WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, October 7, 2008

'ม็อบคลั่งชาติ'ลั่นกระสุนหวังดับตร.ล่าสุดเจ็บ162คน


“ม็อบถ่อย” ลุกฮือต้านแผนสลายการชุมนุม “ศูนย์นเรนทร” เผยยอดผู้บาดเจ็บล่าสุด 162 คน ระบุ “ลิ่วล้อเจ๊กลิ้ม” คลั่ง! สาดกระสุนใส่ตำรวจเจ็บสาหัส ด้าน “วชิระ” ระดมทีมแพทย์-พยาบาลตลอด 24 ชั่วโมงรับมือเหตุฉุกเฉิน

นพ.สุรเชษฐ์ สถิตนิรามัย รักษาการเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ หรือศูนย์นเรนทร เปิดเผยตัวเลขผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ตำรวจเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ด้านอาคารรัฐสภา โดยใช้แก๊สน้ำตา มีทั้งสิ้น 162 คน และเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล 63 คน ได้แก่ โรงพยาบาลวชิรพยาบาล โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลกลาง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และโรงพยาบาลพระมงกุฏ

นอกจากนี้ ศูนย์นเรนทรได้สั่งเตรียมความพร้อมทีมแพทย์ฉุกเฉินโรงพยาบาล 6 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลนพรัตน์ราชธานี โรงพยาบาลเลิดสิน โรงพยาบาลสมุทรปราการ โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า โรงพยาบาลฉะเชิงเทรา และโรงพยาบาลปทุมธานี เพื่อเสริมกำลังหน่วยกู้ชีพเอราวัณ และให้โรงพยาบาลราชวิถีสำรองเตียงและห้องฉุกเฉิน ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บอย่างเต็มที่

ขณะที่ นพ.วันชัย เจริญโชคทวี ผอ.โรงพยาบาลวชิระ กล่าวถึงอาการของผู้ได้รับบาดเจ็บ ที่ส่วนใหญ่มีแผลฉกรรจ์จำนวนมากนอกเหนือจากการถถูกแก๊สน้ำตา ซึ่งทางโรงพยาบาลได้ทำการเตรียมแพทย์และพยาบาลไว้รองรับสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งระดมรถกู้ชีพในจังหวัดใกล้เคียงเข้ามาคอยช่วยเหลือ และลำเลียงผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว

ทั้งนี้ ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นายถูกยิงได้รับบาดเจ็บจากการสาดกระสุนใส่ของกลุ่มพันธมิตรฯ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจรายแรกถูกยิงเข้าบริเวณไหปลาร้าด้านขวา ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจอีกนายหนึ่งถูกยิงบริเวณราวนมด้านขวา อาการอยู่ในขั้นอันตราย ซึ่งหน่วยพยาบาลกำลังเร่งปฐมพยาบาล และนำตัวส่งโรงพยาบาล

พันธมิตรเถื่อน ยิง ตร.บาดเจ็บราวนมอาการสาหัส รอรถพยาบาลรับตัว


ตำรวจสั่งให้ทุกคนออกจากบริเวณรัฐสภา เพื่อเคลียร์พื้นที่ทั้งหมด ถูกกลุ่มพันธมิตรฯ ใช้อาวุธปืนยิงเข้าใส่จนได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 2 รายแล้ว

เวลา 17.50 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ประสานรถพยาบาล เพื่อเข้ามารับเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย ที่ถูกยิงบาดเจ็บ จากการสาดกระสุนใส่ของกลุ่มพันธมิตรฯ แต่จนถึงขณะนี้ รถพยาบาล ก็ยังไม่สามารถเข้าไปในอาคารรัฐสภาได้

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปฐมพยาบาลเบื้องต้น โดยในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจรายแรก ที่ได้รับบาดเจ็บ จากการถูกยิงเข้าบริเวณไหปลาร้าด้านขวา มีการใช้มีดผ่าลูกกระสุนออก ซึ่งล่าสุด อาการปลอดภัยแล้ว ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจอีกนายหนึ่ง ที่ถูกยิงบริเวณราวนมด้านขวา ยังอยู่ในอาการอันตราย ซึ่งหน่วยพยาบาล กำลังเร่งปฐมพยาบาล และประสานรถพยาบาล ให้เข้ารับตัว

