WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, October 8, 2008

หนีบสามีเข้าประชุมสภา‘รสนา’ ผวาถูกทำร้าย


ส.ว.กทม. "รสนา โตสิตระกูล" ป่วนประชุมรัฐสภาแถลงนโยบายรัฐบาล อ้างหมดความชอบธรรมจากการปราบม็อบ เชื่อจะเกิดวิกฤติ พร้อมแจงพาสามีเข้าห้องประชุมเพราะกลัวถูกทำร้าย

น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กรุงเทพมหานคร กล่าวภายหลังลุกขึ้นอภิปราย ในห้องประชุมแล้วถูก นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เชิญตัวออกนอกห้องประชุมว่า นโยบายสมานฉันท์ของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี เป็นนโยบายกระดาษแต่นโยบายที่แท้จริง คือ การปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำร้ายประชาชน ซึ่งถือว่า นายกรัฐมนตรี หมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศแล้ว จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จะทำให้เกิดวิกฤติบ้านเมือง

ส่วนกรณี นายสันติสุข โสภณสิริ ผู้ติดตาม น.ส.รสนาเข้าไปนั่งในที่ประชุม ทั้งที่ไม่ได้รับอนุญาตนั้น น.ส.รสนา กล่าวว่า นายสันติสุข อาจไม่ทราบว่า ห้ามเข้า แต่เหตุที่เข้าไปน่าจะเกิดจากความเป็นห่วงกลัวถูก ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.พรรคพลังประชาชน ที่เดินเข้ามาต่อว่าทำร้าย อย่างไรก็ตามไม่ใช่ใครอื่นไกล เพราะที่แท้ นายสันติสุข ก็คือสามีของ น.ส.รสนา นั่นเอง

ขำกลิ้ง!พันธมิตรแจ้งความเอาผิดตร.ใช้แก๊สน้ำตา


จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าผลักดันการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ หน้ารัฐสภา เพื่อเปิดทางให้ ส.ส. และ ส.ว. เข้าประชุมเพื่อรับฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาลได้ โดยมีการใช้แก๊สน้ำตาด้วยนั้น

นายณฐพร โตประยูร ทนายความพันธมิตรฯ เปิดเผยว่า ได้รับการมอบอำนาจจากแกนนำพันธมิตรฯ ให้รวบรวมหลักฐาน เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับผู้บัญชาการให้ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมของพันธมิตรฯ ที่หน้ารัฐสภา ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยมีหลักฐานเป็นภาพถ่าย ภาพเคลื่อนไหว และภาพนิ่งจำนวนมาก


อยากให้เจรจาต่อไป

อุตส่าห์ลุ้นอยู่เสียหลายชั่วโมงว่าสถิติผู้มาใช้สิทธิ์ใช้เสียงในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ครั้งนี้ จะลบสถิติครั้งก่อนๆหรือเปล่า

โดยเฉพาะคะแนนเสียงของ “เต็งหนึ่ง” อภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่เอ็กซิทโพลทุกสำนักบอกว่าจะเข้าป้ายอย่างท่วมท้นนั้นจะเกินล้านเสียงหรือไม่?

เอาเข้าจริงๆปรากฏว่า เกิดอาการลุ้นค้างไปตามระเบียบ เพราะจากผู้มีสิทธิ์ 4,086,604 คน มีผู้มาใช้สิทธิ์ 2,214,320 คน หรือ 54.18 เปอร์เซ็นต์...ต่ำกว่าคราวที่แล้ว ซึ่งมีผู้ใช้สิทธิ์ประมาณ 65 เปอร์เซ็นต์

คุณอภิรักษ์ได้ไปทั้งสิ้น 991,018 คะแนน...ไม่ถึงล้านคะแนน และยังไม่ทำลายสถิติที่ คุณ สมัคร สุนทรเวช เคยทำไว้ 1 ล้านเศษๆ

มีเสียงบ่นจาก กกต.กรุงเทพมหานครว่าผิดหวังเพราะไม่เป็นไปตามเป้า 70 เปอร์เซ็นต์ที่ตั้งไว้ แถมยังต่ำกว่าคราวที่แล้ว

พอบ่นเสร็จก็วิเคราะห์กันต่อเลยว่า เหตุที่ไม่เป็นไปตามเป้าเพราะผู้คน เบื่อการเมือง

