WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, October 9, 2008

จี้ถอดใบอนุญาตหมอชั่วพันธมิตร


* แพทยสภาชี้ผิดอาญา-จรรยาบรรณ
“แพทยสภา” ซัดหมอจุฬาฯ ที่ออกมาประกาศไม่รับรักษาตำรวจ เพราะเจ็บแค้นแทนพันธมิตรฯ พฤติกรรมไม่เหมาะสม อาจถึงขั้นมีความผิดทั้งจรรยาบรรณและเป็นคดีอาญา พร้อมจ่อตั้งกรรมการสอบหาข้อเท็จจริง ขณะที่แพทย์เรียงหน้าตำหนิไม่ใช่มติของโรงพยาบาล แค่เป็นความเห็นส่วนบุคคลไม่สมควรแอบอ้าง จี้แพทยสภาพิจารณาเฉียบขาด หากขาดความเหมาะสมเป็นหมอก็สมควรถอนใบอนุญาต ขณะเดียวกันกัปตันการบินไทย ออกอาการอวดดีประกาศไล่ ส.ส.พลังประชาชน ขึ้นเครื่อง อ้างปราบประชาชน ห่วงถ้าสภาพจิตไม่ปกติ ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ผู้โดยสารอันตรายแน่

* จี้ตรวจสภาพจิตกัปตันบินไทย-ห่วงผู้โดยสาร
จากกรณีที่มีกลุ่มแพทย์บางกลุ่มได้ออกมาแสดงพฤติกรรมชวนให้ชาวบ้านตกใจ ด้วยการอ้างเป็นกลุ่มอาจารย์แพทย์ พยาบาล และแพทย์ประจำบ้านของโรงเรียนแพทย์ 8 สถาบัน ออกแถลงการณ์ประณามผู้สั่งการ และตำรวจที่ใช้ความรุนแรงเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ เรียกร้องให้รัฐบาลออกมาแสดงความรับผิดชอบ และที่ร้ายที่สุดก็คือการประกาศว่าโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ จะนำร่องเป็นแห่งแรกที่จะใช้มาตรการไม่รับตรวจและรักษาเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว

หมอชั่วประกาศไม่รักษาคนไข้
โดย นพ.สุเทพ กลชาญวิทย์ แพทย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ รพ.จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ออกมา
ประกาศว่า วันนี้ คณะแพทย์จากโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ได้งดตรวจและรักษาเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ปะทะกับกลุ่มพันธมิตรฯ ซึ่งเป็นหนึ่งในมาตรการทางสังคมที่ต้องการสะท้อนให้เห็นว่าแพทย์และพยาบาลไม่เห็นด้วยกับการกระทำที่รุนแรง

สำหรับกลุ่มแพทย์ที่ร่วมออกแถลงการณ์ครั้งนี้ ได้อ้างว่าประกอบด้วย คณะแพทยศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โรงพยาบาลรามาธิบดี โรงพยาบาลศิริราช คณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาสงขลานครินทร์

นพ.สุเทพ กล่าวอีกว่า ขณะนี้ได้เริ่มต้นใช้มาตรการดังกล่าวเฉพาะโรงพยาบาลจุฬาฯ เท่านั้น และได้ประสานขอความร่วมมือไปยังกลุ่มอาจารย์แพทย์ พยาบาล และ แพทย์ประจำบ้านของโรงเรียนแพทย์ 8 สถาบัน เพื่อให้ใช้มาตรการดังกล่าวเรียบร้อยแล้ว ซึ่งทุกสถาบันตอบรับและเห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว

แพทยสภาซัดผิดจรรยาบรรณ
นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่า หลักการทั่วไปในเรื่องของจริยธรรมและเสรีภาพการประกอบวิชาชีพแพทย์ตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ หากมีผู้บาทเจ็บในภาวะฉุกเฉินซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อชีวิต แพทย์จะปฏิเสธการรักษาไม่ได้ถึงแม้ผู้บาดเจ็บจะเป็นศัตรูเป็นผู้ร้ายก็ต้องทำการรักษาตามหลักจริยธรรม แต่หากได้รับบาดเจ็บที่ไม่ใช่ภาวะฉุกเฉินไม่ถึงขั้นเป็นอันตรายต่อชีวิต แพทย์สามารถปฏิเสธการรักษาได้โดยการให้ไปรักษาที่โรงพยาบาลอื่นแทน รวมทั้งหากเป็นการรักษาที่เกินความสามารถของแพทย์ แพทย์ก็สามารถที่จะปฏิเสธการรักษาได้

ในส่วนของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่หากมีบาดแผลฉกรรจ์ และถึงขั้นรุนแรงอาจถึงแก่ชีวิตตามหลักแล้วแพทย์ต้องทำการรักษาไม่สามารถปฏิเสธการรักษาได้

“หากเป็นเรื่องฉุกเฉินแพทย์จะปฏิเสธการรักษาไม่ได้ เพราะถือเป็นความผิดทางอาญา ในการช่วยชีวิตเพื่อนมนุษย์ อย่างไรก็ตามผู้เสียหายสามารถฟ้องร้องเอาผิดมาได้” นพ.สมศักดิ์ กล่าวและว่า ทางแพทยสภาจะได้มีการตรวจสอบข้อมูลในเรื่องนี้ต่อไป อย่างไรก็ตามยังไม่มีกรณีที่ฟ้องร้องในเรื่องดังกล่าวเข้ามา

นายกแพทยสภา กล่าวด้วยว่า หากแพทย์จะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องการเมือง จะรักหรือเกลียดใครถือเป็นสิทธิส่วนบุคคลแต่ไม่ควรเอามายุ่งเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพของแพทย์ อย่างไรก็ตาม ตนอยากให้แยกให้ออกและมีความเป็นกลางในเรื่องของความเจ็บป่วยที่รุนแรงต้องช่วยเหลือทุกคนที่ได้รับความเดือดร้อน

จุฬาฯ ยันไม่ได้แถลงในนามรพ.
ด้าน ศ.นพ.ธีรพงษ์ เจริญวิทย์ รอง ผอ.รพ.จุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย กล่าวว่า ในฐานะ รพ.จุฬาฯเป็นองค์ของสภากาชาดไทย ต้องยึดมั่นในหลักการความเป็นกลาง และรักษาผู้ป่วยทุกคนโดยไม่คำนึงถึงว่าจะเป็นใคร ฝ่ายใด การแสดงความเห็นเป็นสิทธิของแพทย์ซึ่งเป็นความเห็นของแต่ละบุคคล ไม่ได้หมายความว่าถูกหรือผิด แต่ยืนยันว่าการแถลงข่าวไม่ได้ทำในนามโรงพยาบาล แต่ทำในนามกลุ่ม หรือบุคคล ซึ่งในองค์กรเดียวกันอาจจะมีความเห็นที่แตกต่าง

