WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, October 9, 2008

ยั่วไม่ขึ้นเลยต้องด่า!

ในอารมณ์ที่เตลิดเปิดเปิง ความคิดกระเจิดกระเจิงกันไป

ถึงขั้นที่กัปตันการบินไทยอารมณ์ค้าง ดักขวางงวงช้าง ปฏิเสธไม่รับนางฟาริดา สุไลมาน ส.ส.สุรินทร์ เขต 1 พรรคพลังประชาชน ขึ้นเครื่องเที่ยวบินที่ TG 1040 จากกรุงเทพฯ ไปยังท่าอากาศยานจังหวัดขอนแก่น โดยประกาศชัดๆเลยว่า

เที่ยวบินนี้ไม่รับ ส.ส.พลังประชาชน และนักการเมืองที่ทำร้ายประชาชน

เหตุการณ์ทำนองเดียวกันยังเกิดกับนายไชยา พรหมา ส.ส.หนองบัวลำภู และนางชมพู จันทาทอง ส.ส.หนองคาย เขต 1 พรรคพลังประชาชน ที่จะเดินทางขึ้นเครื่องบินเที่ยวบินที่ทีจี 1002 ดอนเมือง-อุดรธานี ก็ถูกกัปตันปฏิเสธ ไม่รับขึ้นเครื่องบินเช่นกัน

งานนี้เล่นหักดิบแรงๆเลย

การเมืองเรื่องม็อบลามป่วนถึงบนเครื่องบิน ไม่เว้นแม้กระทั่งโรงพยาบาล จากการอ้างของ นพ. สุเทพ กลชาญวิทย์ แพทย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า คณะแพทย์จากโรงพยาบาลจุฬาฯ ได้งดตรวจและรักษาเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ปะทะกับกลุ่มม็อบพันธมิตรฯ

เป็นหนึ่งในมาตรการทางสังคม เพื่อต้องการสะท้อนให้เห็นว่า แพทย์และพยาบาลไม่เห็นด้วยกับการกระทำที่รุนแรงเกินเหตุของผู้บริหารประเทศและเจ้าหน้าที่ตำรวจ

แต่ล่าสุด นพ.ธีรพงศ์ เจริญวิทย์ รักษาการ ผอ.โรงพยาบาลจุฬาฯ ยืนยันว่า ทางโรงพยาบาลจุฬาฯ ให้การตรวจรักษาเจ้าหน้าที่ตำรวจตามปกติ ไม่มีการเลือกปฏิบัติ การที่มีผู้ให้ข่าวว่าจะไม่รักษาตำรวจ คงเป็นความเห็นส่วนตัวของแพทย์บางคนเท่านั้น

โดยเชื้อปะทุวันแตกหัก “7 ตุลาฯอาถรรพณ์” สังเวยความขัดแย้งทางการเมืองด้วยเลือดและชีวิต ร่องรอยของความแตกแยกลามไปทั่ว แนวร่วมฝักใฝ่ม็อบพันธมิตรฯโชว์อิทธิฤทธิ์ตบหน้าสั่งสอนเครือข่ายรัฐบาล

เปิดหน้าเลือกข้าง ไม่ต้องกั๊กเก็บอาการกันอีกต่อไป

และก็เป็นอะไรที่หนีไม่ออก จำนนต่อภาพสยองที่ปรากฏบนหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ ผู้ชุมนุมขาขาด แขนขาด เลือดทะลักนองถนน โดยมีหน่วยปราบจลาจลถือปืนยิงแก๊สน้ำตาเล็งเป้าเข้าใส่ตัวคน

รังแกประชาชนที่ไม่มีอาวุธ

ตำรวจตกเป็นจำเลยสังคมในฐานะผู้ลงมือ ส่วนรัฐบาลโดนข้อหาบงการ

แต่ก็แก้ลำกันทันควัน ล่าสุด พ.ต.อ.สมชาย เชยกลิ่น ผกก.สน.ดุสิต เปิดเผยความคืบหน้ากรณีพบศพนิรนามข้างรถจี๊ปเชโรกี สีขาว ทะเบียน พต 4755 กรุงเทพมหานคร ที่เกิดระเบิดปริศนา บริเวณหน้าพรรคชาติไทย ช่วงม็อบกำลังชุลมุน จากการตรวจสอบผลการชันสูตรศพ พบว่าผู้ตายคือ พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี อดีตสารวัตรปราบปรามในจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ผันตัวเองมาเป็นแกนนำม็อบพันธมิตรฯสายศรีสะเกษ

และเป็นน้องเขยของนายการุณ ใสงาม แกนนำม็อบพันธมิตรฯ

เหมือนตั้งใจปล่อยคำถาม ตำรวจฝ่ายเดียวหรือเปล่าที่เล่นแรงนอกเกม

ที่แน่ๆเกมยุปฏิวัติยั่วไม่ขึ้น

สะท้อนจากอารมณ์เดือดดาลของแกนนำม็อบพันธมิตรฯขึ้นเวทีด่า “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ที่ไปยืนอยู่ข้างหลังนายกฯสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ช่วงแถลงข่าวที่กองบัญชาการกองทัพไทย ประทับความชอบธรรมให้ฝั˜งรัฐบาล แทนที่จะอยู่ข้างม็อบประชาชน