นายกฯ ยันเดินหน้าทำงานเพื่อประชาชน พร้อมตัดสินใจเมื่อเหมาะสม

"สมชาย" ลั่นยังไม่ลาออก-ยุบสภา ชี้ เหตุสลายชุมนุมที่หน้ารัฐสภาเพื่อป้องกันกลุ่มบุคคลบุกเข้าไปสร้างความเสียหายภายใน มั่นใจไม่มีปฏิวัติ

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวภายหลังหารือกับผู้บัญชาการเหล่าทัพว่า รัฐบาลกำลังพยายามแก้ไขสถานการณ์ให้สงบเรียบร้อย แต่ก็จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพราะจะทำเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็คงไม่เป็นผล

นายสมชาย กล่าวยอมรับว่า มีความเป็นห่วงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่รัฐสภา เพราะได้รับรายงานข่าวเมื่อคืนนี้ ว่ามีบุคคลกลุ่มหนึ่งจะบุกเข้าในรัฐสภาเพื่อวัตถุประสงค์ขัดขวางไม่ให้การทำงานในสภาไม่สะดวก ดังนั้นเจ้าหน้าที่ ตร.ต้องเข้าดูแลเพื่อป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้นในสภา

ทั้งนี้ได้พยายามแก้ไขสถานการณ์ให้เกิดความสงบเรียบร้อย โดยได้ประสานงานกับผู้มีหน้าที่ดูแล แต่ต้องได้รับการแก้ไขจากทุกฝ่าย ไม่ใช่รัฐบาลแก้ไขฝ่ายเดียวคงไม่สำเร็จ ซึ่งตนเองได้พูดเรื่องนี้หลายครั้งแล้ว

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี กล่าวว่ายังไม่มีการตัดสินใจลาออก หรือยุบสภา การตัดสินใจใด ๆ จะพิจารณาในเวลาที่เหมาะสม

"ตราบใดที่ผมยังอยู่ในหน้าที่ ไม่วันเวลาใด จะไม่ทุเลาการทำงาน การตัดสินใจใด ๆ จะพิจารณาในเวลาที่เหมาะสม" นายกรัฐมนตรี กล่าว

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการลาออกจากรองนายกรัฐมนตรีของ พล อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ว่าขณะนี้ยังไม่เห็นหนังสือลาออก จึงยังไม่ทราบเรื่องดังกล่าว


จี๊ปเชอโรกีระเบิดหน้าพรรคชาติไทย ดับ 1 สาเหตุยังไม่ชัด

จี๊ปเชอโรกีระเบิดหน้าพรรคชาติไทย เสียชีวิต 1 ราย ไส้ทะลักเกลื่อนถนน สาเหตุยังไม่ทราบแน่ชัด ต้องรอผลตรวจพิสูจน์ของเจ้าหน้าที่อีกครั้ง

เมื่อเวลา 16.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณพรรคชาติไทย ถนนสุโขทัย แถวแยกพิชัย รถจี๊ป CHEROKEE สีครีม ทะเบียน พต-4755 กทม. เกิดระเบิดขึ้น โดยมีคนเสียชีวิต 1 ราย ยังไม่ทราบชื่อสกุล และเพศ ซึ่งก่อนเกิดเหตุได้จอดอยู่ฝั่งตรงข้ามพรรคชาติไทย และผู้เสียชีวิตได้นั่งอยู่ภายในรถคันดังกล่าว เมื่อระเบิดขึ้นผู้ตายไส้ทะลักชิ้นเนื้อกระเด็นออกนอกตัวรถเกลื่อนถนน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้กันประชาชนออกนอกพื้นที่เพื่อตรวจสอบกระเป๋าสะพายสีดำที่ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ เนื่องจากไม่แน่ใจจะมีอะไรบรรจุอยู่ข้างในทำให้เกิดระเบิดอีกหรือไม่ ซึ่งต้องตรวจสอบหาสาเหตุอีกครั้ง

