WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, October 7, 2008

ฉากสุดท้ายของพันธมิตร


คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

เป็นจริงอย่างที่คนโบราณว่าไว้ว่า “คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย” ตายจริงๆ ครับ สำหรับแกนนำพันธมิตรฯ หลังจากยื้อชีวิตมาเป็นเวลานานสองนาน ในที่สุดก็ถึง”ทางตัน” ไม่อาจดื้อรั้นดึงดันต่อไปได้อีกแล้ว จึงคิดหา “ทางลง” ด้วยการ “วัดใจ” คนที่นิยมชมชอบพันธมิตรฯ ออกมาแสดงพลังอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งน่าจะถือเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว

สองคนที่ว่านี้คือ นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ กับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง 2 กบฏจากกลุ่มพันธมิตรฯ ที่คิดร้ายต่อระบอบประชาธิปไตย

การเดินเกมของพันธมิตรฯ มาถึงทางตัน เมื่อ “มือที่มองไม่เห็น” และบรรดาเหล่า “อำมาตยาธิปไตย” ไม่เห็นผลงาน เห็นความคืบหน้าในการเปลี่ยนการเมืองการปกครองของไทย ไปสู่ “การเมืองใหม่” ที่เป็นปฏิปักษ์กับระบอบประชาธิปไตย

แต่ถูกคัดค้านจากฝ่ายประชาธิปไตยอย่างเอาจริงเอาจัง อย่างรู้เท่าทัน

การจับกุม นายไชยวัฒน์ สินสุวงค์ เป็นเรื่องที่ยังพูดกันว่า เป็นความบังเอิญหรือความตั้งใจ แต่กรณีของ “มหา 5 ขัน” พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นั้น เป็นการตั้งใจออกมาให้จับกุม เพื่อหวังขยายผลไปสู่ความน่าเชื่อถือของรัฐบาล ที่กำลังใช้ความละมุนละม่อม ใช้ความสมานฉันท์มาใช้ในการเจรจากับแกนนำพันธมิตรฯ ที่เป็นกบฏของแผ่นดิน

ถามว่าทำไมต้องเป็น พล.ต.จำลอง ศรีเมือง คำตอบมีอยู่อย่างเดียวคือ การเป็น จปร.7 ที่มีเพื่อนตายอยู่จำนวนหนึ่ง ที่คิดว่าเพื่อนจะยื่นมือเข้ามาดูแล มาเกี่ยวข้อง อีกทั้งยังเคยสร้างภาพของการเป็นผู้นำการต่อสู้จนมีคนกล่าวว่า พาคนไปตาย มาแล้ว อีกทั้งไม่มีพันธะอะไรให้เป็นเรื่องที่ต้องมาพะว้าพะวง ซึ่งต่างจากแกนนำพันธมิตรฯ คนอื่นๆ อย่าง นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายพิภพ ธงไชย ที่ยังจะเป็นกำลังสำคัญในการปลุกระดมคนให้มาร่วมชุมนุมกับพันธมิตรฯ

ไม่ว่าจะเป็นการยิงตรงไปที่ “มือที่มองไม่เห็น” และ กลุ่มอำมาตยาธิปไตย การใช้เครือข่ายของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การใช้เครือข่ายของเอ็นจีโอของบางกลุ่มบางก้อน ที่หวังว่าจะแสดงพลังได้อีกสักครั้ง

เหมือนกับจะรู้ชะตากรรมดี บรรยากาศบนเวทีพันธมิตรฯ ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังแกนนำคนสำคัญถูกจับกุม นายอมร อมรรัตนานนท์ 1 ใน 9 แกนนำพันธมิตรฯ ที่ถูกออกหมายจับ ได้ขึ้นบนเวทีประกาศ มีใจความว่า

“ทุกคนต่างมาใช้หนี้แผ่นดิน และมาทำบุญเพื่อประเทศชาติ เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกๆ คน ที่เกิดมาแล้วก่อนตายต้องชดใช้หนี้แผ่นดิน ไม่ว่าจะเกิดเหตุอะไรขึ้น ขอให้ทุกคนคิดว่าต้องทำหน้าที่รับใช้ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

ผม พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ขอย้ำกับคนไทยทุกคนว่า เราต่างเกิดมาพร้อมหน้าที่ ไม่ว่าสูงต่ำดำขาว เรามีหน้าที่ใช้หนี้แผ่นดิน ลงชื่อ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง”

นี่เป็นไพ่ตายใบสุดท้ายของแกนนำพันธมิตรฯ

แต่ถ้ายังไม่ลืมจะเห็นว่า ย้อนหลังไปเมื่อ 16 ปีที่แล้ว รูปแบบของการชุมนุมของพันธมิตรฯ ภายใต้มันสมองของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ก็ไม่แตกต่างมากมายนัก กับเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” เริ่มจากการจัดชุมนุมเป็นระยะ

เพื่อสร้างอารมณ์ร่วม สะสมพลังเพื่อเข้าสู่ท้องถนน

จนเกิดเหตุการณ์ยึดทำเนียบรัฐบาล ที่พันธมิตรฯ ถือเป็นชัยชนะก็เชิญ

ถ้าไม่มี พล.ต.จำลอง ศรีเมือง อาจไม่มีพันธมิตรฯ ในวันนี้ก็ได้

เพราะเป็นที่มาของการจัดกำลังเพื่ออารักขาแกนนำและตรวจสอบผู้ที่จะเข้าไปในทำเนียบอย่างละเอียดยิบ เนื่องจากไม่ไว้ใจใครทั้งสิ้น

รวมทั้งการ “ซื้อใจ” ผู้มาร่วมชุมนุม โดยการทำเป็นนอนกลางดิน กินกลางทราย โดยมีเพื่อนร่วมรุ่น จปร. จัดขบวนในการชุมนุมให้

และแน่นอนว่า พรรคประชาธิปัตย์ ที่ร่วมหัวจมท้ายมากับกลุ่มพันธมิตรฯ ต้องร้อนตัวออกมาแสดงความคิดเห็น

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ บอกว่า เป็นห่วงสถานการณ์บ้านเมือง รัฐบาลต้องมีท่าทีที่ชัดเจนโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ การประชุมหัวหน้าพรรค การเมือง 6 พรรค ในวันที่ 6 ตุลาคมนี้ ตนคิดว่าจะพูดกับนายกฯ ในเรื่องนี้ด้วยว่าจะทำอย่างไรต่อไป เพราะปัญหาไม่ได้มีเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของ นพ.เหวง โตจิราการ และคณะเท่านั้น

แต่กลับมีเงื่อนไขใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา

ดังนั้นท่าทีที่ชัดเจน จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ต้องถามกันว่าทิศทางในการจัดการจะเป็นอย่างไร ส่วนการจับกุมแกนนำพันธมิตรฯ ระหว่างที่รัฐบาลพยายามจะเจรจานี้ เป็นจุดที่เราตั้งข้อสังเกต และสอบถามเหมือนเรื่องรัฐธรรมนูญ ที่สำคัญ

หากจะเจรจาก็ต้องอยู่บนพื้นฐานความเชื่อถือซึ่งกันและกัน เพราะถ้ามีเหตุให้อีกฝ่ายไม่เชื่อถือ ก็ไม่มีทางเจรจาสำเร็จ

ย้อนกลับไปดูเอกสารงานวิจัยทางวิชาการ เชิงเสวนาเรื่อง ชำระประวัติศาสตร์ กรณีตุลาและพฤษภาทมิฬ โดย สนนท.และคณะชำระประวัติศาสตร์และวรรรณกรรมสยาม กล่าวถึง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง บ่งบอกว่า พล.ต.จำลองในตอนนั้นระบุให้เห็นถึงตัวตนที่แท้จริง ว่า...

