆ ในช่วงสงครามเย็นมีผลกระทบต่อความคิดของคนหนุ่มสาวในประเทศไทยเป็นอย่างมาก ผนวกกับภาวะทางเศรษฐกิจที่เลวร้ายจากการคอร์รัปชั่นอันมโหฬารของชนชั้นปกครอง ส่งผลให้กระแสการต่อสู้เพื่อโค่นล้มเผด็จการทหาร ถนอม-ประภาส-ณรงค์ ทวีมากขึ้น อันนำไปสู่เหตุการณ์ 14 ตุลา ซึ่งผลของการต่อสู้ครั้งนั้นถือว่าประชาชนได้รับชัยชนะ

35 ปีมาแล้ว สังคมไทยอาจจะลืมเลือนคุณูปการของการต่อสู้ 14 ตุลา 2516 ไป ทั้งๆ ที่การลุกขึ้นสู้ของนักศึกษาประชาชนในครั้งนั้นได้เปิดโอกาสให้ประชาธิปไตยเบ่งบาน สายธารความคิด และอุดมการณ์อันหลากหลายได้กลับมามีที่ยืน เช่น การยกย่อง “อ.ปรีดี พนมยงค์ ผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” ให้ได้รับเกียรติที่คู่ควร มีการผลักดันกฎหมายคุ้มครองแรงงานและประกันสังคม การคัดค้านการประกวดนางสาวไทยหรือประกวดขาอ่อน ที่สะท้อนการกดขี่มอมเมาสตรี การขับไล่ฐานทัพอเมริกัน ต่อต้านการขึ้นค่ารถเมล์ การเรียกร้องของชาวนา หลายกิจกรรมและหลากกระบวนล้วนเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้

พลังคนหนุ่มสาวในมหาวิทยาลัยต่างตื่นตัวรับขานกระแสประชาธิปไตย นักศึกษาหลายพันคนพยายามลงสู่ชนบทเพื่อประสานตนเองกับชาวนา และเดินเข้าสู่โรงงงานเพื่อร่วมทุกข์ร่วมสุขกับกรรมกร ชาวสลัม คนจนเมือง และผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในสังคม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กลายเป็นที่รวมตัวของนักกิจกรรมจากทุกมหาวิทยาลัย จนชนชั้นปกครองที่ไม่ได้ถูกขับไล่ไปพร้อมกับเผด็จการทหารในอดีต เนื่องจาก 14 ตุลา ไม่ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจรัฐเก่า เพียงแต่เปลี่ยนโฉมหน้าชนชั้นปกครองและเปิดโอกาสให้พ่อค้านายทุนสัมปทานทั้งหลายเข้ามาแบ่งปันผลประโยชน์กัน พวกเขาเหล่านี้ร่วมกลุ่มการเมืองอนุรักษนิยมต่างเกรงกลัวจะสูญเสียอำนาจ จากการตื่นตัวของพลังนักศึกษาประชาชน

ปี 2518-2519 จึงเป็นปีที่กระบวนการสังหารกลุ่มก้าวหน้าดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทั้งผู้นำกรรมกร ชาวนา นักศึกษา อ.บุญสนอง บุณโยทยาน อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เลขาธิการพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทยก็ตกเป็นเหยื่อการลอบสังหาร เดือนสิงหาคม ปี 2519 เมื่อทรราชประภาสกลับเข้ามาในไทย และมีการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พวกอันธพาลการเมืองฝ่ายตรงข้ามก็สาดอาวุธเข้าไปในมหาวิทยาลัย และซักซ้อมเพื่อเตรียมการปราบใหญ่ จนก่อน 6 ตุลาคมไม่นานทรราช ถนอม กิตติขจร ก็ใช้การบวชเณรบังหน้ากลับเข้าไทยอีกครั้ง หลังจากถูกขับไล่ออกไปในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ชุมพร ทุมไมย และ วิชัย เกษศรีพงษา 2 พนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

ผู้ปฏิบัติงานของกลุ่มแนวร่วมต่อต้านเผด็จการในขณะนั้น ได้ออกไปปิดโปสเตอร์ขับไล่การกลับมาของทรราชถนอม ผลก็คือ เขาทั้งสองถูกตำรวจนครปฐม จับแขวนคอไว้กับรั้วที่หน้าโรงงานร้างแห่งหนึ่ง แล้วละครสะท้อนภาพความโหดร้ายของกลไกรัฐก็เริ่มต้นที่ลานโพธิ์ โดยกลุ่มนักศึกษาธรรมศาสตร์ เพื่อบอกกล่าวเพื่อนชาวธรรมศาสตร์ให้เข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จากวันนั้นการชุมนุมเพื่อต่อต้านทรราช จับฆาตกรโหด ก็ลุกลาม จนนักศึกษาประชาชนเรือนหมื่นมาชุมนุมกันในบริเวณมหาวิทยาลัย

…เช้าของวันที่ 6 ตุลา 2519 หลังจากระเบิดเอ็ม 79 ของบุคคลในเครื่องแบบถูกยิงมายังกลางสนามฟุตบอล ขณะที่กำลังมีการชุมนุมของนักเรียน นักศึกษา ประชาชน ทันทีที่ระเบิดตกลงมา หลายศพสังเวยการก่ออาชญากรรมของรัฐ นับแต่วินาทีนั้นกระสุนสงครามอีกหลายพันนัดจากกระบอกปืนของตำรวจ ได้กระหน่ำยิงลงมาจากกำแพงด้านพิพิธภัณฑ์ จนนักศึกษาประชาชนบริเวณหน้าหอใหญ่ตายเกลื่อน

ก่อนที่จะเปิดทางให้อันธพาลและกลุ่มจัดตั้งอย่างกระทิงแดง และลูกเสือชาวบ้าน ตลอดจนตำรวจนอกเครื่องแบบเข้าไปรุมทำร้ายผู้ร่วมชุมนุม ทั้งทุบตี ลากคอไปตามสนามฟุตบอล แขวนคอกับต้นมะขามสนามหลวง และเผานั่งยางทั้งเป็นด้านหน้ามหาวิทยาลัย โดยการกล่าวหาว่ามีการซ่องสุมอาวุธภายในมหาวิทยาลัย ลบหลู่เบื้องสูง และมีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์

