เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, October 7, 2008
สัมภาษณ์ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด
7 ต.ค. - สัมภาษณ์สด พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ถึงความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวการชุมนุม ที่ฝ่ายกองทัพเกาะติดการชุมนุม ที่ทราบว่าทางตำรวจได้ประสานมายังกองทัพ เพื่อขอให้ทหารเข้ามาเป็นผู้ช่วยตำรวจในการดูแลความสงบ.
ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-10-07 20:36:25

จ่อจับอีก20กบฏลือ‘เจ๊ปอง’ต่อคิว
* ‘ไชยวัฒน์-จำลอง’สวมชุดนักโทษนอนคุกยาว
“ตำรวจ” รุกคืบจ่อออกหมายจับ 20 พันธมิตรฯ อีกเป็นระลอกที่ 2 เผยมีทั้ง “อัญชลี-สำราญ-ประพันธ์” และบรรดาพวกขึ้นเวทีปลุกระดม พร้อมจัดกำลังเจ้าหน้าที่ประกบตัวแกนนำที่เหลือไม่คลาดสายตา ขณะเดียวกัน “ไชยวัฒน์” ต้องนอนคุกยาว ศาลอาญาสั่งยกคำร้องหลังยื่นขอปล่อยตัวโดยมิชอบ ชี้ตำรวจทำตามกฎหมาย เจ้าตัวคอตกถูกสวมกุญแจมือใส่ชุดนักโทษ กลับไปขังต่อที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ส่วน “จำลอง” ต่อคิวเปลี่ยนม่อฮ่อมใส่เครื่องแบบคุกอีกราย ด้านตำรวจ “นครบาล” เตรียมพร้อมกำลัง 7 กองร้อยรับมือแผนม็อบดาวกระจายป่วนเมือง
* “นครบาล” จัด7กองร้อยรับมือดาวกระจาย
หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แสดงฝีมือในการจับกุม 2 กบฏ ทั้ง นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ คนสำคัญ ท่ามกลางความชื่นชมในความกล้าหาญ และการปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบกฎหมาย รวมไปถึงข่าวที่ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการจัดกำลังประกบผู้ต้องหากบฏอีก 7 คนที่เหลืออย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งเป็นแกนนำคนสำคัญ และพร้อมเข้าจับกุมทันทีที่โผล่ออกมานอกทำเนียบรัฐบาลนั้น
จ่อจับอีก 20 กบฏพธม.รุ่น2
ล่าสุดแหล่งข่าวนายตำรวจระดับสูงยังเปิดเผยอีกว่าเร็วๆ นี้ จะมีการขออนุมัติหมายจับเพิ่มเติมอีกประมาณ 20 คน ในข้อหาเดียวกัน เนื่องจากพบว่ามีพฤติกรรมในทำนองเดียวกันกับผู้ต้องหาที่ถูกหมายจับกุมไปในครั้งแรก และพบว่าผู้ต้องหาที่จะมีการออกหมายจับกุมรุ่น 2 นี้ เป็นบุคคลที่ยังคงปลุกระดมสร้างความแตกแยก ให้ร้ายรัฐบาล และส่อว่าสนับสนุนการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็น นายสำราญ รอดเพชร นายประพันธ์ คูณมี น.ส.อัญชลี ไพรีรัก ฯลฯ
ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในคืนวันที่ 5 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ถูกจับและมีการระดมพลครั้งใหญ่ ปรากฏว่ามีผู้มาร่วมการชุมนุม ซึ่งล้วนแต่ถูกเกณฑ์ขึ้นรถบัสมาเพียงประมาณหมื่นคนเศษเท่านั้น และเมื่อถึงเช้าวันที่ 6 ตุลาคม ก็เหลือผู้ชุมนุมเพียงประมาณกว่า 2 พันคน ซึ่งทำให้มีการประเมินของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าแกนนำพันธมิตรฯ อาจตัดสินใจก่อการรุนแรงขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากกระแสเริ่มปลุกไม่ขึ้น
นอกจากนี้ยังพบว่ามีการกะเกณฑ์บรรดาการ์ดพันธมิตรฯ และนักรบศรีวิชัย เข้าตรึงกำลังตั้งแต่คืนวันที่ 6 ตุลาคม โดยมีรายงานว่าให้มารวมตัวกันทั้งหมด จากที่เดิมเคยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็นกะ และยังมีการตรวจค้นผู้ชุมนุมอย่างเข้มงวด และกักขฬะ เนื่องจากคนพวกนี้หวาดผวาว่าจะมีสายของเจ้าหน้าที่ตำรวจแทรกแซงเข้าไปในการชุมนุม
ยกคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว
ขณะที่ในเวลา 15.30 น. วันเดียวกัน ที่ห้องพิจารณาคดี 701 ศาลอาญา ศาลได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำสั่งกรณีที่ นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ แนวร่วมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ขอให้ปล่อยตัว เนื่องจากถูกคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90
โดยศาลพิเคราะห์แล้วคดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่านายไชยวัฒน์ผู้ร้องถูกคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งผู้ร้องนำสืบว่าถูกจับกุมโดยมิชอบ เนื่องจากคดีนี้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ที่ขอเพิกถอนหมายจับผู้ร้องกับพวกไว้แล้ว และผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอให้ระงับการดำเนินการตามหมายจับไว้ก่อน คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ หมายจับย่อมถูกระงับใช้ไว้ชั่วคราว การที่ตำรวจนำหมายดังกล่าวไปจับผู้ร้องจึงเป็นการจับโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
ศาลเห็นว่า แม้ผู้ร้องกับพวกยื่นอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนหมายจับ และศาลอุทธรณ์มีคำสั่งรับไว้พิจารณาแล้วก็ตาม แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ยังมิได้มีคำสั่งเพิกถอนหมายจับ และกรณีที่ผู้ร้องยื่นคำขอให้ระงับการดำเนินการตามหมายจับไว้ก่อน แต่ศาลอุทธรณ์ก็ยังมิได้มีคำสั่งเปลี่ยนแปลงหรือมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น จึงต้องถือว่าหมายจับของศาลอาญามีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมาย เจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจจับกุมผู้ร้องตามหมายจับได้
ข้ออ้างแกนนำม็อบฟังไม่ขึ้น
ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่า เจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมผู้ร้องในบ้านพักโดยไม่มีหมายค้นนั้น ได้ความจากคำเบิกความของผู้ร้องว่า ขณะถูกจับกุมผู้ร้องเปิดประตูจะเข้าบ้าน ซึ่งเป็นร้านค้า เมื่อผู้ร้องเดินเข้าไปในบ้านแล้วเจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปจับกุมในบ้าน เห็นว่า ผู้ร้องเบิกความว่าถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมบริเวณหน้าบ้านพัก ข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่า เจ้าพนักงานตำรวจแสดงตัวเพื่อเข้าจับกุมผู้ร้องในขณะที่ผู้ร้องยืนอยู่ด้านนอกของตัวบ้าน แม้ผู้ร้องจะเดินเข้าไปในตัวบ้านก็ต้องถือว่าเป็นพฤติการณ์ที่ต่อเนื่องกับเหตุการณ์ตอนแรกที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมบริเวณหน้าบ้าน ซึ่งมิใช่ที่รโหฐานหรือที่ส่วนตัว ประกอบกับโดยสภาพหน้าบ้านของผู้ร้องเป็นร้านค้าจึงถือว่าเป็นสถานที่สาธารณะ ประชาชนทั่วไปมีความชอบธรรมจะเข้าไปได้ กรณีจึงไม่จำต้องมีหมายค้น
