WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, October 7, 2008

ซันเดย์แฉ ทักษิณ-พจมาน ยื่นขอลี้ภัย

หลังจากที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภรรยา หนีคดีความหลบไปอยู่ประเทศอังกฤษ โดยมีข่าวออกมาเป็นระยะว่าทั้งคู่ได้ส่งตัวแทนไปทำเรื่องขอลี้ภัยทางการเมืองต่อรัฐบาลอังกฤษนั้น ล่าสุดทางกระทรวงมหาดไทยของประเทศอังกฤษได้ออกมายืนยันเรื่องดังกล่าวแล้ว

อังกฤษเผย “ทักษิณ” ขอลี้ภัย

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 6 ต.ค. ว่า เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ซันเดย์ มิร์เรอร์ ในอังกฤษ อ้างคำยืนยันจากกระทรวงมหาดไทยอังกฤษที่ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภรรยา ทำเรื่องขอลี้ภัยในสหราชอาณาจักรนั้นเป็นความจริง นับแต่ทั้ง 2 คนเดินทางเข้าประเทศอังกฤษตั้งแต่เดือน ส.ค.ที่ผ่านมา หลังไม่ยอมปรากฏตัวต่อศาลไทยในคดีทุจริตจัดซื้อที่ดินรัชดาฯ ทางศาลไทยจึงประกาศพร้อมออกหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ขณะที่พ.ต.ท.ทักษิณปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา พร้อมอ้างว่าครอบครัวของตนไม่ได้รับความเป็นธรรม และเกรงเป็นภัยต่อชีวิตตนและครอบครัว นอกจากนี้ ที่ศาลตัดสินให้คุณหญิงพจมาน มีความผิด พร้อมลงโทษจำคุกเป็นเวลา 3 ปี ในคดีหลบเลี่ยงภาษีคดีที่โอนหุ้นบริษัทชินวัตร คอมพิวเตอร์ฯ ให้แก่นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่ชายคุณหญิงพจมาน

ชี้ช่องสามารถยื่นอุทธรณ์ได้อีก

เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ซันเดย์ฯยังรายงานด้วยว่า ก่อนหน้านี้ พ.ต.ท.ทักษิณประกาศขายหุ้นส่วนสโมสรฟุตบอลพรีเมียร์ลีกแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ให้กับกลุ่มอาบู ดาบีกรุ๊ป ในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ด้วยจำนวนเงิน 210 ล้านปอนด์ ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณเจอข้อกล่าวหาทั้งคดีติดสินบน คอรัปชันช่วงดำรงตำแหน่งขึ้นเป็นนายกฯไทยถึง 2 สมัย ก่อนที่จะถูกก่อรัฐประหารเมื่อปี 2549 ทั้งนี้ตามสถิติล่าสุดมีผู้ขอลี้ภัยประมาณ 9% ที่เจ้าหน้าที่อังกฤษพิจารณาแล้วไม่เข้าข่ายผู้ลี้ภัย แต่อนุญาตให้อยู่ในอังกฤษได้เป็นการชั่วคราวด้วยเหตุผลทางมนุษยธรรม ส่วนกรณีที่คำขอขั้นต้นไม่ผ่านการอนุมัตินั้น ผู้ขอมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ได้ต่อสำนักงานคณะอนุญาโตตุลาการเรื่องผู้ลี้ภัยและคนเข้าเมือง (Asylum and Immigration Tribunal) หรือเอไอที ที่เป็นหน่วยงานอิสระไม่ขึ้นกับทางการอังกฤษ และต้องยื่นอุทธรณ์ภายใน 10 วัน นับแต่ได้รับจดหมายแจ้งอย่างเป็นทางการว่า คำขอไม่ผ่านการอนุมัติ

มีสิทธิ์สูงได้รับหนังสือเดินทางพิเศษ

เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ซันเดย์ฯ ยังรายงานอีกว่า ในกรณีที่ผู้ขอได้รับสถานะผู้ลี้ภัยหรือได้รับอนุญาตให้อยู่ในประเทศอังกฤษได้เป็นการชั่วคราวด้วยเหตุผลทางมนุษยธรรม บุคคลดังกล่าวจะสามารถเดินทางออกนอกประเทศอังกฤษได้หรือไม่ เพราะถือว่าอาจจะถูกตัดขาดจากประเทศเดิมไปโดยปริยายแล้ว เช่น หนังสือเดินทางอาจถูกยกเลิกหรือไม่ กล้าที่จะไปขอหรือต่ออายุหนังสือเดินทางที่สถานทูตของตน ในกรณีเช่นนี้ รัฐบาลอังกฤษจะออกเอกสารการเดินทางให้ ที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า เทรเวล โดคูเมนต์ เอกสารดังกล่าวจะสามารถใช้แทนหนังสือเดินทางไปต่างประเทศได้ แต่มีข้อจำกัด คือ คนที่ถือเทรเวล โดคูเมนต์ จะไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปยังประเทศบ้านเกิดที่ตัวเองหลบหนีออกมา ถ้าฝ่าฝืนอาจจะถูกเพิกถอนสถานะผู้ลี้ภัยได้

“สมชาย” ขึงขังดำเนินคดี “ทักษิณ” ต่อ

เมื่อเวลา 12.00 น. วันเดียวกัน ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภรรยา ทำเรื่องขอลี้ภัยในประเทศอังกฤษว่า ไม่ได้คุยกับพ.ต.ท.ทักษิณในเรื่องนี้ และการทำเรื่องขอลี้ภัยในอังกฤษก็แจ้งตนไม่ได้อยู่แล้ว ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังการขอลี้ภัยแล้วการขอตัวมาดำเนินคดีในไทยจะกระทำต่อหรือไม่ นายสมชายตอบว่า ยังคงดำเนินการอยู่ รัฐบาลไม่มีอะไรไปขัดขวางหรือเอื้อประโยชน์ให้ใครทั้งสิ้น ถึงแม้เป็นคนรู้จักกันก็ตาม ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกระบวนการ

ต่อข้อถามว่ามีการกล่าวหาว่ารัฐบาลสองมาตรฐานในเรื่องการจับตัว พล.ต.จำลอง ศรีเมือง กับการติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาดำเนินคดี นายสมชายตอบว่า ได้พูดไปแล้ว เป็นไปตามกติกา เมื่อถามว่า รัฐบาลเป็นห่วงสถานการณ์การเมืองที่อาจจะรุนแรงขึ้นหรือไม่ และจะแก้ปัญหาอย่างไร นายสมชายกล่าวว่า การเมืองรุนแรงขึ้น เราต้องทำความเข้าใจกันให้ดี และต้องใช้เหตุผลว่าอะไรเป็นอะไร เมื่อถามว่า รัฐบาลจะมีแนวทางสกัดกั้นแนวร่วมไม่ให้เข้าร่วมชุมนุมกับม็อบพันธมิตรฯ หรือขอความร่วมมืออย่างไร นายสมชายตอบว่า ก็ขอร้องอย่าให้รุนแรงกว่านี้เลย


อ่านรายละเอียดต่อ ไทยรัฐ

ประมวลเหตุสลายม็อบ

กรุงเทพฯ 7 ต.ค. - สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รุนแรงขึ้นอีกครั้งเมื่อช่วงค่ำวานนี้ หลังพันธมิตรฯ เคลื่อนขบวนไปปักหลักชุมนุมหน้ารัฐสภา หวังกดดันรัฐบาลในการแถลงนโยบาย ในเช้าวันนี้

สถานการณ์ตึงเครียด คณะรัฐมนตรีต้องเรียกประชุมด่วนเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา จนล่วงเลยเข้าวันใหม่ ก็เกิดเหตุไม่คาดคิดเมื่อมีการสลายการชุมนุม.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-10-07 11:56:24

ตำรวจแจงเหตุผลสลายม็อบ ยืนยันแก๊สน้ำตาไม่สามารถทำให้คนขาขาด

สะพานชมัยมรุเชฐ 7 ต.ค. - แกนนำพันธมิตรฯ ยืนยันจะเดินหน้าไม่ให้มีการประชุมแถลงนโยบายรัฐบาลที่รัฐสภาได้ ขณะที่ตำรวจชี้แจงความจำเป็นต้องสลายม็อบเพราะพันธมิตรฯ กระทำเกินกว่าเหตุ ยืนยันประสิทธิภาพของแก๊สน้ำตาไม่สามารถทำให้คนขาขาดได้

แกนนำพันธมิตรฯ สลับสับเปลี่ยนขึ้นเวที ย้ำให้ผู้ชุมนุมปักหลักทั้งที่ทำเนียบฯ และรัฐสภา เพื่อรอกำลังที่จะมาสมทบจากต่างจังหวัด โดยจะเดินหน้าทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้ครบองค์ประชุม พร้อมเรียกร้องให้รัฐวิสาหกิจพิจารณาหยุดงานเพื่อแสดงออกถึงความไม่พอใจต่อการสลายการชุมนุม โดยบนเวที ได้นำผู้ได้รับบาดเจ็บ และ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ขึ้นเล่าเหตุการณ์สลายการชุมนุมให้ผู้ร่วมชุมนุมทราบ

ขณะที่ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. ยืนยันมาตรการที่ตำรวจใช้การชุมนุมเป็นสิ่งจำเป็นเพราะพันธมิตรฯ ขัดขวางการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีก่อนเข้าบริหารราชการแผ่นดิน ถือเป็นการกระทำเกินขอบเขต ทั้งนี้ ได้แถลงวิงวอนให้ประชาชนใช้วิจารณญาณในการเข้าร่วมชุมนุม ยืนยันประสิทธิภาพของแก๊สน้ำตาไม่สามารถทำให้คนขาขาดได้ แต่ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บอาจเกิดจากระเบิดที่เตรียมมาเอง

ส่วนที่ รพ.วชิระพยาบาล มีผู้บาดเจ็บจนถึงขณะนี้ 53 ราย บาดเจ็บสาหัส 7 ราย อยู่ในห้องผ่าตัดใหญ่ ขณะที่แพทย์พูดตรงกันว่า แก๊สน้ำตาทำได้เพียงระคายเคือง ไม่น่ารุนแรงถึงขั้นขาขาดได้ ทั้งนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงห่วงใยประชาชน มีกระแสรับสั่งให้แพทย์ดูแลผู้บาดเจ็บอย่างดีที่สุด.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-10-07 11:39:42




ฝืด ! แผนชั่ว โจรกบฏ


คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

หลังการเข้าจับกุม 2 ใน 9 แกนนำ “พันธมารธิปไตย” ซึ่งเหตุการณ์ทั้ง 2 เหตุการณ์พอฟังความได้ว่า มันมีเนื้อหาสาระที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คนหนึ่งตำรวจออกแรงไปจับ แต่อีกคนใช้เล่ห์มารยาสาไถ วางแผนชั่วร้าย เพื่อหวังให้ตำรวจจับกุมแล้วจะเอาสิ่งนี้ไปเรียกราคา เรียกคนเข้ามาร่วม เนื่องเพราะคนรู้เช่นเห็นชาติกันหมดแล้ว จึงหดหาย เรียกเท่าไรก็ไม่มา...สักที...

