WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, October 10, 2008

แม่ทัพท้อแล้วใครจะสู้.....โดย : Albatross

แม่ทัพท้อแล้วใครจะสู้

โดย.....Albatross

9 ตุลาคม 51

ทายกันแม่นจริงๆ ครับ ชาวนักรบไซเบอร์เพื่อประชาธิปไตยทั้งหลาย นี่คือตัวอย่างการตกผลึกทางความคิดแล้วโดยสมบูรณ์ ใช่ครับ!!! นักวิเคราะห์ชั้นยอดรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าคำตัดสินคดีกบฏต้องยกฟ้องอย่างแน่นอน ในเมื่อรู้อยู่แล้วจะท้อทำไมให้เสียอารมณ์

เพื่อนพ้องน้องพี่หลายท่านเคยให้เกียรติถามผมว่า การคาดเดาอนาคตให้แม่นยำนั้น มีหลักหรือวิธีการอย่างไร ผมก็ตอบตามหลักการยุทธ์ที่เคยได้เล่าเรียนมาว่า การคาดเดาอนาคตให้ได้แม่นยำนั้นต้องรู้ประวัติศาสตร์อย่างแตกฉาน เข้าใจปัจจุบันอย่างถ่องแท้ ก็จะสามารถคาดเดาอนาคตได้แม่นยำเหมือนตาเห็น

เหตุการณ์บ้านเมืองในช่วงชีวิตของพวกเราคือประวัติศาสตร์ เมื่อประกอบกันเข้ากับการให้ความสนใจเหตุการณ์ในปัจจุบัน ทำให้นักรบไซเบอร์เพื่อประชาธิปไตยเริ่มคาดเดาอนาคตได้อย่างแม่นยำ นี่แหละคือจุดเริ่มต้นของการก้าวไปสู่ความเป็นนักยุทธศาสตร์

การเฝ้ามองเหตุการณ์อย่างมีสติ ไร้ความลำเอียง แล้วสังเคราะห์ด้วยวิจารณญาณบนพื้นฐานของข้อมูล คือ กุญแจการหลุดพ้นจากกลอุบายและเข้าใจฝ่ายตรงข้ามได้อย่างทะลุปุโปร่ง การตีโพยตีพายไปตามอารมณ์เมื่อสถานการณ์ไม่เป็นไปอย่างที่หวังก็จะหมดไปด้วย

สถานการณ์วันนี้ไม่ได้เหนือความคาดหมายแต่อย่างใด นักรบไซเบอร์เพื่อประชาธิปไตยล้วนคาดหมายได้ถูกต้อง ซึ่งไม่ได้มีนัยยะสำคัญให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแต่อย่างใด เพราะฝ่ายเราก็ยังคงเป็นรัฐบาลอยู่ ในขณะที่ 9 แกนนำก็ต้องเข้าไปนั่งจับเจ่าอยู่หน้าทำเนียบเหมือนเดิม เพราะไม่ได้ถูกยกฟ้องทุกข้อกล่าวหา การต่อสู้จึงคงดำเนินต่อไป ฝ่ายประชาธิปไตยอย่างไรก็ยังคงมีมากกว่า ไฉนเลยจะแพ้ได้

เขาผู้นั้นอยากครอบงำอำนาจรัฐบาลของพวกเรา แต่เราไม่ให้เพราะเลือกตั้งเมื่อไร พวกเราก็ไม่เลือกพวกมัน แล้วมันจะทำอะไรได้

เขาสั่งให้ยกฟ้องปล่อยกบฏกลับไปทำเนียบ แล้วเป็นไง รัฐบาลของเราก็ยังคงเป็นรัฐบาลอยู่

สื่อรุมด่าบิดเบือนความจริงใส่ร้ายรัฐบาลให้มัวหมอง แต่พวกเรามองเห็นอยู่แล้วว่าขาวใส แล้วมันจะทำอะไรได้อีก

นักวิชาการ หมอ และอื่นๆ แสดงออกอย่างชัดเจนว่าอยู่ฝ่ายพันธมิตรฯ พวกเราซึ่งมากกว่าก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่าพวกเราอยู่ฝ่ายรัฐบาล จึงไม่เห็นว่าจะเสียเปรียบตรงไหน

พวกเราเจ็บและตายไม่มีใครเหลียวแล พวกเราก็ดูแลกันเองได้ไม่เห็นต้องง้อใครให้ช่วยเหลือ

"แล้วไงต่อ ไม่เห็นว่าเราจะเสียเปรียบที่ตรงไหน"

กลยุทธ์ต่อไปของฝ่ายเราก็แค่ทำต่อไปให้เหมือนเดิมอย่างที่เคยทำ เพราะฝ่ายตรงข้ามเขาก็ยังคงทำเหมือนเดิมอย่างที่เขาเคยทำเช่นเดียวกัน ความได้เปรียบอยู่ที่ใครจะอึดและมีกำลังใจสู้มากกว่ากัน

ขณะนี้พวกท่านล้วนกลายเป็นแม่ทัพของฝ่ายประชาธิปไตยไปแล้ว เพราะกลอุบายใดๆ ท่านได้รู้ทันเขาไปเสียหมดแล้ว จึงทำให้ท่านอึดอย่างเหลือเชื่อ ความรู้สึกท้อแท้จึงไม่มี แต่อย่าลืมเพื่อนร่วมรบส่วนใหญ่ที่ยังไม่ได้ตกผลึกทางความคิด เขาจะเหนื่อยและท้อถอย ฉะนั้นอย่าคิดว่าเขาจะเข้าใจเหมือนท่าน การรักษากำลังฝ่ายเราให้คงเดิมเป็นสิ่งสำคัญ การนิ่งเฉยของท่านเมื่อเหตุการณ์ไม่เป็นอย่างที่หวังจึงเป็นการทำลายกองทัพของเราเอง เร่งให้กำลังใจเพื่อนๆเสียโดยไว อย่าอมไว้ให้รู้อยู่คนเดียว

สิ่งที่ประชาธิป่วนและพันธมิตรฯ ต้องการคือไม่ยอมให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ การสนับสนุนรัฐบาลเพื่อให้แก้ไขรัฐธรรมนูญได้ก่อนโดนยุบพรรค จึงเป็นภารกิจหลักของพวกเราชาวนักรบไซเบอร์เพื่อประชาธิปไตย เมื่อรัฐบาลแก้ไขรัฐธรรมนูญได้สำเร็จเมื่อใด ชัยชนะเด็ดขาดก็ใกล้มาเข้ามาแค่เอื้อมถึง

“ประชาธิปไตยของลูกหลานท่านเท่านั้นที่เป็นคนให้ ไม่ใช่ลูกหลาน”


จาก thaifreenews

ม็อบถ่อยจับ ตร.ปืนจ่อหัวกักขังปลดทรัพย์เรียบ

“สมชาย” เผยตั้งกรรมการ 2 ชุดคลี่คลายปัญหาปราบม็อบ ทั้งกรรมการยัยวยา และกรรมการหาข้อเท็จจริง ที่ “คุณหญิงพรทิพย์” เด้งรับพร้อมเข้ามาทำหน้าที่ ขณะที่ตำรวจยืนยันพร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่ ด้าน “อำนวย นิ่มมะโน” เผยม็อบชั่วจับตัวตำรวจไป 2 นายวันเกิดเหตุ กักขังเอาไว้ 1 คืน พร้อมทำร้ายร้างกายจนหัวแตก มีบาดแผลทั่วตัว แถมปลดทรัพย์สินรวมทั้งปืนพกเรียบ

จากกรณีที่ม็อบพันธมิตรฯบุกเข้าปิดล้อมรัฐสภา จนเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องใช้แก๊สน้ำตา เข้าหยุดความบ้าคลั่งของผู้ชุมนุม โดยหลังจากเหตุปะทะดังกล่าวปรากฏภาพผู้ชุมนุมบางรายได้รับบาดเจ็บ นำไปสู่ความจงใจผูกเรื่องโยงไปเพื่อใส่ร้ายการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจใช้วิธีการอันรุนแรงเกินกว่าเหตุ นั้น

เหตุการณ์ดังกล่าว สร้างข้อโต้แย้งขึ้นภายในสังคมว่า การใช้แก๊สน้ำตา มีอำนาจทำลายสูงขนาดนั้นจริงหรือไม่ การบุกเข้าปะทะกันระหว่าง เจ้าหน้าที่ตำรวจกับพันธมิตรฯ ใครเป็นผู้เริ่มต้น และการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่ปราบจลาจลนั้นเป็นการกระทำที่เกินกว่าหลักสากลหรือไม่

กรณีดังกล่าวนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมระบุว่า จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 2 ชุด เพื่อตรวจสอบข้อข้อเท็จจริง และเยียวยาผู้บาดเจ็บ จากการสลายผู้ชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยจะให้บุคคลภายนอกรัฐบาลเข้าร่วม

"จะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 2 ชุด เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรวมถึงคณะกรรมการเยียวยาผู้ได้รับบาดเจ็บ และผลกระทบที่เกิดขึ้นจะพยายามใช้ผู้ทรงคุณวุฒิที่ไม่ใช่คนของรัฐบาล แต่เป็นคนกลางเข้ามาดูแล คาดว่า น่าจะใช้เวลา 2-3 วัน ถึงจะแล้วเสร็จ

ซึ่ง พญ.คุณหญิง พรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่ารัฐบาลยังไม่มีคำสั่งอย่างเป็นทางการ และทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังไม่ได้แจ้งให้ไปร่วมตรวจสอบจึงยังลงไปทำงานในพื้นที่ไม่ได้ แต่ได้ตั้งทีมงานไว้แล้วถ้ามีคำสั่งก็พร้อมที่จะลงไปตรวจสอบทันที

