WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, October 10, 2008

ตำรวจพ้อหมดกำลังใจ‘พันธมิตร’ได้ใจขู่ฟ้องกลับย้อนรอยคดีกบฏ


ศาลอาญาถอนหมายจับข้อหากบฏ 9 แกนนำม็อบพันธมิตรฯ แล้ว เหลือไว้แค่ข้อหาปลุกระดมและชุมนุมเกินกว่า 10 คนให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง พร้อมให้ประกัน “จำลอง-ไชยวัฒน์” ไม่มีเงื่อนไข ด้านพันธมิตรฯ ได้ใจกลับขึ้นเวทีที่ยึดทำเนียบรัฐบาลสร้างความเสียหายมานานนับเดือน ประกาศฟ้องกลับเจ้าหน้าที่ตำรวจ แจ้งข้อหากบฏเกินกว่าเหตุ ขณะที่ประชาชนแห่ให้กำลังใจบรรยากาศสุดชื่นมื่น ระบุตำรวจไทยทำหน้าที่สมศักดิ์ศรีในการรักษาความสงบให้บ้านเมือง ผบช.น. ระบุทุกอย่างผ่านไปด้วยดีเพราะความร่วมมือของหลายฝ่าย พ้อกำลังพลพร้อม แต่กำลังใจถดถอย

* ปชช.แห่ให้กำลังใจตร.ไทยทำเพื่อชาติศาลอาญาถอนหมายจับข้อหากบฏ 9 แกนนำ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันที่ 9 ตุลาคม ที่ผ่านมา ศาลอาญา ได้มีคำสั่งนัดคู่ความมาฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ ในคดีที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ และแนวร่วมพันธมิตรฯรวม 9 คน เป็นผู้ต้องหาในข้อหากบฏ และข้อหาอื่นรวม 5 ข้อหา ที่ได้ยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลเพิกถอนหมายจับ โดยมีนายสุวัฒน์ อภัยภักดิ์ ทนายความพันธมิตรฯ เดินทางมารับฟังการอ่านคำสั่งของศาล

โดยศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้เพิกถอนหมายจับเดิม 9 แกนนำพันธมิตรฯ ในข้อหาการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113, 114 และ 216 ซึ่งได้แก่ 3 ข้อหา ประกอบด้วย กระทำความผิดฐานเป็นกบฏและสะสมกำลังพล หรือ อาวุธตระเตรียมการอื่นใด หรือ สมคบกันเป็นกบฏ และขัดคำสั่งเจ้าพนักงานที่ให้เลิกการชุมนุม โดยศาลให้ออกหมายจับใหม่ที่ตั้งข้อหาอื่น ๆ แทน

เนื่องจากศาลเห็นว่าหมายจับเดิมมีการตั้งข้อกล่าวหาบางข้อที่เลื่อนลอย และยังไม่มีเหตุอันควรให้ออกหมายจับตามข้อหาดังกล่าว แต่เมื่อพิจารณาแล้ว ผู้ต้องหายังคงมีความผิด ฐานปลุกระดมประชาชนให้ต่อต้านรัฐบาล เกิดความกระด้างกระเดื่องและความผิดฐานมั่วสุมกัน ตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง

ดังนั้น ศาลจึงให้พิพากษาแก้ เป็นการให้เพิกถอนหมายจับเดิมจำเลยทั้ง 9 เฉพาะข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113, 114 และ 216 ส่วนข้อหาอื่น ๆ นอกเหนือจากนั้น ให้คงเป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุมัติหมายจับไว้ และให้ยกคำร้องของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ขอให้ระงับการบังคับตามหมายจับดังกล่าว

ขณะเดียวกันมีรายงานข่าวว่าหลังจากนั้นศาล ได้อนุญาตให้มีการประกันตัวนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ และพล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ ด้วยหลักทรัพย์คนละ 1 แสนบาท โดยไม่มีเงื่อนไข ซึ่งหลังรับการประกันตัว ทั้ง 2 คน ได้กลับไปขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ในทำเนียบรัฐบาลบ ที่ยึดเอาไว้นานนับเดือน พร้อมกับประกาศว่าจะฟ้องกลับตำรวจที่แจ้งข้อกล่าวหาเกินกว่าเหตุ

ทั้งนี้การปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง ในการรักษากฎหมายและรักษาความเรียบร้อยของบ้านเมือวงที่ผ่านมา ได้รับความเห็นใจและคำชื่นชมจากประชาชนโดยทั่วไปอย่างกว้างขวาง โดยในเวลา 10.00 น. วันเดียวกัน นายไกรวัลย์ เกษมศิลป์ ผู้อำนวยการวิทยุชุมชนคนรู้ใจ จ.นนทบุรี พร้อมด้วยชาวบ้านประมาณ 100 คน และกลุ่มชุมชนบุปผาราม นำโดยนายทวีป ฉายปัญญา พร้อมชาวบ้านในชุมชนบุปผาราม 100 คน และกลุ่มชมรมคนรักทักษิณ อีก 50 คน ได้นำแจกันดอกไม้ ผลไม้นานาชนิด อาทิเช่น ลองกอง แอปเปิ้ล ส้ม ไปมอบเป็นกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในการสลายการชุมนุม

โดยมี พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) พร้อม รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.)ทั้งหมด ออกมาต้อนรับท่ามกลางเสียงตะโกนกึกก้อง

“เรารักตำรวจ นี่คือตำรวจของประชาชน นี่คือตำรวจประชาธิปไตย ขอให้รักษาความดีนี้ต่อไป"

จากนั้นชาวบ้านทั้งหมดร่วมร้องเพลงมาร์ชตำรวจ พร้อมเสียงปรบมือและตะโกนว่า"พล.ต.ท.สุชาติ สู้ๆพล.ต.ท.สุชาติ สู้ๆ