เหน็บแรงๆ ทหารไม่ควรหวังเพียงลาภยศ และเงินจากการซื้ออาวุธเท่านั้น

โดยเป้าถล่มของแกนนำม็อบพันธมิตรฯ เบนกระบอกปืนใหญ่เข้าใส่ ผู้บัญชาการทหารบก ขัดใจกับบท “นิ่ง” ไม่ขับรถถังออกมาซะที

แต่คิวนี้ก็เครียดแทน “บิ๊กป๊อก” กับหลายคำถาม “วัดใจ”

ที่แน่ๆกับโจทย์ข้อใหญ่ ถ้ารัฐประหารยึดอำนาจแล้วจะให้ใครกุมบังเหียนรัฐบาล ในเมื่อตัวอย่างก็เพิ่งมีให้เห็นหยกๆ กับผลงาน “ปฏิวัติปราสาททราย” ของ “บิ๊กบัง” พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ

ปล่อย “รัฐบาลฤาษีเลี้ยงเต่า” โดนด่าเช้าด่าเย็น

แล้วยิ่งในสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ได้รับแรงกระแทกจากวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ของสหรัฐอเมริกา ตลาดหุ้นทั่วโลกกำลังร่วงระนาว ประเทศไทยยังลูกผีลูกคน หุ้นดำดิ่งลงเหลือต่ำกว่า 500 จุด

เผาหลอก รอวันเผาจริง

และก็เป็นอะไรที่รู้กันอยู่แก่ใจ ปฏิวัติไล่รัฐบาล “สมชาย” ไป วิกฤติความแตกแยกของคนไทยก็ยังคงแตกเป็นเสี่ยง เครือข่ายพันธมิตรฯสลับไปนั่งเป็นฝ่ายถืออำนาจ ม็อบคนรัก “ทักษิณ” ก็ต้องออกมาอาละวาด

เล่นกันแบบทีกูทีมึง

ที่แน่ๆอิทธิฤทธิ์ของ “ทักษิณ ชินวัตร” ก็แสดงให้เห็นแล้วในสมัยรัฐบาลทายาท คมช. จากการเล่นบทโฉบไปโฉบมา เผลอก็เปิดเกมถล่มเหล่าอำมาตยาธิปไตย ประจานกลเกมอำนาจที่ซ่อนอยู่ในประเทศไทย

โดยมีเพื่อนฝรั่งต่างชาติถือหางซะด้วย.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน


นัดฟังคำสั่งเพิกถอนหมายจับ 9 ต.ค.

เมื่อวันที่ 8 ต.ค. ที่ศาลอาญา ศาลมีคำสั่งนัดคู่ความฟังคำสั่งอุทธรณ์ ที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายพิภพ ธงไชย นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงาน นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ นายอมร อมรรัตนานนท์ และนายเทิดภูมิ ใจดี แนวร่วมพันธมิตรฯ ผู้ต้องหาที่ 1-9 ในข้อหากบฏ และข้อหาอื่นรวม 5 ข้อ ยื่นอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนหมายจับ ในวันที่ 9 ต.ค. เวลา 10.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดี 714

โดย นายณฐพร โตประยูร ทนายความ 9 พันธมิตรฯ กล่าวว่า ในการฟังคำสั่งดังกล่าว พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ผู้ต้องหาที่ 1 และนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ผู้ต้องหาที่ 7 ที่ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไม่จำเป็นต้องเบิกตัวมาฟังคำสั่ง โดยทีมทนายความจะเข้าฟังเอง

ระเบิดป้อมสัญญาณจราจรใกล้ ศธ.

กทม. 8 ต.ค.- เกิดเหตุระเบิดป้อมสัญญาณจราจรใกล้กระทรวงศึกษาธิการ ด้าน ขสมก. ประกาศงดวิ่งรถกะกลางคืนสายที่ผ่านบริเวณที่ชุมนุมพันธมิตรฯ หลังรถเมล์สาย 23 ถูกยึดมาจอดใกล้สถานที่ชุมนุม

ด้านกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยประกาศบนเวทีว่าระบุไม่เกี่ยวข้องกับเหตุที่มีกลุ่มอ้างตัวและยึดรถเมล์ ขสมก.ครีม-แดง สาย 23 ก่อนนำมาจอดไว้ที่สะพานอรทัย ใกล้ทำเนียบรัฐบาล เมื่อช่วงค่ำที่ผ่านมา ทำให้ ขสมก. ประกาศหยุดเดินรถสายที่ผ่านบริเวณที่ชุมนุมพันธมิตรฯ กะกลางคืนตั้งแต่ 23.00-03.00 น. เพื่อความปลอดภัย และจะวิ่งอีกทีหลัง 03.00 น.ของวันที่ 9 ต.ค.ส่งผลมีประชาชนที่ต้องการใช้บริการช่วงกลางคืนตกค้าง ร้อง ขสมก. ทบทวน เพราะถ้าไมมีรถเมล์ก็ต้องใช้บริการรถแท็กซี่ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก .

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-10-08 23:19:18



รัฐบาลยันเดินหน้าเจรจาพันธมิตรฯ อย่างสันติวิธี

ดอนเมือง 8 ต.ค.-โฆษกรัฐบาล ระบุนายกรัฐมนตรีเสียใจเหตุสลายการชุมนุม โต้ฝ่ายค้าน รัฐไม่ได้ข้ามกองเลือดแถลงนโยบายเพื่อหวังผลทางการเมือง ย้ำเดินหน้าเจรจาพันธมิตรฯ อย่างสันติวิธี

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลสลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย วานนี้ (8 ต.ค.) ว่า นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่มีใครต้องการให้เกิดเหตุรุนแรงระหว่างคนไทยที่มีความคิดแตกต่าง รัฐบาลไม่มีแนวคิดใช้กำลังสลายการชุมนุม ซึ่งถือเป็นนโยบายที่ตรงกันระหว่างรัฐบาลปัจจุบันและรัฐบาลชุดที่ผ่านมา

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า การใช้แก๊สน้ำตาของเจ้าหน้าที่ถือเป็นปฏิบัติการสากล รัฐบาลเพียงต้องการเปิดทางให้รัฐมนตรี ส.ส. และ ส.ว.สามารถเข้าร่วมประชุมรัฐสภา เพื่อแถลงนโยบายรัฐบาลตามกรอบเวลาที่กฎหมายกำหนด เพราะหากไม่มีการแถลงนโยบาย รัฐบาลไม่สามารถทำงานได้ และขอให้สังคมพิจารณาว่าเรื่องที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะการชุมนุมเป็นไปอย่างสันติ อหิงสา หรือไม่ ขอย้ำว่ารัฐบาลไม่ได้เป็นผู้กระทำให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บจนถึงขั้นเสียชีวิต หรือขาขาด” นายณัฐวุฒิ กล่าว

ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านวิจารณ์ว่า การแถลงนโยบายของรัฐบาลโหดเหี้ยม ข้ามกองเลือดเข้าไปแถลงนโยบายนั้น นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า คงไม่มีรัฐบาลชุดไหนทำเช่นนั้นได้ เพียงเพื่อต้องการรักษาอำนาจของตนเอง หรือหาประโยชน์ทางการเมืองจากกองเลือด ทั้งนี้ ขอเรียกร้องทุกฝ่ายหาทางออกร่วมกันด้วยสันติวิธี อย่าใช้ความรุนแรง รัฐบาลจะยังคงพยายามทำความเข้าใจและเจรจากับกลุ่มพันธมิตรฯ ด้วยสันติวิธี.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-10-08 18:09:47


ไชยวัฒน์ & จำลอง

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

ใครจะตำหนิผมว่าอย่างไรก็ช่าง แต่ต้องสารภาพตามตรงว่ายินดีปรีดาเป็นที่สุด ที่เห็น นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ในชุดนักโทษใส่กุญแจมือ ทำหน้าบูดเบี้ยว ถูกคุมตัวไปขึ้นศาล และที่สุดศาลยังยกคำร้องขอให้ปล่อยตัว ตามที่ตะแบงว่าการจับกุมและคุมขังเป็นไปโดยมิชอบ

กรณีของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่ขออำนาจฝากขังต่ออีก 12 วันก็เช่นกัน สร้างความสุขใจให้ผมเป็นอย่างยิ่ง แม้ว่าจะยังไม่ถึงขีดสุด เพราะยังไม่เห็นกุญแจมือ และยังไม่เห็นการเปลี่ยนชุดจากเสื้อม่อฮ่อมตัวโปรดไปเป็นเครื่องแบบของชาวเรือนจำก็ตาม

ที่กล่าวเช่นนี้ไม่ใช่เพราะผมจะซาดิสม์ผิดมนุษย์ แต่ที่ดีใจเพราะถือว่าเป็นการกู้ศักดิ์ศรีของตำรวจไทยที่เหี่ยวเฉามากว่า 4 เดือน อยู่ในสภาพที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก และอึดอัดใจเป็นที่สุด

แถมยังเป็นการยืนยันว่า หลักนิติรัฐ-นิติธรรมของบ้านเรายังคงอยู่ กฎหมายยังเป็นกฎหมาย และคนทำผิดยังต้องได้รับโทษตามกระบวนการยุติธรรม

ซึ่งความเป็นจริงแล้วผมไม่ได้ชิงชังในตัว พล.ต.จำลอง หรือ นายไชยวัฒน์ เป็นส่วนตัว แต่กลับกัน ในอดีตเคยชื่นชมบทบาทของทั้ง 2 คน ที่มีส่วนร่วมต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

แม้แต่คุณไชยวัฒน์เองผมก็มักคุ้นมาตั้งแต่เหตุการณ์ปี 2534 จนถึง 2535 ก่อนเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เพราะมีโอกาสได้สนทนากันอยู่ที่ริมรั้วเขาดิน และยังตามไปนั่งพูดคุยกันที่เวทีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย และเวทีที่ท้องสนามหลวง