จากการสอบถามผู้เห็นเหตุการณ์ บอกว่า รถจอดอยู่ดีๆ ก็ระเบิดขึ้นมีไฟลุกท่วม และได้ยินเสียงระเบิดอีก 2-3 ครั้งตามมาจนกระทั่งไฟลุกท่วมทั้งคัน ซึ่งรถคันดังกล่าวได้ติดตั้งถังก๊าซ ซึ่งถือว่าเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี และในขณะนี้หน่วยบรรเทาสาธารณภัยได้นำรถน้ำมาดับควบคุมเพลิงไว้ได้แล้ว แต่ยังไม่ชัดเจนสาเหตุเกิดจากอะไรกันแน่ ต้องรอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุก่อน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบพบระเบิดควัน 1 ลูกตกอยู่บริเวณรถที่เกิดเหตุ ซึ่งเจ้าหน้าที่จึงได้เก็บเอาไว้เป็นหลักฐาน


‘บิ๊กป็อก’ดับกระแสรัฐประหารพร้อมสนธิกำลังสลาย‘ม็อบถ่อย’

โฆษก ทบ.ระบุ บิ๊กป็อกเป็นห่วงเหตุม็อบถ่อยปิดล้อมรัฐสภา ให้คำมั่นกองทัพไม่เคลื่อนไหว ดับกระแสข่าว รัฐประหาร 51ย้ำรอประเมินสถานการณ์ความรุนแรง ก่อนเสนอเงื่อนไขกล่อม ผู้นำรัฐบาลเป็นแนวทางปฏิบัติ ลั่นระดม 3 กองร้อยพร้อมสนธิกำลังตำรวจ ยันถกเครียด ผบ.เหล่าทัพ-5 เสือ ทบ.ไม่เกี่ยวประเด็นร้าวทางการเมือง

พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) มีความเป็นห่วงสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หลังมีการเคลื่อนพลปิดล้อมอาคารรัฐสภา

ทั้งนี้ เพื่อเปิดทางให้ ส.ส. และ ส.ว. สามารถเข้าร่วมประชุมสภา เพื่อหาข้อสรุปในประเด็นความขัดแย้งทางการเมือง และสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นนี้ โดยล่าสุด ผบ.ทบ.ได้มีการประสานไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ใช้วิธีตามหลักสากลนิยม ไม่ควรให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

ขณะเดียวกัน ได้ยืนยันว่ากองทัพยังไม่มีความจำเป็นต้องออกไปดำเนินการใดๆ คงทำได้เพียงการประเมินสถานการณ์ และเสนอแนวทางการปฏิบัติไปยังนายกรัฐมนตรีเท่านั้น พร้อมทั้งให้การสนับสนุนกำลังหากมีคำสั่งมายังกองทัพ ซึ่งขณะนี้ได้เตรียมชุดกองร้อยรักษาความสงบไว้จำนวน 3 กองร้อยแล้ว


ส่วนการเข้าพบของผู้บัญชาการเหล่าทัพ แม่ทัพภาค และ 5 เสือกองทัพบกเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ยืนยันว่าไม่ได้เรียกมาประชุมนัดพิเศษ โดยเป็นเพียงการรับประทานอาหารร่วมกันครั้งแรกหลังเข้ารับตำแหน่งซึ่งคงจะมีการหารือในเรื่องดังกล่าว



เข้าทางใครมากกว่า

ในฐานะนักการเมือง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ออกตัวนิ่มๆ

“คงจะเห็นแล้วใช่หรือไม่ว่า อันนี้มีหมายศาลมาตั้งนานหลายเดือนมาแล้ว ก่อนผมเป็นนายกรัฐมนตรีเสียอีก ต้องคิดว่าเป็นส่วนของกระบวนการยุติธรรม”

ในภาษาของอดีตผู้พิพากษา นายกฯสมชายพูดชัด

“ผมคิดว่าใครไปแทรกแซง ไปสั่งไม่ได้หรอก แม้แต่ตำรวจเวลาจับแล้วก็มา สอบสวน เราก็สั่งว่าให้เป็นไปอย่างนั้น สั่งไม่ได้ครับ กฎหมายเขาเขียนไว้แน่นอน ถ้าขืนไปทำตามคำสั่งอะไรเนี่ย ถือว่าการสอบสวนไม่ชอบ”

สรุปก็คือ รัฐบาลไม่ได้อยู่เบื้องหลังสั่งการเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัว “มหาจำลอง” พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำม็อบพันธมิตรฯ ในขณะออกจากทำเนียบรัฐบาลไปใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.

