WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, October 9, 2008

โดนแล้ว!บินไทยตั้งกก.สอบกัปตัน จักรี พงศ์ศิริ ไม่ให้สส.พปช.ขึ้นเครื่อง


หลังกัปตันการบินไทย ไม่ยอมให้นางฟาริดา สุไลมาน ส.ส.พรรคพลังประชาชน จ.สุรินทร์ ขึ้นเครื่องบินเที่ยวบินกรุงเทพฯ-ขอนแก่น เมื่อช่วงเช้า บนเวทีพันธมิตร ยังแจ้งด้วยว่า นายไชยา พรหมมา ส.ส.หนองบัวลำภู พรรคพลังประชาชน และนางนางชมพู จันทาทอง ส.ส.หนองคาย ก็ถูกเจ้าหน้าที่การบินไทยห้ามไม่ให้ขึ้นเครื่องบินด้วย

เรืออากาศโท นรหัช พลอยใหญ่ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายปฏิบัติการ เปิดแถลงข่าว ขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมยืนยัน ว่า การบินไทย พร้อมจะให้บริการกับประชาชนทุกอย่างเท่าเทียม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถือเป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลและเรื่องส่วนตัว หลังเกิดเหตุ ได้เรียกตัว กัปตัน จักรี พงศ์ศิริ คู่กรณีกับ สส.ฟารีดา เพื่อสอบสวนข้อเท็จจริงแล้ว ส่วนกัปตันที่เหลืออยู่ระหว่างตรวจสอบว่า เป็นบุคคลใด

ด้านเรืออากาศโท มนตรี จำเรียง รองผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคลและบริหารทั่วไป เปิดเผยว่า หากผลการสอบสวนพบว่า มีความผิดจริง ก็จะลงโทษทางวินัย ตั้งแต่เบาที่สุด คือ การตักเตือนและตัดเงินเดือน ขณะที่โทษสูงสุด คือ ไล่ออก

สำหรับเหตุการณ์ครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณหกนาฬิกาสิบห้านาที เที่ยวบินที่ TG1040 ของบริษัทการบินไทยจากท่าอากาศยานดอนเมือง มุ่งตรงไปยังท่าอากาศยาน จ.ขอนแก่น กัปตันของเครื่องบินได้ปิดประตูเครื่องบินปฏิเสธรับ ส.ส.ของพรรคพลังประชาชนขึ้นเครื่อง พร้อมกับประกาศให้ทราบว่า “เที่ยวบินนี้ไม่รับทรราช เที่ยวบินนี้ไม่รับ ส.ส.พลังประชาชนและนักการเมืองที่ทำร้ายประชาชนขึ้นเครื่อง ผมจะไม่รับพวกคุณขึ้นเครื่องตลอดชีวิต”

นายกฯ เยี่ยมพันธมิตรฯ บาดเจ็บ ยันดูแลทุกคนให้ทั่วถึง


นายกรัฐมนตรี เยี่ยมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เมื่อวานนี้ พร้อมแสดงความเสียใจและไม่อยากให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น พร้อมยืนยันจะดูแลทุกคนให้ทั่วถึง เพราะเป็นคนไทยเหมือนกัน

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หลังจากที่เดินทางเข้าเยี่ยมตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ปะทะกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่โรงพยาบาลตำรวจแล้ว นายกรัฐมนตรีได้เดินทางต่อมายังโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เพื่อเยี่ยมผู้ที่ได้รับบาดเจ็บของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่นอนพักรักษาตัวอยู่หลายราย โดยนายกรัฐมนตรีได้นำกระเช้าดอกไม้เข้าเยี่ยม

พร้อมกล่าวแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้บาดเจ็บ ซึ่งหนึ่งในนี้ มีนายสุชล สุขพิทักษ์ อายุ 50 ปี เป็นคนขับรถของกลุ่มพันธมิตรฯ และเป็นชาวจังหวัดนราธิวาส โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวเป็นภาษาใต้ว่า ไม่อยากให้เกิดสถานการณ์แบบนี้ และไม่อยากให้มีใครบาดเจ็บหรือแบ่งแยกว่าใครเป็นใคร อยากให้ทุกคนเข้าใจกัน เพราะบรรยากาศเช่นนี้ ทำให้เสียเวลาทำงาน ซึ่งในที่สุดแล้วทุกคนก็เป็นคนไทยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นคนขับรถหรือว่าเป็นนายกรัฐมนตรีก็เท่ากัน และยืนยันว่าจะดูแลให้อย่างทั่วถึง โอกาสนี้ทั้งสองยังแลกกันดูพระที่นับถือกันด้วย

ขณะที่นายนเรศ พงษ์พานิช อายุ 35 ปี และนายวรรณชนะ จั่นสำอาง อายุ 19 ปี ผู้ได้รับบาดเจ็บ บอกว่า ไม่อยากให้ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา แต่ก็รู้สึกดีใจที่นายกรัฐมนตรีเดินทางมาเยี่ยมในครั้งนี้