พล.ต.ท.สุชาติ กล่าวว่า ในนามข้าราชการตำรวจต้องขอขอบคุณพี่น้องทุกคนที่มาให้กำลังใจการทำหน้าที่ โดยลำพังตนคนเดียวคงทำงานไม่สำเร็จต้องมี รองผบช.น.ทุกนายเป็นผู้ช่วย ตำรวจผู้ปฏิบัติงานทั้งนครบาล ตชด. สันติบาล ตำรวจภูธรภาค 1 2 7 ที่มาปฏิบัติงานร่วมกัน

"ยืนยันว่าสิ่งที่เราทำนั้นเพื่อพ่อแม่พี่น้องและจะธำรงค์เพื่อความยุติธรรมทุกอย่าง และจะบังคับใช้กฎหมายให้ได้ ที่ผ่านมาถูกสังคมประณามทำให้เราหมดกำลังใจแต่มาวันนี้ มีพวกท่านมาให้กำลังใจตำรวจเหมือนฝนทิพย์จากฟ้ามาชโลมใจพวกเราและยืนยันจะต่อสู้อย่างเต็มที่"

พล.ต.ท.สุชาติ ยังกล่าวถึงกรณีที่สังคมรุมประณามในการเข้าสลายการชุมนุมว่าและมีการฟ้องร้องต่อศาลโลกว่า หากจะฟ้องร้องก็ไม่เป็นไรสิ่งที่ตำรวจทำสามารถพิสูจน์ได้ทำเพราะอะไรเหตุใดจึงทำไม่ใช่อยู่ดีๆจะไปทำการที่เราจะยิงแก๊สน้ำตาใส่ใคร อย่าไปใช้คำว่าสลายการชุมนุม เพราะคำว่าสลายคือการแตกแยกแต่สิ่งที่ตำรวจทำนั้นเป็นการควบคุมฝูงชนไม่ให้ลุกลามเข้าพื้นที่ต้องห้าม และไม่ใช่ว่าตำรวจทุกคนที่มีหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยจะมีแก๊สน้ำตากันทั้งหมดเราให้ใช้เฉพาะบางคนที่ถูกฝึกมาอย่างดีเท่านั้น ซึ่งแก๊สน้ำตามีทั้งแบบขว้างและแบบยิง

ส่วนสังคมคิดว่าตำรวจจะเตรียมแก๊สน้ำตาไว้สลายอีกหรือไม่ พล.ต.ท.สุชาติ กล่าวว่า ใครๆ ก็จ้องแต่ถามตำรวจจะใช้แก๊สน้ำตา แต่ทำไมไม่ดูสถานการณ์กันบ้างเริ่มจากมาตรการที่เบาก่อนไปหาหนัก มีการนำรถประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนผู้ชุมนุมแล้ว สื่อก็เห็นรถตำรวจถูกยึดไปไม่ใช่จะไปยิงแก๊สน้ำตาใส่คนทุกอย่างทำเป็นขั้นตอน

"หากถูกสังคมประณามเราก็ยอมรับเพราะเราคือผู้ปฏิบัติ แต่คนที่ตอบปัญหาสังคมได้ว่าตำรวจทำถูกหรือผิดอย่างไรนั้นคือคนกลางที่รู้เห็นการกระทำทั้งสองฝ่าย รัฐบาลมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบแล้ว รวมถึงองค์กรอื่นๆคงได้รู้กันเร็วๆนี้"

เมื่อถามว่าจะมีการยึดทำเนียบรัฐบาลคืนให้กับรัฐบาลได้เมื่อไหร่ พล.ต.ท.สุชาติ กล่าวว่า จริงๆแล้วก็ใกล้เวลาแล้วน่าจะเอาคืนได้แล้ว

อย่างไรก็ตาม การดูแลความสงบเรียบร้อยของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่จะไปชุมนุมแบบดาวกระจายว่า ขณะนี้ได้มีการจัดกำลังตำรวจนครบาล ตชด. และตำรวจภูธรภาค 1 2 7 เข้าประจำพื้นที่ทุกจุดที่ผู้ชุมนุมจะเดินทางไป ซึ่งคงไม่มีปัญหาอะไรสามารถควบคุมได้

"ตอนนี้ยอมรับว่าไม่มีปัญหาเรื่องกำลังพล แต่มีปัญหาเรื่องกำลังใจที่เกือบจะหมดอยู่แล้วจากการที่ตำรวจสลายการชุมนุม นั้นถือว่าเป็นภารกิจหนึ่งเพื่อเปิดทางให้ผู้แทนปวงชนเข้าทำงานได้ การที่หมดกำลังใจเพราะถูกสังคมมองว่าตำรวจเข้าข้างรัฐบาลทำไมไม่ดูกันว่าในรัฐสภาก็มีฝ่ายค้าน สมาชิกวุฒิสภา รวมอยู่ด้วย ผลสะท้อนออกมากลับมองว่าตำรวจเป็นเครื่องมือรัฐบาล แต่หากปล่อยให้ผู้ชุมนุมไปยึดได้ก็คงมีปัญหาตามาอย่างแน่นอนเพราะเป็นพื้นที่เขตพระราชฐานตำรวจคงยอมไม่ได้"

ภายหลังการให้สัมภาษณ์ พล.ต.ท.สุชาติ ได้เรียกประชุมนายตำรวจระดับรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้บังคับการทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมประเมินสถานการณ์การเคลื่อนไหว และวางแนวทางการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อเป็นบรรทัดฐานเดียวกัน

ขณะเดียวกันทางด้านพรรคประชาธิปัตย์ยังได้มุ่งหน้าทำตามเป้าประสงค์ของตัวเองต่อไป ในการที่จะล้มล้างความน่าเชื่อถือของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง โดยพากันไปยังสถานทูตสหรัฐอเมริกา และสถานทูตประเทศอังกฤษ เพื่อประจานบ้านเมืองตัวเอง