สำหรับผมแม้จะผิดหวังที่ลุ้นไม่ขึ้น และไม่เป็นไปอย่างที่ตั้งใจไว้ แต่ก็ถือว่าโอเคครับ สำหรับจำนวนและเปอร์เซ็นต์ที่ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์

แต่ถ้าจะมองว่า เหตุที่ผู้ไปใช้สิทธิ์ใช้เสียงคราวนี้ลดน้อยลง เพราะเหตุทางการเมือง ผมก็ว่าน่าจะมีส่วนมาจากข่าวการจับกุมมหาจำลองไม่น้อยทีเดียว

เพราะประมาณ 8 โมงเศษๆของวันเลือกตั้งข่าวโทรทัศน์ก็ออกมาแล้วว่า ตำรวจเข้าควบคุมตัวมหาจำลองหลังจากที่ท่านไปใช้สิทธิ์ใช้เสียงในการเลือกตั้งที่เขตของท่าน

ไม่ว่ามหาจำลองจะตั้งใจออกไปให้ถูกจับ อย่างที่มีข้อสันนิษฐานจากบางฝ่าย หรือว่าเป็นการจับตามหน้าที่ของตำรวจอย่างที่นายกรัฐมนตรีกล่าวกับผู้สื่อข่าว

เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว ก็ย่อมจะทำให้ประชาชนที่ทราบข่าวเกิดความกังวล และคาดการณ์ไปต่างๆนานา

ผมถึงได้มองคนละมุมกับทาง กกต.ที่ท่านบอกว่าผู้คนไปออกเสียงน้อยลง ซึ่งแม้จะถูกของท่าน แต่ผมก็เห็นว่าดีแล้ว เพราะขนาดมีข่าวนี้เกิดขึ้น ประชาชนก็ยังไปออกเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์

แสดงว่าคนกรุงเทพฯยังยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย

กลับมาที่เรื่องราวการจับกุมพลตรีจำลอง ศรีเมือง ซึ่งล่าสุด ก็เป็นไปตามที่คาดไว้ คือทำให้อุณหภูมิทางการเมืองกลับร้อนขึ้นมาทันที

ฝ่ายพันธมิตรฯ แถลงว่าจะไม่มีการเจรจาใดๆต่อไปอีก แต่จะเดินหน้าประท้วงอย่างแตกหัก และจะไม่ออกจากทำเนียบ

ส่วนทางฝ่ายรัฐบาลโดยเฉพาะ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ยืนยันว่าจะยังเจรจาต่อไป

เพราะได้ติดต่อแกนนำไว้หลายๆคนและเชื่อว่าน่าจะเจรจาได้ผล

ผมเองโดยส่วนตัวเห็นว่าไหนๆเราก็ยึดแนวทางเจรจากันมาตลอดแล้วก็อยากจะให้ยึดแนวนี้ต่อไป

เพราะหากไปใช้วิธีอื่น ซึ่งก็มีอยู่วิธีเดียวคือ การเผชิญหน้า หรือการต่อสู้กันถึงขั้นแตกหัก ย่อมไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้องอย่างแน่นอน

บทเรียนในอดีตพิสูจน์ให้เห็นครั้งแล้วครั้งเล่าว่า การเผชิญหน้าและความแตกหักมีแต่ การนำความเสียใจมาสู่คนไทยและสังคมไทยและทำให้ประเทศไทยต้องแตกร้าวมากขึ้น

ในที่สุดแล้ว เราก็ต้องหันหน้าเข้าหากันอยู่ดี เพราะเป็นไปไม่ได้ที่จะโกรธขึ้ง หรือต่อสู้กันตลอดไปแบบไม่มีที่สิ้นสุด

ในเมื่อบทสรุปอย่างไรเสียก็จะต้องลงเอยในรูปนี้...เราก็คุยหรือตกลงกันเสียให้จบเรื่องโดยไม่ต้องต่อสู้จะไม่ดีกว่าหรือ

ไม่ว่าจะต่อสู้แบบไหน ขึ้นชื่อว่าต่อสู้แล้ว มันบอบช้ำทั้งนั้น ไม่บอบช้ำร่างกายไม่เจ็บไม่ตาย...แต่ประเทศชาติก็ทรุดลงอยู่ดี