แต่ก็ไม่มีผลอยู่แล้ว

เพราะทันทีที่ตำรวจเข้าไปแสดงหมายจับ “มหาจำลอง” คาหน่วยเลือกตั้ง กล้องทีวีของม็อบพันธมิตรฯก็ถ่ายทอดนาทีสำคัญไปถึงเครือข่ายทั่วทุกหัวเมือง

ใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงในการส่งสัญญาณเรียกพล ขนคนจากต่างจังหวัดขึ้นรถไฟ รถบัส ดาหน้าเข้ามาสมทบกับม็อบพันธมิตรฯที่ทำเนียบรัฐบาล

เข้าล็อกแผน “ล่อให้จับเพื่อระดมพล” ที่ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี เพื่อนรักร่วมรุ่น จปร.7 ของ “มหาจำลอง” ออกมาอ่านไต๋เพื่อนเกลอ

เน้นยุทธวิธีตามแผนสู้รบ

ว่ากันตามประสา “ทหารเฒ่า” ไม่มีวันตาย

แต่อีกมุมก็มองกันได้ตามแนวของนักวิชาการอย่างนายไชยันต์ ชัยพร อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองฉีกไปในมุมการเมือง อ่านทาง พล.ต.จำลองคงจะคิดว่า

ถึงเวลาแล้วที่จะต้องมอบตัว

ดังนั้น จึงเห็นว่าขณะนี้แกนนำม็อบพันธมิตรฯที่เหลือควรจะมอบตัว และย้ายออกจากทำเนียบรัฐบาล โดยแกนนำจะต้องมีการประชุมเพื่อวางแผนในเรื่องของการเมืองใหม่ที่จะส่งไม้ต่อให้แกนนำรุ่น 2

หักมุม กลายเป็นอารมณ์ของการหาทางลง

ก็อย่างที่เป็นข่าว ก่อนถูกจับกุม “มหาจำลอง” เป็นแกนนำม็อบพันธมิตรฯคนเดียวที่ต่อสายคุยกับ “บิ๊กจิ๋ว” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกฯ พูดจาภาษาดอกไม้ในฐานะ “ลูกรักป๋า” และยังได้พบ “เสธ.หมึก” พล.ท.พิรัช สวามิวัศดุ์ เพื่อนร่วมรุ่น จปร.7 ในฐานะลูกน้อง “บิ๊กจิ๋ว” เข้าไปนั่งคุยกลางวงม็อบ

ท่าทีอ่อน น้ำเสียงเริ่มอ่อย

รับมุกเกาะไต่บันไดลง

และที่น่าแกะรอยต่อจากนั้นก็คือปมที่นายไชยันต์ทิ้งทุ่นไว้

“มหาจำลอง” ไปใช้สิทธิเลือกตั้งของตัวเองตามหน้าที่ เนื่อง จากไม่อยากถูกตัดสิทธิทางการเมือง ซึ่งการแสดงตนว่ามาเลือกตั้ง ถือเป็นเรื่องสำคัญในอนาคต

พล.ต.จำลองจะเอาสิทธิการเมืองไปทำอะไร

คำถามนี้มันก็เกี่ยวโยงไปถึงการเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับรอรับพิมพ์เขียวการเมืองใหม่ จะลงสนามเล่นอะไรหรือเปล่า

งานนี้ต้องอ่านกันข้ามช็อต

แต่กับปมใหม่ที่เพิ่งโผล่มาสดๆร้อนๆ

ล่าสุดหนังสือพิมพ์ Sunday Mirror ของอังกฤษ รายงานว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยและครอบครัว ได้ยื่นเรื่องขอลี้ภัยทางการเมืองในสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการแล้ว

จากการยืนยันของกระทรวงมหาดไทยเมืองผู้ดี ระบุอดีตนายก-รัฐมนตรีของไทย วัย 59 ปี และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา ได้ระบุเหตุผลด้านความไม่ปลอดภัยในชีวิตและความไม่เป็นธรรมของกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย

เป็นเหตุผลหลักในการขอลี้ภัยในสหราชอาณาจักรในครั้งนี้

และแน่นอนกับภาพม็อบพันธมิตรฯระดมพลป่วนรัฐบาลหลังตำรวจจับ “มหาจำลอง” น่าจะมีน้ำหนักต่อการรับพิจารณาของรัฐบาลอังกฤษ

สถานการณ์วุ่นวายทางการเมืองในประเทศไทย ม็อบต่อต้านยึดทำเนียบรัฐบาล ในอารมณ์เคียดแค้นที่แกนนำถูกจับ

กระแสเข้าทาง “นายใหญ่” พอดีเหมือนกัน.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน

ซันเดย์แฉ ทักษิณ-พจมาน ยื่นขอลี้ภัย

หลังจากที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภรรยา หนีคดีความหลบไปอยู่ประเทศอังกฤษ โดยมีข่าวออกมาเป็นระยะว่าทั้งคู่ได้ส่งตัวแทนไปทำเรื่องขอลี้ภัยทางการเมืองต่อรัฐบาลอังกฤษนั้น ล่าสุดทางกระทรวงมหาดไทยของประเทศอังกฤษได้ออกมายืนยันเรื่องดังกล่าวแล้ว

อังกฤษเผย “ทักษิณ” ขอลี้ภัย

ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อวันที่ 6 ต.ค. ว่า เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ซันเดย์ มิร์เรอร์ ในอังกฤษ อ้างคำยืนยันจากกระทรวงมหาดไทยอังกฤษที่ระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภรรยา ทำเรื่องขอลี้ภัยในสหราชอาณาจักรนั้นเป็นความจริง นับแต่ทั้ง 2 คนเดินทางเข้าประเทศอังกฤษตั้งแต่เดือน ส.ค.ที่ผ่านมา หลังไม่ยอมปรากฏตัวต่อศาลไทยในคดีทุจริตจัดซื้อที่ดินรัชดาฯ ทางศาลไทยจึงประกาศพร้อมออกหมายจับ พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ขณะที่พ.ต.ท.ทักษิณปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา พร้อมอ้างว่าครอบครัวของตนไม่ได้รับความเป็นธรรม และเกรงเป็นภัยต่อชีวิตตนและครอบครัว นอกจากนี้ ที่ศาลตัดสินให้คุณหญิงพจมาน มีความผิด พร้อมลงโทษจำคุกเป็นเวลา 3 ปี ในคดีหลบเลี่ยงภาษีคดีที่โอนหุ้นบริษัทชินวัตร คอมพิวเตอร์ฯ ให้แก่นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่ชายคุณหญิงพจมาน

ชี้ช่องสามารถยื่นอุทธรณ์ได้อีก

เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ซันเดย์ฯยังรายงานด้วยว่า ก่อนหน้านี้ พ.ต.ท.ทักษิณประกาศขายหุ้นส่วนสโมสรฟุตบอลพรีเมียร์ลีกแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ให้กับกลุ่มอาบู ดาบีกรุ๊ป ในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ด้วยจำนวนเงิน 210 ล้านปอนด์ ทั้งนี้ พ.ต.ท.ทักษิณเจอข้อกล่าวหาทั้งคดีติดสินบน คอรัปชันช่วงดำรงตำแหน่งขึ้นเป็นนายกฯไทยถึง 2 สมัย ก่อนที่จะถูกก่อรัฐประหารเมื่อปี 2549 ทั้งนี้ตามสถิติล่าสุดมีผู้ขอลี้ภัยประมาณ 9% ที่เจ้าหน้าที่อังกฤษพิจารณาแล้วไม่เข้าข่ายผู้ลี้ภัย แต่อนุญาตให้อยู่ในอังกฤษได้เป็นการชั่วคราวด้วยเหตุผลทางมนุษยธรรม ส่วนกรณีที่คำขอขั้นต้นไม่ผ่านการอนุมัตินั้น ผู้ขอมีสิทธิยื่นอุทธรณ์ได้ต่อสำนักงานคณะอนุญาโตตุลาการเรื่องผู้ลี้ภัยและคนเข้าเมือง (Asylum and Immigration Tribunal) หรือเอไอที ที่เป็นหน่วยงานอิสระไม่ขึ้นกับทางการอังกฤษ และต้องยื่นอุทธรณ์ภายใน 10 วัน นับแต่ได้รับจดหมายแจ้งอย่างเป็นทางการว่า คำขอไม่ผ่านการอนุมัติ