ทางด้านนายแพทย์ศิริชัย หงส์สงวนศรี คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ทางกลุ่มดังกล่าวก็ได้ออกมาชี้แจ้งแล้วว่า การออกแถลงการณ์นั้นเปรียบเสมือน เป็นการทำเชิงสัญลักษณ์ เป็นลักษณะของการแสดงออกว่าไม่พอใจตำรวจ เป็นเรื่องความเห็นส่วนบุคคล

“ความจริงแล้ว แพทย์ไม่สามารถเลือกได้หรอกว่าจะรักษาหรือไม่รักษาใคร เพราะว่ามันไม่เป็นไปตามหลักที่เราเรียนมา ถึงแม้ว่าอาจจะไม่มีความพอใจแต่ถึงอย่างไรถ้ามีผู้บาดเจ็บแพทย์ต้องพยายามรักษาให้อย่างดีที่สุด” นพ.ศิริชัยกล่าว

จี้แพทยสภาสอบถอดใบอนุญาต
ด้าน ศ.นพ.สันต์ หัตถีรัตน์ เปิดเผยว่า มันเป็นไปไม่ได้ทางการแพทย์ เพราะว่าแพทย์ต้องรักษาคนป่วยทุกคน ไม่มีการเลือกปฏิบัติต้องยึดเป็นหลักแบบเดียวกัน การที่แพทย์ออกมาพูดแบบนั้นแสดงว่าเขาไม่ใช่แพทย์ที่แท้จริง

“ผมเห็นว่าเรื่องนี้ทางแพทยสภาน่าจะเข้ามาตรวจสอบ ว่าการกระทำดังกล่าวมีเป้าประสงค์ หรือมีความต้องการที่จะให้มีความเสื่อมเสียเรื่องจรรยาบรรณ หรือภาพลักษณ์ของความเป็นแพทย์หรือไม่ แต่ถึงที่สุดแล้วจะมีการพิจารณาให้เพิกถอนใบอนุญาตวิชาชีพหรือไม่นั้น คงต้องขึ้นอยู่กับทางมติของแพทยสภาว่ามีอย่างไร เราเข้าไปก้าวกายตรงนั้นไม่ได้” นพ.สันต์กล่าว

หมอไม่มีสิทธิ์ปัดรักษาคนไข้
ส่วนนายแพทย์เหวง โตจิราการ ศิษย์เก่าคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่าแพทย์ไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธรักษาคนไข้ ไม่ว่าฝ่ายใดก็ตาม แม้แต่ในสงครามแพทย์ชาวอเมริกันจะปฏิเสธที่จะรักษาทหารเยอรมันยังไม่ได้เลย หรือรักษาในลักษณะตั้งใจทำให้คนไข้เสียชีวิตก็ย่อมทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นแล้วโรงพยาบาลของชาวอเมริกันต้องรับรับรักษาคนไข้ทุกราย

หรืออย่างในสมัยสงครามเวียดนามกับสหรัฐอเมริกา ก็ได้เห็นมาตรการสูงส่งทางการแพทย์ที่รักษาคนที่บาดเจ็บในสงครามแม้จะไม่ใช่ฝ่ายตนเองก็ตาม

การปฏิเสธไม่รักษาผู้บาดเจ็บทำไม่ได้ นั่นคือจรรยาบรรณแพทย์ ขนาดในสงครามต่างๆ แต่ละประเทศฆ่ากันกินเลือดกินเนื้อ ยังรักษาคนเจ็บของอีกฝ่าย แล้วทำไมการปะทะกันในประเทศไทยกันเองเช่นนี้แพทย์จึงปฏิเสธที่จะรักษา
อย่างไรก็ตาม ฝากข้อคิดไว้ว่าแพทย์ไม่ควรใช้ทัศนะทางการเมืองมาเลือกปฏิบัติกับคนไข้ ว่าจะรักษาอาการของคนเจ็บฝ่ายทางนั้นทางนี้

ขณะเดียวกัน รายการ “ความจริงวันนี้” ก็ได้ประนามแนวคิดของหมอคนดังกล่าวเช่นเดียวกัน ว่าเป็นความไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

กัปตันบินไทยมารยาทชั่วไล่ส.ส.
ขณะเดียวกันก็มีเรื่องกัปตันการบินไทย หัวใจพันธมิตรฯ แสดงมารยาทเลวต่อผู้โดยสาร โดยในเวลาประมาณ 06.15 น. วันที่ 8 ตุลาคม เที่ยวบินที่ TG1040 ของบริษัทการบินไทยจากท่าอากาศยานดอนเมือง มุ่งตรงไปยังท่าอากาศยาน จ.ขอนแก่น กัปตันของเครื่องบินได้ปิดประตูเครื่องบินปฏิเสธรับ นางฟาริดา สุไลมาน ส.ส.สุรินทร์ เขต 1 พรรคพลังประชาชน ขึ้นเครื่อง แถมยังประกาศว่า “เที่ยวบินนี้ไม่รับทรราช เที่ยวบินนี้ไม่รับ ส.ส.พลังประชาชนและนักการเมืองที่ทำร้ายประชาชนขึ้นเครื่อง ผมจะไม่รับพวกคุณขึ้นเครื่องตลอดชีวิต”

และต่อมาในเวลา 09.00 น. วันเดียวกัน เที่ยวบินการบินไทย ทีจี 1002 ดอนเมือง-อุดรธานี กัปตันและนักบินประกาศที่จะไม่รับ ส.ส.พลังประชาชน 2 คน ประกอบไปด้วย นายไชยา พรหมมา ส.ส.หนองบัวลำภู พรรคพลังประชาชน และ นางชมพู จันทาทอง ส.ส. หนองคาย เขต 1 พรรคพลังประชาชน ขึ้นเครื่องด้วยเช่นกัน

กรณีดังกล่าวผู้บริหารบริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) แถลงข่าวถึงกรณีกัปตันการบินไทยไม่ให้นางฟาริดา ขึ้นเครื่องบิน ว่า เบื้องต้นจะเรียก นายจักรกฤษณ์ พงษ์ศิริ กัปตันคนดังกล่าวมาสอบสวน เพื่อทราบถึงข้อเท็จจริงก่อน