กบฎพันธมิตรฯ ทำตัวเหนือกฏหมาย ยึดรถเมล์ขสมก.สาย 23


กบฎพันธมิตรฯ เหิมเกริ่ม ใหญ่คับบ้านคับเมืองไม่สนใจกฏหมาย ยึดรถเมล์ขสมก.สาย 23 ไล่ผู้โดยสารและคนขับรถลงทั้งหมดก่อนขับไปจอดไว้ที่ เชิงสะพานอรทัยซึ่งเป็นซุ้มประตูตรวจคนเข้าออก ภายในทำเนียบรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 19.00 น. ที่บริเวณสะพานนางเลิ้ง มีกลุ่มชายฉกรรจ์การ์ดพันธมิตรกว่า 10 คนโดยใช้ผ้าสีดำปิดหน้าพร้อมอาวุธไม้เบสบอล ไม้ตีกอล์ฟและกระบองไม้ได้เข้าไปบุกยึดรถเมล์สาย 23 ที่จอดรับผู้โดยสาร บริเวณถนนนางเลิ้ง พร้อมไล่ผู้โดยสารและคนขับรถลงทั้งหมดก่อนจะขับรถเมล์คันดังกล่าวไปจอดไว้ที่ เชิงสะพานอรทัยซึ่งเป็นซุ้มประตูตรวจคนเข้าออก ภายในทำเนียบรัฐบาล ขณะที่คนขับรถพยายามต่อรองขอรถคืน แต่กลุ่มพันธมิตรไม่ยอม

ล่าสุดคนขับรถและกระเป๋ารถเมล์ได้เดินทางไปแจ้งความ ที่สน.นางเลิ้งแล้ว และเมื่อเวลา 19.30 น. ขสมก.ได้มีการส่งนายตรวจจำนวน 2 นาย มาสังเกตการณ์บริเวณเชิงสะพานนางเลิ้ง และเตรียมไปต่อรองกับพันธมิตร โดยเตรียมประสานกับแกนนำเพื่อขอรถเมล์คันดังกล่าวกลับคืน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนหน้านี้ทางกลุ่มมีการยึดรถเมล์สาย 99 วิ่งจากราม-เทเวศร์มาจอดเป็นแนวกั้นเชิงสะพานอรทัย สองวันแต่หลังจากยึดรถเมล์สาย 23 ได้แล้วก็บยอมปล่อยรถเมล์สาย 99 ออกไป ซึ่งหลังจากที่รถเมล์สาย 23 ถูกยึด ขสมก.ก็ได้เปลี่ยนเส้นทางรถเมล์สาย 23 จากเดิมวิ่งจากสำโรงผ่านถนนเพชรบุตัดใหม่ เข้าถนนนางเลิ้งออกเทเวศร์ ล่าสุด 19.30 น.มีการเปลี่ยนวิ่งจากสำโรงเข้าถ.เพชรบุและตัดเข้าถ.หลานหลวงไปอกเทเวศร์ แทน


การบินไทยเอากับเขาด้วย.....โดย Albatross


การบินไทยเอากับเขาด้วย

จักรี จงศิริ

โดย.....Albatross

8 ตุลาคม 2551

ผมเพิ่งรู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่านักบินมีอภิสิทธิ์ปฏิเสธผู้โดยสารที่มีความสมบูรณ์พร้อมที่จะทำการบินได้ทั้งร่างกายและจิตใจด้วย มันเกิดอะไรกันขึ้นกับบ้านเมืองนี้ แม้แต่นักบินสายการบินที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นอาชีพที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองโดยจรรยาบรรณอย่างแท้จริง กลับแสดงอาการรังเกียจสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเลือกเขามาแต่ตัวเองไม่ถูกชะตาได้ถึงเพียงนี้

คุณไม่รู้เลยหรือว่าสิ่งที่คุณทำสามารถทำให้คุณ loss license ได้ตามกฎการบินสากล (ICAO) และกฎการบินของกรมขนส่งทางอากาศ กระทรวงคมนาคมของไทย

คุณไม่รู้เลยหรือว่าพฤติกรรมของคุณในครั้งนี้แสดงออกถึงความบกพร่องทางอารมณ์อย่างรุนแรงซึ่งเป็นคุณสมบัติอันต้องห้ามตามกฎของสถาบันเวชศาสตร์การบิน กรมแพทย์ทหารอากาศ และ ICAO อันเป็นเหตุให้คุณต้อง loss license ด้วยเช่นกัน

คุณไม่รู้เลยหรือว่าบริษัทของคุณถูกถือหุ้นโดยกระทรวงการคลัง ซึ่งก็หมายถึงคุณอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลในทางปฏิบัติ คุณจึงเป็นสายการบินเดียวของประเทศไทยที่ต้องยอมให้ สส.ร่วมเดินทางไปด้วย โดย สส.ไม่ต้องจ่ายเงินก่อน(เก็บจากรัฐบาลทีหลัง) ถ้ากระทรวงการคลังถอนหุ้นออกหมดคุณคิดว่าคุณจะได้รับเงินเดือนจากใครเพราะทุกวันนี้การบินไทยต้องกู้เงินเขามาจ่ายเงินเดือนให้คุณ คุณไม่รู้เลยหรือ

“คุณกำลังทุบหม้อข้าวตัวเองนะกัปตัน”