เจตนารมณ์ของผู้สถาปนามหาวิทยาลัยเมื่อปี 2477 คือ ดร.ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเคยเป็นบุคคลต้องห้าม และตกเป็นเหยื่อของการถูกใส่ร้ายเกี่ยวกับสถาบันเบื้องสูงมาแล้วในสมัยหนึ่ง ก่อนจะกลับมาฟื้นคืนความสำคัญในฐานะรัฐบุรุษเช่นปัจจุบัน จุดประสงค์หลักที่สร้างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ขณะนั้นสร้างขึ้นเพื่อสนองตอบการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคใหม่ภายหลังการปฏิวัติ 2475 มหาวิทยาลัยจึงมีภารกิจในการสร้างบุคลากรที่มีความเข้าใจในกฎหมาย การเมืองและการปกครองเพื่อพัฒนาระบอบประชาธิปไตย และไม่แปลกที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของตำนานการต่อสู้ทางการเมืองหลายเรื่องราว

ภายหลังการจัดงานรำลึก 20 ปี 6 ตุลาในปี 2539 เจตนารมณ์ของวีรชนในเหตุการณ์ 6 ตุลา ได้รับการฟื้นฟูให้มีที่ยืนในสังคมไทยอีกครั้ง นักต่อสู้ ผู้เป็นเหยื่อ และผู้ผ่านเหตุการณ์ ได้รับการขนานนามว่า “คนตุลา” หลายคนต่างได้ดิบได้ดี มีตำแหน่งทางการเมืองทั้งในระดับชาติ และระดับท้องถิ่น สถานะ ฐานะทางเศรษฐกิจ และชีวิตเปลี่ยนไป ต่างความคิด หลากค่าย หลายสี

เพื่อตอกย้ำอาชญากรรมของรัฐ บัดนี้เข้าสู่ปีที่ 32 ของการรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลา หากมิใช่เพราะประชาชนร่วมกันสนับสนุน เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไปสร้างอนุสรณ์ 6 ตุลา ที่เหล่าวีรชนที่ถูกข้อกล่าวหาร้ายแรง จะสามารถสร้างขึ้นในประเทศไทย แต่เพราะทุกตารางนิ้วของธรรมศาสตร์ คือ ดินแดนแห่งเสรีภาพ ประติมานุสรณ์ 6 ตุลา จึงได้สร้างขึ้นอย่างสง่างาม พิธีเปิดประติมานุสรณ์ 6 ตุลา ในปีที่ 2543 ณ บริเวณสวนประวัติศาสตร์ ด้านหน้าหอประชุมใหญ่ เป็นพิธีเรียบๆ ง่ายๆ ที่ไม่ต้องมีคนใหญ่คนโต หรืออภิสิทธิ์ชนที่ไหนมาเป็นประธาน เสียงเพลงอินเตอร์เนชั่นแนลอันมีความหมายดังกระหึ่มบนพื้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

หลายปีผ่านมาผู้คนที่มาร่วมรำลึก ทั้งชาวประชาคมธรรมศาสตร์ นักศึกษา อาจารย์ นักวิชาการ ประชาชน และสื่อมวลชน ดูบางตา คนที่เดินผ่านประติมานุสรณ์แห่งนี้อยู่หลายครั้ง หลายคราว ไม่สนใจว่าเรื่องราวเบื้องหลัง ประติมานุสรณ์ที่สร้างขึ้นเพื่อการเรียนรู้ ตระหนัก และสำนึกถึงความสำคัญ จึงเป็นเสมือนก้อนหินขนาดใหญ่

ใครจะรู้ว่าครั้งหนึ่งประชาชนผู้เป็นสามัญชนทั้งหลายได้เสียสละชีวิตเพื่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย? 6 ตุลา คืออะไร? การชำระประวัติศาสตร์หน้านี้จะเริ่มเมื่อไร? พ่อแม่ที่สูญเสียลูกหลานไปในวันนั้นจะได้รับการเยียวยา ชดเชยหรือไม่ อย่างไร? การเมืองเรื่องพื้นที่ หรือพื้นที่ทางการเมืองเพื่อธำรงไว้ซึ่งอุดมการณ์ เจตนารมณ์ของวีรชน กระทั่ง อุดมการณ์ในการก่อตั้งมหาวิทยาลัยเมื่อ 75 ปีที่แล้ว ยังมีอยู่หรือไม่?

การเปลี่ยนแปลงนโยบายกระทั่งปรัชญาการศึกษา จากการเป็นมหาวิทยาลัยเปิดเพื่อสามัญชน คนยากคนจน ให้กลายเป็นการสร้างโอกาสทองของคนมีฐานะ และบริการลานจอดรถขนาดใหญ่ในวันนี้ อาจจะสะท้อนภาพการใช้พื้นที่ทางการเมืองของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี และยังบ่งบอกถึงกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของสังคมไทยในขณะนี้


คอลัมน์ : สวัสดีวันจันทร์


“...การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญๆ ของบ้านเมืองนั้น มักจะมีข่าวเล็ดลอดออกมาก่อนเสมอ ต่อเมื่อมีข่าวให้คนสนเท่ห์ใจแล้ว ก็จะมีการปล่อยข่าวให้ความสนใจนั้นหันเหไปเสียอีกทางหนึ่ง เพื่อกลบร่องรอยการคิดกระทำการจริง...”