ผมไม่ใช่คนเชื่อเรื่องโชคเรื่องลาง เรื่องอาถรรพณ์อะไรหรอก แต่ประสาคนที่เคยอยู่ในเหตุการณ์ทั้ง 6 ตุลา และ 14 ตุลา.....บอกตรงๆว่ายังรู้สึกหวิวๆและไม่อยากให้เกิดอะไรทำนองนั้นอีก

จึงเขียนย้ำนักย้ำหนา ขอให้ทุกๆฝ่ายใจเย็นๆ หันหน้าเข้าหากันและพูดคุยอะไรกันได้ก็คุยกัน

เฮ้อ! ข้อเขียนวันนี้ก็นั่งเขียนในวันที่ 6 ตุลาคม เสียด้วยซี เผอิญเป็น 6 ตุลา 2551 ซึ่งผมหวังว่าคงจะไม่มีอะไรร้อนแรงเหมือนเมื่อ 32 ปีที่แล้ว.

"ซูม"


ยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง

จะมีเบื้องหน้าเบื้องหลังกันอย่างไรทั้งฝ่ายรัฐบาลและกลุ่มพันธมิตรฯก็ตาม แต่ที่แน่นอนอุณหภูมิการเมืองกลับร้อนขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งอย่างไม่มีทางเลี่ยง และใครที่เป็นห่วงเป็นใยว่า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกฯกำลังถูก “เจาะยาง”

ก็ไม่ต้องห่วงแล้วครับ...เพราะเจ้าตัวยืนยันแล้วว่าไม่มีทางเจาะได้ และชี้ว่าการจับ 2 แกนนำเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่มีคำสั่งลับ หรือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯจะใช้วิชาเรียกพลให้มาชุมนุมกันมากๆ

ว่ากันไปตามประสา “จิ๋วหวานเจี๊ยบ”

อย่างไรก็ดี พล.อ.ชวลิตเปิดเผยด้วยว่า จะเดินหน้าเจรจาต่อไป ต้องแยก 2 เรื่องออกจากกันเชื่อว่าจะสามารถคุยกันต่อไปได้ และแกนนำก็ยังอยู่กันอีกหลายคน

เหนืออื่นใดท่ามกลางความจริงทางการเมืองที่เกิดขึ้นคงจะเป็นเรื่องยากลำบากมากขึ้น เมื่อทั้ง 2 ฝ่ายต่างก็ไม่เชื่อใจ ไม่ไว้วางใจกัน แม้ พล.อ.ชวลิตจะใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดอย่างไรก็ตาม เพราะมาถึงวันนี้เป้าหมายของแต่ละฝ่ายต่างก็ต้องการที่จะเดินไปสู่จุดสูงสุดเช่นกัน

นั่นก็คือจุดแตกหัก

และความไม่เชื่อใจกันนั้นก็เกิดปัญหาเมื่อ ส.ว.กลุ่มหนึ่งที่ดูเหมือนจะแสดงท่าทีชัดเจนขึ้น ซึ่งแรกๆทางออกในเรื่อง ส.ส.ร. 3 น่าจะสอดคล้องกันได้ แต่เมื่อมีการบรรจุวาระพ.ร.บ.รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับ “หมอเหวง” และการจับกุม 2 แกนนำพันธมิตรฯ

จึงเบนเข็มคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็น ม.291 เพื่อตั้ง ส.ส.ร. ไปสู่การปฏิรูปการเมือง โดยยืนยันให้ใช้รัฐธรรมนูญปี 50 ไปอีก 3 ปีแล้วค่อยมาดูกันอีกที

นั่นคงเป็นเพราะไม่เชื่อใจรัฐบาล ไม่เชื่อใจนายกฯว่าหากให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 2 รูปแบบอาจจะสอดแทรกแก้เพื่อตัวเองที่เป็นเป้าหมายสูงสุด

ดังนั้น กระบวนการขับเคลื่อนเพื่อไปสู่การปฏิรูปการเมือง ซึ่งจะเป็นทางออกในการผ่าทางตันการเมืองดูจะตีบตันขึ้น

การประชุมร่วมอันมีประธานสภาผู้แทนฯ ประธานวุฒิสภา หัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน นายกฯและหัวหน้าพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล 5 พรรค เรียกว่าครบเครื่องทุกฝ่าย เพื่อหาทางออกทางการเมืองและการปฏิรูปการเมือง