ส่วนกรอบในการตรวจสอบนั้นจะตรวจหาหลักฐานว่าแก๊สน้ำตามีอานุภาพทำลายได้มากน้อยเพียงใด บาดแผลที่เกิดขึ้นกับผู้บาดเจ็บจากการสลายการชุมนุมของตำรวจ เกิดจากสิ่งใด หากเกิดจากสะเก็ดระเบิดจะเป็นระเบิดชนิดใด รวมไปถึงหากเป็นระเบิดจริงจะเป็นระเบิดของบุคคลกลุ่มใดกันแน่ ซึ่งประเด็นนี้อาจเป็นเรื่องที่ตรวจสอบลำบาก และต้องขึ้นอยู่กับวัตถุพยานที่หลงเหลือให้ตรวจสอบด้วย ซึ่งอาจต้องขอพยานหลักฐานจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

ด้านพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่าเห็นด้วยกับการสรรหาคนกลางมาตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุสลายการชุมนุม ซึ่ง พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ก็เป็นหนึ่งในคนกลางที่รัฐบาลมอบหมายให้มาตรวจสอบกรณีดังกล่าว โดยในส่วนของตำรวจจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริงด้วยเช่นกัน และขอชี้แจงเรื่องการใช้แก๊สน้ำตาเปิดทางให้ ส.ส.และ ส.ว.เข้าไปในอาคารรัฐสภา เป็นมาตรการเบาที่สุด

ขณะที่คณะกรรมการติดตามสถานการณ์ร่วม หรือ คตร. ที่มีผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธาน ได้มีการถกเถียงเรื่องการใช้แก๊สน้ำตา แต่มีความเห็นสรุปว่า หากเกิดเหตุการณ์ดังเช่นเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมอีก ก็จะใช้มาตรการเช่นเดิมควบคุมสถานการณ์

ด้าน พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ( รอง ผบช.น.) แถลงข่าวว่า ขอแจ้งให้สื่อมวลชนทราบโดยทั่วกันใน 2 เรื่อง คือเรื่องที่สื่อมวลชนพยายามที่จะสอบถามความคืบหน้าถึงการตรวจพิสูจน์รถจี๊ปที่เกิดเหตุระเบิดในช่วงบ่ายวันที่ 7 ตุลาคม ที่ผ่านมา ล่าสุดได้รับการยืนยันจากกองพิสูจน์หลักฐานอย่างชัดเจนว่าเป็นการระเบิดจากภายในรถออกนอกรถ

จากการตรวจสอบเขม่าที่พบมีสารอาร์ดีเอ็กซ์ปะปนอยู่ ซึ่งเป็นสารประกอบระเบิดชนิดหนึ่งที่มีแรงดันสูง ส่วนจะมีมากน้อยแค่ไหนนั้นยังไม่สามรถชี้ชัดได้ ในชั้นนี้จึงได้ข้อสรุปว่าน่าจะเป็นระเบิดชนิดแรงดันสูง ส่วนจะมีปริมาณเท่าใดเป็นระเบิดชนิดใดใช้ระบบไฟฟ้าหรือระบบใดในการจุดชนวนอยู่ในระหว่างการตรวจพิสูจน์ต้องรอผลอีกระยะหนึ่ง

รอง ผบช.น. กล่าวว่า ส่วนอีกเรื่องนั้นคือการตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาสอบสวนกรณีที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการใช้แก๊สน้ำตาของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าเกิดขึ้นได้อย่างไรมีความผิดพลาดอย่างไรหรือไม่นั้น เรื่องนี้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.น. มอบหมายให้ตนมาชี้แจงว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีความยินดีอย่างยิ่งที่จะมีคนกลางมาสอบเรื่องนี้เพื่อทำข้อเท็จจริงให้ปรากฏทำให้สังคมยอมรับน่าเชื่อถือ ตำรวจพร้อมและยินดีให้ความร่วมมือกับคณะกรรมการที่จะมาสอบในทุกเรื่องทุกกรณี

พล.ต.ต.อำนวย กล่าวต่อว่า สำหรับในช่วงบ่ายนี้มอบหมายให้ พล.ต.ต.อนันต์ ศรีหิรัญ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 ( ผบก.น.1) จะชี้แจงกรณีที่ ร.ต.อ.สาริศ อักษร เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน กองกำกับการตำรวจสืบสวนนครบาล 1 (กก.สส.น.1 ) ถูกกลุ่มพันธมิตรฯที่อยู่ในทำเนียบรัฐบาลจับตัวไปกักขัง 1 คืนตั้งแต่วันเกิดเหตุคือวันที่ 7 ตุลาคม และถูกปล่อยตัวออกมาเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 8 ตุลาคม ซึ่งถูกตีได้รับบาดเจ็บศรีษะแตกและถูกยึดอาวุธปืนด้วย แต่ระหว่างนั้นตำรวจไม่สามารถให้ข่าวได้เพราะเกรงว่า ร.ต.อ.สาริศ จะได้รับอันตราย

ซึ่ง ร.ต.อ.สาริศ ให้สัมภาษณ์ระหว่างการแถลงข่าวว่า ก่อนเกิดเหตุตนได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติการ สืบสวนหาข่าว และบันทึกภาพ บริเวณแยกสวนมิสกวัน ตนจึงออกจากหน่วยมาปฏิบัติการทันที ขณะนั้นเวลาประมาณ 17.00 น. วันที่ 7 ตุลาคม โดยเมื่อมาถึงแยกสวนมิสกวัน ตนเดินเข้าไป และเห็นว่าเหตุการณ์อยู่ในสถานการณ์ตึงเครียด จึงพยายามที่จะเดินออกมาทางแยกวังแดง แต่เส้นทางถูกปิด ตนเองจึงจะเดินไปเข้าทางสะพานมัฆวาน

ร.ต.อ.สาริศ กล่าวต่อว่า จังหวะนั้นตนก็สังเกตเห็นแล้วว่าการ์ดพันธมิตรฯ เริ่มสงสัยในตัวตนเอง จึงรีบเดินออก เมื่อมาถึงหน้ากระทรวงศึกษา ได้ยินเสียงการ์ดพันธมิตรตะโกนไล่หลังว่า “ตำรวจ ตำรวจที่มันมารื้อเต็นท์พวกเราวันนั้น” จากนั้นมีชายประมาณ 7-8 กรูเข้ามาจับตัว และควบคุมไปที่หน้าเต็นท์กองทัพธรรม ระหว่างนั้นตนก็พยายามแสดงบัตรข้าราชการพร้อมแสดงตัวว่าเป็นตำรวจ แต่กลุ่มการ์ดก็พยายามจับกดให้นั่งลง ซึ่งตนเองไม่ยอมนั่ง เพราะคิดว่าหากนั่งลงคงไม่รอดแน่ เพราะจังหวะนั้นมีประชาชน ที่ทราบต่างฮือเข้ามาพยายามทำร้าย โดยมีบางคนถือไม้ได้แทรกตัวเข้ามาจากการ์ดพันธมิตร มาถึงที่ตัว

กลุ่มการ์ดนำตัวตนเองเข้ามาที่เต็นท์กองทัพธรรม แต่กลุ่มผู้ชุมนุมก็พยายามจะตามเข้ามาทำร้าย เห็นท่าไม่ดี จึงชักอาวุธปืนประจำกาย ขนาด .38 ออกมาเพื่อขู่โดยไม่ได้มีเจตนาที่จะยิง ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ก็จะถอยออกไป แต่ก็มีการ์ดคนหนึ่ง ได้ยินเรียกชื่อว่า “พี่สิงห์” เดินเข้ามา หยิบระเบิดและเดินเข้ามาหาพร้อมบอกว่า “งั้นเรามาตายพร้อมกัน”

“นอกจากนี้ยังเห็นอีกคนถือปืนยาวไม่ทราบชนิด จ่อมาที่ผมด้วย ผมเองเห็นท่าไม่ดีจึงบอกยอมแล้ว และจังหวะนั้นที่ผมเอากระสุนออกจากลูกโม่ และก้มตัวเพื่อจะวางปืนลงกับพื้น ก็ถูกของแข็งตีเข้าที่หัวจนสลบไป จังหวะนั้นคู่หูที่มาด้วยกันพยายาม จะเข้ามาช่วยก็โดนรุมทำร้ายอีกคน”

ร.ต.อ.สาริศ กล่าวต่อว่า เมื่อฟื้นขึ้นมาพบว่าทรัพย์สินติดตัวหายไป คือ กล้องดิจิตัล 2 ตัว โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง และปืนลูกโม่ 1 กระบอก ส่วนที่มือถูกรัดด้วยเข็มขัดรัดสายไฟ และใส่กุญแจมือซ้ำอีก และได้เรียกพยาบาลมาช่วยปฐมพยาบาล แต่เนื่องจาก แผลลึกมากไม่สามารถเย็บได้ แต่กลุ่มการ์ดพันธมิตร ก็ยังไม่ยอมปล่อยตัว ให้พยาบาลพันแผลไว้เฉย ๆ และคุมตัวอยู่ในเต็นท์

กระทั่งเช้าจึงได้เรียกหมอมาช่วยเย็บแผล ซึ่งเย็บไปทั้งสิ้น 6 เข็ม และนอนพักอยู่ในเต็นท์ จังหวะนั้นประชาชนที่ทราบว่า ตนเองและคู่หูถูกจับกุมตัวอยู่ก็พยายามที่จะเข้ามาทำร้ายตลอดเวลา แต่ก็มีคนของกองทัพธรรมพยายามห้ามไว้ตลอด แต่บางส่วนที่ห้ามไม่ได้ก็เข้ามาทำร้ายอีก จนได้รับบาดเจ็บที่ขาเป็นรอยช้ำบวมเพิ่มเติม จากนั้นจึงได้รับการประสานจากกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ฝ่ายนั้นเรียกว่าผู้ใหญ่ ให้ปล่อยตัวและมีการนำรถยนต์มารับที่เต็นท์ และมาปล่อยที่หน้า สน.ดุสิต เวลา 12.00 น. วันที่ 8 ตุลาคม