ขณะที่นางแจ่มศรี สุกโชติรัตน์ ประธานสหภาพฯ การบินไทย กล่าวว่า การกระทำดังกล่าวเป็นเอกสิทธิ์ส่วนบุคคลที่สามารถทำได้ โดยนักบินมีโอกาสปฏิเสธผู้โดยสารได้ หากร่วมเส้นทางบินแล้วเกิดความไม่สบายใจ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีดังกลาวว่าเป็นเรื่องฝ่ายบริษัทการบินไทยจะดูแลตรวจสอบ แต่ขอตั้งข้อสังเกตว่าแม้เป็นเอกสิทธิ์ของกัปตันที่จะให้ใครอยู่บนเครื่องหรือไม่อย่างไรก็ได้นั้นก็ว่ากันไป เพียงแต่ว่าเหตุผลทางการเมืองที่จะใช้กล่าวอ้างนั้นก็ต้องดูด้วยว่าใช้เอกสิทธิ์โดยชอบหรือไม่

"เพราะความไม่สบายใจอันเป็นความรู้สึกของกัปตันก็เกิดขึ้นได้ แต่การใช้เหตุผลทางการเมืองว่าไม่พอใจฝักฝ่ายการเมืองแล้วตัดสินใจดำเนินการแบบนี้ถือว่าเป็นลิดรอนสิทธิเสรีภาพของผู้โดยสารซึ่งเขามาตามกติกาถูกต้องทุกอย่างโดยมีการซื้อตั๋ว"นายณัฐวุฒิ กล่าว

ด้านนางฟาริดา สุไลมาน ฝากถึงการบินไทย ให้มีการตรวจสภาวะจิตกัปตัน “อยากให้ผู้เกี่ยวข้องช่วยดูแลเรื่องสภาวะทางจิตที่ไม่สมบูรณ์ ไม่สามารถแยกแยะเหตุและผลได้ประชาชนหรือผู้โดยสารที่ต้องฝากชีวิตไว้ คงไม่ปลอดภัย”

ขยายความ
ข้อบังคับแพทยสภาว่า
ด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2526

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 21 (3) (ช) และด้วยความเห็นชอบของสภานายกพิเศษตามมาตรา25 แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม พ.ศ. 2525 คณะกรรมการแพทยสภาออกข้อบังคับว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่งวิชาชีพเวชกรรมไว้ดังต่อไปนี้

หมวด 1
หลักทั่วไป
ข้อ 1. ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมย่อมดำรงตนให้สมควรในสังคมโดยธรรม และเคารพต่อกฎหมาย ของบ้านเมือง
ข้อ 2. ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมย่อมไม่ประพฤติหรือกระทำการใด ๆ อันอาจเป็นเหตุให้เสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ
ข้อ 3. ผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมย่อมประกอบวิชาชีพด้วยเจตนาดี โดยไม่คำนึงถึงฐานะ เชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา สังคม หรือลัทธิการเมือง


สุขุมพงศ์เผย ครม.นัดพิเศษอาจตั้งคนกลางสอบสวนสลายม็อบกบฏ


"สุขุมพงศ์ โง่นคำ" เชื่อรัฐบาลทำดีที่สุดแล้ว ไม่สนฉายา"รัฐบาลอาชญากร" พร้อมระบุการประชุม คณะรัฐมนตรีนัดพิเศษวันนี้ อาจตั้งคนกลางเป็นกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงการเข้าสลายฝูงชนที่ผ่านมา

นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ ระบุว่าในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ จะได้มีการพูดคุยกันถึงแนวทางของคณะรัฐมนตรีต่อการตั้งคณะกรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์ปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจและกลุ่มพันธมิตรฯ โดยอาจมีการหาบุคคลที่เป็นกลางขึ้นมาเป็นคณะกรรมการ

อย่างไรก็ตามยืนยันว่าแก๊สน้ำตาไม่สามารถทำให้คนเจ็บได้ ส่วนการพกพาอาวุธของเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้นต้องมีการตรวจสอบต่อไป รวมถึงต้องตรวจสอบให้รอบด้าน ส่วนฉายารัฐบาลอาชญากรนั้น ระบุว่าไม่เป็นไรเพราะบุคคลที่มองในแง่ดีมีอีกมาก โดยยืนยันรัฐบาลทำดีที่สุดแล้วและเชื่อมั่นว่าจะสามารถทำความเข้าใจกับทุกฝ่ายได้ ส่วนการเจรจา 4 ฝ่ายนั้นยังเดินหน้าต่อไป เพราะประธานวุฒิสภายังให้ความร่วมมือและทุกพรรคได้ส่งชื่อตัวแทนมาแล้วแม้พรรคประชาธิปัตย์จะชะลอการส่งชื่อก็เป็นสิทธิ์ที่จะทำได้ โดยในวันที่ 20 ตุลาคมนี้จะเริ่มดำเนินการ

ขณะเดียวกันยังยืนยันด้วยว่าการดำเนินงานบริหารราชการแผ่นดินของรัฐบาลเป็นไปอย่างชอบธรรมแล้วสามารถบริหารราชการแผ่นดินได้เพราะแถลงนโยบายเรียบร้อยแล้ว


ผบ.ทบ. ย้ำ เป็นทหารของพระเจ้าอยู่หัว ไม่คิดทำร้ายประชาชน


ผู้บัญชาการทหารบก ย้ำ เป็นทหารของพระเจ้าอยู่หัว ไม่คิดทำร้ายประชาชน ยืนยัน ไม่ได้เข้าพบ ประธานองคมนตรีวานนี้

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ปฏิเสธว่า ไม่ได้มีการเข้าพบหารือกับ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ตามที่เป็นข่าวแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม สำหรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น จนมีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตนั้น ส่วนตัวก็มีความรู้สึกเช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป ที่ไม่อยากให้เกิดความสูญเสีย

ทั้งนี้ยืนยันว่า ทหารยังเป็นทหารของชาติประชาชนและเป็นทหารในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมทั้งจะไม่ทำร้ายประชาชนโดยเด็ดขาด ขณะเดียวกัน เหตุการณ์ความรุนแรงในลักษณะ 6 ตุลาและ 14 ตุลา จะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ขอให้ประชาชนมั่นใจ เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายจะใช้วิธีการละมุนละม่อมกับประชาชน

นอกจากนี้ ผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะ ประธานคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ร่วม หรือ คตร. กล่าวด้วยว่า ในส่วนของคณะกรรมการ ก็ได้มีการประชุม เพื่อประเมินสถานการณ์ และหารือถึงแนวทางในการปฏิบัติภาระกิจ ตามอำนาจหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน พร้อมทั้งเชื่อว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจ จะไม่กระทำต่อผู้ที่มาชุมนุมในลักษณะที่ ก่อให้เกิดความรุนแรง