กกต.อ้างรอ‘สดศรี’ไม่ตัดสินคดีวิฑูรย์


นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านบริหารการเลือกตั้ง คาดว่า ที่ประชุม กกต.จะสามารถพิจารณา และลงมติในสำนวนทุจริตเลือกตั้งของ นายวิฑูรย์ นามบุตร ส.ส.สัดส่วน และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้ภายในเดือนต.ค.นี้ และยืนยันว่า กกต. ไม่ได้ยื้อเวลา แต่เหตุที่ยังไม่สามารถลงมติได้ในสัปดาห์นี้ เพราะต้องการให้ กกต. อยู่ร่วมประชุมลงมติครบทั้ง 5 คน

ทั้งนี้ ที่ประชุม กกต. ยังไม่สามารถพิจารณาลงมติคดีของนายวิฑูรย์ได้ในสัปดาห์นี้ และสัปดาห์หน้า เนื่องจากนางสดศรี สัตยธรรม กกต. ติดภารกิจไปทำวีซ่า เพื่อเดินทางไปดูงานเรื่องการเลือกตั้งที่สหรัฐ 2 สัปดาห์ และจะเดินทางกลับมา วันที่ 16 ต.ค.ซึ่งคาดว่าจะมีการประชุม กกต. ได้ในสัปดาห์ถัดไปคือวันที่ 21 ต.ค.51

“ขอยืนยันว่า กกต. ไม่ได้ยื้อเรื่องให้ ล่าช้า และไม่ได้มีความขัดแย้งภายใน กกต. 5 คน และครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เรารอให้ กกต. อยู่ครบทั้งหมดก่อนลงมติ คาดว่าจะ วินิจฉัยได้ภายในเดือน ตุลาคมนี้” นายประพันธ์ กล่าว

ประมูลงานกทม.ส่อทุจริต


สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบพบว่าโครงการปรับปรุงอาคารสถานที่ และส่วนประกอบของอาคารในศูนย์ บริการ Bangkok Service Center ของสำนักงานเขต ที่เป็นโครงการของ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน มีความผิดปกติเกิดขึ้น จึงมีหนังสือแจ้งกทม.ถึงความไม่เหมาะสมในการประกวดราคาที่พบว่าคณะกรรมการกำหนดราคากลางประมาณราคากลางสูงกว่าราคาของสำนักดัชนีเศรษฐกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

นอกจากนี้ การปรับปรุงดังกล่าวยังไม่เป็นไปตามแบบรูปแบบรายการและปริมาณงาน แต่คณะกรรมการตรวจการจ้างได้ตรวจรับงานจ้างเป็นที่เรียบร้อย ถือเป็นการไม่ปฏิบัติตามข้อบัญญัติว่าด้วยพัสดุฯ เป็นเหตุทำให้ทางราชการคือ กทม. ได้รับความเสียหาย

ทั้งนี้ สตง. ยังได้มีการท้วงติง และให้ดำเนินการหาผู้รับผิดชอบในเรื่องดังกล่าวนี้ โดยให้เรียกเงินคืนจากผู้รับเหมาเขตละ 2 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม มีรายงานข่าวแจ้งว่า นายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ปลัดกทม. ได้แต่งตั้งให้ นายวัฒนา ล้วนรัตน์ ผู้ตรวจ 10 เป็นประธานในการตรวจสอบ โดยจะให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน คาดว่าจะสอบเสร็จราววันที่ 25 ต.ค.นี้ จากนั้นจะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

อมธ.แตกคอออกแถลงซ้อนแฉมีสมาชิกหลงผิดใฝ่พธม.


กรณีที่องค์กรนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ได้หนังสือออกแถลงการณ์มา 2 ฉบับ โดยมีความหมายที่การขัดแย้งกันอย่างเห็นได้ชัด ระหว่างฉบับแรกและฉบับที่สอง ซึ่งหนังสือแถลงการณ์ฉบับแรกมีความหมายประณามความรุนแรงของตำรวจในการเข้าปราบปรามกลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไข้ปัญหาอย่างสันติและรับผิดชอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ส่วนอีกฉบับระบุว่าแถลงการณ์ฉบับแรก ไม่ได้ผ่านมติกรรมการการบริหารฯ และขอยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้ทำเกินกว่าเหตุและให้ตรวจสอบการใช้กำลังของกลุ่มพันธมิตรฯ พร้อมกับเรียกร้องให้ พธม. ยุติการล้อมสภา และคัดค้านการรัฐประหาร รัฐบาลแห่งชาติ

โดย นายธีรนัย จารุวัสตร์ สมาชิกกลุ่มประชาธิปไตยไม่ใช่แค่กิ๊ก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เปิดเผยว่า กรณีที่ อมธ. ได้ออกแถลงการณ์ถึง 2 ฉบับนั้น เกิดขึ้นจากปัญหาภายในที่มีการแบ่งฝ่ายองค์กร โดยมีสมาชิกบางคนที่มีแนวคิดที่เข้าข้างกับการกระทำของพันธมิตรฯ จึงได้ออกแถลงการณ์เพื่อสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯทันที โดยไม่ได้ผ่านมติคณะกรรมการบริหารฯ

ดังนั้น อมธ.จึงร่วมกับ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ฝ่ายการเมือง องค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชมรมนักสิทธิมนุษยชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กลุ่มสังคมนิยมประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กลุ่มประชาธิปไตยไม่ใช่แค่กิ๊ก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (กปก.) กลุ่มราษฎรเดินนำ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกแถลงการณ์อีกฉบับ เพื่อเป็นการชี้แจงว่า แถลงการณ์ฉบับแรกนั้นเป็นเพียงความคิดของคนเพียงกลุ่มเดียว ไม่ใช้ขององค์กรตามที่กล่าวอ้าง

