WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, October 8, 2008

ตำรวจทำดีที่สุดแล้ว!


คอลัมน์ : ละครชีวิต

เศร้าใจกับเหตุการณ์บ้านเมืองเสียจริงๆ จากพวกอันธพาลบุกปิดล้อมรัฐสภา เพราะไม่ต้องการให้รัฐบาลแถลงนโยบาย

เพราะเมื่อแถลงนโยบายไม่ได้ก็ไม่มีรัฐบาล และต้องมานับหนึ่งเลือกนายกรัฐมนตรีใหม่อีกครั้ง
การกระทำของกลุ่มอันธพาลครั้งนี้ เผยแพร่ไปทั่วโลก ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจมาลงทุนของต่างชาติ นักท่องเที่ยวก็จะไม่เดินทางมาเที่ยว

พันธมิตรฯ ก่อความเดือดร้อนมากมาย ทำลายประเทศชาติ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำตามหน้าที่จับกุมแกนนำ สลายการชุมนุม เพื่อให้เกิดความสงบสุขแก่บ้านเมือง

เหตุการณ์ครั้งนี้มีผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด 57 คน โดยมีอาการบาดเจ็บสาหัส 7 คน หนึ่งในนั้นคือ นายบัญชา บุญแก้ว ได้รับบาดเจ็บกระทั่ง “ขาขาด”

ซึ่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ยืนยันว่า ไม่ได้เกิดจากแก๊สน้ำตา น่าจะเป็นวัตถุต้องสงสัยบางอย่าง

จากผู้บาดเจ็บครั้งนี้ พวกอันธพาลได้นำไปอ้างว่าตำรวจได้ใช้ความรุนแรง มีการปลุกระดมคนให้เข้ามาร่วมชุมนุมเยอะๆ และประณามตำรวจว่าทำเกินกว่าเหตุ

สื่อมวลชนต่างๆ ทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ต่างรายงานข่าวประณามตำรวจว่าทำเกินกว่าเหตุ ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ตรวจสอบว่าผู้ได้รับบาดเจ็บนั้นมาจากสาเหตุอะไร

ตำรวจใช้เพียงแก๊สน้ำตา สลายการชุมนุมเท่านั้น !

การบาดเจ็บของกลุ่มอันธพาลครั้งนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะบ่งบอกว่ารัฐบาลหมดความชอบธรรม

เพราะการบุกมาป่วนรัฐสภา ซึ่งเป็นสถานที่ที่รัฐบาลกำลังแถลงนโยบายต่อสภาผู้แทนราษฎรอยู่นั้น ทำให้ประเทศชาติเสียหายอย่างมหาศาล

เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องทำหน้าที่รักษาภาพลักษณ์ของประเทศ เพราะถ้าเกิดเหตุรุนแรง มีการบุกยึดเข้าไปภายในรัฐสภาได้ก็จะยิ่งตอกย้ำให้เสียหายรุนแรงมากขึ้นไปอีก

นอกจากนี้ ตำรวจจำเป็นต้องสลายการชุมนุม เพราะอันธพาลประกาศชัดเจนว่าจะขัดขวางการแถลงนโยบายของรัฐบาล เสมือนเป็นการขัดขวางการบริหารราชการแผ่นดิน

เหตุการณ์ครั้งนี้มีประชาชนเห็นด้วยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าทำดีที่สุดแล้ว

แต่เสียงเหล่านั้นไม่ “ดัง” พอ เพราะถูก “สื่อชั่ว” ประโคมข่าวประณามตำรวจกันหมด

ดังนั้นขอให้กำลังใจตำรวจทุกนาย เพราะอย่างน้อยท่านก็ได้ตอบแทนคุณแผ่นดินที่กำจัดพวกป่วนบ้านป่วนเมืองให้สลายไปให้หมดโดยเร็ว

แผ่นดินไทยจะได้สูงขึ้น เพราะไม่มีตัวถ่วงความเจริญ !

ลวดหนาม


จุดจบ ‘การเมืองใหม่’ ของพันธมิตรฯ


คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

เมื่อวัดกำลังกันแล้ว วันนี้พันธมิตรฯ แทบไม่เหลืออะไรอีก เนื่องจากบรรดาแกนนำรุ่นที่ 2 ก็หน่อมแน้ม ไร้ภาวะผู้นำ ไม่สามารถ “ออกแผน” อะไรได้ จะทำได้เพียงตะโกนผ่านไมค์ให้คนที่เดินทางมาปิดล้อมสภามีสติ เพื่อรอคำสั่งจากในทำเนียบรัฐบาล

เราจึงได้เห็น “แป๊ะหน้าสวย” ออกหน้า เพื่อจะฝ่าแนวตำรวจเท่านั้น

การเคลื่อนกำลังออกมาปิดล้อมสภาครั้งนี้ เป็นการกระทำที่เกินเหตุ ของการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ที่แกนนำพันธมิตรฯ พยายามนำมาอ้างถึง เพื่อสร้างความชอบธรรมในการชุมนุมประท้วงมาตั้งแต่ต้น

เพราะมีการเตรียมการมาเป็นอย่างดี เหมือนจะรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น และจะได้รับผลอะไร
หลังจากเหิมเกริมยึดทำเนียบรัฐบาลมาแล้ว

ในทำเนียบรัฐบาล ที่ถือว่าเป็นกองบัญชาการของ “กลุ่มกบฏ” สิ่งที่เราได้เห็น คือ “แป๊ะลิ้ม” แกนนำพันธมิตรฯ ใช้โอกาสนี้ ทั้งปลุกทั้งปลอบ เรียกขวัญและกระตุ้นผู้มาร่วมชุมนุมให้ “สู้” ต่อไป

โดยอ้างว่านี่เป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้ายแล้ว

และได้ออกคำสั่งผ่าน “เอเอสทีวี” สื่อที่สร้างความแตกแยกในบ้านเมือง สื่อที่นำเสนอความเท็จเพื่อการปลุกระดม มอมเมาประชาชน กันทั้งวันทั้งคืน ให้คนมาร่วมที่ทำเนียบรัฐบาลมากที่สุด

ให้สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจตัดน้ำตัดไฟ เพื่อเป็นการตอบโต้ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปเคลียร์พื้นที่ เพื่อเปิดทางให้ ส.ส. และ ส.ว. ซึ่งเป็นผู้แทนปวงชน เข้าไปทำหน้าที่ ในวันที่รัฐบาลแถลงนโยบาย เพื่อจะได้ทำงานแก้ปัญหาของพี่น้องประชาชนและประเทศชาติต่อไป

สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมคือ ผู้ที่มาชุมนุมปิดล้อมบริวณหน้าสภา ต้องอยู่ในสภาพเหมือนถูก “ปล่อยเกาะ” ต้องหาทางแก้ปัญหากันเอง

เพราะแกนนำที่อยู่ในทำเนียบรัฐบาล ไม่กล้าโผล่หัวออกมา

การเข้าเคลียร์พื้นที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อเปิดทางให้ “ผู้แทนปวงชน” เข้าไปทำหน้าที่อันทรงเกียรติ มีสื่อโทรทัศน์พยายามหามุมหาภาพ ที่ให้มองว่า ตำรวจใช้ความรุนแรง เป็นการกระทำเกินกว่าเหตุ ด้วยการออกอากาศซ้ำแล้วซ้ำอีก ให้เห็นภาพคนขาขาด ซึ่งความจริงแล้วตำรวจใช้ “แก๊สน้ำตา” ซึ่งเป็นการปฏิบัติการอย่างละมุนละม่อม ที่ทั่วโลกเขาใช้กัน

แปลกแต่จริงครับ กลุ่มพันธมิตรฯ จับเอาเรื่องนี้มาขยายเพื่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้น

นายณฐพร โตประยูร ทนายความพันธมิตรฯ บอกว่า ได้รับการมอบอำนาจจากแกนนำพันธมิตรฯ ให้รวบรวมหลักฐาน เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับผู้บัญชาการให้ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมของพันธมิตรฯ ที่หน้ารัฐสภา

ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

นพ.ชัยวัน เจริญโชคทวี ผู้อำนวยการโรงพยาบาล วชิรพยาบาล เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพบผู้บาดเจ็บบางส่วนมีบาดแผลจากการถูกวัตถุทำลายเนื้อเยื่อผิวหนัง ซึ่งวัตถุดังกล่าวนั้นคล้ายสะเก็ดระเบิด แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้แน่ชัด

บาดแผลที่ผู้บาดเจ็บขาขาดนั้นพบว่าชิ้นเนื้อถูกทำลายจนแตกเป็นชิ้นเล็กๆ รวมทั้งกระดูก ซึ่งจากการประเมินฤทธิ์ของแก๊สน้ำตา ไม่สามารถทำให้เกิดบาดแผลดังกล่าวได้

