WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, October 8, 2008

แฉ‘บิ๊กจิ๋ว’ลาออกที่แท้อกหัก‘ไฟใต้’ได้ดูแลแค่น้ำท่วม


บิ๊กจิ๋ว ประกาศลาออก 'รองนายกฯ' อ้างแสดงความรับผิดชอบสั่งตำรวจสลายการชุมนุมหน้ารัฐสภา ขณะที่คนใกล้ชิดแฉคิดลาออกมาก่อนแล้ว เพราะอกหักที่ไม่ได้ดูแลแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะถูกกองทัพต้าน จนมีงานทำแค่เรื่องดูแลน้ำท่วม

ท่ามกลางกระแสการเมืองที่มากไปด้วยความสับสนวุ่นวาย และเป็นที่รู้กันว่าภารกิจในการจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุมกีดขวางการทำงานของรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ดูแลอยู่ รวมไปถึงการสลายการชุมนุมหน้ารัฐสภาด้วยนั้น

กรณีดังกล่าวได้กลายเป็นข้ออ้างให้ พล.อ.ชวลิต ขอลาออกจากตำแหน่ง ทั้งที่เพิ่งจะเข้ามาทำงานได้เพียงไม่กี่วัน

โดยข่าวระบุว่า เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 7 ตุลาคม ที่ผ่านมา พล.อ.ชวลิต ได้ให้นายทหารคนสนิทนำจดหมายลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีไปยื่นแก่ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ก่อนมีการแถลงนโยบายรัฐบาล ซึ่งหนังสือลาออกมีรายละเอียดแจกแจงเหตุผลไว้ 5 ประการด้วยกัน
1.จากการที่ท่านนายกรัฐมนตรี ได้กรุณาเชิญกระผมเข้าร่วมรัฐบาล เพื่อเข้ามาร่วมกันบริหารราชการแผ่นดินในด้านความมั่นคงและดูแลช่วยเหลือแก้ไขเกี่ยวกับความยากไร้ของประชาชน ตลอดจนสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดในสังคมนั้น ต่อมาถึงแม้ว่าสถานการณ์ได้เปลี่ยนไป ก็ยังเป็นความตั้งใจอันแน่วแน่ของกระผมที่จะใช้เวลาอันน้อยนิดที่มีอยู่ เพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของชาติให้หมดสิ้นไปโดยเร็ว

2.จากสถานการณ์ในวันที่ 6-7 ตุลาคม 2551 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจเพื่อรักษารัฐสภาและเปิดเส้นทางเข้าสู่รัฐสภา เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินดำเนินไปได้

3.การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตำรวจดังกล่าว กระผมได้พยายามให้นโยบายในการดำเนินการ เพื่อให้บรรลุภารกิจโดยไม่มีการสูญเสียถึงแม้ว่าผลการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่สามารถปฏิบัติตามนโยบายได้ ก็ขอให้ยุติไว้ก่อน แต่การปฏิบัติการไม่เป็นไปตามนโยบายถึงแม้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะใช้ความพยายามเป็นอย่างมาก แต่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ จนเกิดความสูญเสียขึ้นมาอยู่ในระดับที่น่าห่วงใย

4.กระผมถือว่า ผลเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นความรับผิดชอบของกระผมด้วยส่วนหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่ได้ใช้ความพยายามมาโดยตลอดอย่างดีที่สุด โดยคำนึงถึงประชาชนและการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่เป็นหลัก เพื่อให้บรรลุเป้าหมายคือ การนำความสงบสุขกลับมาสู่สังคมไทยโดยเร็ว

5.ด้วยเหตุดังกล่าว ไม่บรรลุผลดังที่ตั้งใจไว้ กระผมจึงขอรับผิดชอบในการปฏิบัติการครั้งนี้ กระผมจึงขอลาออกจากการเป็นรองนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