มีสิทธิ์สูงได้รับหนังสือเดินทางพิเศษ

เว็บไซต์หนังสือพิมพ์ซันเดย์ฯ ยังรายงานอีกว่า ในกรณีที่ผู้ขอได้รับสถานะผู้ลี้ภัยหรือได้รับอนุญาตให้อยู่ในประเทศอังกฤษได้เป็นการชั่วคราวด้วยเหตุผลทางมนุษยธรรม บุคคลดังกล่าวจะสามารถเดินทางออกนอกประเทศอังกฤษได้หรือไม่ เพราะถือว่าอาจจะถูกตัดขาดจากประเทศเดิมไปโดยปริยายแล้ว เช่น หนังสือเดินทางอาจถูกยกเลิกหรือไม่ กล้าที่จะไปขอหรือต่ออายุหนังสือเดินทางที่สถานทูตของตน ในกรณีเช่นนี้ รัฐบาลอังกฤษจะออกเอกสารการเดินทางให้ ที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า เทรเวล โดคูเมนต์ เอกสารดังกล่าวจะสามารถใช้แทนหนังสือเดินทางไปต่างประเทศได้ แต่มีข้อจำกัด คือ คนที่ถือเทรเวล โดคูเมนต์ จะไม่ได้รับอนุญาตให้เดินทางไปยังประเทศบ้านเกิดที่ตัวเองหลบหนีออกมา ถ้าฝ่าฝืนอาจจะถูกเพิกถอนสถานะผู้ลี้ภัยได้

“สมชาย” ขึงขังดำเนินคดี “ทักษิณ” ต่อ

เมื่อเวลา 12.00 น. วันเดียวกัน ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภรรยา ทำเรื่องขอลี้ภัยในประเทศอังกฤษว่า ไม่ได้คุยกับพ.ต.ท.ทักษิณในเรื่องนี้ และการทำเรื่องขอลี้ภัยในอังกฤษก็แจ้งตนไม่ได้อยู่แล้ว ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังการขอลี้ภัยแล้วการขอตัวมาดำเนินคดีในไทยจะกระทำต่อหรือไม่ นายสมชายตอบว่า ยังคงดำเนินการอยู่ รัฐบาลไม่มีอะไรไปขัดขวางหรือเอื้อประโยชน์ให้ใครทั้งสิ้น ถึงแม้เป็นคนรู้จักกันก็ตาม ทุกอย่างต้องเป็นไปตามกระบวนการ

ต่อข้อถามว่ามีการกล่าวหาว่ารัฐบาลสองมาตรฐานในเรื่องการจับตัว พล.ต.จำลอง ศรีเมือง กับการติดตามตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาดำเนินคดี นายสมชายตอบว่า ได้พูดไปแล้ว เป็นไปตามกติกา เมื่อถามว่า รัฐบาลเป็นห่วงสถานการณ์การเมืองที่อาจจะรุนแรงขึ้นหรือไม่ และจะแก้ปัญหาอย่างไร นายสมชายกล่าวว่า การเมืองรุนแรงขึ้น เราต้องทำความเข้าใจกันให้ดี และต้องใช้เหตุผลว่าอะไรเป็นอะไร เมื่อถามว่า รัฐบาลจะมีแนวทางสกัดกั้นแนวร่วมไม่ให้เข้าร่วมชุมนุมกับม็อบพันธมิตรฯ หรือขอความร่วมมืออย่างไร นายสมชายตอบว่า ก็ขอร้องอย่าให้รุนแรงกว่านี้เลย


อ่านรายละเอียดต่อ ไทยรัฐ

ประมวลเหตุสลายม็อบ

กรุงเทพฯ 7 ต.ค. - สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รุนแรงขึ้นอีกครั้งเมื่อช่วงค่ำวานนี้ หลังพันธมิตรฯ เคลื่อนขบวนไปปักหลักชุมนุมหน้ารัฐสภา หวังกดดันรัฐบาลในการแถลงนโยบาย ในเช้าวันนี้

สถานการณ์ตึงเครียด คณะรัฐมนตรีต้องเรียกประชุมด่วนเมื่อกลางดึกที่ผ่านมา จนล่วงเลยเข้าวันใหม่ ก็เกิดเหตุไม่คาดคิดเมื่อมีการสลายการชุมนุม.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-10-07 11:56:24

ตำรวจแจงเหตุผลสลายม็อบ ยืนยันแก๊สน้ำตาไม่สามารถทำให้คนขาขาด

สะพานชมัยมรุเชฐ 7 ต.ค. - แกนนำพันธมิตรฯ ยืนยันจะเดินหน้าไม่ให้มีการประชุมแถลงนโยบายรัฐบาลที่รัฐสภาได้ ขณะที่ตำรวจชี้แจงความจำเป็นต้องสลายม็อบเพราะพันธมิตรฯ กระทำเกินกว่าเหตุ ยืนยันประสิทธิภาพของแก๊สน้ำตาไม่สามารถทำให้คนขาขาดได้

แกนนำพันธมิตรฯ สลับสับเปลี่ยนขึ้นเวที ย้ำให้ผู้ชุมนุมปักหลักทั้งที่ทำเนียบฯ และรัฐสภา เพื่อรอกำลังที่จะมาสมทบจากต่างจังหวัด โดยจะเดินหน้าทุกวิถีทางเพื่อไม่ให้ครบองค์ประชุม พร้อมเรียกร้องให้รัฐวิสาหกิจพิจารณาหยุดงานเพื่อแสดงออกถึงความไม่พอใจต่อการสลายการชุมนุม โดยบนเวที ได้นำผู้ได้รับบาดเจ็บ และ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ขึ้นเล่าเหตุการณ์สลายการชุมนุมให้ผู้ร่วมชุมนุมทราบ

ขณะที่ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. ยืนยันมาตรการที่ตำรวจใช้การชุมนุมเป็นสิ่งจำเป็นเพราะพันธมิตรฯ ขัดขวางการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีก่อนเข้าบริหารราชการแผ่นดิน ถือเป็นการกระทำเกินขอบเขต ทั้งนี้ ได้แถลงวิงวอนให้ประชาชนใช้วิจารณญาณในการเข้าร่วมชุมนุม ยืนยันประสิทธิภาพของแก๊สน้ำตาไม่สามารถทำให้คนขาขาดได้ แต่ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บอาจเกิดจากระเบิดที่เตรียมมาเอง

ส่วนที่ รพ.วชิระพยาบาล มีผู้บาดเจ็บจนถึงขณะนี้ 53 ราย บาดเจ็บสาหัส 7 ราย อยู่ในห้องผ่าตัดใหญ่ ขณะที่แพทย์พูดตรงกันว่า แก๊สน้ำตาทำได้เพียงระคายเคือง ไม่น่ารุนแรงถึงขั้นขาขาดได้ ทั้งนี้ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงห่วงใยประชาชน มีกระแสรับสั่งให้แพทย์ดูแลผู้บาดเจ็บอย่างดีที่สุด.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-10-07 11:39:42




ฝืด ! แผนชั่ว โจรกบฏ


คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

หลังการเข้าจับกุม 2 ใน 9 แกนนำ “พันธมารธิปไตย” ซึ่งเหตุการณ์ทั้ง 2 เหตุการณ์พอฟังความได้ว่า มันมีเนื้อหาสาระที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง คนหนึ่งตำรวจออกแรงไปจับ แต่อีกคนใช้เล่ห์มารยาสาไถ วางแผนชั่วร้าย เพื่อหวังให้ตำรวจจับกุมแล้วจะเอาสิ่งนี้ไปเรียกราคา เรียกคนเข้ามาร่วม เนื่องเพราะคนรู้เช่นเห็นชาติกันหมดแล้ว จึงหดหาย เรียกเท่าไรก็ไม่มา...สักที...