กระทั่งวันที่คุณไชยวัฒน์หลบฉากการเมืองไปเฝ้ากิจการปั๊มน้ำมันให้น้องชายที่โคราช เมื่อผมมีโอกาสได้ไปบรรยายให้นักศึกษาปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในวิชาทางด้านการเมือง ผมก็ยังเสนอชื่อคุณไชยวัฒน์ให้เป็นวิทยากรร่วมเวที ด้วยเพราะเห็นความลุ่มลึก เห็นความเป็นนักประชาธิปไตย และเห็นความเป็นนักสู้เพื่อความถูกต้องจากเหตุการณ์การเมืองในอดีต

แต่เวลาผ่านไปเพียงไม่นาน ผมไม่นึกจริงๆ ว่าคนที่ผมเชื่อว่ามีแนวทางการเมืองชัดเจน จะบิดเบือนตัวเองและเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างกับหน้ามือเป็นหลังเท้า

และด้วยเหตุผลของคนที่เคยรู้จักมักคุ้นกัน จึงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งของความดีใจที่ “เฮีย” ถูกจับเข้าคุกเข้าตะรางครั้งนี้

เพราะหากเป็นวิธีคิดแบบเดียวกับที่ตำรวจจับเอาพวกโจรลักเล็กขโมยน้อย ชกต่อย ทะเลาะวิวาท เข้าไปกักขัง ด้วยหวังให้สำนึกตัวเป็นคนดี

บนความคุ้นเคยที่เคยมี ผมเองก็ยังหวังว่าการได้เข้าไปนอนในคุกเสียบ้างอาจจะทำให้คุณไชยวัฒน์กลับตัว มีสำนึก และคิดได้บ้างว่าต้องทำตัวให้เป็นประโยชน์แก่บ้านเมืองอย่างไร

ผมยังแอบหวังเล็กๆ ว่า เมื่อคุณไชยวัฒน์พ้นคุกออกมา อาจจะพอเหลือเรี่ยวแรงในช่วงบั้นปลายชีวิตทำคุณประโยชน์ให้กับประเทศชาติอีกครั้ง แม้ว่าข้อหาของคุณไชยวัฒน์จะมีโทษหนักถึงขั้นประหารชีวิตก็ตาม

ในฐานะ “มิตร” ผมคงขออวยพรให้คุณไชยวัฒน์ดูแลสุขภาพกาย สุขภาพใจ และใช้ชีวิตในกรงขังอย่างมีความสุข ใช้ธรรมะเข้าช่วยข่มจิตข่มใจ และนึกเสียว่า “สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม”

ส่วนคุณจำลอง ผมไม่อยากมีความเห็น เพราะตัวผมเองที่เป็นคนกรุงเทพมาตั้งแต่เกิด คงเป็นคนส่วนน้อยที่ไม่ได้กากบาทเลือก พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เป็นผู้ว่าฯ กทม. ทั้ง 2 หน ในยุค “จำลองฟีเวอร์”

เพราะในขณะที่คนมองป้ายหาเสียงที่ทำด้วยเข่งปลาทูเป็นความสมถะ แต่ผมกลับมองบนข้อเท็จจริงว่า เข่งปลาทู ยังราคาแพงเสียยิ่งกว่าการใช้ป้ายหาเสียงกระดาษอย่างคนอื่น

เพราะฉะนั้นสิ่งที่ พล.ต.จำลอง พยายามทำในการหาเสียง ที่แท้ก็มีแต่การสร้างภาพหลอกลวงเสียตั้งแต่ยังไม่ได้เข้าไปทำงานบริหาร กทม.

ยิ่งเมื่อติดตามบทบาท ติดตามท่วงท่าของ พล.ต.จำลอง ตลอดจนวิธีคิดทางการเมือง ยิ่งมองเห็นความมักใหญ่ใฝ่สูง มองเห็นความทะเยอทะยานอยากเอาชนะ เป็นเผด็จการขนานแท้ที่ไม่เคยคิดฟังใคร

และอีกเหตุผลหนึ่งที่ผมอยากจะเพิ่มเติมถึงความดีใจ คงไม่ใช่เพราะอยากให้เข้าไปดัดสันดานแบบเดียวกับคุณไชยวัฒน์

แต่กรณีของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ผมอยากจะให้ถูกขังลืมไปเสียเลยมากกว่า จะได้ไม่มีคนอย่างนี้ออกเพ่นพ่านอยู่ในสังคมไทย เพราะไม่รู้ว่าจะคิดสร้างปัญหา สร้างความฉิบหายวอดวายให้ประเทศชาติอีกเมื่อไร

และหากจริงอย่างที่เป็นข่าวว่า ตำรวจกำลังจ้องจับ สนธิ ลิ้มทองกุล อีกคน

เพียงเท่านี้แผ่นดินเมืองไทย...ก็สูงขึ้นอีกเป็นกอง...!!

บิ๊กโบ๊ต



ปัญหาของคนดี


คอลัมน์ : คิดในมุมกลับ

ตอนที่แล้วเอ่ยถึงข้อแรกของ “บารมี 10” คือ “ทานบารมี” ประกอบไปด้วยวัตถุทาน อภัยทาน และธรรมทาน บางท่านอาจเคยได้ยินที่ว่า “การให้ธรรมะเป็นทาน ชนะการให้ทั้งปวง” แต่เด็กจนโตก็เข้าใจไปว่าหมายถึงการให้ธรรมเทศนาผู้คน หรือพิมพ์หนังสือธรรมะแจกจ่าย แต่ความจริงแล้วมันคือการแสดงธรรมให้ตนเองฟัง เพราะสอนใครก็คงไม่ยากและไม่ยิ่งใหญ่ได้เท่ากับสอนตัวเอง

ความเข้าใจเรื่อง “ทาน” ของคนเรา โดยเฉพาะที่มักอ้างตัวเป็นชาวพุทธ มักติดอยู่กับภาพที่แสดงออกมาให้เห็น ใครแสดงความใจบุญ ชอบทำบุญบริจาคสร้างวัด สร้างโรงเรียน ถวายพระพุทธรูป ฯลฯ เบื้องแรกก็ถูกสันนิษฐานไว้ก่อนเลยว่า “เป็นคนดี” เช่นเดียวกับคนที่มีวัตรปฏิบัติอันเคร่งครัด เช่น รับประทานมังสวิรัติ ชอบนั่งสมาธิ มีชีวิตสมถะ ฯลฯ ก็จะได้รับป้าย “คนดี” คล้องคออย่างไม่มีข้อสงสัย แต่ปัญหามันไม่ได้อยู่ที่ว่าเขาคนนั้นเป็นคนดีจริงหรือเปล่า หากแต่อยู่ที่ปฏิกิริยาที่สังคมมีต่อคนดีคนนั้นในเรื่องต่างๆ ต่างหาก

เมื่อบุคคลหนึ่งได้ชื่อว่าเป็นคนดี เขาผู้นั้นก็มักจะได้รับการ “ยอมรับ” ในการกระทำหรือความคิดเห็นโดยไม่ต้องผ่านการตรวจสอบเลยว่า การกระทำหรือความคิดเห็นนั้นมัน “เข้าท่า” หรือมันเป็น “อันตราย” หรือเปล่า และแม้ว่าสิ่งนั้นมันจะกระทบต่อชีวิตคนหมู่มากก็ตาม สังคม (ไทย) มักพร้อมใจหลับหูหลับตา “เชื่อ” ตามคนดีคนนั้น ด้วยเหตุผลง่ายๆ ว่า เพราะเราเชื่อใน “เจตนา” ที่ดีของเขา ดังนั้นเราจึงยอมรับ “วิธีการ” ของเขาไปโดยปริยาย

ยกตัวอย่างง่ายๆ จากเหตุการณ์เมื่อ 2 ปีที่แล้ว มีการกระทำความผิดอย่างร้ายแรงที่สุด นั่นคือ ล้มล้างรัฐธรรมนูญด้วยการรัฐประหาร แต่แทนที่จะต้องรับโทษกรรมตามกฎหมาย กลับกลายเป็นว่ามีคนดีหลายคนออกมาปกป้องว่าเป็นการรัฐประหารที่ประกอบไปด้วย “เจตนาดี” กระทำโดย “คนดี” ที่สำคัญมีคนดีอีกหลายคนให้การสนับสนุนอยู่ข้างหลัง เท่านั้นก็เพียงพอแล้วที่จะบอกว่าการรัฐประหารโดยคนดีเป็นสิ่งไม่ผิด ใครที่ออกมาต่อต้านคัดค้านการกระทำของคนดีพวกนี้จึงกลายเป็นคู่ตรงข้ามคือ “คนเลว” ไปโดยปริยาย...

การใช้ชุดความเชื่อเรื่องดี-ชั่ว คนดี-คนชั่ว มาอธิบายการเมือง เป็นเรื่อง “นานาจิตตัง” มากกว่าเป็นเรื่องตรรกะหลักการหรือเหตุผล ซึ่งหากวิเคราะห์วิจารณ์กันแต่ในรั้วบ้านก็คงไม่เป็นปัญหา แต่เผอิญว่า (บางคน) ในสังคมนี้ กระแดะจะอัญเชิญความดีมาเป็นคำอธิบายหลักที่ต้องใช้กับคนล้านพ่อล้านแม่ทั่วประเทศ มันจึงได้วุ่นวายไม่มีทางออก กลายเป็นสงครามช่วงชิงอำนาจระหว่างฝ่าย “เคารพหลักการ” กับฝ่าย “ต้องการคนดี” ไปเสียอย่างนั้น...เอวังด้วยประการฉะนี้

ปฏิญา ยอดเมฆ


รณรงค์เบื่อม็อบพันธมิตร


คอลัมน์ : ฮอตสกู๊ป

สมบัติ บุญงามอนงค์ (บก.ลายจุด) รายงาน กิจกรรมการเคลื่อนไหวรณรงค์ “เบื่อม็อบพันธมิตร” ที่ได้ทำกิจกรรมกันมาเป็นเดือน เพื่อรณรงค์ต่อสังคม ให้เห็นพลังของกลุ่มคนที่ไม่เห็นด้วยกับพันธมาร โดยมีข้อสรุปดังนี้
ด้านการออกแบบ

ข้อความ "เบื่อม็อบพันธมิตร" และ กราฟิก เกิดขึ้นในเว็บบอร์ด ผู้จัดทำได้ตั้งโจทย์และมีผู้ช่วยออกความเห็น ทำให้สามารถผลิตข้อความและกราฟิกออกมา ถือได้ว่าเป็นกิจกรรมที่มีการมีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นตอนการคิดและออกแบบ
กิจกรรมแจกสติ๊กเกอร์
• อนุสาวรีย์ชัยฯ
•หน้าโรงหนังลิโด้ สยามสแควร์
• ลีลม (หน้าตึก CP Tower)
• ห้างเซ็นทรัลลาดพร้าว
• ห้างฟิวเจอร์ฟาร์ค รังสิต
• ม.ศรีปทุม
• เศรษฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
• แท็กซี่สนามบินดอนเมือง
• จตุจักร และ ท่าน้ำสะพานตากสิน
• ห้างมาบุญครอง
• สนามหลวง

โดยมีการแจกสติ๊กเกอร์ไปแล้ว 90,000 ใบ

ผู้ขอสติ๊กเกอร์เป็นใครบ้าง ?
• อาจารย์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ม.จุฬา มศว.ประสานมิตร
• ข้าราชการ ทั้งใน กรุงเทพ และ ต่างจังหวัด
• ตำรวจ ทหาร มีหลายราย
• ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต ในห้องการเมือง ติดต่อขอมาก
• นักศึกษา
• แเท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง รถตู้ กรณีรถตู้ได้ขอไปช่วยแจกจำนวนมาก

ช่องทางการสื่อสาร และ การตอบรับของสื่อ
• จดหมายข่าว nocoup.org ซึ่งมีสมาชิกเกือบเจ็ดพัน email
• การแถลงข่าว ทำให้สื่อต่าง ๆ รับทราบว่ามีกิจกรรมนี้ โดยเป็นข่าวในเกือบทุกสื่อ ได้แก่ TV วิทยุ หนังสือพิมพ์ เว็บไซต์ ประชาไท
• ทำการเขียนประกาศ ข้อความลงใน เว็บบอร์ด
• จัดเวทีประชุมเสวนาทางการเมือง

ผลที่ได้รับ
• คำว่า “เบื่อม็อบพันธมิตร” กลายเป็นวาทะกรรม ในการแสดงออกของฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับพันธมิตร
• เกิดการปฏิสัมพันธ์กับผู้ขอสติ๊กเกอร์ มีการ email โทรศัพท์ พูดคุยกัน รวมถึงการมีอาสาสมัครมาช่วยแจกสติ๊กเกอร์
• ทำให้ประชาชน ที่เป็นพลังเงียบ ยกระดับเป็นผู้ปฏิบัติการ กระจายสื่อ สติ๊กเกอร์ คนเหล่านี้ จะใช้สติ๊กเกอร์เป็นสื่อในการพูดคุยกับคนที่เขาไปแจก และสร้างเครือข่ายขนาดเล็กขึ้น
• มีการติดต่อเพื่อขอสติ๊กเกอร์เพิ่มขึ้น เป็นครั้งที่สอง หลังจากประสบความสำเร็จในครั้งแรก
การยกระดับ
• ได้เพิ่มสื่ออีกชิ้นคือ เสื้อเบื่อม็อบฯ ซึ่งจะรณรงค์ให้ประชาชนสวมใส่ ตอนนี้อยู่ในระยะเริ่มต้น
• การรวมกลุ่มอาสาสมัครที่ไปร่วมกิจกรรม เริ่มมีการประชุมพูดคุย มีส่วนร่วมและวางแผนกิจกรรมกันมากขึ้น
เป้าหมาย
• ในเชิงปริมาณ ต้องการผลิตสติ๊กเกอร์ให้ได้ 1 ล้านใบ โดยอาจจะมีคนอื่นที่มีศักยภาพนำไอเดียนี้ไปทำแทน เพราะเราเองคงไม่มีปัญญา แต่จะทำให้ได้สองแสนใบ ซึ่งเป็นระดับที่จะทำให้เกิดการแพร่กระจาย
• ในเชิงคุณภาพ การปรากฏตัวของ ประชาชน ที่แสดงออก โดยใช้คำว่า “เบื่อม็อบพันธมิตร” จะทำให้การผูกขาดของภาคประชาชนของพันธมิตรฯ หมดไป
ปัญหาและอุปสรรค
• ทีมงานน้อย คนไม่พอ ทำให้การจัดส่งสติ๊กเกอร์ล่าช้า และเป็นภาระต่อผู้รับผิดชอบมากไป หากใครปิดเทอมหรือว่าง ช่วยติดต่อมาเป็นอาสาสมัครด้วย
• ปริมาณสติ๊กเกอร์ มีไม่เพียงพอต่อการร้องขอทีละจำนวนมากๆ โดยเฉพาะในต่างจังหวัด ที่มีความต้องการมหาศาล ส่งไปเท่าไรก็หมดในเวลาอันรวดเร็ว
• ขาดทีมงานออกแจกสติ๊กเกอร์รายวัน ตามชุมชน และพื้นที่ต่างๆ รอบกรุงเทพฯ เพราะคนที่ไม่ได้เข้าเวบ ย่อมไม่ทราบว่ามีกิจกรรมนี้ หรือไม่ทราบว่าจะหาจากที่ไหน
• ถูกระงับการใช้หลังไมค์ในเว็บบางเว็บบอร์ด
• คนไม่กล้าติดสติ๊กเกอร์ไว้หลังรถ เพราะกลัวจะถูกกรีดรถ และ เป็นการเผชิญหน้ากับคนรู้จักที่สนับสนุนพันธมิตรฯ
• ตอนนี้ เหลือสติ๊กเกอร์อยู่เพียงหมื่นใบ ซึ่งคาดว่าจะหมดภายในไม่กี่วัน และขอความสนับสนุนให้ช่วยจัดพิมพ์เพิ่มด้วย
นี่คือสรุปรายงานกิจกรรมที่กลุ่ม nocoup ได้รณรงค์มาตลอดเดือนกว่าที่ผ่านมา

ขณะที่ม็อบพันธมารยังคงปลุกระดมหลอกคนมาเป็นเครื่องมือ และสร้างสถานการณ์ปั่นป่วนบุกยึดรัฐสภา ทั้งยังฆ่าตำรวจ ทำคาร์บอมบ์ โดยต้องการล้มระบอบประชาธิปไตย ปลุกระดมคนมาเป็นเครื่องสนองตัณหาของพวกตน

ถึงเวลาแล้ว ที่พลังเงียบต้องออกมาแสดงท่าทีคัดค้านพันธมารโดยสงบ และต่อต้านการทำรัฐประหารที่อาจจะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้!


โดนแล้ว!บินไทยตั้งกก.สอบกัปตัน จักรี พงศ์ศิริ ไม่ให้สส.พปช.ขึ้นเครื่อง


หลังกัปตันการบินไทย ไม่ยอมให้นางฟาริดา สุไลมาน ส.ส.พรรคพลังประชาชน จ.สุรินทร์ ขึ้นเครื่องบินเที่ยวบินกรุงเทพฯ-ขอนแก่น เมื่อช่วงเช้า บนเวทีพันธมิตร ยังแจ้งด้วยว่า นายไชยา พรหมมา ส.ส.หนองบัวลำภู พรรคพลังประชาชน และนางนางชมพู จันทาทอง ส.ส.หนองคาย ก็ถูกเจ้าหน้าที่การบินไทยห้ามไม่ให้ขึ้นเครื่องบินด้วย

เรืออากาศโท นรหัช พลอยใหญ่ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สายปฏิบัติการ เปิดแถลงข่าว ขอโทษต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมยืนยัน ว่า การบินไทย พร้อมจะให้บริการกับประชาชนทุกอย่างเท่าเทียม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ถือเป็นความคิดเห็นส่วนบุคคลและเรื่องส่วนตัว หลังเกิดเหตุ ได้เรียกตัว กัปตัน จักรี พงศ์ศิริ คู่กรณีกับ สส.ฟารีดา เพื่อสอบสวนข้อเท็จจริงแล้ว ส่วนกัปตันที่เหลืออยู่ระหว่างตรวจสอบว่า เป็นบุคคลใด

ด้านเรืออากาศโท มนตรี จำเรียง รองผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคลและบริหารทั่วไป เปิดเผยว่า หากผลการสอบสวนพบว่า มีความผิดจริง ก็จะลงโทษทางวินัย ตั้งแต่เบาที่สุด คือ การตักเตือนและตัดเงินเดือน ขณะที่โทษสูงสุด คือ ไล่ออก

สำหรับเหตุการณ์ครั้งนี้ เกิดขึ้นเมื่อเวลาประมาณหกนาฬิกาสิบห้านาที เที่ยวบินที่ TG1040 ของบริษัทการบินไทยจากท่าอากาศยานดอนเมือง มุ่งตรงไปยังท่าอากาศยาน จ.ขอนแก่น กัปตันของเครื่องบินได้ปิดประตูเครื่องบินปฏิเสธรับ ส.ส.ของพรรคพลังประชาชนขึ้นเครื่อง พร้อมกับประกาศให้ทราบว่า “เที่ยวบินนี้ไม่รับทรราช เที่ยวบินนี้ไม่รับ ส.ส.พลังประชาชนและนักการเมืองที่ทำร้ายประชาชนขึ้นเครื่อง ผมจะไม่รับพวกคุณขึ้นเครื่องตลอดชีวิต”