“ไม่ว่าจะมีมติพรรคมาให้ยกเลิก ผมก็จะไม่ยอมเด็ดขาด ผมตัดสินใจทำอย่างนี้ เพราะอยู่ในฐานะที่สามารถจะ “เสี่ยง” ได้มากกว่าคนอื่น”

เป็นที่มาของข้อกล่าวหาว่า “จำลองพาคนไปตาย”

ในขณะที่หนังสือ “รำลึก 5 ปี พฤษภาประชาธรรม การชำระประวัติศาสตร์ของประชาชน ที่ทำให้เห็นว่าในการเคลื่อนไหว ได้มองต่างไปจากคนที่ชื่อ “จำลอง ศรีเมือง”

โดยที่ สมาพันธ์ประชาธิปไตยมีการประเมินแล้ว ว่าการเคลื่อนย้ายย่อมนำไปสู่การปะทะแน่ และการปะทะย่อมก่อให้เกิดการสูญเสีย การแพ้ชนะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

แต่ก็เสียใจที่มีการสูญเสียเกิดขึ้น

ชี้ให้เห็นถึงความไร้เดียงสาแต่ดื้อดึง ของการนำการชุมนุมที่มีประชาชนเข้าร่วมเป็นจำนวนแสน ของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง

การออกจากทำเนียบ ยอมให้จับของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เป็นการซื้อเวลาการจับกุมกบฏที่เหลืออยู่ โดยหวังว่า “มือที่มองไม่เห็น” และกลุ่มอำมาตยาธิไตย จะมาให้ความสำคัญอีก

ได้เวลาล้างเสนียดของแผ่นดินแล้วครับ ก่อนแผ่นดินจะลุกเป็นไฟ

อัฐศิริ


บารมี 10


คอลัมน์ : คิดในมุมกลับ

มีคำหนึ่งที่เราได้ยินกันบ่อยในแวดวงการเมืองก็คือคำว่า “บารมี” ผู้นำที่จะเป็นใหญ่เป็นโต เป็นศูนย์รวมของอำนาจและความกลมเกลียวเหนียวแน่นได้นั้น หลายครั้งต้องอาศัย “บารมี” มากกว่า “ความสามารถ” เว้นเสียแต่ความสามารถนั้นดึงดูดใจคนให้มารวมตัวกันได้มาก ก็อาจเป็นบารมีได้อย่างหนึ่ง

ในทางพุทธศาสนา บารมีเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการปฏิบัติให้พ้นวัฏสงสาร เป็นกองกำลังของบุญกุศลที่จะนำให้พ้นจากกองทุกข์ เรียกว่า “นี้มากสักหน่อยด้ วันนี้และวันต่อ ๆไปจึงขออุทิสพื้นที่ให้แก่เรื่อง "มีในาร กำลัว่างมุ้งหระหว่างขั้วต่างๆ ได้นั้น หลายครั้งต้องอาบารมี 10” และเหตุเพราะคำนี้มักมีอิทธิฤทธิ์ทางการเมืองอยู่เนืองๆ จึงขออุทิศพื้นที่ให้แก่เรื่อง “บารมี” นี้หลายตอนสักหน่อย

“ทานบารมี” คือบารมีประการแรก เป็นบารมีแห่งการให้ เสียสละ แบ่งปัน ด้วยเห็นว่าชีวิตอื่นๆ ก็ต้องพึ่งพาอาศัยปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิตเหมือนเช่นเรา คนมีมากกว่าก็ให้ คนมีพร้อมกว่าก็ให้ ผู้ที่ใจตั้งมั่นอยู่กับการเป็นผู้ให้ย่อมมีบารมีมากกว่าผู้ตั้งหน้ากอบโกย คนบางคนที่ได้ชื่อว่าเป็น “ผู้ยิ่งใหญ่” “ผู้กว้างขวาง” มีลูกน้องบริวารและผู้คนเคารพรักมากมาย ส่วนมากก็มักได้ชื่อเรื่องความใจกว้างความเป็นผู้ให้นี่แล คนตระหนี่ถี่เหนียวมักไม่ค่อยมีบารมีให้คนมารักเคารพสักเท่าใด

แต่เหนือกว่าการให้ทานวัตถุก็คือ “อภัยทาน” วิถีชีวิตปัจจุบันที่เร่งร้อนแข่งขัน กระทบกระทั่งเบียดเบียนกันได้ง่าย ใจก็มักมีเรื่องให้ขุ่นข้องอยู่เรื่อย ถ้าไม่รู้จักคำว่าอโหสิกรรมหรือการให้อภัยกัน สังคมก็จะเดือดร้อนวุ่นวาย มีแต่ข่าวร้ายๆ เหมือนที่เห็นในหน้าหนังสือพิมพ์ จะบอกว่าคนทุกวันนี้ให้อภัยกันน้อยลงก็ไม่แน่ใจ เพราะหนังสือพิมพ์ให้ราคาข่าวร้ายมากกว่าข่าวดีอยู่แล้ว แต่ในชีวิตจริงเราอาจไม่หดหู่ถึงเพียงนั้น อย่างน้อยอีกมุมหนึ่งผู้คนก็ยังเรียกร้องคำว่าสมานฉันท์ เว้นเสียแต่สังคมที่ต้องการการ “ปฏิวัติ” อย่างขุดรากถอนโคน คงจะต้องผ่านเหตุการณ์นองเลือดเสียก่อน และเวลานั้นตะโกนคำว่าอโหสิกรรมไปเขาก็อาจไม่ได้ยิน

ทุกวันนี้มีเรื่องราวมากมายที่เรียกร้องและทดสอบ “อภัยทาน” อย่างสูง ไม่ว่าจะเป็นสังคม 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่คนบริสุทธิ์ต้องสังเวยชีวิต หรือใน กทม. ที่ชีวิตผู้เรียกร้องประชาธิปไตยปลิดปลิวเหมือนใบไม้คนแล้วคนเล่าอย่างไม่สามารถจับมือใครดม... ความเจ็บปวดที่ถูกเหยียบย่ำมันยิ่งต้องทำให้เราเรียกร้องสติกันให้ดีว่า “ตาต่อตาฟันต่อฟัน” นั้นมันจะเป็นคำตอบของปัญหาได้จริงๆ ล่ะหรือ

ไม่มีสงครามใดที่ไม่เจ็บตัว แต่สงครามที่คนโง่วิ่งเข้าใส่คนบ้านั้นมีแต่พังทั้ง 2 ฝ่าย และปล่อยให้ “ตาอยู่” หยิบชิ้นปลามันไปกินเสียก็เท่านั้นเอง

ปฏิญา ยอดเมฆ

"ดร.เธนศวร์" ชี้ เป้าหมาย พธม.ไม่ต้องการให้จัดตั้งรัฐบาล


นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุ เป้าหมายของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คือไม่ต้องการให้จัดตั้งรัฐบาล ขณะเดียวกันหากต่างฝ่ายไม่ยอมกัน บ้านเมืองจะเสียหายมาก

ดร.เธนศวร์ เจริญเมือง นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงกรณีตำรวจใช้แก้สน้ำตาสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อเช้าที่ผ่านมาว่า เหตุดังกล่าวเป็นเพราะกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ต้องการให้มีรัฐบาลเกิดขึ้น และไม่ให้รัฐบาลได้แถลงนโยบาย เมื่อแถลงนโยบายไม่ได้ก็ไม่มีรัฐบาล และต้องมานับหนึ่งเลือกนายกรัฐมนตรีใหม่ ไม่สิ้นสุด

