WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, October 8, 2008

อยากให้เจรจาต่อไป

อุตส่าห์ลุ้นอยู่เสียหลายชั่วโมงว่าสถิติผู้มาใช้สิทธิ์ใช้เสียงในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ครั้งนี้ จะลบสถิติครั้งก่อนๆหรือเปล่า

โดยเฉพาะคะแนนเสียงของ “เต็งหนึ่ง” อภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่เอ็กซิทโพลทุกสำนักบอกว่าจะเข้าป้ายอย่างท่วมท้นนั้นจะเกินล้านเสียงหรือไม่?

เอาเข้าจริงๆปรากฏว่า เกิดอาการลุ้นค้างไปตามระเบียบ เพราะจากผู้มีสิทธิ์ 4,086,604 คน มีผู้มาใช้สิทธิ์ 2,214,320 คน หรือ 54.18 เปอร์เซ็นต์...ต่ำกว่าคราวที่แล้ว ซึ่งมีผู้ใช้สิทธิ์ประมาณ 65 เปอร์เซ็นต์

คุณอภิรักษ์ได้ไปทั้งสิ้น 991,018 คะแนน...ไม่ถึงล้านคะแนน และยังไม่ทำลายสถิติที่ คุณ สมัคร สุนทรเวช เคยทำไว้ 1 ล้านเศษๆ

มีเสียงบ่นจาก กกต.กรุงเทพมหานครว่าผิดหวังเพราะไม่เป็นไปตามเป้า 70 เปอร์เซ็นต์ที่ตั้งไว้ แถมยังต่ำกว่าคราวที่แล้ว

พอบ่นเสร็จก็วิเคราะห์กันต่อเลยว่า เหตุที่ไม่เป็นไปตามเป้าเพราะผู้คน เบื่อการเมือง

สำหรับผมแม้จะผิดหวังที่ลุ้นไม่ขึ้น และไม่เป็นไปอย่างที่ตั้งใจไว้ แต่ก็ถือว่าโอเคครับ สำหรับจำนวนและเปอร์เซ็นต์ที่ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์

แต่ถ้าจะมองว่า เหตุที่ผู้ไปใช้สิทธิ์ใช้เสียงคราวนี้ลดน้อยลง เพราะเหตุทางการเมือง ผมก็ว่าน่าจะมีส่วนมาจากข่าวการจับกุมมหาจำลองไม่น้อยทีเดียว

เพราะประมาณ 8 โมงเศษๆของวันเลือกตั้งข่าวโทรทัศน์ก็ออกมาแล้วว่า ตำรวจเข้าควบคุมตัวมหาจำลองหลังจากที่ท่านไปใช้สิทธิ์ใช้เสียงในการเลือกตั้งที่เขตของท่าน

ไม่ว่ามหาจำลองจะตั้งใจออกไปให้ถูกจับ อย่างที่มีข้อสันนิษฐานจากบางฝ่าย หรือว่าเป็นการจับตามหน้าที่ของตำรวจอย่างที่นายกรัฐมนตรีกล่าวกับผู้สื่อข่าว

เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว ก็ย่อมจะทำให้ประชาชนที่ทราบข่าวเกิดความกังวล และคาดการณ์ไปต่างๆนานา

ผมถึงได้มองคนละมุมกับทาง กกต.ที่ท่านบอกว่าผู้คนไปออกเสียงน้อยลง ซึ่งแม้จะถูกของท่าน แต่ผมก็เห็นว่าดีแล้ว เพราะขนาดมีข่าวนี้เกิดขึ้น ประชาชนก็ยังไปออกเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์

แสดงว่าคนกรุงเทพฯยังยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย

กลับมาที่เรื่องราวการจับกุมพลตรีจำลอง ศรีเมือง ซึ่งล่าสุด ก็เป็นไปตามที่คาดไว้ คือทำให้อุณหภูมิทางการเมืองกลับร้อนขึ้นมาทันที

ฝ่ายพันธมิตรฯ แถลงว่าจะไม่มีการเจรจาใดๆต่อไปอีก แต่จะเดินหน้าประท้วงอย่างแตกหัก และจะไม่ออกจากทำเนียบ

ส่วนทางฝ่ายรัฐบาลโดยเฉพาะ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ยืนยันว่าจะยังเจรจาต่อไป

เพราะได้ติดต่อแกนนำไว้หลายๆคนและเชื่อว่าน่าจะเจรจาได้ผล

ผมเองโดยส่วนตัวเห็นว่าไหนๆเราก็ยึดแนวทางเจรจากันมาตลอดแล้วก็อยากจะให้ยึดแนวนี้ต่อไป

