WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, October 9, 2008

ไชยวัฒน์ & จำลอง

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

ใครจะตำหนิผมว่าอย่างไรก็ช่าง แต่ต้องสารภาพตามตรงว่ายินดีปรีดาเป็นที่สุด ที่เห็น นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ในชุดนักโทษใส่กุญแจมือ ทำหน้าบูดเบี้ยว ถูกคุมตัวไปขึ้นศาล และที่สุดศาลยังยกคำร้องขอให้ปล่อยตัว ตามที่ตะแบงว่าการจับกุมและคุมขังเป็นไปโดยมิชอบ

กรณีของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่ขออำนาจฝากขังต่ออีก 12 วันก็เช่นกัน สร้างความสุขใจให้ผมเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าจะยังไม่ถึงขีดสุด เพราะยังไม่เห็นกุญแจมือ และยังไม่เห็นการเปลี่ยนชุดจากเสื้อม่อฮ่อมตัวโปรดไปเป็นเครื่องแบบของชาวเรือนจำก็ตาม

ที่กล่าวเช่นนี้ไม่ใช่เพราะผมจะซาดิสม์ผิดมนุษย์ แต่ที่ดีใจเพราะถือว่าเป็นการกู้ศักดิ์ศรีของตำรวจไทยที่เหี่ยวเฉามากว่า 4 เดือน อยู่ในสภาพที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก และอึดอัดใจเป็นที่สุด

แถมยังเป็นการยืนยันว่า หลักนิติรัฐ-นิติธรรมของบ้านเรายังคงอยู่ กฎหมายยังเป็นกฎหมาย และคนทำผิดยังต้องได้รับโทษตามกระบวนการยุติธรรม

ซึ่งความเป็นจริงแล้วผมไม่ได้ชิงชังในตัว พล.ต.จำลอง หรือ นายไชยวัฒน์ เป็นส่วนตัว แต่กลับกัน ในอดีตเคยชื่นชมบทบาทของทั้ง 2 คน ที่มีส่วนร่วมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

แม้แต่คุณไชยวัฒน์เองผมก็มักคุ้นมาตั้งแต่เหตุการณ์ปี 2534 จนถึง 2535 ก่อนเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เพราะมีโอกาสได้สนทนากันอยู่ที่ริมรั้วเขาดิน และยังตามไปนั่งพูดคุยกันที่เวทีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และเวทีที่ท้องสนามหลวง

กระทั่งวันที่คุณไชยวัฒน์หลบฉากการเมืองไปเฝ้ากิจการปั๊มน้ำมันให้น้องชายที่โคราช เมื่อผมมีโอกาสได้ไปบรรยายให้นักศึกษาปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในวิชาทางด้านการเมือง ผมก็ยังเสนอชื่อคุณไชยวัฒน์ให้เป็นวิทยากรร่วมเวที ด้วยเพราะเห็นความลุ่มลึก เห็นความเป็นนักประชาธิปไตย และเห็นความเป็นนักสู้เพื่อความถูกต้องจากเหตุการณ์การเมืองในอดีต

แต่เวลาผ่านไปเพียงไม่นาน ผมไม่นึกจริงๆ ว่าคนที่ผมเชื่อว่ามีแนวทางการเมืองชัดเจน จะบิดเบือนตัวเองและเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างกับหน้ามือเป็นหลังเท้า

และด้วยเหตุผลของคนที่เคยรู้จักมักคุ้นกัน จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งของความดีใจที่ “เฮีย” ถูกจับเข้าคุกเข้าตะรางครั้งนี้

เพราะหากเป็นวิธีคิดแบบเดียวกับที่ตำรวจจับเอาพวกโจรลักเล็กขโมยน้อย ชกต่อย ทะเลาะวิวาท เข้าไปกักขัง ด้วยหวังให้สำนึกตัวเป็นคนดี

บนความคุ้นเคยที่เคยมี ผมเองก็ยังหวังว่าการได้เข้าไปนอนในคุกเสียบ้างอาจจะทำให้คุณไชยวัฒน์กลับตัว มีสำนึก และคิดได้บ้างว่าต้องทำตัวให้เป็นประโยชน์แก่บ้านเมืองอย่างไร

ผมยังแอบหวังเล็กๆ ว่า เมื่อคุณไชยวัฒน์พ้นคุกออกมา อาจจะพอเหลือเรี่ยวแรงในช่วงบั้นปลายชีวิตทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติอีกครั้ง แม้ว่าข้อหาของคุณไชยวัฒน์จะมีโทษหนักถึงขั้นประหารชีวิตก็ตาม

ในฐานะ “มิตร” ผมคงขออวยพรให้คุณไชยวัฒน์ดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจ และใช้ชีวิตในกรงขังอย่างมีความสุข ใช้ธรรมะเข้าช่วยข่มจิตข่มใจ และนึกเสียว่า “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม”

ส่วนคุณจำลอง ผมไม่อยากมีความเห็น เพราะตัวผมเองที่เป็นคนกรุงเทพมาตั้งแต่เกิด คงเป็นคนส่วนน้อยที่ไม่ได้กากบาทเลือก พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เป็นผู้ว่าฯ กทม. ทั้ง 2 หน ในยุค “จำลองฟีเวอร์”

เพราะในขณะที่คนมองป้ายหาเสียงที่ทำด้วยเข่งปลาทูเป็นความสมถะ แต่ผมกลับมองบนข้อเท็จจริงว่า เข่งปลาทู ยังราคาแพงเสียยิ่งกว่าการใช้ป้ายหาเสียงกระดาษอย่างคนอื่น

เพราะฉะนั้นสิ่งที่ พล.ต.จำลอง พยายามทำในการหาเสียง ที่แท้ก็มีแต่การสร้างภาพหลอกลวงเสียตั้งแต่ยังไม่ได้เข้าไปทำงานบริหาร กทม.