ทั้งนี้ เหตุดังกล่าวนับเป็นวิกฤติการเมืองที่ยืดเยื้อ ที่การยุบสภาไม่อาจแก้ปัญหาได้ เพราะหากเลือกตั้งใหม่แล้วได้รัฐบาลชุดเดิม กลุ่มพันธมิตรฯ ก็จะต่อต้านเช่นเดิม ทั้งนี้เห็นว่ามีความผิดตั้งแต่การทำรัฐประหารเพื่อทำลายระบอบทักษิณ โดยที่ไม่นึกถึงว่ายังมีผู้สนับสนุนพรรคไทยรักไทยอีกจำนวนมาก พอๆ กับกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย เมื่อสังคมมีความแตกแยก สิ่งที่ช่วยได้คือ ต้องหันหน้าเข้าหากันและเคารพกติกา เพราะมิฉะนั้นบ้านเมืองจะสู่วังวนเช่นนี้ไม่สิ้นสุด ขณะนี้ข่าวการสลายการชุมนุมได้เผยแพร่ไปทั่วโลก ส่งผลกระต่อการตัดสินใจมาลงทุนของต่างชาติ นักท่องเที่ยวก็จะไม่เดินทางมาเที่ยว จะเกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง

อย่างไรก็ตามทางออกสำคัญคือหากพ้นภาวะวิกฤตินี้ไปแล้ว และทุกส่วนไม่ยินยอมจนบ้านเมืองเดินหน้าต่อไม่ได้ เศรษฐกิจเสียหายจนหาทางออกไม่ได้แล้ว ทุกฝ่ายจะเริ่มหันหน้าเข้าหากันและหาทางออกร่วมกัน และใช้กฎหมายเป็นเครื่องบังคับได้ในที่สุด ซึ่งเคยพบเหตุการณ์เช่นนี้ในต่างประเทศมาแล้ว

ตร.เผยใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมเพียงอย่างเดียว ไร้ระเบิด

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รับ จำเป็นต้องทำตามหน้าที่สลายการชุมนุม เพื่อเปิดทางเข้ารัฐสภา ตามหลักสากล ยัน ใช้เพียงแก๊สน้ำตาเท่านั้นไม่มีวัตถุระเบิด

พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ บุกเข้าสลายการชุมนุมหน้าอาคารรัฐสภาเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาว่า เจ้าหน้าที่มีความจำเป็นในการเข้าสลายการชุมนุมดังกล่าว เพื่อเปิดทางให้ คณะรัฐมนตรีและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าไปแถลงนโยบายต่อรัฐสภา หลังจากก่อนหน้านี้ กลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ ได้ประกาศปิดล้อมทางเข้าออกและถนนโดยรอบซึ่งถือเป็นความผิดทางกฎหมาย

ส่วนการใช้แก๊สน้ำตากับผู้ชุมนุมนั้น เป็นเครื่องมือควบคุมฝูงชน ตามหลักสากลที่ใช้กันทั่วโลกในการสลายการชุมนุม พร้อมทั้ง ปฏิเสธ ไม่ได้กระสุนยาง หรือ ระเบิดแบบเศษแก้วแต่อย่างใด ส่วน ผู้ชุมนุมที่ได้รับบาดเจ็บนั้นอาจเกิดจากการวิ่งและลื่นล้ม เนื่องจาก ผู้ชุมนุม มีการน้ำมันมาลาดบนพื้นถนนและนำลวดหนามมาวางกั้นไว้ จนทำให้เกิดอันตรายและปฏิเสธกระแสข่าว การเข้าสลายการชุมนุม บริเวณทำเนียบรัฐบาล ในวันนี้ด้วย

รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ยังกล่าวอีกว่า ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทุกคน ใช้ความละมุน-ละม่อม เน้นการเจรจา ไม่ใช่ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม


“บรรหาร” โวยพธม.ทำไม่ถูกยันตร.สลายม็อบเหมาะสมแล้ว


หัวหน้าพรรคชาติไทย ซัดพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ทำไม่ถูก ป้องตำรวจสลายม็อบทำดีที่สุดล้ว จี้ฝ่ายค้านรับผิดชอบหากไม่เข้าประชุมสภา

นายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าพรรคชาติไทย มั่นใจว่าในวันนี้จะมีการประชุมแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ส่วนกรณีที่พันธมิตรฯ ชุมนุมปิดล้อมรัฐสภาถือว่าทำไม่ถูกต้องที่ปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลแล้วยังมาปิดล้อมรัฐสภาอีก ส่วนตัวรู้สึกทนไม่ได้ที่บ้านเมืองเป็นแบบนี้เกิดมาไม่เคยเห็น ทั้งนี้กรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจยิงแก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมไม่คิดว่าเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุ โดย นายบรรหาร ยังกล่าวด้วยว่าฝ่ายค้านต้องรับผิดชอบหากไม่เข้าร่วมประชุมแถลงนโยบายเพราะหากแถลงนโยบายไม่ได้ก็เป็นปัญหาของประเทศ

ด้าน พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 กล่าวว่า กรณีที่ไฟฟ้าขัดข้องไม่เป็นปัญหาต่อการประชุมสภา เพราะมีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าใช้ได้นาน 7 ชั่วโมง แต่การแถลงนโยบายของรัฐบาลอาจจะต้องใช้เวลาสั้นลง


จากรุ่งโรจน์สู่ร่วงโรย

บทความ โดย ปูนนก

จากรุ่งโรจน์สู่ร่วงโรย

หลังจากภาพที่ฉายออกมาให้เห็นเป็นระยะ ๆ นับจากที่ ท่านนายกสมชาย วงศ์สวัสดิ์โปรดเกล้าเข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจนถึงขณะนี้ แม้ว่าจะยังไม่ได้แถลงนโยบายกับสภาเลย แต่ผลงานที่ท่านนายกสมชาย ได้กระทำเพื่อก่อให้เกิดความสงบขึ้นในบ้านเมืองนั้นได้เห็นเป็นประจักษ์อย่างขัดเจนทีเดียว.... เริ่มจากที่ท่านนายกสายเหยี่ยวอย่างท่านสมัคร สุนทรเวช ได้เข้ามาเป็นผู้ถือธงนำทัพของ ส.ส. พรรคไทยรักไทยเดิม จนกระทั่งทำให้ พปช. สามารถฝ่าด่านอุปสรรคและแรงกดดันทุกอย่างจนสามารถเข้ามาเป็นแกนนำในการก่อตั้งรัฐบาลได้ในขณะนี้ นี่คือความสำคัญอันยิ่งยวดของท่านนายกสมัคร ที่ได้ประกอบคุณูปการไว้กับการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในประเทศไทยที่เข้าสู่ช่วงวิกฤติขณะนั้น

คงปฏิเสธไม่ได้ว่าความขัดแย้งทางความคิดที่เริ่มขึ้นจากปลายปี 2548 เริ่มรุนแรงขึ้นเพราะการประท้วงของม๊อบ พธม. และการปะทะกันทางความคิดในการปกครองประเทศเพื่อให้พัฒนาไปสู่ความเป็นสากลได้จบลงเมื่อเกิดรัฐประหารในวันที่ 19 กันยายน 2549 ดูเหมือนว่าในห้วงเวลานั้นทุกอย่างได้หยุดชะงักลงและกำลังถอยหลังนำประเทศกลับไปสู่การเมืองการปกครองเมื่อ 40 ปีที่แล้ว เศรษฐกิจหยุดชะงัก, การท่องเที่ยวชะลอตัว, ตลาดหุ้นเริ่มลดลง พธม. กลายเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการกำหนดทิศทางและความเป็นไปภายในประเทศ ผู้นำ พธม. ที่สำคัญนายสนธิ ลิ้มทองกุล, พล.ต. จำลอง ศรีเมือง, นายสมศักดิ์ โกศัยสุข, นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์, นายพิภพ ธงไชย และนายสุริยะใส กตะศิลา เป็นประดุจผู้นำประเทศเรียกว่าต้องการสิ่งใดต้องได้ ใครไม่เห็นด้วยหรือชัดขวางจะต้องได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง และจะถูกโจมตีจากสื่อหรือแนวร่วม พธม. อย่างหนัก

ในห้วงเวลานั้น พธม. โดยแกนนำอาจหาญถึงขั้นยกขบวนไปปิดถนน ปิดสถานที่ราชการ ปิดสถานทูต หรือแม้กระทั่งไปปิดห้างสรรพสินค้าก็ทำได้โดยไม่มีใครกล้าทำอะไร ไม่ว่าจะเป็นตำรวจหรือแม้แต่รัฐบาลก็ได้แต่มองดูตาปริบ ๆ ประชาชนก็ต้องคอยหลีกเลี่ยงความเดือดร้อนกันเอาเอง เหมือนบ้านเมืองไร้ขื่อแปร มีเงินบริจาคนับร้อยล้านบาทในแต่ละเดือนมีมวลชนให้การสนับสนุนนับหลายหมื่น และในที่สุดเมื่อความรุ่งโรจน์ถึงที่สุดเหล่าแกนนำ พธม. ก็เลยคิดไปว่าประเทศนี้บ้านเมืองนี้เป็นของตนเองจริงๆ ไม่มีใครมาหาญกล้าต่อกรหรือทำอะไรได้ และแล้วจุดสุดยอดของความอาจหาญก็มาถึงในวันที่ 26 สิงหาคม 2551 โดยบุกเข้ายึดสถานีโทรทัศน์ NBT และในที่สุดก็เข้าไปยึดที่ทำงานของรัฐบาลคือทำเนียบรัฐบาล ทำเอารัฐบาลในขณะนั้นต้องระเห็จไปเร่ร่อนทำงานในที่ต่าง ๆ เหมือนนกขมิ้นไม่มีรังนอน พธม. ประกาศชัยชนะและเข้าใจว่าได้ยึดอำนาจรัฐเอาไว้ได้แล้ว......

เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจเป็นอย่างยิ่งว่าสิ่งที่ พธม. ยึดได้ก็คือ ตัวตึกที่ชื่อว่า บ้านนรสิงห์ หาใช่อำนาจรัฐตามที่เข้าใจไม่ และสุดท้ายก็ไปติดกับตัวเองอยู่ภายในทำเนียบรัฐบาลพร้อมกับสายโซ่ที่ผูกคอเอาไว้คือ หมายจับในคดีกบฏ และนับเนื่องเวลาที่ผ่านเลยไปเรื่อยๆ ตามวัฏฏะของสังสารวัตร ในที่สุดความเสื่อมก็มาถึงม๊อบ พธม. เข้าจนได้ จากที่เคยมีผู้เข้าร่วมชุมนุมนับหมื่นจำนวนผู้คนก็ลดลงเหลือจำนวนพัน และจากจำนวนพันก็เหลือจำนวนร้อย พร้อมด้วยคำก่นด่ากระหึ่มเมืองว่า เบื่อม๊อบพันธมิตร ด้วยกำลังกลายเป็นจำเลยของสังคมที่เป็นต้นเหตุให้เศรษฐกิจของชาติพังทลาย และจากคำกล่าวอ้างที่เคยอวดเอาไว้ว่า จะเกิดการนองเลือดถ้าแกนนำพันธมิตรถูกจับ ด้วยเหตุนี้ทันทีที่นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ และ พล.ต. จำลอง ศรีเมือง แกนนำคนสำคัญของ พธม. ถูกควบคุมตัว แรงกระเพื่อมอย่างรุนแรงเริ่มเกิดขึ้นกับม๊อบ พธม. ทันที

พธม. กำลังระดมพลครั้งใหญ่อีกครั้ง (ไม่รู้ว่าเป็นครั้งที่เท่าไรแล้ว) เพื่อกดดันให้มีการปล่อยตัวแกนนำทั้งสองคนโดยในครั้งนี้ข่มขู่ว่าจะไปปิดล้อมรัฐสภา, จะป่วนประเทศโดยปิดสนามบิน และอื่น ๆ แกนนำพันธมิตรอาจจะกำลังคิดว่าตนเองยังคงอยู่ในช่วงรุ่งโรจน์เหมือนเมื่อ 3 ปีที่แล้วกระมัง แต่น่าเป็นเรื่องจริงที่ว่าจากกระแสการตอบรับของมวลชนในเวลานี้ แนวร่วมพันธมิตรไม่ว่าจะเป็นใครต่างก็กำลังต่อสู้กับปัญหาเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัวอย่างหนักไปทั่วโลก ดังนั้นจึงคงจะยากเสียแล้วกระมังที่จะจุดม๊อบให้รุ่งโรจน์ได้เหมือนเดิมอีกครั้ง และถ้าเกิดการเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงของม๊อบเพื่อกดดันรัฐบาลอีกครั้งจริงอย่างที่ว่าจริง ความอดทนของคนไทยในภาคส่วนอื่นซึ่งกำลังจะหมดลง คงจะไม่ยอมให้พันธมิตรทำได้ตามอำเภอใจเหมือนเดิมอีกแล้วละกระมัง เเละท่านนายกสมชายเองก็บอกตรงไปตรงมาว่าจะให้ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ซึ่งเพียงแค่ไม่กี่วันแกนนำ 2 คนก็ถูกจับกุมตัว เมื่อเป็นอย่างนี้แกนนำพันธมิตรและแนวร่วมที่พยายามจะทำลายชาติบ้านเมืองอย่างโจ่งแจ้งขณะนี้จะทำอย่างไร และจะมีแผ่นใดให้หลบหนีไปอยู่ได้บ้าง ก็ยังคงสงสัยอยู่

พระพุทธพจน์ขององค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ทรงตรัสถึงสิ่งต่าง ๆ ที่บังเกิดในโลกว่าทุกสิ่งนั้นจะต้อง เกิดขึ้น...ตั้งอยู่...ดับไป ไม่มีสิ่งใดที่คงทนถาวร มีลาภก็มีเสื่อมลาภ......มียศก็เสื่อมยศ ม๊อบพันธมิตรและแกนนำพันธมิตรในเวลานี้ก็เช่นกัน คงจะต้องกล่าวได้แต่เพียงว่า อดีตนั้นเคยรุ่งโรจน์ปัจจุบันกลับสู่ความร่วงโรย เสียแล้ว

ปูนนก

จาก thaifreenews

Monday, October 6, 2008

ศาลอาญาเริ่มไต่สวนคำร้องยื่นขอฝากขัง พล.ต.จำลอง ผลัดแรกแล้ว

ศาลอาญา 6 ต.ค. - ศาลอาญาได้เริ่มไต่สวนคำร้องของพนักงานสอบสวนที่ยื่นขออำนาจศาลฝากขัง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ ผลัดแรกแล้ว