และไม่มีความรุนแรงถึงขนาดที่ทำให้เนื้อเยื่อผิวหนังขาดละเอียดได้

ทางด้านตำรวจก็ออกมาโต้ข่าวที่พันธมิตรฯ บิดเบือน และสื่อบางสำนักรายงานข่าวว่ามีการใช้ระเบิดและอาวุธอื่นๆ ขว้างใส่กลุ่มผู้ชุมนุน เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าไม่เป็นความจริงทั้งสิ้น

ตำรวจใช้เพียงแก๊สน้ำตากับโล่กำบังเท่านั้น อีกทั้งการยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุมถือเป็นวิธีการสลายการชุมนุมแบบสากลที่ใช้กันทั่วโลก ขอย้ำ

ส่วนกรณีที่มีผู้บาดเจ็บสาหัสนั้น เชื่อว่าน่าจะเกิดจากการชุลมุนวิ่งหนี ชนกันหกล้มและเหยียบกันเองมากกว่า

แต่บนเวทีพันธมิตรฯ ในทำเนียบรัฐบาล เอาไปพูดกันเป็นเรื่องใหญ่โตว่า ตำรวจใช้อาวุธสงคราม ใช้ เอ็ม 79 ทำร้ายประชาชน เพื่อปลุกอารมณ์ให้คนเคียดแค้นชิงชังตำรวจ เกลียดชังรัฐบาล

อย่างนี้เขาเรียกว่า เวรกรรมมีจริง ครับท่าน

นั่นแสดงว่าในกลุ่มผู้ที่มาปิดล้อมรัฐสภา มีการนำอาวุธที่เป็นอันตรายติดตัวออกมาด้วย เพราะที่ผ่านมานั้น ในเต็นท์ของพันธมิตรฯ ก็พบว่าเป็นที่ซ่องสุมอาวุธมาแล้ว

การที่จะนำอาวุธติดตัวออกมาด้วย ใช้ด้ามธงเป็นอาวุธทำร้ายตำรวจ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

เดือนตุลาคมยังมีอาถรรพ์ ยังเป็นเดือนที่ต้องจดจำต่อไปอีกครับ

จะแตกต่างกันที่ คราวนี้เป็นการเหิมเกริมของกลุ่มคนที่เป็นลิ่วล้อ “เผด็จการ” ได้รับการหนุนหลังจาก “มือที่มองไม่เห็น” และกลุ่มอำมาตยาธิปไตย ฝ่ายที่จะจ้องล้มล้างประชาธิปไตย ได้กระทำการย่ำยีระบบรัฐสภา ขัดขวางการทำหน้าที่ของผู้แทนปวงชน

เหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม 2551 ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่า เส้นทางประชาธิปไตยเป็นเรื่อง
ที่ต้องใช้ความอดทนอย่างแท้จริง

จากความแตกต่าง แต่มีบางกลุ่มนำไปเป็นความแตกแยก

เราได้เห็นนักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย ที่เห็นความสำคัญและพยายามรักษาระบบรัฐสภา ในการประชุมร่วมของ ส.ส.และส.ว. รับฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาล ก่อนที่จะเข้าไปทำงานแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและประเทศชาติ

แต่ก็เห็นชัดว่า มีพรรคการเมืองที่เอนเอียงไปกับกลุ่มพันธมิตรฯ อย่างพรรคประชาธิปัตย์ใช้โอกาสนี้ ใช้เล่ห์เหลี่ยมทางการเมือง หาผลประโยชน์ให้กับตัวเอง เหมือนมีเจตนาจะล้มสภาให้ได้

รวมทั้งมี ส.ว.เจ้าเก่า หน้าเดิมๆ เพียงไม่กี่คนที่ออกมาละเลงการเมืองกัน จนเปรอะเปื้อนเลอะเทอะ ในการล้มรัฐบาลมาตลอดเวลา

การบอยคอตการประชุมครั้งนี้ ถือเป็นการกระทำที่น่าอับอาย น่าอดสูเป็นอย่างยิ่ง

ซึ่งทั้ง ส.ส. และ ส.ว. สองกลุ่มนี้ อ้างเหมือนกันคือ นำเอาการสลายการชุมนุมของพันธมิตรฯ มาเป็นข้ออ้างในการไม่มาประชุมสภา แม้บางคนที่เข้ามาร่วมก็ทำการอย่างจงใจในการป่วนสภา จนท่านประธานฯ ต้องให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย นำตัวออกไปจากที่ประชุมของผู้ทรงเกียรติ

มีคำถามว่า ฝ่ายพันธมิตรฯ พรรคประชาธิปัตย์ และ ส.ว.กลุ่มนั้น ยังคงมีศักดิ์ศรี มีความชอบธรรมที่จะทำหน้าที่ “ผู้แทนปวงชน” ต่อไปอีกหรือไม่

ทำไมไม่ให้เกียรติกับประชาชนที่เลือกท่านเข้ามา ทำไมท่านจึงไม่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย ไม่เคารพในระบบรัฐสภาอันทรงเกียรติ

เพราะนี่คือ “การเมืองใหม่” ของพันธมิตรฯ ซึ่งจะยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้อย่างเด็ดขาด

อัฐศิริ


หนุน...“ตำรวจปราบกบฏ”


คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

ปฏิบัติการพันธมารธิปไตย ที่ต้องการปิดทางเข้าออกของอาคารรัฐสภา หวังจะไม่ยอมให้สมาชิกรัฐสภา เข้าไปพิจารณาเรื่องสำคัญตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย นั่นคือการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา !!! ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการปราบปราม เพียงไม่ถึง 1 ชั่วโมง สามารถเปิดทางเข้าออกได้โดยสะดวกโยธิน

ต้องขอชื่นชมในผลงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่กล้าดำเนินการกับกลุ่มผู้ชุมนุม พันธมารธิปไตย ซึ่งกระทำการอันเป็นการยั่วยุ ปลุกระดม ล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยไม่เห็นแก่ประเทศชาติ

การกระทำในช่วงเวลาที่ผ่านมา เป็นการวางแผนการเอาไว้ ทั้งหมด โดยมีการดำเนินการเพื่อหวังสร้างสถานการณ์ ดิสเครดิตรัฐบาล เดินแผนเพื่อให้เกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่รัฐ โดยมีพรรคการเมืองหนุนหลัง รับลูก รับไม้ ต่อกันเป็นทอดๆ
เราจะยอมให้พฤติกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นในชาติบ้านเมือง เป็นตัวอย่าง เป็นบรรทัดฐาน ในการปกครองบ้านเมืองคงไม่ได้
การที่ “ตำรวจไทย” ใช้ความกล้าหาญ

ยอมเจ็บต่อกระแสคำวิพากษ์วิจารณ์ จาก พวก “พันธมารธิปไตย”

ยอมเจ็บต่อการเล่นเกมการเมืองของ “พรรคการเมืองเก่าแก่” บางพรรค

แต่...ตำรวจไทย ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง ยังมี พลังมวลชน ที่เป็นเสียงเงียบ กล้าออกมาสนับสนุนและให้กำลังใจพวกท่านอยู่เป็น “ผนังทองแดง กำแพงเหล็ก” ค้ำยัน!!! ไม่ให้ท่านต้องหวั่นไหวในการกระทำที่ ถูกต้องชอบธรรม ตามกฎหมาย

ท่ามกลางความขัดแย้งทางความคิดทางการเมืองไม่ตรงกัน

ท่ามกลางการปฏิบัติการเพื่อสร้างสถานการณ์ไปสู่ความรุนแรง

ตำรวจไทย จะต้องเดินหน้าเข้าจัดการกับปัญหานี้ต่อไป

ในเมื่อ แกนนำพันธมารธิปไตย เขาประกาศหลายครั้งหลายหน ทำสงครามครั้งสุดท้าย ทำสงครามยิ่งใหญ่ “ตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง” แล้วจะมาร้องแรกแหกกระเชออะไรกับการที่จะมีคนบาดเจ็บ ขาขาด (...ตำรวจบอกว่าเป็นระเบิดปิงปองจากพวกมันกันเองพกเอาไว้ เวลาวิ่งหนีแก๊สน้ำตา เลยทำตกเอง)

แสดงว่าที่พูดจากันเป็นเพียงแค่การหลอกลวงผู้คน ปลุกระดมให้หลงเชื่อ ทั้งที่ฝ่ายตนสร้างสถานการณ์ให้เกิดความรุนแรง กระหายที่จะเสียเลือดเนื้อของตัวเอง

แต่...น่าสังเวชใจ คือ แกนนำพันธมารธิปไตย 4-5 คน เป็นผู้นำมวลชน แบบไหนไม่ทราบได้ ไม่กล้าแม้จะออกมานำทัพด้านหน้า ไม่กล้าแม้จะออกมาจากทำเนียบรัฐบาล ดีแต่แหกปาก อยู่ข้างใน ปลุกระดมผู้คน เพียงเพราะกลัวตำรวจจะจับไปเข้าคุก...