กฎและจรรยาบรรณความเป็นนักบินไม่มีข้อไหนอนุญาตให้คุณทำอย่างที่ว่าได้ ถ้าแยกแยะอารมณ์กับความถูกต้องไม่ได้คุณก็หมดคุณสมบัติความเป็นนักบินไปแล้วโดยสมบูรณ์ เพียงแค่รอคำตัดสินจากผู้เกี่ยวข้องอย่างเป็นทางการเท่านั้น งานนี้คุณจะรอด loss license ได้ มีหนทางเดียวเท่านั้นคือ การบินไทยต้องไม่ส่งรายงานเรื่องนี้ต่อกรมขนส่งทางอากาศและเวชศาสตร์การบินเท่านั้น

ไม่น่าเชื่อว่ากัปตันท่านนี้จะไร้ซึ่งวุฒิภาวะทางอารมณ์ได้มากมายขนาดนี้ ขอให้โชคดีหลุดพ้นจากการสอบสวนก็แล้วกัน ใครจะขึ้นเครื่องการบินไทยก็จงจำชื่อกัปตันคนนี้ไว้ให้แม่นเพราะท่านมีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะปฏิเสธการเดินทางกับกัปตันท่านนี้ได้ซึ่งถ้ามีมากพอการบินไทยต้องเปลี่ยนนักบินให้ท่านใหม่ แต่ถ้าคุณยอมรับที่จะเดินทางโดยเสี่ยงฝากชีวิตไว้กับคนๆ นี้ ก็ขอให้โชคดีและปลอดภัยจนถึงปลายทางครับ

จาก thaifreenews

Wednesday, October 8, 2008

พันธมิตร ขับรถชนตำรวจ (ภาพจริงๆ)


พันธมิตร ขับรถชนตำรวจ (ภาพจริงๆ) - ดูวิดีโอทั้งหมด กดที่นี่

ไขปริศนาแก๊สน้ำตาไม่ทำให้คนขาขาด


ไขปริศนาแก๊สน้ำตาไม่ทำให้คนขาขาด - ดูวิดีโอทั้งหมด กดที่นี่

การจลาจลของพันธมิตร เมื่อวานนี้ ไม่ได้นำไปสู่ จุดมุ่งหมายอะไรเลย แต่ทำให้คนจำนวนมากตาสว่าง


บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

สถานการณ์ของเช้าวันที่ 8 ตุลาคม 2551 หลังจากการพยายามก่อจลาจลสร้างสถานการณ์ของ พธม. เพื่อขัดขวางไม่ให้รัฐบาลแถลงนโยบายได้ ก็ถือว่าล้มเหลวในทางยุทธศาสตร์อย่างสิ้นเชิงครับ ล้มเหลวตั้งแต่เวลา 11.00 น. เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ทันทีที่นายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ขึ้นแถลงนโยบายได้ กระบวนการตามรัฐธรรมนูญก็ครบตามขั้นตอนทันที ไม่ว่าจะแถลงยาวแถลงสั้น มันก็ครบกระบวนการการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้ว การจลาจลหลังจากนั้นของ พธม. เป็นเพียงแค่สถานการณ์ต่อเนื่องเท่านั้น และไม่ได้นำพา พธม. ให้บรรลุเป้าหมายอะไรเลย

เมื่อวานนี้ภารกิจและหน้าที่สำคัญของตำรวจในทางรุกมีเพียงแค่ “การเปิดทางเข้าสู่อาคารรัฐสภา” และ การอารักขาให้ ผู้แทนของปวงชนชาวไทยทั้งประเทศออกมาจากอาคารแห่งนั้นได้อย่างปลอดภัยเท่านั้นครับ ภารกิจการปะทะกันหลังจากนั้นของตำรวจ กับม็อบ พธม. เป็นแต่เพียงภารกิจ “การป้องกัน” สถานที่ตั้งของตน ให้พ้นจากการโจมตีของ ม็อบ พันธมิตรเท่านั้น เช่น การป้องกันรัฐสภา และ และ กองบัญชาการตำรวจนครบาล การใช้แก้สน้ำตาหลังจากนั้น เป็นแต่เพียง ขับไล่ให้ ม็อบ พธม. ออกไปจากการโจมตี ที่ทำการของ บชน. เท่านั้น

ผู้ที่บาดเจ็บล้มตายของ พธม. นั้น ผมไม่เชื่อว่าจะเกิดจากฝีมือเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่อย่างใด ภาพที่เห็นในทีวีต่างๆ มีแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจยิงแก้สน้ำตา และมีแค่ โล่เป็นเป็นอุปกรณ์เพียงชนิดเดียวเท่านั้น ภาพที่เห็นทางทีวี ก็มีแต่ภาพ พธม. ขับรถชนตำรวจและถอยกลับมาเหยียบซ้ำ คนขาขาดต่างๆ คาดว่าเกิดจากระเบิด ซึ่งผมเชื่อว่าไม่ได้มาจากตำรวจ แต่มาจากมือที่หนึ่ง (ไม่ใช่มือที่สาม) ในกลุ่มพันธมิตร ที่มีผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้จำนวนมาก

คนที่ตายเมื่อวาน และบาดเจ็บเมื่อวานคือ ตายฟรี เจ็บฟรี ไม่มีใครเป็นวีรบุรุษ วีรสตรี มีแต่ม็อบก่อความไม่สงบให้กับบ้านเมือง