ในหนังสือ สารคดีประวัติศาสตร์การเมืองไทย ตั้งแต่ ร.ศ.130 จนถึงปัจจุบัน เหตุการณ์ทางการเมือง 43 ปี แห่งระบอบประชาธิปไตย ที่เขียนโดย วิเทศกรณีย์ พิมพ์จำหน่ายเมื่อปี 2518 ซึ่งข้าพเจ้านำมาถ่ายทอดสู่ท่านผู้อ่านวันจันทร์ที่แล้วนั้น เป็นบทที่ 3 ของหนังสือซึ่งมีหัวข้อเรื่องว่า ‘ลางร้ายใกล้ปฏิวัติ’

ในวันนี้ข้าพเจ้าขอคัดความจากบทที่ 4 ซึ่งมีชื่อว่า เริ่มงานสมโภชพระนคร มาถ่ายทอดให้อ่านต่อไปอีกสักหนึ่งบทดังนี้

...จะเป็นเพราะผู้ใดใครก็ตาม ได้พยากรณ์ไว้ว่า “พระราชวงศ์จักรีจะหมดอำนาจเมื่อครบ 150 ปี” หรือจะเป็นเพราะเหตุใดก็ตาม ในที่สุดงานฉลองครบครอง 150 ปี ซึ่งพระราชวงศ์จักรีได้ปกครองประเทศสยามมานั้น ก็ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 6 เมษายน พุทธศักราช 2475 งานมหกรรมสมโภชครั้งนี้นับว่าเป็นงานใหญ่โตมโหฬารสมพระเกียรติทุกประการ นอกจากงานสมโภชพระมหานครแล้ว ยังมีการเฉลิมฉลองอนุสาวรีย์พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และสะพานปฐมบรมราชานุสรณ์เข้าอีกงานหนึ่ง จึงนับว่าเป็นงานเกรียงไกรมโหฬาร ยิ่งกว่าการจัดงานใดที่แล้วมาในงานอดีต และก็เป็นวาระสุดท้ายของการจัดงานจากราชตระกูลใดๆ อีกด้วย

ในการจัดงานมหกรรมสมโภชอันยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ ได้จัดให้มีงานมหรสพขึ้นหลายอย่างหลายชนิด และมีการประดับประทีปโคมไฟสว่างเจิดจ้าไปด้วยแสงไฟหลากสีกรุงเทพพระมหานครกลายเป็นเมืองแมนแดนสวรรค์อันน่าพิสมัย และที่อนุสาวรีย์พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกด้วยแล้วได้ประดับประดาไว้อย่างวิจิตรตระการตาน่าทัศนาเป็นอย่างยิ่ง ส่วนสะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ก็เช่นกัน ได้มีการประดับประดาดวงประทีปโคมไฟ ดูแพรวพราวเจิดจ้าสว่างไสวสง่างามเป็นอย่างยิ่ง
ประชาชนทั่วพระราชอาณาจักรได้พากันหลั่งไหลมาจากทิศานุทิศอย่างมืดฟ้ามัวฝน เรือแพนาวาในลำน้ำเจ้าพระยาที่คลองหลอด คลองมอญ และคลองอื่นๆ ปรากฏว่าจอดอยู่แน่นขนัดไปหมด เพื่อมาชมงานอันยิ่งใหญ่มโหฬารในครั้งนี้

ตามถนนสายต่างๆ ในกรุงเทพฯ มีประชาชนยัดเยียดกันที่สุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนเลยในประวัติศาสตร์ ที่บริเวณท้องสนามหลวงด้วยแล้ว ยิ่งแออัดยัดเยียดกว่าที่อื่นๆ ท่ามกลางความสับสนอลหม่านของประชาชน มีผู้ปล่อยข่าวว่าจะมีเหตุร้ายในงานนี้ ประชาชนพากันแตกตื่น ทำเอาตำรวจต้องรักษาการกันอย่างเคร่งเครียด

ข่าวอกุศลที่โจษขานแพร่สะพัดอยู่ในขณะนั้น อาจเป็นเพราะว่านายพลเอกพระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม จะคิดทำการปฏิวัติโค่นล้มพระราชบัลลังก์พระเจ้ากรุงสยาม และมีข่าวลือกันเอิกเกริกเกรียวกราวว่า จะเปลี่ยนการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบบ “Aristocracy Dictator Ship” (อำมาตยาธิปไตย) การปล่อยข่าวครั้งนี้นัยว่าเป็นกุศโลบาย และกลยุทธ์ของพระยาพหลฯ พระยาทรงสุรเดช ทั้งนี้ เป็นความประสงค์ที่จะให้รัฐบาลในยุคนั้นมีความเข้าใจไขว้เขว และปิดบังอำพรางการคิดปฏิวัติของตัวเสีย ประการสำคัญที่สุดก็คือว่า ต้องการที่จะให้ทหารและตำรวจอดตาหลับขับตานอน เพื่อระแวดระวังเหตุการณ์ร้ายที่จะอุบัติขึ้น

การปล่อยข่าวครั้งนี้นับว่าได้ผล ทางราชการโดยเฉพาะพระยาอธิกรณ์ประกาศ อธิบดีกรมตำรวจ ปักใจเอาว่า ถ้าหากจะมีการปฏิวัติเกิดขึ้นในระหว่างการจัดงานสมโภชพระนครแล้ว จะเป็นใครมิได้เลยนอกจากพระองค์เจ้าบวรเดช เหตุผลที่พระยาอธิกรณ์ประกาศปักใจเชื่อลงไปเช่นนั้น ก็มีเหตุผลอยู่ว่า พระองค์เจ้าบวรเดชอดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหมได้ทรงลาออกจากเสนาบดีกระทรวงกลาโหม เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2474 เรื่องอันเกี่ยวกับขอเลื่อนขั้นเงินเดือนนายทหารจำนวน 93 คน ปัญหาเรื่องนี้ได้นำขึ้นเสนอเสนาบดีสภาพิจารณา แต่ที่ประชุมไม่อนุมัติ เรื่องนี้จึงตกไป เพราะเป็นการขัดกับระเบียบการที่ใช้ออกเป็นคำสั่งไปแล้ว ห้ามมิให้เลื่อนขั้นเงินเดือนแก่ราชการทั้งปวง เพราะเกิดภาวะเงินฝืด หรือ “Deflation”