ยิ่งเมื่อติดตามบทบาท ติดตามท่วงท่าของ พล.ต.จำลอง ตลอดจนวิธีคิดทางการเมือง ยิ่งมองเห็นความมักใหญ่ใฝ่สูง มองเห็นความทะเยอทะยานอยากเอาชนะ เป็นเผด็จการขนานแท้ที่ไม่เคยคิดฟังใคร

และอีกเหตุผลหนึ่งที่ผมอยากจะเพิ่มเติมถึงความดีใจ คงไม่ใช่เพราะอยากให้เข้าไปดัดสันดานแบบเดียวกับคุณไชยวัฒน์

แต่กรณีของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ผมอยากจะให้ถูกขังลืมไปเสียเลยมากกว่า จะได้ไม่มีคนอย่างนี้ออกเพ่นพ่านอยู่ในสังคมไทย เพราะไม่รู้ว่าจะคิดสร้างปัญหา สร้างความฉิบหายวอดวายให้ประเทศชาติอีกเมื่อไร

และหากจริงอย่างที่เป็นข่าวว่า ตำรวจกำลังจ้องจับ สนธิ ลิ้มทองกุล อีกคน

เพียงเท่านี้แผ่นดินเมืองไทย...ก็สูงขึ้นอีกเป็นกอง...!!

บิ๊กโบ๊ต



ปัญหาของคนดี


คอลัมน์ : คิดในมุมกลับ

ตอนที่แล้วเอ่ยถึงข้อแรกของ “บารมี 10” คือ “ทานบารมี” ประกอบไปด้วยวัตถุทาน อภัยทาน และธรรมทาน บางท่านอาจเคยได้ยินที่ว่า “การให้ธรรมะเป็นทาน ชนะการให้ทั้งปวง” แต่เด็กจนโตก็เข้าใจไปว่าหมายถึงการให้ธรรมเทศนาผู้คน หรือพิมพ์หนังสือธรรมะแจกจ่าย แต่ความจริงแล้วมันคือการแสดงธรรมให้ตนเองฟัง เพราะสอนใครก็คงไม่ยากและไม่ยิ่งใหญ่ได้เท่ากับสอนตัวเอง

ความเข้าใจเรื่อง “ทาน” ของคนเรา โดยเฉพาะที่มักอ้างตัวเป็นชาวพุทธ มักติดอยู่กับภาพที่แสดงออกมาให้เห็น ใครแสดงความใจบุญ ชอบทำบุญบริจาคสร้างวัด สร้างโรงเรียน ถวายพระพุทธรูป ฯลฯ เบื้องแรกก็ถูกสันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่า “เป็นคนดี” เช่นเดียวกับคนที่มีวัตรปฏิบัติอันเคร่งครัด เช่น รับประทานมังสวิรัติ ชอบนั่งสมาธิ มีชีวิตสมถะ ฯลฯ ก็จะได้รับป้าย “คนดี” คล้องคออย่างไม่มีข้อสงสัย แต่ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ว่าเขาคนนั้นเป็นคนดีจริงหรือเปล่า หากแต่อยู่ที่ปฏิกิริยาที่สังคมมีต่อคนดีคนนั้นในเรื่องต่างๆ ต่างหาก

เมื่อบุคคลหนึ่งได้ชื่อว่าเป็นคนดี เขาผู้นั้นก็มักจะได้รับการ “ยอมรับ” ในการกระทำหรือความคิดเห็นโดยไม่ต้องผ่านการตรวจสอบเลยว่า การกระทำหรือความคิดเห็นนั้นมัน “เข้าท่า” หรือมันเป็น “อันตราย” หรือเปล่า และแม้ว่าสิ่งนั้นมันจะกระทบต่อชีวิตคนหมู่มากก็ตาม สังคม (ไทย) มักพร้อมใจหลับหูหลับตา “เชื่อ” ตามคนดีคนนั้น ด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่า เพราะเราเชื่อใน “เจตนา” ที่ดีของเขา ดังนั้นเราจึงยอมรับ “วิธีการ” ของเขาไปโดยปริยาย

ยกตัวอย่างง่ายๆ จากเหตุการณ์เมื่อ 2 ปีที่แล้ว มีการกระทำความผิดอย่างร้ายแรงที่สุด นั่นคือ ล้มล้างรัฐธรรมนูญด้วยการรัฐประหาร แต่แทนที่จะต้องรับโทษกรรมตามกฎหมาย กลับกลายเป็นว่ามีคนดีหลายคนออกมาปกป้องว่าเป็นการรัฐประหารที่ประกอบไปด้วย “เจตนาดี” กระทำโดย “คนดี” ที่สำคัญมีคนดีอีกหลายคนให้การสนับสนุนอยู่ข้างหลัง เท่านั้นก็เพียงพอแล้วที่จะบอกว่าการรัฐประหารโดยคนดีเป็นสิ่งไม่ผิด ใครที่ออกมาต่อต้านคัดค้านการกระทำของคนดีพวกนี้จึงกลายเป็นคู่ตรงข้ามคือ “คนเลว” ไปโดยปริยาย...