‘แพทยสภา’รับสอบ‘หมอพันธมิตร’แล้ว


“แพทยสภา” ยอมส่งเรื่อง “หมอสุเทพ” ที่ประกาศไม่รักษาตำรวจเข้าสู่กระบวนการพิจารณาจรรยาบรรณแล้ว หลังจากเคยมีท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้ พร้อมออกแถลงการณ์ถึงหมอทั่วประเทศต้องรักษาคนไข้ทุกคนเลือกปฏิบัติไม่ได้ ด้าน “แพทย์ใหญ่” โรงพยาบาลตำรวจ ย้ำจรรยาบรรณ เป็นหมอต้องไม่เลือกคนไข้ ระบุ รพ.ตำรวจพร้อมให้การรักษาทุกฝ่ายไม่เว้นพันธมิตรฯ ด้าน “นักบิน” หัวรุนแรง ถูกพักงานเบื้องต้น 7 วัน รอเช็คสภาพจิตใจ เผยโทษสูงสุดถึงขั้นไล่ออก

จากกรณี นพ.สุเทพ กลชาญวิทย์ แพทย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ออกมาแถลงว่าจะไม่รักษาผู้ป่วยที่เป็นตำรวจ โดยอ้างอารมณ์ส่วนตัวเรื่องความไม่พอใจจากการปราบม็อบพันธมิตรฯ และล่าสุดยังไม่สำนึก ยังคงตะแบงว่ารักษาก็ได้ แต่ต้องไม่แต่งเครื่องแบบตำรวจ และไม่กรอกยศไว้ในประวัติคนไข้

กรณีดังกล่าวได้มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม และมีการออกมายืนยันจากแพทย์ผู้ใหญ่หลายคนว่าเป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำได้ตามจริยธรรมแพทย์

รพ.ตำรวจยันพันธมิตรฯก็รักษา
พล.ต.ท.นพ. สมยศ ดีมาก นายแพทย์ใหญ่ โรงพยาบาลตำรวจ กล่าวว่า โรงพยาบาลตำรวจยินดีรักษาประชาชนทุกคน ไม่เฉพาะตำรวจ ไม่เลือกชั้นวรรณะ สีผิว หรือว่าเป็นกลุ่มพันธมิตรฯหรือไม่ เพราะทุกวันนี้ 70 เปอร์เซ็นต์ของคนไข้ก็เป็นประชาชนทั่วไปอยู่แล้ว ขอให้อุ่นใจหมอทุกคนยินดีรักษาทุกคน ไม่มีการปิดกั้น เท่าเทียมกันไม่เลือกปฏิบัติ

ส่วนกรณีที่แพทย์โรงพยาบาลจุฬาฯ ออกแถลงการณ์ไม่รับรักษาตำรวจนั้น พล.ต.ท. นพ. สมยศ กล่าวว่า ตรงนี้ต้องระมัดระวัง เพราะมีกฎหมายควบคุมอยู่ว่าแพทย์ต้องรักษาประชาชนทุกรายโดยไม่ปฏิเสธ ไม่เลือกปฏิบัติ หากแพทย์ปฏิเสธก็ผิดกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นเรื่องต้องศึกษาให้ถ่องแท้ ว่าท่านเป็นแพทย์แล้วจะเลือกรักษาคนไข้ เลือกฝ่ายคนไข้ได้หรือไม่ ซึ่งในวงการแพทย์ไม่มีเรื่องแบบนี้ แม้แต่โรงพยาบาลของทุกเหล่าทัพก็ไม่มีการเลือกรักษา

“โรงพยาบาลตำรวจมีแพทย์ 200 กว่าคน ย้ำว่าไม่เลือกรักษาคนไข้ ซึ่งหมอที่ออกมาแถลงผมเข้าใจว่ารู้สึกโกรธตำรวจมากในเรื่องที่ตำรวจปฏิบัติตามหน้าที่ราชการดูแลความสงบสุขเรียบร้อยของประชาชน ในส่วนนี้มีความรู้สึกได้ เพราะอาจเป็นหมอที่ยังไม่มีประสบการณ์ในการรักษาพยาบาล อาจจะมีความรู้สึกของคนหนุ่มสาวที่ใจร้อน ผมว่าใช้เวลาอีกหน่อย หมอเหล่านี้จะนึกได้ว่าตนเองเป็นแพทย์ซึ่งมีจรรยาบรรณ ต้องรักษาทุกคน” พล.ต.ท.นพ.สมยศ ระบุ

รพ.จุฬาฯ ย้ำแพทย์ไม่เลือกปฏิบัติ
รศ.รัฐพลี ภาคอรรถ อาจารย์จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงข่าวว่าโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กีดกันการรักษาตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บนั้น ยืนยันว่า ทีมแพทย์ยังดำรงอยู่ในจรรยาบรรณแพทย์ ไม่เคยเลือกปฏิบัติ ซึ่งปัจจุบันโรงพยาบาลก็ได้รับรักษาผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ทั้งสิ้น 10 ราย โดยไม่ได้เลือกข้าง เพียงแต่คณะแพทย์ในโรงพยาบาลจุฬาฯ มีความเห็นตรงกันว่า การที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก รวมถึงมีผู้เสียชีวิตจากเหตุปะทะกัน ไม่น่าจะเกิดขึ้น หากรัฐบาลไม่ใช้ความรุนแรงในการสลายการชุมนุม

ด้าน นพ.อัฉริยะ สาโรวาท ภาควิชาศัลยกรรม คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ตามหลักการแพทย์ทุกโรงพยาบาลต้องให้การรักษาผู้ป่วยอยู่แล้ว ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายใด ซึ่งในส่วนโรงพยาบาลรามาก็คงไม่ปฏิเสธรักษาเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งการออกแถลงการณ์ดังกล่าวเป็นเพียงการประกาศไม่ต้อนรับมากกว่า แต่หากตำรวจมารักษาไม่ว่าอย่างไร คงต้องรักษาให้ตามจรรยาบรรณแพทย์

อาจารย์หมอก็เอากับเขาด้วย
นพ.เกรียง ตั้งสง่า อาจารย์แพทย์อายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์จุฬาฯ กล่าวว่าได้ติดป้ายที่หน้าห้องว่าไม่รับตรวจเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำร้ายประชาชน ยกเว้นกรณีฉุกเฉิน เนื่องจากเป็นการพูดกันตามสังคมทั่วไป และวงการแพทย์ ซึ่งอาจารย์กลุ่มหนึ่งที่ไปร่วมไปเห็นเหตุการณ์ และไปดูแลผู้ป่วยที่จุดนั้นได้เห็นด้วยตาตนเองว่า ตำรวจทำเกินกว่าเหตุ

“ผมสามารถพูดแทนแพทย์ทุกคนได้ว่า คนมีสิทธิ์เลือกหมอ แต่หมอไม่มีสิทธิ์เลือกคนไข้ เราไม่มีเจตนาเลือกปฏิบัติดังที่ถูกวิพาษ์ วิจารณ์ ทุกคนมีจิตวิญาณของความเป็นแพทย์ ผลส่วนรวมเป็นที่หนึ่ง ผลส่วนตัวเป็นที่สอง แต่ครั้งนี้ต้องการให้สังคมรับรู้ว่าตำรวจทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และเห็นได้ชัดว่าตำรวจทำร้ายประชาชน จุดที่เกิดเหตุที่แพทย์ไปปฏิบัติอยู่ไกลจากที่ชุมนุมก็ถูกตำรวจกราดยิงเข้าใส่ แพทย์หลายโรงพยาบาลรู้สึกตรงกันว่าประหนึ่งเป็นคนร้าย”

แถลงการณ์แสดงความเสียใจ
ด้านพล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองผบช.ก.ใมนฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ทางรศ.นพ.ธีระพงศ์ เจริญวิทย์ รองผอ.โรงพยาบาลจุฬาลงการณ์ รักษาการแทนผอ.โรงพยาบาลจุฬาลงการณ์ รศ.นพ.ประสงค์ ศิริวิริยะกุล รองคณบดีฝ่ายบริหารคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รักษาการแทนคณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทำหนังสือถึงพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.ชี้แจงยืนยันเกี่ยวกับการให้การดูแลรักษาผู้ป่วย หลังจากกลุ่มจุฬาฯออกแถลงการณ์เกี่ยวกับการงดตรวจรักษาผู้รับบริการที่เป็นตำรวจ คณะรัฐมนตรี และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคร่วมรัฐบาลในชุดปัจจุบัน ซึ่งก่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อข้าราชการตำรวจและครอบครัวตลอดจนประชาชนเป็นจำนวนมาก และกระทบต่อภาพลักษณ์ของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

หนังสือได้ชี้แจงว่าทางโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีความรู้สึกเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และขอให้คำยืนยันว่าโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ไม่เลือกปฏิบัติต่อผู้ป่วยและยึดมั่นในหลักกาชาดสากล คือยึดหลักการรักษาตามหลักมนุษยธรรม ไม่เลือกปฎิบัติต่อผู้ป่วยในเรื่องสัญชาติ เชื้อชาติ ความเชื่อทางศาสนาและความคิดเห็นทางการเมือง ไม่เกี่ยวข้องหรือเข้ากับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในเวลาใดหรือกรณีขัดแย้งใด อันเนื่องมาจากเหตุผลทางการเมือง