พระองค์เจ้าบวรเดช ทรงเสียพระทัย จึงได้ตัดสินพระทัยกราบถวายบังคมลาจากตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงกลาโหม ทางสำนักงานราชเลขาธิการ แล้วในที่สุด เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิจ ผู้สำเร็จราชการรักษาพระนครในบัดนั้น จึงได้ส่งราชโทรเลขกราบถวายบังคมทูลพฤติการณ์ไปยังพระเจ้ากรุงสยาม ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา พระเจ้ากรุงสยามได้มีพระราชโทรเลขมาจากสหรัฐอเมริกา ถึงผู้สำเร็จราชการรักษาพระนคร ให้ออกได้ตามความประสงค์ และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ นายพลโทพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอลงกฏเสนาบดีการทหารบกในขณะนั้น เป็นเสนาบดีแทนพระองค์เจ้าบวรเดช

ในการพ้นตำแหน่งของพลเอกพระองค์เจ้าบวรเดชครั้งนี้เห็นทีว่า ผู้สำเร็จราชการรักษาพระนครคงจะหวั่นเกรงอิทธิพลของพระองค์เจ้าบวรเดชอยู่บ้างไม่มากก็น้อย และผู้สำเร็จราชการรักษาพระนครก็ทรงตระหนักดีอยู่แล้วว่า พระองค์เจ้าบวรเดชมีความมักใหญ่ใฝ่สูง มีความทะเยอทะยาน (Ambition) อย่างแรงกล้า และพระองค์เจ้าบวรเดชชอบทำอะไรตามใจตัว และทรงเชื่อถือสมรรถภาพและประสิทธิภาพของตัวเองมากเกินไป และดูเหมือนว่าเป็นเจ้าองค์เดียวเท่านั้นที่มีความฝักใฝ่และนิยมชมชื่นในระบอบประชาธิปไตย

จากสิ่งแวดล้อมและพฤติการณ์ดังกล่าวมานี้ จึงทำให้รัฐบาลในยุคนั้นแน่ใจยิ่งขึ้นว่า ข่าวลือจะมีการปฏิวัติในวันเฉลิมฉลองวันครบ 150 ปี ที่พระราชวงศ์จักรีปกครองประเทศสยามมานั้น เห็นจะเป็นพระองค์เจ้าบวรเดชนี่เอง นายพลโทพระยาอธิกรณ์ประกาศอธิบดีตำรวจ ได้ส่งสายลับออกดมกลิ่นอายปฏิวัติ ตลอดจนการเคลื่อนไหวของพระองค์เจ้าบวรเดช และนายทหาร 93 คนที่พระองค์เจ้าบวรเดชขอให้ขึ้นเงินเดือน แต่ก็ผิดหวัง ไม่เห็นมีการเคลื่อนไหวใดๆ เกิดขึ้นเลย พระองค์เจ้าบวรเดชก็ประทับอยู่ในพระราชวังอย่างปกติ ส่วนนายทหารที่ใกล้ชิดกับพระองค์เจ้าบวรเดช ซึ่งคาดหมายว่าจะร่วมกันคบคิดทำการปฏิวัติก็ปราศจากวี่แวว หรือมีการเคลื่อนไหวด้วยประการใดทั้งสิ้น ข่าวลือว่าจะมีเหตุร้ายในวันสมโภชพระนคร พลโทพระยาอธิกรณ์ประกาศ อธิบดีตำรวจ จึงเห็นว่าเป็นข่าวเหลวไหลไร้สาระหาความจริงอะไรมิได้เลย...

จากบทความอันเป็นประวัติศาสตร์นี้ เราจะเห็นได้ว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญๆ ของบ้านเมืองนั้นมักจะมีข่าวเล็ดลอดออกมาก่อนเสมอ ต่อเมื่อมีข่าวให้คนสนเท่ห์ใจแล้ว ก็จะมีการปล่อยข่าวให้ความสนใจนั้นหันเหไปเสียอีกทางหนึ่งเพื่อกลบร่องรอยการคิดกระทำการจริง

กรณีการยึดอำนาจการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 ก็เช่นเดียวกันท่านผู้อ่านจะเห็นว่า การปล่อยข่าวให้คนหันเหความสนใจไปในทางที่ว่า พระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม จะเป็นหัวหน้าทำการยึดอำนาจ เมื่อความสนใจหันเหไปทางนั้น ทางฝ่ายคณะราษฎร์ซึ่งจะทำการจริง ก็ลงมือกระทำได้โดยสะดวก
ประวัติศาสตร์คงจะให้ประโยชน์อยู่บ้างสำหรับคนที่สนใจศึกษาประวัติศาสตร์

วีระ มุสิกพงศ์

สัญญาณที่ดี !


คอลัมน์ : ละครชีวิต

ช่วงนี้ตื่นนอนมาสัมผัสอากาศในยามเช้าแล้วก็รู้สึกว่าเริ่มมี “ลมหนาว” ผ่านเข้ามาให้กระชุ่มกระชวยกันบ้างแล้ว

เรียกได้ว่าเข้าสู่ไฮซีซั่น ช่วงเวลาต่อจากนี้ไปก็ใกล้จะถึงเทศกาลแห่งความสุขกันแล้ว

ปี 2551 ถือว่าเป็นปีที่คนไทยต้องเผชิญกับความเลวร้ายมาทั้งปี แม้ว่าหลังจากการเลือกตั้งทั่วไปได้ “พรรคพลังประชาชน” เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ตามวิถีทางระบอบประชาธิปไตย

แต่ก็ไม่ได้ทำให้บ้านเมืองคลี่คลายความตึงเครียด แถมยังแย่ลงกว่าเดิม

จนกระทั่งเมื่อ 4 วันที่ผ่านมามี “ข่าวดี” ที่ทำให้รู้สึกว่าความขัดแย้งทางการเมืองในบ้านเราเริ่มมีทางออก

หลังจาก พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ได้ถูกตำรวจจับขณะออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ณ โรงเรียนเศรษฐเสถียร ถ.พระราม 5 เขตดุสิต

พล.ต.จำลอง ถูกนำตัวไปขังที่กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นสถานที่เดียวกันกับที่เมื่อวันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม ตำรวจได้จับ นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ และนำไปฝากขังต่อศาลด้วยหมายจับข้อหาเป็น “กบฏในราชอาณาจักร”