การใช้ชุดความเชื่อเรื่องดี-ชั่ว คนดี-คนชั่ว มาอธิบายการเมือง เป็นเรื่อง “นานาจิตตัง” มากกว่าเป็นเรื่องตรรกะหลักการหรือเหตุผล ซึ่งหากวิเคราะห์วิจารณ์กันแต่ในรั้วบ้านก็คงไม่เป็นปัญหา แต่เผอิญว่า (บางคน) ในสังคมนี้ กระแดะจะอัญเชิญความดีมาเป็นคำอธิบายหลักที่ต้องใช้กับคนล้านพ่อล้านแม่ทั่วประเทศ มันจึงได้วุ่นวายไม่มีทางออก กลายเป็นสงครามช่วงชิงอำนาจระหว่างฝ่าย “เคารพหลักการ” กับฝ่าย “ต้องการคนดี” ไปเสียอย่างนั้น...เอวังด้วยประการฉะนี้

ปฏิญา ยอดเมฆ


รณรงค์เบื่อม็อบพันธมิตร


คอลัมน์ : ฮอตสกู๊ป

สมบัติ บุญงามอนงค์ (บก.ลายจุด) รายงาน กิจกรรมการเคลื่อนไหวรณรงค์ “เบื่อม็อบพันธมิตร” ที่ได้ทำกิจกรรมกันมาเป็นเดือน เพื่อรณรงค์ต่อสังคม ให้เห็นพลังของกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับพันธมาร โดยมีข้อสรุปดังนี้
ด้านการออกแบบ

ข้อความ "เบื่อม็อบพันธมิตร" และ กราฟิก เกิดขึ้นในเว็บบอร์ด ผู้จัดทำได้ตั้งโจทย์และมีผู้ช่วยออกความเห็น ทำให้สามารถผลิตข้อความและกราฟิกออกมา ถือได้ว่าเป็นกิจกรรมที่มีการมีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นตอนการคิดและออกแบบ
กิจกรรมแจกสติ๊กเกอร์
• อนุสาวรีย์ชัยฯ
•หน้าโรงหนังลิโด้ สยามสแควร์
• ลีลม (หน้าตึก CP Tower)
• ห้างเซ็นทรัลลาดพร้าว
• ห้างฟิวเจอร์ฟาร์ค รังสิต
• ม.ศรีปทุม
• เศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
• แท็กซี่สนามบินดอนเมือง
• จตุจักร และ ท่าน้ำสะพานตากสิน
• ห้างมาบุญครอง
• สนามหลวง

โดยมีการแจกสติ๊กเกอร์ไปแล้ว 90,000 ใบ

ผู้ขอสติ๊กเกอร์เป็นใครบ้าง ?
• อาจารย์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ม.จุฬา มศว.ประสานมิตร
• ข้าราชการ ทั้งใน กรุงเทพ และ ต่างจังหวัด
• ตำรวจ ทหาร มีหลายราย
• ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต ในห้องการเมือง ติดต่อขอมาก
• นักศึกษา
• แเท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง รถตู้ กรณีรถตู้ได้ขอไปช่วยแจกจำนวนมาก

ช่องทางการสื่อสาร และ การตอบรับของสื่อ
• จดหมายข่าว nocoup.org ซึ่งมีสมาชิกเกือบเจ็ดพัน email
• การแถลงข่าว ทำให้สื่อต่าง ๆ รับทราบว่ามีกิจกรรมนี้ โดยเป็นข่าวในเกือบทุกสื่อ ได้แก่ TV วิทยุ หนังสือพิมพ์ เว็บไซต์ ประชาไท
• ทำการเขียนประกาศ ข้อความลงใน เว็บบอร์ด
• จัดเวทีประชุมเสวนาทางการเมือง