วันนี้จงเดินหน้าต่อไป ใช้มาตรฐานเดียวกันกับเหตุการณ์บริเวณหน้าอาคารรัฐสภา ไปดำเนินการกับกบฏที่อยู่ในทำเนียบรัฐบาล จัดการขั้นเด็ดขาดให้สิ้นซากเสียที บ้านเมืองจะได้เดินหน้าต่อไป จับเข้าคุก เข้าตะราง ให้หมด คนไทยอยู่เคียงข้างท่าน หากจะพ่ายแพ้แก่กบฏ ... ประชาชนผู้รักชาติและประชาธิปไตย จะยอมตายพร้อมกับ...ตำรวจไทย...


สร้างสถานการณ์ ป่วนเมือง! นปช.เคลื่อนต้านรัฐประหาร


ม็อบชั่ว! สร้างสถานการณ์ก่อความวุ่นวายในบ้านเมือง ปิดล้อมรัฐสภาหวังล้มการแถลงนโยบายรัฐบาล จนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องสลายการชุมนุมด้วยการยิงแก๊สน้ำตาตามวิธีการสากล หลังการเจรจาไม่เป็นผล ขณะที่กลุ่มพันธมิตรฯ ออกอาการยั่วยุเจ้าหน้าที่ตลอดทั้งวัน ทั้งยังกระจายไปป่วน บช.น. และพรรคชาติไทย ที่อยู่ใกล้เคียง เผยม็อบมีอาวุธครบมือไล่ตีตำรวจที่มีแต่โล่ จนเจ้าหน้าที่ 2 นาย โดนเหล็กเสียบทะลุปอด ขณะที่อีก 2 นายถูกอาวุธปืนยิงเข้าใส่อาการสาหัส หวังคาร์บอมบ์ เอาระเบิดยัดรถจี๊ปจอดหน้าพรรคชาติไทยตายไปอีก 1 แถมคล้องโซ่ปิดสภาขัง ส.ส. หวังจับตัว “สมชาย”

* ม็อบชั่วอาวุธครบมือยิง-แทงตร.สาหัส
จากเหตุการณ์ที่กลุ่มพันธมิตรฯ ปิดล้อมรัฐสภา หวังไม่ให้รัฐบาลสามารถแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาได้ โดยมีการก่อตัวมาตั้งแต่คืนวันที่ 6 ตุลาคม ด้วยคนจำนวนหลายพัน นั้น

เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้ารักษาความสงบเรียบร้อยอย่างเข้มแข. และมีการเสริมกำลังตำรวจตระเวนชายแดน 7 กองร้อย ตรึงกำลังประชิดกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่บริเวณด้านหน้ารัฐสภา

ขณะที่ในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจนครบาล และ ตำรวจภูธรอีกส่วนคอยรักษาความปลอดภัยอยู่บริเวณรอบนอก ส่วนที่ กองบัญชาการตำรวจนครบาล พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.อ.ปานศิริ ประภาวัต ที่ปรึกษา สบ 10 และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.น.พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องประชุมเครียด เนื่องจากมีกระแสข่าวว่ากลุ่มผู้ชุมนุมยึดรถประจำทางขวางทางเข้าออกรัฐสภาทุกทาง

ตร.ใช้แก๊สน้ำตาสลายชุมนุม
กรัทั่งในช่วงเช้าของวันที่ 7 กันยายน เจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจล กองบัญชาการตำรวจตระเวนชายแดน พร้อมอาวุธปราบม็อบครบมือ ได้รับคำสั่งให้เดินทางมาบริเวณหน้ารัฐสภา กระทั่งเวลา 06.20 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยิงแก๊สน้ำตาหลายสิบลูกเข้าใส่กลุ่มพันธมิตรฯ ที่ตั้งเวทีและชุมนุมอยู่ด้านข้างรัฐสภาบริเวณ ถ.พิชัย เพื่อสลายการชุมนุม ส่งผลให้กลุ่มพันธมิตรฯ แตกกระจายไปรอบทิศทาง บางส่วนขยับหนีไปที่หน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม และบางส่วนถอยไปที่หน้าสวนสัตว์ดุสิต ขณะที่บางส่วนใช้วิธีหมอบลงพร้อมใช้ผ้าเช็ดหน้าและน้ำล้างหน้าเพื่อบรรเทาอาการ โดยโห่ร้องว่าจะปักหลักต่อไป ทั้งนี้มีเจ้าหน้าที่ตำรวจและสื่อมวลชนบางส่วนได้รับผลกระทบจากแก๊สน้ำตาด้วย

โดยก่อนหน้านี้ที่บริเวณ ถ.พิชัย มีการเสริมกำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน 400 นาย เข้าเผชิญหน้ากับพันธมิตรฯ พร้อมโล่และแก๊สน้ำตา

ใช้แก๊สน้ำตาตามหลักสากล
พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล แถลงกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกเข้าสลายการชุมนุมหน้าอาคารรัฐสภาว่าเจ้าหน้าที่มีความจำเป็นต้องสลายการชุมนุมดังกล่าว เพื่อเปิดทางให้คณะรัฐมนตรี และผู้ที่เกี่ยวข้อง เข้าไปแถลงนโยบายต่อรัฐสภา หลังจากก่อนหน้านี้ผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ ได้ประกาศปิดล้อมทางเข้า-ออก และถนนโดยรอบ

ส่วนการใช้แก๊สน้ำตากับกลุ่มผู้ชุมนุมนั้น เป็นเครื่องมือควบคุมฝูงชนตามหลักสากลที่ใช้กันทั่วโลก พร้อมปฏิเสธไม่ได้ใช้กระสุนยาง หรือระเบิดแบบเศษแก้วแต่อย่างใด ส่วนผู้ชุมนุมที่ได้รับบาดเจ็บนั้น อาจเกิดจากการวิ่งและลื่นหกล้ม เนื่องจากผู้ชุมนุมมีการนำน้ำมันมาราดบนพื้นถนน และนำลวดหนามมาวางกั้นไว้จนทำให้เกิดอันตราย พร้อมปฏิเสธกระแสข่าวสลายการชุมนุมในทำเนียบรัฐบาลด้วย พร้อมเปิดเผยว่า ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายใช้ความละมุนละม่อม เน้นการเจรจา ไม่ใช้ความรุนแรงกับผู้ชุมนุม

ตร. ถูกเหล็กเสียบเจ็บสาหัส 2 นาย
ขณะที่ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. พร้อมด้วย พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.น.และนายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ กำลังประชุมหารือวางแนวทางปฏิบัติดูแลความสงบเรียบร้อยรักษาความปลอดภัยอย่างเคร่งเครียด อยู่นั้น เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดขึ้นเมื่อกลุ่มพันธมิตรฯ ที่กำลังปักหลักชุมนุมอยู่บริเวณแยกอู่ทองในได้ใช้หนังสติ๊กยิงลูกเหล็ก ลูกหิน ลูกแก้ว นอตเหล็ก ขว้างปาใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจและใช้ด้ามธงที่เป็นเหล็กแหลมไล่ตีและไล่แทงเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยอยู่บริเวณนั้น จนเจ้าหน้าที่ต้องถอยออกไม่สามารถต้านทานการผลักดันของกลุ่มผู้ชุมนุมได้

จนเกิดเหตุการณ์ชุลมุนขึ้นอีกครั้งเพราะกำลังตำรวจไม่สามารถสู้ได้ มีเพียงโล่กำบังอย่างเดียว

หลังเหตุสงบพบเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บสาหัส 2 นายคือ ด.ต.ทวีป กลั่นเนียม สังกัดตำรวจภูธร จ.นครปฐม มีบาดแผลถูกปลายเหล็กแหลมแทงเข้าที่ชายโครงด้านซ้ายทะลุปอด นำตัวส่งห้องไอซียูโรงพยาบาลพระมงกุฎฯโดยเร่งด่วน

แพทย์เผยตร.พ้นขีดอันตรายแล้ว
พ.อ.นพ.พีรพล ปกป้อง หัวหน้าศูนย์ประสานงานประชาสัมพันธ์และกิจการพิเศษ โรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เปิดเผยถึงความคืบหน้าอาการบาดเจ็บของเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้ชุมนุมที่ส่งมารักษาตัว เป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นาย คือ ด.ต.ทวีป กลั่นเนียม ผู้บังคับหมู่งานป้องกันและปราบปราม สภ.กำแพงแสน ซึ่งได้รับบาดเจ็บถูกปลายธงแทงเข้าชายโครงด้านขวา ทีมแพทย์ได้ผ่าตัดเย็บซ่อมแซมตับที่ฉีกขาด และเย็บปิดแผลเรียบร้อยแล้ว แพทย์เฝ้าดูอาการที่ห้องไอซียู ถือว่าอาการพ้นขีดอันตรายแล้ว และ ด.ต.ลอนดร ดวงกลางใต้ ได้รับบาดเจ็บบริเวณข้อเท้า ซึ่งได้ส่งตัวไปรักษาต่อที่ โรงพยาบาลตำรวจ