อย่างไรก็ดี แหล่งข่าวระบุว่า พล.อ.ชวลิต มีท่าทีที่จะลาออกมาตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุการณ์สลายการชุมนุมแล้ว โดยมีสาเหตุมาจากความตั้งใจที่จะเข้ามาดูแลการแก้ปัญหาสถานการณ์ชายแดนภาคใต้ แต่ได้รับการคัดค้านจากฝ่ายทหาร ตามที่เป็นข่าวว่า นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี จะเป็นผู้ดูแลเอง อันเนื่องมาจากฝ่ายทหารเชื่อว่าการแก้ปัญหากำลังเดินมาถูกทาง เกรงว่าหาก พล.อ.ชวลิต เข้ามาดูแลและมีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย ก็จะเกิดความยุ่งยากและอาจเกิดความล้มเหลว

ซึ่งเมื่อ พล.อ.ชวลิต ไม่ได้ดูแลปัญหาไฟใต้ จึงเหลืองานที่มอบหมายให้ดูแลน้ำท่วมเท่านั้น

อนึ่ง ในสมัยที่ พล.อ.ชวลิต เป็น รมว.กลาโหม ในรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ก็เคยลาออกในวันที่ พล.อ.ชาติชาย กำลังจะเดินทางไปต่างประเทศมา จนเกิดเป็นความวุ่นวายมาแล้ว


แจ้งจับพันธมิตรขี้ขโมยบุกยึดรถเมล์ขสมก.3คัน


ขสมก.แจ้งความดำเนินคดี ม็อบพันธมิตรฯ ขี้ขโมย ยึดเอารถเมล์ภาษีประชาชน ไปเป็นโล่กำบังการก่อจลาจลป่วนการประชุมสภาแถลงนโยบายของรัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ แถมยังกักตัวพนักงานขับรถและกระเป๋ารถเมล์เอาไว้ด้วย ด้านบรรดาแกนนำที่ยังเหลืออยู่นอกคุกปลุกระดมไม่เลิก ชักชวนให้ผู้ชุมนุมปักหลักเหม็นขี้เหม็นเยี่ยวอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาลต่อ รอให้ม็อบต่างจังหวัดที่กำลังไปจัดตั้งเข้ามาสมทบ เพื่อเตรียมก่อการใหญ่ทำร้ายบ้านเมือง

กรณีกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ ยึดรถร่วมบริการโดยสารประจำทาง สาย 99 เทเวศร์-ลำสาลี 3 คัน เพื่อนำมาเป็นที่กั้นทางขึ้นเชิงสะพานชมัยมรุเชษฐ์ บริเวณหน้าพาณิชย์พระนคร เมื่อช่วงเช้าวันที่ 7 ตุลาคม ที่ผ่านมา ในสถานการณ์ที่ม็อบพยายามป่วนบ้านเมืองไม่ให้สามารถมีการประชุมรัฐสภา เพื่อรับฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เกิดขึ้นได้นั้น

นายพิเณศวร์ พัวพัฒนากุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ กล่าวว่า ล่าสุด กลุ่มพันธมิตรฯ ยังไม่ได้ปล่อยรถคืนกลับมา ยังคงจอดไว้ที่บริเวณเดิม โดยคนขับรถและพนักงานเก็บค่าโดยสารยังปลอดภัยอยู่บนรถ แต่ทาง ขสมก.ได้แจ้งความไว้ที่ สน.นางเลิ้ง

ด้านบรรยากาศภายในทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งเวทีปราศรัยใหญ่ของกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าสลายการชุมนุมในช่วงเช้าที่อาคารรัฐสภา โดยแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้แก่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายพิภพ ธงไชย นายสมศักดิ์ โกศัยสุข ยังสลับสับเปลี่ยนกันขึ้นเวที
บรรดาแกนนำทั้งหลาย ยังคงย้ำให้ผู้ชุมนุมปักหลักที่ทำเนียบรัฐบาล และรัฐสภา เพื่อรอกำลังที่จะมาสมทบจากต่างจังหวัด เพื่อปิดล้อมไม่ให้รัฐบาลประชุมรัฐสภาเพื่อแถลงนโยบายได้ นอกจากนี้ ยังมีการเรียกร้องรัฐวิสาหกิจให้พิจารณาหยุดงาน เพื่อแสดงออกถึงความไม่พอใจต่อการสลายการชุมนุม ขณะที่บนเวทีก็มีการนำผู้ได้รับบาดเจ็บขึ้นไป

ขณะที่ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ที่ปรึกษาคุณวุฒิกองทัพบก ได้ขึ้นเล่าเหตุการณ์การสลายการชุมนุมให้ผู้ร่วมชุมนุมทราบ