ปชป.ร่วมขย่ม-ชาติฉิบหายก็ไม่สนใจ


แฉ! ขบวนการโค่นรัฐบาล สุดอำมหิตใช้ประชาชนเป็นเหยื่อการเมือง สร้างสถานการณ์ทำลายกันเองโยนผิดให้รัฐบาล ปชป.หางโผล่ แถลงข่าวประณามรัฐบาลรับลูกพันธมิตรฯ อย่างกับพิมพ์เดียวกัน ร้องผบ.ตร. เอาผิด "สมชาย" ด้าน “หมอประเวศ” รับลูกกบฎเชิญชวนทหารออกมาปฏิวัติตั้งรัฐบาลแห่งชาติ

จากเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มกบฏพันธมิตรฯ ที่ปักหลักชุมนุมด้านหน้าอาคารรัฐสภา และด้านหน้ากองบัญชาการตำรวจนครบาล ที่พบว่ามีการสร้างสถานการณ์จากมือที่ 3 เพื่อหวังให้เหตุกาณ์รุนแรง และพบมีการเชื่อมโยงเป็นกระบวน นั้น

ปชป. สบชองรีบถล่มรัฐบาล
เมื่อวันที่ 8 ต.ค. นายเทพไท เสนพงศ์ ผู้ช่วยเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า การประชุมรัฐสภาเพื่อเถลงนโยบายของรัฐบาลที่ผ่านมาได้ปรากฎภาพลักษณ์ที่เสียหายต่อรัฐสภาเป็นอย่างยิ่งองค์ประกอบของสมาชิกในรัฐสภาไม่มีสมาชิกพรรคฝ่ายค้านและวุฒิสมาชิกบางส่วน จึงเปรียบเสมือนเป็นสภาเถื่อนมีการอภิปรายใส่ร้ายสมาชิกรัฐสภาที่ไม่ได้เข้าร่วมประชุมแต่เพียงฝ่ายเดียว

ด้าน นายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมคณะ ส.ส.ของพรรค เข้ายื่นเรื่องกล่าวโทษนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ต่อ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้ดำเนินคดีกับนายกรัฐมนตรี กับพวก ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 84 157 295 297 288 และ 289 หลังสั่งการให้ตำรวจใช้กำลังสลายการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่บริเวณหน้าอาคารรัฐสภาจนเป็นเหตุให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัสและเสียชีวิต ซึ่งถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และทำให้ผู้อื่นเสียชีวิต โดยไตร่ตรองไว้ก่อน ซึ่งทางตำรวจต้องรับเรื่องไว้พิจารณาภายใน 1 เดือน ก่อนส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.ดำเนินการ

ส.ว.ลากตั้งออกแถลงการณ์
ขณะที่ กลุ่ม 40 ส.ว. นำโดย พล.ร.อ.สุรศักดิ์ ศรีอรุณ นายประสาร มฤคพิทักษ์ นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา และน.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กทม.ได้ออกแถลงการณ์กลุ่มส.ว. ฉบับที่ 3 ซึ่งมีข้อเรียกร้อง 6 ข้อ คือ

1.ขอแสดงความเสียใจและห่วงใยต่อญาติของผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บทุกคน ทุกฝ่าย และเห็นว่ารัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขควรดูแลรับผิดชอบและเยียวยาทุกคนทุกฝ่าย ที่สูญเสียจากเหตุการณ์ดังกล่าว

2.เพื่อคลายความกังวลของสังคมเราเห็นว่า ตชด.ที่มีความคุ้นเคยต่อการปฏิบัติการรับในชายแดนต้องออกจากพื้นที่กทม.ในทันที

3.รัฐบาลจะต้องแสดงความรับผิดชอบต่อชีวิตและเลือดเนื้อของทุกคนทุกฝ่าย ด้วยการสอบสวนเอาผิดกับผู้สั่งการที่ละเมิดวิธีปฏิบัติตามมาตรฐานสากลอย่างไร้มนุษยธรรม และรัฐบาลต้องยุติปฏิบัติการความรุนแรงต่อผู้ชุมนุมโดยทันที

4.จะประเมินเหตุการณ์ทั้งหมดและหลักฐานทั้งภาพ เสียง วีดิทัศน์ และเอกสารต่อคณะสิทธิมนุษยชนสหประชาชาติ ต่อ Human Right Watch ต่อสถานเอกอัครราชทูตแห่งประเทศไทยเพื่อให้เข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง

5.จะตั้งกระทู้ด่วนต่อประธานวุฒิสภา เพื่อให้นายกฯมาตอบคำถามต่อที่ประชุมวุฒิสภาให้ชี้แจงแสดงเหตุผลว่าใครเป็นคนสั่ง ใครเป็นผู้ปฏิบัติต้องการให้เกิดผลอะไร และรัฐบาลจะรับผิดชอบอย่างไร
และ

6.คณะกรรมาธิการหลายคณะของวุฒิสภาจะตั้งคณะทำงานพิเศษเพื่อตรวจสอบการปฏิบัติการใช้ความรุนแรงเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน โดยจะเชิญผู้ทรงคุณวุฒิภายนอกมาร่วมด้วย

“หมอประเวศ” เชิญทหารปฏิวัติ
น.พ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส กล่าวว่า การสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จนเป็นเหตุทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตและ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ในฐานะที่เป็นผู้รับผิดชอบในการบริหารงานของประเทศ ควรที่จะแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่ง เพื่อช่วยลดความตึงเครียดของสถานการณ์ พร้อมกันนี้ ได้เสนอให้มีการสรรหานายกรัฐมนตรีคนใหม่เข้ามาแก้ไขวิกฤต โดยใช้กระบวนการคัดสรรของรัฐสภา รวมถึงผลักดันให้มีการจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ขณะเดียวกันเห็นว่า นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ควรที่จะเข้ามาเป็นคนกลางในการเจรจากับพันธมิตรฯ

อย่างไรก็ตาม ราษฎรอาวุโส กล่าวด้วยว่า หากสถานการณ์ยังไม่ยุติ สมควรให้ทหารออกมาเป็นคนกลางในการรักษาความสงบเรียบร้อย เพื่อป้องกันการปะทะกันของทั้ง 2 ฝ่าย พร้อมกันนี้ ยังเห็นว่าทุกฝ่ายควรที่จะแสดงความเสียใจต่อสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะเป็นสิ่งที่ช่วยเยียวยาความรู้สึก โดยถือเอาวิกฤตที่เกิดขึ้นครั้งนี้ เป็นโอกาสในการพัฒนาการเมืองให้ดีขึ้น