ก่อนหน้านี้ประชุม 4 ฝ่ายค้านผ่านไปแล้ว โดยมีมติให้ตั้ง ส.ส.ร.3 ปฏิรูปการเมือง แก้ไขรัฐธรรมนูญ ม.291 จากนั้นจึงประชุมพรรคการเมืองทุกพรรคเพื่อให้มีมติร่วมกัน แต่การประชุม 2 ครั้ง ในบรรยากาศที่ต่างกันอย่างน้อยประชาธิปัตย์คงรู้สึกว่ากำลังเล่นอะไรกันหรือเปล่า

เพราะแน่นอนว่าประชาธิปัตย์ก็ต้องคิดเช่นกัน หากถูกรัฐบาลตลบหลังเมื่อประชาธิปัตย์โดดเข้าใส่เต็มตัวจะทำให้เสียรูปมวยทางการเมืองได้

ดังนั้น การที่จะเดินไปสู่ทางออกได้พรรคร่วมรัฐบาลจะต้องมีบทบาท และกดดันให้นายกฯดำเนินการตามมติ ไม่ใช่เล่นบทสองหน้า

พูดง่ายๆ ก็คือนายกฯจะต้องจริงใจด้วยการกระทำไม่ใช่คำพูดเท่านั้น

อีกทางหนึ่งคงเป็นหน้าที่ของ พล.อ.ชวลิตที่จะต้องเจรจากับกลุ่มพันธมิตรฯ แม้ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ที่ค่อนข้างลำบาก เพราะหากจุดนี้ไม่ยอมรับและยังชุมนุมต่อไปก็เหมือนไม่ได้แก้ปัญหาอะไรเลย ทุกอย่างก็จะเหมือนเดิม ทุกอย่างยังดำรงอยู่

ไม่เป็นผลดีต่อประเทศแน่

มีแต่คนที่อยู่ต่างประเทศเท่านั้นแหละ ที่กำลังสบายๆเพราะกำลังยื่นเรื่องขอ “ลี้ภัย” การเมืองเรียบร้อยไปแล้วดูรูปการณ์แล้วคงไม่มีปัญหาเพราะรัฐบาลไม่ได้สนใจที่จะเอาตัวกลับ

มันเป็นอย่างนี้แหละครับ...ประเทศไทย.

“สายล่อฟ้า”

บช.น.สถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ

บช.น. 8 ต.ค. -สถานการณ์หน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล และบริเวณแยกลานพระบรมรูปทรงม้า เข้าสู่ภาวะปกติ เนื่องจากกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ ที่มาชุมนุมที่หน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล สลายการชุมนุมไปตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-10-08 06:43:25





ตำรวจสาธิต อานุภาพของ แก๊สน้ำตา


ตำรวจสาธิต อานุภาพของ แก๊สน้ำตา - ดูวิดีโอทั้งหมด กดที่นี่

Tuesday, October 7, 2008

พันธมิตรยิงปืนใส่ตำรวจ


พันธมิตรยิงปืนใส่ตำรวจ - ดูวิดีโอทั้งหมด กดที่นี่

18.50 น. พธม. ปะทะ ตำรวจ หน้า บช.น.


18.50 น. พธม. ปะทะ ตำรวจ หน้า บช.น. - ดูวิดีโอทั้งหมด กดที่นี่

สัมภาษณ์ พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด

7 ต.ค. - สัมภาษณ์สด พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกกองทัพบก ถึงความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวการชุมนุม ที่ฝ่ายกองทัพเกาะติดการชุมนุม ที่ทราบว่าทางตำรวจได้ประสานมายังกองทัพ เพื่อขอให้ทหารเข้ามาเป็นผู้ช่วยตำรวจในการดูแลความสงบ.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-10-07 20:36:25




จ่อจับอีก20กบฏลือ‘เจ๊ปอง’ต่อคิว


* ‘ไชยวัฒน์-จำลอง’สวมชุดนักโทษนอนคุกยาว
“ตำรวจ” รุกคืบจ่อออกหมายจับ 20 พันธมิตรฯ อีกเป็นระลอกที่ 2 เผยมีทั้ง “อัญชลี-สำราญ-ประพันธ์” และบรรดาพวกขึ้นเวทีปลุกระดม พร้อมจัดกำลังเจ้าหน้าที่ประกบตัวแกนนำที่เหลือไม่คลาดสายตา ขณะเดียวกัน “ไชยวัฒน์” ต้องนอนคุกยาว ศาลอาญาสั่งยกคำร้องหลังยื่นขอปล่อยตัวโดยมิชอบ ชี้ตำรวจทำตามกฎหมาย เจ้าตัวคอตกถูกสวมกุญแจมือใส่ชุดนักโทษ กลับไปขังต่อที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพ ส่วน “จำลอง” ต่อคิวเปลี่ยนม่อฮ่อมใส่เครื่องแบบคุกอีกราย ด้านตำรวจ “นครบาล” เตรียมพร้อมกำลัง 7 กองร้อยรับมือแผนม็อบดาวกระจายป่วนเมือง