ส่วนผู้ชุมนุมจำนวน 7 ราย เป็นชาย 4 ราย หญิง 3 ราย ทั้งหมดได้รับบาดเจ็บเล็กน้อย แพทย์ได้ขอดูอาการก่อนจะอนุญาตให้กลับบ้านได้

บช.น.อลหม่านถูกตัดน้ำ
เวลา 15.00 น. ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาลได้เกิดเหตุโกลาหลขึ้นภายในบช.น.เล็กน้อย เมื่อน้ำประปา ภายในอาคารทั้งหมดไม่ไหลแม้แต่หยดเดียว โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจต่างสันนิษฐานกันว่า อาจจะถูกกลุ่มพันธมิตรฯ โดยเฉพาะสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ ตัดน้ำ อันมีสาเหตุเนื่องมาจากการสลายการชุมนุมของตำรวจ

ต่อมา เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ไปตรวจสอบบริเวณหน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาลด้านซ้ายพบว่า วาล์วน้ำถูกขันจนนอตขาด ทำให้ลิ้นวาล์วไปอุดรูน้ำ ส่งผลให้น้ำประปาไม่ไหล ซึ่งตำรวจได้แจ้งไปยังเจ้าหน้าที่ของการประปานครหลวงเพื่อให้มาดำเนินการซ่อมแซมแล้ว

นอกจากนี้มีรายงานจากกองบัญชาการตำรวจนครบาลว่าพันธมิตรฯ ได้นำสิ่งปฏิกูลไปเทไว้ที่หน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล จนมีกลิ่นเหม็นคละคลุ้งไปทั่ว

แถลงประณามพันธมิตรฯ
กลุ่มผู้แทนปวงชนชาวไทยนำโดย นายอำนวย คลังผา ส.ส.ลพบุรี พรรคพลังประชาชน ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 5 กรณีการแก้ไขรัฐธรรมนูญซึ่งเห็นด้วยที่จะดำเนินการเพื่อแก้วิกฤติชาติไม่ใช่แก้ปัญหาให้นักการเมือง โดยต้องเปิดให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม อีกทั้งวิกฤติการเมืองน่าเป็นห่วงหากรัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องไม่หันหน้าร่วมมือแก้ปัญหา เชื่อว่าสักวันจะมีการฆ่ากันเลือดนองแผ่นดิน

ทั้งนี้ กลุ่มผู้แทนปวงชนชาวไทยขอประณามกลุ่มพันธมิตรฯ ที่กระทำผิดมาตรา 28 เพราะเป็นปรปักษ์กับรัฐธรรมนูญรวมทั้งกระทำผิดมาตรา 112 และมาตรา 116 เพื่อให้ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงกฎหมายแผ่นดินหรือรัฐบาลจะใช้กำลังข่มขืนหรือใช้กำลังประทุษร้าย รวมถึงเพื่อให้เกิดความปั่นป่วนหรือกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบในราชอาณาจักรและเพื่อให้ประชาชนละเมิดกฎหมายแผ่นดิน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี

ขายหน้า ! เอพีตีข่าวทั่วโลก
สำนักข่าว AP รายงานว่า จากการยั่วยุของม็อบที่ขัดขวางการแถลงนโยบายของรัฐบาลจนเป็นเหตุให้ตำรวจไทยได้ยิงแก๊สน้ำตา เข้าใส่กลุ่มผู้ประท้วงจำนวนหลายพันคนที่มีจุดมุ่งหมายในการปิดกั้นสมาชิกรัฐสภา ไม่ให้เข้าไปยังอาคารรัฐสภาของไทยในกรุงเทพมหานครได้ และทางเจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงของไทยยืนยันว่า ตำรวจไม่ได้ใช้ปืนแต่อย่างใดแม้จะมีรายงานว่า มีผู้ได้ยินเสียงปืนก็ตาม

ผู้สื่อข่าว AP ระบุว่า กลุ่มผู้ประท้วงในครั้งนี้ ซึ่งเป็นสมาชิกของกลุ่มที่เรียกตัวเองว่า กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (People's Alliance for Democracy: PAD) ได้พยายามโค่นล้มรัฐบาลไทย โดยกล่าวหาว่าเป็นตัวแทนของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทย ซึ่งถูกแกนนำกองทัพยึดอำนาจ ในปี 2006

ระเบิดหน้า “พรรคชาติไทย”
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เวลา 15.55 น. ได้เกิดเหตุระเบิดขึ้น บริเวณหน้าที่ทำการพรรคชาติไทย แรงระเบิดทำให้รถยนต์ จี๊ป เชโรกี สีขาว หมายเลขทะเบียน พต 9588 ได้รับความเสียหายหลังคาเปิด และพังยับทั้งคันมีผู้เสียชีวิต 1 ราย ที่กระเด็นออกมานอกรถ และบริเวณรอบข้าง มีเศษเนื้อกระจัดกระจายออกมา

นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้ขึ้นเวทีกล่าวเตือน ผู้หลักผู้ใหญ่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้เตรียมรับโทษความผิดที่ทำร้ายประชาชนและให้ถอยออกจากทำเนียบและรัฐสภาเพราะ รัฐบาลนี้จะอยู่ไม่เกิน 6 โมงเย็นของวันที่ 7 ตุลาคม นายตำรวจชั้นผู้ใหญ่ผิดพลาดครั้งใหญ่ในชีวิต ที่ไปรับใช้นายสมชาย ทำร้ายประชาชน ใช้ปืนเอ็ม 79 ยิงประชาชนขาขาด ตนบอกตั้งแต่สะพานมัฆวานฯแล้วว่า ผู้ชุมนุมทั้งผู้หญิงผู้ชายล้วนแต่เป็นทหารเสือพระราชา

“สนธิ” แอบอ้างเบื้องสูง
นายสนธิ กล่าวว่า วันนี้รู้แล้วทำร้ายลูกหลานพระองค์ท่าน ทำร้ายประชาชน ด้วยเหตุนี้พระองค์ท่านจึงพระราชทานเงินมาช่วยเหลือหนึ่งแสนบาท และรับเป็นคนไข้ส่วนพระองค์ทั้งหมด รัฐบาลคงนึกไม่ถึง ว่าวิชามารออกหมายจับพวกตน ที่เชื่องอย่างกับแมว ประมาทว่าทำอะไรไม่ได้ ขอให้ประชาชนรอสักนิดจะมีข่าวดีมาให้ จะเปลี่ยนความแค้นน้ำตาเป็นความมุ่งมั่นไล่พวกโจรออกไป นายสมชายเตรียมหนีออกจากสภาแล้ว ตำรวจคุ้มกันช่วยเหลือนายสมชายให้ระวังตัว นายสมชายคือตัวการบงการเข่นฆ่าประชาชนครั้งนี้

“แก๊สน้ำตาของตำรวจไทยกำลังจะถูกกองทัพอเมริกานำไปใช้ในอิรักเพราะมันตัดขาคนขาดได้ เศษระเบิดประจักษ์พยานขาขาดที่เก็บไว้ทั้งหมดถูกเช็กบิลไปตั้งแต่คนยิงและนายตำรวจผู้บังคับบัญชาทุกคน สนุกนักสั่งยิงแก๊ส สนุกสั่งจับ คราวนี้รอความสนุกจากพวกพันธมิตรฯ ทำให้การติดคุกของ พล.ต.จำลอง คุ้มค่า ขอให้เชื่อในแกนนำพันธมิตรฯ ทั้งรุ่นหนึ่งรุ่นสอง คนที่บ่นๆ หลายคนว่าชอบเป่านกหวีดแล้วไม่มีอะไร แกนนำพันธมิตรฯ ต้องการให้ประชาชนสู้อย่างอหิงสาสันติ ไม่ต้องการให้เสียเลือด วันนี้อย่าไปไหน อย่ากะพริบตา หนังเรื่องยาวจะจบอยู่แล้ว หนังเรื่องนี้อำนวยการสร้างปี 2548 ฉายมาเรื่อยๆ ต่อ 2550 ถึงปี 2551 บอกว่าจะจบแล้ว ถ้าจบแล้วอย่าคิดถึงแกนนำพันธมิตรฯ หนังจบแล้วจะไม่เห็นผมต่อไป” นายสนธิ กล่าว

กระทบศก.-ธุรกิจท่องเที่ยวซบ
นายเดชา ตุลานันท์ กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BBL) เปิดเผยว่า ปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นในรอบนี้จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างแน่นอน แต่มองว่านักธุรกิจจะไม่ให้น้ำหนักมากนัก เนื่องจากส่วนหนึ่งเริ่มรับรู้ปัญหาเหล่านี้ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อีกทั้งประเทศต่างๆ ในขณะนี้ก็ให้ความสำคัญกับปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจโลกมากกว่าทำให้ความสนใจปัญหาการเมืองในประเทศมีน้อยกว่าที่ควร