ชมรม ส.ส.ร.50รับลูกจี้ลาออก

ขณะที่ นายเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานชมรม ส.ส.ร.50 ได้ออกแถลงการณ์ต่อสถานการณ์การสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยมีเนื้อหาว่า สถานการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงการทำหน้าที่ของรัฐบาลในฐานะผู้บริหารประเทศ และฝ่ายนิติบัญญัติที่ขาดความรับผิดชอบ ไม่มีความสามารถแก้ปัญหาบ้านเมืองให้เกิดความสงบเรียบร้อยได้ หากยังฝืนจะรั้งอยู่ต่อรัฐบาลก็ไม่สามารถบริหารประเทศได้ เพราะไม่เห็นทางที่จะคลี่คลายหรือกลับคืนสู่สภาวะปกติได้

นายเสรี กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรียุติการสลายกลุ่มผู้ชุมนุมด้วยวิธีความรุนแรง พร้อมให้มีการเยียวยารับผิดชอบต่อคนที่เสียชีวิตและบาดเจ็บในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นของทุกฝ่ายอย่างทันทีทันใด และเมื่อรัฐบาลไม่สามารถบริหารบ้านเมืองต่อไปได้ จึงไม่มีประโยชน์ในการอยู่ในตำแหน่งอีกต่อไป จึงขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออกและให้มีการยุบสภาผู้แทนราษฎร เพื่อคืนอำนาจให้แก่ประชาชนอันเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้สถานการณ์บ้านเมืองกลับคืนสู่ภาวะปกติได้โดยเร็ว

ประธานวุฒิฯ หนุน “ประเวศ”
นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา พร้อมด้วยน.ส.ทัศนา บุญทอง รองประธานวุฒิสภา ได้แถลงเพื่อแสดงจุดยืนถึงเหตุการณ์สลายการชุมนุมกลุ่มพันธมิตรเมื่อวันที่ 7 ต.ค.ว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก ตนในนามของวุฒิสภา และส.ว.ทุกท่านจึงมีความเห็นดังนี้

1.ขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งต่อครอบครัวญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ และขอเป็นกำลังใจให้ผู้บาดเจ็บทุกคนหายเป็นปกติโดยเร็ว

2.ขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน โดยการประนีประนอม เพื่อหาทางออกที่เหมาะสมก่อนที่จะสังคมจะแตกแยกกันไปมากกว่านี้

3.ได้ตระหนักดีว่าการควบคุมประชาชนจำนวนมากนั้นไม่ง่าย แต่การใช้ความรุนแรงเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นอย่างยิ่ง เพราะมีแต่ความสูญเสีย ความแตกแยกจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น การสร้างความสมานฉันท์อย่างที่ทุกคนมุ่งหวังจะยากลำบากขึ้น จึงเห็นว่ามาถึงจุดนี้แล้วการเยียวยาน่าจะเป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการทั้งต่อผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ และผู้ที่อาจพิการให้อนาคต

ต่อข้อถามว่าถึงเวลาที่รัฐบาลจะแสดงความรับผิดชอบด้วยการยุบสภาหรือยัง นายประสพสุข กล่าวว่า จะบอกว่าเป็นเรื่องของรัฐบาล และสภา วุฒิสภาไปก้าวล่วงไม่ได้ ทางออกต้องทำให้นุ่มนวล เหมาะสม ทุกฝ่ายยอมรับได้ อย่างน้อยที่สุดต้องเจรจากัน ผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองยังมีอยู่ อย่าทิ้งเรื่องการเจรจา ไม่อย่างนั้นก็คงจบด้วยดีไม่ได้ ถึงแม้พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตรองนายกฯจะลาออกไป ก็หาคนใหม่ ซึ่งสื่อก็คงทราบดีว่าใครที่เป็นกลางและสังคมที่เชื่อ เมื่อถามต่อว่าผู้ใหญ่อย่างนพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโสก็ออกมาปฎิเสธ นายประสพสุข กล่าวว่า ส่วนตัวคิดว่านพ.ประเวศยังคงเหมาะสมที่เป็นผู้ใหญ่ในการเจรจากับทุกฝ่าย และไม่คิดว่าท่านจะปฎิเสธเด็ดขาด

"ณัฐวุฒิ"ยันรัฐบาลทำตามกม.
นายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงถึงเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดจากการสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจต่อกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่า เรื่องนี้ขอเรียนประชาชนว่าทางรัฐบาล นายกฯ มีความรู้สึกเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นความเจ็บปวดของทุกคน รัฐบาลไม่อยากให้เกิดความรุนแรง รัฐบาลยืนยันได้ว่าไม่ต้องการใช้กำลังสลายกำลัง ซึ่งเป็นการสานต่อจากนโยบายชุดที่ผ่านมา ว่าไม่ต้องการใช้ความรุนแรงสลายม๊อบ เพราะหากมีความต้องการใช้กำลังก็สามารถทำได้สะดวก ไม่ต้องมาใช้ช่วงชุลมุนเช่นนี้

ทั้งนี้ในช่วงที่ผ่านมาจำนวนกลุ่มผู้ชุมนุมและบรรยากาศความคึกคักของที่ชุมนุมในทำเนียบถอยลงไปมาก หากต้องการใช้กำลังก็สามารถดำเนินการได้สะดวกมากกว่าในวันที่กลุ่มแกนนำประกาศว่าเป็นสงครามครั้งสุดท้ายก็ตาม ดังนั้นการปฎิบัติของเจ้าหน้าที่ไม่ได้อยู่ในความต้องการของการใช้กำลังสลายแต่เพียงต้องการเปิดทางเข้าได้เพียงช่องทางเดียวเท่านั้นเพื่อให้ส.ส.และส.ว.เข้าร่วมประชุมแถลงนโยบายได้ให้สำเร็จลุล่วง มีการตั้งคำถามว่าทำไมรัฐบาลต้องแถลงอย่างเร่งด่วนและนำไปสู่การกระทบกระทั่งในที่สุด

นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า การแถลงของรัฐบาลเป็นไปตามรธน.น170 ซึ่งจากกรณีนี้วันสุดท้ายจะตรงวันที่ 9 ต.ค. แต่รัฐบาลได้นัดหมายไว้แล้วจึงมีความจำเป็นต้องดำเนินการตามนั้นและคาดหวังว่าสามารถเปิดช่องเข้าสภาฯได้และสามารถแถลงได้อย่างลุล่วงจะเห็นว่าตลอดระยะเวลาทางเจ้าหน้าที่ไม่ได้ดำเนินการใดๆ ทำให้พันธมิตรฯนำกำลังเข้ามายึดได้ ขอยืนยันและทำความเข้าใจตรงกัน เพราะหากรัฐบาลไม่สามารถแถลงได้ การดำเนินการด้านนโยบายที่จะผลักดันงบฯไปสู่ประชาชนไม่ได้ ผลกระทบก็จะตกกับประชาชนทั่วประเทศ