* “นครบาล” จัด7กองร้อยรับมือดาวกระจาย
หลังจากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้แสดงฝีมือในการจับกุม 2 กบฏ ทั้ง นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ และ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ คนสำคัญ ท่ามกลางความชื่นชมในความกล้าหาญ และการปฏิบัติหน้าที่ตามกรอบกฎหมาย รวมไปถึงข่าวที่ยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้มีการจัดกำลังประกบผู้ต้องหากบฏอีก 7 คนที่เหลืออย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งเป็นแกนนำคนสำคัญ และพร้อมเข้าจับกุมทันทีที่โผล่ออกมานอกทำเนียบรัฐบาลนั้น

จ่อจับอีก 20 กบฏพธม.รุ่น2
ล่าสุดแหล่งข่าวนายตำรวจระดับสูงยังเปิดเผยอีกว่าเร็วๆ นี้ จะมีการขออนุมัติหมายจับเพิ่มเติมอีกประมาณ 20 คน ในข้อหาเดียวกัน เนื่องจากพบว่ามีพฤติกรรมในทำนองเดียวกันกับผู้ต้องหาที่ถูกหมายจับกุมไปในครั้งแรก และพบว่าผู้ต้องหาที่จะมีการออกหมายจับกุมรุ่น 2 นี้ เป็นบุคคลที่ยังคงปลุกระดมสร้างความแตกแยก ให้ร้ายรัฐบาล และส่อว่าสนับสนุนการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็น นายสำราญ รอดเพชร นายประพันธ์ คูณมี น.ส.อัญชลี ไพรีรัก ฯลฯ

ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในคืนวันที่ 5 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ถูกจับและมีการระดมพลครั้งใหญ่ ปรากฏว่ามีผู้มาร่วมการชุมนุม ซึ่งล้วนแต่ถูกเกณฑ์ขึ้นรถบัสมาเพียงประมาณหมื่นคนเศษเท่านั้น และเมื่อถึงเช้าวันที่ 6 ตุลาคม ก็เหลือผู้ชุมนุมเพียงประมาณกว่า 2 พันคน ซึ่งทำให้มีการประเมินของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าแกนนำพันธมิตรฯ อาจตัดสินใจก่อการรุนแรงขึ้นอีกครั้ง เนื่องจากกระแสเริ่มปลุกไม่ขึ้น

นอกจากนี้ยังพบว่ามีการกะเกณฑ์บรรดาการ์ดพันธมิตรฯ และนักรบศรีวิชัย เข้าตรึงกำลังตั้งแต่คืนวันที่ 6 ตุลาคม โดยมีรายงานว่าให้มารวมตัวกันทั้งหมด จากที่เดิมเคยผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเป็นกะ และยังมีการตรวจค้นผู้ชุมนุมอย่างเข้มงวด และกักขฬะ เนื่องจากคนพวกนี้หวาดผวาว่าจะมีสายของเจ้าหน้าที่ตำรวจแทรกแซงเข้าไปในการชุมนุม

ยกคำร้องขอปล่อยตัวชั่วคราว
ขณะที่ในเวลา 15.30 น. วันเดียวกัน ที่ห้องพิจารณาคดี 701 ศาลอาญา ศาลได้ออกนั่งบัลลังก์อ่านคำสั่งกรณีที่ นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ แนวร่วมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยื่นคำร้องเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม ขอให้ปล่อยตัว เนื่องจากถูกคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 90

โดยศาลพิเคราะห์แล้วคดีมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่านายไชยวัฒน์ผู้ร้องถูกคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งผู้ร้องนำสืบว่าถูกจับกุมโดยมิชอบ เนื่องจากคดีนี้ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้รับอุทธรณ์ที่ขอเพิกถอนหมายจับผู้ร้องกับพวกไว้แล้ว และผู้ร้องได้ยื่นคำร้องขอให้ระงับการดำเนินการตามหมายจับไว้ก่อน คดีอยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ หมายจับย่อมถูกระงับใช้ไว้ชั่วคราว การที่ตำรวจนำหมายดังกล่าวไปจับผู้ร้องจึงเป็นการจับโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