กาชาดไม่เคยปฏิเสธรักษาผู้ป่วย
นายแผน วรรณเมธี เลขาธิการสภากาชาดไทย พร้อมผู้บริหารโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันออกแถลงการณ์ยืนยันยึดมั่นในหลักกาชาดสากล โดยไม่เลือกปฏิบัติต่อผู้ป่วย ไม่จำกัดสัญชาติ เชื้อชาติ ความเชื่อทางศาสนา หรือความเห็นทางการเมืองใด ๆ ทั้งยังยืนยันไม่เคยปฏิเสธการรักษาตำรวจ ส.ส.พลังประชาชน หรือคณะรัฐมนตรี ส่วนข่าวที่ออกมาเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน และรู้สึกเสียใจต่อเรื่องที่เกิดขึ้น ส่วนความเห็นที่ออกมาในวันแรก ๆ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของแพทย์ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด

ขณะเดียวกัน ได้เรียกร้องให้รัฐบาลระงับ และกระตุ้นให้ผู้ที่รับผิดชอบงดปฏิบัติต่อกลุ่มผู้ชุมนุมด้วยความรุนแรง พร้อมกันนั้น ยังได้ทำจดหมายถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และพูดคุยกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยืนยันในการรักษาทุกฝ่าย ทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชน

แพทยสภากลับลำออกแถลงการณ์
ด้านแพทยสภา ในช่วงต้นทำท่าเหมือนจะไปในแนวทางเดียวกับหมอที่ฝักใฝ่พันธมิตรฯ โดย น.พ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่าเป็นสิทธิ์ที่แพทย์จะทำได้ โดยไม่ผิดหลักจริยธรรม แต่ต้องเป็นกรณีไม่ฉุกเฉินเท่านั้น

อย่างไรก็ดีในเวลาต่อมา นพ.สมศักดิ์ นพ.อำนาจ กุสลานันท์ เลขาธิการแพทยสภา นพ.สัมพันธ์ คมฤทธิ์ รองเลขาธิการแพทยสภา และ นาวาอากาศเอก(พิเศษ) นพ.อิทธพร คณะเจริญ ผู้ช่วยเลขาธิการแพทยสภา ร่วมกันอ่านแถลงการณ์แพทยสภา ระบุว่า ตามที่สถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันประสบวิกฤตการณ์จากความเห็นขัดแย้งระหว่างกลุ่มประชาชนและภาครัฐนั้น เป็นเหตุให้มีการดำเนินการหลายประการทางการเมือง เช่น การชุมนุม การใช้อำนาจรัฐ

แพทยสภาซึ่งเป็นองค์กรกลางของแพทย์ 38,000 คนในประเทศไทย ขอแถลงว่า 1.แพทยสภาขอคัดค้านการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา ความขัดแย้งทุกรูปแบบ จากทุกหมู่เหล่า อันจะนำไปสู่ความสูญเสียอวัยวะ ร่างกายและชีวิต ของพี่น้องประชาชนชาวไทยกันเอง 2.แพทยสภาขอแสดงความเสียใจต่อผู้ที่ได้รับความสูญเสียทุกรูปแบบจากเหตุการณ์ดังกล่าว และขอให้ทั้งผู้บริหารรัฐบาลและกลุ่มความเห็นที่แตกต่าง เห็นแก่ประเทศชาติ ศาสนา องค์พระมหากษัตริย์ หันหน้าปรึกษากันเพื่อหาทางออกโดยสันติวิธี เพื่อนำไปสู่ความสงบสุขของบ้านเมืองโดยเร็ว บนประโยชน์แท้จริงต่อประชาชนชาวไทยและประเทศชาติ

ส่งกก.พิจารณาจริยธรรมหมอสุเทพ
3.แพทยสภาขอให้แพทย์ทุกท่านยึดมั่นในจริยธรรม ว่า ผู้ประกอบการวิชาชีพเวชกรรม ต้องไม่ปฏิเสธการช่วยเหลือ ผู้ที่อยู่ในระยะอันตรายจากการเจ็บป่วย รวมทั้งไม่เลือกปฏิบัติในเรื่องสัญชาติ เชื้อชาติ ศาสนา ชั้นวรรณะ ความคิดทางการเมือง ตามหลักมนุษยสากล ทั้งนี้เพื่อธำรงไว้ซึ่งเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ และเพื่อสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ ของพี่น้องชาวไทยในสภาวะวิกฤตนี้

4.แพทยสภาไม่สนับสนุนให้มีการนำ “วิชาชีพเวชกรรมของแพทย์” ไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน และ 5.แพทยสภาขอแสดงความชื่นชมและให้กำลังใจ แก่แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ทุกท่าน ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ บรรเทาความเจ็บป่วยของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่ปกติในสภาวะดังกล่าว ด้วยความเหนื่อยยากและเสียสละ

นพ.สมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ตามที่มีแพทย์ รพ.จุฬาฯบางคนออกมาระบุว่าจะไม่รักษาคนไข้นั้น ขณะนี้ได้มีผู้ร้องเรียนแพทย์คนดังกล่าวมายังแพทยสภาแล้ว และทางแพทยสภาได้รับเรื่องดังกล่าวไว้แล้ว จากนั้นจะนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาจริยธรรมแพทย์คนดังกล่าวต่อไป โดยส่งต่อไปยังคณะอนุกรรมการจริยธรรมพิจารณา

ทั้งนี้จะนำคำให้สัมภาษณ์ของแพทย์คนดังกล่าวในหน้าหนังสือพิมพ์มาประกอบการพิจารณาด้วย โดยการพิจารณาทางจิรยธรรมนั้นจะมีตั้งแต่ ตันเตือน ภาคทัณฑ์ พักใช้ใบอนุญาตและเพิกถอนใบอนุญาตใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม อย่างไรก็ตามไม่แน่ใจว่าในส่วนของ ทาง โรงพยาบาลต้นสังกัดแพทย์คนดังกล่าวได้มีการดำเนินการทางวินัยหรือไม่อย่างไร

หมอโรงพยาบาลอื่นมีจริยธรรม
นพ.สัมพันธ์ กล่าวว่า แถลงการณ์ของแพทยสภาฉบับนี้ต้องการสื่อไปยังแพทย์ทั่วประเทศ หลักสำคัญคือแพทย์ทุกคนจะต้องรักษาผู้ป่วย ในกรณีเร่งด่วนจะปฏิเสธไม่ได้ ไม่ว่ากรณีใด ๆ สำหรับกรณีไม่เร่งด่วน นั้นแพทย์มีสิทธิปฏิเสธได้ แต่ต้องแนะนำในการส่งต่อตามความเหมาะสม

ขณะที่แพทย์โรงพยาบลอื่นก็ออกมาย้ำในเรื่องจริยธรรม แม้กระทั่งแพทย์และพยาบาลบางส่วนของโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ จ.สงขลา ที่สวมชุดดำเพื่อไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิต จากเหตุการณ์สลายการชุมนุมพันธมิตรฯ น.พ.สุเมธ พีรวุฒิ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ก็ยืนยันว่าการแต่งชุดดำเป็นสิทธิส่วนบุคคล แต่แพทย์ของโรงพยาบาลจะไม่งดรักษาผู้ป่วยที่เป็นตำรวจ เพราะตามจรรยาบรรณแพทย์ต้องรักษาผู้ป่วยทุกคน ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม

ด้าน น.พ.ธานี ลิ้มทอง รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครพิงค์ จ.เชียงใหม่ ก็ไม่เห็นด้วยหากแพทย์จะปฏิเสธการรักษาคนไข้ พร้อมทั้งขอให้ทุกฝ่ายยึดพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เรื่องความรักและความสามัคคี เพื่อสร้างความสมานฉันท์

สั่งพักงาน-ตรวจสุขภาพจิตนักบิน
ส่วนกรณี น.ต.จักรี จงศิริ กัปตันการบินไทย มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมด้วยการปฏิเสธผ๔โดยสารด้วยเหตุผลทางการเมืองว นั้น

ร.ท.อภินันทน์ สุมนะเศรณี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทการบินไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมบอร์ดว่า ที่ประชุมบอร์ดได้หารือกันแอล้วว่าควรแยกแยะหน้าที่และความคิดส่วนตัวออกจากกัน เบื้องต้นให้นักบินคนดังกล่าวหยุดบินก่อนและให้ไปตรวจโรค และตรวจสุขภาพจิต โดยปกติสิ่งแรกที่ นักบินจะต้องมีคือ จรรยาบรรณนักบิน ซึ่งจรรยาบรรณของนักบินการบินไทยที่บริษัทกำหนดไว้คือ ห้ามยุ่งเกี่ยวทางการเมือง อีกทั้งยังระบุว่าห้ามมีการพูดคุยเรื่องการเมืองระหว่างกันในระหว่างการบินด้วย

ขณะที่ ร.อ.อ.มนตรี จำเรียง รองผู้อำนวยการใหญ่ สายทรัพยากรบุคคล การบินไทย กล่าวว่า การสอบสวนนักบินนั้น กระบวนการสอบคงจะไม่ต่างจากกระบวนการศาลยุติธรรม โดยในเบื้องต้นถือว่าบริสุทธิ์ก่อนและไปสอบข้อเท็จจริง หากมีมูลก็จะลงโทษ ซึ่งการสอบนักบินจะต้องดำเนินการ 3 ประการคือ 1. ระเบียบการปฏิบัติของบริษัท 2. จรรยาบรรณของนักบิน และ 3. ระเบียบการปฏิบัติของนักบิน เพราะต้องดูว่าเข้าข่ายส่วนไหน ระหว่างการสอบนั้นจะต้องถูกพักงานไว้ก่อน กรณีนี้คงต้องมีการพักงานประมาณ 7 วัน ขณะที่มีการสอบสวน ส่วนโทษนั้นมีหลายระดับ หากเกี่ยวกับระเบียบวินัย โทษเบาสุดคือการว่ากล่าวตักเตือน ตัดเงินเดือนตั้งแต่ 10-25% ตั้งแต่ 1-6 เดือน หนักสุดคือการให้ออก ปลดออกและไล่ออก