ผลที่ได้รับ
• คำว่า “เบื่อม็อบพันธมิตร” กลายเป็นวาทะกรรม ในการแสดงออกของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับพันธมิตร
• เกิดการปฏิสัมพันธ์กับผู้ขอสติ๊กเกอร์ มีการ email โทรศัพท์ พูดคุยกัน รวมถึงการมีอาสาสมัครมาช่วยแจกสติ๊กเกอร์
• ทำให้ประชาชน ที่เป็นพลังเงียบ ยกระดับเป็นผู้ปฏิบัติการ กระจายสื่อ สติ๊กเกอร์ คนเหล่านี้ จะใช้สติ๊กเกอร์เป็นสื่อในการพูดคุยกับคนที่เขาไปแจก และสร้างเครือข่ายขนาดเล็กขึ้น
• มีการติดต่อเพื่อขอสติ๊กเกอร์เพิ่มขึ้น เป็นครั้งที่สอง หลังจากประสบความสำเร็จในครั้งแรก
การยกระดับ
• ได้เพิ่มสื่ออีกชิ้นคือ เสื้อเบื่อม็อบฯ ซึ่งจะรณรงค์ให้ประชาชนสวมใส่ ตอนนี้อยู่ในระยะเริ่มต้น
• การรวมกลุ่มอาสาสมัครที่ไปร่วมกิจกรรม เริ่มมีการประชุมพูดคุย มีส่วนร่วมและวางแผนกิจกรรมกันมากขึ้น
เป้าหมาย
• ในเชิงปริมาณ ต้องการผลิตสติ๊กเกอร์ให้ได้ 1 ล้านใบ โดยอาจจะมีคนอื่นที่มีศักยภาพนำไอเดียนี้ไปทำแทน เพราะเราเองคงไม่มีปัญญา แต่จะทำให้ได้สองแสนใบ ซึ่งเป็นระดับที่จะทำให้เกิดการแพร่กระจาย
• ในเชิงคุณภาพ การปรากฏตัวของ ประชาชน ที่แสดงออก โดยใช้คำว่า “เบื่อม็อบพันธมิตร” จะทำให้การผูกขาดของภาคประชาชนของพันธมิตรฯ หมดไป
ปัญหาและอุปสรรค
• ทีมงานน้อย คนไม่พอ ทำให้การจัดส่งสติ๊กเกอร์ล่าช้า และเป็นภาระต่อผู้รับผิดชอบมากไป หากใครปิดเทอมหรือว่าง ช่วยติดต่อมาเป็นอาสาสมัครด้วย
• ปริมาณสติ๊กเกอร์ มีไม่เพียงพอต่อการร้องขอทีละจำนวนมากๆ โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ที่มีความต้องการมหาศาล ส่งไปเท่าไรก็หมดในเวลาอันรวดเร็ว
• ขาดทีมงานออกแจกสติ๊กเกอร์รายวัน ตามชุมชน และพื้นที่ต่างๆ รอบกรุงเทพฯ เพราะคนที่ไม่ได้เข้าเวบ ย่อมไม่ทราบว่ามีกิจกรรมนี้ หรือไม่ทราบว่าจะหาจากที่ไหน
• ถูกระงับการใช้หลังไมค์ในเว็บบางเว็บบอร์ด
• คนไม่กล้าติดสติ๊กเกอร์ไว้หลังรถ เพราะกลัวจะถูกกรีดรถ และ เป็นการเผชิญหน้ากับคนรู้จักที่สนับสนุนพันธมิตรฯ
• ตอนนี้ เหลือสติ๊กเกอร์อยู่เพียงหมื่นใบ ซึ่งคาดว่าจะหมดภายในไม่กี่วัน และขอความสนับสนุนให้ช่วยจัดพิมพ์เพิ่มด้วย
นี่คือสรุปรายงานกิจกรรมที่กลุ่ม nocoup ได้รณรงค์มาตลอดเดือนกว่าที่ผ่านมา

ขณะที่ม็อบพันธมารยังคงปลุกระดมหลอกคนมาเป็นเครื่องมือ และสร้างสถานการณ์ปั่นป่วนบุกยึดรัฐสภา ทั้งยังฆ่าตำรวจ ทำคาร์บอมบ์ โดยต้องการล้มระบอบประชาธิปไตย ปลุกระดมคนมาเป็นเครื่องสนองตัณหาของพวกตน

ถึงเวลาแล้ว ที่พลังเงียบต้องออกมาแสดงท่าทีคัดค้านพันธมารโดยสงบ และต่อต้านการทำรัฐประหารที่อาจจะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้!


โดนแล้ว!บินไทยตั้งกก.สอบกัปตัน จักรี พงศ์ศิริ ไม่ให้สส.พปช.ขึ้นเครื่อง


หลังกัปตันการบินไทย ไม่ยอมให้นางฟาริดา สุไลมาน ส.ส.พรรคพลังประชาชน จ.สุรินทร์ ขึ้นเครื่องบินเที่ยวบินกรุงเทพฯ-ขอนแก่น เมื่อช่วงเช้า บนเวทีพันธมิตร ยังแจ้งด้วยว่า นายไชยา พรหมมา ส.ส.หนองบัวลำภู พรรคพลังประชาชน และนางนางชมพู จันทาทอง ส.ส.หนองคาย ก็ถูกเจ้าหน้าที่การบินไทยห้ามไม่ให้ขึ้นเครื่องบินด้วย

เรืออากาศโท นรหัช พลอยใหญ่ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายปฏิบัติการ เปิดแถลงข่าว ขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมยืนยัน ว่า การบินไทย พร้อมจะให้บริการกับประชาชนทุกอย่างเท่าเทียม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถือเป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลและเรื่องส่วนตัว หลังเกิดเหตุ ได้เรียกตัว กัปตัน จักรี พงศ์ศิริ คู่กรณีกับ สส.ฟารีดา เพื่อสอบสวนข้อเท็จจริงแล้ว ส่วนกัปตันที่เหลืออยู่ระหว่างตรวจสอบว่า เป็นบุคคลใด

ด้านเรืออากาศโท มนตรี จำเรียง รองผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคลและบริหารทั่วไป เปิดเผยว่า หากผลการสอบสวนพบว่า มีความผิดจริง ก็จะลงโทษทางวินัย ตั้งแต่เบาที่สุด คือ การตักเตือนและตัดเงินเดือน ขณะที่โทษสูงสุด คือ ไล่ออก