การจับกุม 2 แกนนำพันธมิตรฯ ที่โดนข้อหา “กบฏ” น่าจะเป็นสัญญาณที่ดี เพราะขณะนี้คนส่วนใหญ่กำลังเบื่อการประท้วงของพันธมิตรฯ ที่ยืดเยื้อยาวนาน และเรียกร้องผลประโยชน์เกินสมควร

วันนี้ ...5 ตุลาคม 2551 เหลือเพียงอีก 1 เดือนกว่าๆ ก็จะถึงงานสำคัญมากในประเทศไทย

ผมและเพื่อนๆ ร่วมอุดมการณ์ล้วนจดจ่อรอคอยที่จะขอแสดงความจงรักภักดีเป็นครั้งสุดท้าย

ด้วยการเป็นส่วนหนึ่งของงานส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ซึ่งรัฐบาลกำหนดจัดในวันที่ 15 พฤศจิกายน ที่จะถึงนี้

วันเวลางวดมาทุกทีแล้ว ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบการก่อสร้างพระเมรุต่างเร่งมือกันร่วมแรงทำงานกันอย่างเต็มความสามารถ

พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ เป็นงานที่ยิ่งใหญ่มากเพราะจะมีแขกบ้านแขกเมือง เดินทางมาร่วมงานอย่างมากมาย

ด้วยเหตุผลประการนี้ เราจึงไม่ควรปล่อยให้บรรยากาศทางการเมืองต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้

ไม่ควรปล่อยให้มีการประท้วงขับไล่รัฐบาล ทำลายภาพลักษณ์ประเทศไทยให้กลายเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน

เพราะถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป ไม่รู้ว่าใครจะกล้าเดินทางเข้ามาบ้านเรา

นอกจากนี้ หลังจากพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพเสร็จสิ้นลง อีก 20 วันต่อมาก็เป็นวันสำคัญคือวันที่ 5 ธันวาคม

เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เป็นช่วงเวลาที่คนไทยต่างรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระเมตตาคุณแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีความห่วงใยต่อพสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอด

บรรยากาศในช่วงเดือนธันวาคมของทุกๆ ปี จึงเป็นเดือนที่ทุกคนมีความสุขมากที่สุด

เพราะมีงานสำคัญ และ ใกล้ถึงเทศกาลปีใหม่

ดังนั้นเมื่อมีสัญญาณที่ดีขึ้น จากนี้คงไม่มีม็อบออกมาประท้วงทำลายประเทศ หากใครดื้อด้านก็ขอให้สังคมช่วยกันประณาม!

ลวดหนาม


คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

** สวัสดีท่านผู้อ่านหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน ฉบับที่ถือในมือท่านเล่มนี้ เป็นฉบับที่ 254 วันจันทร์ที่ 6 ตุลาคม 2551 วันประวัติศาสตร์ของประชาชาติไทย ผู้รักและต่อสู้ปกป้องการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ต้องหลั่งเลือด พลีชีวิต !!! ... วันนี้ แทง แทนไท รับอาสามาแทน “จงรัก ภักดีราช” ที่มีภารกิจเร่งด่วน...

** 6 ตุลามหาวิปโยค (6 ตุลาคม 2519) ถือเป็นวันสำคัญของฝ่ายประชาธิปไตย มาปีนี้ 2551 ครบรอบ 32 ปี พอดิบพอดี ได้รับข่าวดีของคนฝั่งฝาประชาธิปไตยเสียที กับสิ่งที่เกิดขึ้นมาในช่วง 3 วัน นั่นคือการจับกุม 2 ใน 9 แกนนำพันธมารธิปไตย ในข้อกล่าวหาเป็นกบฏในราชอาณาจักร ล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้ความกล้าหาญไปรวบตัวมาได้ ท่ามกลางกระแสวิจารณ์หนาหูทีเดียวว่า เรื่องนี้มันชักจะ ยังไง... ยังไง... เพราะ มันง่ายพิลึก

** กบฏคนแรกที่โดนจับ ตำรวจบอกว่าเพื่อต้องการเทสต์กระแส ซึ่งไม่มีมวลชนไปปิดล้อมที่ กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน ภาค 1 คลอง 5 ปทุมธานี มีคนเพียงหยิบมือ ไม่ถึง 100 คน เท่านั้นเอง แสดงว่าได้ผล ประชาชนคนไทยเริ่มหูตาสว่าง คนทำดีย่อมได้ดี คนทำชั่วย่อมได้ชั่ว คนที่เดินไปนอกวิถีทาง ประพฤติปฏิบัติตัวเป็นพวก “นอกรีต” เบียดบังพระพุทธศาสนา อ้างพระสัมมาสัมพุทธะ มาเคลื่อนไหวมวลชน จำไว้ว่าจะต้องไปลงนรกหมกไหม้ ...แทง แทนไท... ระลึกเสมอว่า สักวันหนึ่ง …“ฟ้าเบื้องบน” จะต้องมองเห็น...และ ไม่เอาไว้!!!

** แทง แทนไท เตือนมาตลอดเวลาว่า พันธมิตรฯ พันธมารธิปไตย อย่า เหิมเกริม ให้มากนัก ไปหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไปกล่าวหาว่าร้ายเจ้าหน้าที่ว่าเป็น “ซ่องโจร” ไป กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวหาข้าราชการกระทรวงนี้ “ขายชาติ” ล่าสุด “โฆษกสาว” กินดีหมีที่ไหนมาไม่ทราบได้ บังอาจวิพากษ์วิจารณ์เรื่องเจ้านาย เจ้าฟ้า เจ้าแผ่นดิน ที่คนไทยเคารพรัก ที่ท่านพระราชทานเงินช่วยเหลือข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศ ทั้งที่พระองค์ทรงมีพระเนตรพระกรรณ กว้างไกล ... แบบนี้ คนไทย 63 ล้านคน ต้องช่วยกันเอาเท้าไปลบรอยตีนกา บนใบหน้านางโฆษกปากมอม คนนี้...สัก หน่อย ใช่...ไม่ใช่ พ่อแม่พี่น้อง หรือจะต้องถาม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ... ตรวจสอบเทปช่วงเช้าของวันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม 2551 ในทำเนียบรัฐบาล ... มันมี พฤติกรรมจาบจ้วง อหังการ เหิมเกริม ดังว่านี้...จริงไหม ควรจะ ดำเนินการอย่างไร???