ผลสำเร็จในทางการเมืองของ พธม.ครั้งนี้ ผมว่าได้บรรลุเป้าหมายอะไรทั้งสิ้น นายกฯสมชาย คงไม่ลาออก และไม่ยุบสภาแน่นอน ทหารก็ไม่ทำรัฐประหาร การสร้างสถานการณ์เพื่อเรียกร้องความเห็นใจจากประชาชน ผมว่ามันไม่ได้ผลอย่างแน่นอน สังคมไทยเลยจุดนั้นมานานแล้ว ประชาชนเลือกข้างแบ่งฝ่ายหมดแล้ว

การออกมาแถลงการณ์ประณามของ สว. สรรหาทั้งหลายที่เป็นกาฝากประชาธิปไตย ซากเดนของพวกเผด็จการอำมาตยาธิปไตย ก็ไม่มีมีผลอะไรต่อสังคมทั้งสิ้น เพราะคนส่วนใหญ่ก็รู้ว่าพวกนี้อยู่ข้างใคร

เหตุการณ์จลาจลย่อยๆ เมื่อวานนี้ ไม่ได้เป็นเรื่องวิกฤติของประเทศแต่อย่างใด พื้นที่เกิดเหตุก็จำกัดอยู่แค่บริเวณไม่ถึง 200 ไร่ สถานการณ์แบบนี้ในทางมาตรฐานสากลแล้วถือเป็นเรื่องปกติ ที่มีการปฏิบัติกันเป็นประจำหากมีม็อบบุกรุกสถานที่สาธารณะ ก็จะมีการใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจลเข้าสลาย

สิ่งที่ชัดเจนเมื่อวานนี้คือ “มีบางคนเปิดตัวอย่างล่อนจ้อน” แล้วว่า เป็น Mastermind ให้กลุ่ม พธม. จากที่แค่สงสัย กระซิบกระซาบกันอยู่ในหมู่คนที่คุ้นเคยกันเท่านั้น ตอนนี้มันสว่างแจ้งแดงแจ๋เลย หลายๆ คนคุยกับผมว่า เขากล้ามากที่เปิดเผยตัวเองถึงขนาดนั้น ผมคิดว่า คนเหล่านี้ไม่ได้ฉลาดมากมายอะไร และไม่มีเคยรู้ว่าโลกมันเปลี่ยนแปลงไปเป็นยุคดิจิตอลแล้ว ยังคงคิดว่าประชาชนประเทศนี้งี่เง้า หลอกได้อยู่ร่ำไป

เมื่อเลือกข้างชัดเจนอย่างนี้ ผลที่ตามมาคือ ประชาชนอีกครึ่งหนึ่ง ก็กลายเป็นศัตรูทันที แม้ไม่สามารถแสดงออกได้ แต่ในใจ คงสิ้นความศรัทธาและเคารพนับถือไปนานแล้ว จะออกมาพูดอะไร ก็ไม่สามารถชี้นำสังคมได้อีกต่อไปแล้ว

ผมว่า พธม. นั้นมาถึงทางตันแล้วครับ เพราะการปลุกม็อบนั้น โดยธรรมชาติ มันไม่มีทางล้มรัฐบาลได้ แต่ในสมัยยุค พฤษภาทมิฬ หรือ 14 ตุลาคม 2516 นั้น รัฐบาลล้มเพราะมีอำนาจอย่างอื่นเข้ามาบีบ และรัฐบาลเหล่านั้นเป็นรัฐบาลทหาร ทำให้ความชอบธรรมไม่มี แต่รัฐบาลของพรรคพลังประชาชน เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ มีความชอบธรรมในสายตาของประชาชน และมีความชอบธรรมในระดับนานาชาติ

การปลุกม็อบต่อให้ได้คนมากกว่านี้ก็ไม่มีผลอะไรมากมายนัก แต่เมื่อวานนี้ พธม. ปลุกคนได้น้อยกว่าปกติ การที่ทหารจะใช้สาเหตุนี้ เพื่อทำรัฐประหาร ก็ไม่ได้สร้างความชอบธรรมให้ทหารแต่อย่างใด และรัฐบาลรัฐประหารก็จะไม่ได้รับการยอมรับ และล้มเหลวเหมือน คมช. ดังนั้น ยุทธศาสตร์ของม็อบ พธม. จึงเป็นยุทธศาสตร์ที่เป็นทางตันโดยสิ้นเชิง

ตอนนี้ พล.ต. จำลอง ศรีเมือง โดนจับ พธม. ปล่อยไม้ตายเต็มที่เมื่อวานนี้ ก็ไม่ได้สร้างผลกระทบมากมาย และทำให้ตำรวจมั่นใจว่าสามารถคุมสถานการณ์ได้มากขึ้น สถานการณ์ไม่บานปลายมากนัก ดังนั้น การจับแกนนำ พธม. น่าจะทำให้ตำรวจ และรัฐบาลสามารถประเมินได้แล้วว่า สามารถควบคุมสถานการณ์ได้

ตอนนี้ม็อบ พธม. มีแต่จะโดนสลายไปครับ แต่ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนแต่อย่างใด

เมื่อจำลองโดนจับ การควบคุม สาวกสันติอโศก ก็ไม่หนักแน่นเหมือนเดิม และในที่สุด สันติอโศกก็จะหมดความฮึกเหิม หรือถอนตัวออกไป แม้ว่าจะไม่ถอนตัวทันที แต่ก็จะค่อยๆ ลดบทบาทลงไป เหลือแต่ม็อบอื่นๆ ที่ไม่มีความมั่นคงมากแต่อย่างใด