พธม. ชี้ทำร้ายตำรวจเรื่องเล็ก
ขณะที่ นายพิภพ ธงไชย และ นายสมศักดิ์ โกสัยสุข แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย แถลงข่าว โดยยืนยันว่า ขณะนี้ทางกลุ่มพันธมิตรฯ จะไม่มีการเจรจากับรัฐบาล หรือตัวแทนของรัฐบาลอีกต่อไป เนื่องจาก เหตุการณ์ปะทะของกลุ่มผู้ชุมนุม และเจ้าหน้าที่รัฐบาล เมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา ชี้ให้เห็๋นว่ารัฐบาลใช้ความรุนแรงกับประชาชนในการสลายการชุมนุม จึงหมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศอย่างสินเชิง พร้อมทั้งนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ยังไม่ได้มีกล่าวแสดงความเสียใจ ต่อกรณีดังกล่าวต่อสาธารณชน ถือว่าขาดจริยธรรมและคุณธรรม

ทั้งนี้นายพิภพ เปิดเผยว่า ทางกลุ่มพันธมิตรฯจะตั้งคณะกรรมการ ญาติวีรชน 7 ตุลาเพื่อเผยข้อเท็จจริงกรณีที่ตำรวจใช้ความรุนแรงต่อประชาชนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมกับเรียกร้องให้ทางกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สภาทนายความ คณะกรรมาธิการสมาชิกวุฒิสภา และคณะกรรมาธิการในส่วนของพรรคฝ่ายค้าน ทำการตั้งคณะกรรมการกลาง ทำการสอบสวนในข้อเท็จจริง เพื่อหาข้อสรุปต่อเหตุการณ์ดังกล่าว เพื่อจะทำการรสบรวมพยานหลักฐานในการดำเนินคดีกับนายกรัฐมนตรี เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำร้ายประชาน และผู้สังการที่เกี่ยวข้องมาลงโทษทางกฎหมายให้ได้

ผบช.น.ท้อใจ!ลั่นตกเป็นจำเลยสังคมหตุใช้แก๊สน้ำตาสลายม็อบ

พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) เปิดเผยว่า รู้สึกท้อใจที่ตกเป็นจำเลยสังคมในการสลายฝูงชนที่หน้ารัฐสภา ซึ่งตนยืนยันว่าได้ทำตามหน้าที่ ไม่เคยแบ่งแยกว่าเป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล หรือประชาชน

ทั้งนี้ หากมีเหตุการณ์ในลักษณะนี้เกิดขึ้นอีก ตำรวจจะไม่มีการใช้แก๊สน้ำตาสลายการชุมนุม เพราะตำรวจใช้แก๊สน้ำตาไม่ได้ใช้ระเบิดอย่างที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย(พธม.) กล่าวหา ซึ่งจากการปะทะกันดังกล่าว ส่งผลให้มีตำรวจได้รับบาดเจ็บหลายนาย

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่มีคำสั่งของศาลอุทธรณ์เพิกถอนข้อกล่าวหากบฏ และสะสมกำลัง ของ 9 แกนนำพันธมิตรฯ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ได้ขึ้นประกาศบนเวทีปราศรัยว่า พร้อมจะนำแกนนำทั้ง 9 คน เข้ามอบตัวต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ


‘เจ็กลิ้ม’ดื้อตาใส!ลั่นเอาคนไปตายสนองตันหา'ม็อบถ่อย'


“เจ๊กลิ้ม” ดื้อตาใส! ฟาดงวงฟาดงาใส่ตำรวจ ท้าสลายการชุมนุมรอบ 2 ไม่หวั่นสูญชีวิตผู้บริสุทธิ์ มองผู้ชุมนุมเป็นแค่ผักปลาสนองตันหาแกนนำม็อบถ่อย ย้ำข้อแก้ตัวปาหี่ ถูกใบสั่งรัฐบาลยัดข้อหากบฏ ลั่นยึดทำเนียบฯเป็นฐานที่มั่น “ซ่องสุมกำลังพล” เตรียมล่อเป้าทหาร-สีกากี

นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กล่าวภายหลังรับทราบกรณีศาลอุทธรณ์มีคำสั่งเพิกถอนหมายจับ 9 แกนนำพันธมิตรฯ ในข้อหากบฏ สะสมกำลังพลและสมคบกันเป็นกบฏแล้ว คงไว้แต่ข้อหาบุกรุกสถานที่ราชการ และข้อหาก่อความไม่สงบรวม 3 ข้อหาว่า

ต่อเรื่องดังกล่าว นายสนธิยืนยันว่า ไม่เคยยอมรับหมายจับคดีกบฏ และสะสมอาวุธมาตั้งแต่ก่อนหน้านี้แล้ว ดังนั้นต้องรอการประชุมของแกนนำ เพราะถ้าไปมอบตัวก็ไม่รู้ว่าจะไปมอบตัวกันแบบไหน เนื่องจากคดีที่เหลือเป็นการบุกรุกสถานที่ราชการ หรือก่อความวุ่นวาย ทั้งนี้อาจจะไปประกันตัวในคดีเหล่านี้ ซึ่งก็ต้องดูว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะดำเนินการอย่างไร เพราะเจ้าหน้าที่ตำรวจอาจจะยังกลั่นแกล้ง โกหก ขณะเดียวกันในส่วนของ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่ถูกควบคุมตัวอยู่ ก็เตรียมที่จะยื่นประกันตัว

อย่างไรก็ตาม จะต้องมีการประชุมท่าทีของแกนนำโดยดูข้อหาที่ยังเหลืออยู่ก่อน นายสนธิ ยืนยันว่า จะมีการชุมนุมอยู่ในทำเนียบรัฐบาลต่อไป เพราะข้อหากบฏเราไม่ยอมรับมาตั้งแต่ต้น เรายังสู้ เรามีสิทธิที่จะชุมนุม เราจะไม่ออกจากทำเนียบ เราจะรอการสลาย ไม่ออกเด็ดขาด


‘หมอประเวศ’หนุนตั้งรบ.แห่งชาติ-จี้นายกฯไขก็อก!แก้วิกฤตการเมือง

นายแพทย์ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส แสดงความคิดเห็นในการแก้วิกฤตทางการเมือง โดยย้ำให้แก้วิกฤตผ่านกระบวนการรัฐสภา โดยสมาชิกรัฐสภาต้องรวมตัวเพื่อคัดเลือกนายกรัฐมนตรีที่ได้รับการยอมรับ ซึ่งจะเรียกว่า "รัฐบาลแห่งชาติ" หรือ "รัฐบาลชั่วคราว" ก็ได้ เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปการเมือง โดยใช้เวลาประมาณ 2 ปี