เพราะหากไปใช้วิธีอื่น ซึ่งก็มีอยู่วิธีเดียวคือ การเผชิญหน้า หรือการต่อสู้กันถึงขั้นแตกหัก ย่อมไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้องอย่างแน่นอน

บทเรียนในอดีตพิสูจน์ให้เห็นครั้งแล้วครั้งเล่าว่า การเผชิญหน้าและความแตกหักมีแต่ การนำความเสียใจมาสู่คนไทยและสังคมไทยและทำให้ประเทศไทยต้องแตกร้าวมากขึ้น

ในที่สุดแล้ว เราก็ต้องหันหน้าเข้าหากันอยู่ดี เพราะเป็นไปไม่ได้ที่จะโกรธขึ้ง หรือต่อสู้กันตลอดไปแบบไม่มีที่สิ้นสุด

ในเมื่อบทสรุปอย่างไรเสียก็จะต้องลงเอยในรูปนี้...เราก็คุยหรือตกลงกันเสียให้จบเรื่องโดยไม่ต้องต่อสู้จะไม่ดีกว่าหรือ

ไม่ว่าจะต่อสู้แบบไหน ขึ้นชื่อว่าต่อสู้แล้ว มันบอบช้ำทั้งนั้น ไม่บอบช้ำร่างกายไม่เจ็บไม่ตาย...แต่ประเทศชาติก็ทรุดลงอยู่ดี

ผมไม่ใช่คนเชื่อเรื่องโชคเรื่องลาง เรื่องอาถรรพณ์อะไรหรอก แต่ประสาคนที่เคยอยู่ในเหตุการณ์ทั้ง 6 ตุลา และ 14 ตุลา.....บอกตรงๆว่ายังรู้สึกหวิวๆและไม่อยากให้เกิดอะไรทำนองนั้นอีก

จึงเขียนย้ำนักย้ำหนา ขอให้ทุกๆฝ่ายใจเย็นๆ หันหน้าเข้าหากันและพูดคุยอะไรกันได้ก็คุยกัน

เฮ้อ! ข้อเขียนวันนี้ก็นั่งเขียนในวันที่ 6 ตุลาคม เสียด้วยซี เผอิญเป็น 6 ตุลา 2551 ซึ่งผมหวังว่าคงจะไม่มีอะไรร้อนแรงเหมือนเมื่อ 32 ปีที่แล้ว.

"ซูม"


ยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง

จะมีเบื้องหน้าเบื้องหลังกันอย่างไรทั้งฝ่ายรัฐบาลและกลุ่มพันธมิตรฯก็ตาม แต่ที่แน่นอนอุณหภูมิการเมืองกลับร้อนขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งอย่างไม่มีทางเลี่ยง และใครที่เป็นห่วงเป็นใยว่า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกฯกำลังถูก “เจาะยาง”

ก็ไม่ต้องห่วงแล้วครับ...เพราะเจ้าตัวยืนยันแล้วว่าไม่มีทางเจาะได้ และชี้ว่าการจับ 2 แกนนำเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่มีคำสั่งลับ หรือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯจะใช้วิชาเรียกพลให้มาชุมนุมกันมากๆ

ว่ากันไปตามประสา “จิ๋วหวานเจี๊ยบ”

อย่างไรก็ดี พล.อ.ชวลิตเปิดเผยด้วยว่า จะเดินหน้าเจรจาต่อไป ต้องแยก 2 เรื่องออกจากกันเชื่อว่าจะสามารถคุยกันต่อไปได้ และแกนนำก็ยังอยู่กันอีกหลายคน

เหนืออื่นใดท่ามกลางความจริงทางการเมืองที่เกิดขึ้นคงจะเป็นเรื่องยากลำบากมากขึ้น เมื่อทั้ง 2 ฝ่ายต่างก็ไม่เชื่อใจ ไม่ไว้วางใจกัน แม้ พล.อ.ชวลิตจะใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดอย่างไรก็ตาม เพราะมาถึงวันนี้เป้าหมายของแต่ละฝ่ายต่างก็ต้องการที่จะเดินไปสู่จุดสูงสุดเช่นกัน