ดังนั้น ตอนนี้ ผมว่ารัฐบาลจะกลับมาเป็นฝ่ายรุกอย่างช้าๆ

นายกฯสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นั้นมีบุคลิกภาพที่ไม่ชัดเจน และคลุมเครือ การให้สัมภาษณ์ต่างๆ ก็คลุมเครือ ทำให้นักข่าวไล่ต้อนไมได้เต็มที่นัก เมื่อไล่ต้อน ผมก็เห็นนายกฯ สมชายทำเป็นไม่ได้ยิน หรือไม่ตอบตอบก็คลุมเครือ

ผมคิดว่าในสถานการณ์ ที่คลุมเครือทางการเมืองเช่นนี้ การที่มีนายกฯแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ทำให้ฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถประเมินได้ว่า จะเอาอย่างไรก็แน่ เมื่อประเมินไม่ถูกการต่อต้านก็ทำไม่ถูกเหมือนกัน

แม้ว่านายกฯสมชายพูดจาคลุมเครือ แต่การกระทำนั้นไม่คลุมเครือ แบบพูดไม่รู้เรื่องแต่ต่อยหนัก

ผมไม่คิดว่าบุคลิกหงิมๆ อย่างนี้ จะกล้าสลายม็อบ แต่ม็อบ พธม. ก็โดนสลายในยุค นายกฯสมชาย และไม่เห็นว่าจะมีสื่อหรือใคร ด่า นายกฯสมชายมากมายแต่อย่างใด

ยุคแห่งความคลุมเครือ ก็ต้องเอาคนที่คลุมเครือ แต่การกระทำชัดเจน เข้ามาสู้

จาก thaifreenews

ตำรวจทำดีที่สุดแล้ว!


คอลัมน์ : ละครชีวิต

เศร้าใจกับเหตุการณ์บ้านเมืองเสียจริงๆ จากพวกอันธพาลบุกปิดล้อมรัฐสภา เพราะไม่ต้องการให้รัฐบาลแถลงนโยบาย

เพราะเมื่อแถลงนโยบายไม่ได้ก็ไม่มีรัฐบาล และต้องมานับหนึ่งเลือกนายกรัฐมนตรีใหม่อีกครั้ง
การกระทำของกลุ่มอันธพาลครั้งนี้ เผยแพร่ไปทั่วโลก ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจมาลงทุนของต่างชาติ นักท่องเที่ยวก็จะไม่เดินทางมาเที่ยว

พันธมิตรฯ ก่อความเดือดร้อนมากมาย ทำลายประเทศชาติ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำตามหน้าที่จับกุมแกนนำ สลายการชุมนุม เพื่อให้เกิดความสงบสุขแก่บ้านเมือง

เหตุการณ์ครั้งนี้มีผู้ได้รับบาดเจ็บทั้งหมด 57 คน โดยมีอาการบาดเจ็บสาหัส 7 คน หนึ่งในนั้นคือ นายบัญชา บุญแก้ว ได้รับบาดเจ็บกระทั่ง “ขาขาด”

ซึ่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ยืนยันว่า ไม่ได้เกิดจากแก๊สน้ำตา น่าจะเป็นวัตถุต้องสงสัยบางอย่าง

จากผู้บาดเจ็บครั้งนี้ พวกอันธพาลได้นำไปอ้างว่าตำรวจได้ใช้ความรุนแรง มีการปลุกระดมคนให้เข้ามาร่วมชุมนุมเยอะๆ และประณามตำรวจว่าทำเกินกว่าเหตุ

สื่อมวลชนต่างๆ ทั้งหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ต่างรายงานข่าวประณามตำรวจว่าทำเกินกว่าเหตุ ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ตรวจสอบว่าผู้ได้รับบาดเจ็บนั้นมาจากสาเหตุอะไร

ตำรวจใช้เพียงแก๊สน้ำตา สลายการชุมนุมเท่านั้น !

การบาดเจ็บของกลุ่มอันธพาลครั้งนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะบ่งบอกว่ารัฐบาลหมดความชอบธรรม

เพราะการบุกมาป่วนรัฐสภา ซึ่งเป็นสถานที่ที่รัฐบาลกำลังแถลงนโยบายต่อสภาผู้แทนราษฎรอยู่นั้น ทำให้ประเทศชาติเสียหายอย่างมหาศาล

เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องทำหน้าที่รักษาภาพลักษณ์ของประเทศ เพราะถ้าเกิดเหตุรุนแรง มีการบุกยึดเข้าไปภายในรัฐสภาได้ก็จะยิ่งตอกย้ำให้เสียหายรุนแรงมากขึ้นไปอีก

นอกจากนี้ ตำรวจจำเป็นต้องสลายการชุมนุม เพราะอันธพาลประกาศชัดเจนว่าจะขัดขวางการแถลงนโยบายของรัฐบาล เสมือนเป็นการขัดขวางการบริหารราชการแผ่นดิน

เหตุการณ์ครั้งนี้มีประชาชนเห็นด้วยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าทำดีที่สุดแล้ว

แต่เสียงเหล่านั้นไม่ “ดัง” พอ เพราะถูก “สื่อชั่ว” ประโคมข่าวประณามตำรวจกันหมด

ดังนั้นขอให้กำลังใจตำรวจทุกนาย เพราะอย่างน้อยท่านก็ได้ตอบแทนคุณแผ่นดินที่กำจัดพวกป่วนบ้านป่วนเมืองให้สลายไปให้หมดโดยเร็ว

แผ่นดินไทยจะได้สูงขึ้น เพราะไม่มีตัวถ่วงความเจริญ !