สำหรับที่ผู้ร้องนำสืบต่อไปว่า การนำตัวผู้ร้องไปคุมขังไว้ที่ บก.ตชด.ภาค 1 เป็นการคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ทั้งการสอบสวนก็กระทำโดยไม่มีพนักงานสอบสวน สน.ประเวศ ท้องที่จับกุม จึงเป็นการสอบสวนโดยไม่ชอบ เห็นว่า ป.วิอาญา มาตรา 83 วรรคหนึ่ง บัญญัติเกี่ยวกับวิธีการจับว่า ให้เจ้าพนักงานผู้จับสั่งให้ผู้จับไปยังที่ทำการของพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ถูกจับ เว้นแต่สามารถนำไปที่ทำการของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบได้ในขณะนั้น ประกอบกับได้ความจากพนักงานสอบสวนในชั้นฝากขังว่า คดีนี้ บช.น. มีคำสั่งแต่งตั้งพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบไว้แล้ว เมื่อเจ้าพนักงานจับกุมผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ต้องหาที่ 7 ตามหมายจับ เจ้าพนักงานผู้จับย่อมนำตัวผู้ถูกจับไปยัง บก.ตชด.ภาค 1 ได้ โดยไม่จำเป็นต้องนำตัวไป สน.ประเวศ อันเป็นท้องที่ที่จับกุมผู้ต้องหา ข้อนำสืบของผู้ร้องจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง
เมื่อไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายกำหนดสถานที่คุมขังผู้ถูกจับไว้โดยเฉพาะ ประกอบกับได้ความจากผู้ร้องตอบคำถามค้านพนักงานสอบสวนว่า สน.นางเลิ้ง ซึ่งเป็นสถานที่ที่ผู้ร้องขอให้นำตัวไปควบคุมนั้นอยู่ใกล้กับบริเวณกลุ่มพันธมิตรฯ ชุมนุม จึงอาจเกิดการปิดล้อม สน.นางเลิ้ง ได้ผู้บังคับบัญชาจึงเปลี่ยนให้ควบคุมที่ บก.ตชด.ภาค 1 จ.ปทุมธานี ห่างไกลจากบริเวณชุมนุมโดยคำนึงถึงเหตุผลด้านความปลอดภัย และได้จัดชุดพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบเดินทางไปสอบปากคำผู้ร้องทันที กรณีจึงไม่จำต้องมี พนักงานสอบสวน สน.ประเวศ ร่วมทำการสอบสวนแต่อย่างใด ฉะนั้น การคุมขังและการสอบสวนจึงไม่ปรากฏขั้นตอนใดที่ปฏิบัติโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
“ไชยวัฒน์” ได้นอนคุกยาว
ส่วนที่ผู้ร้องนำสืบการตั้งข้อหากบฏ หรือข้อหาอื่นตามหมายจับไม่ชอบ เห็นว่า กรณีดังกล่าวอยู่ในการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ซึ่งศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้มีคำสั่งเปลี่ยนแปลง หรือมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นดังที่กล่าวมาในข้างต้น ในชั้นนี้จึงไม่จำต้องวินิจฉัยส่วนที่ผู้ร้องนำสืบในประเด็นอื่น เช่น การที่ผู้ร้องเข้าร่วมชุมนุมกับพันธมิตรฯ เป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตรา 63, 69 และ 70 ชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ มีความมุ่งหมายรักษาระบอบประชาธิปไตยและคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 237 และ 309 เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และเอื้อประโยชน์ให้คดียุบพรรคไทยรักไทย ชาติไทย และมัชฌิมาธิปไตย ถือเป็นข้ออ้างในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผู้ร้องในชั้นสืบพยานของศาล
แต่ชั้นนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของพนักงานสอบสวน และต้องรอผลสรุปเสนอความเห็นให้อัยการพิจารณาสั่งฟ้อง หรือสั่งไม่ฟ้องผู้ร้องกับพวกในความผิดฐานใดหรือไม่ หากเห็นว่าเรื่องใดจะเป็นประโยชน์แก่รูปคดีของตนผู้ร้องย่อมมีสิทธินำเสนอข้อเท็จจริงดังกล่าวเสนอต่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองได้ แต่ขั้นตอนดังกล่าวยังมิได้อยู่ในการพิจารณาของศาล ชั้นนี้จึงไม่จำต้องวินิจฉัย คำร้องของผู้ร้องไม่มีมูลที่ศาลจะดำเนินการตาม ป.วิอาญา มาตรา 90 ให้ยกคำร้อง