นั่นก็คือจุดแตกหัก

และความไม่เชื่อใจกันนั้นก็เกิดปัญหาเมื่อ ส.ว.กลุ่มหนึ่งที่ดูเหมือนจะแสดงท่าทีชัดเจนขึ้น ซึ่งแรกๆทางออกในเรื่อง ส.ส.ร. 3 น่าจะสอดคล้องกันได้ แต่เมื่อมีการบรรจุวาระพ.ร.บ.รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับ “หมอเหวง” และการจับกุม 2 แกนนำพันธมิตรฯ

จึงเบนเข็มคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็น ม.291 เพื่อตั้ง ส.ส.ร. ไปสู่การปฏิรูปการเมือง โดยยืนยันให้ใช้รัฐธรรมนูญปี 50 ไปอีก 3 ปีแล้วค่อยมาดูกันอีกที

นั่นคงเป็นเพราะไม่เชื่อใจรัฐบาล ไม่เชื่อใจนายกฯว่าหากให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 2 รูปแบบอาจจะสอดแทรกแก้เพื่อตัวเองที่เป็นเป้าหมายสูงสุด

ดังนั้น กระบวนการขับเคลื่อนเพื่อไปสู่การปฏิรูปการเมือง ซึ่งจะเป็นทางออกในการผ่าทางตันการเมืองดูจะตีบตันขึ้น

การประชุมร่วมอันมีประธานสภาผู้แทนฯ ประธานวุฒิสภา หัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน นายกฯและหัวหน้าพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล 5 พรรค เรียกว่าครบเครื่องทุกฝ่าย เพื่อหาทางออกทางการเมืองและการปฏิรูปการเมือง

ก่อนหน้านี้ประชุม 4 ฝ่ายค้านผ่านไปแล้ว โดยมีมติให้ตั้ง ส.ส.ร.3 ปฏิรูปการเมือง แก้ไขรัฐธรรมนูญ ม.291 จากนั้นจึงประชุมพรรคการเมืองทุกพรรคเพื่อให้มีมติร่วมกัน แต่การประชุม 2 ครั้ง ในบรรยากาศที่ต่างกันอย่างน้อยประชาธิปัตย์คงรู้สึกว่ากำลังเล่นอะไรกันหรือเปล่า

เพราะแน่นอนว่าประชาธิปัตย์ก็ต้องคิดเช่นกัน หากถูกรัฐบาลตลบหลังเมื่อประชาธิปัตย์โดดเข้าใส่เต็มตัวจะทำให้เสียรูปมวยทางการเมืองได้

ดังนั้น การที่จะเดินไปสู่ทางออกได้พรรคร่วมรัฐบาลจะต้องมีบทบาท และกดดันให้นายกฯดำเนินการตามมติ ไม่ใช่เล่นบทสองหน้า

พูดง่ายๆ ก็คือนายกฯจะต้องจริงใจด้วยการกระทำไม่ใช่คำพูดเท่านั้น

อีกทางหนึ่งคงเป็นหน้าที่ของ พล.อ.ชวลิตที่จะต้องเจรจากับกลุ่มพันธมิตรฯ แม้ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ที่ค่อนข้างลำบาก เพราะหากจุดนี้ไม่ยอมรับและยังชุมนุมต่อไปก็เหมือนไม่ได้แก้ปัญหาอะไรเลย ทุกอย่างก็จะเหมือนเดิม ทุกอย่างยังดำรงอยู่

ไม่เป็นผลดีต่อประเทศแน่

มีแต่คนที่อยู่ต่างประเทศเท่านั้นแหละ ที่กำลังสบายๆเพราะกำลังยื่นเรื่องขอ “ลี้ภัย” การเมืองเรียบร้อยไปแล้วดูรูปการณ์แล้วคงไม่มีปัญหาเพราะรัฐบาลไม่ได้สนใจที่จะเอาตัวกลับ

มันเป็นอย่างนี้แหละครับ...ประเทศไทย.

“สายล่อฟ้า”

บช.น.สถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ

บช.น. 8 ต.ค. -สถานการณ์หน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล และบริเวณแยกลานพระบรมรูปทรงม้า เข้าสู่ภาวะปกติ เนื่องจากกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ ที่มาชุมนุมที่หน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล สลายการชุมนุมไปตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-10-08 06:43:25





ตำรวจสาธิต อานุภาพของ แก๊สน้ำตา


ตำรวจสาธิต อานุภาพของ แก๊สน้ำตา - ดูวิดีโอทั้งหมด กดที่นี่

Tuesday, October 7, 2008

พันธมิตรยิงปืนใส่ตำรวจ


พันธมิตรยิงปืนใส่ตำรวจ - ดูวิดีโอทั้งหมด กดที่นี่

18.50 น. พธม. ปะทะ ตำรวจ หน้า บช.น.