ลวดหนาม


จุดจบ ‘การเมืองใหม่’ ของพันธมิตรฯ


คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

เมื่อวัดกำลังกันแล้ว วันนี้พันธมิตรฯ แทบไม่เหลืออะไรอีก เนื่องจากบรรดาแกนนำรุ่นที่ 2 ก็หน่อมแน้ม ไร้ภาวะผู้นำ ไม่สามารถ “ออกแผน” อะไรได้ จะทำได้เพียงตะโกนผ่านไมค์ให้คนที่เดินทางมาปิดล้อมสภามีสติ เพื่อรอคำสั่งจากในทำเนียบรัฐบาล

เราจึงได้เห็น “แป๊ะหน้าสวย” ออกหน้า เพื่อจะฝ่าแนวตำรวจเท่านั้น

การเคลื่อนกำลังออกมาปิดล้อมสภาครั้งนี้ เป็นการกระทำที่เกินเหตุ ของการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ ที่แกนนำพันธมิตรฯ พยายามนำมาอ้างถึง เพื่อสร้างความชอบธรรมในการชุมนุมประท้วงมาตั้งแต่ต้น

เพราะมีการเตรียมการมาเป็นอย่างดี เหมือนจะรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้น และจะได้รับผลอะไร
หลังจากเหิมเกริมยึดทำเนียบรัฐบาลมาแล้ว

ในทำเนียบรัฐบาล ที่ถือว่าเป็นกองบัญชาการของ “กลุ่มกบฏ” สิ่งที่เราได้เห็น คือ “แป๊ะลิ้ม” แกนนำพันธมิตรฯ ใช้โอกาสนี้ ทั้งปลุกทั้งปลอบ เรียกขวัญและกระตุ้นผู้มาร่วมชุมนุมให้ “สู้” ต่อไป

โดยอ้างว่านี่เป็นการต่อสู้ครั้งสุดท้ายแล้ว

และได้ออกคำสั่งผ่าน “เอเอสทีวี” สื่อที่สร้างความแตกแยกในบ้านเมือง สื่อที่นำเสนอความเท็จเพื่อการปลุกระดม มอมเมาประชาชน กันทั้งวันทั้งคืน ให้คนมาร่วมที่ทำเนียบรัฐบาลมากที่สุด

ให้สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจตัดน้ำตัดไฟ เพื่อเป็นการตอบโต้ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปเคลียร์พื้นที่ เพื่อเปิดทางให้ ส.ส. และ ส.ว. ซึ่งเป็นผู้แทนปวงชน เข้าไปทำหน้าที่ ในวันที่รัฐบาลแถลงนโยบาย เพื่อจะได้ทำงานแก้ปัญหาของพี่น้องประชาชนและประเทศชาติต่อไป

สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมคือ ผู้ที่มาชุมนุมปิดล้อมบริวณหน้าสภา ต้องอยู่ในสภาพเหมือนถูก “ปล่อยเกาะ” ต้องหาทางแก้ปัญหากันเอง

เพราะแกนนำที่อยู่ในทำเนียบรัฐบาล ไม่กล้าโผล่หัวออกมา

การเข้าเคลียร์พื้นที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อเปิดทางให้ “ผู้แทนปวงชน” เข้าไปทำหน้าที่อันทรงเกียรติ มีสื่อโทรทัศน์พยายามหามุมหาภาพ ที่ให้มองว่า ตำรวจใช้ความรุนแรง เป็นการกระทำเกินกว่าเหตุ ด้วยการออกอากาศซ้ำแล้วซ้ำอีก ให้เห็นภาพคนขาขาด ซึ่งความจริงแล้วตำรวจใช้ “แก๊สน้ำตา” ซึ่งเป็นการปฏิบัติการอย่างละมุนละม่อม ที่ทั่วโลกเขาใช้กัน

แปลกแต่จริงครับ กลุ่มพันธมิตรฯ จับเอาเรื่องนี้มาขยายเพื่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้น

นายณฐพร โตประยูร ทนายความพันธมิตรฯ บอกว่า ได้รับการมอบอำนาจจากแกนนำพันธมิตรฯ ให้รวบรวมหลักฐาน เพื่อแจ้งความดำเนินคดีกับผู้บัญชาการให้ตำรวจใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุมของพันธมิตรฯ ที่หน้ารัฐสภา

ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

นพ.ชัยวัน เจริญโชคทวี ผู้อำนวยการโรงพยาบาล วชิรพยาบาล เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบพบผู้บาดเจ็บบางส่วนมีบาดแผลจากการถูกวัตถุทำลายเนื้อเยื่อผิวหนัง ซึ่งวัตถุดังกล่าวนั้นคล้ายสะเก็ดระเบิด แต่ยังไม่สามารถยืนยันได้แน่ชัด