ภายหลังศาลอาญายกคำร้อง นายไชยวัฒน์ ซึ่งถูกสวมกุญแจมือ อยู่ในชุดผู้ต้องขังสีน้ำตาล สวมรองเท้าแตะ ถูกนำตัวไปควบคุมไว้บริเวณใต้ถุนศาล เพื่อเตรียมนำตัวกลับไปควบคุมไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพต่อไป โดยมีกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ ประมาณ 100 คน เดินทางมาให้กำลังใจ
ขัง "จำลอง" ต่ออีก12 วัน
ขณะที่ ศาลอาญารัชดาภิเษก มีคำสั่งให้อนุญาตให้ฝากขัง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หนึ่งในแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ผู้ต้องหาร่วมกันเป็นกบฏตามหมายจับของศาลอาญา เป็นเวลา 12 วัน ตามคำร้องของพนักงานสอบสวน สน.นางเลิ้ง เนื่องจากศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า พนักงานสอบสวนยังสอบสวนไม่เสร็จสิ้น โดยต้องสอบสวนพยานอีกจำนวนมาก พร้อมต้องตรวจสอบการกระทำผิดที่เกี่ยวเนื่องกันในต่างจังหวัด จึงมีเหตุจำเป็นต้องคุมขังไว้เพื่อการสอบสวน
อีกทั้งหมายจับก็ยังมีผลบังคับใช้ เพราะศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้เพิกถอนหมายจับ แกนนำทั้ง 9 คน จึงอนุญาตให้ฝากขังตามคำร้องพร้อมได้กำชับให้พนักงานสอบสวนเร่งรัดสอบสวนให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว
ด้าน พล.ต.จำลอง ยืนยันว่า จะไม่ขอยื่นประกันตัวหลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้นำตัว พล.ต.จำลอง และ นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ไปควบคุมตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ท่ามกลางกลุ่มพันธมิตรฯ ที่เดินทางมาให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก
พธม.ขู่ประกาศชุมนุมใหญ่
ด้าน นายพิภพ ธงไชย นายสมศักดิ์ โกศัยสุข 2 แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แถลงข่าวกรณี 2 แกนนำถูกจับกุมในข้อหากบฏ โดยนายสมศักดิ์ กล่าวว่า มาตรการเคลื่อนไหวใหญ่นั้นจะมีแน่นอน และจะประกาศมาตรการเพื่อขับไล่รัฐบาล เพราะรัฐบาลชุดนี้หมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศแล้ว
ส่วนกรณีหากมีการเคลื่อนไหวนอกทำเนียบ แกนนำพันธมิตรฯ ที่โดนข้อหากบฏจะออกไปเป็นผู้นำหรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า อาจจะออกไป เพราะพวกตนไม่ได้กลัวหมายจับหรือข้อหาดังกล่าว มีการต่อสู้ในชั้นศาลแล้วว่าเรื่องการตั้งข้อหาเป็นเท็จ ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการอุทธรณ์ และ พล.ต.จำลอง เองก็ไม่ให้ประกันตัว เพราะไม่ได้เกรงกลัวต่อข้อหานี้ พร้อมยืนยันว่าการที่ พล.ต.จำลอง ออกไปเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เป็นมติของทั้ง 5 แกนนำ เพราะมั่นใจว่ารัฐบาลจะยึดมั่นในคำพูดว่า จะมีการเจรจาเกิดขึ้นกับพันธมิตรฯ แต่กลับถูกหักหลัง เป็นการตบหน้า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี อย่างแรง หากไม่มีการติดต่อมาจากรัฐบาลว่าจะขอเจรจากับพันธมิตรฯ ก็คงไม่มีแกนนำออกไปจากทำเนียบ
ด้านนายพิภพ กล่าวว่า การที่ พล.ต.จำลอง ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ไม่ได้เป็นแผนการปลุกระดมของกลุ่มพันธมิตรฯ หรือเรียกร้องให้คนออกมาชุมนุม แต่เป็นหน้าที่ของพลเมืองที่ทำตามกฎหมายรัฐธรรมนูญของประเทศไทย ที่มีอุดมการณ์และมีความตระหนักว่าอะไรผิดอะไรถูก พล.ต.จำลอง ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของประชาชน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พล.ต.จำลอง ก็จะออกไปใช้สิทธิของคนไทยคนหนึ่ง และพร้อมจะตายไปกับความถูกต้อง