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า กลุ่มพันธมิตรฯ ได้มีการตรวจเข้มผู้เข้าออก และมีคำสั่งห้ามผู้สื่อข่าวเอ็นบีทีเข้าไปทำข่าวในทำเนียบรัฐบาลอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ ยังมีเหตุชุลมุนเกิดขึ้นระหว่างที่ นายทวีชัย เจาวัฒนา บรรณาธิการศูนย์ภาพเนชั่นจะเดินทางเข้าไปยังทำเนียบรัฐบาล แต่กลุ่มการ์ดพันธมิตรฯ เข้าใจว่าเป็น กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แปลกปลอมเข้ามา แต่สุดท้ายก็สามารถตกลงกันได้

หนีบสามีเข้าประชุมสภา‘รสนา’ ผวาถูกทำร้าย


ส.ว.กทม. "รสนา โตสิตระกูล" ป่วนประชุมรัฐสภาแถลงนโยบายรัฐบาล อ้างหมดความชอบธรรมจากการปราบม็อบ เชื่อจะเกิดวิกฤติ พร้อมแจงพาสามีเข้าห้องประชุมเพราะกลัวถูกทำร้าย

น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กรุงเทพมหานคร กล่าวภายหลังลุกขึ้นอภิปราย ในห้องประชุมแล้วถูก นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เชิญตัวออกนอกห้องประชุมว่า นโยบายสมานฉันท์ของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี เป็นนโยบายกระดาษแต่นโยบายที่แท้จริง คือ การปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำร้ายประชาชน ซึ่งถือว่า นายกรัฐมนตรี หมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศแล้ว จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จะทำให้เกิดวิกฤติบ้านเมือง

ส่วนกรณี นายสันติสุข โสภณสิริ ผู้ติดตาม น.ส.รสนาเข้าไปนั่งในที่ประชุม ทั้งที่ไม่ได้รับอนุญาตนั้น น.ส.รสนา กล่าวว่า นายสันติสุข อาจไม่ทราบว่า ห้ามเข้า แต่เหตุที่เข้าไปน่าจะเกิดจากความเป็นห่วงกลัวถูก ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.พรรคพลังประชาชน ที่เดินเข้ามาต่อว่าทำร้าย อย่างไรก็ตามไม่ใช่ใครอื่นไกล เพราะที่แท้ นายสันติสุข ก็คือสามีของ น.ส.รสนา นั่นเอง

ขำกลิ้ง!พันธมิตรแจ้งความเอาผิดตร.ใช้แก๊สน้ำตา


จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าผลักดันการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ หน้ารัฐสภา เพื่อเปิดทางให้ ส.ส. และ ส.ว. เข้าประชุมเพื่อรับฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาลได้ โดยมีการใช้แก๊สน้ำตาด้วยนั้น

นายณฐพร โตประยูร ทนายความพันธมิตรฯ เปิดเผยว่า ได้รับการมอบอำนาจจากแกนนำพันธมิตรฯ ให้รวบรวมหลักฐาน เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับผู้บัญชาการให้ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมของพันธมิตรฯ ที่หน้ารัฐสภา ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยมีหลักฐานเป็นภาพถ่าย ภาพเคลื่อนไหว และภาพนิ่งจำนวนมาก


อยากให้เจรจาต่อไป

อุตส่าห์ลุ้นอยู่เสียหลายชั่วโมงว่าสถิติผู้มาใช้สิทธิ์ใช้เสียงในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ครั้งนี้ จะลบสถิติครั้งก่อนๆหรือเปล่า

โดยเฉพาะคะแนนเสียงของ “เต็งหนึ่ง” อภิรักษ์ โกษะโยธิน ที่เอ็กซิทโพลทุกสำนักบอกว่าจะเข้าป้ายอย่างท่วมท้นนั้นจะเกินล้านเสียงหรือไม่?