** ตอนนี้ คนไทยกำลังลุ้น ผลการจับกุม กบฏคนที่ 2 ที่ถูกรวบคาคูหาเลือกตั้ง ว่ามีเลศนัยอะไรหรือไม่ เป็นแผน ลับ ลวง พราง หรือเปล่า? ที่ต้องการจะปลุกคนขึ้นมาอีก แต่ แทง แทนไท คิดว่า มหา 5 ขัน อยากลองดีมากกว่า เพราะเมื่อวันก่อนยังทำเป็นปากดี บอกว่า บิ๊กจิ๋ว โดนเซาะ จากบางกลุ่มในพรรคพลังประชาชน วิเคราะห์การเมืองเป็นฉาก หวังให้แตกแยกในรัฐบาลอีกหรืออย่างไรไม่ทราบได้ แต่...เมื่อต้องไปโดนเข้าคุก คราวนี้รู้หรือยังว่า “การข่าว...มหา 5 ขัน” ผิดเพี้ยน ขนาดหนัก โดนเองแบบนี้อยากรู้จังเลย...ที่บอกว่า “บิ๊กจิ๋ว” ไม่รู้เรื่อง จับแกนนำที่มาเพ่นพ่านข้างนอก อีกหรือไม่ พันธมิตรฯ คงต้องเปลี่ยนเป็น พันธโจ๊ก ซะล่ะมั้ง เรื่อง ฮา...ฮา... แบบนี้ แต่ ความจริงหนีความจริงไปไม่พ้น !!!

** รัฐบาล และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อย่าไปคิดมาก ท่านทำถูกต้องตามกฎหมายบ้านเมือง นั่นแหละดีที่สุด และ นายทหาร คนไหนที่จะสร้างสถานการณ์ ก่อกวนบ้าน ก่อกวนเมือง ขอให้ระลึกไว้ว่า ประเทศไทยไม่ใช่ของคนคนเดียว ประเทศไทยไม่ใช่ของ จปร.บางรุ่น บางคน เท่านั้น การใช้วิธีการนอกรีต นอกทาง มา ปกป้องคนคนเดียว!!! ทั้งที่ประเทศไทยเป็นของประชาชน 63 ล้านคน !!! คราวนี้ใครสร้างสถานการณ์ปะทะนองเลือดรับรอง ไม่มีแผ่นดินอยู่ถาวร ไม่มี “นิรโทษกรรม” ไม่มี “ล้างมลทิน” ใครที่คิดจะทำ หยุดเสีย เดี๋ยวจะหาว่า “แทง แทนไท” ไม่เตือน!!!

** มาเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีเงื่อนปมมาให้คิดกันอีกแล้ว เพราะกลายเป็น 2 แนวทาง ในขณะนี้ คือ แนวทางแรก เสนอมาตั้งนานนมเน คือร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ของฝ่ายประชาชน ที่เป็นองค์กร ที่เรียกกันว่า คปพร. หรือ คณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ซึ่งมี อ.จรัล ดิษฐาอภิชัย เป็นประธาน (สื่อหลายฉบับบอกเป็นของ นพ.เหวง โตจิราการ ไม่รู้ไปอยู่ขุมไหนมา ทำการบ้านมาหรือเปล่า) ในขณะนี้บรรจุในระเบียบวาระของที่ประชุมรัฐสภาแล้ว ส่วนอีกร่างหนึ่งยังไม่ได้ปฏิสนธิ คือ สสร.3 ที่รัฐบาลและรัฐสภา โดยที่เป็น นักการเมือง กำลังคิดจะ “มัดมือชก” ประชาชน นักวิชาการอดีตสมุนโจราธิปไตย ยุแยงตะแคงรั่ว ประกาศเห็นด้วย เพราะหวังจะเข้ามาสืบทอดอำนาจอีก

** เรื่องนี้ แทง แทนไท เตือนทุกฝ่าย อย่า! แม้แต่จะคิด ในการที่จะ ดูถูกประชาชน เพราะ ประชาชนหลายหมื่นคน เขา เข้าตามตรอก ออกตามประตู กฎหมายให้เสนอชื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 50,000 ชื่อ ทำไมจึงมาให้สัมภาษณ์ในทางชี้นำกันว่า ให้ชะลอบ้าง ไม่เห็นชอบบ้าง อย่าลืมว่า หากตั้ง สสร.3 ใช้เวลาเร็วที่สุดคือ 1 ปี ที่จะแก้ไขเสร็จ วันนั้น รัฐบาล และ รัฐสภา ตรวจดู “อายุขัย” และ “อายุคาด”หรือเปล่า พวกท่านมีเวลาอย่างมากแค่ 3 เดือน เท่านั้น แล้วจะไป ตั้ง สสร.3 ให้เวลามันยืดยาวกันทำไม เหตุผล เป้าหมาย ของ การตั้ง สสร.3 คืออะไรกันแน่ มันจะแก้ไขวิกฤติอะไร ขณะที่ร่างของ คปพร.จะแก้ปัญหาได้ทันที ยุติปัญหาเทคนิคทางการเมือง ...ได้ทั้งหมด

** ในเมื่อร่างของประชาชน บรรจุวาระแล้ว รัฐสภาควรจะหยิบขึ้นมาพิจารณา ได้อย่าง ไม่ต้องขวยเขิน เพราะเป็น ร่างที่มีที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริง และ ที่สำคัญคือ รวดเร็ว เอารัฐธรรมนูญ 2540 กลับมา จะมีแต่เรื่อง ...ดี ...ดี ...ดี ปัญหา เรื่องยุบพรรค ปัญหาเรื่อง รมว.ต่างประเทศ จะไปลงนาม ปัญหาเรื่องวุฒิสมาชิกลากตั้ง ปัญหาเรื่องรัฐบาลอ่อนแอ ปัญหาเรื่องที่มาองค์กรอิสระที่เป็นกลางและเป็นธรรม ปัญหาเรื่องความแตกแยกในชาติ และ ปัญหาเรื่องความสง่างาม จะหมดไป แถมได้ พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ เสริมเพิ่มเข้ามาอีกด้วย ไอ้พวกมารศาสนา จะได้หมดเนื้อนาบุญ ฉิบหายตาย-ห่...ะ ...ไปจากเมืองไทย ... เสียที