ตำรวจรับมือม็อบป่วนเมือง
พล.ต.ต.เอกรัตน์ มีปรีชา รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยว่า ได้มีการเตรียมกำลัง 7 กองร้อย เพื่อดูแลความสงบและรับมือกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ หากมีการเคลื่อนไหวในลักษณะดาวกระจาย ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะไม่มีการสกัดกั้น แต่จะดูแลไม่ให้เกิดความวุ่นวายเพียงเท่านั้น เบื้องต้นไม่ได้รับรายงานว่ามีการเคลื่อนไหวแต่อย่างใด
ขณะที่ พล.ต.ต.อนันท์ ศรีหิรัญ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 กล่าวว่า การเข้าจับกุม พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ นั้นยืนยันว่าไม่มีใบสั่งเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ และจะไม่คัดค้านการประกันตัว เนื่องจาก พล.ต.จำลอง ยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ส่วนแกนนำที่เหลือหากปรากฏตัวต่อหน้าเจ้าหน้าที่พนักงานก็จะดำเนินการจับกุมเช่นกัน

'ม็อบคลั่งชาติ'ลั่นกระสุนหวังดับตร.ล่าสุดเจ็บ162คน
“ม็อบถ่อย” ลุกฮือต้านแผนสลายการชุมนุม “ศูนย์นเรนทร” เผยยอดผู้บาดเจ็บล่าสุด 162 คน ระบุ “ลิ่วล้อเจ๊กลิ้ม” คลั่ง! สาดกระสุนใส่ตำรวจเจ็บสาหัส ด้าน “วชิระ” ระดมทีมแพทย์-พยาบาลตลอด 24 ชั่วโมงรับมือเหตุฉุกเฉิน
นพ.สุรเชษฐ์ สถิตนิรามัย รักษาการเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ หรือศูนย์นเรนทร เปิดเผยตัวเลขผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ตำรวจเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ด้านอาคารรัฐสภา โดยใช้แก๊สน้ำตา มีทั้งสิ้น 162 คน และเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล 63 คน ได้แก่ โรงพยาบาลวชิรพยาบาล โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลกลาง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และโรงพยาบาลพระมงกุฏ
นอกจากนี้ ศูนย์นเรนทรได้สั่งเตรียมความพร้อมทีมแพทย์ฉุกเฉินโรงพยาบาล 6 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลนพรัตน์ราชธานี โรงพยาบาลเลิดสิน โรงพยาบาลสมุทรปราการ โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า โรงพยาบาลฉะเชิงเทรา และโรงพยาบาลปทุมธานี เพื่อเสริมกำลังหน่วยกู้ชีพเอราวัณ และให้โรงพยาบาลราชวิถีสำรองเตียงและห้องฉุกเฉิน ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บอย่างเต็มที่
ขณะที่ นพ.วันชัย เจริญโชคทวี ผอ.โรงพยาบาลวชิระ กล่าวถึงอาการของผู้ได้รับบาดเจ็บ ที่ส่วนใหญ่มีแผลฉกรรจ์จำนวนมากนอกเหนือจากการถถูกแก๊สน้ำตา ซึ่งทางโรงพยาบาลได้ทำการเตรียมแพทย์และพยาบาลไว้รองรับสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งระดมรถกู้ชีพในจังหวัดใกล้เคียงเข้ามาคอยช่วยเหลือ และลำเลียงผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว
ทั้งนี้ ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นายถูกยิงได้รับบาดเจ็บจากการสาดกระสุนใส่ของกลุ่มพันธมิตรฯ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจรายแรกถูกยิงเข้าบริเวณไหปลาร้าด้านขวา ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจอีกนายหนึ่งถูกยิงบริเวณราวนมด้านขวา อาการอยู่ในขั้นอันตราย ซึ่งหน่วยพยาบาลกำลังเร่งปฐมพยาบาล และนำตัวส่งโรงพยาบาล