ศาลเห็นว่า แม้ผู้ร้องกับพวกยื่นอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนหมายจับ และศาลอุทธรณ์มีคำสั่งรับไว้พิจารณาแล้วก็ตาม แต่เมื่อศาลอุทธรณ์ยังมิได้มีคำสั่งเพิกถอนหมายจับ และกรณีที่ผู้ร้องยื่นคำขอให้ระงับการดำเนินการตามหมายจับไว้ก่อน แต่ศาลอุทธรณ์ก็ยังมิได้มีคำสั่งเปลี่ยนแปลงหรือมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น จึงต้องถือว่าหมายจับของศาลอาญามีผลใช้บังคับได้ตามกฎหมาย เจ้าพนักงานตำรวจย่อมมีอำนาจจับกุมผู้ร้องตามหมายจับได้

ข้ออ้างแกนนำม็อบฟังไม่ขึ้น
ส่วนที่ผู้ร้องอ้างว่า เจ้าพนักงานตำรวจเข้าจับกุมผู้ร้องในบ้านพักโดยไม่มีหมายค้นนั้น ได้ความจากคำเบิกความของผู้ร้องว่า ขณะถูกจับกุมผู้ร้องเปิดประตูจะเข้าบ้าน ซึ่งเป็นร้านค้า เมื่อผู้ร้องเดินเข้าไปในบ้านแล้วเจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปจับกุมในบ้าน เห็นว่า ผู้ร้องเบิกความว่าถูกเจ้าพนักงานตำรวจจับกุมบริเวณหน้าบ้านพัก ข้อเท็จจริงน่าเชื่อว่า เจ้าพนักงานตำรวจแสดงตัวเพื่อเข้าจับกุมผู้ร้องในขณะที่ผู้ร้องยืนอยู่ด้านนอกของตัวบ้าน แม้ผู้ร้องจะเดินเข้าไปในตัวบ้านก็ต้องถือว่าเป็นพฤติการณ์ที่ต่อเนื่องกับเหตุการณ์ตอนแรกที่เจ้าพนักงานตำรวจจับกุมบริเวณหน้าบ้าน ซึ่งมิใช่ที่รโหฐานหรือที่ส่วนตัว ประกอบกับโดยสภาพหน้าบ้านของผู้ร้องเป็นร้านค้าจึงถือว่าเป็นสถานที่สาธารณะ ประชาชนทั่วไปมีความชอบธรรมจะเข้าไปได้ กรณีจึงไม่จำต้องมีหมายค้น

สำหรับที่ผู้ร้องนำสืบต่อไปว่า การนำตัวผู้ร้องไปคุมขังไว้ที่ บก.ตชด.ภาค 1 เป็นการคุมขังโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ทั้งการสอบสวนก็กระทำโดยไม่มีพนักงานสอบสวน สน.ประเวศ ท้องที่จับกุม จึงเป็นการสอบสวนโดยไม่ชอบ เห็นว่า ป.วิอาญา มาตรา 83 วรรคหนึ่ง บัญญัติเกี่ยวกับวิธีการจับว่า ให้เจ้าพนักงานผู้จับสั่งให้ผู้จับไปยังที่ทำการของพนักงานสอบสวนแห่งท้องที่ที่ถูกจับ เว้นแต่สามารถนำไปที่ทำการของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบได้ในขณะนั้น ประกอบกับได้ความจากพนักงานสอบสวนในชั้นฝากขังว่า คดีนี้ บช.น. มีคำสั่งแต่งตั้งพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบไว้แล้ว เมื่อเจ้าพนักงานจับกุมผู้ร้องซึ่งเป็นผู้ต้องหาที่ 7 ตามหมายจับ เจ้าพนักงานผู้จับย่อมนำตัวผู้ถูกจับไปยัง บก.ตชด.ภาค 1 ได้ โดยไม่จำเป็นต้องนำตัวไป สน.ประเวศ อันเป็นท้องที่ที่จับกุมผู้ต้องหา ข้อนำสืบของผู้ร้องจึงไม่มีน้ำหนักให้รับฟัง