อย่างไรก็ตาม มองว่าส่วนที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดก็คือ ภาคการท่องเที่ยว แต่ในภาคธุรกิจนั้นนักธุรกิจยังคงมีความระมัดระวัง อีกทั้งประชาชนก็ยังมีความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากอยู่แล้ว ซึ่งก็หวังว่าปัญหาดังกล่าวจะยุติได้โดยเร็ว

ด้าน นายประมนต์ สุธีวงศ์ ประธานหอการค้าไทย กล่าวถึงเหตุการณ์ปะทะของตำรวจและกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยว่า สิ่งที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและจะกระทบต่อคนไทย ซึ่งภาครัฐและเอกชนจะต้องร่วมมือกันเร่งหาทางออก เพราะหากเหตุการณ์ยืดเยื้อประเทศไทยจะเสียเปรียบต่อการแข่งขันทางการค้าได้

ทั้งนี้จากปัจจัยลบจากเศรษฐกิจโลกที่กำลังชะลอตัวลงอย่างหนัก ตั้งแต่ปลายปีนี้ถึงปีหน้า เชื่อว่าหากความขัดแย้งในประเทศยังเกิดอยู่ต่อไป จะส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจเข้ามาลงทุนของชาวต่างชาติ ที่จะหยุดชะงักรวมทั้งนักลงทุนต่างชาติที่ลงทุนในประเทศก็ไม่รู้ทิศทางว่าจะส่งออกสินค้าไปต่างประเทศได้อย่างไร เพราะความขัดแย้งที่เกิดขึ้น ไม่รู้ว่าจะสงบสุขเมื่อไร จึงอยากให้ทุกฝ่ายพูดจายุติปัญหาความขัดแย้ง ประนีประนอมด้วยเหตุด้วยผล บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง อย่าใช้อารมณ์ตัดสิน

ด้านนายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล กรรมการรองเลขาธิการหอการค้าไทย กล่าวว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นขณะนี้ยังอยู่ในวิสัยที่ภาคเอกชนรับได้ แต่มีความเป็นห่วงว่าเหตุการณ์บานปลายไปถึงรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีการกีดขวางเส้นทางคมนาคม ย่อมส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของธุรกิจอย่างแน่นอน

นปช.ย้ำจุดยืนต้านรัฐประหาร
ขณะเดียวกันมีรายงานว่ากลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้มีการหารือกัน เพราะมีกระแสข่าวว่าอาจจะมีการปฏิวัติรัฐประกหารเกิดขึ้น ต่อเนื่องจากเหตุการณ์ไม่สงบดังกล่าว โดยย้ำจุดยืนไม่เห็นด้วยกับการรัฐประหาร เพราะเป็นการทำลายประชาธิปไตย และส่งผลกระทบต่อประเทศชาติอย่างประเมินค่ามิได้

ซึ่งจ่ากการหารือมีความเห็นร่วมกันว่าหากเกิดเหตุการณ์รัฐประหารอีกครั้ง จะจัดให้มีกิจกรรมต่อต้าน ซึ่งจะมีการกำหนดรายละเอียดกิจกรรมกันต่อไป

จับโกหกม็อบจัดฉากเอาคนขาด้วนแหกตา


แฉคาเว็บ “พันธมิตร” แหกตาประชาชนทั้งประเทศ เอาคนขาด้วนออกมาโชว์อ้างโดนระเบิดขาขาด แถม “แป๊ะลิ้ม” ยังอ้างเป็นคุ้งเป็นแคว ตำรวจใช้ระเบิด m79 ชาวเว็บขำกลิ้ง ถ้าเป็นจริงไม่ใช่ขาดแค่ขา แต่ขาดถึงคอแน่ ดาหน้าสรรเสริญม็อบแหกตาระดับชาติ งง! คนขาขาดนั่งหน้าตาเฉย แถมไม่รู้ขาหายไปไหน หาซากไม่เจอ

สถานการณ์ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าเปิดเส้นทางหน้ารัฐสภา เพื่อให้การประชุมสามารถดำเนินไปได้อย่างปกติ โดยมีการยิงแก๊สน้ำตาในบริเวณดังกล่าวนั้น กลุ่มพันธมิตรฯ ได้อ้างว่ามีชายขาขาดจากเหตุการณ์ดังกล่าว ในขณะที่แพทย์หลายคนออกมายืนยันเป็นเสีงเดียวกันว่าแก๊สน้ำตาไม่สามารถทำให้คนขาขาดได้ อีกทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่ได้มีการพกอาวุธ ไม่มีแม้กระทั่งปืน เว้นแต่กลุ่มแถวหน้าที่ยิงแกสน้ำตาเท่านั้น

อย่างไรก็ตามท่ามกลางความกังวลสงสัย ก็มีการโพสต์ข้อความกันบนเว็บไซต์ แฉให้เห็นกันจะจะว่าภาพผู้ชายขาขาดมีเลือดไหล ที่แท้เป็นหนึ่งในกลุ่มคนพิการขาด้วนที่ร่วมการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ มาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว โดยภาพถ่ายดังกล่าวได้เปรียบเทียบให้เห็นชัดเจนว่าเป็นคนๆ เดียวกัน แต่นั้องแต่งตัวในลักษณะเดียวกัน และขาขาดข้างเดียวกัน โดยภาพในขณะร่วมชุมนุมนั้นใส่ขาเทียมซึ่งมองเห็นได้ชัด

จากมหกรรมแหกตาดังกล่าว ได้เกิดเป็นเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางบนเวบไซต์

คุณบารส บอกว่า “ที่แท้ก็สตันท์แมนนี่เอง”

คุณบางโตนด บอกว่า “แหม่ๆๆๆๆๆ ทำไปได้ บักใสบอก เจ็บเป็นร้อย สนธิ บอกโดน M79 ถ้าโดนคงไม่ขาขาดหรอกครับ คอขาด”

คุณ evolution X บอกว่า “ คุณ หมอ JFK ครับ ช่วยให้ความเห็นหน่อย ถ้าเกิดขาขาดจริง ๆ แสดงว่า เส้นเลือดใหญ่ ถูกตัดขาด ผู้ชายในรูปจะนั่งอยู่ใน อาการแบบนี้ ได้ หรือเปล่า ครับ หรือว่า มีคนเข้าไป เย็บแผลให้ แล้ว”

คุณ OrganizerO บอกว่า “เป็นผมคงซีด ปวดเจ็บปวดร้อนน่ะครับ

แต่ทำไมลุงเขาเหมือนไม่เจ็บเลย ขาขาดมันไม่ทรมานเลยเหรอครับ”

คุณความเชื่อเฉพาะบุคคล บอกว่า “ขาขาดจริงๆ นิครับ เขาไม่ได้โกหก เพียงแต่ขาดมานานแล้ว”

คุณ pinky pony บอกว่า“อิ อิ ท่าน จขกท ทำแบบนี้ มุกไอ้สารเลวกู้ชาติ กะไอ้สื่อเสี้ยม ก็ด้านหมดดิ”

คุณ NorsDavincy บอกว่า “แหมมมมมมมม คนขาขาดหน้าระรื่นเชียว”

คุณสุดยอดเซียน บอกว่า “มืออาชีพจริงๆ ถ้าไม่ใช่มืออาชีพ คนคงไม่ตามไปร่วมเยอะหรอกครับ น่าสงสารจริงๆ สื่อสรยุทธ บอกเป็นภาพสยดสยองจริงๆ... เวรกรรม”

คุณSubconscious บอกว่า “มีแต่รูปคนขาขาด แต่ไม่มีรูปขาข้างที่ขาดกระเด็นไปเลย

สื่อหาไม่เจอ ตำรวจหาไม่เจอ หรือยังไง จะบอกว่า โดนเหยียบ โดนแรงระเบิดจนป่นปี่หาไม่เจอ

กรณีหลัง ตายยกโหลแล้วครับ"


ปชป.ฉวยโหนม็อบสร้างกระแสพรรค


ปชป. ฉวยโอกาสอ้างรัฐบาลปราบม็อบ เปิดแถลงมติพรรคฝ่ายค้านประกาศไม่เข้าร่วมประชุมรัฐสภา อ้างขาดความชอบธรรมให้กระบวนการนี้เดินหน้าต่อไป แสแสร้งรับไม่ได้ รัฐใช้ตำรวจสลายผู้ชุมนุม พร้อมงดถก 4 ฝ่ายแก้วิกฤติ เมินแก้ปัญหาชาติ แต่ "อภิสิทธิ์" กลับไปโผล่เยี่ยมคนเจ็บเรียกคะแนนที่ รพ.วชิรฯ-รามาฯ