พันธมิตรเถื่อน ยิง ตร.บาดเจ็บราวนมอาการสาหัส รอรถพยาบาลรับตัว
ตำรวจสั่งให้ทุกคนออกจากบริเวณรัฐสภา เพื่อเคลียร์พื้นที่ทั้งหมด ถูกกลุ่มพันธมิตรฯ ใช้อาวุธปืนยิงเข้าใส่จนได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 2 รายแล้ว
เวลา 17.50 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ประสานรถพยาบาล เพื่อเข้ามารับเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย ที่ถูกยิงบาดเจ็บ จากการสาดกระสุนใส่ของกลุ่มพันธมิตรฯ แต่จนถึงขณะนี้ รถพยาบาล ก็ยังไม่สามารถเข้าไปในอาคารรัฐสภาได้
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปฐมพยาบาลเบื้องต้น โดยในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจรายแรก ที่ได้รับบาดเจ็บ จากการถูกยิงเข้าบริเวณไหปลาร้าด้านขวา มีการใช้มีดผ่าลูกกระสุนออก ซึ่งล่าสุด อาการปลอดภัยแล้ว ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจอีกนายหนึ่ง ที่ถูกยิงบริเวณราวนมด้านขวา ยังอยู่ในอาการอันตราย ซึ่งหน่วยพยาบาล กำลังเร่งปฐมพยาบาล และประสานรถพยาบาล ให้เข้ารับตัว

นายกฯ ยันเดินหน้าทำงานเพื่อประชาชน พร้อมตัดสินใจเมื่อเหมาะสม
นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวภายหลังหารือกับผู้บัญชาการเหล่าทัพว่า รัฐบาลกำลังพยายามแก้ไขสถานการณ์ให้สงบเรียบร้อย แต่ก็จำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพราะจะทำเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งก็คงไม่เป็นผล
นายสมชาย กล่าวยอมรับว่า มีความเป็นห่วงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่รัฐสภา เพราะได้รับรายงานข่าวเมื่อคืนนี้ ว่ามีบุคคลกลุ่มหนึ่งจะบุกเข้าในรัฐสภาเพื่อวัตถุประสงค์ขัดขวางไม่ให้การทำงานในสภาไม่สะดวก ดังนั้นเจ้าหน้าที่ ตร.ต้องเข้าดูแลเพื่อป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้นในสภา
ทั้งนี้ได้พยายามแก้ไขสถานการณ์ให้เกิดความสงบเรียบร้อย โดยได้ประสานงานกับผู้มีหน้าที่ดูแล แต่ต้องได้รับการแก้ไขจากทุกฝ่าย ไม่ใช่รัฐบาลแก้ไขฝ่ายเดียวคงไม่สำเร็จ ซึ่งตนเองได้พูดเรื่องนี้หลายครั้งแล้ว
อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี กล่าวว่ายังไม่มีการตัดสินใจลาออก หรือยุบสภา การตัดสินใจใด ๆ จะพิจารณาในเวลาที่เหมาะสม
"ตราบใดที่ผมยังอยู่ในหน้าที่ ไม่วันเวลาใด จะไม่ทุเลาการทำงาน การตัดสินใจใด ๆ จะพิจารณาในเวลาที่เหมาะสม" นายกรัฐมนตรี กล่าว
นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการลาออกจากรองนายกรัฐมนตรีของ พล อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ว่าขณะนี้ยังไม่เห็นหนังสือลาออก จึงยังไม่ทราบเรื่องดังกล่าว

จี๊ปเชอโรกีระเบิดหน้าพรรคชาติไทย ดับ 1 สาเหตุยังไม่ชัด
เมื่อเวลา 16.30 น. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่บริเวณพรรคชาติไทย ถนนสุโขทัย แถวแยกพิชัย รถจี๊ป CHEROKEE สีครีม ทะเบียน พต-4755 กทม. เกิดระเบิดขึ้น โดยมีคนเสียชีวิต 1 ราย ยังไม่ทราบชื่อสกุล และเพศ ซึ่งก่อนเกิดเหตุได้จอดอยู่ฝั่งตรงข้ามพรรคชาติไทย และผู้เสียชีวิตได้นั่งอยู่ภายในรถคันดังกล่าว เมื่อระเบิดขึ้นผู้ตายไส้ทะลักชิ้นเนื้อกระเด็นออกนอกตัวรถเกลื่อนถนน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้กันประชาชนออกนอกพื้นที่เพื่อตรวจสอบกระเป๋าสะพายสีดำที่ตกอยู่ในที่เกิดเหตุ เนื่องจากไม่แน่ใจจะมีอะไรบรรจุอยู่ข้างในทำให้เกิดระเบิดอีกหรือไม่ ซึ่งต้องตรวจสอบหาสาเหตุอีกครั้ง