18.50 น. พธม. ปะทะ ตำรวจ หน้า บช.น. - ดูวิดีโอทั้งหมด กดที่นี่

สัมภาษณ์ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด

7 ต.ค. - สัมภาษณ์สด พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ถึงความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวการชุมนุม ที่ฝ่ายกองทัพเกาะติดการชุมนุม ที่ทราบว่าทางตำรวจได้ประสานมายังกองทัพ เพื่อขอให้ทหารเข้ามาเป็นผู้ช่วยตำรวจในการดูแลความสงบ.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-10-07 20:36:25




จ่อจับอีก20กบฏลือ‘เจ๊ปอง’ต่อคิว


* ‘ไชยวัฒน์-จำลอง’สวมชุดนักโทษนอนคุกยาว
“ตำรวจ” รุกคืบจ่อออกหมายจับ 20 พันธมิตรฯ อีกเป็นระลอกที่ 2 เผยมีทั้ง “อัญชลี-สำราญ-ประพันธ์” และบรรดาพวกขึ้นเวทีปลุกระดม พร้อมจัดกำลังเจ้าหน้าที่ประกบตัวแกนนำที่เหลือไม่คลาดสายตา ขณะเดียวกัน “ไชยวัฒน์” ต้องนอนคุกยาว ศาลอาญาสั่งยกคำร้องหลังยื่นขอปล่อยตัวโดยมิชอบ ชี้ตำรวจทำตามกฎหมาย เจ้าตัวคอตกถูกสวมกุญแจมือใส่ชุดนักโทษ กลับไปขังต่อที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ส่วน “จำลอง” ต่อคิวเปลี่ยนม่อฮ่อมใส่เครื่องแบบคุกอีกราย ด้านตำรวจ “นครบาล” เตรียมพร้อมกำลัง 7 กองร้อยรับมือแผนม็อบดาวกระจายป่วนเมือง

* “นครบาล” จัด7กองร้อยรับมือดาวกระจาย
หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แสดงฝีมือในการจับกุม 2 กบฏ ทั้ง นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ คนสำคัญ ท่ามกลางความชื่นชมในความกล้าหาญ และการปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบกฎหมาย รวมไปถึงข่าวที่ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการจัดกำลังประกบผู้ต้องหากบฏอีก 7 คนที่เหลืออย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งเป็นแกนนำคนสำคัญ และพร้อมเข้าจับกุมทันทีที่โผล่ออกมานอกทำเนียบรัฐบาลนั้น

จ่อจับอีก 20 กบฏพธม.รุ่น2
ล่าสุดแหล่งข่าวนายตำรวจระดับสูงยังเปิดเผยอีกว่าเร็วๆ นี้ จะมีการขออนุมัติหมายจับเพิ่มเติมอีกประมาณ 20 คน ในข้อหาเดียวกัน เนื่องจากพบว่ามีพฤติกรรมในทำนองเดียวกันกับผู้ต้องหาที่ถูกหมายจับกุมไปในครั้งแรก และพบว่าผู้ต้องหาที่จะมีการออกหมายจับกุมรุ่น 2 นี้ เป็นบุคคลที่ยังคงปลุกระดมสร้างความแตกแยก ให้ร้ายรัฐบาล และส่อว่าสนับสนุนการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็น นายสำราญ รอดเพชร นายประพันธ์ คูณมี น.ส.อัญชลี ไพรีรัก ฯลฯ

ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในคืนวันที่ 5 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ถูกจับและมีการระดมพลครั้งใหญ่ ปรากฏว่ามีผู้มาร่วมการชุมนุม ซึ่งล้วนแต่ถูกเกณฑ์ขึ้นรถบัสมาเพียงประมาณหมื่นคนเศษเท่านั้น และเมื่อถึงเช้าวันที่ 6 ตุลาคม ก็เหลือผู้ชุมนุมเพียงประมาณกว่า 2 พันคน ซึ่งทำให้มีการประเมินของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าแกนนำพันธมิตรฯ อาจตัดสินใจก่อการรุนแรงขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากกระแสเริ่มปลุกไม่ขึ้น