นายธีรนัย กล่าวต่ออีกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นล้วนเกิดขึ้นจากพันธมิตรฯที่สร้างความแตกแยกให้กับคนในชาติ ทำให้สังคมมีแต่ความขัดแย้งในมหาวิทยาลัยเองก็เช่นกัน ย่อมต้องมีผลกระทบตามไปด้วย ซึ่งการนำกลุ่มองค์กรต่าง ๆ ไปแอบอ้างเท่ากับเป็นการทำลายชื่อเสียงขององค์กร หรือแม้แต่ทำให้ชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยนั้นเสื่อมเสียไปด้วย ตนไม่ได้เข้าข้างใครทั้งสิ้นแต่ต้องการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนให้เห็นถึงความถูกต้อง ไม่ใช้ทำอะไรโดยพลการโดยไม่ถามความเห็นเสียงส่วนใหญ่ ซึ่งนี้เป็นหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย

ด้าน แหล่งข่าวของ อมธ. ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องดังกล่าวว่า แถลงการณ์ฉบับแรกนั้น เป็นเพียงเสียงอีกฝ่ายที่ต้องการแสดงจุดยื่นที่สนับสนุนพันธมิตรฯ แต่ฉบับที่ 2 ออกมาเพื่อแก้ไขว่า แถลงการณ์ฉบับแรกนั้นเป็นการแอบอ้างชื่อองค์กร โดยที่มีความเห็นของมติส่วนใหญ่ ส่วนเนื้อหาของฉบับที่ 2 ก็เพื่อต้องการชี้แจงให้เห็นว่า มาตรการรัฐบาลและตำรวจใช้กับ พธม. นั้นสมควรแก่เหตุแล้วซึ่งเข้าใจว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นฝ่ายถูกยั่วยุและพันธมิตรฯ เป็นฝ่ายกดดันก่อน

ส่วนเรื่องการแถลงการณ์ที่มีการออกซ้ำซ้อนนั้น ตนขอเรียนว่า เป็นเพียงการแบ่งแยกความคิดเห็นเท่านั้น ซึ่งต่างฝ่ายก็มีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นแต่ไม่ควรใช้ชื่อองค์กรแอบอ้าง ซึ่งอาจสร้างความสับสนให้เกิดขึ้นได้

ตำรวจสาหัสอีก9ถูกแทงยังอยู่ICUแจงชัดไร้ระเบิด


“ตำรวจ” ยังอาการสาหัสต้องนอนรักษาตัวอีกเพียบ โดยเฉพาะรายที่ถูกเหล็กเสียบทะลุปอดยังต้องอยู่ไอซียู โอด! ไม่เคยคิดทำร้ายประชาชน ส่วนที่ถูกยิงอีก 3 ราย ก็ยังต้องนอนรักษาตัว รวมทั้งรายที่ถูกม็อบพันธมิตรฯ ขับรถไล่ชนแล้วถอยเหยียบซ้ำยังอาการหนัก ตร.แจงชัด ภาพที่สื่อเอาไปลงเป็นคุ้งเป็นแควว่าตำรวจมีระเบิดที่แท้เป็นแก้สน้ำตาแบบขว้าง แถมการเก็บกู้ในที่ชุมนุมยังพบมีระเบิดทิ้งไว้

จากเหตุการณ์ที่ม็อบพันธมิตรฯเข้าปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดูแลรักษาการอาคารรัฐสภาตั้งแต่ช่วงเช้าของวันที่ 7 ตุลาคม ที่ผ่านมา สรุปผลล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บทั้งสิ้น 20 ราย ยังต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล 9 ราย โดยในจำนวนนี้ อาการหนัก 5 ราย 2 นาย พักรักษาตัวอยู่ที่ รพ.พระมงกุฎเกล้า คือ ส.ต.อ.ทวีป กลั่นเนียม ที่ถูกแทงด้วยด้ามธงทะลุปอด ตอนนี้อาการดีขึ้น แต่ยังต้องอยู่ในห้อง ICU

ส่วน ร.ต.ต.ภิญโญ สระทองอ็อด ที่ถูกขับรถไล่ชนและถอยมาทับซ้ำ มีบาดแผลฉีกขาดที่หลัง ส่วนอีก 3 นาย พักรักษาตัวอยู่ที่ โรงพยาบาลตำรวจ คือ ส.ต.ต.จักรพงษ์ แท่งทองหลวง ถูกยิงที่ฝ่ามือซ้าย ด.ต.ณันนนท์ ศุภมงคลเจริญ ถูกยิงต้นคอกระสุนฝังใน และ ด.ต.เสก ตราเงิน ถูกยิงที่ช่องท้อง ซึ่งทั้งหมดอาการอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย และได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมแพทย์

พล.ต.ท.สมยศ ดีมาก นายแพทย์ใหญ่ โรงพยาบาลตำรวจ กล่าวว่า ยังคงมีการส่งตัวตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุเผชิญหน้ากันระหว่างตำรวจกับกลุ่มพันธมิตรมารักษาตัว มีที่ยังต้องอยู่พักรักษาอาการ 2 ราย คือ ส.ต.ต.จักรพงษ์ แท่งทองหลาง อายุ 39 ปี ผบ.หมู่กองร้อยที่ 1 กองบังคับการตำรวจปฏิบัติการพิเศษ (191) ถูกปืนดูแล้วน่าจะเป็นขนาด .38 ยิงที่มือซ้ายทำให้กระดูกโคนนิ้วกลางแตก ต้องผ่าตัดดามลวด

จากเหตุการณ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ถูกผู้ชุมพันธมิตรฯ ขับรถยนต์ไล่ชน จนเจ้าหน้าบาดเจ็บสาหัส 2 นาย ขณะเรียกให้หยุดตรวจ บริเวณถนนอู่ทองใน จากการตรวจสอบข้อมูลของรถยนต์ดังกล่าว พบว่า เป็นรถ TOYOTA HILUX D-CAB 4X4 สีน้ำเงินเทา หมายเลขทะเบียน วพ-1968 กรุงเทพมหานคร โดยเจ้าของรถคือ นายปรีชา ตรีจรูญ