คนหนึ่งพลาดพลั้งไม่ระวังตัวเลยถูกตำรวจรวบคารถของตัวเอง ระหว่างเดินทางบนทางด่วนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร งานนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจแสดงฝีไม้ลายมือให้เห็น และบอกว่า “เป็นการทดสอบกระแส”

ปรากฏว่าทั้งวันปลุกระดมแล้วปลุกระดมอีก มีคนมาไม่เกิน 3.5 พันคน ในทำเนียบรัฐบาล

แกนนำพันธมารธิปไตย เห็นท่าจะไปไม่รอด แย่แล้ว ขนาดปลุกระดมทั้งวี่ทั้งวัน ผ่านสื่อในเครือยังไม่มีแนวร่วมให้ความสนใจ จึงสุมหัวกัน คิด วางแผนชั่วร้าย...กันใหม่ ให้ 1 ใน 8 แกนนำที่เหลือที่คิดว่าจะมีพลานุภาพในการเรียกระดมทุน ... เอ้ย เรียกระดมคน ให้มาจากทั่วสารทิศเป็นแสนๆ คน เข้ามารวมตัวกันในทำเนียบรัฐบาล และกรุงเทพมหานคร

จากที่เคยบอกว่าจะไม่ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง

กลายเป็นว่า ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง นี่...เป็นการ “โกหกตอแหล”

เขียนจดหมายน้อย เพื่อประกาศให้คนมารับช่วงต่อปลุกระดม รับรู้ รับทราบ เป็นการล่วงหน้าซะด้วย

ถ้อยคำในจดหมายน้อยนี้ ใช้คำกล่าวอ้างที่ว่า “มาทำบุญประเทศ” หรือ “ตอบแทนคุณแผ่นดิน” ซึ่งเป็นคำเก่าๆ คุ้นหู แต่หาเหตุผลใดไม่เจอ เพราะพฤติกรรมในการบุกรุกสถานที่ราชการ และยึดทำเนียบรัฐบาล คนเขารู้กันทั่วบ้านทั่วเมืองว่ามันเป็นการกระทำที่จงใจเหยียบย่ำทำลายชาติบ้านเมือง มันคือการ “ทำลายแผ่นดิน” มากกว่า “การทำบุญแผ่นดิน” ของคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น

ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ การที่ คนใกล้ชิด ที่เคยปฏิบัติการ สร้างสถานการณ์ให้เกิดความรุนแรง เผาโรงพัก สน.นางเลิ้ง ในช่วงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ออกมาแฉแผนการชั่วร้ายนี้เองว่าเป็นการจงใจสร้างสถานการณ์ เพื่อให้ถูกจับ แล้วจะได้เรียกระดมทุน และ ระดมคน อีกรอบหนึ่งเท่านั้นเอง

น่าสงสารผู้คนที่ไปสงสาร 2 ใน 9 แกนนำพันธมารธิปไตย เสียจริงๆ เนื่องเพราะ ถูกต้มตุ๋น โดยไม่รู้ตัว ตกเป็นเหยื่อของแผนการชั่วร้ายนี้ไปเสียแล้ว เขาปลุกระดม โดยปิดบังข้อเท็จจริงที่ว่า เป็นการสมคบกัน วางแผนกัน เพื่อออกไปท้าทายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม หวังจะสร้างสถานการณ์ให้เหมือนกับเหตุการณ์ ตุลามหาวิปโยค หรือ พฤษภาทมิฬ
ขอโทษจริงๆ วันนี้บ้านเมืองเดินหน้ามาไกล คนรับรู้ข้อมูลข่าวสาร แผ่นดินนี้มีพระสยามเทวาธิราช พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง การวางแผนชั่วร้ายใดๆ ที่หวังจะให้ติดกับดักเหล่านี้ รับรองได้ว่า...ไม่มีผล...

คนชั่วย่อมได้รับการลงโทษ ยิ่งวางแผนชั่วหลอกผู้คนเท่าไร ผลชั่วร้ายนั้นจะกลับคืนไปหาคนที่คิดทำร้ายประเทศนานับทวีคูณ ยุติความคิด และการกระทำที่สุดชั่วร้ายต่อประเทศชาติกันได้แล้ว เดินออกมามอบตัวสู้คดี เข้าคุกเข้าตะรางเสียทีเถอะ...

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

** หนังสือพิมพ์ ประชาทรรศน์ รายวัน ฉบับที่ถือในมือท่านนี้เป็นฉบับที่ 255 ประจำวันอังคารที่ 7 ตุลาคม 2551 พบกันอีกครั้งกับ แทง แทนไท เข้าปฏิบัติการวันนี้ตามหน้าที่ปกติ ท่ามกลางสถานการณ์ไม่ปกติสุขของบ้านของเมือง ที่กลุ่ม “พันธมารธิปไตย” อาศัยแผนชั่วหลายครั้ง จนคนจับได้ หวังสร้างสถานการณ์ให้เกิดการปะทะนองเลือด ทำให้บ้านเมืองแทบจะพังทลายหลายครั้งหลายหน

** ไม่ต้องแปลกใจกับการจับ “มหา 5 ขัน” งานนี้ใครก็ฟันธงออก ยกเว้นเด็กอมมือ กับ คนโง่เง่า ในทำเนียบรัฐบาล เท่านั้น!!! ที่ไม่ทบทวนสถานการณ์ ถูกหลอกแล้วหลอกอีก อย่างซ้ำซากจำเจ ยังเชื่อว่า ตำรวจเข้าไปจับจริงๆ งี่เง่าไหมล่ะ เรื่องนี้มันหาเรื่องเอง เดินออกมาแสดงตน เพื่อจะให้ตำรวจจับกุมหวังเรียกเรตติ้ง ทดสอบกระแส เพราะพฤติกรรมที่ผ่านมาเวลาเจ้าหน้าที่ปล่อยข่าวจะเข้าสลายการชุมนุม จับกุมแกนนำ คนเหล่านี้ไม่ใช่หรือ ที่เอาประชาชน ผู้หญิง เด็ก และ คนชรา เป็นโล่กำบังมาโดยตลอด ที่เรียกกันว่า “โล่มนุษย์” หรือ “ซุกอยู่ใต้ชายกระโปรง”

** แทง แทนไท สงสารที่ “มาร์ค ม.7” ตามเกม มหา 5 ขัน ไม่ทันท่วงที หรือต้องสุมไฟในนาคร ดันออกมาแถลงข่าวใส่เอากับรัฐบาล “จับ หรือ“เจรจา” เล่นเดินออกมาให้จับถึงที่แบบนี้ ตำรวจคนไหนไม่จับเท่ากับ เว้นหรือ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ละสิ ... หรือ “มาร์ค ม.7”ต้องการจะเป็นคนขัดขวางเจ้าพนักงาน แม้กระทั่งการขัดขวางด้วยคำพูด ไม่ให้เขาปฏิบัติหน้าที่ ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือ ต้องการส่งเสริม ยุยงให้กับกลุ่มกบฏป่วนเมืองอยู่ต่อไป ถามว่า จริงใจ หรือ จิงโจ้ ในการบังคับใช้กฎหมาย ทีเวลาอีกฝ่ายหนึ่งโดน ทำขึงขัง ... กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย

** ที่จริงไม่ต้องไปแปลกใจหรอก เพราะ ชื่อคนที่เกี่ยวข้องที่ตำรวจจับกุมนั้น เกี่ยวพันกับ มาร์ค ม.7 ต้องออกมาปกป้อง นั่นล้วนแต่เป็น “ลูกสมุน” ของพรรคการเมืองเก่าแก่ ที่เล่นการเมืองนอกกรอบนอกกติกามาโดยตลอด เป็นทั้ง ส.ส. และ ส.ต. (สอบตก) คนเหล่านี้ล้วนเสียผลประโยชน์ทางการเมืองมาแล้วทั้งนั้น จึง ส่งลูกสมุน ไปร่วมป่วนเมือง เอากับเขาด้วย เมื่อไรจะรู้จัก ดี – ชั่ว สักที...ก็ไม่รู้ สมแล้วที่ชาวประชามั่นใจนักหนาว่า มีพรรคการเมืองหนึ่งปากบอกว่าสนับสนุนประชาธิปไตย แต่ใจ...เข้าข้างเผด็จการ แบบนี้มันน่าเอาไป “ใส่หม้อ – ถ่วงน้ำ”

** ล่าสุด “แกนนำพันธมารธิปไตย” ประกาศกร้าว จะปลุกระดมผู้คนหน้าโง่ทั้งหลาย ให้มาปิดล้อมสถานที่ราชการอีก คราวนี้เขาขู่ฟ่อๆ ว่า จะทำให้ยิ่งกว่า คราวที่ผ่านมา ภายใต้ยุทธการ “สงคราม 9 ทัพ” จะทำกัน ไม่รู้จะห้ามปรามอย่างไร แทง แทนไท ได้แต่ ขอร้องและวิงวอนว่า อย่า อย่า อย่า!!! (อย่า ... ช้า ... ถ้าแน่จริง !!!) จะได้ยิ่งตอกย้ำว่าพวกมันไม่รู้สำนึก ทำให้ประเทศชาติบ้านเมืองเสียหายไปแล้วอย่างไร จะทำอีกหรือ แบบนี้ ถึงเวลาที่ประชาชนคนไทยที่ทนไม่ได้ แล้วจะหาว่าไม่เตือน!!!

** ฝากไปถึง อดีตนายกฯ อานันท์ ปันยารชุน ผู้ที่ออกมาร่วมจุดไฟในนาคร อีกคนหนึ่ง หลังกรณีจับ มหา 5 ขัน เข้าคุกตะราง เหตุเพราะทำบ้านเมืองปั่นป่วน แต่พูดจาลักษณะถือหาง อ้อ แบบนี้นี่เอง ที่เผยตัวตนมาให้เห็นชัดเจน มากขึ้น ... มากขึ้น ... ทำไมจึงไปเข้าข้างถือหาง ฝักใฝ่ ท่านต้องการจะมาเป็นตัวแทนของ “ทุนศักดินาล้าหลัง” ที่หนุนหลัง “พันธมารธิปไตย” ใช่ไหม ... คนฝั่งฝาประชาธิปไตย เห็นธาตุแท้กันหรือยังล่ะ ... ตัวละคร มันค่อยๆ เผยออกมาทีละตัวสองตัว

** บรรทัดนี้ ขอวิเคราะห์ผลคะแนนการเลือกตั้งในสนามกรุงเทพมหานคร ที่ใครต่อใครบอกว่า “ชนะ” แต่ แทง แทนไท บอกว่างานนี้แพ้ทั้งเป็น เพราะ เป้าหมายของพรรคประชาธิปัตย์ ที่ตั้งเอาไว้คือ 1 ล้าน 2 แสนคะแนนขึ้นไป ไม่ใช่หรือ? แต่ได้มาจริงๆ ไม่ถึงเป้า เพียงแค่ 991,018 คะแนนกว่าๆ เท่านั้นเอง ที่สำคัญ คน กทม.มาใช้สิทธิ เพียง 54% หรือ 2,163,359 คน จากผู้ที่มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมด 4,087,329 คน โดยไม่ถึงเป้าตามที่ กทม.ตั้งไว้ 70% แสดงได้หรือไม่ว่า กระแสตก!!! ลงไปแล้ว ใช่ไหม?

** ที่สำคัญการ เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้มีเรื่องฉาวโฉ่ หลายเรื่องหลายราว แต่ที่โด่งดังใน 2 กรณี คือ กรณีการ แจกชั่วโมงอินเตอร์เน็ต และ การติดป้ายของ กทม. ที่ส่อว่าจะผิดกฎหมายเลือกตั้ง แล้วที่สำคัญคือ กรณีล่าสุด ที่ช่อง 9 อสมท. วันเลือกตั้ง 5 ตุลาคม 2551 ยังปล่อยให้มีการหาเสียงโดยนำรายการมารีรัน ซึ่งเป็นรายการของ อดีตผู้สมัคร ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ นั่งเป็นพิธีกร ... เรื่องนี้ถามไปที่ กรรมการการเลือกตั้ง กทม. เขาบอกว่าได้รับเรื่องร้องเรียนและรอตรวจสอบ งานนี้วัดใจให้รู้เรื่องกันไป กกต.กลาง จะทำหน้าที่ตรวจสอบแจกใบเหลืองใบแดง อย่าง ตรงไป ตรงมา หรือไม่? หรือ ติดโรคเชื่องช้าจากพรรคการเมืองนี้ ดูตัวอย่างได้จากกรณี วิฑูรย์ นามบุตร นั่นปะไร

** ที่จริงมาตรฐานของ กกต.กลาง ในการ วินิจฉัยคดีทุจริตต่อการเลือกตั้ง ในนามพรรคประชาธิปัตย์ บอกตรงๆ ว่า ส่งกลิ่นเหม็นๆ มานานแล้ว ไม่สามารถตอบคำถามสังคมได้เลย เช่น กรณีการ จับเงิน พร้อม หมายเลขผู้สมัครของพรรคประชาธิปัตย์ 1.2 ล้านบาท ได้แค่ “ใบเหลือง”!!! แต่บางพรรคจับเงินได้ 2-3 หมื่นบาท โดนใบแดงหน้าตาเฉย !!! แล้วจะให้คนเชื่อมั่นศรัทธาต่อ กระบวนการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการส่งเสริมระบอบประชาธิปไตย ให้ยั่งยืนวัฒนาถาวรต่อไปได้อย่างไร



เบื่อม็อบพันธมิตร!