คนหนึ่งพลาดพลั้งไม่ระวังตัวเลยถูกตำรวจรวบคารถของตัวเอง ระหว่างเดินทางบนทางด่วนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร งานนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจแสดงฝีไม้ลายมือให้เห็น และบอกว่า “เป็นการทดสอบกระแส”

ปรากฏว่าทั้งวันปลุกระดมแล้วปลุกระดมอีก มีคนมาไม่เกิน 3.5 พันคน ในทำเนียบรัฐบาล

แกนนำพันธมารธิปไตย เห็นท่าจะไปไม่รอด แย่แล้ว ขนาดปลุกระดมทั้งวี่ทั้งวัน ผ่านสื่อในเครือยังไม่มีแนวร่วมให้ความสนใจ จึงสุมหัวกัน คิด วางแผนชั่วร้าย...กันใหม่ ให้ 1 ใน 8 แกนนำที่เหลือที่คิดว่าจะมีพลานุภาพในการเรียกระดมทุน ... เอ้ย เรียกระดมคน ให้มาจากทั่วสารทิศเป็นแสนๆ คน เข้ามารวมตัวกันในทำเนียบรัฐบาล และกรุงเทพมหานคร

จากที่เคยบอกว่าจะไม่ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง

กลายเป็นว่า ไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง นี่...เป็นการ “โกหกตอแหล”

เขียนจดหมายน้อย เพื่อประกาศให้คนมารับช่วงต่อปลุกระดม รับรู้ รับทราบ เป็นการล่วงหน้าซะด้วย

ถ้อยคำในจดหมายน้อยนี้ ใช้คำกล่าวอ้างที่ว่า “มาทำบุญประเทศ” หรือ “ตอบแทนคุณแผ่นดิน” ซึ่งเป็นคำเก่าๆ คุ้นหู แต่หาเหตุผลใดไม่เจอ เพราะพฤติกรรมในการบุกรุกสถานที่ราชการ และยึดทำเนียบรัฐบาล คนเขารู้กันทั่วบ้านทั่วเมืองว่ามันเป็นการกระทำที่จงใจเหยียบย่ำทำลายชาติบ้านเมือง มันคือการ “ทำลายแผ่นดิน” มากกว่า “การทำบุญแผ่นดิน” ของคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้น

ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ การที่ คนใกล้ชิด ที่เคยปฏิบัติการ สร้างสถานการณ์ให้เกิดความรุนแรง เผาโรงพัก สน.นางเลิ้ง ในช่วงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ออกมาแฉแผนการชั่วร้ายนี้เองว่าเป็นการจงใจสร้างสถานการณ์ เพื่อให้ถูกจับ แล้วจะได้เรียกระดมทุน และ ระดมคน อีกรอบหนึ่งเท่านั้นเอง

น่าสงสารผู้คนที่ไปสงสาร 2 ใน 9 แกนนำพันธมารธิปไตย เสียจริงๆ เนื่องเพราะ ถูกต้มตุ๋น โดยไม่รู้ตัว ตกเป็นเหยื่อของแผนการชั่วร้ายนี้ไปเสียแล้ว เขาปลุกระดม โดยปิดบังข้อเท็จจริงที่ว่า เป็นการสมคบกัน วางแผนกัน เพื่อออกไปท้าทายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุม หวังจะสร้างสถานการณ์ให้เหมือนกับเหตุการณ์ ตุลามหาวิปโยค หรือ พฤษภาทมิฬ
ขอโทษจริงๆ วันนี้บ้านเมืองเดินหน้ามาไกล คนรับรู้ข้อมูลข่าวสาร แผ่นดินนี้มีพระสยามเทวาธิราช พระเสื้อเมือง พระทรงเมือง การวางแผนชั่วร้ายใดๆ ที่หวังจะให้ติดกับดักเหล่านี้ รับรองได้ว่า...ไม่มีผล...

คนชั่วย่อมได้รับการลงโทษ ยิ่งวางแผนชั่วหลอกผู้คนเท่าไร ผลชั่วร้ายนั้นจะกลับคืนไปหาคนที่คิดทำร้ายประเทศนานับทวีคูณ ยุติความคิด และการกระทำที่สุดชั่วร้ายต่อประเทศชาติกันได้แล้ว เดินออกมามอบตัวสู้คดี เข้าคุกเข้าตะรางเสียทีเถอะ...