‘อนุพงษ์’ปัดพบ‘ป๋าเปรม’ ครส.แถลงต้านรัฐประหาร


“อนุพงษ์” ย้ำการรักษาความสงบเป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายและพร้อมให้การสนับสนุน ยืนยันไม่คิดปฏิวัติและไม่เคยกดดันให้ “สมชาย” ยุบสภา ปัดเข้าพบ “ป๋าเปรม” ด้าน “สมศักดิ์ ชาติไทย” บอกปัญหายังมีทางออกที่ดีกว่ายุบสภา “หมอประเวศ” ขาประจำออกมาจุ้นอีก ดัน “คณิต ณ นคร” เป็นประธานคณะกรรมการอิสระสอบสวนข้อเท็จจริง ขณะที่ ครส. ออกแถลงการณ์ คัดค้านรัฐประหาร เรียกร้องทุกฝ่ายแสวงหาทางออกโดยสันติภาพ

หลังจากเกิดเหตุการณ์สลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่บริเวณหน้ารัฐสภา ได้เกิดเป็นกระแสข่าวลือตามมามากมาย โดยเฉพาะเรื่องของการปฏิวัติรัฐประหาร และเกิดข้อเสนอจากคนบางกลุ่มที่หวังผลทางการเมืองให้มีการยุบสภา

ยุบสภาไม่ใช่ทางแก้ปัญหา
อย่างไรก็ดี นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่ารัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการกลางเพื่อคลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้น แต่รัฐบาลฝ่ายเดียวคงแก้ไขปัญหาไม่ได้ ทุกฝ่ายรวมทั้งพันธมิตรฯต้องร่วมมือกัน ด้วยการหยุดและใช้สติ มาร่วมกันไตร่ตรองว่าบ้านเมืองมีความเสียหายมากขนาดนี้แล้ว อย่าทำให้ประเทศบอบช้ำไปกว่านี้

เมื่อถามว่าขณะนี้มาตรการอารยะขัดขืนขยายวงกว้างและเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบด้วยการยุบสภา นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ต้องขอถามว่าการยุบสภา เป็นคำตอบที่ชัดเจนหรือไม่ วันนี้หากยุบสภาแล้วเลือกตั้งภายใต้กติกาและรูปแบบเดิม โดยที่ไม่ได้มีการแก้ไข เปลี่ยนแปลงกับโครงสร้าง จะได้อะไรขึ้นมา ถ้ายุบสภาเลือกตั้งใหม่ เขียนรัฐธรรมนูญกันใหม่ ถามว่าต้องใช้เงินเท่าไหร่ หากเราหันหน้าเข้าหากันและหารือตามแนวทางที่ทุกฝ่ายให้ความเห็นชอบในการตั้งส.ส.ร.และผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ให้เรียบร้อย เมื่อได้กติกาแล้วก็กำหนดระยะเวลาที่จะมีการเลือกตั้ง น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ตนจึงคิด่าการยุบสภาจึงไม่ใช่ทางออกที่ดีในขณะนี้

"อนุพงษ์"ปัดพบ"ป๋าเปรม"
ส่วนที่มีข่าวในวันก่อนหน้านี้ว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ร่วม (คตร.) เข้าพบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ องคมนตรี เพื่อรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้น นั้น พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ตนไม่ได้เข้าพบประธานองคมนตรี

นอกจากนี้ยังกล่าวถึงข่าวว่า ผบ.ทบ.ประเมินว่าพันธมิตรฯจะเผาเมืองเพื่อบีบให้กองทัพปฏิวัติ ว่า ไม่ใช่คำพูดของตน แต่เป็นการประเมินของตำรวจ ดังนั้นจึงได้มีการจัดกำลังออกไปเพื่อรักษาความสงบ ส่วนการปฏิวัติไม่มี เพราะไม่มีความวุ่นวายจนถึงต้องปฏิวัติ และไม่แน่ใจว่าการปฏิวัติจะแก้ปัญหาได้หรือไม่ ซึ่งการแก้ปัญหาคงเป็นปัญหาของตำรวจ เพราะกฎหมายไม่ครอบคลุมให้ทหารปฏิบัติการได้

ทั้งนี้ กองทัพยังไม่มีการเคลื่อนไหวส่วนนี้ ซึ่งที่ประชุม คตร.ทุกคนมีอำนาจหน้าที่ตามหน่วยงานของตน ไม่ใช่ประธานสั่งการ ถ้ามีปัญหาเจ็บป่วย กระทรวงนั้นๆก็ดูว่าติดปัญหาตรงไหน ส่วนใดมีปัญหาติดขัดก็จะมาช่วยกันดูเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย เมื่อเป็นคณะกรรมการร่วมกัน ทุกฝ่ายก็ต้องมาช่วยกันเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ตนเป็นเหมือนประธานในที่ประชุมเท่านั้น

ยันไม่ได้บีบ "สมชาย" ยุบสภา

ส่วนกรณีพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ได้ประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่บช.น.ก่อนการสลายม็อบ นั้น ผบ.ทบ. กล่าวว่า กองทัพไม่ได้เข้าประชุมด้วย ไม่ทราบว่าได้สั่งการกันอย่างไร พอบ่ายวันที่ 7 ต.ค.จึงมีการรายงานและประสานให้ทราบ ในส่วนสตช.ได้ติดต่อประสานมา กองทัพส่งกำลังไปช่วยเจ้าพนักงาน

อย่างไรก็ตามคณะกรรมการคตร.ไม่ได้ประชุมร่วมกับครม. แต่จะประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามที่ได้รับมอบมา และไม่น่าจะเหมาะสมที่กองทัพจะเดินเกมเพื่อบีบให้ยุบสภา ซึ่งนักวิชาการได้ประเมินว่ารัฐบาลต้องรักษาสถานการณ์ได้ รัฐก็ต้องรักษาสถานการณ์ ถ้าไม่ได้ก็ต้องคิดว่าจะมีวิธีการอย่างไร

ส่วนกรณีที่พันธมิตรฯได้ออกแถลงการณ์ว่าทหารไม่อยู่ข้างประชาชน แต่อยู่ข้างตำรวจ ผบ.ทบ. กล่าวว่า คิดแบ่งประเทศเป็นฝ่ายคงไม่ถูกต้อง พันธมิตรฯดำเนินการโดยขอบเขตของกฎหมายก็ดำเนินการไป เราไม่อยู่ฝ่ายใด ทหารมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง เมื่อไม่มีความสงบเรียบร้อยเกิดขึ้น ก็ส่งกำลังไปช่วยรักษาความสงบเรียบร้อย

ราษฎรเพี้ยนเสนอ“คณิต”สอบสวน
ขณะที่ น.พ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ให้สัมภาษณ์ย้ำถึงทางออกของประเทศว่า คงต้องทำหลายๆอย่างพร้อมกันไม่ใช่อย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะต้องยอมรับว่าระบบรัฐสภาของไทยมีปัญหาจริงๆ การเมืองจึงไม่มีพลังพอที่จะแก้ไขปัญหาของชาติได้ เพราะฉะนั้นต้องเร่งแก้ปัญหาพิการของระบบการเมืองให้ได้ ถ้าตราบใดที่ยังแก้ไขไม่ได้ ถึงแม้ว่ายุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ก็จะเกิดปัญหาวนเวียนเช่นนี้ต่อไปอีก

นพ.ประเวศ กล่าวว่า อย่าตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะทุกสังคมที่จะมีการเปลี่ยนผ่านต้องผ่านการต่อสู้ทั้งนั้น นักการเมืองจะปฏิบัติตัวเช่นเดิมไม่ได้แล้ว ต่อไปใครทำผิดจะต้องติดคุกให้มากขึ้น เมื่อถามว่าหากนายกฯประกาศลาออกคิดว่าจะช่วยให้สถานการณ์คลี่คลายได้หรือไม่ นพ.ประเวศ กล่าวว่า ช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าหากยุบสภามาการเมืองก็กลับมาพิการอีก เพราะรัฐสภามีปัญหายังมีการใช้อำนาจ และผลประโยชน์ต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรี มีคนบงการจากแดนไกล ในการเลือกตัวนายกฯและรัฐมนตรี การเมืองไทยจึงไม่มีพลังพอที่จะแก้ปัญหาของมันเองได้ ขอย้ำว่าเมื่อชาติเกิดวิกฤติต้องการความเสียสละจากทุกฝ่ายเพื่อให้ประเทศเดินต่อไปได้

“ประเวศ”ออกอาการปลื้มพธม.
เมื่อถามว่าพันธมิตร ควรจะสลายตัวไปด้วยหรือไม่ นพ.ประเวศ กล่าวว่า จุดแข็งของพันธมิตรคือการตรวจสอบอำนาจรัฐ หากทำไปเรื่อยๆจะดี แต่ไม่ควรใช้วิธีการอื่นๆ เช่นไม่ควรไปสร้างความรุนแรง อย่างไรก็ตามสิ่งที่ควรทำขณะนี้หลังจากเกิดเหตุปะทะกัน ที่มีผู้สูญเสียทั้ง 2 ฝ่าย จะต้องทำความจริงให้ปรากฏให้ได้ ฉะนั้นจะไม่จบ จะโยนความผิดให้กันไปมา ซึ่งตนเห็นด้วยกับข้อเสนอของ 24 อธิการบดีที่เสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการอิสระ โดยประธานคณะกรรมการชุดนี้จะต้องมีความเป็นกลาง และมีความสามารถสูง และเลือกคณะกรรมการได้เอง ไม่ใช่จับใครใส่เข้ามาก็ได้ จึงจะมีคนเชื่อถือ ต้องไม่กลัวความจริง