คอลัมน์ : ละครชีวิต

วันนี้ขึ้นหัวคอลัมน์ว่า “เบื่อม็อบพันธมิตร” ไม่ใช่ว่าลอกเลียนแบบมาจากสติ๊กเกอร์ของมูลนิธิกระจกเงา ที่ สมบัติ บุญงามอนงค์ เป็นผู้จัดทำขึ้นและแจกจ่ายไปทั่วบ้านทั่วเมืองเมื่อช่วงเดือนสิงหาคมแต่อย่างใด

แต่เพราะว่าได้พิจารณาจากหลายๆ ภาคส่วนในสังคมก็มักจะได้ยินเสียงด่าทอม็อบพันธมิตรฯ อย่างสาดเสียเทเสีย

ตอนนี้คนส่วนใหญ่ไม่เอาม็อบพันธมิตรฯ แล้ว เนื่องจากเพราะความรำคาญ และรู้เบื้องลึก เบื้องหลัง ข้อเท็จจริงถึงเหตุผลในการออกมาประท้วง ไม่ใช่เพราะผลประโยชน์ของประเทศชาติ บ้านเมือง

ข้อมูลที่เปิดเผยออกมาจากเวทีพันธมิตรฯ เว็บไซต์ผู้จัดการออนไลน์ และเอเอสทีวี ไม่ใช่ข้อมูลที่เป็นความจริงที่เชื่อถือได้

รวมทั้งบุคคลที่ไปขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ก็ไม่มีความน่าเชื่อถือ

ผู้คนส่วนใหญ่จึงไม่เต้นไปตามที่ม็อบพันธมิตรฯ พยายามปลุกกระแสให้คนลุกฮืออีกรอบ

กระแสม็อบวันนี้ปลุกไม่ขึ้นจริงๆ ครับ ดูได้จากกรณีที่ นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง จงใจออกไปให้ตำรวจจับ

แม้ว่าสื่อในเครือข่ายพันธมิตรฯ จะประโคมข่าวปลุกกระแสดึงมวลชนเข้าร่วมชุมนุมให้มากกว่าเดิม

แต่ก็ไม่เป็นผล เพราะไม่มีประเด็นอะไรใหม่ๆ ที่สร้างความฮือฮาซื้อใจมวลชนได้อีกต่อไป

ประกอบกันช่วงนี้ “คนไทย” กำลังรอคอยพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ที่จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 14-19 พฤศจิกายน 2551

ดังนั้นจึงไม่ใช่เวลาที่จะออกมาสร้างความวุ่นวาย เผาบ้านเผาเมืองอีกครั้ง เพราะประเทศไทยปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

การแก้ปัญหาทุกอย่างจึงต้องทำตามกติกา และ การเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง

อย่างไรก็ตาม แม้พันธมิตรฯ จะประกาศบนเวทีว่าจะออกมาตรการเพื่อขับไล่รัฐบาลออกไปให้ได้

โดยอ้างรัฐบาลชุดนี้หมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศแล้ว

รวมทั้งขู่ว่าพันธมิตรฯ อาจจะกดดันด้วยการปิดสนามบินสุวรรณภูมิ รวมทั้งมาตรการตัดน้ำตัดไฟ

แต่ครั้งนี้คงไม่ง่ายเหมือนครั้งที่แล้ว เพราะการออกมาเผาบ้านเผาเมืองอีกครั้ง

ถือเป็นการ “ฆ่าตัวตาย” ของแกนนำพันธมิตรฯ ที่คิดจะเอาชนะด้วยการล้มรัฐบาลและสถาปนาการเมืองใหม่

ฟ้าฝนไม่เป็นใจแล้ว แบบนี้เห็นทีจะยากครับ !

ลวดหนาม

ฉากสุดท้ายของพันธมิตร


คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

เป็นจริงอย่างที่คนโบราณว่าไว้ว่า “คนเดียวหัวหาย สองคนเพื่อนตาย” ตายจริงๆ ครับ สำหรับแกนนำพันธมิตรฯ หลังจากยื้อชีวิตมาเป็นเวลานานสองนาน ในที่สุดก็ถึง”ทางตัน” ไม่อาจดื้อรั้นดึงดันต่อไปได้อีกแล้ว จึงคิดหา “ทางลง” ด้วยการ “วัดใจ” คนที่นิยมชมชอบพันธมิตรฯ ออกมาแสดงพลังอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งน่าจะถือเป็นครั้งสุดท้ายแล้ว

สองคนที่ว่านี้คือ นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ กับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง 2 กบฏจากกลุ่มพันธมิตรฯ ที่คิดร้ายต่อระบอบประชาธิปไตย

การเดินเกมของพันธมิตรฯ มาถึงทางตัน เมื่อ “มือที่มองไม่เห็น” และบรรดาเหล่า “อำมาตยาธิปไตย” ไม่เห็นผลงาน เห็นความคืบหน้าในการเปลี่ยนการเมืองการปกครองของไทย ไปสู่ “การเมืองใหม่” ที่เป็นปฏิปักษ์กับระบอบประชาธิปไตย