เมื่อไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายกำหนดสถานที่คุมขังผู้ถูกจับไว้โดยเฉพาะ ประกอบกับได้ความจากผู้ร้องตอบคำถามค้านพนักงานสอบสวนว่า สน.นางเลิ้ง ซึ่งเป็นสถานที่ที่ผู้ร้องขอให้นำตัวไปควบคุมนั้นอยู่ใกล้กับบริเวณกลุ่มพันธมิตรฯ ชุมนุม จึงอาจเกิดการปิดล้อม สน.นางเลิ้ง ได้ผู้บังคับบัญชาจึงเปลี่ยนให้ควบคุมที่ บก.ตชด.ภาค 1 จ.ปทุมธานี ห่างไกลจากบริเวณชุมนุมโดยคำนึงถึงเหตุผลด้านความปลอดภัย และได้จัดชุดพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบเดินทางไปสอบปากคำผู้ร้องทันที กรณีจึงไม่จำต้องมี พนักงานสอบสวน สน.ประเวศ ร่วมทำการสอบสวนแต่อย่างใด ฉะนั้น การคุมขังและการสอบสวนจึงไม่ปรากฏขั้นตอนใดที่ปฏิบัติโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

“ไชยวัฒน์” ได้นอนคุกยาว
ส่วนที่ผู้ร้องนำสืบการตั้งข้อหากบฏ หรือข้อหาอื่นตามหมายจับไม่ชอบ เห็นว่า กรณีดังกล่าวอยู่ในการพิจารณาของศาลอุทธรณ์ซึ่งศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้มีคำสั่งเปลี่ยนแปลง หรือมีคำสั่งเป็นอย่างอื่นดังที่กล่าวมาในข้างต้น ในชั้นนี้จึงไม่จำต้องวินิจฉัยส่วนที่ผู้ร้องนำสืบในประเด็นอื่น เช่น การที่ผู้ร้องเข้าร่วมชุมนุมกับพันธมิตรฯ เป็นการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญมาตรา 63, 69 และ 70 ชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ มีความมุ่งหมายรักษาระบอบประชาธิปไตยและคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 237 และ 309 เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และเอื้อประโยชน์ให้คดียุบพรรคไทยรักไทย ชาติไทย และมัชฌิมาธิปไตย ถือเป็นข้ออ้างในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของผู้ร้องในชั้นสืบพยานของศาล

แต่ชั้นนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของพนักงานสอบสวน และต้องรอผลสรุปเสนอความเห็นให้อัยการพิจารณาสั่งฟ้อง หรือสั่งไม่ฟ้องผู้ร้องกับพวกในความผิดฐานใดหรือไม่ หากเห็นว่าเรื่องใดจะเป็นประโยชน์แก่รูปคดีของตนผู้ร้องย่อมมีสิทธินำเสนอข้อเท็จจริงดังกล่าวเสนอต่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองได้ แต่ขั้นตอนดังกล่าวยังมิได้อยู่ในการพิจารณาของศาล ชั้นนี้จึงไม่จำต้องวินิจฉัย คำร้องของผู้ร้องไม่มีมูลที่ศาลจะดำเนินการตาม ป.วิอาญา มาตรา 90 ให้ยกคำร้อง

ภายหลังศาลอาญายกคำร้อง นายไชยวัฒน์ ซึ่งถูกสวมกุญแจมือ อยู่ในชุดผู้ต้องขังสีน้ำตาล สวมรองเท้าแตะ ถูกนำตัวไปควบคุมไว้บริเวณใต้ถุนศาล เพื่อเตรียมนำตัวกลับไปควบคุมไว้ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพต่อไป โดยมีกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ ประมาณ 100 คน เดินทางมาให้กำลังใจ

ขัง "จำลอง" ต่ออีก12 วัน
ขณะที่ ศาลอาญารัชดาภิเษก มีคำสั่งให้อนุญาตให้ฝากขัง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง หนึ่งในแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ผู้ต้องหาร่วมกันเป็นกบฏตามหมายจับของศาลอาญา เป็นเวลา 12 วัน ตามคำร้องของพนักงานสอบสวน สน.นางเลิ้ง เนื่องจากศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า พนักงานสอบสวนยังสอบสวนไม่เสร็จสิ้น โดยต้องสอบสวนพยานอีกจำนวนมาก พร้อมต้องตรวจสอบการกระทำผิดที่เกี่ยวเนื่องกันในต่างจังหวัด จึงมีเหตุจำเป็นต้องคุมขังไว้เพื่อการสอบสวน