“ในความคิดของผมเห็นว่าคนที่จะมาเป็นคณะกรรมการได้ในขณะนี้เช่น นายคณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด ที่มีความเป็นอิสระ ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายฝ่ายใด ต้องเอาความจริงมาก่อน จึงจะสมานฉันท์กันได้ ทั้งนี้หน้าที่ของรัฐบาลคือการรักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมืองและปกป้องทรัพย์สินของประชาชน ไม่ควรทำอะไรที่ก่อให้เกิดความรุนแรงและบาดเจ็บ ขณะเดียวกัน หน้าที่ของกองทัพคือต้องแทรกตรงกลางไม่ให้ตำรวจและพันธมิตรฯ ปะทะกัน“ น.พ.ประเวศ กล่าว

ปธ.วุฒิชี้ขัดแย้งยากเกินเจรจา
ด้าน นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา กล่าวถึงกรณีที่ นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส เสนอให้เป็นคนกลางเจรจากับแกนนำพันธมิตรฯและทุกฝ่าย เพื่อหาทางออกให้ประเทศว่า คงจะทำได้ยาก เพราะอารมณ์ตอนนี้เจรจาได้ยาก แต่การที่ศาลมีคำสั่งเพิกถอนหมายจับ 9 แกนนำพันธมิตรฯในข้อหากบฏ จะทำให้บรรยากาศดีขึ้นมาก ซึ่งอย่างน้อยทุกอย่างจะได้ผ่อนคลายลง แกนนำพันธมิตรฯ จะได้ออกไปไหนมาไหนได้ ไม่ต้องระแวง แม้พันธมิตรฯจะยืนยันที่จะชุมนุมต่อ แต่ก็ถือได้ว่าเราเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์แล้ว

เมื่อถามถึงกรณีที่กลุ่มแพทย์และนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเสนอให้รัฐสภาตั้งคณะกรรมการอิสระ เพื่อสอบหาผู้สั่งการและผู้ทำผิดในการสลายม็อบมาลงโทษ นายประสพสุข ในฐานะรองประธานรัฐสภา กล่าวว่า ตนเห็นด้วย เพราะตอนนี้ยังไม่ทราบข้อเท็จจริงกันเลยว่าการสลายการชุมนุมเป็นอย่างไร ใครใช้มาตรการรุนแรงหรือไม่ คนที่เสียชีวิตมาจากสาเหตุอะไร จึงน่าจะมีการตั้งคนดีที่เป็นกลางจริง ๆ เป็นประธานคณะกรรมการ แล้วให้ประธานดังกล่าวไปหาคนที่เป็นที่ยอมรับมาร่วมกันเป็นคณะกรรมการอิสระ เพื่อสอบข้อเท็จจริง

ครส.แนะรัฐบาลเร่งเนยียวยา
ขณะเดียวกัน คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน(ครส.) และเครือข่าย ออกแถลงการณ์คัดค้านการรัฐประหาร และขอให้ทุกฝ่ายแสวงหาทางออกโดยสันติภาพ (Peaceful Solution)

แถลงการณ์ระบุว่า ครส. และเครือข่ายขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อญาติผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ทั้งฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บ และขอเรียกร้องต่อรัฐบาล พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และทุกฝ่ายของสังคมที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

1.การดำเนินการสลายการชุมนุมด้วยความรุนแรงดังกล่าวของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็นการดำเนินการสลายโดยผิดแบบแผนข้ามขั้นตอนและใช้ความรุนแรงเกินสมควรแก่เหตุ จนนำมาสู่เหตุการณ์จลาจลกลางเมืองหลวงและความสูญเสียทางสังคมจากเหตุการณ์นองเลือดครั้งนี้ เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จะต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และผู้บังคับบัญชาที่สั่งการดังกล่าวจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ ทั้งนี้ ในเบื้องต้น เราขอให้รัฐบาลเยียวยาสวัสดิภาพชีวิตและชดใช้ค่าเสียหายต่อผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งฝ่ายผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ตำรวจ

จี้หมอปฏิบัติตามสิทธิมนุษยชน
2.เราขอเรียกร้องให้รัฐบาล ตั้งคณะกรรมการอิสระจากบุคคลที่น่าเชื่อถือของสังคม ดำเนินการตรวจสอบไต่สวนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น กรณีการดำเนินการสลายการชุมนุมด้วยความรุนแรง การยิงแก๊สน้ำตาใส่ผู้ชุมนุมโดยตรง กรณีการบาดเจ็บของผู้ชุมนุมที่เจ้าหน้าที่ตำรวจปัดความผิด ข้อเท็จจริงการใช้อาวุธสงคราม หรืออาวุธอื่นๆ ไม่ว่าฝ่ายใด และกรณีการระเบิดรถยนต์หน้าพรรคชาติไทย เพื่อสร้างความกระจ่างและข้อเท็จจริงต่อสังคมและสาธารณะ จนกระทั่งนำไปสู่กระบวนการยุติธรรมในอนาคต โดยสำหรับเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิดนั้น จะต้องดำเนินการทั้งทางวินัยและอาญาแก่เจ้าหน้าที่ที่กระทำผิดและผู้บังคับบัญชาที่ดูแลรับผิดชอบหรือสั่งการ

แถลงการณ์ในข้อ 3.ระบุว่า เราขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายในสังคม ที่ใช้มาตรการทางสังคมร่วมกดดันรัฐบาล จะต้องคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนพื้นฐานโดยไม่เลือกปฏิบัติ โดยเฉพาะการปฏิเสธคนไข้ของแพทย์จะกระทำไม่ได้ และจะต้องปฏิบัติตามหลักการสิทธิมนุษยชนสากล

ครส.คัดค้านการรัฐประหาร
4.เราขอเรียกร้องให้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เสนอทางออกจากความขัดแย้งภายใต้กรอบวิถีสังคมประชาธิปไตย เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุผลจากการรัฐประหารของกองทัพหรือชนชั้นปกครอง การผลักดันการเมืองใหม่จะต้องใช้มีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายตามครรลองรัฐธรรมนูญและวิถีประชาธิปไตย ซึ่งไม่มีทางลัด และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะต้องควบคุมการชุมนุมภายใต้กรอบอหิงสาธรรมโดยเคร่งครัด หาใช่ขบวนการมหิงสาที่ใช้ความรุนแรงตอบโต้และนำไปสู่ชัยชนะบนความพ่ายแพ้และสูญเสีย การที่บุคคลใดกระทำการละเมิดหรือก้าวล่วงการใช้สิทธิทางการเมืองชุมนุมโดยสันตินั้น ให้เป็นหน้าที่ของรัฐในการดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมแล้วแต่กรณีต่อไปโดยไม่เลือกปฏิบัติ

5.เราขอเรียกร้องให้ทุกฝ่าย โดยเฉพาะรัฐบาล พรรคการเมืองและพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ร่วมแสวงหาทางออกจากความขัดแย้ง บนครรลองวิถีของสังคมประธิปไตย ภายหลังศาลอุทธรณ์สั่งเพิกถอนหมายจับ 9 แกนนำใน 2 ข้อหากบฏและสะสมกำลัง โดยไม่นำกองทัพของชาติเข้ามาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งครั้งนี้ไม่ว่าจะโดยฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายพันธมิตร หรือฝ่ายใดและขอคัดค้านการรัฐประหารอย่างถึงที่สุด ทั้งนี้ ทุกฝ่ายควรทบทวนบทเรียนเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 และเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เป็นอนุสติทางสังคม เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้เกิดเหตุการณ์วิปโยคซ้ำรอย ซึ่งนำมาสู่การรัฐประหารและฉกฉวยตั้งคณะปฏิรูปการเมืองการปกครองของอำนาจรัฐเผด็จการ

ตำรวจพ้อหมดกำลังใจ‘พันธมิตร’ได้ใจขู่ฟ้องกลับย้อนรอยคดีกบฏ


ศาลอาญาถอนหมายจับข้อหากบฏ 9 แกนนำม็อบพันธมิตรฯ แล้ว เหลือไว้แค่ข้อหาปลุกระดมและชุมนุมเกินกว่า 10 คนให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง พร้อมให้ประกัน “จำลอง-ไชยวัฒน์” ไม่มีเงื่อนไข ด้านพันธมิตรฯ ได้ใจกลับขึ้นเวทีที่ยึดทำเนียบรัฐบาลสร้างความเสียหายมานานนับเดือน ประกาศฟ้องกลับเจ้าหน้าที่ตำรวจ แจ้งข้อหากบฏเกินกว่าเหตุ ขณะที่ประชาชนแห่ให้กำลังใจบรรยากาศสุดชื่นมื่น ระบุตำรวจไทยทำหน้าที่สมศักดิ์ศรีในการรักษาความสงบให้บ้านเมือง ผบช.น. ระบุทุกอย่างผ่านไปด้วยดีเพราะความร่วมมือของหลายฝ่าย พ้อกำลังพลพร้อม แต่กำลังใจถดถอย

* ปชช.แห่ให้กำลังใจตร.ไทยทำเพื่อชาติศาลอาญาถอนหมายจับข้อหากบฏ 9 แกนนำ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันที่ 9 ตุลาคม ที่ผ่านมา ศาลอาญา ได้มีคำสั่งนัดคู่ความมาฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ ในคดีที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ และแนวร่วมพันธมิตรฯรวม 9 คน เป็นผู้ต้องหาในข้อหากบฏ และข้อหาอื่นรวม 5 ข้อหา ที่ได้ยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลเพิกถอนหมายจับ โดยมีนายสุวัฒน์ อภัยภักดิ์ ทนายความพันธมิตรฯ เดินทางมารับฟังการอ่านคำสั่งของศาล

โดยศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้เพิกถอนหมายจับเดิม 9 แกนนำพันธมิตรฯ ในข้อหาการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113, 114 และ 216 ซึ่งได้แก่ 3 ข้อหา ประกอบด้วย กระทำความผิดฐานเป็นกบฏและสะสมกำลังพล หรือ อาวุธตระเตรียมการอื่นใด หรือ สมคบกันเป็นกบฏ และขัดคำสั่งเจ้าพนักงานที่ให้เลิกการชุมนุม โดยศาลให้ออกหมายจับใหม่ที่ตั้งข้อหาอื่น ๆ แทน

เนื่องจากศาลเห็นว่าหมายจับเดิมมีการตั้งข้อกล่าวหาบางข้อที่เลื่อนลอย และยังไม่มีเหตุอันควรให้ออกหมายจับตามข้อหาดังกล่าว แต่เมื่อพิจารณาแล้ว ผู้ต้องหายังคงมีความผิด ฐานปลุกระดมประชาชนให้ต่อต้านรัฐบาล เกิดความกระด้างกระเดื่องและความผิดฐานมั่วสุมกัน ตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง

ดังนั้น ศาลจึงให้พิพากษาแก้ เป็นการให้เพิกถอนหมายจับเดิมจำเลยทั้ง 9 เฉพาะข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113, 114 และ 216 ส่วนข้อหาอื่น ๆ นอกเหนือจากนั้น ให้คงเป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุมัติหมายจับไว้ และให้ยกคำร้องของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ขอให้ระงับการบังคับตามหมายจับดังกล่าว

ขณะเดียวกันมีรายงานข่าวว่าหลังจากนั้นศาล ได้อนุญาตให้มีการประกันตัวนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ และพล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ ด้วยหลักทรัพย์คนละ 1 แสนบาท โดยไม่มีเงื่อนไข ซึ่งหลังรับการประกันตัว ทั้ง 2 คน ได้กลับไปขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ในทำเนียบรัฐบาลบ ที่ยึดเอาไว้นานนับเดือน พร้อมกับประกาศว่าจะฟ้องกลับตำรวจที่แจ้งข้อกล่าวหาเกินกว่าเหตุ

ทั้งนี้การปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง ในการรักษากฎหมายและรักษาความเรียบร้อยของบ้านเมือวงที่ผ่านมา ได้รับความเห็นใจและคำชื่นชมจากประชาชนโดยทั่วไปอย่างกว้างขวาง โดยในเวลา 10.00 น. วันเดียวกัน นายไกรวัลย์ เกษมศิลป์ ผู้อำนวยการวิทยุชุมชนคนรู้ใจ จ.นนทบุรี พร้อมด้วยชาวบ้านประมาณ 100 คน และกลุ่มชุมชนบุปผาราม นำโดยนายทวีป ฉายปัญญา พร้อมชาวบ้านในชุมชนบุปผาราม 100 คน และกลุ่มชมรมคนรักทักษิณ อีก 50 คน ได้นำแจกันดอกไม้ ผลไม้นานาชนิด อาทิเช่น ลองกอง แอปเปิ้ล ส้ม ไปมอบเป็นกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในการสลายการชุมนุม

โดยมี พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) พร้อม รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.)ทั้งหมด ออกมาต้อนรับท่ามกลางเสียงตะโกนกึกก้อง

“เรารักตำรวจ นี่คือตำรวจของประชาชน นี่คือตำรวจประชาธิปไตย ขอให้รักษาความดีนี้ต่อไป"

จากนั้นชาวบ้านทั้งหมดร่วมร้องเพลงมาร์ชตำรวจ พร้อมเสียงปรบมือและตะโกนว่า"พล.ต.ท.สุชาติ สู้ๆพล.ต.ท.สุชาติ สู้ๆ

พล.ต.ท.สุชาติ กล่าวว่า ในนามข้าราชการตำรวจต้องขอขอบคุณพี่น้องทุกคนที่มาให้กำลังใจการทำหน้าที่ โดยลำพังตนคนเดียวคงทำงานไม่สำเร็จต้องมี รองผบช.น.ทุกนายเป็นผู้ช่วย ตำรวจผู้ปฏิบัติงานทั้งนครบาล ตชด. สันติบาล ตำรวจภูธรภาค 1 2 7 ที่มาปฏิบัติงานร่วมกัน

"ยืนยันว่าสิ่งที่เราทำนั้นเพื่อพ่อแม่พี่น้องและจะธำรงค์เพื่อความยุติธรรมทุกอย่าง และจะบังคับใช้กฎหมายให้ได้ ที่ผ่านมาถูกสังคมประณามทำให้เราหมดกำลังใจแต่มาวันนี้ มีพวกท่านมาให้กำลังใจตำรวจเหมือนฝนทิพย์จากฟ้ามาชโลมใจพวกเราและยืนยันจะต่อสู้อย่างเต็มที่"

พล.ต.ท.สุชาติ ยังกล่าวถึงกรณีที่สังคมรุมประณามในการเข้าสลายการชุมนุมว่าและมีการฟ้องร้องต่อศาลโลกว่า หากจะฟ้องร้องก็ไม่เป็นไรสิ่งที่ตำรวจทำสามารถพิสูจน์ได้ทำเพราะอะไรเหตุใดจึงทำไม่ใช่อยู่ดีๆจะไปทำการที่เราจะยิงแก๊สน้ำตาใส่ใคร อย่าไปใช้คำว่าสลายการชุมนุม เพราะคำว่าสลายคือการแตกแยกแต่สิ่งที่ตำรวจทำนั้นเป็นการควบคุมฝูงชนไม่ให้ลุกลามเข้าพื้นที่ต้องห้าม และไม่ใช่ว่าตำรวจทุกคนที่มีหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยจะมีแก๊สน้ำตากันทั้งหมดเราให้ใช้เฉพาะบางคนที่ถูกฝึกมาอย่างดีเท่านั้น ซึ่งแก๊สน้ำตามีทั้งแบบขว้างและแบบยิง

ส่วนสังคมคิดว่าตำรวจจะเตรียมแก๊สน้ำตาไว้สลายอีกหรือไม่ พล.ต.ท.สุชาติ กล่าวว่า ใครๆ ก็จ้องแต่ถามตำรวจจะใช้แก๊สน้ำตา แต่ทำไมไม่ดูสถานการณ์กันบ้างเริ่มจากมาตรการที่เบาก่อนไปหาหนัก มีการนำรถประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนผู้ชุมนุมแล้ว สื่อก็เห็นรถตำรวจถูกยึดไปไม่ใช่จะไปยิงแก๊สน้ำตาใส่คนทุกอย่างทำเป็นขั้นตอน

"หากถูกสังคมประณามเราก็ยอมรับเพราะเราคือผู้ปฏิบัติ แต่คนที่ตอบปัญหาสังคมได้ว่าตำรวจทำถูกหรือผิดอย่างไรนั้นคือคนกลางที่รู้เห็นการกระทำทั้งสองฝ่าย รัฐบาลมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบแล้ว รวมถึงองค์กรอื่นๆคงได้รู้กันเร็วๆนี้"

เมื่อถามว่าจะมีการยึดทำเนียบรัฐบาลคืนให้กับรัฐบาลได้เมื่อไหร่ พล.ต.ท.สุชาติ กล่าวว่า จริงๆแล้วก็ใกล้เวลาแล้วน่าจะเอาคืนได้แล้ว

อย่างไรก็ตาม การดูแลความสงบเรียบร้อยของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่จะไปชุมนุมแบบดาวกระจายว่า ขณะนี้ได้มีการจัดกำลังตำรวจนครบาล ตชด. และตำรวจภูธรภาค 1 2 7 เข้าประจำพื้นที่ทุกจุดที่ผู้ชุมนุมจะเดินทางไป ซึ่งคงไม่มีปัญหาอะไรสามารถควบคุมได้

"ตอนนี้ยอมรับว่าไม่มีปัญหาเรื่องกำลังพล แต่มีปัญหาเรื่องกำลังใจที่เกือบจะหมดอยู่แล้วจากการที่ตำรวจสลายการชุมนุม นั้นถือว่าเป็นภารกิจหนึ่งเพื่อเปิดทางให้ผู้แทนปวงชนเข้าทำงานได้ การที่หมดกำลังใจเพราะถูกสังคมมองว่าตำรวจเข้าข้างรัฐบาลทำไมไม่ดูกันว่าในรัฐสภาก็มีฝ่ายค้าน สมาชิกวุฒิสภา รวมอยู่ด้วย ผลสะท้อนออกมากลับมองว่าตำรวจเป็นเครื่องมือรัฐบาล แต่หากปล่อยให้ผู้ชุมนุมไปยึดได้ก็คงมีปัญหาตามาอย่างแน่นอนเพราะเป็นพื้นที่เขตพระราชฐานตำรวจคงยอมไม่ได้"

ภายหลังการให้สัมภาษณ์ พล.ต.ท.สุชาติ ได้เรียกประชุมนายตำรวจระดับรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้บังคับการทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมประเมินสถานการณ์การเคลื่อนไหว และวางแนวทางการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อเป็นบรรทัดฐานเดียวกัน

ขณะเดียวกันทางด้านพรรคประชาธิปัตย์ยังได้มุ่งหน้าทำตามเป้าประสงค์ของตัวเองต่อไป ในการที่จะล้มล้างความน่าเชื่อถือของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง โดยพากันไปยังสถานทูตสหรัฐอเมริกา และสถานทูตประเทศอังกฤษ เพื่อประจานบ้านเมืองตัวเอง