แต่ถูกคัดค้านจากฝ่ายประชาธิปไตยอย่างเอาจริงเอาจัง อย่างรู้เท่าทัน

การจับกุม นายไชยวัฒน์ สินสุวงค์ เป็นเรื่องที่ยังพูดกันว่า เป็นความบังเอิญหรือความตั้งใจ แต่กรณีของ “มหา 5 ขัน” พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นั้น เป็นการตั้งใจออกมาให้จับกุม เพื่อหวังขยายผลไปสู่ความน่าเชื่อถือของรัฐบาล ที่กำลังใช้ความละมุนละม่อม ใช้ความสมานฉันท์มาใช้ในการเจรจากับแกนนำพันธมิตรฯ ที่เป็นกบฏของแผ่นดิน

ถามว่าทำไมต้องเป็น พล.ต.จำลอง ศรีเมือง คำตอบมีอยู่อย่างเดียวคือ การเป็น จปร.7 ที่มีเพื่อนตายอยู่จำนวนหนึ่ง ที่คิดว่าเพื่อนจะยื่นมือเข้ามาดูแล มาเกี่ยวข้อง อีกทั้งยังเคยสร้างภาพของการเป็นผู้นำการต่อสู้จนมีคนกล่าวว่า พาคนไปตาย มาแล้ว อีกทั้งไม่มีพันธะอะไรให้เป็นเรื่องที่ต้องมาพะว้าพะวง ซึ่งต่างจากแกนนำพันธมิตรฯ คนอื่นๆ อย่าง นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายพิภพ ธงไชย ที่ยังจะเป็นกำลังสำคัญในการปลุกระดมคนให้มาร่วมชุมนุมกับพันธมิตรฯ

ไม่ว่าจะเป็นการยิงตรงไปที่ “มือที่มองไม่เห็น” และ กลุ่มอำมาตยาธิปไตย การใช้เครือข่ายของสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การใช้เครือข่ายของเอ็นจีโอของบางกลุ่มบางก้อน ที่หวังว่าจะแสดงพลังได้อีกสักครั้ง

เหมือนกับจะรู้ชะตากรรมดี บรรยากาศบนเวทีพันธมิตรฯ ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังแกนนำคนสำคัญถูกจับกุม นายอมร อมรรัตนานนท์ 1 ใน 9 แกนนำพันธมิตรฯ ที่ถูกออกหมายจับ ได้ขึ้นบนเวทีประกาศ มีใจความว่า

“ทุกคนต่างมาใช้หนี้แผ่นดิน และมาทำบุญเพื่อประเทศชาติ เป็นหน้าที่ของคนไทยทุกๆ คน ที่เกิดมาแล้วก่อนตายต้องชดใช้หนี้แผ่นดิน ไม่ว่าจะเกิดเหตุอะไรขึ้น ขอให้ทุกคนคิดว่าต้องทำหน้าที่รับใช้ชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์

ผม พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ขอย้ำกับคนไทยทุกคนว่า เราต่างเกิดมาพร้อมหน้าที่ ไม่ว่าสูงต่ำดำขาว เรามีหน้าที่ใช้หนี้แผ่นดิน ลงชื่อ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง”

นี่เป็นไพ่ตายใบสุดท้ายของแกนนำพันธมิตรฯ

แต่ถ้ายังไม่ลืมจะเห็นว่า ย้อนหลังไปเมื่อ 16 ปีที่แล้ว รูปแบบของการชุมนุมของพันธมิตรฯ ภายใต้มันสมองของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ก็ไม่แตกต่างมากมายนัก กับเหตุการณ์ “พฤษภาทมิฬ” เริ่มจากการจัดชุมนุมเป็นระยะ

เพื่อสร้างอารมณ์ร่วม สะสมพลังเพื่อเข้าสู่ท้องถนน

จนเกิดเหตุการณ์ยึดทำเนียบรัฐบาล ที่พันธมิตรฯ ถือเป็นชัยชนะก็เชิญ

ถ้าไม่มี พล.ต.จำลอง ศรีเมือง อาจไม่มีพันธมิตรฯ ในวันนี้ก็ได้

เพราะเป็นที่มาของการจัดกำลังเพื่ออารักขาแกนนำและตรวจสอบผู้ที่จะเข้าไปในทำเนียบอย่างละเอียดยิบ เนื่องจากไม่ไว้ใจใครทั้งสิ้น

รวมทั้งการ “ซื้อใจ” ผู้มาร่วมชุมนุม โดยการทำเป็นนอนกลางดิน กินกลางทราย โดยมีเพื่อนร่วมรุ่น จปร. จัดขบวนในการชุมนุมให้

และแน่นอนว่า พรรคประชาธิปัตย์ ที่ร่วมหัวจมท้ายมากับกลุ่มพันธมิตรฯ ต้องร้อนตัวออกมาแสดงความคิดเห็น

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ บอกว่า เป็นห่วงสถานการณ์บ้านเมือง รัฐบาลต้องมีท่าทีที่ชัดเจนโดยเร็วที่สุด ทั้งนี้ การประชุมหัวหน้าพรรค การเมือง 6 พรรค ในวันที่ 6 ตุลาคมนี้ ตนคิดว่าจะพูดกับนายกฯ ในเรื่องนี้ด้วยว่าจะทำอย่างไรต่อไป เพราะปัญหาไม่ได้มีเฉพาะการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของ นพ.เหวง โตจิราการ และคณะเท่านั้น

แต่กลับมีเงื่อนไขใหม่ๆ เกิดขึ้นตลอดเวลา

ดังนั้นท่าทีที่ชัดเจน จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ต้องถามกันว่าทิศทางในการจัดการจะเป็นอย่างไร ส่วนการจับกุมแกนนำพันธมิตรฯ ระหว่างที่รัฐบาลพยายามจะเจรจานี้ เป็นจุดที่เราตั้งข้อสังเกต และสอบถามเหมือนเรื่องรัฐธรรมนูญ ที่สำคัญ

หากจะเจรจาก็ต้องอยู่บนพื้นฐานความเชื่อถือซึ่งกันและกัน เพราะถ้ามีเหตุให้อีกฝ่ายไม่เชื่อถือ ก็ไม่มีทางเจรจาสำเร็จ

ย้อนกลับไปดูเอกสารงานวิจัยทางวิชาการ เชิงเสวนาเรื่อง ชำระประวัติศาสตร์ กรณีตุลาและพฤษภาทมิฬ โดย สนนท.และคณะชำระประวัติศาสตร์และวรรรณกรรมสยาม กล่าวถึง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง บ่งบอกว่า พล.ต.จำลองในตอนนั้นระบุให้เห็นถึงตัวตนที่แท้จริง ว่า...