สำหรับเหตุการณ์ครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณหกนาฬิกาสิบห้านาที เที่ยวบินที่ TG1040 ของบริษัทการบินไทยจากท่าอากาศยานดอนเมือง มุ่งตรงไปยังท่าอากาศยาน จ.ขอนแก่น กัปตันของเครื่องบินได้ปิดประตูเครื่องบินปฏิเสธรับ ส.ส.ของพรรคพลังประชาชนขึ้นเครื่อง พร้อมกับประกาศให้ทราบว่า “เที่ยวบินนี้ไม่รับทรราช เที่ยวบินนี้ไม่รับ ส.ส.พลังประชาชนและนักการเมืองที่ทำร้ายประชาชนขึ้นเครื่อง ผมจะไม่รับพวกคุณขึ้นเครื่องตลอดชีวิต”

นายกฯ เยี่ยมพันธมิตรฯ บาดเจ็บ ยันดูแลทุกคนให้ทั่วถึง


นายกรัฐมนตรี เยี่ยมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เมื่อวานนี้ พร้อมแสดงความเสียใจและไม่อยากให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น พร้อมยืนยันจะดูแลทุกคนให้ทั่วถึง เพราะเป็นคนไทยเหมือนกัน

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หลังจากที่เดินทางเข้าเยี่ยมตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ปะทะกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่โรงพยาบาลตำรวจแล้ว นายกรัฐมนตรีได้เดินทางต่อมายังโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เพื่อเยี่ยมผู้ที่ได้รับบาดเจ็บของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่นอนพักรักษาตัวอยู่หลายราย โดยนายกรัฐมนตรีได้นำกระเช้าดอกไม้เข้าเยี่ยม

พร้อมกล่าวแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้บาดเจ็บ ซึ่งหนึ่งในนี้ มีนายสุชล สุขพิทักษ์ อายุ 50 ปี เป็นคนขับรถของกลุ่มพันธมิตรฯ และเป็นชาวจังหวัดนราธิวาส โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวเป็นภาษาใต้ว่า ไม่อยากให้เกิดสถานการณ์แบบนี้ และไม่อยากให้มีใครบาดเจ็บหรือแบ่งแยกว่าใครเป็นใคร อยากให้ทุกคนเข้าใจกัน เพราะบรรยากาศเช่นนี้ ทำให้เสียเวลาทำงาน ซึ่งในที่สุดแล้วทุกคนก็เป็นคนไทยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นคนขับรถหรือว่าเป็นนายกรัฐมนตรีก็เท่ากัน และยืนยันว่าจะดูแลให้อย่างทั่วถึง โอกาสนี้ทั้งสองยังแลกกันดูพระที่นับถือกันด้วย

ขณะที่นายนเรศ พงษ์พานิช อายุ 35 ปี และนายวรรณชนะ จั่นสำอาง อายุ 19 ปี ผู้ได้รับบาดเจ็บ บอกว่า ไม่อยากให้ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา แต่ก็รู้สึกดีใจที่นายกรัฐมนตรีเดินทางมาเยี่ยมในครั้งนี้

กบฎพันธมิตรฯ ทำตัวเหนือกฏหมาย ยึดรถเมล์ขสมก.สาย 23


กบฎพันธมิตรฯ เหิมเกริ่ม ใหญ่คับบ้านคับเมืองไม่สนใจกฏหมาย ยึดรถเมล์ขสมก.สาย 23 ไล่ผู้โดยสารและคนขับรถลงทั้งหมดก่อนขับไปจอดไว้ที่ เชิงสะพานอรทัยซึ่งเป็นซุ้มประตูตรวจคนเข้าออก ภายในทำเนียบรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 19.00 น. ที่บริเวณสะพานนางเลิ้ง มีกลุ่มชายฉกรรจ์การ์ดพันธมิตรกว่า 10 คนโดยใช้ผ้าสีดำปิดหน้าพร้อมอาวุธไม้เบสบอล ไม้ตีกอล์ฟและกระบองไม้ได้เข้าไปบุกยึดรถเมล์สาย 23 ที่จอดรับผู้โดยสาร บริเวณถนนนางเลิ้ง พร้อมไล่ผู้โดยสารและคนขับรถลงทั้งหมดก่อนจะขับรถเมล์คันดังกล่าวไปจอดไว้ที่ เชิงสะพานอรทัยซึ่งเป็นซุ้มประตูตรวจคนเข้าออก ภายในทำเนียบรัฐบาล ขณะที่คนขับรถพยายามต่อรองขอรถคืน แต่กลุ่มพันธมิตรไม่ยอม

ล่าสุดคนขับรถและกระเป๋ารถเมล์ได้เดินทางไปแจ้งความ ที่สน.นางเลิ้งแล้ว และเมื่อเวลา 19.30 น. ขสมก.ได้มีการส่งนายตรวจจำนวน 2 นาย มาสังเกตการณ์บริเวณเชิงสะพานนางเลิ้ง และเตรียมไปต่อรองกับพันธมิตร โดยเตรียมประสานกับแกนนำเพื่อขอรถเมล์คันดังกล่าวกลับคืน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนหน้านี้ทางกลุ่มมีการยึดรถเมล์สาย 99 วิ่งจากราม-เทเวศร์มาจอดเป็นแนวกั้นเชิงสะพานอรทัย สองวันแต่หลังจากยึดรถเมล์สาย 23 ได้แล้วก็บยอมปล่อยรถเมล์สาย 99 ออกไป ซึ่งหลังจากที่รถเมล์สาย 23 ถูกยึด ขสมก.ก็ได้เปลี่ยนเส้นทางรถเมล์สาย 23 จากเดิมวิ่งจากสำโรงผ่านถนนเพชรบุตัดใหม่ เข้าถนนนางเลิ้งออกเทเวศร์ ล่าสุด 19.30 น.มีการเปลี่ยนวิ่งจากสำโรงเข้าถ.เพชรบุและตัดเข้าถ.หลานหลวงไปอกเทเวศร์ แทน