นอกจากนี้ยังพบว่ามีการกะเกณฑ์บรรดาการ์ดพันธมิตรฯ และนักรบศรีวิชัย เข้าตรึงกำลังตั้งแต่คืนวันที่ 6 ตุลาคม โดยมีรายงานว่าให้มารวมตัวกันทั้งหมด จากที่เดิมเคยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็นกะ และยังมีการตรวจค้นผู้ชุมนุมอย่างเข้มงวด และกักขฬะ เนื่องจากคนพวกนี้หวาดผวาว่าจะมีสายของเจ้าหน้าที่ตำรวจแทรกแซงเข้าไปในการชุมนุม

ยกคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว
ขณะที่ในเวลา 15.30 น. วันเดียวกัน ที่ห้องพิจารณาคดี 701 ศาลอาญา ศาลได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำสั่งกรณีที่ นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ แนวร่วมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ขอให้ปล่อยตัว เนื่องจากถูกคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90

โดยศาลพิเคราะห์แล้วคดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่านายไชยวัฒน์ผู้ร้องถูกคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งผู้ร้องนำสืบว่าถูกจับกุมโดยมิชอบ เนื่องจากคดีนี้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ที่ขอเพิกถอนหมายจับผู้ร้องกับพวกไว้แล้ว และผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอให้ระงับการดำเนินการตามหมายจับไว้ก่อน คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ หมายจับย่อมถูกระงับใช้ไว้ชั่วคราว การที่ตำรวจนำหมายดังกล่าวไปจับผู้ร้องจึงเป็นการจับโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

ศาลเห็นว่า แม้ผู้ร้องกับพวกยื่นอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนหมายจับ และศาลอุทธรณ์มีคำสั่งรับไว้พิจารณาแล้วก็ตาม แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ยังมิได้มีคำสั่งเพิกถอนหมายจับ และกรณีที่ผู้ร้องยื่นคำขอให้ระงับการดำเนินการตามหมายจับไว้ก่อน แต่ศาลอุทธรณ์ก็ยังมิได้มีคำสั่งเปลี่ยนแปลงหรือมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น จึงต้องถือว่าหมายจับของศาลอาญามีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมาย เจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจจับกุมผู้ร้องตามหมายจับได้

ข้ออ้างแกนนำม็อบฟังไม่ขึ้น
ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่า เจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมผู้ร้องในบ้านพักโดยไม่มีหมายค้นนั้น ได้ความจากคำเบิกความของผู้ร้องว่า ขณะถูกจับกุมผู้ร้องเปิดประตูจะเข้าบ้าน ซึ่งเป็นร้านค้า เมื่อผู้ร้องเดินเข้าไปในบ้านแล้วเจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปจับกุมในบ้าน เห็นว่า ผู้ร้องเบิกความว่าถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมบริเวณหน้าบ้านพัก ข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่า เจ้าพนักงานตำรวจแสดงตัวเพื่อเข้าจับกุมผู้ร้องในขณะที่ผู้ร้องยืนอยู่ด้านนอกของตัวบ้าน แม้ผู้ร้องจะเดินเข้าไปในตัวบ้านก็ต้องถือว่าเป็นพฤติการณ์ที่ต่อเนื่องกับเหตุการณ์ตอนแรกที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมบริเวณหน้าบ้าน ซึ่งมิใช่ที่รโหฐานหรือที่ส่วนตัว ประกอบกับโดยสภาพหน้าบ้านของผู้ร้องเป็นร้านค้าจึงถือว่าเป็นสถานที่สาธารณะ ประชาชนทั่วไปมีความชอบธรรมจะเข้าไปได้ กรณีจึงไม่จำต้องมีหมายค้น

สำหรับที่ผู้ร้องนำสืบต่อไปว่า การนำตัวผู้ร้องไปคุมขังไว้ที่ บก.ตชด.ภาค 1 เป็นการคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ทั้งการสอบสวนก็กระทำโดยไม่มีพนักงานสอบสวน สน.ประเวศ ท้องที่จับกุม จึงเป็นการสอบสวนโดยไม่ชอบ เห็นว่า ป.วิอาญา มาตรา 83 วรรคหนึ่ง บัญญัติเกี่ยวกับวิธีการจับว่า ให้เจ้าพนักงานผู้จับสั่งให้ผู้จับไปยังที่ทำการของพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ถูกจับ เว้นแต่สามารถนำไปที่ทำการของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบได้ในขณะนั้น ประกอบกับได้ความจากพนักงานสอบสวนในชั้นฝากขังว่า คดีนี้ บช.น. มีคำสั่งแต่งตั้งพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบไว้แล้ว เมื่อเจ้าพนักงานจับกุมผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ต้องหาที่ 7 ตามหมายจับ เจ้าพนักงานผู้จับย่อมนำตัวผู้ถูกจับไปยัง บก.ตชด.ภาค 1 ได้ โดยไม่จำเป็นต้องนำตัวไป สน.ประเวศ อันเป็นท้องที่ที่จับกุมผู้ต้องหา ข้อนำสืบของผู้ร้องจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง

เมื่อไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายกำหนดสถานที่คุมขังผู้ถูกจับไว้โดยเฉพาะ ประกอบกับได้ความจากผู้ร้องตอบคำถามค้านพนักงานสอบสวนว่า สน.นางเลิ้ง ซึ่งเป็นสถานที่ที่ผู้ร้องขอให้นำตัวไปควบคุมนั้นอยู่ใกล้กับบริเวณกลุ่มพันธมิตรฯ ชุมนุม จึงอาจเกิดการปิดล้อม สน.นางเลิ้ง ได้ผู้บังคับบัญชาจึงเปลี่ยนให้ควบคุมที่ บก.ตชด.ภาค 1 จ.ปทุมธานี ห่างไกลจากบริเวณชุมนุมโดยคำนึงถึงเหตุผลด้านความปลอดภัย และได้จัดชุดพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบเดินทางไปสอบปากคำผู้ร้องทันที กรณีจึงไม่จำต้องมี พนักงานสอบสวน สน.ประเวศ ร่วมทำการสอบสวนแต่อย่างใด ฉะนั้น การคุมขังและการสอบสวนจึงไม่ปรากฏขั้นตอนใดที่ปฏิบัติโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

“ไชยวัฒน์” ได้นอนคุกยาว
ส่วนที่ผู้ร้องนำสืบการตั้งข้อหากบฏ หรือข้อหาอื่นตามหมายจับไม่ชอบ เห็นว่า กรณีดังกล่าวอยู่ในการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ซึ่งศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้มีคำสั่งเปลี่ยนแปลง หรือมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นดังที่กล่าวมาในข้างต้น ในชั้นนี้จึงไม่จำต้องวินิจฉัยส่วนที่ผู้ร้องนำสืบในประเด็นอื่น เช่น การที่ผู้ร้องเข้าร่วมชุมนุมกับพันธมิตรฯ เป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตรา 63, 69 และ 70 ชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ มีความมุ่งหมายรักษาระบอบประชาธิปไตยและคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 237 และ 309 เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และเอื้อประโยชน์ให้คดียุบพรรคไทยรักไทย ชาติไทย และมัชฌิมาธิปไตย ถือเป็นข้ออ้างในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผู้ร้องในชั้นสืบพยานของศาล

แต่ชั้นนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของพนักงานสอบสวน และต้องรอผลสรุปเสนอความเห็นให้อัยการพิจารณาสั่งฟ้อง หรือสั่งไม่ฟ้องผู้ร้องกับพวกในความผิดฐานใดหรือไม่ หากเห็นว่าเรื่องใดจะเป็นประโยชน์แก่รูปคดีของตนผู้ร้องย่อมมีสิทธินำเสนอข้อเท็จจริงดังกล่าวเสนอต่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองได้ แต่ขั้นตอนดังกล่าวยังมิได้อยู่ในการพิจารณาของศาล ชั้นนี้จึงไม่จำต้องวินิจฉัย คำร้องของผู้ร้องไม่มีมูลที่ศาลจะดำเนินการตาม ป.วิอาญา มาตรา 90 ให้ยกคำร้อง

ภายหลังศาลอาญายกคำร้อง นายไชยวัฒน์ ซึ่งถูกสวมกุญแจมือ อยู่ในชุดผู้ต้องขังสีน้ำตาล สวมรองเท้าแตะ ถูกนำตัวไปควบคุมไว้บริเวณใต้ถุนศาล เพื่อเตรียมนำตัวกลับไปควบคุมไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพต่อไป โดยมีกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ ประมาณ 100 คน เดินทางมาให้กำลังใจ

ขัง "จำลอง" ต่ออีก12 วัน
ขณะที่ ศาลอาญารัชดาภิเษก มีคำสั่งให้อนุญาตให้ฝากขัง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หนึ่งในแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ผู้ต้องหาร่วมกันเป็นกบฏตามหมายจับของศาลอาญา เป็นเวลา 12 วัน ตามคำร้องของพนักงานสอบสวน สน.นางเลิ้ง เนื่องจากศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า พนักงานสอบสวนยังสอบสวนไม่เสร็จสิ้น โดยต้องสอบสวนพยานอีกจำนวนมาก พร้อมต้องตรวจสอบการกระทำผิดที่เกี่ยวเนื่องกันในต่างจังหวัด จึงมีเหตุจำเป็นต้องคุมขังไว้เพื่อการสอบสวน