“ไม่ว่าจะมีมติพรรคมาให้ยกเลิก ผมก็จะไม่ยอมเด็ดขาด ผมตัดสินใจทำอย่างนี้ เพราะอยู่ในฐานะที่สามารถจะ “เสี่ยง” ได้มากกว่าคนอื่น”

เป็นที่มาของข้อกล่าวหาว่า “จำลองพาคนไปตาย”

ในขณะที่หนังสือ “รำลึก 5 ปี พฤษภาประชาธรรม การชำระประวัติศาสตร์ของประชาชน ที่ทำให้เห็นว่าในการเคลื่อนไหว ได้มองต่างไปจากคนที่ชื่อ “จำลอง ศรีเมือง”

โดยที่ สมาพันธ์ประชาธิปไตยมีการประเมินแล้ว ว่าการเคลื่อนย้ายย่อมนำไปสู่การปะทะแน่ และการปะทะย่อมก่อให้เกิดการสูญเสีย การแพ้ชนะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

แต่ก็เสียใจที่มีการสูญเสียเกิดขึ้น

ชี้ให้เห็นถึงความไร้เดียงสาแต่ดื้อดึง ของการนำการชุมนุมที่มีประชาชนเข้าร่วมเป็นจำนวนแสน ของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง

การออกจากทำเนียบ ยอมให้จับของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เป็นการซื้อเวลาการจับกุมกบฏที่เหลืออยู่ โดยหวังว่า “มือที่มองไม่เห็น” และกลุ่มอำมาตยาธิไตย จะมาให้ความสำคัญอีก

ได้เวลาล้างเสนียดของแผ่นดินแล้วครับ ก่อนแผ่นดินจะลุกเป็นไฟ

อัฐศิริ


บารมี 10


คอลัมน์ : คิดในมุมกลับ

มีคำหนึ่งที่เราได้ยินกันบ่อยในแวดวงการเมืองก็คือคำว่า “บารมี” ผู้นำที่จะเป็นใหญ่เป็นโต เป็นศูนย์รวมของอำนาจและความกลมเกลียวเหนียวแน่นได้นั้น หลายครั้งต้องอาศัย “บารมี” มากกว่า “ความสามารถ” เว้นเสียแต่ความสามารถนั้นดึงดูดใจคนให้มารวมตัวกันได้มาก ก็อาจเป็นบารมีได้อย่างหนึ่ง

ในทางพุทธศาสนา บารมีเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งในการปฏิบัติให้พ้นวัฏสงสาร เป็นกองกำลังของบุญกุศลที่จะนำให้พ้นจากกองทุกข์ เรียกว่า “นี้มากสักหน่อยด้ วันนี้และวันต่อ ๆไปจึงขออุทิสพื้นที่ให้แก่เรื่อง "มีในาร กำลัว่างมุ้งหระหว่างขั้วต่างๆ ได้นั้น หลายครั้งต้องอาบารมี 10” และเหตุเพราะคำนี้มักมีอิทธิฤทธิ์ทางการเมืองอยู่เนืองๆ จึงขออุทิศพื้นที่ให้แก่เรื่อง “บารมี” นี้หลายตอนสักหน่อย

“ทานบารมี” คือบารมีประการแรก เป็นบารมีแห่งการให้ เสียสละ แบ่งปัน ด้วยเห็นว่าชีวิตอื่นๆ ก็ต้องพึ่งพาอาศัยปัจจัยสี่ในการดำรงชีวิตเหมือนเช่นเรา คนมีมากกว่าก็ให้ คนมีพร้อมกว่าก็ให้ ผู้ที่ใจตั้งมั่นอยู่กับการเป็นผู้ให้ย่อมมีบารมีมากกว่าผู้ตั้งหน้ากอบโกย คนบางคนที่ได้ชื่อว่าเป็น “ผู้ยิ่งใหญ่” “ผู้กว้างขวาง” มีลูกน้องบริวารและผู้คนเคารพรักมากมาย ส่วนมากก็มักได้ชื่อเรื่องความใจกว้างความเป็นผู้ให้นี่แล คนตระหนี่ถี่เหนียวมักไม่ค่อยมีบารมีให้คนมารักเคารพสักเท่าใด

แต่เหนือกว่าการให้ทานวัตถุก็คือ “อภัยทาน” วิถีชีวิตปัจจุบันที่เร่งร้อนแข่งขัน กระทบกระทั่งเบียดเบียนกันได้ง่าย ใจก็มักมีเรื่องให้ขุ่นข้องอยู่เรื่อย ถ้าไม่รู้จักคำว่าอโหสิกรรมหรือการให้อภัยกัน สังคมก็จะเดือดร้อนวุ่นวาย มีแต่ข่าวร้ายๆ เหมือนที่เห็นในหน้าหนังสือพิมพ์ จะบอกว่าคนทุกวันนี้ให้อภัยกันน้อยลงก็ไม่แน่ใจ เพราะหนังสือพิมพ์ให้ราคาข่าวร้ายมากกว่าข่าวดีอยู่แล้ว แต่ในชีวิตจริงเราอาจไม่หดหู่ถึงเพียงนั้น อย่างน้อยอีกมุมหนึ่งผู้คนก็ยังเรียกร้องคำว่าสมานฉันท์ เว้นเสียแต่สังคมที่ต้องการการ “ปฏิวัติ” อย่างขุดรากถอนโคน คงจะต้องผ่านเหตุการณ์นองเลือดเสียก่อน และเวลานั้นตะโกนคำว่าอโหสิกรรมไปเขาก็อาจไม่ได้ยิน