การบินไทยเอากับเขาด้วย.....โดย Albatross


การบินไทยเอากับเขาด้วย

จักรี จงศิริ

โดย.....Albatross

8 ตุลาคม 2551

ผมเพิ่งรู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อนว่านักบินมีอภิสิทธิ์ปฏิเสธผู้โดยสารที่มีความสมบูรณ์พร้อมที่จะทำการบินได้ทั้งร่างกายและจิตใจด้วย มันเกิดอะไรกันขึ้นกับบ้านเมืองนี้ แม้แต่นักบินสายการบินที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นอาชีพที่ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองโดยจรรยาบรรณอย่างแท้จริง กลับแสดงอาการรังเกียจสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเลือกเขามาแต่ตัวเองไม่ถูกชะตาได้ถึงเพียงนี้

คุณไม่รู้เลยหรือว่าสิ่งที่คุณทำสามารถทำให้คุณ loss license ได้ตามกฎการบินสากล (ICAO) และกฎการบินของกรมขนส่งทางอากาศ กระทรวงคมนาคมของไทย

คุณไม่รู้เลยหรือว่าพฤติกรรมของคุณในครั้งนี้แสดงออกถึงความบกพร่องทางอารมณ์อย่างรุนแรงซึ่งเป็นคุณสมบัติอันต้องห้ามตามกฎของสถาบันเวชศาสตร์การบิน กรมแพทย์ทหารอากาศ และ ICAO อันเป็นเหตุให้คุณต้อง loss license ด้วยเช่นกัน

คุณไม่รู้เลยหรือว่าบริษัทของคุณถูกถือหุ้นโดยกระทรวงการคลัง ซึ่งก็หมายถึงคุณอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลในทางปฏิบัติ คุณจึงเป็นสายการบินเดียวของประเทศไทยที่ต้องยอมให้ สส.ร่วมเดินทางไปด้วย โดย สส.ไม่ต้องจ่ายเงินก่อน(เก็บจากรัฐบาลทีหลัง) ถ้ากระทรวงการคลังถอนหุ้นออกหมดคุณคิดว่าคุณจะได้รับเงินเดือนจากใครเพราะทุกวันนี้การบินไทยต้องกู้เงินเขามาจ่ายเงินเดือนให้คุณ คุณไม่รู้เลยหรือ

“คุณกำลังทุบหม้อข้าวตัวเองนะกัปตัน”

กฎและจรรยาบรรณความเป็นนักบินไม่มีข้อไหนอนุญาตให้คุณทำอย่างที่ว่าได้ ถ้าแยกแยะอารมณ์กับความถูกต้องไม่ได้คุณก็หมดคุณสมบัติความเป็นนักบินไปแล้วโดยสมบูรณ์ เพียงแค่รอคำตัดสินจากผู้เกี่ยวข้องอย่างเป็นทางการเท่านั้น งานนี้คุณจะรอด loss license ได้ มีหนทางเดียวเท่านั้นคือ การบินไทยต้องไม่ส่งรายงานเรื่องนี้ต่อกรมขนส่งทางอากาศและเวชศาสตร์การบินเท่านั้น

ไม่น่าเชื่อว่ากัปตันท่านนี้จะไร้ซึ่งวุฒิภาวะทางอารมณ์ได้มากมายขนาดนี้ ขอให้โชคดีหลุดพ้นจากการสอบสวนก็แล้วกัน ใครจะขึ้นเครื่องการบินไทยก็จงจำชื่อกัปตันคนนี้ไว้ให้แม่นเพราะท่านมีสิทธิ์อันชอบธรรมที่จะปฏิเสธการเดินทางกับกัปตันท่านนี้ได้ซึ่งถ้ามีมากพอการบินไทยต้องเปลี่ยนนักบินให้ท่านใหม่ แต่ถ้าคุณยอมรับที่จะเดินทางโดยเสี่ยงฝากชีวิตไว้กับคนๆ นี้ ก็ขอให้โชคดีและปลอดภัยจนถึงปลายทางครับ

จาก thaifreenews

Wednesday, October 8, 2008

พันธมิตร ขับรถชนตำรวจ (ภาพจริงๆ)


พันธมิตร ขับรถชนตำรวจ (ภาพจริงๆ) - ดูวิดีโอทั้งหมด กดที่นี่

ไขปริศนาแก๊สน้ำตาไม่ทำให้คนขาขาด


ไขปริศนาแก๊สน้ำตาไม่ทำให้คนขาขาด - ดูวิดีโอทั้งหมด กดที่นี่

การจลาจลของพันธมิตร เมื่อวานนี้ ไม่ได้นำไปสู่ จุดมุ่งหมายอะไรเลย แต่ทำให้คนจำนวนมากตาสว่าง


บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

สถานการณ์ของเช้าวันที่ 8 ตุลาคม 2551 หลังจากการพยายามก่อจลาจลสร้างสถานการณ์ของ พธม. เพื่อขัดขวางไม่ให้รัฐบาลแถลงนโยบายได้ ก็ถือว่าล้มเหลวในทางยุทธศาสตร์อย่างสิ้นเชิงครับ ล้มเหลวตั้งแต่เวลา 11.00 น. เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ทันทีที่นายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ขึ้นแถลงนโยบายได้ กระบวนการตามรัฐธรรมนูญก็ครบตามขั้นตอนทันที ไม่ว่าจะแถลงยาวแถลงสั้น มันก็ครบกระบวนการการแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้ว การจลาจลหลังจากนั้นของ พธม. เป็นเพียงแค่สถานการณ์ต่อเนื่องเท่านั้น และไม่ได้นำพา พธม. ให้บรรลุเป้าหมายอะไรเลย

เมื่อวานนี้ภารกิจและหน้าที่สำคัญของตำรวจในทางรุกมีเพียงแค่ “การเปิดทางเข้าสู่อาคารรัฐสภา” และ การอารักขาให้ ผู้แทนของปวงชนชาวไทยทั้งประเทศออกมาจากอาคารแห่งนั้นได้อย่างปลอดภัยเท่านั้นครับ ภารกิจการปะทะกันหลังจากนั้นของตำรวจ กับม็อบ พธม. เป็นแต่เพียงภารกิจ “การป้องกัน” สถานที่ตั้งของตน ให้พ้นจากการโจมตีของ ม็อบ พันธมิตรเท่านั้น เช่น การป้องกันรัฐสภา และ และ กองบัญชาการตำรวจนครบาล การใช้แก้สน้ำตาหลังจากนั้น เป็นแต่เพียง ขับไล่ให้ ม็อบ พธม. ออกไปจากการโจมตี ที่ทำการของ บชน. เท่านั้น

ผู้ที่บาดเจ็บล้มตายของ พธม. นั้น ผมไม่เชื่อว่าจะเกิดจากฝีมือเจ้าหน้าที่ตำรวจแต่อย่างใด ภาพที่เห็นในทีวีต่างๆ มีแต่เจ้าหน้าที่ตำรวจยิงแก้สน้ำตา และมีแค่ โล่เป็นเป็นอุปกรณ์เพียงชนิดเดียวเท่านั้น ภาพที่เห็นทางทีวี ก็มีแต่ภาพ พธม. ขับรถชนตำรวจและถอยกลับมาเหยียบซ้ำ คนขาขาดต่างๆ คาดว่าเกิดจากระเบิด ซึ่งผมเชื่อว่าไม่ได้มาจากตำรวจ แต่มาจากมือที่หนึ่ง (ไม่ใช่มือที่สาม) ในกลุ่มพันธมิตร ที่มีผู้เชี่ยวชาญในเรื่องนี้จำนวนมาก

คนที่ตายเมื่อวาน และบาดเจ็บเมื่อวานคือ ตายฟรี เจ็บฟรี ไม่มีใครเป็นวีรบุรุษ วีรสตรี มีแต่ม็อบก่อความไม่สงบให้กับบ้านเมือง

ผลสำเร็จในทางการเมืองของ พธม.ครั้งนี้ ผมว่าได้บรรลุเป้าหมายอะไรทั้งสิ้น นายกฯสมชาย คงไม่ลาออก และไม่ยุบสภาแน่นอน ทหารก็ไม่ทำรัฐประหาร การสร้างสถานการณ์เพื่อเรียกร้องความเห็นใจจากประชาชน ผมว่ามันไม่ได้ผลอย่างแน่นอน สังคมไทยเลยจุดนั้นมานานแล้ว ประชาชนเลือกข้างแบ่งฝ่ายหมดแล้ว

การออกมาแถลงการณ์ประณามของ สว. สรรหาทั้งหลายที่เป็นกาฝากประชาธิปไตย ซากเดนของพวกเผด็จการอำมาตยาธิปไตย ก็ไม่มีมีผลอะไรต่อสังคมทั้งสิ้น เพราะคนส่วนใหญ่ก็รู้ว่าพวกนี้อยู่ข้างใคร

เหตุการณ์จลาจลย่อยๆ เมื่อวานนี้ ไม่ได้เป็นเรื่องวิกฤติของประเทศแต่อย่างใด พื้นที่เกิดเหตุก็จำกัดอยู่แค่บริเวณไม่ถึง 200 ไร่ สถานการณ์แบบนี้ในทางมาตรฐานสากลแล้วถือเป็นเรื่องปกติ ที่มีการปฏิบัติกันเป็นประจำหากมีม็อบบุกรุกสถานที่สาธารณะ ก็จะมีการใช้กำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจปราบจลาจลเข้าสลาย