จากการสอบถามผู้เห็นเหตุการณ์ บอกว่า รถจอดอยู่ดีๆ ก็ระเบิดขึ้นมีไฟลุกท่วม และได้ยินเสียงระเบิดอีก 2-3 ครั้งตามมาจนกระทั่งไฟลุกท่วมทั้งคัน ซึ่งรถคันดังกล่าวได้ติดตั้งถังก๊าซ ซึ่งถือว่าเป็นเชื้อเพลิงอย่างดี และในขณะนี้หน่วยบรรเทาสาธารณภัยได้นำรถน้ำมาดับควบคุมเพลิงไว้ได้แล้ว แต่ยังไม่ชัดเจนสาเหตุเกิดจากอะไรกันแน่ ต้องรอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบจุดเกิดเหตุก่อน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบพบระเบิดควัน 1 ลูกตกอยู่บริเวณรถที่เกิดเหตุ ซึ่งเจ้าหน้าที่จึงได้เก็บเอาไว้เป็นหลักฐาน

‘บิ๊กป็อก’ดับกระแสรัฐประหารพร้อมสนธิกำลังสลาย‘ม็อบถ่อย’
โฆษก ทบ.ระบุ “บิ๊กป็อก” เป็นห่วงเหตุม็อบถ่อยปิดล้อมรัฐสภา ให้คำมั่นกองทัพไม่เคลื่อนไหว ดับกระแสข่าว “รัฐประหาร 51” ย้ำรอประเมินสถานการณ์ความรุนแรง ก่อนเสนอเงื่อนไขกล่อม “ผู้นำรัฐบาล” เป็นแนวทางปฏิบัติ
พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก เปิดเผยว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) มีความเป็นห่วงสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้น หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หลังมีการเคลื่อนพลปิดล้อมอาคารรัฐสภา
ทั้งนี้ เพื่อเปิดทางให้ ส.ส. และ ส.ว. สามารถเข้าร่วมประชุมสภา เพื่อหาข้อสรุปในประเด็นความขัดแย้งทางการเมือง และสถานการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นนี้ โดยล่าสุด ผบ.ทบ.ได้มีการประสานไปยังเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ใช้วิธีตามหลักสากลนิยม ไม่ควรให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ
ขณะเดียวกัน ได้ยืนยันว่ากองทัพยังไม่มีความจำเป็นต้องออกไปดำเนินการใดๆ คงทำได้เพียงการประเมินสถานการณ์ และเสนอแนวทางการปฏิบัติไปยังนายกรัฐมนตรีเท่านั้น พร้อมทั้งให้การสนับสนุนกำลังหากมีคำสั่งมายังกองทัพ ซึ่งขณะนี้ได้เตรียมชุดกองร้อยรักษาความสงบไว้จำนวน 3 กองร้อยแล้ว
ส่วนการเข้าพบของผู้บัญชาการเหล่าทัพ แม่ทัพภาค และ 5 เสือกองทัพบกเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา ยืนยันว่าไม่ได้เรียกมาประชุมนัดพิเศษ โดยเป็นเพียงการรับประทานอาหารร่วมกันครั้งแรกหลังเข้ารับตำแหน่งซึ่งคงจะมีการหารือในเรื่องดังกล่าว

เข้าทางใครมากกว่า
ในฐานะนักการเมือง นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ออกตัวนิ่มๆ
“คงจะเห็นแล้วใช่หรือไม่ว่า อันนี้มีหมายศาลมาตั้งนานหลายเดือนมาแล้ว ก่อนผมเป็นนายกรัฐมนตรีเสียอีก ต้องคิดว่าเป็นส่วนของกระบวนการยุติธรรม”
ในภาษาของอดีตผู้พิพากษา นายกฯสมชายพูดชัด
“ผมคิดว่าใครไปแทรกแซง ไปสั่งไม่ได้หรอก แม้แต่ตำรวจเวลาจับแล้วก็มา สอบสวน เราก็สั่งว่าให้เป็นไปอย่างนั้น สั่งไม่ได้ครับ กฎหมายเขาเขียนไว้แน่นอน ถ้าขืนไปทำตามคำสั่งอะไรเนี่ย ถือว่าการสอบสวนไม่ชอบ”
สรุปก็คือ รัฐบาลไม่ได้อยู่เบื้องหลังสั่งการเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมตัว “มหาจำลอง” พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำม็อบพันธมิตรฯ ในขณะออกจากทำเนียบรัฐบาลไปใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.