อีกทั้งหมายจับก็ยังมีผลบังคับใช้ เพราะศาลอุทธรณ์ยังไม่ได้เพิกถอนหมายจับ แกนนำทั้ง 9 คน จึงอนุญาตให้ฝากขังตามคำร้องพร้อมได้กำชับให้พนักงานสอบสวนเร่งรัดสอบสวนให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว

ด้าน พล.ต.จำลอง ยืนยันว่า จะไม่ขอยื่นประกันตัวหลังจากนั้นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้นำตัว พล.ต.จำลอง และ นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ไปควบคุมตัวที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ท่ามกลางกลุ่มพันธมิตรฯ ที่เดินทางมาให้กำลังใจเป็นจำนวนมาก

พธม.ขู่ประกาศชุมนุมใหญ่
ด้าน นายพิภพ ธงไชย นายสมศักดิ์ โกศัยสุข 2 แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แถลงข่าวกรณี 2 แกนนำถูกจับกุมในข้อหากบฏ โดยนายสมศักดิ์ กล่าวว่า มาตรการเคลื่อนไหวใหญ่นั้นจะมีแน่นอน และจะประกาศมาตรการเพื่อขับไล่รัฐบาล เพราะรัฐบาลชุดนี้หมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศแล้ว

ส่วนกรณีหากมีการเคลื่อนไหวนอกทำเนียบ แกนนำพันธมิตรฯ ที่โดนข้อหากบฏจะออกไปเป็นผู้นำหรือไม่ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า อาจจะออกไป เพราะพวกตนไม่ได้กลัวหมายจับหรือข้อหาดังกล่าว มีการต่อสู้ในชั้นศาลแล้วว่าเรื่องการตั้งข้อหาเป็นเท็จ ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนการอุทธรณ์ และ พล.ต.จำลอง เองก็ไม่ให้ประกันตัว เพราะไม่ได้เกรงกลัวต่อข้อหานี้ พร้อมยืนยันว่าการที่ พล.ต.จำลอง ออกไปเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. เป็นมติของทั้ง 5 แกนนำ เพราะมั่นใจว่ารัฐบาลจะยึดมั่นในคำพูดว่า จะมีการเจรจาเกิดขึ้นกับพันธมิตรฯ แต่กลับถูกหักหลัง เป็นการตบหน้า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี อย่างแรง หากไม่มีการติดต่อมาจากรัฐบาลว่าจะขอเจรจากับพันธมิตรฯ ก็คงไม่มีแกนนำออกไปจากทำเนียบ

ด้านนายพิภพ กล่าวว่า การที่ พล.ต.จำลอง ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ไม่ได้เป็นแผนการปลุกระดมของกลุ่มพันธมิตรฯ หรือเรียกร้องให้คนออกมาชุมนุม แต่เป็นหน้าที่ของพลเมืองที่ทำตามกฎหมายรัฐธรรมนูญของประเทศไทย ที่มีอุดมการณ์และมีความตระหนักว่าอะไรผิดอะไรถูก พล.ต.จำลอง ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของประชาชน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พล.ต.จำลอง ก็จะออกไปใช้สิทธิของคนไทยคนหนึ่ง และพร้อมจะตายไปกับความถูกต้อง

ตำรวจรับมือม็อบป่วนเมือง
พล.ต.ต.เอกรัตน์ มีปรีชา รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เปิดเผยว่า ได้มีการเตรียมกำลัง 7 กองร้อย เพื่อดูแลความสงบและรับมือกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ หากมีการเคลื่อนไหวในลักษณะดาวกระจาย ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะไม่มีการสกัดกั้น แต่จะดูแลไม่ให้เกิดความวุ่นวายเพียงเท่านั้น เบื้องต้นไม่ได้รับรายงานว่ามีการเคลื่อนไหวแต่อย่างใด

ขณะที่ พล.ต.ต.อนันท์ ศรีหิรัญ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 กล่าวว่า การเข้าจับกุม พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯ นั้นยืนยันว่าไม่มีใบสั่งเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ และจะไม่คัดค้านการประกันตัว เนื่องจาก พล.ต.จำลอง ยอมเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ส่วนแกนนำที่เหลือหากปรากฏตัวต่อหน้าเจ้าหน้าที่พนักงานก็จะดำเนินการจับกุมเช่นกัน