ส่วนบรรยากาศในห้องพิจารณาคดี ศาลได้อนุญาตให้ผู้ชุมนุมกลุ่มพันธมิตรฯ ส่วนหนึ่งเข้าร่วมรับฟังการพิจารณาคดีด้วย ขณะที่อีกส่วนหนึ่งปักหลักให้กำลังใจ พล.ต.จำลอง ที่ด้านหน้าศาลอาญา ซึ่งได้เกิดเหตุวุ่นวายเล็กน้อย เมื่อมีหญิงที่มาติดต่อศาลตะโกนด่าทอและแสดงความไม่พอใจกลุ่มพันธมิตรฯ แต่ก็ไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น เนื่องจากการ์ดพันธมิตรฯ ได้ขอความร่วมมือไม่ให้ตอบโต้ เพราะอาจเป็นการละเมิดอำนาจของศาลได้.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-10-06 11:51:28




‘ตุลากับพื้นที่ทางการเมืองในธรรมศาสตร์’


คอลัมน์ : ฮอตสกู๊ป

เนื่องในโอกาสครบรอบ 32 ปีเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 วิภา ดาวมณี ได้เขียนบทความชื่อ “ตุลากับพื้นที่ทางการเมืองในธรรมศาสตร์” ในเว็บไซต์ประชาไท มีเนื้อหาดังนี้

เหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 นับเป็นจุดผกผันทางการเมืองครั้งสำคัญ ซึ่งบัดนี้ใครเป็นผู้วางแผน ก่อเหตุการณ์และสั่งฆ่านักศึกษา ประชาชนในวันนั้น ยังเป็นความลับดำมืดที่รอการชำระประวัติศาสตร์ ถ้าเราจะเข้าใจ 6 ตุลาคม 2519 ต้องเริ่มที่ 14 ตุลาคม 2516 กระแสการต่อสู้ที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม เป็นกระแสที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาพลังการผลิตแบบทุนนิยมภายใต้เผด็จการทหารหรือระบบทุนนิยมโดยรัฐ เช่นเดียวกับประเทศในเอเชียอาคเนย์เพื่อนบ้านของไทยเราอย่างอินโดนีเซีย

ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อฟื้นฟูบูรณะประเทศ และเอาใจสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นมหาอำนาจที่เข้มแข็งในขณะนั้น มีผลทำให้ชนชั้นกลางไทยขยายตัวอย่างรวดเร็ว ระบบทุนนิยมมีผลให้ระบบการศึกษาขยายตัวเพื่อสร้างมืออาชีพมาทำงานรับใช้ตลาด จำนวนนักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยได้เพิ่มขึ้น มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถูกทำให้เป็นตลาดวิชา ทำให้วิชาการที่มุ่งประสิทธิประศาสน์ความคิดประชาธิปไตย ได้เปลี่ยนไปเป็นมหาวิทยาลัยที่ผลิตข้าราชการมืออาชีพในหลากหลายสาขามากขึ้น จนปี 2511 วิทยากร เชียงกูล นักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ขณะนั้นได้ถามหาจิตวิญญาณของมหาวิทยาลัย และปลุกกระแสการแสวงหาความหมายกลับมาในบทกวี “เพลงเถื่อนแห่งสถาบัน” ที่ว่า

“...ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง

ฉันจึง มาหา ความหมาย

ฉันหวัง เก็บอะไร ไปมากมาย

สุดท้าย ให้กระดาษ ฉันแผ่นเดียว...”
นักศึกษานักกิจกรรมในยุคนั้นต่างรู้จักดี กระแสความตื่นตัวทางการเมืองในเชิงอุดมคติตามแนวคิดสังคมนิยมสายต่างๆ ในช่วงสงครามเย็นมีผลกระทบต่อความคิดของคนหนุ่มสาวในประเทศไทยเป็นอย่างมาก ผนวกกับภาวะทางเศรษฐกิจที่เลวร้ายจากการคอร์รัปชั่นอันมโหฬารของชนชั้นปกครอง ส่งผลให้กระแสการต่อสู้เพื่อโค่นล้มเผด็จการทหาร ถนอม-ประภาส-ณรงค์ ทวีมากขึ้น อันนำไปสู่เหตุการณ์ 14 ตุลา ซึ่งผลของการต่อสู้ครั้งนั้นถือว่าประชาชนได้รับชัยชนะ

35 ปีมาแล้ว สังคมไทยอาจจะลืมเลือนคุณูปการของการต่อสู้ 14 ตุลา 2516 ไป ทั้งๆ ที่การลุกขึ้นสู้ของนักศึกษาประชาชนในครั้งนั้นได้เปิดโอกาสให้ประชาธิปไตยเบ่งบาน สายธารความคิด และอุดมการณ์อันหลากหลายได้กลับมามีที่ยืน เช่น การยกย่อง “อ.ปรีดี พนมยงค์ ผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์” ให้ได้รับเกียรติที่คู่ควร มีการผลักดันกฎหมายคุ้มครองแรงงานและประกันสังคม การคัดค้านการประกวดนางสาวไทยหรือประกวดขาอ่อน ที่สะท้อนการกดขี่มอมเมาสตรี การขับไล่ฐานทัพอเมริกัน ต่อต้านการขึ้นค่ารถเมล์ การเรียกร้องของชาวนา หลายกิจกรรมและหลากกระบวนล้วนเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้

พลังคนหนุ่มสาวในมหาวิทยาลัยต่างตื่นตัวรับขานกระแสประชาธิปไตย นักศึกษาหลายพันคนพยายามลงสู่ชนบทเพื่อประสานตนเองกับชาวนา และเดินเข้าสู่โรงงงานเพื่อร่วมทุกข์ร่วมสุขกับกรรมกร ชาวสลัม คนจนเมือง และผู้ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมในสังคม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กลายเป็นที่รวมตัวของนักกิจกรรมจากทุกมหาวิทยาลัย จนชนชั้นปกครองที่ไม่ได้ถูกขับไล่ไปพร้อมกับเผด็จการทหารในอดีต เนื่องจาก 14 ตุลา ไม่ได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจรัฐเก่า เพียงแต่เปลี่ยนโฉมหน้าชนชั้นปกครองและเปิดโอกาสให้พ่อค้านายทุนสัมปทานทั้งหลายเข้ามาแบ่งปันผลประโยชน์กัน พวกเขาเหล่านี้ร่วมกลุ่มการเมืองอนุรักษนิยมต่างเกรงกลัวจะสูญเสียอำนาจ จากการตื่นตัวของพลังนักศึกษาประชาชน

ปี 2518-2519 จึงเป็นปีที่กระบวนการสังหารกลุ่มก้าวหน้าดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทั้งผู้นำกรรมกร ชาวนา นักศึกษา อ.บุญสนอง บุณโยทยาน อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เลขาธิการพรรคสังคมนิยมแห่งประเทศไทยก็ตกเป็นเหยื่อการลอบสังหาร เดือนสิงหาคม ปี 2519 เมื่อทรราชประภาสกลับเข้ามาในไทย และมีการชุมนุมในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พวกอันธพาลการเมืองฝ่ายตรงข้ามก็สาดอาวุธเข้าไปในมหาวิทยาลัย และซักซ้อมเพื่อเตรียมการปราบใหญ่ จนก่อน 6 ตุลาคมไม่นานทรราช ถนอม กิตติขจร ก็ใช้การบวชเณรบังหน้ากลับเข้าไทยอีกครั้ง หลังจากถูกขับไล่ออกไปในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ชุมพร ทุมไมย และ วิชัย เกษศรีพงษา 2 พนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค

ผู้ปฏิบัติงานของกลุ่มแนวร่วมต่อต้านเผด็จการในขณะนั้น ได้ออกไปปิดโปสเตอร์ขับไล่การกลับมาของทรราชถนอม ผลก็คือ เขาทั้งสองถูกตำรวจนครปฐม จับแขวนคอไว้กับรั้วที่หน้าโรงงานร้างแห่งหนึ่ง แล้วละครสะท้อนภาพความโหดร้ายของกลไกรัฐก็เริ่มต้นที่ลานโพธิ์ โดยกลุ่มนักศึกษาธรรมศาสตร์ เพื่อบอกกล่าวเพื่อนชาวธรรมศาสตร์ให้เข้าใจในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จากวันนั้นการชุมนุมเพื่อต่อต้านทรราช จับฆาตกรโหด ก็ลุกลาม จนนักศึกษาประชาชนเรือนหมื่นมาชุมนุมกันในบริเวณมหาวิทยาลัย

…เช้าของวันที่ 6 ตุลา 2519 หลังจากระเบิดเอ็ม 79 ของบุคคลในเครื่องแบบถูกยิงมายังกลางสนามฟุตบอล ขณะที่กำลังมีการชุมนุมของนักเรียน นักศึกษา ประชาชน ทันทีที่ระเบิดตกลงมา หลายศพสังเวยการก่ออาชญากรรมของรัฐ นับแต่วินาทีนั้นกระสุนสงครามอีกหลายพันนัดจากกระบอกปืนของตำรวจ ได้กระหน่ำยิงลงมาจากกำแพงด้านพิพิธภัณฑ์ จนนักศึกษาประชาชนบริเวณหน้าหอใหญ่ตายเกลื่อน

ก่อนที่จะเปิดทางให้อันธพาลและกลุ่มจัดตั้งอย่างกระทิงแดง และลูกเสือชาวบ้าน ตลอดจนตำรวจนอกเครื่องแบบเข้าไปรุมทำร้ายผู้ร่วมชุมนุม ทั้งทุบตี ลากคอไปตามสนามฟุตบอล แขวนคอกับต้นมะขามสนามหลวง และเผานั่งยางทั้งเป็นด้านหน้ามหาวิทยาลัย โดยการกล่าวหาว่ามีการซ่องสุมอาวุธภายในมหาวิทยาลัย ลบหลู่เบื้องสูง และมีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์

เจตนารมณ์ของผู้สถาปนามหาวิทยาลัยเมื่อปี 2477 คือ ดร.ปรีดี พนมยงค์ ซึ่งเคยเป็นบุคคลต้องห้าม และตกเป็นเหยื่อของการถูกใส่ร้ายเกี่ยวกับสถาบันเบื้องสูงมาแล้วในสมัยหนึ่ง ก่อนจะกลับมาฟื้นคืนความสำคัญในฐานะรัฐบุรุษเช่นปัจจุบัน จุดประสงค์หลักที่สร้างมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ขณะนั้นสร้างขึ้นเพื่อสนองตอบการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคใหม่ภายหลังการปฏิวัติ 2475 มหาวิทยาลัยจึงมีภารกิจในการสร้างบุคลากรที่มีความเข้าใจในกฎหมาย การเมืองและการปกครองเพื่อพัฒนาระบอบประชาธิปไตย และไม่แปลกที่มหาวิทยาลัยแห่งนี้กลายเป็นส่วนหนึ่งของตำนานการต่อสู้ทางการเมืองหลายเรื่องราว

ภายหลังการจัดงานรำลึก 20 ปี 6 ตุลาในปี 2539 เจตนารมณ์ของวีรชนในเหตุการณ์ 6 ตุลา ได้รับการฟื้นฟูให้มีที่ยืนในสังคมไทยอีกครั้ง นักต่อสู้ ผู้เป็นเหยื่อ และผู้ผ่านเหตุการณ์ ได้รับการขนานนามว่า “คนตุลา” หลายคนต่างได้ดิบได้ดี มีตำแหน่งทางการเมืองทั้งในระดับชาติ และระดับท้องถิ่น สถานะ ฐานะทางเศรษฐกิจ และชีวิตเปลี่ยนไป ต่างความคิด หลากค่าย หลายสี

เพื่อตอกย้ำอาชญากรรมของรัฐ บัดนี้เข้าสู่ปีที่ 32 ของการรำลึกเหตุการณ์ 6 ตุลา หากมิใช่เพราะประชาชนร่วมกันสนับสนุน เป็นไปไม่ได้เลยที่จะไปสร้างอนุสรณ์ 6 ตุลา ที่เหล่าวีรชนที่ถูกข้อกล่าวหาร้ายแรง จะสามารถสร้างขึ้นในประเทศไทย แต่เพราะทุกตารางนิ้วของธรรมศาสตร์ คือ ดินแดนแห่งเสรีภาพ ประติมานุสรณ์ 6 ตุลา จึงได้สร้างขึ้นอย่างสง่างาม พิธีเปิดประติมานุสรณ์ 6 ตุลา ในปีที่ 2543 ณ บริเวณสวนประวัติศาสตร์ ด้านหน้าหอประชุมใหญ่ เป็นพิธีเรียบๆ ง่ายๆ ที่ไม่ต้องมีคนใหญ่คนโต หรืออภิสิทธิ์ชนที่ไหนมาเป็นประธาน เสียงเพลงอินเตอร์เนชั่นแนลอันมีความหมายดังกระหึ่มบนพื้นที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

หลายปีผ่านมาผู้คนที่มาร่วมรำลึก ทั้งชาวประชาคมธรรมศาสตร์ นักศึกษา อาจารย์ นักวิชาการ ประชาชน และสื่อมวลชน ดูบางตา คนที่เดินผ่านประติมานุสรณ์แห่งนี้อยู่หลายครั้ง หลายคราว ไม่สนใจว่าเรื่องราวเบื้องหลัง ประติมานุสรณ์ที่สร้างขึ้นเพื่อการเรียนรู้ ตระหนัก และสำนึกถึงความสำคัญ จึงเป็นเสมือนก้อนหินขนาดใหญ่

ใครจะรู้ว่าครั้งหนึ่งประชาชนผู้เป็นสามัญชนทั้งหลายได้เสียสละชีวิตเพื่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย? 6 ตุลา คืออะไร? การชำระประวัติศาสตร์หน้านี้จะเริ่มเมื่อไร? พ่อแม่ที่สูญเสียลูกหลานไปในวันนั้นจะได้รับการเยียวยา ชดเชยหรือไม่ อย่างไร? การเมืองเรื่องพื้นที่ หรือพื้นที่ทางการเมืองเพื่อธำรงไว้ซึ่งอุดมการณ์ เจตนารมณ์ของวีรชน กระทั่ง อุดมการณ์ในการก่อตั้งมหาวิทยาลัยเมื่อ 75 ปีที่แล้ว ยังมีอยู่หรือไม่?

การเปลี่ยนแปลงนโยบายกระทั่งปรัชญาการศึกษา จากการเป็นมหาวิทยาลัยเปิดเพื่อสามัญชน คนยากคนจน ให้กลายเป็นการสร้างโอกาสทองของคนมีฐานะ และบริการลานจอดรถขนาดใหญ่ในวันนี้ อาจจะสะท้อนภาพการใช้พื้นที่ทางการเมืองของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี และยังบ่งบอกถึงกระบวนการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของสังคมไทยในขณะนี้


คอลัมน์ : สวัสดีวันจันทร์


“...การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญๆ ของบ้านเมืองนั้น มักจะมีข่าวเล็ดลอดออกมาก่อนเสมอ ต่อเมื่อมีข่าวให้คนสนเท่ห์ใจแล้ว ก็จะมีการปล่อยข่าวให้ความสนใจนั้นหันเหไปเสียอีกทางหนึ่ง เพื่อกลบร่องรอยการคิดกระทำการจริง...”