แต่ก็ไม่มีผลอยู่แล้ว
เพราะทันทีที่ตำรวจเข้าไปแสดงหมายจับ “มหาจำลอง” คาหน่วยเลือกตั้ง กล้องทีวีของม็อบพันธมิตรฯก็ถ่ายทอดนาทีสำคัญไปถึงเครือข่ายทั่วทุกหัวเมือง
ใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมงในการส่งสัญญาณเรียกพล ขนคนจากต่างจังหวัดขึ้นรถไฟ รถบัส ดาหน้าเข้ามาสมทบกับม็อบพันธมิตรฯที่ทำเนียบรัฐบาล
เข้าล็อกแผน “ล่อให้จับเพื่อระดมพล” ที่ พล.อ.พัลลภ ปิ่นมณี เพื่อนรักร่วมรุ่น จปร.7 ของ “มหาจำลอง” ออกมาอ่านไต๋เพื่อนเกลอ
เน้นยุทธวิธีตามแผนสู้รบ
ว่ากันตามประสา “ทหารเฒ่า” ไม่มีวันตาย
แต่อีกมุมก็มองกันได้ตามแนวของนักวิชาการอย่างนายไชยันต์ ชัยพร อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองฉีกไปในมุมการเมือง อ่านทาง พล.ต.จำลองคงจะคิดว่า
ถึงเวลาแล้วที่จะต้องมอบตัว
ดังนั้น จึงเห็นว่าขณะนี้แกนนำม็อบพันธมิตรฯที่เหลือควรจะมอบตัว และย้ายออกจากทำเนียบรัฐบาล โดยแกนนำจะต้องมีการประชุมเพื่อวางแผนในเรื่องของการเมืองใหม่ที่จะส่งไม้ต่อให้แกนนำรุ่น 2
หักมุม กลายเป็นอารมณ์ของการหาทางลง
ก็อย่างที่เป็นข่าว ก่อนถูกจับกุม “มหาจำลอง” เป็นแกนนำม็อบพันธมิตรฯคนเดียวที่ต่อสายคุยกับ “บิ๊กจิ๋ว” พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกฯ พูดจาภาษาดอกไม้ในฐานะ “ลูกรักป๋า” และยังได้พบ “เสธ.หมึก” พล.ท.พิรัช สวามิวัศดุ์ เพื่อนร่วมรุ่น จปร.7 ในฐานะลูกน้อง “บิ๊กจิ๋ว” เข้าไปนั่งคุยกลางวงม็อบ
ท่าทีอ่อน น้ำเสียงเริ่มอ่อย
รับมุกเกาะไต่บันไดลง
และที่น่าแกะรอยต่อจากนั้นก็คือปมที่นายไชยันต์ทิ้งทุ่นไว้
“มหาจำลอง” ไปใช้สิทธิเลือกตั้งของตัวเองตามหน้าที่ เนื่อง จากไม่อยากถูกตัดสิทธิทางการเมือง ซึ่งการแสดงตนว่ามาเลือกตั้ง ถือเป็นเรื่องสำคัญในอนาคต
พล.ต.จำลองจะเอาสิทธิการเมืองไปทำอะไร
คำถามนี้มันก็เกี่ยวโยงไปถึงการเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับรอรับพิมพ์เขียวการเมืองใหม่ จะลงสนามเล่นอะไรหรือเปล่า
งานนี้ต้องอ่านกันข้ามช็อต
แต่กับปมใหม่ที่เพิ่งโผล่มาสดๆร้อนๆ
ล่าสุดหนังสือพิมพ์ Sunday Mirror ของอังกฤษ รายงานว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยและครอบครัว ได้ยื่นเรื่องขอลี้ภัยทางการเมืองในสหราชอาณาจักรอย่างเป็นทางการแล้ว
จากการยืนยันของกระทรวงมหาดไทยเมืองผู้ดี ระบุอดีตนายก-รัฐมนตรีของไทย วัย 59 ปี และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา ได้ระบุเหตุผลด้านความไม่ปลอดภัยในชีวิตและความไม่เป็นธรรมของกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทย
เป็นเหตุผลหลักในการขอลี้ภัยในสหราชอาณาจักรในครั้งนี้
และแน่นอนกับภาพม็อบพันธมิตรฯระดมพลป่วนรัฐบาลหลังตำรวจจับ “มหาจำลอง” น่าจะมีน้ำหนักต่อการรับพิจารณาของรัฐบาลอังกฤษ
สถานการณ์วุ่นวายทางการเมืองในประเทศไทย ม็อบต่อต้านยึดทำเนียบรัฐบาล ในอารมณ์เคียดแค้นที่แกนนำถูกจับ
กระแสเข้าทาง “นายใหญ่” พอดีเหมือนกัน.
ทีมข่าวการเมือง รายงาน