ทุกวันนี้มีเรื่องราวมากมายที่เรียกร้องและทดสอบ “อภัยทาน” อย่างสูง ไม่ว่าจะเป็นสังคม 3 จังหวัดชายแดนใต้ที่คนบริสุทธิ์ต้องสังเวยชีวิต หรือใน กทม. ที่ชีวิตผู้เรียกร้องประชาธิปไตยปลิดปลิวเหมือนใบไม้คนแล้วคนเล่าอย่างไม่สามารถจับมือใครดม... ความเจ็บปวดที่ถูกเหยียบย่ำมันยิ่งต้องทำให้เราเรียกร้องสติกันให้ดีว่า “ตาต่อตาฟันต่อฟัน” นั้นมันจะเป็นคำตอบของปัญหาได้จริงๆ ล่ะหรือ

ไม่มีสงครามใดที่ไม่เจ็บตัว แต่สงครามที่คนโง่วิ่งเข้าใส่คนบ้านั้นมีแต่พังทั้ง 2 ฝ่าย และปล่อยให้ “ตาอยู่” หยิบชิ้นปลามันไปกินเสียก็เท่านั้นเอง

ปฏิญา ยอดเมฆ

"ดร.เธนศวร์" ชี้ เป้าหมาย พธม.ไม่ต้องการให้จัดตั้งรัฐบาล


นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ระบุ เป้าหมายของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คือไม่ต้องการให้จัดตั้งรัฐบาล ขณะเดียวกันหากต่างฝ่ายไม่ยอมกัน บ้านเมืองจะเสียหายมาก

ดร.เธนศวร์ เจริญเมือง นักวิชาการคณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวถึงกรณีตำรวจใช้แก้สน้ำตาสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เมื่อเช้าที่ผ่านมาว่า เหตุดังกล่าวเป็นเพราะกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ต้องการให้มีรัฐบาลเกิดขึ้น และไม่ให้รัฐบาลได้แถลงนโยบาย เมื่อแถลงนโยบายไม่ได้ก็ไม่มีรัฐบาล และต้องมานับหนึ่งเลือกนายกรัฐมนตรีใหม่ ไม่สิ้นสุด

ทั้งนี้ เหตุดังกล่าวนับเป็นวิกฤติการเมืองที่ยืดเยื้อ ที่การยุบสภาไม่อาจแก้ปัญหาได้ เพราะหากเลือกตั้งใหม่แล้วได้รัฐบาลชุดเดิม กลุ่มพันธมิตรฯ ก็จะต่อต้านเช่นเดิม ทั้งนี้เห็นว่ามีความผิดตั้งแต่การทำรัฐประหารเพื่อทำลายระบอบทักษิณ โดยที่ไม่นึกถึงว่ายังมีผู้สนับสนุนพรรคไทยรักไทยอีกจำนวนมาก พอๆ กับกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย เมื่อสังคมมีความแตกแยก สิ่งที่ช่วยได้คือ ต้องหันหน้าเข้าหากันและเคารพกติกา เพราะมิฉะนั้นบ้านเมืองจะสู่วังวนเช่นนี้ไม่สิ้นสุด ขณะนี้ข่าวการสลายการชุมนุมได้เผยแพร่ไปทั่วโลก ส่งผลกระต่อการตัดสินใจมาลงทุนของต่างชาติ นักท่องเที่ยวก็จะไม่เดินทางมาเที่ยว จะเกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจในวงกว้าง

อย่างไรก็ตามทางออกสำคัญคือหากพ้นภาวะวิกฤตินี้ไปแล้ว และทุกส่วนไม่ยินยอมจนบ้านเมืองเดินหน้าต่อไม่ได้ เศรษฐกิจเสียหายจนหาทางออกไม่ได้แล้ว ทุกฝ่ายจะเริ่มหันหน้าเข้าหากันและหาทางออกร่วมกัน และใช้กฎหมายเป็นเครื่องบังคับได้ในที่สุด ซึ่งเคยพบเหตุการณ์เช่นนี้ในต่างประเทศมาแล้ว

ตร.เผยใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมเพียงอย่างเดียว ไร้ระเบิด

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รับ จำเป็นต้องทำตามหน้าที่สลายการชุมนุม เพื่อเปิดทางเข้ารัฐสภา ตามหลักสากล ยัน ใช้เพียงแก๊สน้ำตาเท่านั้นไม่มีวัตถุระเบิด

พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ บุกเข้าสลายการชุมนุมหน้าอาคารรัฐสภาเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมาว่า เจ้าหน้าที่มีความจำเป็นในการเข้าสลายการชุมนุมดังกล่าว เพื่อเปิดทางให้ คณะรัฐมนตรีและผู้ที่เกี่ยวข้องเข้าไปแถลงนโยบายต่อรัฐสภา หลังจากก่อนหน้านี้ กลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ ได้ประกาศปิดล้อมทางเข้าออกและถนนโดยรอบซึ่งถือเป็นความผิดทางกฎหมาย

ส่วนการใช้แก๊สน้ำตากับผู้ชุมนุมนั้น เป็นเครื่องมือควบคุมฝูงชน ตามหลักสากลที่ใช้กันทั่วโลกในการสลายการชุมนุม พร้อมทั้ง ปฏิเสธ ไม่ได้กระสุนยาง หรือ ระเบิดแบบเศษแก้วแต่อย่างใด ส่วน ผู้ชุมนุมที่ได้รับบาดเจ็บนั้นอาจเกิดจากการวิ่งและลื่นล้ม เนื่องจาก ผู้ชุมนุม มีการน้ำมันมาลาดบนพื้นถนนและนำลวดหนามมาวางกั้นไว้ จนทำให้เกิดอันตรายและปฏิเสธกระแสข่าว การเข้าสลายการชุมนุม บริเวณทำเนียบรัฐบาล ในวันนี้ด้วย

รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ยังกล่าวอีกว่า ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทุกคน ใช้ความละมุน-ละม่อม เน้นการเจรจา ไม่ใช่ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม