WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, October 9, 2008

ผบ.ทบ. ย้ำ เป็นทหารของพระเจ้าอยู่หัว ไม่คิดทำร้ายประชาชน


ผู้บัญชาการทหารบก ย้ำ เป็นทหารของพระเจ้าอยู่หัว ไม่คิดทำร้ายประชาชน ยืนยัน ไม่ได้เข้าพบ ประธานองคมนตรีวานนี้

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ปฏิเสธว่า ไม่ได้มีการเข้าพบหารือกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม สำหรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตนั้น ส่วนตัวก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป ที่ไม่อยากให้เกิดความสูญเสีย

ทั้งนี้ยืนยันว่า ทหารยังเป็นทหารของชาติประชาชนและเป็นทหารในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมทั้งจะไม่ทำร้ายประชาชนโดยเด็ดขาด ขณะเดียวกัน เหตุการณ์ความรุนแรงในลักษณะ 6 ตุลาและ 14 ตุลา จะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ขอให้ประชาชนมั่นใจ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายจะใช้วิธีการละมุนละม่อมกับประชาชน

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะ ประธานคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ร่วม หรือ คตร. กล่าวด้วยว่า ในส่วนของคณะกรรมการ ก็ได้มีการประชุม เพื่อประเมินสถานการณ์ และหารือถึงแนวทางในการปฏิบัติภาระกิจ ตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน พร้อมทั้งเชื่อว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ จะไม่กระทำต่อผู้ที่มาชุมนุมในลักษณะที่ ก่อให้เกิดความรุนแรง


ปชป.ร่วมขย่ม-ชาติฉิบหายก็ไม่สนใจ


แฉ! ขบวนการโค่นรัฐบาล สุดอำมหิตใช้ประชาชนเป็นเหยื่อการเมือง สร้างสถานการณ์ทำลายกันเองโยนผิดให้รัฐบาล ปชป.หางโผล่ แถลงข่าวประณามรัฐบาลรับลูกพันธมิตรฯ อย่างกับพิมพ์เดียวกัน ร้องผบ.ตร. เอาผิด "สมชาย" ด้าน “หมอประเวศ” รับลูกกบฎเชิญชวนทหารออกมาปฏิวัติตั้งรัฐบาลแห่งชาติ

จากเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มกบฏพันธมิตรฯ ที่ปักหลักชุมนุมด้านหน้าอาคารรัฐสภา และด้านหน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล ที่พบว่ามีการสร้างสถานการณ์จากมือที่ 3 เพื่อหวังให้เหตุกาณ์รุนแรง และพบมีการเชื่อมโยงเป็นกระบวน นั้น

ปชป. สบชองรีบถล่มรัฐบาล
เมื่อวันที่ 8 ต.ค. นายเทพไท เสนพงศ์ ผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า การประชุมรัฐสภาเพื่อเถลงนโยบายของรัฐบาลที่ผ่านมาได้ปรากฎภาพลักษณ์ที่เสียหายต่อรัฐสภาเป็นอย่างยิ่งองค์ประกอบของสมาชิกในรัฐสภาไม่มีสมาชิกพรรคฝ่ายค้านและวุฒิสมาชิกบางส่วน จึงเปรียบเสมือนเป็นสภาเถื่อนมีการอภิปรายใส่ร้ายสมาชิกรัฐสภาที่ไม่ได้เข้าร่วมประชุมแต่เพียงฝ่ายเดียว

ด้าน นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมคณะ ส.ส.ของพรรค เข้ายื่นเรื่องกล่าวโทษนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ต่อ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้ดำเนินคดีกับนายกรัฐมนตรี กับพวก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 84 157 295 297 288 และ 289 หลังสั่งการให้ตำรวจใช้กำลังสลายการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่บริเวณหน้าอาคารรัฐสภาจนเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิต ซึ่งถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และทำให้ผู้อื่นเสียชีวิต โดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งทางตำรวจต้องรับเรื่องไว้พิจารณาภายใน 1 เดือน ก่อนส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.ดำเนินการ

ส.ว.ลากตั้งออกแถลงการณ์
ขณะที่ กลุ่ม 40 ส.ว. นำโดย พล.ร.อ.สุรศักดิ์ ศรีอรุณ นายประสาร มฤคพิทักษ์ นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา และน.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม.ได้ออกแถลงการณ์กลุ่มส.ว. ฉบับที่ 3 ซึ่งมีข้อเรียกร้อง 6 ข้อ คือ

1.ขอแสดงความเสียใจและห่วงใยต่อญาติของผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บทุกคน ทุกฝ่าย และเห็นว่ารัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขควรดูแลรับผิดชอบและเยียวยาทุกคนทุกฝ่าย ที่สูญเสียจากเหตุการณ์ดังกล่าว

2.เพื่อคลายความกังวลของสังคมเราเห็นว่า ตชด.ที่มีความคุ้นเคยต่อการปฏิบัติการรับในชายแดนต้องออกจากพื้นที่กทม.ในทันที

3.รัฐบาลจะต้องแสดงความรับผิดชอบต่อชีวิตและเลือดเนื้อของทุกคนทุกฝ่าย ด้วยการสอบสวนเอาผิดกับผู้สั่งการที่ละเมิดวิธีปฏิบัติตามมาตรฐานสากลอย่างไร้มนุษยธรรม และรัฐบาลต้องยุติปฏิบัติการความรุนแรงต่อผู้ชุมนุมโดยทันที

4.จะประเมินเหตุการณ์ทั้งหมดและหลักฐานทั้งภาพ เสียง วีดิทัศน์ และเอกสารต่อคณะสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติ ต่อ Human Right Watch ต่อสถานเอกอัครราชทูตแห่งประเทศไทยเพื่อให้เข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง

5.จะตั้งกระทู้ด่วนต่อประธานวุฒิสภา เพื่อให้นายกฯมาตอบคำถามต่อที่ประชุมวุฒิสภาให้ชี้แจงแสดงเหตุผลว่าใครเป็นคนสั่ง ใครเป็นผู้ปฏิบัติต้องการให้เกิดผลอะไร และรัฐบาลจะรับผิดชอบอย่างไร
และ

6.คณะกรรมาธิการหลายคณะของวุฒิสภาจะตั้งคณะทำงานพิเศษเพื่อตรวจสอบการปฏิบัติการใช้ความรุนแรงเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน โดยจะเชิญผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกมาร่วมด้วย

“หมอประเวศ” เชิญทหารปฏิวัติ
น.พ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส กล่าวว่า การสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จนเป็นเหตุทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตและ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ในฐานะที่เป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารงานของประเทศ ควรที่จะแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่ง เพื่อช่วยลดความตึงเครียดของสถานการณ์ พร้อมกันนี้ ได้เสนอให้มีการสรรหานายกรัฐมนตรีคนใหม่เข้ามาแก้ไขวิกฤต โดยใช้กระบวนการคัดสรรของรัฐสภา รวมถึงผลักดันให้มีการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ขณะเดียวกันเห็นว่า นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ควรที่จะเข้ามาเป็นคนกลางในการเจรจากับพันธมิตรฯ

อย่างไรก็ตาม ราษฎรอาวุโส กล่าวด้วยว่า หากสถานการณ์ยังไม่ยุติ สมควรให้ทหารออกมาเป็นคนกลางในการรักษาความสงบเรียบร้อย เพื่อป้องกันการปะทะกันของทั้ง 2 ฝ่าย พร้อมกันนี้ ยังเห็นว่าทุกฝ่ายควรที่จะแสดงความเสียใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะเป็นสิ่งที่ช่วยเยียวยาความรู้สึก โดยถือเอาวิกฤตที่เกิดขึ้นครั้งนี้ เป็นโอกาสในการพัฒนาการเมืองให้ดีขึ้น

ชมรม ส.ส.ร.50รับลูกจี้ลาออก

ขณะที่ นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานชมรม ส.ส.ร.50 ได้ออกแถลงการณ์ต่อสถานการณ์การสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยมีเนื้อหาว่า สถานการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการทำหน้าที่ของรัฐบาลในฐานะผู้บริหารประเทศ และฝ่ายนิติบัญญัติที่ขาดความรับผิดชอบ ไม่มีความสามารถแก้ปัญหาบ้านเมืองให้เกิดความสงบเรียบร้อยได้ หากยังฝืนจะรั้งอยู่ต่อรัฐบาลก็ไม่สามารถบริหารประเทศได้ เพราะไม่เห็นทางที่จะคลี่คลายหรือกลับคืนสู่สภาวะปกติได้

นายเสรี กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรียุติการสลายกลุ่มผู้ชุมนุมด้วยวิธีความรุนแรง พร้อมให้มีการเยียวยารับผิดชอบต่อคนที่เสียชีวิตและบาดเจ็บในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นของทุกฝ่ายอย่างทันทีทันใด และเมื่อรัฐบาลไม่สามารถบริหารบ้านเมืองต่อไปได้ จึงไม่มีประโยชน์ในการอยู่ในตำแหน่งอีกต่อไป จึงขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกและให้มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร เพื่อคืนอำนาจให้แก่ประชาชนอันเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้สถานการณ์บ้านเมืองกลับคืนสู่ภาวะปกติได้โดยเร็ว

ประธานวุฒิฯ หนุน “ประเวศ”
นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา พร้อมด้วยน.ส.ทัศนา บุญทอง รองประธานวุฒิสภา ได้แถลงเพื่อแสดงจุดยืนถึงเหตุการณ์สลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรเมื่อวันที่ 7 ต.ค.ว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก ตนในนามของวุฒิสภา และส.ว.ทุกท่านจึงมีความเห็นดังนี้

1.ขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งต่อครอบครัวญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ และขอเป็นกำลังใจให้ผู้บาดเจ็บทุกคนหายเป็นปกติโดยเร็ว

2.ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน โดยการประนีประนอม เพื่อหาทางออกที่เหมาะสมก่อนที่จะสังคมจะแตกแยกกันไปมากกว่านี้

3.ได้ตระหนักดีว่าการควบคุมประชาชนจำนวนมากนั้นไม่ง่าย แต่การใช้ความรุนแรงเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นอย่างยิ่ง เพราะมีแต่ความสูญเสีย ความแตกแยกจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น การสร้างความสมานฉันท์อย่างที่ทุกคนมุ่งหวังจะยากลำบากขึ้น จึงเห็นว่ามาถึงจุดนี้แล้วการเยียวยาน่าจะเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการทั้งต่อผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ และผู้ที่อาจพิการให้อนาคต

ต่อข้อถามว่าถึงเวลาที่รัฐบาลจะแสดงความรับผิดชอบด้วยการยุบสภาหรือยัง นายประสพสุข กล่าวว่า จะบอกว่าเป็นเรื่องของรัฐบาล และสภา วุฒิสภาไปก้าวล่วงไม่ได้ ทางออกต้องทำให้นุ่มนวล เหมาะสม ทุกฝ่ายยอมรับได้ อย่างน้อยที่สุดต้องเจรจากัน ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองยังมีอยู่ อย่าทิ้งเรื่องการเจรจา ไม่อย่างนั้นก็คงจบด้วยดีไม่ได้ ถึงแม้พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกฯจะลาออกไป ก็หาคนใหม่ ซึ่งสื่อก็คงทราบดีว่าใครที่เป็นกลางและสังคมที่เชื่อ เมื่อถามต่อว่าผู้ใหญ่อย่างนพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโสก็ออกมาปฎิเสธ นายประสพสุข กล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่านพ.ประเวศยังคงเหมาะสมที่เป็นผู้ใหญ่ในการเจรจากับทุกฝ่าย และไม่คิดว่าท่านจะปฎิเสธเด็ดขาด

"ณัฐวุฒิ"ยันรัฐบาลทำตามกม.
นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงถึงเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดจากการสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่า เรื่องนี้ขอเรียนประชาชนว่าทางรัฐบาล นายกฯ มีความรู้สึกเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นความเจ็บปวดของทุกคน รัฐบาลไม่อยากให้เกิดความรุนแรง รัฐบาลยืนยันได้ว่าไม่ต้องการใช้กำลังสลายกำลัง ซึ่งเป็นการสานต่อจากนโยบายชุดที่ผ่านมา ว่าไม่ต้องการใช้ความรุนแรงสลายม๊อบ เพราะหากมีความต้องการใช้กำลังก็สามารถทำได้สะดวก ไม่ต้องมาใช้ช่วงชุลมุนเช่นนี้

ทั้งนี้ในช่วงที่ผ่านมาจำนวนกลุ่มผู้ชุมนุมและบรรยากาศความคึกคักของที่ชุมนุมในทำเนียบถอยลงไปมาก หากต้องการใช้กำลังก็สามารถดำเนินการได้สะดวกมากกว่าในวันที่กลุ่มแกนนำประกาศว่าเป็นสงครามครั้งสุดท้ายก็ตาม ดังนั้นการปฎิบัติของเจ้าหน้าที่ไม่ได้อยู่ในความต้องการของการใช้กำลังสลายแต่เพียงต้องการเปิดทางเข้าได้เพียงช่องทางเดียวเท่านั้นเพื่อให้ส.ส.และส.ว.เข้าร่วมประชุมแถลงนโยบายได้ให้สำเร็จลุล่วง มีการตั้งคำถามว่าทำไมรัฐบาลต้องแถลงอย่างเร่งด่วนและนำไปสู่การกระทบกระทั่งในที่สุด

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า การแถลงของรัฐบาลเป็นไปตามรธน.น170 ซึ่งจากกรณีนี้วันสุดท้ายจะตรงวันที่ 9 ต.ค. แต่รัฐบาลได้นัดหมายไว้แล้วจึงมีความจำเป็นต้องดำเนินการตามนั้นและคาดหวังว่าสามารถเปิดช่องเข้าสภาฯได้และสามารถแถลงได้อย่างลุล่วงจะเห็นว่าตลอดระยะเวลาทางเจ้าหน้าที่ไม่ได้ดำเนินการใดๆ ทำให้พันธมิตรฯนำกำลังเข้ามายึดได้ ขอยืนยันและทำความเข้าใจตรงกัน เพราะหากรัฐบาลไม่สามารถแถลงได้ การดำเนินการด้านนโยบายที่จะผลักดันงบฯไปสู่ประชาชนไม่ได้ ผลกระทบก็จะตกกับประชาชนทั่วประเทศ

พธม. ชี้ทำร้ายตำรวจเรื่องเล็ก
ขณะที่ นายพิภพ ธงไชย และ นายสมศักดิ์ โกสัยสุข แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แถลงข่าว โดยยืนยันว่า ขณะนี้ทางกลุ่มพันธมิตรฯ จะไม่มีการเจรจากับรัฐบาล หรือตัวแทนของรัฐบาลอีกต่อไป เนื่องจาก เหตุการณ์ปะทะของกลุ่มผู้ชุมนุม และเจ้าหน้าที่รัฐบาล เมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา ชี้ให้เห็๋นว่ารัฐบาลใช้ความรุนแรงกับประชาชนในการสลายการชุมนุม จึงหมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศอย่างสินเชิง พร้อมทั้งนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ยังไม่ได้มีกล่าวแสดงความเสียใจ ต่อกรณีดังกล่าวต่อสาธารณชน ถือว่าขาดจริยธรรมและคุณธรรม

ทั้งนี้นายพิภพ เปิดเผยว่า ทางกลุ่มพันธมิตรฯจะตั้งคณะกรรมการ ญาติวีรชน 7 ตุลาเพื่อเผยข้อเท็จจริงกรณีที่ตำรวจใช้ความรุนแรงต่อประชาชนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมกับเรียกร้องให้ทางกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สภาทนายความ คณะกรรมาธิการสมาชิกวุฒิสภา และคณะกรรมาธิการในส่วนของพรรคฝ่ายค้าน ทำการตั้งคณะกรรมการกลาง ทำการสอบสวนในข้อเท็จจริง เพื่อหาข้อสรุปต่อเหตุการณ์ดังกล่าว เพื่อจะทำการรสบรวมพยานหลักฐานในการดำเนินคดีกับนายกรัฐมนตรี เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำร้ายประชาน และผู้สังการที่เกี่ยวข้องมาลงโทษทางกฎหมายให้ได้

ผบช.น.ท้อใจ!ลั่นตกเป็นจำเลยสังคมหตุใช้แก๊สน้ำตาสลายม็อบ

พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) เปิดเผยว่า รู้สึกท้อใจที่ตกเป็นจำเลยสังคมในการสลายฝูงชนที่หน้ารัฐสภา ซึ่งตนยืนยันว่าได้ทำตามหน้าที่ ไม่เคยแบ่งแยกว่าเป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล หรือประชาชน

ทั้งนี้ หากมีเหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก ตำรวจจะไม่มีการใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุม เพราะตำรวจใช้แก๊สน้ำตาไม่ได้ใช้ระเบิดอย่างที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) กล่าวหา ซึ่งจากการปะทะกันดังกล่าว ส่งผลให้มีตำรวจได้รับบาดเจ็บหลายนาย

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่มีคำสั่งของศาลอุทธรณ์เพิกถอนข้อกล่าวหากบฏ และสะสมกำลัง ของ 9 แกนนำพันธมิตรฯ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้ขึ้นประกาศบนเวทีปราศรัยว่า พร้อมจะนำแกนนำทั้ง 9 คน เข้ามอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ


‘เจ็กลิ้ม’ดื้อตาใส!ลั่นเอาคนไปตายสนองตันหา'ม็อบถ่อย'


“เจ๊กลิ้ม” ดื้อตาใส! ฟาดงวงฟาดงาใส่ตำรวจ ท้าสลายการชุมนุมรอบ 2 ไม่หวั่นสูญชีวิตผู้บริสุทธิ์ มองผู้ชุมนุมเป็นแค่ผักปลาสนองตันหาแกนนำม็อบถ่อย ย้ำข้อแก้ตัวปาหี่ ถูกใบสั่งรัฐบาลยัดข้อหากบฏ ลั่นยึดทำเนียบฯเป็นฐานที่มั่น “ซ่องสุมกำลังพล” เตรียมล่อเป้าทหาร-สีกากี

นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวภายหลังรับทราบกรณีศาลอุทธรณ์มีคำสั่งเพิกถอนหมายจับ 9 แกนนำพันธมิตรฯ ในข้อหากบฏ สะสมกำลังพลและสมคบกันเป็นกบฏแล้ว คงไว้แต่ข้อหาบุกรุกสถานที่ราชการ และข้อหาก่อความไม่สงบรวม 3 ข้อหาว่า

ต่อเรื่องดังกล่าว นายสนธิยืนยันว่า ไม่เคยยอมรับหมายจับคดีกบฏ และสะสมอาวุธมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว ดังนั้นต้องรอการประชุมของแกนนำ เพราะถ้าไปมอบตัวก็ไม่รู้ว่าจะไปมอบตัวกันแบบไหน เนื่องจากคดีที่เหลือเป็นการบุกรุกสถานที่ราชการ หรือก่อความวุ่นวาย ทั้งนี้อาจจะไปประกันตัวในคดีเหล่านี้ ซึ่งก็ต้องดูว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการอย่างไร เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจอาจจะยังกลั่นแกล้ง โกหก ขณะเดียวกันในส่วนของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่ถูกควบคุมตัวอยู่ ก็เตรียมที่จะยื่นประกันตัว

อย่างไรก็ตาม จะต้องมีการประชุมท่าทีของแกนนำโดยดูข้อหาที่ยังเหลืออยู่ก่อน นายสนธิ ยืนยันว่า จะมีการชุมนุมอยู่ในทำเนียบรัฐบาลต่อไป เพราะข้อหากบฏเราไม่ยอมรับมาตั้งแต่ต้น เรายังสู้ เรามีสิทธิที่จะชุมนุม เราจะไม่ออกจากทำเนียบ เราจะรอการสลาย ไม่ออกเด็ดขาด


‘หมอประเวศ’หนุนตั้งรบ.แห่งชาติ-จี้นายกฯไขก็อก!แก้วิกฤตการเมือง

นายแพทย์ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส แสดงความคิดเห็นในการแก้วิกฤตทางการเมือง โดยย้ำให้แก้วิกฤตผ่านกระบวนการรัฐสภา โดยสมาชิกรัฐสภาต้องรวมตัวเพื่อคัดเลือกนายกรัฐมนตรีที่ได้รับการยอมรับ ซึ่งจะเรียกว่า "รัฐบาลแห่งชาติ" หรือ "รัฐบาลชั่วคราว" ก็ได้ เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปการเมือง โดยใช้เวลาประมาณ 2 ปี

นอกจากนี้ นพ.ประเวศชี้ว่า หากนายกรัฐมนตรีลาออก น่าจะลดความตึงเครียดทางการเมืองลงได้บ้าง ส่วนวิธีการยุบสภาเป็นการช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เมื่อเลือกตั้งเสร็จทุกอย่างก็จะกลับสู่สภาพเดิม

ขณะเดียวกัน นพ.ประเวศ เห็นด้วยกับการตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจสลายการชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และเชื่อว่าเมื่อถึงจุดหนึ่ง บ้านเมืองต้องมีทางออก



ถอนข้อหากบฏ9แกนนำพันธมาร หวั่นก่อชนวน'เลือดล้างแผ่นดิน'


ศาลอุทธรณ์สั่งเพิกถอนหมายจับ 9 แกนนำ "ม็อบคลั่งชาติ" เว้นข้อหากบฏ-ซ่องสุมกำลัง หวั่นเหตุนองเลือดซ้ำ ส่วนหมายจับ "คดีปลุกปั่นมวลชน-ซ่องโจร" ศาลให้คงไว้ ด้านทนายกบฏเตรียมยื่นประกันตัว “ไชยวัฒน์-มหาเถื่อน” ส่วนอีก 7 แกนนำ พธม.ยังยื้อเข้ามอบตัว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ได้มีการอ่านคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ในคดีออกหมายจับ 9 แกนนำพันธมิตรฯ อันได้แก่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ,นายสนธิ ลิ้มทองกุล ,นายพิภพ ธงไชย ,นายสมศักดิ์ โกศัยสุข และนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รวมถึงนายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงาน ,นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ,นายอมร อมรรัตนานนท์ และนายเทิดภูมิ ใจดี แนวร่วมพันธมิตรฯ ผู้ต้องหาที่ 1-9 ที่ถูกออกหมายจับในข้อหากบฏ และข้อหาอื่นรวม 5 ข้อ ตามประมวลอาญา มาตรา 113, 114, 116, 215 และ 216 หลังจากทนายโจทก์ยื่นอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนหมายจับ

โดยศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้ถอนหมายจับในข้อหาใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร หรืออำนาจตุลาการแห่งรัฐธรรมนูญ ผู้นั้นกระทำผิดฐานเป็นกบฏต้องระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 และข้อหาสะสมกำลังพลหรืออาวุธ ตระเตรียมการหรือสมคบกันเพื่อเป็นกบฏ ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี มาตรา 114

แต่ทั้งนี้ ศาลอุทธรณ์ยังคงหมายจับข้อหาผู้ใดกระทำการเพื่อให้เกิดการปั่นป่วน กระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี มาตรา 116 ข้อหามั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และเมื่อเจ้าพนักงานสั่งผู้ที่มั่วสุมให้เลิกแล้วไม่เลิก ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 216 และ 215

ทางด้าน นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความกลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวว่า ในเบื้องต้นจะเตรียมหลักทรัพย์ เพื่อเตรียมยื่นประกันตัวนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ และพลตรีจำลอง ศรีเมือง ให้ออกมาจากเรือนจำก่อน ส่วนแกนนำอีก 7 คนจะเข้ามอบตัวต่อสู้คดีหรือไม่ จะต้องกลับไปหารือกันอีกครั้ง และหากแกนนำทั้ง 7 มีความประสงค์จะมอบตัว ก็จะต้องประสานไปยังตำรวจนครบาล ว่ามีขั้นตอนการมอบตัวอย่างไรต่อไป

'อนุพงษ์'เข้าพบ 'ป๋าเปรม' แจงสถานการณ์

ภายหลังจากเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้เข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ปิดล้อมทางเข้ารอบที่ทำการรัฐสภา โดยใช้กำลังพร้อมด้วยแก๊สน้ำตา ทำให้เกิดเหตุการณ์ปะทะรุนแรงและมีคนเสียชีวิตและบาดเจ็บอีกนับร้อยคนนั้น เรื่องนี้ทำให้เกิดกระแสต่อต้านและคัดค้านความรุนแรงเกิดขึ้นในบุคคลหลายฝ่ายหลายกลุ่ม

สมชายชี้แจงทูตประกาศยึดหลัก ปชต.

เมื่อวันที่ 8 ต.ค. เวลา 09.30 น. ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้เดินทางมายังกระทรวงการต่างประเทศ ให้การต้อนรับคณะทูตานุทูต 67 ประเทศ และหัวหน้าสำนักงานองค์การระหว่างประเทศ ประจำประเทศไทย ซึ่งมีเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทยร่วมด้วย 48 ประเทศ พร้อมเลี้ยงอาหารในโอกาสเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 26 ของประเทศไทย ทั้งนี้ นายกฯได้กล่าวสุนทรพจน์ ตอนหนึ่งว่า รัฐบาลของข้าพเจ้า ถือเป็นภาระหน้าที่ที่จะสร้างความเชื่อมั่นต่อระบอบการเมืองไทย โดยจะยึดมั่นในหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา และหลักแห่งกฎหมาย รัฐบาลจะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นภายในประเทศ ด้วยวิถีทางประชาธิปไตย และจะบริหารประเทศอย่างดีที่สุด เพื่อให้บรรลุความปรารถนาของประชาชนไทย ในการเสริมสร้างความเป็นปึกแผ่น และความปรองดองสมานฉันท์ ประเทศไทยจะเป็นสังคมที่มีความเข้มแข็ง และสามารถผ่านมรสุมทางการเมืองในอดีตที่ผ่านมาอย่างมั่นคง

กระทั่งเวลา 10.00 น. ทางเจ้าหน้าที่ และตำรวจรักษาความปลอดภัยนายกฯ ได้รับรายงานว่า กลุ่มพันธมิตร ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะเดินทางมายังกระทรวงการต่างประเทศ ทำให้นายสมชายต้องรีบปฏิบัติภารกิจให้เสร็จก่อนเวลาที่วางไว้ และออกจากกระทรวงไปในเวลา 10.30 น. โดยไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆ

นายกฯเยี่ยม ตร.เหยื่อเหตุการณ์สลายผู้ชุมนุม

จากนั้นเวลา 10.50 น. นายกรัฐมนตรีเดินทางมายัง โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อเยี่ยมตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจาก การปฏิบัติหน้าที่สลายกลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณหน้ารัฐสภา ซึ่งพักฟื้นอยู่ 5 นาย ประกอบด้วย พล.ต.ต.โกสินธ์ บุญสร้าง รอง ผบ.ตชด. ร.ต.ต.ภิญโญ สาระทอง ส.ต.ต. จักรพงษ์ แท่งทองหลาง สังกัด ด.ต.ณัฐนนท์ ศุภมงคลเจริญ ด.ต.เสก ตราเงิน กองกำกับ 2 บก.ตปท.บชน. ทั้งนี้นายกฯได้พูดคุยกับ ด.ต.ณัฐนนท์ ศุภมงคลเจริญ ที่ได้รับบาดเจ็บไหปลาร้าหักว่า ขอให้หายเร็วๆ ขอบคุณ และภูมิใจที่ตำรวจมีความเสียสละและช่วยกันรักษาสถาบัน รักษาความสงบที่เกิดจากผู้ไม่หวังดี ทำให้เกิดความวุ่นวาย วันนี้ไม่ได้มาเยี่ยมเพื่อเอาหน้าเอาตา ตนเองก็มีพี่ชายเป็นตำรวจ รู้สึกสะเทือนใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และพร้อมแก้ไขปัญหาต่อไป ขอให้ ผบ.ตร.ดูแลเรื่องค่ารักษาพยาบาลอย่างเต็มที่

อัดพันธมิตรฯติดอาวุธชุมนุมรุนแรง

ต่อมาเวลา 11.30 น. ที่โรงพยาบาลตำรวจ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ ว่า วันนี้ได้ไปกระทรวงการต่างประเทศ ได้เชิญทูตที่ประจำอยู่ในประเทศไทยไว้หลายวันแล้ว เพื่อให้ทราบถึงนโยบายการทำงาน และความร่วมมือระหว่างประเทศในโอกาสที่มีนายกฯใหม่ เพื่อกระชับความเป็นมิตรให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และมั่นใจว่ารัฐบาลสามารถทำงานได้ ซึ่งเรายึดหลักกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม การมาที่โรงพยาบาลตำรวจ ไม่ได้ มาเยี่ยมเฉพาะตำรวจ แต่มาเยี่ยมทั่วๆไปที่ได้รับบาดเจ็บ ผู้สื่อข่าวถามว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะสร้างความสมานฉันท์ ให้กับบ้านเมืองได้อย่างไร นายสมชายตอบว่า จะเห็นว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ ทั้ง ส.ส. และ ส.ว.เข้าไปประชุมในสภา และมีคนที่จะบุกรุกเข้ามา มีความวุ่นวายอย่างที่เห็น เมื่อถามว่า แผนปฏิบัติการที่ใช้เหตุใดจึงทำให้เกิดความสูญเสียทั้ง 2 ฝ่าย นายกฯตอบว่ามันไม่ใช่การปฏิบัติ อะไรที่รุนแรงหรือไม่รุนแรง สถานการณ์เมื่อวานมีความพยายามที่จะยึดสภา การใช้แก๊สน้ำตาของตำรวจถือเป็นเรื่องสากลในการระงับเหตุจลาจล ส่วนตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บเหตุเพราะถูกปืนยิง ถูกแทง เหล็กแหลมบ้าง เสาธงบ้าง ทำให้เห็นว่าผู้ที่มาชุมนุมไม่ได้ชุมนุมโดยสงบ แต่มีการทำร้ายอย่างนั้น ส่วนที่ได้รับบาดเจ็บจากการยิงแก๊ส น้ำตานั้น ทางแพทย์ได้แถลงแล้วว่า แก๊สน้ำตาไม่ได้ ทำให้สูญเสียอวัยวะหรืออะไร

อ่านรายละเอียดต่อ ไทยรัฐ

ศพนิรนามข้างรถจี๊ป ที่แท้น้องเขย 'การุณ ใสงาม'

วันนี้ (8 ต.ค.) พ.ต.อ.สมชาย เชยกลิ่น ผกก.สน.ดุสิต เปิดเผยความคืบหน้ากรณีรถจิ๊ป เชอโรกี สีขาว หมายเลขทะเบียน พต 4755 กรุงเทพมหานคร ระเบิดปริศนา บริเวณหน้าพรรคชาติไทย วานนี้ (7 ต.ค.) และพบศพนิรนามถูกไฟคลอก ล่าสุด จากการตรวจสอบชันสูตรศพ พบว่าผู้ตาย คือ พ.ต.ต.เมธี ชาติมนตรี อดีตสารวัตรปราบปราม สภ.เมืองบุรีรัมย์ โดยภรรยาของผู้ตายได้เดินทางมารับศพ และให้การว่าผู้ตายเดินทางมาร่วมชุมนุมกับกลุ่มเพื่อน จากนั้นเพื่อนได้สงสัยว่าสามีจะเสียชีวิตจากเหตุระเบิดรถยนต์ แล้วจึงแจ้งตนให้มาตรวจสอบและยืนยันว่า ศพดังกล่าวเป็นสามีจริง

จากการตรวจสอบพบว่า ผู้ตายเป็นน้องเขย นายการุณ ใสงาม อดีต ส.ว.บุรีรัมย์ ลาออกจากราชการเป็นเวลานานแล้ว และผันตัวมาเป็นแกนนำพันธมิตร ที่ จ.ศรีสะเกษ ก่อนจะเดินทางเข้ามาร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ ขณะนี้ ญาติผู้ตายได้ตั้งศพบำเพ็ญกุศลที่วัดกลาง จ.ศรีสะเกษ

วันเดียวกัน ที่สำนักงานเมธีการบัญชี ในเขต อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ญาติและเพื่อนของ พ.ต.ท.เมธี ได้เดินทางไปแสดงความเสียใจกับภรรยา และกล่าวว่า พ.ต.ท.เมธี เป็นคนรักอุดมการณ์และภูมิใจที่ทำหน้าหัวหน้าการ์ดและเป็นผู้ฝึกการ์ด ให้กับกลุ่มพันธมิตร


ยั่วไม่ขึ้นเลยต้องด่า!

ในอารมณ์ที่เตลิดเปิดเปิง ความคิดกระเจิดกระเจิงกันไป

ถึงขั้นที่กัปตันการบินไทยอารมณ์ค้าง ดักขวางงวงช้าง ปฏิเสธไม่รับนางฟาริดา สุไลมาน ส.ส.สุรินทร์ เขต 1 พรรคพลังประชาชน ขึ้นเครื่องเที่ยวบินที่ TG 1040 จากกรุงเทพฯ ไปยังท่าอากาศยานจังหวัดขอนแก่น โดยประกาศชัดๆเลยว่า

เที่ยวบินนี้ไม่รับ ส.ส.พลังประชาชน และนักการเมืองที่ทำร้ายประชาชน

เหตุการณ์ทำนองเดียวกันยังเกิดกับนายไชยา พรหมา ส.ส.หนองบัวลำภู และนางชมพู จันทาทอง ส.ส.หนองคาย เขต 1 พรรคพลังประชาชน ที่จะเดินทางขึ้นเครื่องบินเที่ยวบินที่ทีจี 1002 ดอนเมือง-อุดรธานี ก็ถูกกัปตันปฏิเสธ ไม่รับขึ้นเครื่องบินเช่นกัน

งานนี้เล่นหักดิบแรงๆเลย

การเมืองเรื่องม็อบลามป่วนถึงบนเครื่องบิน ไม่เว้นแม้กระทั่งโรงพยาบาล จากการอ้างของ นพ. สุเทพ กลชาญวิทย์ แพทย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า คณะแพทย์จากโรงพยาบาลจุฬาฯ ได้งดตรวจและรักษาเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ปะทะกับกลุ่มม็อบพันธมิตรฯ

เป็นหนึ่งในมาตรการทางสังคม เพื่อต้องการสะท้อนให้เห็นว่า แพทย์และพยาบาลไม่เห็นด้วยกับการกระทำที่รุนแรงเกินเหตุของผู้บริหารประเทศและเจ้าหน้าที่ตำรวจ

แต่ล่าสุด นพ.ธีรพงศ์ เจริญวิทย์ รักษาการ ผอ.โรงพยาบาลจุฬาฯ ยืนยันว่า ทางโรงพยาบาลจุฬาฯ ให้การตรวจรักษาเจ้าหน้าที่ตำรวจตามปกติ ไม่มีการเลือกปฏิบัติ การที่มีผู้ให้ข่าวว่าจะไม่รักษาตำรวจ คงเป็นความเห็นส่วนตัวของแพทย์บางคนเท่านั้น

โดยเชื้อปะทุวันแตกหัก “7 ตุลาฯอาถรรพณ์” สังเวยความขัดแย้งทางการเมืองด้วยเลือดและชีวิต ร่องรอยของความแตกแยกลามไปทั่ว แนวร่วมฝักใฝ่ม็อบพันธมิตรฯโชว์อิทธิฤทธิ์ตบหน้าสั่งสอนเครือข่ายรัฐบาล

เปิดหน้าเลือกข้าง ไม่ต้องกั๊กเก็บอาการกันอีกต่อไป

และก็เป็นอะไรที่หนีไม่ออก จำนนต่อภาพสยองที่ปรากฏบนหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์ ผู้ชุมนุมขาขาด แขนขาด เลือดทะลักนองถนน โดยมีหน่วยปราบจลาจลถือปืนยิงแก๊สน้ำตาเล็งเป้าเข้าใส่ตัวคน

รังแกประชาชนที่ไม่มีอาวุธ

ตำรวจตกเป็นจำเลยสังคมในฐานะผู้ลงมือ ส่วนรัฐบาลโดนข้อหาบงการ

แต่ก็แก้ลำกันทันควัน ล่าสุด พ.ต.อ.สมชาย เชยกลิ่น ผกก.สน.ดุสิต เปิดเผยความคืบหน้ากรณีพบศพนิรนามข้างรถจี๊ปเชโรกี สีขาว ทะเบียน พต 4755 กรุงเทพมหานคร ที่เกิดระเบิดปริศนา บริเวณหน้าพรรคชาติไทย ช่วงม็อบกำลังชุลมุน จากการตรวจสอบผลการชันสูตรศพ พบว่าผู้ตายคือ พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี อดีตสารวัตรปราบปรามในจังหวัดบุรีรัมย์ ที่ผันตัวเองมาเป็นแกนนำม็อบพันธมิตรฯสายศรีสะเกษ

และเป็นน้องเขยของนายการุณ ใสงาม แกนนำม็อบพันธมิตรฯ

เหมือนตั้งใจปล่อยคำถาม ตำรวจฝ่ายเดียวหรือเปล่าที่เล่นแรงนอกเกม

ที่แน่ๆเกมยุปฏิวัติยั่วไม่ขึ้น

สะท้อนจากอารมณ์เดือดดาลของแกนนำม็อบพันธมิตรฯขึ้นเวทีด่า “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ที่ไปยืนอยู่ข้างหลังนายกฯสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ช่วงแถลงข่าวที่กองบัญชาการกองทัพไทย ประทับความชอบธรรมให้ฝั˜งรัฐบาล แทนที่จะอยู่ข้างม็อบประชาชน

เหน็บแรงๆ ทหารไม่ควรหวังเพียงลาภยศ และเงินจากการซื้ออาวุธเท่านั้น

โดยเป้าถล่มของแกนนำม็อบพันธมิตรฯ เบนกระบอกปืนใหญ่เข้าใส่ ผู้บัญชาการทหารบก ขัดใจกับบท “นิ่ง” ไม่ขับรถถังออกมาซะที

แต่คิวนี้ก็เครียดแทน “บิ๊กป๊อก” กับหลายคำถาม “วัดใจ”

ที่แน่ๆกับโจทย์ข้อใหญ่ ถ้ารัฐประหารยึดอำนาจแล้วจะให้ใครกุมบังเหียนรัฐบาล ในเมื่อตัวอย่างก็เพิ่งมีให้เห็นหยกๆ กับผลงาน “ปฏิวัติปราสาททราย” ของ “บิ๊กบัง” พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ

ปล่อย “รัฐบาลฤาษีเลี้ยงเต่า” โดนด่าเช้าด่าเย็น

แล้วยิ่งในสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ได้รับแรงกระแทกจากวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ของสหรัฐอเมริกา ตลาดหุ้นทั่วโลกกำลังร่วงระนาว ประเทศไทยยังลูกผีลูกคน หุ้นดำดิ่งลงเหลือต่ำกว่า 500 จุด

เผาหลอก รอวันเผาจริง

และก็เป็นอะไรที่รู้กันอยู่แก่ใจ ปฏิวัติไล่รัฐบาล “สมชาย” ไป วิกฤติความแตกแยกของคนไทยก็ยังคงแตกเป็นเสี่ยง เครือข่ายพันธมิตรฯสลับไปนั่งเป็นฝ่ายถืออำนาจ ม็อบคนรัก “ทักษิณ” ก็ต้องออกมาอาละวาด

เล่นกันแบบทีกูทีมึง

ที่แน่ๆอิทธิฤทธิ์ของ “ทักษิณ ชินวัตร” ก็แสดงให้เห็นแล้วในสมัยรัฐบาลทายาท คมช. จากการเล่นบทโฉบไปโฉบมา เผลอก็เปิดเกมถล่มเหล่าอำมาตยาธิปไตย ประจานกลเกมอำนาจที่ซ่อนอยู่ในประเทศไทย

โดยมีเพื่อนฝรั่งต่างชาติถือหางซะด้วย.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน


นัดฟังคำสั่งเพิกถอนหมายจับ 9 ต.ค.

เมื่อวันที่ 8 ต.ค. ที่ศาลอาญา ศาลมีคำสั่งนัดคู่ความฟังคำสั่งอุทธรณ์ ที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายพิภพ ธงไชย นายสมศักดิ์ โกศัยสุข นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงาน นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ นายอมร อมรรัตนานนท์ และนายเทิดภูมิ ใจดี แนวร่วมพันธมิตรฯ ผู้ต้องหาที่ 1-9 ในข้อหากบฏ และข้อหาอื่นรวม 5 ข้อ ยื่นอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนหมายจับ ในวันที่ 9 ต.ค. เวลา 10.00 น. ที่ห้องพิจารณาคดี 714

โดย นายณฐพร โตประยูร ทนายความ 9 พันธมิตรฯ กล่าวว่า ในการฟังคำสั่งดังกล่าว พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ผู้ต้องหาที่ 1 และนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ผู้ต้องหาที่ 7 ที่ถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ ไม่จำเป็นต้องเบิกตัวมาฟังคำสั่ง โดยทีมทนายความจะเข้าฟังเอง