นอกจากนี้ นพ.ประเวศชี้ว่า หากนายกรัฐมนตรีลาออก น่าจะลดความตึงเครียดทางการเมืองลงได้บ้าง ส่วนวิธีการยุบสภาเป็นการช่วยแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่เมื่อเลือกตั้งเสร็จทุกอย่างก็จะกลับสู่สภาพเดิม

ขณะเดียวกัน นพ.ประเวศ เห็นด้วยกับการตั้งคณะกรรมการอิสระตรวจสอบเหตุเจ้าหน้าที่ตำรวจสลายการชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และเชื่อว่าเมื่อถึงจุดหนึ่ง บ้านเมืองต้องมีทางออก



ถอนข้อหากบฏ9แกนนำพันธมาร หวั่นก่อชนวน'เลือดล้างแผ่นดิน'


ศาลอุทธรณ์สั่งเพิกถอนหมายจับ 9 แกนนำ "ม็อบคลั่งชาติ" เว้นข้อหากบฏ-ซ่องสุมกำลัง หวั่นเหตุนองเลือดซ้ำ ส่วนหมายจับ "คดีปลุกปั่นมวลชน-ซ่องโจร" ศาลให้คงไว้ ด้านทนายกบฏเตรียมยื่นประกันตัว “ไชยวัฒน์-มหาเถื่อน” ส่วนอีก 7 แกนนำ พธม.ยังยื้อเข้ามอบตัว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ได้มีการอ่านคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ในคดีออกหมายจับ 9 แกนนำพันธมิตรฯ อันได้แก่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ,นายสนธิ ลิ้มทองกุล ,นายพิภพ ธงไชย ,นายสมศักดิ์ โกศัยสุข และนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รวมถึงนายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงาน ,นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ ,นายอมร อมรรัตนานนท์ และนายเทิดภูมิ ใจดี แนวร่วมพันธมิตรฯ ผู้ต้องหาที่ 1-9 ที่ถูกออกหมายจับในข้อหากบฏ และข้อหาอื่นรวม 5 ข้อ ตามประมวลอาญา มาตรา 113, 114, 116, 215 และ 216 หลังจากทนายโจทก์ยื่นอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนหมายจับ

โดยศาลอุทธรณ์พิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้ถอนหมายจับในข้อหาใช้กำลังประทุษร้ายเพื่อล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ บริหาร หรืออำนาจตุลาการแห่งรัฐธรรมนูญ ผู้นั้นกระทำผิดฐานเป็นกบฏต้องระวางโทษประหารชีวิตหรือจำคุกตลอดชีวิต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113 และข้อหาสะสมกำลังพลหรืออาวุธ ตระเตรียมการหรือสมคบกันเพื่อเป็นกบฏ ระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 3-15 ปี มาตรา 114

แต่ทั้งนี้ ศาลอุทธรณ์ยังคงหมายจับข้อหาผู้ใดกระทำการเพื่อให้เกิดการปั่นป่วน กระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชน ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี มาตรา 116 ข้อหามั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง และเมื่อเจ้าพนักงานสั่งผู้ที่มั่วสุมให้เลิกแล้วไม่เลิก ระวางโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับไม่เกิน 6 พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ตามมาตรา 216 และ 215

ทางด้าน นายสุวัตร อภัยภักดิ์ ทนายความกลุ่มพันธมิตรฯ กล่าวว่า ในเบื้องต้นจะเตรียมหลักทรัพย์ เพื่อเตรียมยื่นประกันตัวนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ และพลตรีจำลอง ศรีเมือง ให้ออกมาจากเรือนจำก่อน ส่วนแกนนำอีก 7 คนจะเข้ามอบตัวต่อสู้คดีหรือไม่ จะต้องกลับไปหารือกันอีกครั้ง และหากแกนนำทั้ง 7 มีความประสงค์จะมอบตัว ก็จะต้องประสานไปยังตำรวจนครบาล ว่ามีขั้นตอนการมอบตัวอย่างไรต่อไป

'อนุพงษ์'เข้าพบ 'ป๋าเปรม' แจงสถานการณ์

ภายหลังจากเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจ ได้เข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ปิดล้อมทางเข้ารอบที่ทำการรัฐสภา โดยใช้กำลังพร้อมด้วยแก๊สน้ำตา ทำให้เกิดเหตุการณ์ปะทะรุนแรงและมีคนเสียชีวิตและบาดเจ็บอีกนับร้อยคนนั้น เรื่องนี้ทำให้เกิดกระแสต่อต้านและคัดค้านความรุนแรงเกิดขึ้นในบุคคลหลายฝ่ายหลายกลุ่ม

สมชายชี้แจงทูตประกาศยึดหลัก ปชต.

เมื่อวันที่ 8 ต.ค. เวลา 09.30 น. ที่กระทรวงการต่างประเทศ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ได้เดินทางมายังกระทรวงการต่างประเทศ ให้การต้อนรับคณะทูตานุทูต 67 ประเทศ และหัวหน้าสำนักงานองค์การระหว่างประเทศ ประจำประเทศไทย ซึ่งมีเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทยร่วมด้วย 48 ประเทศ พร้อมเลี้ยงอาหารในโอกาสเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 26 ของประเทศไทย ทั้งนี้ นายกฯได้กล่าวสุนทรพจน์ ตอนหนึ่งว่า รัฐบาลของข้าพเจ้า ถือเป็นภาระหน้าที่ที่จะสร้างความเชื่อมั่นต่อระบอบการเมืองไทย โดยจะยึดมั่นในหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา และหลักแห่งกฎหมาย รัฐบาลจะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นภายในประเทศ ด้วยวิถีทางประชาธิปไตย และจะบริหารประเทศอย่างดีที่สุด เพื่อให้บรรลุความปรารถนาของประชาชนไทย ในการเสริมสร้างความเป็นปึกแผ่น และความปรองดองสมานฉันท์ ประเทศไทยจะเป็นสังคมที่มีความเข้มแข็ง และสามารถผ่านมรสุมทางการเมืองในอดีตที่ผ่านมาอย่างมั่นคง

กระทั่งเวลา 10.00 น. ทางเจ้าหน้าที่ และตำรวจรักษาความปลอดภัยนายกฯ ได้รับรายงานว่า กลุ่มพันธมิตร ประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะเดินทางมายังกระทรวงการต่างประเทศ ทำให้นายสมชายต้องรีบปฏิบัติภารกิจให้เสร็จก่อนเวลาที่วางไว้ และออกจากกระทรวงไปในเวลา 10.30 น. โดยไม่ให้สัมภาษณ์ใดๆ