นายกฯ เยี่ยมพันธมิตรฯ บาดเจ็บ ยันดูแลทุกคนให้ทั่วถึง


นายกรัฐมนตรี เยี่ยมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์เมื่อวานนี้ พร้อมแสดงความเสียใจและไม่อยากให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้น พร้อมยืนยันจะดูแลทุกคนให้ทั่วถึง เพราะเป็นคนไทยเหมือนกัน

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หลังจากที่เดินทางเข้าเยี่ยมตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ปะทะกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่โรงพยาบาลตำรวจแล้ว นายกรัฐมนตรีได้เดินทางต่อมายังโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า เพื่อเยี่ยมผู้ที่ได้รับบาดเจ็บของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่นอนพักรักษาตัวอยู่หลายราย โดยนายกรัฐมนตรีได้นำกระเช้าดอกไม้เข้าเยี่ยม

พร้อมกล่าวแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้บาดเจ็บ ซึ่งหนึ่งในนี้ มีนายสุชล สุขพิทักษ์ อายุ 50 ปี เป็นคนขับรถของกลุ่มพันธมิตรฯ และเป็นชาวจังหวัดนราธิวาส โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวเป็นภาษาใต้ว่า ไม่อยากให้เกิดสถานการณ์แบบนี้ และไม่อยากให้มีใครบาดเจ็บหรือแบ่งแยกว่าใครเป็นใคร อยากให้ทุกคนเข้าใจกัน เพราะบรรยากาศเช่นนี้ ทำให้เสียเวลาทำงาน ซึ่งในที่สุดแล้วทุกคนก็เป็นคนไทยด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นคนขับรถหรือว่าเป็นนายกรัฐมนตรีก็เท่ากัน และยืนยันว่าจะดูแลให้อย่างทั่วถึง โอกาสนี้ทั้งสองยังแลกกันดูพระที่นับถือกันด้วย

ขณะที่นายนเรศ พงษ์พานิช อายุ 35 ปี และนายวรรณชนะ จั่นสำอาง อายุ 19 ปี ผู้ได้รับบาดเจ็บ บอกว่า ไม่อยากให้ใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา แต่ก็รู้สึกดีใจที่นายกรัฐมนตรีเดินทางมาเยี่ยมในครั้งนี้

กบฎพันธมิตรฯ ทำตัวเหนือกฏหมาย ยึดรถเมล์ขสมก.สาย 23


กบฎพันธมิตรฯ เหิมเกริ่ม ใหญ่คับบ้านคับเมืองไม่สนใจกฏหมาย ยึดรถเมล์ขสมก.สาย 23 ไล่ผู้โดยสารและคนขับรถลงทั้งหมดก่อนขับไปจอดไว้ที่ เชิงสะพานอรทัยซึ่งเป็นซุ้มประตูตรวจคนเข้าออก ภายในทำเนียบรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อเวลา 19.00 น. ที่บริเวณสะพานนางเลิ้ง มีกลุ่มชายฉกรรจ์การ์ดพันธมิตรกว่า 10 คนโดยใช้ผ้าสีดำปิดหน้าพร้อมอาวุธไม้เบสบอล ไม้ตีกอล์ฟและกระบองไม้ได้เข้าไปบุกยึดรถเมล์สาย 23 ที่จอดรับผู้โดยสาร บริเวณถนนนางเลิ้ง พร้อมไล่ผู้โดยสารและคนขับรถลงทั้งหมดก่อนจะขับรถเมล์คันดังกล่าวไปจอดไว้ที่ เชิงสะพานอรทัยซึ่งเป็นซุ้มประตูตรวจคนเข้าออก ภายในทำเนียบรัฐบาล ขณะที่คนขับรถพยายามต่อรองขอรถคืน แต่กลุ่มพันธมิตรไม่ยอม

ล่าสุดคนขับรถและกระเป๋ารถเมล์ได้เดินทางไปแจ้งความ ที่สน.นางเลิ้งแล้ว และเมื่อเวลา 19.30 น. ขสมก.ได้มีการส่งนายตรวจจำนวน 2 นาย มาสังเกตการณ์บริเวณเชิงสะพานนางเลิ้ง และเตรียมไปต่อรองกับพันธมิตร โดยเตรียมประสานกับแกนนำเพื่อขอรถเมล์คันดังกล่าวกลับคืน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าก่อนหน้านี้ทางกลุ่มมีการยึดรถเมล์สาย 99 วิ่งจากราม-เทเวศร์มาจอดเป็นแนวกั้นเชิงสะพานอรทัย สองวันแต่หลังจากยึดรถเมล์สาย 23 ได้แล้วก็บยอมปล่อยรถเมล์สาย 99 ออกไป ซึ่งหลังจากที่รถเมล์สาย 23 ถูกยึด ขสมก.ก็ได้เปลี่ยนเส้นทางรถเมล์สาย 23 จากเดิมวิ่งจากสำโรงผ่านถนนเพชรบุตัดใหม่ เข้าถนนนางเลิ้งออกเทเวศร์ ล่าสุด 19.30 น.มีการเปลี่ยนวิ่งจากสำโรงเข้าถ.เพชรบุและตัดเข้าถ.หลานหลวงไปอกเทเวศร์ แทน