เอาเข้าจริงๆปรากฏว่า เกิดอาการลุ้นค้างไปตามระเบียบ เพราะจากผู้มีสิทธิ์ 4,086,604 คน มีผู้มาใช้สิทธิ์ 2,214,320 คน หรือ 54.18 เปอร์เซ็นต์...ต่ำกว่าคราวที่แล้ว ซึ่งมีผู้ใช้สิทธิ์ประมาณ 65 เปอร์เซ็นต์

คุณอภิรักษ์ได้ไปทั้งสิ้น 991,018 คะแนน...ไม่ถึงล้านคะแนน และยังไม่ทำลายสถิติที่ คุณ สมัคร สุนทรเวช เคยทำไว้ 1 ล้านเศษๆ

มีเสียงบ่นจาก กกต.กรุงเทพมหานครว่าผิดหวังเพราะไม่เป็นไปตามเป้า 70 เปอร์เซ็นต์ที่ตั้งไว้ แถมยังต่ำกว่าคราวที่แล้ว

พอบ่นเสร็จก็วิเคราะห์กันต่อเลยว่า เหตุที่ไม่เป็นไปตามเป้าเพราะผู้คน เบื่อการเมือง

สำหรับผมแม้จะผิดหวังที่ลุ้นไม่ขึ้น และไม่เป็นไปอย่างที่ตั้งใจไว้ แต่ก็ถือว่าโอเคครับ สำหรับจำนวนและเปอร์เซ็นต์ที่ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์

แต่ถ้าจะมองว่า เหตุที่ผู้ไปใช้สิทธิ์ใช้เสียงคราวนี้ลดน้อยลง เพราะเหตุทางการเมือง ผมก็ว่าน่าจะมีส่วนมาจากข่าวการจับกุมมหาจำลองไม่น้อยทีเดียว

เพราะประมาณ 8 โมงเศษๆของวันเลือกตั้งข่าวโทรทัศน์ก็ออกมาแล้วว่า ตำรวจเข้าควบคุมตัวมหาจำลองหลังจากที่ท่านไปใช้สิทธิ์ใช้เสียงในการเลือกตั้งที่เขตของท่าน

ไม่ว่ามหาจำลองจะตั้งใจออกไปให้ถูกจับ อย่างที่มีข้อสันนิษฐานจากบางฝ่าย หรือว่าเป็นการจับตามหน้าที่ของตำรวจอย่างที่นายกรัฐมนตรีกล่าวกับผู้สื่อข่าว

เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้นแล้ว ก็ย่อมจะทำให้ประชาชนที่ทราบข่าวเกิดความกังวล และคาดการณ์ไปต่างๆนานา

ผมถึงได้มองคนละมุมกับทาง กกต.ที่ท่านบอกว่าผู้คนไปออกเสียงน้อยลง ซึ่งแม้จะถูกของท่าน แต่ผมก็เห็นว่าดีแล้ว เพราะขนาดมีข่าวนี้เกิดขึ้น ประชาชนก็ยังไปออกเสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ์

แสดงว่าคนกรุงเทพฯยังยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย

กลับมาที่เรื่องราวการจับกุมพลตรีจำลอง ศรีเมือง ซึ่งล่าสุด ก็เป็นไปตามที่คาดไว้ คือทำให้อุณหภูมิทางการเมืองกลับร้อนขึ้นมาทันที

ฝ่ายพันธมิตรฯ แถลงว่าจะไม่มีการเจรจาใดๆต่อไปอีก แต่จะเดินหน้าประท้วงอย่างแตกหัก และจะไม่ออกจากทำเนียบ

ส่วนทางฝ่ายรัฐบาลโดยเฉพาะ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ยืนยันว่าจะยังเจรจาต่อไป

เพราะได้ติดต่อแกนนำไว้หลายๆคนและเชื่อว่าน่าจะเจรจาได้ผล

ผมเองโดยส่วนตัวเห็นว่าไหนๆเราก็ยึดแนวทางเจรจากันมาตลอดแล้วก็อยากจะให้ยึดแนวนี้ต่อไป

เพราะหากไปใช้วิธีอื่น ซึ่งก็มีอยู่วิธีเดียวคือ การเผชิญหน้า หรือการต่อสู้กันถึงขั้นแตกหัก ย่อมไม่ใช่ทางออกที่ถูกต้องอย่างแน่นอน

บทเรียนในอดีตพิสูจน์ให้เห็นครั้งแล้วครั้งเล่าว่า การเผชิญหน้าและความแตกหักมีแต่ การนำความเสียใจมาสู่คนไทยและสังคมไทยและทำให้ประเทศไทยต้องแตกร้าวมากขึ้น