เกียรติตำรวจของไทย


คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

เกียรติตำรวจของไทย เกียรติวินัยกล้าหาญมั่นคง
ต่างซื่อตรง พิทักษ์สันติราษฎร์นั้น
ถึงตัวจะตายก็ช่างมัน มิเคยคำนึงถึงชีวัน
เข้าประจันเหล่าร้าย เพื่อประชา
ไม่ยอมเป็นมิตร ผู้ผิดกฎหมาย
ปราบโจรผู้ร้าย กล้าตายเรื่อยมา
เนื้อของเราเราเชือด พร้อมทั้งเลือดเราพลี
เอาชีวีของเราเข้าแลกมา เพื่อให้ประชาดำรง...สุขสถาพรชัย
เกิดมาแล้วต้องตาย ชาติชายเราไว้ลายตำรวจไทย
ช่วยประชาไม่ว่าหนไหน เป็นมิตรด้วยดวงจิตสดใส... เราอยู่ไหนประชาอุ่นใจทั่วกัน

ปราบภัยและผองพาลให้เข็ดขาม เราปราบปรามเสริมความสุขสันต์เหล็กที่แกร่งกล้านั้นเราฝึกกายาทุกวัน แข็งกว่าเหล็กนั้น ตำรวจไทย มาร์ชพิทักษ์สันติราษฎร์ ทำนองประพันธ์โดย นารถ ถาวรบุตร เนื้อร้องโดย แก้ว อัจฉริยะกุล แต่งขึ้นก่อนปี พ.ศ.2500

ครูนารถ ถาวรบุตร แต่งเพลงนี้ขึ้นโดยคำสั่งของ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจในขณะนั้น โดยมีเงื่อนไขว่า จะแพ้เพลงมาร์ชกองทัพบกไม่ได้เป็นอันขาด ซึ่งท่านก็สามารถแต่งสำเร็จได้ในเวลาไม่นานนัก

พล.ต.อ.เผ่า ประทับใจกับผลงานชิ้นนี้มาก โดยเฉพาะเนื้อร้องในท่อน "เกิดมาแล้วต้องตาย? ?ชาติชายเราไว้ลายตำรวจไทย..." ถึงกับมอบรางวัลให้ครูนารถเป็นเงินปึกหนึ่ง

วันนี้ ตำรวจได้พิสูจน์แล้วว่าเป็นผู้พิทักษ์สันติราษฎร์อย่างแท้จริง ในการใช้ความเข้มแข็ง กล้าหาญ เข้าทำการจับกุม 2 ใน 9 แกนนำกบฏคนสำคัญ ที่ยึดสถานที่ราชการหลายแห่ง และทำเนียบรัฐบาล หลายวันมาแล้ว สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้คน

การตัดสินใจปฏิบัติการเข้าจู่โจม จับกุมในครั้งนี้ ไม่มีการเสียเลือดเนื้อชีวิตใดๆ ทั้งสิ้น มีกระแสเสียงวิจารณ์

บ้างก็ว่า เป็นการทำลายนโยบายความสมานฉันท์

บ้างก็ว่า เป็นการเตะตัดขารองนายกรัฐมนตรีท่านหนึ่ง

บ้างก็ว่า เป็นการทดสอบกระแส

บ้างก็ว่า ซูเอี๋ยกัน แกล้งให้จับ

แต่...การที่ตำรวจตัดสินใจดำเนินการใช้ความเด็ดขาดในเรื่องเสียทีหนึ่ง เป็นเรื่องที่ถูกต้องเหมาะสม และสมควรจะกระทำเป็นอย่างยิ่ง วัน เวลา เหมาะสม สถานการณ์สุกงอม เพราะจะไปเจรจาความกับผู้ร้าย อาชญากร คงไม่ได้

งานนี้ “ทหาร” ที่ว่าแน่ๆ มีสรรพกำลัง อาวุธ ยังต้องถอยร่นไม่เป็นกระบวนท่า ช่วงการประกาศใช้ พ.ร.บ.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน

การที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติตัดสินในชาร์จ 2 ใน 9 แกนนำ ถือว่าเป็น ผลงานชิ้นโบแดงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติทีเดียว สมแล้วดังคำสร้อยของเพลงที่ว่า...

“ไม่ยอมเป็นมิตร ผู้ผิดกฎหมาย

ปราบโจรผู้ร้าย กล้าตายเรื่อยมา

เนื้อของเราเราเชือด พร้อมทั้งเลือดเราพลี

เอาชีวีของเราเข้าแลกมา เพื่อให้ประชาดำรง...สุขสถาพรชัย”


แนะพลิกวิกฤติสหรัฐดันท่องเที่ยว-ส่งออก


นายโอฬาร ไชยประวัติ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงวิกฤติการเงินของสหรัฐอเมริกาและยุโรปว่า ต้องเร่งป้องกันไม่ให้วิกฤติการเงินส่งผลกระทบในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม ยืนยันสถาบันการเงินของไทยไม่มีการปล่อยสินเชื่อด้อยคุณภาพ ส่วนการซื้อตราสารหนี้ด้อยคุณภาพมีไม่มากนัก และไม่ส่งผลกระทบถึงกับไม่มีการปล่อยกู้

ขณะที่จะต้องมีมาตรการป้องกันไม่ให้นักลงทุนในตลาดหุ้นมีความตกใจ โดยคนไทยควรเข้าซื้อหุ้นดีราคาถูกในช่วงนี้ พร้อมย้ำว่าไทยควรเปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส โดยเริ่มจากธุรกิจท่องเที่ยวและการส่งออก โดยเร่งส่งออกไปยังจีนและอินเดีย โดยคิดเป็น 80 เปอร์เซ็นต์ ทดแทนตลาดสหรัฐอเมริกาและยุโรป ที่มีสัดส่วนร้อยละ 20 ซึ่งเริ่มจะลดลง

นายโอฬาร กล่าวอีกว่า นอกจากนี้จะต้องฉวยโอกาสทำการค้าระหว่างกันเองในเอเชียและทวีปอื่นที่ไม่ประสบปัญหา จากนั้นต้องสร้างความเชื่อมั่นให้คนในประเทศจับจ่ายใช้สอยตามปกติ

มช.ปิดประตูไม่รับพธม.