บาดแผลที่ผู้บาดเจ็บขาขาดนั้นพบว่าชิ้นเนื้อถูกทำลายจนแตกเป็นชิ้นเล็กๆ รวมทั้งกระดูก ซึ่งจากการประเมินฤทธิ์ของแก๊สน้ำตา ไม่สามารถทำให้เกิดบาดแผลดังกล่าวได้

และไม่มีความรุนแรงถึงขนาดที่ทำให้เนื้อเยื่อผิวหนังขาดละเอียดได้

ทางด้านตำรวจก็ออกมาโต้ข่าวที่พันธมิตรฯ บิดเบือน และสื่อบางสำนักรายงานข่าวว่ามีการใช้ระเบิดและอาวุธอื่นๆ ขว้างใส่กลุ่มผู้ชุมนุน เจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่าไม่เป็นความจริงทั้งสิ้น

ตำรวจใช้เพียงแก๊สน้ำตากับโล่กำบังเท่านั้น อีกทั้งการยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุมถือเป็นวิธีการสลายการชุมนุมแบบสากลที่ใช้กันทั่วโลก ขอย้ำ

ส่วนกรณีที่มีผู้บาดเจ็บสาหัสนั้น เชื่อว่าน่าจะเกิดจากการชุลมุนวิ่งหนี ชนกันหกล้มและเหยียบกันเองมากกว่า

แต่บนเวทีพันธมิตรฯ ในทำเนียบรัฐบาล เอาไปพูดกันเป็นเรื่องใหญ่โตว่า ตำรวจใช้อาวุธสงคราม ใช้ เอ็ม 79 ทำร้ายประชาชน เพื่อปลุกอารมณ์ให้คนเคียดแค้นชิงชังตำรวจ เกลียดชังรัฐบาล

อย่างนี้เขาเรียกว่า เวรกรรมมีจริง ครับท่าน

นั่นแสดงว่าในกลุ่มผู้ที่มาปิดล้อมรัฐสภา มีการนำอาวุธที่เป็นอันตรายติดตัวออกมาด้วย เพราะที่ผ่านมานั้น ในเต็นท์ของพันธมิตรฯ ก็พบว่าเป็นที่ซ่องสุมอาวุธมาแล้ว

การที่จะนำอาวุธติดตัวออกมาด้วย ใช้ด้ามธงเป็นอาวุธทำร้ายตำรวจ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

เดือนตุลาคมยังมีอาถรรพ์ ยังเป็นเดือนที่ต้องจดจำต่อไปอีกครับ

จะแตกต่างกันที่ คราวนี้เป็นการเหิมเกริมของกลุ่มคนที่เป็นลิ่วล้อ “เผด็จการ” ได้รับการหนุนหลังจาก “มือที่มองไม่เห็น” และกลุ่มอำมาตยาธิปไตย ฝ่ายที่จะจ้องล้มล้างประชาธิปไตย ได้กระทำการย่ำยีระบบรัฐสภา ขัดขวางการทำหน้าที่ของผู้แทนปวงชน

เหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม 2551 ได้พิสูจน์ตัวเองแล้วว่า เส้นทางประชาธิปไตยเป็นเรื่อง
ที่ต้องใช้ความอดทนอย่างแท้จริง

จากความแตกต่าง แต่มีบางกลุ่มนำไปเป็นความแตกแยก

เราได้เห็นนักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย ที่เห็นความสำคัญและพยายามรักษาระบบรัฐสภา ในการประชุมร่วมของ ส.ส.และส.ว. รับฟังการแถลงนโยบายของรัฐบาล ก่อนที่จะเข้าไปทำงานแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนและประเทศชาติ

แต่ก็เห็นชัดว่า มีพรรคการเมืองที่เอนเอียงไปกับกลุ่มพันธมิตรฯ อย่างพรรคประชาธิปัตย์ใช้โอกาสนี้ ใช้เล่ห์เหลี่ยมทางการเมือง หาผลประโยชน์ให้กับตัวเอง เหมือนมีเจตนาจะล้มสภาให้ได้

รวมทั้งมี ส.ว.เจ้าเก่า หน้าเดิมๆ เพียงไม่กี่คนที่ออกมาละเลงการเมืองกัน จนเปรอะเปื้อนเลอะเทอะ ในการล้มรัฐบาลมาตลอดเวลา

การบอยคอตการประชุมครั้งนี้ ถือเป็นการกระทำที่น่าอับอาย น่าอดสูเป็นอย่างยิ่ง

ซึ่งทั้ง ส.ส. และ ส.ว. สองกลุ่มนี้ อ้างเหมือนกันคือ นำเอาการสลายการชุมนุมของพันธมิตรฯ มาเป็นข้ออ้างในการไม่มาประชุมสภา แม้บางคนที่เข้ามาร่วมก็ทำการอย่างจงใจในการป่วนสภา จนท่านประธานฯ ต้องให้เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย นำตัวออกไปจากที่ประชุมของผู้ทรงเกียรติ

มีคำถามว่า ฝ่ายพันธมิตรฯ พรรคประชาธิปัตย์ และ ส.ว.กลุ่มนั้น ยังคงมีศักดิ์ศรี มีความชอบธรรมที่จะทำหน้าที่ “ผู้แทนปวงชน” ต่อไปอีกหรือไม่