ในที่สุดแล้ว เราก็ต้องหันหน้าเข้าหากันอยู่ดี เพราะเป็นไปไม่ได้ที่จะโกรธขึ้ง หรือต่อสู้กันตลอดไปแบบไม่มีที่สิ้นสุด

ในเมื่อบทสรุปอย่างไรเสียก็จะต้องลงเอยในรูปนี้...เราก็คุยหรือตกลงกันเสียให้จบเรื่องโดยไม่ต้องต่อสู้จะไม่ดีกว่าหรือ

ไม่ว่าจะต่อสู้แบบไหน ขึ้นชื่อว่าต่อสู้แล้ว มันบอบช้ำทั้งนั้น ไม่บอบช้ำร่างกายไม่เจ็บไม่ตาย...แต่ประเทศชาติก็ทรุดลงอยู่ดี

ผมไม่ใช่คนเชื่อเรื่องโชคเรื่องลาง เรื่องอาถรรพณ์อะไรหรอก แต่ประสาคนที่เคยอยู่ในเหตุการณ์ทั้ง 6 ตุลา และ 14 ตุลา.....บอกตรงๆว่ายังรู้สึกหวิวๆและไม่อยากให้เกิดอะไรทำนองนั้นอีก

จึงเขียนย้ำนักย้ำหนา ขอให้ทุกๆฝ่ายใจเย็นๆ หันหน้าเข้าหากันและพูดคุยอะไรกันได้ก็คุยกัน

เฮ้อ! ข้อเขียนวันนี้ก็นั่งเขียนในวันที่ 6 ตุลาคม เสียด้วยซี เผอิญเป็น 6 ตุลา 2551 ซึ่งผมหวังว่าคงจะไม่มีอะไรร้อนแรงเหมือนเมื่อ 32 ปีที่แล้ว.

"ซูม"


ยิ่งแก้ยิ่งยุ่ง

จะมีเบื้องหน้าเบื้องหลังกันอย่างไรทั้งฝ่ายรัฐบาลและกลุ่มพันธมิตรฯก็ตาม แต่ที่แน่นอนอุณหภูมิการเมืองกลับร้อนขึ้นมาอีกครั้งหนึ่งอย่างไม่มีทางเลี่ยง และใครที่เป็นห่วงเป็นใยว่า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกฯกำลังถูก “เจาะยาง”

ก็ไม่ต้องห่วงแล้วครับ...เพราะเจ้าตัวยืนยันแล้วว่าไม่มีทางเจาะได้ และชี้ว่าการจับ 2 แกนนำเป็นหน้าที่ตามกฎหมาย ไม่มีคำสั่งลับ หรือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯจะใช้วิชาเรียกพลให้มาชุมนุมกันมากๆ

ว่ากันไปตามประสา “จิ๋วหวานเจี๊ยบ”

อย่างไรก็ดี พล.อ.ชวลิตเปิดเผยด้วยว่า จะเดินหน้าเจรจาต่อไป ต้องแยก 2 เรื่องออกจากกันเชื่อว่าจะสามารถคุยกันต่อไปได้ และแกนนำก็ยังอยู่กันอีกหลายคน

เหนืออื่นใดท่ามกลางความจริงทางการเมืองที่เกิดขึ้นคงจะเป็นเรื่องยากลำบากมากขึ้น เมื่อทั้ง 2 ฝ่ายต่างก็ไม่เชื่อใจ ไม่ไว้วางใจกัน แม้ พล.อ.ชวลิตจะใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดอย่างไรก็ตาม เพราะมาถึงวันนี้เป้าหมายของแต่ละฝ่ายต่างก็ต้องการที่จะเดินไปสู่จุดสูงสุดเช่นกัน

นั่นก็คือจุดแตกหัก

และความไม่เชื่อใจกันนั้นก็เกิดปัญหาเมื่อ ส.ว.กลุ่มหนึ่งที่ดูเหมือนจะแสดงท่าทีชัดเจนขึ้น ซึ่งแรกๆทางออกในเรื่อง ส.ส.ร. 3 น่าจะสอดคล้องกันได้ แต่เมื่อมีการบรรจุวาระพ.ร.บ.รัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับ “หมอเหวง” และการจับกุม 2 แกนนำพันธมิตรฯ