การประชุมรัฐสภาเพื่อแถลงนโยบายของรัฐบาล ในวันที่ 7 ตุลาคม ที่ผ่านมา ที่เกิดเหตุปั่นป่วนจากม็อบอันธพาลบุกรัฐสภา แม้ว่าในที่สุดการประชุมจะสามารถดำเนินไปได้หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าเปิดทางให้ ส.ส. และ ส.ว. สามารถเดินทางเข้าสู่สภาฯ แต่พรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังคงฉวยโอกาสเกาะกระแส ประกาศบอยคอตไม่ร่วมประชุมสภาโดยอ้างเหตุผลตำรวจยิงแก๊สน้ำตาสลายกลุ่มผู้ชุมนุม และยังสร้างภาพไปเยี่ยมผู้บาดเจ็บ และพยายามสื่อให้ผู้คนเข้าใจเสมือนว่ารัฐบาลเป็นผู้กระทำผิดในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ซึ่งพฤติกรรมของพรรคประชาธิปัตย์ ได้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าลอยตัวอยู่เหนือสถานการณ์ แต่ฉกฉวยโอกาสได้อย่างแยบยล อีกทั้งหากการประชุมสภาไม่สามารถดำเนินไปได้ และรัฐบาลไม่สามารถแถลงนโยบายได้ภายใน 15 วันนับตั้งแต่เข้าทำงาน พรรคประชาธิปัตย์ ก็จะได้ประโยชน์ หากจะต้องมีการยุบสภา หรือเลือกตั้งใหม่ใดๆ ก็ตาม

ส.ส.ปชป.ฉวยโอกาสโดดสภา
ทั้งนี้ในเวลา 09.30 น. วันเดียวกันนี้ ซึ่งมีกำหนดการประชุมรัฐสภาเพื่อแถลงนโยบายรัฐบาล ปรากฏว่า เลขาสภาผู้แทนราษฎร ได้มีการกดออดเรียกสมาชิกให้เข้าห้องประชุมถึง 2 ครั้งติดต่อกัน แต่ยังไม่มีสมาชิกเข้ามาในห้องประชุมจึงทำให้ไม่ครบองค์ประชุม และยังไม่สามารถเปิดประชุมรัฐสภาได้ โดยคณะรัฐมนตรีและนายกฯยังไม่มีใครเดินทางถึงภายในห้องประชุม ซึ่งตามปกติ คณะรัฐมนตรีจะต้องนั่งอยู่บนบัลลังก์

ขณะเดียวกัน เวลา 09.40 น. นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ขึ้นบัลลังก์กดออดเพื่อเรียกประชุมและแจ้งว่าจำเป็นต้องมีการขยายเวลา เพื่อเลื่อนเวลาการประชุมออกไป เพื่อรอสมาชิกที่อยู่ในระหว่างการเดินทางโดยระหว่างนี้จะเปิดโอกาสให้สมาชิกให้ปรึกษาหารือไปเรื่อยๆจนกว่า สมาชิกจะครบองค์ประชุม โดยจำนวน ส.ส.ที่ลงชื่อเข้าร่วมประชุมเมื่อเวลา 09.40 น. มี 157 คน ขณะที่ สว.12คน

ด้าน นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ให้สัมภาษณ์กรณีที่ฝ่ายค้านและ ส.ว. ประกาศไม่เข้าร่วมประชุมสภาว่าไม่รู้จะทำอย่างไร แต่คงให้มีการประชุมต่อไป ถ้านับองค์ประชุมครบก็สามารถประชุมต่อไปได้ แต่หากไม่ครบ ก็ต้องเลื่อนออกไป

ปชป.หางโผล่ไม่เข้าประชุม
ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้เรียกประชุม ส.ส.ของพรรคเป็นการเร่งด่วน เพื่อหารือถึงการกำหนดท่าทีว่าจะเข้าร่วมประชุมรัฐสภาที่จะมีการแถลงนโยบายโดยรัฐบาลของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ หรือไม่ ภายหลังเกิดเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ด้านหน้ารัฐสภา ถนนอู่ทองใน โดยบรรยากาศการประชุมเป็นไปอย่างเคร่งเครียด

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้มีส.ส.เสนอว่าพรรคควรเข้าร่วมการประชุมรัฐสภาเพื่ออภิปรายนโยบายของรัฐบาลแล้ววอล์กเอาต์ ขณะที่มีผู้เสนอว่าไม่ควรเข้าร่วมประชุมเลย ซึ่งที่ประชุมเห็นว่าจุดยืนของพรรคตั้งแต่ต้นคือถ้ารัฐบาลทำร้ายประชาชน พรรคจะไม่ร่วมสังฆกรรมกับรัฐบาลด้วย หรือถ้าส.ส.คนใดเข้าร่วมประชุมรัฐสภา จะเป็นการการันตีให้รัฐบาลและหาความชอบธรรมให้การประชุมรัฐสภา

นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นว่าเวลานี้รัฐบาลไม่ได้ยึดกฎกติกาของบ้านเมือง แต่ใช้ความรุนแรง จึงรับไม่ได้กับเรื่องดังกล่าว ทั้งนี้ ในท้ายที่สุด ที่ประชุมเห็นตรงกันว่าไม่ควรเข้าไปร่วใมสังฆกรรมกับรัฐบาล เพราะพรรคจะหาคำตอบอะไรไปชี้แจงกับประชาชนในพื้นที่ได้ อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมไม่ได้มีการประเมินว่ารัฐบาลจะประกาศยุบสภาหรือสถานการณ์จะลุกลามบานปลายเหมือนเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ

“มาร์ค ม.7” รีบเปิดแถลงข่าว
ภายหลังการประชุมนานกว่า 2 ชั่วโมง นายอภิสิทธิ์ แถลงว่า จากการที่ประธานรัฐสภาได้นัดการประชุมรัฐสภาเพื่อให้มีการแถลงนโยบายรัฐบาล พรรคก็ได้เตรียมตัวการอภิปรายอย่างเต็มที่ และที่ผ่านมาได้ให้ความร่วมมือตามกระบวนการรัฐสภาด้วยความสำนึกมาตลอด แต่ก่อนการประชุมดังกล่าว ได้มีการชุมนุมของประชาชนที่หน้ารัฐสภาและมีการสลายการชุมนุมโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งการที่เจ้าหน้าที่ตำรวจตัดสินใจสลายการชมนุมไม่ใช่เป็นสิ่งที่ผิด แต่การจะสลายการชุมนุมหรือไม่นั้นต้องปฏิบัติตามหลักสิทธิมนุษยชน

ผู้นำฝ่ายค้านฯ กล่าวอีกว่า การทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจทำให้มีประชาชนได้รับบาดเจ็บกว่า 40 คน และมีผู้บาดเจ็บสาหัส 3 คน ซึ่งทำให้เกิดความสูญเสียอย่างชัดเจน และที่น่าเสียใจที่สุดคือยังไม่ได้ยินบุคคลสำคัญในรัฐบาลหรือประมุขของสภาออกมาแสดงความห่วงใยหรือตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าการกระทำดังกล่าวสมควรและใช้วิธีการที่เหมาะสมหรือไม่ แต่กลับได้ยินบุคคลในระดับผู้นำยืนยันที่จะแถลงนโยบายให้สำเร็จและยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ดำเนินการอย่างละมุนละม่อมแล้วโดยที่ยังไม่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง ซึ่งปรากฏออกมาให้ประชาชนได้เห็นทั้งประเทศ

“ท่าทีของรัฐบาลเช่นนี้ไม่ใช่ท่าทีที่มีสำนึกของคนที่เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย คิดแต่เพียงว่าได้คะแนนจากประชาชนแล้วก็ มุ่งเอาแต่อำนาจ แม้ว่าจะต้องให้ผู้แทนปวงชนชาวไทยเดินผ่านกองเลือดเข้าไปเพื่อให้ตัวเองได้ใช้อำนาจต่อก็จะทำ ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์รับท่าทีเช่นนี้ไม่ได้ เพราะถือว่าประชาชนมีอำนาจตลอดเวลา ไม่ใช่เฉพาะวันที่ไปลงคะแนนแล้วกลายเป็นเครื่องมือของคนที่เข้าไปแสวงหาอำนาจ แม้จะทำให้ประชาชนต้องสูญเสีย ดังนั้น ในการประชุมพรรควันนี้ ส.ส.ทั้งหมดจึงตัดสินใจไม่เข้าไปร่วมการแถลงนโยบายของรัฐบาล เพราะไม่มีความชอบธรรมที่จะผลักดันให้กระบวนการนี้เดินต่อไปในขณะนี้”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

ได้ทีงดถก 4 ฝ่ายแก้วิกฤต
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ ในฐานะที่ตนได้รับเชิญจากนายชัยให้เข้าร่วมการเจรจา 4 ฝ่ายเพื่อหาทางออกให้ประเทศด้วยการสร้างความปรองดอง ตนยืนยันว่าท่าทีของรัฐบาลที่แสดงออกทำให้เห็นว่ายังไม่สมควรที่จะเดินหน้าเจรจาต่อไปจนกว่ารัฐบาลจะทบทวน และสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการกระทำเมื่อเช้านี้ทั้งหมด ซึ่งเราเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ทำไปเพราะได้รับนโยบายอย่างชัดเจนจากบุคคลระดับสูงในรัฐบาลที่ต้องการเห็นความรุนแรง