ด้าน พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น.แถลงข่าวชี้แจงกรณีการใช้ความรุนแรงเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมทั้งได้นำอุปกรณ์ที่ตำรวจยืนยันว่า มีเพียงปืนยิงแก๊สน้ำตา และแก๊สน้ำตาชนิดขว้างใช้เพื่อการควบคุมฝูงชน มาสาธิตวิธีการใช้อย่างละเอียด

เพื่อให้เป็นที่เข้าใจ จึงได้นำอุปกรณ์ต่างๆ ที่ตำรวจใช้ในการควบคุมฝูงชน ว่า มีอะไรบ้าง และมีอานุภาพอย่างไร หรือมีโอกาสทำให้เกิดการบาดเจ็บอันตรายถึงขนาดนั้นหรือไม่ เพราะภายหลังเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงตำรวจถูกกล่าวหามาโดยตลอด

ทั้งนี้ ยืนยันว่า อุปกรณ์ที่ตำรวจมีประจำการนั้นมีเพียงแก๊สน้ำตาชนิดขว้างและปืนยิงแก๊สน้ำตา ซึ่งไม่สามารถทำให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บ หรือได้รับอันตรายถึงกับชีวิต ส่วนที่มีผู้สูญเสียอวัยวะนั้น ตนไม่อยากจะบอกว่าเป็นมือที่สาม

พล.ต.ต.สุรพล กล่าวต่ออีกว่า ประชาชนไม่รู้ข้อเท็จจริง เห็นภาพที่ปรากฏตามสื่อมวลชน เห็นคนแขนขาด ขาขาด แล้วคิดว่าตำรวจเป็นคนทำ ซึ่งที่ผ่านมา เราพยายามหลีกเลี่ยงความรุนแรงโดยตลอด มีเพียงโล่กระบอง บางครั้งกระบองก็ไม่ใช้ มากสุดคือ แก๊สน้ำตาเท่านั้น เราไม่ประสงค์ให้เกิดครวามรุนแรง แต่มีข้อสังเกตว่า เมื่อมีการปะทะครั้งใด จะมีความรุนแรงไปกว่าที่เราทำ ยืนยันว่า ความรุนแรงต่างๆ ที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากอุปกรณ์ที่ตำรวจมีอยู่ ส่วนที่ทำให้อวัยวะประชาชนฉีกขาดนั้น น่าจะเกิดจากระเบิดปิงปอง ซึ่งเมื่อวานนี้พบว่าผู้ชุมนุมใช้ระเบิดชนิดนี้จำนวนมาก ซึ่งการระเบิดของระเบิดปิงปองเกิดจากการกระแทกกับพื้นแข็ง หรือหากมีการยิงแก๊สน้ำตาไปใกล้ การปะทุของแก๊สน้ำตาก็จะทำให้ระเบิดปิงปองเกิดระเบิดขึ้น ได้เช่นเดียวกัน ซึ่งผู้บาดเจ็บอาจอยู่ใกล้

ขณะเดียวกัน เมื่อมีการยิงแก๊สน้ำตา ระเบิดปิงปองที่อยู่ในกระเป๋าก็อาจเกิดการระเบิดขึ้น อีกทางหนึ่งเขาอาจไปหกล้มขณะชุลมุนวิ่งหนีก็อาจเกิดระเบิดขึ้น นอกจากนี้ยังมีตำรวจถูกยิงจำนวนมาก การที่อ้างว่า ชุมนุมโดยปราศจากอาวุธนั้นไม่จริง

พล.ต.ต.สุรพล กล่าวถึงเหตุผลที่ใช้ตำรวจ ตชด.มาดูแลการชุมนุม ทั้งที่เป็นตำรวจที่เชี่ยวชาญยุทธวิธีในป่า ว่า เนื่องจาก ตชด.มีความรู้ยุทธวิธีในการควบคุมฝูงชนเป็นอย่างดี ขณะเดียวกันตชด.ยังเป็นครูฝึกสอบวิธีควบคุมฝูงชนให้กับตำรวจภูธรทั่วประเทศ ซึ่งจริงๆ ที่ผ่านมา เราใช้ทุกหน่วย แต่ ตชด.มีประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งไม่ใช่รู้ยุทธวิธีเฉพาะในป่า แต่ยังรู้ยุทธวิธีในเมืองด้วย

พล.ต.ต.สุรพล กล่าวด้วยว่า เหตุการณ์ทุกอย่างมีความเชื่อมโยงกัน ซึ่งก่อนหน้านี้ ที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง เจตนาที่ให้ตำรวจจับเพื่อเรียกคน จึงขอเตือนประชาชน ว่า ขณะนี้มีการพยายามระดมคนมาจากต่างจังหวัดจำนวนมาก แบ่งกลุ่มย่อยไปในที่ต่างๆ เมื่อมีการกระทบกระทั่งกัน ก็มีภาพความรุนแรงก็จะมากกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งเรื่องนี้มีคนอยู่เบื้องหลัง ไม่ใช่ฝีมือของตำรวจ แต่เนื่องจากประชาชนมีอคติกับตำรวจอยู่แล้ว เมื่อจุดประเด็นว่าตำรวจทำร้ายประชาชน ก็จะสามารถระดมคนได้มากขึ้น

ด้าน แหล่งข่าวผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธยุทธ์โธปกรณ์ กล่าวถึงกรณี"คม ชัด ลึก"เสนอภาพข่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจสวมเครื่องแบบกำวัตถุทรงกลมคล้ายระเบิดสังหารในมือว่า หลังจากวิเคราะห์ภาพดังกล่าวแล้วมั่นใจว่า วัตถุที่อยู่ในมือนั้น ไม่ใช่ระเบิดสังหารชนิด M 26 หรือ M 67 หรือที่เรียกกันว่า ระเบิดลูกเกลี้ยง เนื่องจากสังเกตลักษณะทางกายภาพของวัตถุแล้วพบว่ามีความแตกต่างจากระเบิดสังหารทั้งสองแบบหลายประการ