ในหนังสือ สารคดีประวัติศาสตร์การเมืองไทย ตั้งแต่ ร.ศ.130 จนถึงปัจจุบัน เหตุการณ์ทางการเมือง 43 ปี แห่งระบอบประชาธิปไตย ที่เขียนโดย วิเทศกรณีย์ พิมพ์จำหน่ายเมื่อปี 2518 ซึ่งข้าพเจ้านำมาถ่ายทอดสู่ท่านผู้อ่านวันจันทร์ที่แล้วนั้น เป็นบทที่ 3 ของหนังสือซึ่งมีหัวข้อเรื่องว่า ‘ลางร้ายใกล้ปฏิวัติ’

ในวันนี้ข้าพเจ้าขอคัดความจากบทที่ 4 ซึ่งมีชื่อว่า เริ่มงานสมโภชพระนคร มาถ่ายทอดให้อ่านต่อไปอีกสักหนึ่งบทดังนี้

...จะเป็นเพราะผู้ใดใครก็ตาม ได้พยากรณ์ไว้ว่า “พระราชวงศ์จักรีจะหมดอำนาจเมื่อครบ 150 ปี” หรือจะเป็นเพราะเหตุใดก็ตาม ในที่สุดงานฉลองครบครอง 150 ปี ซึ่งพระราชวงศ์จักรีได้ปกครองประเทศสยามมานั้น ก็ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 6 เมษายน พุทธศักราช 2475 งานมหกรรมสมโภชครั้งนี้นับว่าเป็นงานใหญ่โตมโหฬารสมพระเกียรติทุกประการ นอกจากงานสมโภชพระมหานครแล้ว ยังมีการเฉลิมฉลองอนุสาวรีย์พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก และสะพานปฐมบรมราชานุสรณ์เข้าอีกงานหนึ่ง จึงนับว่าเป็นงานเกรียงไกรมโหฬาร ยิ่งกว่าการจัดงานใดที่แล้วมาในงานอดีต และก็เป็นวาระสุดท้ายของการจัดงานจากราชตระกูลใดๆ อีกด้วย

ในการจัดงานมหกรรมสมโภชอันยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ ได้จัดให้มีงานมหรสพขึ้นหลายอย่างหลายชนิด และมีการประดับประทีปโคมไฟสว่างเจิดจ้าไปด้วยแสงไฟหลากสีกรุงเทพพระมหานครกลายเป็นเมืองแมนแดนสวรรค์อันน่าพิสมัย และที่อนุสาวรีย์พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกด้วยแล้วได้ประดับประดาไว้อย่างวิจิตรตระการตาน่าทัศนาเป็นอย่างยิ่ง ส่วนสะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ก็เช่นกัน ได้มีการประดับประดาดวงประทีปโคมไฟ ดูแพรวพราวเจิดจ้าสว่างไสวสง่างามเป็นอย่างยิ่ง
ประชาชนทั่วพระราชอาณาจักรได้พากันหลั่งไหลมาจากทิศานุทิศอย่างมืดฟ้ามัวฝน เรือแพนาวาในลำน้ำเจ้าพระยาที่คลองหลอด คลองมอญ และคลองอื่นๆ ปรากฏว่าจอดอยู่แน่นขนัดไปหมด เพื่อมาชมงานอันยิ่งใหญ่มโหฬารในครั้งนี้

ตามถนนสายต่างๆ ในกรุงเทพฯ มีประชาชนยัดเยียดกันที่สุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนเลยในประวัติศาสตร์ ที่บริเวณท้องสนามหลวงด้วยแล้ว ยิ่งแออัดยัดเยียดกว่าที่อื่นๆ ท่ามกลางความสับสนอลหม่านของประชาชน มีผู้ปล่อยข่าวว่าจะมีเหตุร้ายในงานนี้ ประชาชนพากันแตกตื่น ทำเอาตำรวจต้องรักษาการกันอย่างเคร่งเครียด

ข่าวอกุศลที่โจษขานแพร่สะพัดอยู่ในขณะนั้น อาจเป็นเพราะว่านายพลเอกพระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม จะคิดทำการปฏิวัติโค่นล้มพระราชบัลลังก์พระเจ้ากรุงสยาม และมีข่าวลือกันเอิกเกริกเกรียวกราวว่า จะเปลี่ยนการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบบ “Aristocracy Dictator Ship” (อำมาตยาธิปไตย) การปล่อยข่าวครั้งนี้นัยว่าเป็นกุศโลบาย และกลยุทธ์ของพระยาพหลฯ พระยาทรงสุรเดช ทั้งนี้ เป็นความประสงค์ที่จะให้รัฐบาลในยุคนั้นมีความเข้าใจไขว้เขว และปิดบังอำพรางการคิดปฏิวัติของตัวเสีย ประการสำคัญที่สุดก็คือว่า ต้องการที่จะให้ทหารและตำรวจอดตาหลับขับตานอน เพื่อระแวดระวังเหตุการณ์ร้ายที่จะอุบัติขึ้น

การปล่อยข่าวครั้งนี้นับว่าได้ผล ทางราชการโดยเฉพาะพระยาอธิกรณ์ประกาศ อธิบดีกรมตำรวจ ปักใจเอาว่า ถ้าหากจะมีการปฏิวัติเกิดขึ้นในระหว่างการจัดงานสมโภชพระนครแล้ว จะเป็นใครมิได้เลยนอกจากพระองค์เจ้าบวรเดช เหตุผลที่พระยาอธิกรณ์ประกาศปักใจเชื่อลงไปเช่นนั้น ก็มีเหตุผลอยู่ว่า พระองค์เจ้าบวรเดชอดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหมได้ทรงลาออกจากเสนาบดีกระทรวงกลาโหม เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2474 เรื่องอันเกี่ยวกับขอเลื่อนขั้นเงินเดือนนายทหารจำนวน 93 คน ปัญหาเรื่องนี้ได้นำขึ้นเสนอเสนาบดีสภาพิจารณา แต่ที่ประชุมไม่อนุมัติ เรื่องนี้จึงตกไป เพราะเป็นการขัดกับระเบียบการที่ใช้ออกเป็นคำสั่งไปแล้ว ห้ามมิให้เลื่อนขั้นเงินเดือนแก่ราชการทั้งปวง เพราะเกิดภาวะเงินฝืด หรือ “Deflation”

พระองค์เจ้าบวรเดช ทรงเสียพระทัย จึงได้ตัดสินพระทัยกราบถวายบังคมลาจากตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงกลาโหม ทางสำนักงานราชเลขาธิการ แล้วในที่สุด เจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์วรพินิจ ผู้สำเร็จราชการรักษาพระนครในบัดนั้น จึงได้ส่งราชโทรเลขกราบถวายบังคมทูลพฤติการณ์ไปยังพระเจ้ากรุงสยาม ณ ประเทศสหรัฐอเมริกา พระเจ้ากรุงสยามได้มีพระราชโทรเลขมาจากสหรัฐอเมริกา ถึงผู้สำเร็จราชการรักษาพระนคร ให้ออกได้ตามความประสงค์ และได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ นายพลโทพระวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอลงกฏเสนาบดีการทหารบกในขณะนั้น เป็นเสนาบดีแทนพระองค์เจ้าบวรเดช

ในการพ้นตำแหน่งของพลเอกพระองค์เจ้าบวรเดชครั้งนี้เห็นทีว่า ผู้สำเร็จราชการรักษาพระนครคงจะหวั่นเกรงอิทธิพลของพระองค์เจ้าบวรเดชอยู่บ้างไม่มากก็น้อย และผู้สำเร็จราชการรักษาพระนครก็ทรงตระหนักดีอยู่แล้วว่า พระองค์เจ้าบวรเดชมีความมักใหญ่ใฝ่สูง มีความทะเยอทะยาน (Ambition) อย่างแรงกล้า และพระองค์เจ้าบวรเดชชอบทำอะไรตามใจตัว และทรงเชื่อถือสมรรถภาพและประสิทธิภาพของตัวเองมากเกินไป และดูเหมือนว่าเป็นเจ้าองค์เดียวเท่านั้นที่มีความฝักใฝ่และนิยมชมชื่นในระบอบประชาธิปไตย