“ที่ผ่านมา ผมให้ความร่วมมือกับนายกฯและประธานสภาฯ มาตลอด เพราะเชื่อในเกียรติที่เป็นผู้ใหญ่ในบ้านเมือง แต่หลายเหตุการณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าทำให้ผมเห็นว่าท่านไม่ได้รักษาเกียรติของท่านที่ตนและหลายๆคนพยายามเชื่อ วันนี้บ้านเมืองวิกฤติอยู่แล้ว แต่ต้องการหาความถูกต้องและความปรองดองสมานฉันท์ สิ่งสำคัญที่สุดคือความจริงใจ เราไม่ต้องการเห็นคนหน้าไหว้หลังหลอกหรือคนหน้าเนื้อใจเสือ วันนี้ต้องมาพูดกันบนความเป็นจริง พรรคประชาธิปัตย์เปิดกว้าง ให้โอกาสมาตลอด แต่หลายเหตุการณ์บ่งบอกว่าการเจรจาของฝ่ายรัฐบาลไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของความจริงใจ เมื่อวานนี้ นายกฯบอกว่าจะเจรจากับพันธมิตรฯ แต่ผมยังไม่เห็นสัญญาณการเจรจาใดๆจนกระทั่งเกิดเหตุการณ์เมื่อเช้านี้”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

สร้างภาพ เยี่ยมผู้บาดเจ็บ
เวลาต่อมา นายอภิสิทธิ์ พร้อม ส.ส.พรรคเดินทางเข้าเยี่ยมผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์เข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่อาคารรัฐสภา โดย นายอลงกรณ์ พลบุตร รองหัวหน้าพรรคเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบและให้เลื่อนการแถลงนโยบายบริหารราชการออกไปก่อน ทั้งนี้มีนายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ปลัดกรุงเทพมหานครได้เดินทางมาเยี่ยมผู้บาดเจ็บเช่นกัน โดยมีผู้บาดเจ็บเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลวชิระ 53 ราย สาหัส 7 ราย ที่ต้องเข้ารับการผ่าตัด เนื่องจากกระดูกแตกกล้ามเนื้อฉีกและขาขาด

เอเอฟพีประจาน ปชป.ทั่วโลก
ด้าน สำนักข่าวเอเอฟพี รายงานว่า นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้เปิดการประชุมสภาแล้ว โดยปราศจาก ส.ส.ฝ่ายค้านเข้าร่วมประชุม เพื่อให้สมาชิกได้อภิปรายนโยบายของรัฐบาลที่จะมีการแถลงต่อรัฐสภาเป็นเวลา 3 วัน

อย่างไรก็ตาม นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ได้กล่าวกับเอเอฟพีว่า ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์จะไม่เข้าร่วมประชุมสภาเนื่องจากรัฐบาลได้ใช้กำลังสลายกลุ่มผู้ชุมนุมด้านหน้าอาคารรัฐสภาซึ่งรวมตัวชุมนุมอย่างสันติ

เอเอฟพี รายงานก่อนหน้านี้ว่า สถานการณ์การชุมนุมประท้วงในไทยตึงเครียดมากขึ้น หลังตำรวจได้ยิงแก๊สน้ำตาสลายกลุ่มผู้ชุมนุมกว่า 3,500 คนที่เคลื่อนขบวนมาปักหลักด้านหน้าอาคารรัฐสภา จนทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บดังกล่าว

ปชป.ฉวยโอกาสโจมตีรัฐบาล
ด้าน นายเทพไท เสนพงศ์ ผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวกรณีที่นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ดึงดันที่จะแถลงนโยบายโดยไม่มีฝ่ายค้าน และส.ว.บางส่วน ว่า ถือเป็นพฤติกรรมที่เรียกว่า “ปิดประตูตีแมว” โดยไม่สนใจต่อสถานการณ์วิกฤติการเมืองใดๆ ที่เกิดขึ้นนั้น นายกฯ มีพฤติกรรมดื้อด้าน ที่จะให้พิธีกรรมในการแถลงนโยบายผ่านพ้นไป โดยไม่คำนึงถึงความชอบธรรมและความสง่างามที่จะบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์การเมือง

อีกทั้ง ความรุนแรงที่เกิดขึ้นนายกฯ ก็ยังไม่ได้แสดงความรับผิดชอบใดๆ แต่กลับใช้เวทีรัฐสภาสร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง นายกฯ อาจถูกประณามจากสังคม ว่า เป็นนายกฯที่มือเปื้อนเลือด อีกคนในประวัติศาสตร์การเมือง และเชื่อว่าตอนจบของผู้นำประเทศ ในลักษณะเช่นนี้จะถูกขับไล่จากประชาชนในท้ายที่สุด

“ผมเชื่อว่าขณะนี้การเมืองมาถึงทางตัน ดังนั้น นายกฯ ต้องแสดงความรับผิดชอบอย่างหนึ่งอย่างใดออกมา ผมไม่อยากให้เท้าของนายกฯ อยู่บนกองเลือด และยื่นมือขึ้นเชิดชู ปกป้องระบบทักษิณ เมื่อสถานการณ์มาถึงทางตันไม่สามารถที่จะประคับประคองสถานการณ์บ้านเมือง นายกฯ ควรจะเลือกหนทางที่ผู้นำฝ่ายค้านเคยเสนอต่อรัฐบาล นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ ในสภาผู้แทนราษฏร โดยคืนอำนาจให้กับประชาชนก็ยังไม่สายเกิน” นายเทพไท กล่าว

แฉ‘บิ๊กจิ๋ว’ลาออกที่แท้อกหัก‘ไฟใต้’ได้ดูแลแค่น้ำท่วม


บิ๊กจิ๋ว ประกาศลาออก 'รองนายกฯ' อ้างแสดงความรับผิดชอบสั่งตำรวจสลายการชุมนุมหน้ารัฐสภา ขณะที่คนใกล้ชิดแฉคิดลาออกมาก่อนแล้ว เพราะอกหักที่ไม่ได้ดูแลแก้ปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะถูกกองทัพต้าน จนมีงานทำแค่เรื่องดูแลน้ำท่วม

ท่ามกลางกระแสการเมืองที่มากไปด้วยความสับสนวุ่นวาย และเป็นที่รู้กันว่าภารกิจในการจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุมกีดขวางการทำงานของรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ดูแลอยู่ รวมไปถึงการสลายการชุมนุมหน้ารัฐสภาด้วยนั้น

กรณีดังกล่าวได้กลายเป็นข้ออ้างให้ พล.อ.ชวลิต ขอลาออกจากตำแหน่ง ทั้งที่เพิ่งจะเข้ามาทำงานได้เพียงไม่กี่วัน

โดยข่าวระบุว่า เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 7 ตุลาคม ที่ผ่านมา พล.อ.ชวลิต ได้ให้นายทหารคนสนิทนำจดหมายลาออกจากตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีไปยื่นแก่ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ก่อนมีการแถลงนโยบายรัฐบาล ซึ่งหนังสือลาออกมีรายละเอียดแจกแจงเหตุผลไว้ 5 ประการด้วยกัน
1.จากการที่ท่านนายกรัฐมนตรี ได้กรุณาเชิญกระผมเข้าร่วมรัฐบาล เพื่อเข้ามาร่วมกันบริหารราชการแผ่นดินในด้านความมั่นคงและดูแลช่วยเหลือแก้ไขเกี่ยวกับความยากไร้ของประชาชน ตลอดจนสร้างความสมานฉันท์ให้เกิดในสังคมนั้น ต่อมาถึงแม้ว่าสถานการณ์ได้เปลี่ยนไป ก็ยังเป็นความตั้งใจอันแน่วแน่ของกระผมที่จะใช้เวลาอันน้อยนิดที่มีอยู่ เพื่อแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของชาติให้หมดสิ้นไปโดยเร็ว

2.จากสถานการณ์ในวันที่ 6-7 ตุลาคม 2551 เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ปฏิบัติหน้าที่ตามภารกิจเพื่อรักษารัฐสภาและเปิดเส้นทางเข้าสู่รัฐสภา เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินดำเนินไปได้

3.การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ตำรวจดังกล่าว กระผมได้พยายามให้นโยบายในการดำเนินการ เพื่อให้บรรลุภารกิจโดยไม่มีการสูญเสียถึงแม้ว่าผลการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ไม่สามารถปฏิบัติตามนโยบายได้ ก็ขอให้ยุติไว้ก่อน แต่การปฏิบัติการไม่เป็นไปตามนโยบายถึงแม้ว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะใช้ความพยายามเป็นอย่างมาก แต่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ จนเกิดความสูญเสียขึ้นมาอยู่ในระดับที่น่าห่วงใย