อีกทั้งหมายจับก็ยังมีผลบังคับใช้ เพราะศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้เพิกถอนหมายจับ แกนนำทั้ง 9 คน จึงอนุญาตให้ฝากขังตามคำร้องพร้อมได้กำชับให้พนักงานสอบสวนเร่งรัดสอบสวนให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว

ด้าน พล.ต.จำลอง ยืนยันว่า จะไม่ขอยื่นประกันตัวหลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้นำตัว พล.ต.จำลอง และ นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ไปควบคุมตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ท่ามกลางกลุ่มพันธมิตรฯ ที่เดินทางมาให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก

พธม.ขู่ประกาศชุมนุมใหญ่
ด้าน นายพิภพ ธงไชย นายสมศักดิ์ โกศัยสุข 2 แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แถลงข่าวกรณี 2 แกนนำถูกจับกุมในข้อหากบฏ โดยนายสมศักดิ์ กล่าวว่า มาตรการเคลื่อนไหวใหญ่นั้นจะมีแน่นอน และจะประกาศมาตรการเพื่อขับไล่รัฐบาล เพราะรัฐบาลชุดนี้หมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศแล้ว

ส่วนกรณีหากมีการเคลื่อนไหวนอกทำเนียบ แกนนำพันธมิตรฯ ที่โดนข้อหากบฏจะออกไปเป็นผู้นำหรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า อาจจะออกไป เพราะพวกตนไม่ได้กลัวหมายจับหรือข้อหาดังกล่าว มีการต่อสู้ในชั้นศาลแล้วว่าเรื่องการตั้งข้อหาเป็นเท็จ ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการอุทธรณ์ และ พล.ต.จำลอง เองก็ไม่ให้ประกันตัว เพราะไม่ได้เกรงกลัวต่อข้อหานี้ พร้อมยืนยันว่าการที่ พล.ต.จำลอง ออกไปเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เป็นมติของทั้ง 5 แกนนำ เพราะมั่นใจว่ารัฐบาลจะยึดมั่นในคำพูดว่า จะมีการเจรจาเกิดขึ้นกับพันธมิตรฯ แต่กลับถูกหักหลัง เป็นการตบหน้า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี อย่างแรง หากไม่มีการติดต่อมาจากรัฐบาลว่าจะขอเจรจากับพันธมิตรฯ ก็คงไม่มีแกนนำออกไปจากทำเนียบ

ด้านนายพิภพ กล่าวว่า การที่ พล.ต.จำลอง ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ไม่ได้เป็นแผนการปลุกระดมของกลุ่มพันธมิตรฯ หรือเรียกร้องให้คนออกมาชุมนุม แต่เป็นหน้าที่ของพลเมืองที่ทำตามกฎหมายรัฐธรรมนูญของประเทศไทย ที่มีอุดมการณ์และมีความตระหนักว่าอะไรผิดอะไรถูก พล.ต.จำลอง ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของประชาชน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พล.ต.จำลอง ก็จะออกไปใช้สิทธิของคนไทยคนหนึ่ง และพร้อมจะตายไปกับความถูกต้อง

ตำรวจรับมือม็อบป่วนเมือง
พล.ต.ต.เอกรัตน์ มีปรีชา รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยว่า ได้มีการเตรียมกำลัง 7 กองร้อย เพื่อดูแลความสงบและรับมือกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ หากมีการเคลื่อนไหวในลักษณะดาวกระจาย ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะไม่มีการสกัดกั้น แต่จะดูแลไม่ให้เกิดความวุ่นวายเพียงเท่านั้น เบื้องต้นไม่ได้รับรายงานว่ามีการเคลื่อนไหวแต่อย่างใด

ขณะที่ พล.ต.ต.อนันท์ ศรีหิรัญ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 กล่าวว่า การเข้าจับกุม พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ นั้นยืนยันว่าไม่มีใบสั่งเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ และจะไม่คัดค้านการประกันตัว เนื่องจาก พล.ต.จำลอง ยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ส่วนแกนนำที่เหลือหากปรากฏตัวต่อหน้าเจ้าหน้าที่พนักงานก็จะดำเนินการจับกุมเช่นกัน