นายสุริยันต์ ทองหนูเอียด และนายเฉลิมพล แซมเพชร ผู้ประสานงานพันธมิตรจังหวัดเชียงใหม่ ได้สอบถามถึงเหตุผลที่ทางผู้บริหารมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ยกเลิกการอนุญาตให้พันธมิตรจังหวัดเชียงใหม่และเครือข่ายองค์กรประชาชนภาคเหนือใช้สถานที่โรงละครหอศิลปะและวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ สำหรับจัดเวทีเสวนาวิชาการเรื่อง“ข้อเสนอต่อสังคมการเมืองในสถานการณ์ปัจจุบัน”

โดยรศ.ดร.พงษ์อินทร์ รักอริยะธรรม รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุว่า มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดกว้างทางวิชาการ และพร้อมให้การสนับสนุนทุกกิจกรรมทางวิชาการที่เป็นประโยชน์

“การยกเลิกการอนุญาตการจัดกิจกรรมของพันธมิตรจังหวัดเชียงใหม่นั้น เป็นเพราะประเมินแล้วว่ามีความเสี่ยงที่อาจจะมีความเสียหายเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะต่อชีวิตและร่างกายของผู้ที่เข้าร่วมกิจกรรม จึงได้มีการยกเลิก”รศ.ดร.พงษ์อินทร์ กล่าว

กกต.เผยร้องทุจริต3เรื่อง7 วันรับรองผลผู้ว่าฯกทม.


กกต.กลางเผยมีร้องเรียนทุจริต 3 เรื่อง คุยฟุ้งถือว่าน้อยมาก เชื่อสามารถรับรองผลการเลือกตั้งได้ภายใน 7 วัน แน่นอน หลังจากมีการประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ

เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้เดินทางมาตรวจฝ่ายประมวลการนับคะแนน กทม.ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนทุจริตจำนวน 3 เรื่อง 2 เรื่องอยู่ในขั้นตอนการสอบสวนของกกต.กทม.ส่วนอีกกรณีหนึ่งเป็นเหตุที่มีประชาชนในหมู่บ้านเขตลาดพร้าว 93 คน ไม่มีรายชื่อในทะเบียน เนื่อมาจากหมู่บ้านดังกล่าวเป็นหมู่บ้านใหม่ และ 93 รายชื่อ ที่ตกไปคือรายชื่อที่ย้ายเข้ามาไม่ถึง 1 ปี ซึ่งได้ให้ผอ.เขตอธิบายชี้แจงแล้ว

ประธาน กกต. กล่าวต่อว่า ภาพรวมสถานการณ์โดยรวมตั้งแต่เช้าจนกระทั่งปิดหีบเลือกตั้ง ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย การลำเลียงหีบบัตรมาสู่จุดนับคะแนน ไม่มีปัญหาใดๆ ซึ่งเรื่องการร้องเรียน 3 เรื่องถือว่าน้อยมาก คาดว่า หากเป็นเช่นนี้ การประกาศรับรองผลของกกต.กลางน่าจะง่าย ซึ่งตนและทีมกกต.กลางปฏิบัติงานทุกวัน และพร้อมจะพิจารณารับรองผู้ว่าฯ กทม. ภายใน 1-2 วันหากกกต.กทม.ส่งเรื่องมาให้พิจารณา และเชื่อว่าหากไม่พบปัญหาใดๆ การพิจารณารับรองผู้ว่าฯ กทม.น่าจะแล้วเสร็จภายใน7วันนับตั้งแต่การประกาศผลการเลือกตั้ง

“ส่วนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งที่ได้ตั้งเป้าไว้ 70% การเลือกตั้งครั้งนี้ ถือเป็นการเลือกตั้งใหญ่ 70% อาจเป็นเป้าที่ค่อนข้างยาก แต่เมื่อเห็นประชาชนทยอยออกมาใช้สิทธิอย่างเนืองแน่นก็รู้สึกชื่นใจ เชื่อว่าการใช้สิทธิ์ของคนกทม.ในครั้งนี้จะเป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้”นายอภิชาตกล่าว

ขณะที่บรรยากาศใกล้เปิดหีบนับคะแนนเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. หลังจากที่แดดร่มลมตก ประชาชนจำนวนมากก็ทยอยเดินทางเข้ามาคอยลุ้นผลการนับคะแนนกันอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะกองเชียร์ของนางลีนาจัง คึกคักอย่างมาก

นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เดินทางตรวจเยี่ยมศูนย์ประสานงานการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) พร้อมแถลงข่าวร่วมกับ นายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ปลัด กทม.

นายอภิชาต กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมหน่วยเลือกตั้งตลอดทั้งวัน ประมาณ 50 หน่วย พอใจการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้มาก และเชื่อว่าจำนวนผู้ใช้สิทธิจะใกล้เคียงกับเป้าที่ กทม.ตั้งไว้ที่ร้อยละ 70 อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องยากสำหรับเมืองใหญ่ ถ้าได้ร้อยละ 60 ถือว่าดีมากแล้ว จากการออกตรวจช่วงเช้า บรรยากาศการลงคะแนนคึกคัก เชื่อว่า น่าจะได้ตามเป้าหมาย

สำหรับเรื่องร้องเรียนในวันนี้ ยังไม่มีการร้องเรียนเพิ่มเติมจากเดิมที่รอการพิจารณาอยู่ 2 เรื่อง คือ เรื่องป้ายประชาสัมพันธ์ของ กทม. กับการแจกไวไฟ ซึ่ง กกต.จะเร่งดำเนินการพิจารณาให้เร็วที่สุด หากไม่มีใบเหลืองใบแดง ก็น่าจะประกาศรับรองผลเลือกตั้งได้ทันภายใน 7 วัน