4.กระผมถือว่า ผลเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นความรับผิดชอบของกระผมด้วยส่วนหนึ่ง ทั้ง ๆ ที่ได้ใช้ความพยายามมาโดยตลอดอย่างดีที่สุด โดยคำนึงถึงประชาชนและการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่เป็นหลัก เพื่อให้บรรลุเป้าหมายคือ การนำความสงบสุขกลับมาสู่สังคมไทยโดยเร็ว

5.ด้วยเหตุดังกล่าว ไม่บรรลุผลดังที่ตั้งใจไว้ กระผมจึงขอรับผิดชอบในการปฏิบัติการครั้งนี้ กระผมจึงขอลาออกจากการเป็นรองนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

อย่างไรก็ดี แหล่งข่าวระบุว่า พล.อ.ชวลิต มีท่าทีที่จะลาออกมาตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุการณ์สลายการชุมนุมแล้ว โดยมีสาเหตุมาจากความตั้งใจที่จะเข้ามาดูแลการแก้ปัญหาสถานการณ์ชายแดนภาคใต้ แต่ได้รับการคัดค้านจากฝ่ายทหาร ตามที่เป็นข่าวว่า นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี จะเป็นผู้ดูแลเอง อันเนื่องมาจากฝ่ายทหารเชื่อว่าการแก้ปัญหากำลังเดินมาถูกทาง เกรงว่าหาก พล.อ.ชวลิต เข้ามาดูแลและมีการเปลี่ยนแปลงนโยบาย ก็จะเกิดความยุ่งยากและอาจเกิดความล้มเหลว

ซึ่งเมื่อ พล.อ.ชวลิต ไม่ได้ดูแลปัญหาไฟใต้ จึงเหลืองานที่มอบหมายให้ดูแลน้ำท่วมเท่านั้น

อนึ่ง ในสมัยที่ พล.อ.ชวลิต เป็น รมว.กลาโหม ในรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ก็เคยลาออกในวันที่ พล.อ.ชาติชาย กำลังจะเดินทางไปต่างประเทศมา จนเกิดเป็นความวุ่นวายมาแล้ว


แจ้งจับพันธมิตรขี้ขโมยบุกยึดรถเมล์ขสมก.3คัน


ขสมก.แจ้งความดำเนินคดี ม็อบพันธมิตรฯ ขี้ขโมย ยึดเอารถเมล์ภาษีประชาชน ไปเป็นโล่กำบังการก่อจลาจลป่วนการประชุมสภาแถลงนโยบายของรัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ แถมยังกักตัวพนักงานขับรถและกระเป๋ารถเมล์เอาไว้ด้วย ด้านบรรดาแกนนำที่ยังเหลืออยู่นอกคุกปลุกระดมไม่เลิก ชักชวนให้ผู้ชุมนุมปักหลักเหม็นขี้เหม็นเยี่ยวอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาลต่อ รอให้ม็อบต่างจังหวัดที่กำลังไปจัดตั้งเข้ามาสมทบ เพื่อเตรียมก่อการใหญ่ทำร้ายบ้านเมือง

กรณีกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ ยึดรถร่วมบริการโดยสารประจำทาง สาย 99 เทเวศร์-ลำสาลี 3 คัน เพื่อนำมาเป็นที่กั้นทางขึ้นเชิงสะพานชมัยมรุเชษฐ์ บริเวณหน้าพาณิชย์พระนคร เมื่อช่วงเช้าวันที่ 7 ตุลาคม ที่ผ่านมา ในสถานการณ์ที่ม็อบพยายามป่วนบ้านเมืองไม่ให้สามารถมีการประชุมรัฐสภา เพื่อรับฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาล นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เกิดขึ้นได้นั้น

นายพิเณศวร์ พัวพัฒนากุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ กล่าวว่า ล่าสุด กลุ่มพันธมิตรฯ ยังไม่ได้ปล่อยรถคืนกลับมา ยังคงจอดไว้ที่บริเวณเดิม โดยคนขับรถและพนักงานเก็บค่าโดยสารยังปลอดภัยอยู่บนรถ แต่ทาง ขสมก.ได้แจ้งความไว้ที่ สน.นางเลิ้ง

ด้านบรรยากาศภายในทำเนียบรัฐบาล ซึ่งเป็นสถานที่ตั้งเวทีปราศรัยใหญ่ของกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หลังเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าสลายการชุมนุมในช่วงเช้าที่อาคารรัฐสภา โดยแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้แก่ นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายพิภพ ธงไชย นายสมศักดิ์ โกศัยสุข ยังสลับสับเปลี่ยนกันขึ้นเวที
บรรดาแกนนำทั้งหลาย ยังคงย้ำให้ผู้ชุมนุมปักหลักที่ทำเนียบรัฐบาล และรัฐสภา เพื่อรอกำลังที่จะมาสมทบจากต่างจังหวัด เพื่อปิดล้อมไม่ให้รัฐบาลประชุมรัฐสภาเพื่อแถลงนโยบายได้ นอกจากนี้ ยังมีการเรียกร้องรัฐวิสาหกิจให้พิจารณาหยุดงาน เพื่อแสดงออกถึงความไม่พอใจต่อการสลายการชุมนุม ขณะที่บนเวทีก็มีการนำผู้ได้รับบาดเจ็บขึ้นไป

ขณะที่ พล.อ.ปฐมพงษ์ เกษรศุกร์ ที่ปรึกษาคุณวุฒิกองทัพบก ได้ขึ้นเล่าเหตุการณ์การสลายการชุมนุมให้ผู้ร่วมชุมนุมทราบ

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า กลุ่มพันธมิตรฯ ได้มีการตรวจเข้มผู้เข้าออก และมีคำสั่งห้ามผู้สื่อข่าวเอ็นบีทีเข้าไปทำข่าวในทำเนียบรัฐบาลอย่างเด็ดขาด นอกจากนี้ ยังมีเหตุชุลมุนเกิดขึ้นระหว่างที่ นายทวีชัย เจาวัฒนา บรรณาธิการศูนย์ภาพเนชั่นจะเดินทางเข้าไปยังทำเนียบรัฐบาล แต่กลุ่มการ์ดพันธมิตรฯ เข้าใจว่าเป็น กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แปลกปลอมเข้ามา แต่สุดท้ายก็สามารถตกลงกันได้

หนีบสามีเข้าประชุมสภา‘รสนา’ ผวาถูกทำร้าย


ส.ว.กทม. "รสนา โตสิตระกูล" ป่วนประชุมรัฐสภาแถลงนโยบายรัฐบาล อ้างหมดความชอบธรรมจากการปราบม็อบ เชื่อจะเกิดวิกฤติ พร้อมแจงพาสามีเข้าห้องประชุมเพราะกลัวถูกทำร้าย

น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กรุงเทพมหานคร กล่าวภายหลังลุกขึ้นอภิปราย ในห้องประชุมแล้วถูก นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เชิญตัวออกนอกห้องประชุมว่า นโยบายสมานฉันท์ของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี เป็นนโยบายกระดาษแต่นโยบายที่แท้จริง คือ การปล่อยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำร้ายประชาชน ซึ่งถือว่า นายกรัฐมนตรี หมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศแล้ว จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จะทำให้เกิดวิกฤติบ้านเมือง

ส่วนกรณี นายสันติสุข โสภณสิริ ผู้ติดตาม น.ส.รสนาเข้าไปนั่งในที่ประชุม ทั้งที่ไม่ได้รับอนุญาตนั้น น.ส.รสนา กล่าวว่า นายสันติสุข อาจไม่ทราบว่า ห้ามเข้า แต่เหตุที่เข้าไปน่าจะเกิดจากความเป็นห่วงกลัวถูก ร.ต.ท.เชาวริน ลัทธศักดิ์ศิริ ส.ส.พรรคพลังประชาชน ที่เดินเข้ามาต่อว่าทำร้าย อย่างไรก็ตามไม่ใช่ใครอื่นไกล เพราะที่แท้ นายสันติสุข ก็คือสามีของ น.ส.รสนา นั่นเอง

ขำกลิ้ง!พันธมิตรแจ้งความเอาผิดตร.ใช้แก๊สน้ำตา


จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าผลักดันการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ หน้ารัฐสภา เพื่อเปิดทางให้ ส.ส. และ ส.ว. เข้าประชุมเพื่อรับฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาลได้ โดยมีการใช้แก๊สน้ำตาด้วยนั้น

นายณฐพร โตประยูร ทนายความพันธมิตรฯ เปิดเผยว่า ได้รับการมอบอำนาจจากแกนนำพันธมิตรฯ ให้รวบรวมหลักฐาน เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับผู้บัญชาการให้ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมของพันธมิตรฯ ที่หน้ารัฐสภา ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยมีหลักฐานเป็นภาพถ่าย ภาพเคลื่อนไหว และภาพนิ่งจำนวนมาก