'ม็อบคลั่งชาติ'ลั่นกระสุนหวังดับตร.ล่าสุดเจ็บ162คน


“ม็อบถ่อย” ลุกฮือต้านแผนสลายการชุมนุม “ศูนย์นเรนทร” เผยยอดผู้บาดเจ็บล่าสุด 162 คน ระบุ “ลิ่วล้อเจ๊กลิ้ม” คลั่ง! สาดกระสุนใส่ตำรวจเจ็บสาหัส ด้าน “วชิระ” ระดมทีมแพทย์-พยาบาลตลอด 24 ชั่วโมงรับมือเหตุฉุกเฉิน

นพ.สุรเชษฐ์ สถิตนิรามัย รักษาการเลขาธิการสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ หรือศูนย์นเรนทร เปิดเผยตัวเลขผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ตำรวจเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ด้านอาคารรัฐสภา โดยใช้แก๊สน้ำตา มีทั้งสิ้น 162 คน และเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล 63 คน ได้แก่ โรงพยาบาลวชิรพยาบาล โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลกลาง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และโรงพยาบาลพระมงกุฏ

นอกจากนี้ ศูนย์นเรนทรได้สั่งเตรียมความพร้อมทีมแพทย์ฉุกเฉินโรงพยาบาล 6 แห่ง ได้แก่ โรงพยาบาลนพรัตน์ราชธานี โรงพยาบาลเลิดสิน โรงพยาบาลสมุทรปราการ โรงพยาบาลพระนั่งเกล้า โรงพยาบาลฉะเชิงเทรา และโรงพยาบาลปทุมธานี เพื่อเสริมกำลังหน่วยกู้ชีพเอราวัณ และให้โรงพยาบาลราชวิถีสำรองเตียงและห้องฉุกเฉิน ช่วยเหลือผู้บาดเจ็บอย่างเต็มที่

ขณะที่ นพ.วันชัย เจริญโชคทวี ผอ.โรงพยาบาลวชิระ กล่าวถึงอาการของผู้ได้รับบาดเจ็บ ที่ส่วนใหญ่มีแผลฉกรรจ์จำนวนมากนอกเหนือจากการถถูกแก๊สน้ำตา ซึ่งทางโรงพยาบาลได้ทำการเตรียมแพทย์และพยาบาลไว้รองรับสถานการณ์ตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมทั้งระดมรถกู้ชีพในจังหวัดใกล้เคียงเข้ามาคอยช่วยเหลือ และลำเลียงผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว

ทั้งนี้ ได้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นายถูกยิงได้รับบาดเจ็บจากการสาดกระสุนใส่ของกลุ่มพันธมิตรฯ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจรายแรกถูกยิงเข้าบริเวณไหปลาร้าด้านขวา ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจอีกนายหนึ่งถูกยิงบริเวณราวนมด้านขวา อาการอยู่ในขั้นอันตราย ซึ่งหน่วยพยาบาลกำลังเร่งปฐมพยาบาล และนำตัวส่งโรงพยาบาล

พันธมิตรเถื่อน ยิง ตร.บาดเจ็บราวนมอาการสาหัส รอรถพยาบาลรับตัว


ตำรวจสั่งให้ทุกคนออกจากบริเวณรัฐสภา เพื่อเคลียร์พื้นที่ทั้งหมด ถูกกลุ่มพันธมิตรฯ ใช้อาวุธปืนยิงเข้าใส่จนได้รับบาดเจ็บอย่างน้อย 2 รายแล้ว

เวลา 17.50 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้ประสานรถพยาบาล เพื่อเข้ามารับเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย ที่ถูกยิงบาดเจ็บ จากการสาดกระสุนใส่ของกลุ่มพันธมิตรฯ แต่จนถึงขณะนี้ รถพยาบาล ก็ยังไม่สามารถเข้าไปในอาคารรัฐสภาได้

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปฐมพยาบาลเบื้องต้น โดยในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจรายแรก ที่ได้รับบาดเจ็บ จากการถูกยิงเข้าบริเวณไหปลาร้าด้านขวา มีการใช้มีดผ่าลูกกระสุนออก ซึ่งล่าสุด อาการปลอดภัยแล้ว ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจอีกนายหนึ่ง ที่ถูกยิงบริเวณราวนมด้านขวา ยังอยู่ในอาการอันตราย ซึ่งหน่วยพยาบาล กำลังเร่งปฐมพยาบาล และประสานรถพยาบาล ให้เข้ารับตัว