สิ่งที่ชัดเจนเมื่อวานนี้คือ “มีบางคนเปิดตัวอย่างล่อนจ้อน” แล้วว่า เป็น Mastermind ให้กลุ่ม พธม. จากที่แค่สงสัย กระซิบกระซาบกันอยู่ในหมู่คนที่คุ้นเคยกันเท่านั้น ตอนนี้มันสว่างแจ้งแดงแจ๋เลย หลายๆ คนคุยกับผมว่า เขากล้ามากที่เปิดเผยตัวเองถึงขนาดนั้น ผมคิดว่า คนเหล่านี้ไม่ได้ฉลาดมากมายอะไร และไม่มีเคยรู้ว่าโลกมันเปลี่ยนแปลงไปเป็นยุคดิจิตอลแล้ว ยังคงคิดว่าประชาชนประเทศนี้งี่เง้า หลอกได้อยู่ร่ำไป

เมื่อเลือกข้างชัดเจนอย่างนี้ ผลที่ตามมาคือ ประชาชนอีกครึ่งหนึ่ง ก็กลายเป็นศัตรูทันที แม้ไม่สามารถแสดงออกได้ แต่ในใจ คงสิ้นความศรัทธาและเคารพนับถือไปนานแล้ว จะออกมาพูดอะไร ก็ไม่สามารถชี้นำสังคมได้อีกต่อไปแล้ว

ผมว่า พธม. นั้นมาถึงทางตันแล้วครับ เพราะการปลุกม็อบนั้น โดยธรรมชาติ มันไม่มีทางล้มรัฐบาลได้ แต่ในสมัยยุค พฤษภาทมิฬ หรือ 14 ตุลาคม 2516 นั้น รัฐบาลล้มเพราะมีอำนาจอย่างอื่นเข้ามาบีบ และรัฐบาลเหล่านั้นเป็นรัฐบาลทหาร ทำให้ความชอบธรรมไม่มี แต่รัฐบาลของพรรคพลังประชาชน เป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ มีความชอบธรรมในสายตาของประชาชน และมีความชอบธรรมในระดับนานาชาติ

การปลุกม็อบต่อให้ได้คนมากกว่านี้ก็ไม่มีผลอะไรมากมายนัก แต่เมื่อวานนี้ พธม. ปลุกคนได้น้อยกว่าปกติ การที่ทหารจะใช้สาเหตุนี้ เพื่อทำรัฐประหาร ก็ไม่ได้สร้างความชอบธรรมให้ทหารแต่อย่างใด และรัฐบาลรัฐประหารก็จะไม่ได้รับการยอมรับ และล้มเหลวเหมือน คมช. ดังนั้น ยุทธศาสตร์ของม็อบ พธม. จึงเป็นยุทธศาสตร์ที่เป็นทางตันโดยสิ้นเชิง

ตอนนี้ พล.ต. จำลอง ศรีเมือง โดนจับ พธม. ปล่อยไม้ตายเต็มที่เมื่อวานนี้ ก็ไม่ได้สร้างผลกระทบมากมาย และทำให้ตำรวจมั่นใจว่าสามารถคุมสถานการณ์ได้มากขึ้น สถานการณ์ไม่บานปลายมากนัก ดังนั้น การจับแกนนำ พธม. น่าจะทำให้ตำรวจ และรัฐบาลสามารถประเมินได้แล้วว่า สามารถควบคุมสถานการณ์ได้

ตอนนี้ม็อบ พธม. มีแต่จะโดนสลายไปครับ แต่ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนแต่อย่างใด

เมื่อจำลองโดนจับ การควบคุม สาวกสันติอโศก ก็ไม่หนักแน่นเหมือนเดิม และในที่สุด สันติอโศกก็จะหมดความฮึกเหิม หรือถอนตัวออกไป แม้ว่าจะไม่ถอนตัวทันที แต่ก็จะค่อยๆ ลดบทบาทลงไป เหลือแต่ม็อบอื่นๆ ที่ไม่มีความมั่นคงมากแต่อย่างใด

ดังนั้น ตอนนี้ ผมว่ารัฐบาลจะกลับมาเป็นฝ่ายรุกอย่างช้าๆ

นายกฯสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นั้นมีบุคลิกภาพที่ไม่ชัดเจน และคลุมเครือ การให้สัมภาษณ์ต่างๆ ก็คลุมเครือ ทำให้นักข่าวไล่ต้อนไมได้เต็มที่นัก เมื่อไล่ต้อน ผมก็เห็นนายกฯ สมชายทำเป็นไม่ได้ยิน หรือไม่ตอบตอบก็คลุมเครือ

ผมคิดว่าในสถานการณ์ ที่คลุมเครือทางการเมืองเช่นนี้ การที่มีนายกฯแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน ทำให้ฝ่ายตรงข้ามไม่สามารถประเมินได้ว่า จะเอาอย่างไรก็แน่ เมื่อประเมินไม่ถูกการต่อต้านก็ทำไม่ถูกเหมือนกัน

แม้ว่านายกฯสมชายพูดจาคลุมเครือ แต่การกระทำนั้นไม่คลุมเครือ แบบพูดไม่รู้เรื่องแต่ต่อยหนัก

ผมไม่คิดว่าบุคลิกหงิมๆ อย่างนี้ จะกล้าสลายม็อบ แต่ม็อบ พธม. ก็โดนสลายในยุค นายกฯสมชาย และไม่เห็นว่าจะมีสื่อหรือใคร ด่า นายกฯสมชายมากมายแต่อย่างใด

ยุคแห่งความคลุมเครือ ก็ต้องเอาคนที่คลุมเครือ แต่การกระทำชัดเจน เข้ามาสู้

จาก thaifreenews