ทำไมไม่ให้เกียรติกับประชาชนที่เลือกท่านเข้ามา ทำไมท่านจึงไม่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตย ไม่เคารพในระบบรัฐสภาอันทรงเกียรติ

เพราะนี่คือ “การเมืองใหม่” ของพันธมิตรฯ ซึ่งจะยอมให้เกิดขึ้นไม่ได้อย่างเด็ดขาด

อัฐศิริ


หนุน...“ตำรวจปราบกบฏ”


คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

ปฏิบัติการพันธมารธิปไตย ที่ต้องการปิดทางเข้าออกของอาคารรัฐสภา หวังจะไม่ยอมให้สมาชิกรัฐสภา เข้าไปพิจารณาเรื่องสำคัญตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย นั่นคือการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา !!! ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจดำเนินการปราบปราม เพียงไม่ถึง 1 ชั่วโมง สามารถเปิดทางเข้าออกได้โดยสะดวกโยธิน

ต้องขอชื่นชมในผลงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่กล้าดำเนินการกับกลุ่มผู้ชุมนุม พันธมารธิปไตย ซึ่งกระทำการอันเป็นการยั่วยุ ปลุกระดม ล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยไม่เห็นแก่ประเทศชาติ

การกระทำในช่วงเวลาที่ผ่านมา เป็นการวางแผนการเอาไว้ ทั้งหมด โดยมีการดำเนินการเพื่อหวังสร้างสถานการณ์ ดิสเครดิตรัฐบาล เดินแผนเพื่อให้เกิดการปะทะกับเจ้าหน้าที่รัฐ โดยมีพรรคการเมืองหนุนหลัง รับลูก รับไม้ ต่อกันเป็นทอดๆ
เราจะยอมให้พฤติกรรมเหล่านี้เกิดขึ้นในชาติบ้านเมือง เป็นตัวอย่าง เป็นบรรทัดฐาน ในการปกครองบ้านเมืองคงไม่ได้
การที่ “ตำรวจไทย” ใช้ความกล้าหาญ

ยอมเจ็บต่อกระแสคำวิพากษ์วิจารณ์ จาก พวก “พันธมารธิปไตย”

ยอมเจ็บต่อการเล่นเกมการเมืองของ “พรรคการเมืองเก่าแก่” บางพรรค

แต่...ตำรวจไทย ไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง ยังมี พลังมวลชน ที่เป็นเสียงเงียบ กล้าออกมาสนับสนุนและให้กำลังใจพวกท่านอยู่เป็น “ผนังทองแดง กำแพงเหล็ก” ค้ำยัน!!! ไม่ให้ท่านต้องหวั่นไหวในการกระทำที่ ถูกต้องชอบธรรม ตามกฎหมาย

ท่ามกลางความขัดแย้งทางความคิดทางการเมืองไม่ตรงกัน

ท่ามกลางการปฏิบัติการเพื่อสร้างสถานการณ์ไปสู่ความรุนแรง

ตำรวจไทย จะต้องเดินหน้าเข้าจัดการกับปัญหานี้ต่อไป

ในเมื่อ แกนนำพันธมารธิปไตย เขาประกาศหลายครั้งหลายหน ทำสงครามครั้งสุดท้าย ทำสงครามยิ่งใหญ่ “ตายเป็นตาย เจ๊งเป็นเจ๊ง” แล้วจะมาร้องแรกแหกกระเชออะไรกับการที่จะมีคนบาดเจ็บ ขาขาด (...ตำรวจบอกว่าเป็นระเบิดปิงปองจากพวกมันกันเองพกเอาไว้ เวลาวิ่งหนีแก๊สน้ำตา เลยทำตกเอง)

แสดงว่าที่พูดจากันเป็นเพียงแค่การหลอกลวงผู้คน ปลุกระดมให้หลงเชื่อ ทั้งที่ฝ่ายตนสร้างสถานการณ์ให้เกิดความรุนแรง กระหายที่จะเสียเลือดเนื้อของตัวเอง

แต่...น่าสังเวชใจ คือ แกนนำพันธมารธิปไตย 4-5 คน เป็นผู้นำมวลชน แบบไหนไม่ทราบได้ ไม่กล้าแม้จะออกมานำทัพด้านหน้า ไม่กล้าแม้จะออกมาจากทำเนียบรัฐบาล ดีแต่แหกปาก อยู่ข้างใน ปลุกระดมผู้คน เพียงเพราะกลัวตำรวจจะจับไปเข้าคุก...

วันนี้จงเดินหน้าต่อไป ใช้มาตรฐานเดียวกันกับเหตุการณ์บริเวณหน้าอาคารรัฐสภา ไปดำเนินการกับกบฏที่อยู่ในทำเนียบรัฐบาล จัดการขั้นเด็ดขาดให้สิ้นซากเสียที บ้านเมืองจะได้เดินหน้าต่อไป จับเข้าคุก เข้าตะราง ให้หมด คนไทยอยู่เคียงข้างท่าน หากจะพ่ายแพ้แก่กบฏ ... ประชาชนผู้รักชาติและประชาธิปไตย จะยอมตายพร้อมกับ...ตำรวจไทย...