แหล่งข่าวผู้นี้อธิบายถึงข้อสังเกตที่ตรวจสอบพบว่า วัตถุดังกล่าวมีสีออกน้ำตาล ต่างจาก M 26 ที่มีสีเขียวขี้ม้า รูปทรงเป็นทรงกลม แต่ M 26 มีรูปทรงไข่ หรือมะนาวฝรั่ง ที่สำคัญกระเดื่องมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยจะเห็นว่าวัตถุในภาพ โดยเฉพาะตรงก้านกระเดื่องมีลักษณะเรียวเล็ก ขณะที่ก้านกระเดื่องของ M 26 หรือ M 67 จะมีลักษณะแบนกว้างกว่า นอกจากนี้ยังมีจุดสังเกตอีกประการคือถ้าเป็นระ เบิดสังหารทุกชนิดจะต้องมีการทำอักษรระบุชนิดของระเบิดนั้นๆ กำกับอยู่ที่ตัวระเบิดทุกลูก ส่วนใหญ่จะเป็นตัวอักษรสีเหลือง โดยลักษณะทางกายภาพของ M 26 หรือ M 67 ดังที่กล่าวมานั้นเป็นลักษณะทางกายภาพที่เป็นมาตรฐานสากล

อย่างไรก็ตามเชื่อว่าวัตถุที่เจ้าหน้าที่ตำรวจถืออยู่นั้นเป็นแก๊สน้ำตาชนิดขว้างของจีน และมีความรุนแรงไม่ต่างจากแก๊สน้ำตาชนิดยิงด้วยปืน และที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้นั้นจะเห็นว่ามีปลอกสีเขียวซึ่งเป็นแก๊สน้ำตาของจีนเช่นกัน นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมด้วยว่า หากใช้ระเบิดสังหารจริงผู้ชุมนุมคงเสียชีวิตมากกว่านี้แน่นอน

พ.ต.อ.วีรพัฒน์ คิวะแพทย์ ผกก.กลุ่มงานวิชาชีพและเชี่ยวชาญกองพลาธิการ และสรรพาวุธ กล่าวว่า ลูกเกลี้ยงรัศมีสังหาร 10-15เมตรแน่นอน คนที่ถูกไม่สามารถวิ่งแบบนี้ได้ แต่ชนิดของระเบิดก็แล้วแต่การออกแบบ แต่จะมีรัศมีรอบทิศ ต่างจากกระสุน ซึ่งตนมองว่าที่พี่น้องประชาชนโดยไม่น่าจะเป็นลูกเกลี้ยงหรือเอ็ม 76 ที่อันตรายจะร้ายแรงกว่านี้

พ.ต.ท.ภาสกร สถิตยุทธการ รองผู้กำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจปฏิบัติการพิเศษ หรือ 191 กล่าวถึงกรณีที่พันธมิตรโยนระเบิดเข้าไปใน ปช.น. ว่า เป็นระเบิดจริงที่ผลิตขึ้นจากประเทศจีนแต่โชคดีขณะโยนเข้ามาระเบิดไม่ทำงาน
ขณะเดียวกันจากการเข้าเคลียร์พื้นที่บริเวณหน้ารัฐสภา พบระเบิดลูกเกลี้ยงลักษณะคล้ายกับระเบิด เอ็ม 26 จำนวน 2 ลูก โดยระเบิดลูกแรกที่ถูกพบ ตกอยู่ห่างจากจุดที่ผู้ชุมนุมถูกระเบิดจนขาขาด ประมาณ 5 เมตร ส่วนอีก 1 ลูก พบอยู่ที่บริเวณแยกอู่ทองใน

ขณะที่วันเดียวกันนี้นายสมชาย วงศ์สวัสาดิ์ นายกรัฐมนตรี เดินทางไปยังโรงพยาบาลตำรวจเพื่อเยี่ยมเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะกับกลุ่มพันธมิตรฯ โดยมี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. และพล.ต.ท.สมยศ ดีมาก นายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจให้การต้อนรับและรายงานอาการบาดเจ็บ และแผนการรักษาของตำรวจทั้งหมด ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้มอบของเงินช่วยเหลือและของเยี่ยมให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนาย

นายกฯกล่าวให้กำลังใจว่า รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งทุกคนที่ได้รับบาดเจ็บ และต้องขอขอบคุณที่ทุกคนได้ปฏิบัติหน้าที่กันอย่างเต็มความสามารถ เพื่อให้รัฐบาลสามารถดำเนินการแถลงนโยบายได้ ถือเป็นความเสียสละอย่างมาก และได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.ดูแลตำรวจบาดเจ็บอย่างใกล้ชิด

“ผมภูมิใจในการทำหน้าที่ของตำรวจทุกคนที่เสียสละพิทักษ์กฎหมาย และช่วยกันรักษาสถาบันเพื่อสร้างความสงบกับบ้านเมือง ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ มาวันนี้ผมไม่ได้ต้องการมาเอาหน้าเอาตา หรืออยากเป็นข่าว แต่ผมมีพี่ชายเป็นตำรวจ ก็รู้สึกสะเทือนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ผมไม่ต้องการให้ทั้งตำรวจและประชาชนบาดเจ็บ ซึ่งยืนยันว่าจะเดินหน้าแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองต่อไป ” นายกฯ กล่าว

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจที่รักษาอาการบาดเจ็บจากการถูกด้ามธงแทงเข้าที่บริเวณหน้าจนทะลุถึงตับ พยายามจะพูดคุยกับนายกฯสมชาย แต่เนื่องจากบาดเจ็บสาหัสจนทำให้พูดไม่ชัดเจนมากนัก สามารถจับใจความได้ว่า “ผมไม่ได้ต้องการทำร้ายประชาชน แต่ประชานทำไม่ต้องมุ่งทำลายเราด้วย”