จึงเบนเข็มคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญทุกรูปแบบไม่ว่าจะเป็น ม.291 เพื่อตั้ง ส.ส.ร. ไปสู่การปฏิรูปการเมือง โดยยืนยันให้ใช้รัฐธรรมนูญปี 50 ไปอีก 3 ปีแล้วค่อยมาดูกันอีกที

นั่นคงเป็นเพราะไม่เชื่อใจรัฐบาล ไม่เชื่อใจนายกฯว่าหากให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้ง 2 รูปแบบอาจจะสอดแทรกแก้เพื่อตัวเองที่เป็นเป้าหมายสูงสุด

ดังนั้น กระบวนการขับเคลื่อนเพื่อไปสู่การปฏิรูปการเมือง ซึ่งจะเป็นทางออกในการผ่าทางตันการเมืองดูจะตีบตันขึ้น

การประชุมร่วมอันมีประธานสภาผู้แทนฯ ประธานวุฒิสภา หัวหน้าพรรคฝ่ายค้าน นายกฯและหัวหน้าพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล 5 พรรค เรียกว่าครบเครื่องทุกฝ่าย เพื่อหาทางออกทางการเมืองและการปฏิรูปการเมือง

ก่อนหน้านี้ประชุม 4 ฝ่ายค้านผ่านไปแล้ว โดยมีมติให้ตั้ง ส.ส.ร.3 ปฏิรูปการเมือง แก้ไขรัฐธรรมนูญ ม.291 จากนั้นจึงประชุมพรรคการเมืองทุกพรรคเพื่อให้มีมติร่วมกัน แต่การประชุม 2 ครั้ง ในบรรยากาศที่ต่างกันอย่างน้อยประชาธิปัตย์คงรู้สึกว่ากำลังเล่นอะไรกันหรือเปล่า

เพราะแน่นอนว่าประชาธิปัตย์ก็ต้องคิดเช่นกัน หากถูกรัฐบาลตลบหลังเมื่อประชาธิปัตย์โดดเข้าใส่เต็มตัวจะทำให้เสียรูปมวยทางการเมืองได้

ดังนั้น การที่จะเดินไปสู่ทางออกได้พรรคร่วมรัฐบาลจะต้องมีบทบาท และกดดันให้นายกฯดำเนินการตามมติ ไม่ใช่เล่นบทสองหน้า

พูดง่ายๆ ก็คือนายกฯจะต้องจริงใจด้วยการกระทำไม่ใช่คำพูดเท่านั้น

อีกทางหนึ่งคงเป็นหน้าที่ของ พล.อ.ชวลิตที่จะต้องเจรจากับกลุ่มพันธมิตรฯ แม้ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ที่ค่อนข้างลำบาก เพราะหากจุดนี้ไม่ยอมรับและยังชุมนุมต่อไปก็เหมือนไม่ได้แก้ปัญหาอะไรเลย ทุกอย่างก็จะเหมือนเดิม ทุกอย่างยังดำรงอยู่

ไม่เป็นผลดีต่อประเทศแน่

มีแต่คนที่อยู่ต่างประเทศเท่านั้นแหละ ที่กำลังสบายๆเพราะกำลังยื่นเรื่องขอ “ลี้ภัย” การเมืองเรียบร้อยไปแล้วดูรูปการณ์แล้วคงไม่มีปัญหาเพราะรัฐบาลไม่ได้สนใจที่จะเอาตัวกลับ

มันเป็นอย่างนี้แหละครับ...ประเทศไทย.

“สายล่อฟ้า”

บช.น.สถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติ

บช.น. 8 ต.ค. -สถานการณ์หน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล และบริเวณแยกลานพระบรมรูปทรงม้า เข้าสู่ภาวะปกติ เนื่องจากกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ ที่มาชุมนุมที่หน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล สลายการชุมนุมไปตั้งแต่เมื่อคืนที่ผ่านมา.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-10-08 06:43:25





ตำรวจสาธิต อานุภาพของ แก๊สน้ำตา


ตำรวจสาธิต อานุภาพของ แก๊สน้ำตา - ดูวิดีโอทั้งหมด กดที่นี่