นายกฯเยี่ยม ตร.เหยื่อเหตุการณ์สลายผู้ชุมนุม

จากนั้นเวลา 10.50 น. นายกรัฐมนตรีเดินทางมายัง โรงพยาบาลตำรวจ เพื่อเยี่ยมตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจาก การปฏิบัติหน้าที่สลายกลุ่มผู้ชุมนุมบริเวณหน้ารัฐสภา ซึ่งพักฟื้นอยู่ 5 นาย ประกอบด้วย พล.ต.ต.โกสินธ์ บุญสร้าง รอง ผบ.ตชด. ร.ต.ต.ภิญโญ สาระทอง ส.ต.ต. จักรพงษ์ แท่งทองหลาง สังกัด ด.ต.ณัฐนนท์ ศุภมงคลเจริญ ด.ต.เสก ตราเงิน กองกำกับ 2 บก.ตปท.บชน. ทั้งนี้นายกฯได้พูดคุยกับ ด.ต.ณัฐนนท์ ศุภมงคลเจริญ ที่ได้รับบาดเจ็บไหปลาร้าหักว่า ขอให้หายเร็วๆ ขอบคุณ และภูมิใจที่ตำรวจมีความเสียสละและช่วยกันรักษาสถาบัน รักษาความสงบที่เกิดจากผู้ไม่หวังดี ทำให้เกิดความวุ่นวาย วันนี้ไม่ได้มาเยี่ยมเพื่อเอาหน้าเอาตา ตนเองก็มีพี่ชายเป็นตำรวจ รู้สึกสะเทือนใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และพร้อมแก้ไขปัญหาต่อไป ขอให้ ผบ.ตร.ดูแลเรื่องค่ารักษาพยาบาลอย่างเต็มที่

อัดพันธมิตรฯติดอาวุธชุมนุมรุนแรง

ต่อมาเวลา 11.30 น. ที่โรงพยาบาลตำรวจ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ ว่า วันนี้ได้ไปกระทรวงการต่างประเทศ ได้เชิญทูตที่ประจำอยู่ในประเทศไทยไว้หลายวันแล้ว เพื่อให้ทราบถึงนโยบายการทำงาน และความร่วมมือระหว่างประเทศในโอกาสที่มีนายกฯใหม่ เพื่อกระชับความเป็นมิตรให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และมั่นใจว่ารัฐบาลสามารถทำงานได้ ซึ่งเรายึดหลักกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม การมาที่โรงพยาบาลตำรวจ ไม่ได้ มาเยี่ยมเฉพาะตำรวจ แต่มาเยี่ยมทั่วๆไปที่ได้รับบาดเจ็บ ผู้สื่อข่าวถามว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นจะสร้างความสมานฉันท์ ให้กับบ้านเมืองได้อย่างไร นายสมชายตอบว่า จะเห็นว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ ทั้ง ส.ส. และ ส.ว.เข้าไปประชุมในสภา และมีคนที่จะบุกรุกเข้ามา มีความวุ่นวายอย่างที่เห็น เมื่อถามว่า แผนปฏิบัติการที่ใช้เหตุใดจึงทำให้เกิดความสูญเสียทั้ง 2 ฝ่าย นายกฯตอบว่ามันไม่ใช่การปฏิบัติ อะไรที่รุนแรงหรือไม่รุนแรง สถานการณ์เมื่อวานมีความพยายามที่จะยึดสภา การใช้แก๊สน้ำตาของตำรวจถือเป็นเรื่องสากลในการระงับเหตุจลาจล ส่วนตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บเหตุเพราะถูกปืนยิง ถูกแทง เหล็กแหลมบ้าง เสาธงบ้าง ทำให้เห็นว่าผู้ที่มาชุมนุมไม่ได้ชุมนุมโดยสงบ แต่มีการทำร้ายอย่างนั้น ส่วนที่ได้รับบาดเจ็บจากการยิงแก๊ส น้ำตานั้น ทางแพทย์ได้แถลงแล้วว่า แก๊สน้ำตาไม่ได้ ทำให้สูญเสียอวัยวะหรืออะไร

อ่านรายละเอียดต่อ ไทยรัฐ

ศพนิรนามข้างรถจี๊ป ที่แท้น้องเขย 'การุณ ใสงาม'

วันนี้ (8 ต.ค.) พ.ต.อ.สมชาย เชยกลิ่น ผกก.สน.ดุสิต เปิดเผยความคืบหน้ากรณีรถจิ๊ป เชอโรกี สีขาว หมายเลขทะเบียน พต 4755 กรุงเทพมหานคร ระเบิดปริศนา บริเวณหน้าพรรคชาติไทย วานนี้ (7 ต.ค.) และพบศพนิรนามถูกไฟคลอก ล่าสุด จากการตรวจสอบชันสูตรศพ พบว่าผู้ตาย คือ พ.ต.ต.เมธี ชาติมนตรี อดีตสารวัตรปราบปราม สภ.เมืองบุรีรัมย์ โดยภรรยาของผู้ตายได้เดินทางมารับศพ และให้การว่าผู้ตายเดินทางมาร่วมชุมนุมกับกลุ่มเพื่อน จากนั้นเพื่อนได้สงสัยว่าสามีจะเสียชีวิตจากเหตุระเบิดรถยนต์ แล้วจึงแจ้งตนให้มาตรวจสอบและยืนยันว่า ศพดังกล่าวเป็นสามีจริง

จากการตรวจสอบพบว่า ผู้ตายเป็นน้องเขย นายการุณ ใสงาม อดีต ส.ว.บุรีรัมย์ ลาออกจากราชการเป็นเวลานานแล้ว และผันตัวมาเป็นแกนนำพันธมิตร ที่ จ.ศรีสะเกษ ก่อนจะเดินทางเข้ามาร่วมชุมนุมกับกลุ่มพันธมิตรฯ ขณะนี้ ญาติผู้ตายได้ตั้งศพบำเพ็ญกุศลที่วัดกลาง จ.ศรีสะเกษ

วันเดียวกัน ที่สำนักงานเมธีการบัญชี ในเขต อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ญาติและเพื่อนของ พ.ต.ท.เมธี ได้เดินทางไปแสดงความเสียใจกับภรรยา และกล่าวว่า พ.ต.ท.เมธี เป็นคนรักอุดมการณ์และภูมิใจที่ทำหน้าหัวหน้าการ์ดและเป็นผู้ฝึกการ์ด ให้กับกลุ่มพันธมิตร