รถร่วมฯโวยรายได้หด-ขสมก.เอาคืนสาย23หลังม็อบถ่อยบุกยึด

นายฉัตรชัย ชัยวิเศษ นายกสมาคมพัฒนารถร่วมบริการ เปิดเผยภายหลังการประชุมสมาชิก ว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบจากปัญหาความไม่สงบภายในประเทศ ปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวและการให้บริการรถโดยสารฟรีขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) ส่งผลให้ปริมาณผู้โดยสารลดลงประมาณ 14-15% และรายได้ลดลงประมาณ 10-12%

นอกจากนั้น ผู้ประกอบการยังต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางการเดินรถเพื่อหลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีการชุมนุม ซึ่งสมาคมฯ ได้แจ้งเตือนผู้ประกอบการรถร่วม ขสมก.ให้ทำความเข้าใจกับพนักงานที่ปฏิบัติงานเมื่อเกิดเหตุการณ์จี้รถโดยสาร โดยไม่ให้พนักงานขับรถขัดขืน หากต้องการให้ขนส่งผู้โดยสารก็พร้อมขับรถไปส่ง แต่อย่ายึดรถไว้ เพราะผู้ประกอบการจำเป็นต้องใช้รถไว้ให้บริการประชาชน

"ผู้ประกอบการต้องหลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีการชุมนุม โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืน อาจต้องงดให้บริการในเส้นทางบางช่วง เพื่อความปลอดภัยของพนักงานและผู้โดยสาร และต้องยอมรับว่าปัญหาความไม่สงบและปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ทำให้รายได้ของผู้ประกอบการลดลง และหากเหตุการณ์รุนแรงยืดเยื้อยาวนาน จะยิ่งกระทบต่อผู้ประกอบการในระยะยาว"นายฉัตรชัย กล่าว

ขณะที่ นายพิเณศวร์ พัวพัฒนกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) กล่าวว่า ในวันนี้ ขสมก. ได้เปิดให้บริการเดินรถตามปกติแล้ว หลังจากที่ได้สั่งยกเลิกเดินรถไปเมื่อคืนวันที่ 8 ต.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากเหตุการณ์ความไม่สงบในระยะนี้

อย่างไรก็ตาม ขสมก.ยืนยันให้บริการเดินรถกับประชาชนให้ได้รับความสะดวกในการเดินทางมากที่สุด และได้กำหนดแนวทางการให้บริการเดินรถในช่วงเกิดเหตุการณ์ไม่สงบ ได้แก่ หลีกเลี่ยงการเดินรถในเส้นทางที่ไม่ปลอดภัย และตัดเสริมเส้นทางการเดินรถเพื่อไม่ให้รถเข้าสู่เส้นทางที่ไม่ปลอดภัย และ 3.เส้นทางที่มีเหตุการณ์วิกฤต อาจต้องงดวิ่งบริการเฉพาะเส้นทางนั้นๆ โดยจะประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบ

ทั้งนี้ ยืนยันว่า ขสมก.ไม่มีนโยบายที่จะหยุดให้บริการเดินรถทั้งหมด โดยได้ประสานทำความเข้าใจกับสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ ขสมก.อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พนักงานปฏิบัติงานในหน้าที่ความรับผิดชอบ ส่วนประชาชนที่ไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทางในช่วงนี้ หรือมีปัญหาในการเดินทาง และต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนเส้นทาง สามารถสอบถามเพิ่มได้ที่หมายเลข 184 ตลอด 24 ชั่วโมง

ส่วนรถโดยสารของ ขสมก.สาย 23 ที่ถูกยึดไปนั้น ขสมก.ได้ไปนำมาให้บริการผู้โดยสารตามปกติแล้ว โดยรถไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด ขณะที่แกนนำกลุ่มพันธมิตรระบุว่าไม่เกี่ยวข้องกับการยึดรถดังกล่าว ซึ่งก็รู้สึกสบายใจและพร้อมให้บริการต่อไป โดยหวังว่าจะไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอีก เพราะที่ผ่านมา ขสมก.ทำหน้าที่ให้บริการประชาชนทุกคน

"ขณะนี้การให้บริการเป็นไปตามปกติทั้งเที่ยวกลางวันและกลางคืน ขณะที่ปริมาณผู้โดยสาร และรายได้ของ ขสมก. ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงแม้ว่าจะมีการปรับเปลี่ยนเส้นทางบ้าง เพราะ ขสมก.ยังคงให้บริการอยู่ ไม่ได้ยกเลิกให้บริการแต่อย่างใด" นายพิเณศวร์ กล่าว


Thursday, October 9, 2008

วิธีทำน้ำหมักชีวภาพ แบบง่ายๆ ได้ผลจริง

แจ้งข้อหากบฏพันธมิตรฯ อีกรอบ


กรุงเทพฯ 9 ต.ค.- ตำรวจไม่ท้อแม้ศาลอุทธรณ์จะเพิกถอนข้อหากบฏกับ 9 แกนนำพันธมิตรฯ เตรียมรวบรวมหลักฐานแจ้งข้อหาเดิมอีกครั้ง

พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ยืนยันพนักงานสอบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาลเตรียมแจ้งข้อหากบฏกับ 9 แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยใหม่อีกครั้ง เชื่อพยานหลักฐานมากเพียงพอที่จะเริ่มกระบวนการยุติธรรมในข้อหากบฏได้ ถึงแม้วันนี้ศาลอุทธรณ์จะมีคำสั่งเพิกถอนหมายจับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ 2 แกนนำพันธมิตรฯ ในข้อหาดังกล่าวแล้วก็ตาม และจะไม่ขอฎีกาคำสั่งศาลเด็ดขาด