จากสิ่งแวดล้อมและพฤติการณ์ดังกล่าวมานี้ จึงทำให้รัฐบาลในยุคนั้นแน่ใจยิ่งขึ้นว่า ข่าวลือจะมีการปฏิวัติในวันเฉลิมฉลองวันครบ 150 ปี ที่พระราชวงศ์จักรีปกครองประเทศสยามมานั้น เห็นจะเป็นพระองค์เจ้าบวรเดชนี่เอง นายพลโทพระยาอธิกรณ์ประกาศอธิบดีตำรวจ ได้ส่งสายลับออกดมกลิ่นอายปฏิวัติ ตลอดจนการเคลื่อนไหวของพระองค์เจ้าบวรเดช และนายทหาร 93 คนที่พระองค์เจ้าบวรเดชขอให้ขึ้นเงินเดือน แต่ก็ผิดหวัง ไม่เห็นมีการเคลื่อนไหวใดๆ เกิดขึ้นเลย พระองค์เจ้าบวรเดชก็ประทับอยู่ในพระราชวังอย่างปกติ ส่วนนายทหารที่ใกล้ชิดกับพระองค์เจ้าบวรเดช ซึ่งคาดหมายว่าจะร่วมกันคบคิดทำการปฏิวัติก็ปราศจากวี่แวว หรือมีการเคลื่อนไหวด้วยประการใดทั้งสิ้น ข่าวลือว่าจะมีเหตุร้ายในวันสมโภชพระนคร พลโทพระยาอธิกรณ์ประกาศ อธิบดีตำรวจ จึงเห็นว่าเป็นข่าวเหลวไหลไร้สาระหาความจริงอะไรมิได้เลย...

จากบทความอันเป็นประวัติศาสตร์นี้ เราจะเห็นได้ว่า การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญๆ ของบ้านเมืองนั้นมักจะมีข่าวเล็ดลอดออกมาก่อนเสมอ ต่อเมื่อมีข่าวให้คนสนเท่ห์ใจแล้ว ก็จะมีการปล่อยข่าวให้ความสนใจนั้นหันเหไปเสียอีกทางหนึ่งเพื่อกลบร่องรอยการคิดกระทำการจริง

กรณีการยึดอำนาจการปกครอง 24 มิถุนายน 2475 ก็เช่นเดียวกันท่านผู้อ่านจะเห็นว่า การปล่อยข่าวให้คนหันเหความสนใจไปในทางที่ว่า พระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกระทรวงกลาโหม จะเป็นหัวหน้าทำการยึดอำนาจ เมื่อความสนใจหันเหไปทางนั้น ทางฝ่ายคณะราษฎร์ซึ่งจะทำการจริง ก็ลงมือกระทำได้โดยสะดวก
ประวัติศาสตร์คงจะให้ประโยชน์อยู่บ้างสำหรับคนที่สนใจศึกษาประวัติศาสตร์

วีระ มุสิกพงศ์

สัญญาณที่ดี !


คอลัมน์ : ละครชีวิต

ช่วงนี้ตื่นนอนมาสัมผัสอากาศในยามเช้าแล้วก็รู้สึกว่าเริ่มมี “ลมหนาว” ผ่านเข้ามาให้กระชุ่มกระชวยกันบ้างแล้ว

เรียกได้ว่าเข้าสู่ไฮซีซั่น ช่วงเวลาต่อจากนี้ไปก็ใกล้จะถึงเทศกาลแห่งความสุขกันแล้ว

ปี 2551 ถือว่าเป็นปีที่คนไทยต้องเผชิญกับความเลวร้ายมาทั้งปี แม้ว่าหลังจากการเลือกตั้งทั่วไปได้ “พรรคพลังประชาชน” เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ตามวิถีทางระบอบประชาธิปไตย

แต่ก็ไม่ได้ทำให้บ้านเมืองคลี่คลายความตึงเครียด แถมยังแย่ลงกว่าเดิม

จนกระทั่งเมื่อ 4 วันที่ผ่านมามี “ข่าวดี” ที่ทำให้รู้สึกว่าความขัดแย้งทางการเมืองในบ้านเราเริ่มมีทางออก

หลังจาก พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ได้ถูกตำรวจจับขณะออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ณ โรงเรียนเศรษฐเสถียร ถ.พระราม 5 เขตดุสิต

พล.ต.จำลอง ถูกนำตัวไปขังที่กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 จ.ปทุมธานี ซึ่งเป็นสถานที่เดียวกันกับที่เมื่อวันศุกร์ที่ 3 ตุลาคม ตำรวจได้จับ นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ และนำไปฝากขังต่อศาลด้วยหมายจับข้อหาเป็น “กบฏในราชอาณาจักร”

การจับกุม 2 แกนนำพันธมิตรฯ ที่โดนข้อหา “กบฏ” น่าจะเป็นสัญญาณที่ดี เพราะขณะนี้คนส่วนใหญ่กำลังเบื่อการประท้วงของพันธมิตรฯ ที่ยืดเยื้อยาวนาน และเรียกร้องผลประโยชน์เกินสมควร

วันนี้ ...5 ตุลาคม 2551 เหลือเพียงอีก 1 เดือนกว่าๆ ก็จะถึงงานสำคัญมากในประเทศไทย

ผมและเพื่อนๆ ร่วมอุดมการณ์ล้วนจดจ่อรอคอยที่จะขอแสดงความจงรักภักดีเป็นครั้งสุดท้าย

ด้วยการเป็นส่วนหนึ่งของงานส่งเสด็จสู่สวรรคาลัย พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ซึ่งรัฐบาลกำหนดจัดในวันที่ 15 พฤศจิกายน ที่จะถึงนี้

วันเวลางวดมาทุกทีแล้ว ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบการก่อสร้างพระเมรุต่างเร่งมือกันร่วมแรงทำงานกันอย่างเต็มความสามารถ

พระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ เป็นงานที่ยิ่งใหญ่มากเพราะจะมีแขกบ้านแขกเมือง เดินทางมาร่วมงานอย่างมากมาย

ด้วยเหตุผลประการนี้ เราจึงไม่ควรปล่อยให้บรรยากาศทางการเมืองต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้

ไม่ควรปล่อยให้มีการประท้วงขับไล่รัฐบาล ทำลายภาพลักษณ์ประเทศไทยให้กลายเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน

เพราะถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไป ไม่รู้ว่าใครจะกล้าเดินทางเข้ามาบ้านเรา

นอกจากนี้ หลังจากพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพเสร็จสิ้นลง อีก 20 วันต่อมาก็เป็นวันสำคัญคือวันที่ 5 ธันวาคม

เป็นวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

เป็นช่วงเวลาที่คนไทยต่างรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พระเมตตาคุณแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงมีความห่วงใยต่อพสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอด

บรรยากาศในช่วงเดือนธันวาคมของทุกๆ ปี จึงเป็นเดือนที่ทุกคนมีความสุขมากที่สุด

เพราะมีงานสำคัญ และ ใกล้ถึงเทศกาลปีใหม่

ดังนั้นเมื่อมีสัญญาณที่ดีขึ้น จากนี้คงไม่มีม็อบออกมาประท้วงทำลายประเทศ หากใครดื้อด้านก็ขอให้สังคมช่วยกันประณาม!

ลวดหนาม