ส่วนกรณีที่กลุ่มพันธมิตรฯ บุกปล้นรถเมล์สาย 23 เมื่อคืนที่ผ่านมา ตำรวจยังคงเดินหน้าทำคดีและติดตามตัวคนร้ายมาดำเนินคดีตามกฎหมาย เพราะเป็นคดีอาญาถึงแม้ ขสมก.จะรับรถคืนไปแล้วก็ตาม.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-10-09 17:35:07


‘มหาเถื่อน’พ้นคุก!ปลุกม็อบคลั่งปะทะตร.ท้า'สมชาย'ล่อเป้ากระสุนแก๊สน้ำตา

แฉ!แกนนำม็อบถ่อยล่อให้จับหวังปลุกกระแส “ตุลาทมิฬ” ปั่นหัวม็อบดับเครื่องชนสีกากี จุดชนวนเหตุนองเลือดหน้ารัฐสภา “มหาเถื่อน” กร้าวหลังพ้นคุก ท้า “นายกฯ สมชาย” ล่อเป้ากระสุนแก๊สน้ำตา “จำลอง” ลั่นก๊อก 2 ประณามการสลายกลุ่มพันธมาร จนท.ใช้ความรุนแรงระงับเหตุ

พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำม็อบพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เปิดเผยภายหลังศาลอนุญาตให้ประกันตัวออกจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพ ว่า ขณะที่ตนอยู่ภายในเรือนจำถูกปฏิบัติเช่นเดียวกับนักโทษทั่วไป และถือว่าเป็นการเล่นละครในคุก

นอกจากนี้ ยังได้กล่าวโจมตีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ใช้กำลังสลายการชุมนุม จนทำให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บแขน ขาขาด รวมถึงกรณีกล่าวหาว่าผู้ชุมนุมพกพาอาวุธระเบิดเข้าไปภายในการชุมนุม และเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่ได้ใช้แก๊สน้ำตาเข้าสลายการชุมนุมเพียงอย่างเดียวเนื่องจากมีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก พร้อมทั้งให้นำตัวนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี มาสาธิตทดลองการยิงแก๊สน้ำตาว่า อาวุธดังกล่าวมีอานุภาพทำให้ได้รับบาดเจ็บหรือไม่

อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้ พล.ต.จำลอง จะเดินทางไปตัดผม ก่อนจะเข้าร่วมการชุมนุมที่ทำเนียบรัฐบาล และยืนยันว่าจะมีการชุมนุมจนกว่ารัฐบาลจะลาออก



ศาล

วิเคราะห์ข่าวจากหนังสือพิมพ์

ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งเพิกถอนหมายจับ 9 แกนนำพันธมิตรฯ ในข้อหากบฏ และสะสมกำลังพล และสมคบกันเป็นกบฏแล้ว คงไว้แต่ข้อหาบุกรุกสถานที่ราชการและข้อหาก่อความไม่สงบ รวม 3 ข้อหา









ศาลอาญานัดอ่านคำสั่งศาลอุธรณ์ กรณีทนายความพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยื่นคำร้องเพิกถอนหมายจับ 9 แกนนำพันธมิตรฯในข้อหากบฎ
ศาลอาญา รัชดาภิเษกนัดอ่านคำสั่งศาลอุธรณ์กรณีทนายความพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยื่นคำร้องเพิกถอนหมายจับ 9 แกนนำพันธมิตรฯในข้อหากบฎที่ห้องพิจารณาคดี 714
นายสุวัฒน์ อภัยภักดิ์ ทนายความพันธมิตรฯ กล่าวว่า หากศาลมีคำสั่งเพิกถอนหมายจับในข้อหากบฎก็จะนำตัวผู้ต้องหาที่เหลือทั้ง 7 คน ประกอบด้วย นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายพิภพ ธงไชย นายสุริยะใส กตะศิลานายอมร อมรรัตนนนท์ นายเทอดภูมิ ใจดี นายสมศักดิ์ โกศัยสุขและนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ เข้ามอบตัวกับตำรวจแต่หากศาลยกคำร้องก็จะยื่นฎีกาต่อไป
สำหรับบรรยากาศที่ศาลอาญาวันนี้แม้ว่าจะมีการดูแลรักษาความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่แต่ไม่เข้มงวดเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา ซึ่งอาจเป็นเพราะแกนนำพันธมิตรฯได้สั่งห้ามผู้ชุมนุมมาฟังคำสั่งที่ศาล
ล่าสุดศาลอุทธรณ์มีคำสั่งเพิกถอนหมายจับ 9 แกนนำพันธมิตรฯ ในข้อหากบฏ และสะสมกำลังพล และสมคบกันเป็นกบฏแล้ว คงไว้แต่ข้อหาบุกรุกสถานที่ราชการและข้อหาก่อความไม่สงบ รวม 3 ข้อหา
เนื่องจากศาลเห็นว่าหมายจับเดิมมีการตั้งข้อกล่าวหาบางข้อที่เลื่อนลอย และยังไม่มีเหตุอันควรให้ออกหมายจับตามข้อหาดังกล่าว แต่ข้อกล่าวหาอื่นจากการไต่สวนรับฟังได้ว่าสิ่งที่จำเลยกระทำมีความผิดจริง เช่น การชุมนุมดังกล่าวเป็นเหตุให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน ทั้งนี้ศาลเห็นว่าอุทธรณ์ของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน
ดังนั้น ศาลจึงให้พิพากษาแก้ เป็นการให้เพิกถอนหมายจับเดิมจำเลยทั้ง 9 เฉพาะข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113, 114 และ 216 ส่วนข้อหาอื่น ๆ นอกเหนือจากนั้น ให้คงเป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุมัติหมายจับไว้ และให้ยกคำร้องของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ขอให้ระงับการบังคับคดีตามหมายจับดังกล่าว

จาก thaifreenews