กกต.อ้างรอ‘สดศรี’ไม่ตัดสินคดีวิฑูรย์


นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านบริหารการเลือกตั้ง คาดว่า ที่ประชุม กกต.จะสามารถพิจารณา และลงมติในสำนวนทุจริตเลือกตั้งของ นายวิฑูรย์ นามบุตร ส.ส.สัดส่วน และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้ภายในเดือนต.ค.นี้ และยืนยันว่า กกต. ไม่ได้ยื้อเวลา แต่เหตุที่ยังไม่สามารถลงมติได้ในสัปดาห์นี้ เพราะต้องการให้ กกต. อยู่ร่วมประชุมลงมติครบทั้ง 5 คน

ทั้งนี้ ที่ประชุม กกต. ยังไม่สามารถพิจารณาลงมติคดีของนายวิฑูรย์ได้ในสัปดาห์นี้ และสัปดาห์หน้า เนื่องจากนางสดศรี สัตยธรรม กกต. ติดภารกิจไปทำวีซ่า เพื่อเดินทางไปดูงานเรื่องการเลือกตั้งที่สหรัฐ 2 สัปดาห์ และจะเดินทางกลับมา วันที่ 16 ต.ค.ซึ่งคาดว่าจะมีการประชุม กกต. ได้ในสัปดาห์ถัดไปคือวันที่ 21 ต.ค.51

“ขอยืนยันว่า กกต. ไม่ได้ยื้อเรื่องให้ ล่าช้า และไม่ได้มีความขัดแย้งภายใน กกต. 5 คน และครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เรารอให้ กกต. อยู่ครบทั้งหมดก่อนลงมติ คาดว่าจะ วินิจฉัยได้ภายในเดือน ตุลาคมนี้” นายประพันธ์ กล่าว

ประมูลงานกทม.ส่อทุจริต


สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตรวจสอบพบว่าโครงการปรับปรุงอาคารสถานที่ และส่วนประกอบของอาคารในศูนย์ บริการ Bangkok Service Center ของสำนักงานเขต ที่เป็นโครงการของ นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน มีความผิดปกติเกิดขึ้น จึงมีหนังสือแจ้งกทม.ถึงความไม่เหมาะสมในการประกวดราคาที่พบว่าคณะกรรมการกำหนดราคากลางประมาณราคากลางสูงกว่าราคาของสำนักดัชนีเศรษฐกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์

นอกจากนี้ การปรับปรุงดังกล่าวยังไม่เป็นไปตามแบบรูปแบบรายการและปริมาณงาน แต่คณะกรรมการตรวจการจ้างได้ตรวจรับงานจ้างเป็นที่เรียบร้อย ถือเป็นการไม่ปฏิบัติตามข้อบัญญัติว่าด้วยพัสดุฯ เป็นเหตุทำให้ทางราชการคือ กทม. ได้รับความเสียหาย

ทั้งนี้ สตง. ยังได้มีการท้วงติง และให้ดำเนินการหาผู้รับผิดชอบในเรื่องดังกล่าวนี้ โดยให้เรียกเงินคืนจากผู้รับเหมาเขตละ 2 ล้านบาท

อย่างไรก็ตาม มีรายงานข่าวแจ้งว่า นายพงศ์ศักติฐ์ เสมสันต์ ปลัดกทม. ได้แต่งตั้งให้ นายวัฒนา ล้วนรัตน์ ผู้ตรวจ 10 เป็นประธานในการตรวจสอบ โดยจะให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน คาดว่าจะสอบเสร็จราววันที่ 25 ต.ค.นี้ จากนั้นจะดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

อมธ.แตกคอออกแถลงซ้อนแฉมีสมาชิกหลงผิดใฝ่พธม.


กรณีที่องค์กรนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ได้หนังสือออกแถลงการณ์มา 2 ฉบับ โดยมีความหมายที่การขัดแย้งกันอย่างเห็นได้ชัด ระหว่างฉบับแรกและฉบับที่สอง ซึ่งหนังสือแถลงการณ์ฉบับแรกมีความหมายประณามความรุนแรงของตำรวจในการเข้าปราบปรามกลุ่มพันธมิตรฯ เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไข้ปัญหาอย่างสันติและรับผิดชอบเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ส่วนอีกฉบับระบุว่าแถลงการณ์ฉบับแรก ไม่ได้ผ่านมติกรรมการการบริหารฯ และขอยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้ทำเกินกว่าเหตุและให้ตรวจสอบการใช้กำลังของกลุ่มพันธมิตรฯ พร้อมกับเรียกร้องให้ พธม. ยุติการล้อมสภา และคัดค้านการรัฐประหาร รัฐบาลแห่งชาติ

โดย นายธีรนัย จารุวัสตร์ สมาชิกกลุ่มประชาธิปไตยไม่ใช่แค่กิ๊ก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้เปิดเผยว่า กรณีที่ อมธ. ได้ออกแถลงการณ์ถึง 2 ฉบับนั้น เกิดขึ้นจากปัญหาภายในที่มีการแบ่งฝ่ายองค์กร โดยมีสมาชิกบางคนที่มีแนวคิดที่เข้าข้างกับการกระทำของพันธมิตรฯ จึงได้ออกแถลงการณ์เพื่อสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯทันที โดยไม่ได้ผ่านมติคณะกรรมการบริหารฯ

ดังนั้น อมธ.จึงร่วมกับ สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ฝ่ายการเมือง องค์การนักศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชมรมนักสิทธิมนุษยชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กลุ่มสังคมนิยมประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กลุ่มประชาธิปไตยไม่ใช่แค่กิ๊ก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (กปก.) กลุ่มราษฎรเดินนำ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ออกแถลงการณ์อีกฉบับ เพื่อเป็นการชี้แจงว่า แถลงการณ์ฉบับแรกนั้นเป็นเพียงความคิดของคนเพียงกลุ่มเดียว ไม่ใช้ขององค์กรตามที่กล่าวอ้าง

นายธีรนัย กล่าวต่ออีกว่า สิ่งที่เกิดขึ้นล้วนเกิดขึ้นจากพันธมิตรฯที่สร้างความแตกแยกให้กับคนในชาติ ทำให้สังคมมีแต่ความขัดแย้งในมหาวิทยาลัยเองก็เช่นกัน ย่อมต้องมีผลกระทบตามไปด้วย ซึ่งการนำกลุ่มองค์กรต่าง ๆ ไปแอบอ้างเท่ากับเป็นการทำลายชื่อเสียงขององค์กร หรือแม้แต่ทำให้ชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยนั้นเสื่อมเสียไปด้วย ตนไม่ได้เข้าข้างใครทั้งสิ้นแต่ต้องการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนให้เห็นถึงความถูกต้อง ไม่ใช้ทำอะไรโดยพลการโดยไม่ถามความเห็นเสียงส่วนใหญ่ ซึ่งนี้เป็นหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย

ด้าน แหล่งข่าวของ อมธ. ให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องดังกล่าวว่า แถลงการณ์ฉบับแรกนั้น เป็นเพียงเสียงอีกฝ่ายที่ต้องการแสดงจุดยื่นที่สนับสนุนพันธมิตรฯ แต่ฉบับที่ 2 ออกมาเพื่อแก้ไขว่า แถลงการณ์ฉบับแรกนั้นเป็นการแอบอ้างชื่อองค์กร โดยที่มีความเห็นของมติส่วนใหญ่ ส่วนเนื้อหาของฉบับที่ 2 ก็เพื่อต้องการชี้แจงให้เห็นว่า มาตรการรัฐบาลและตำรวจใช้กับ พธม. นั้นสมควรแก่เหตุแล้วซึ่งเข้าใจว่าทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นฝ่ายถูกยั่วยุและพันธมิตรฯ เป็นฝ่ายกดดันก่อน

ส่วนเรื่องการแถลงการณ์ที่มีการออกซ้ำซ้อนนั้น ตนขอเรียนว่า เป็นเพียงการแบ่งแยกความคิดเห็นเท่านั้น ซึ่งต่างฝ่ายก็มีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นแต่ไม่ควรใช้ชื่อองค์กรแอบอ้าง ซึ่งอาจสร้างความสับสนให้เกิดขึ้นได้

ตำรวจสาหัสอีก9ถูกแทงยังอยู่ICUแจงชัดไร้ระเบิด


“ตำรวจ” ยังอาการสาหัสต้องนอนรักษาตัวอีกเพียบ โดยเฉพาะรายที่ถูกเหล็กเสียบทะลุปอดยังต้องอยู่ไอซียู โอด! ไม่เคยคิดทำร้ายประชาชน ส่วนที่ถูกยิงอีก 3 ราย ก็ยังต้องนอนรักษาตัว รวมทั้งรายที่ถูกม็อบพันธมิตรฯ ขับรถไล่ชนแล้วถอยเหยียบซ้ำยังอาการหนัก ตร.แจงชัด ภาพที่สื่อเอาไปลงเป็นคุ้งเป็นแควว่าตำรวจมีระเบิดที่แท้เป็นแก้สน้ำตาแบบขว้าง แถมการเก็บกู้ในที่ชุมนุมยังพบมีระเบิดทิ้งไว้

จากเหตุการณ์ที่ม็อบพันธมิตรฯเข้าปะทะกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดูแลรักษาการอาคารรัฐสภาตั้งแต่ช่วงเช้าของวันที่ 7 ตุลาคม ที่ผ่านมา สรุปผลล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้รับบาดเจ็บทั้งสิ้น 20 ราย ยังต้องนอนรักษาตัวที่โรงพยาบาล 9 ราย โดยในจำนวนนี้ อาการหนัก 5 ราย 2 นาย พักรักษาตัวอยู่ที่ รพ.พระมงกุฎเกล้า คือ ส.ต.อ.ทวีป กลั่นเนียม ที่ถูกแทงด้วยด้ามธงทะลุปอด ตอนนี้อาการดีขึ้น แต่ยังต้องอยู่ในห้อง ICU

ส่วน ร.ต.ต.ภิญโญ สระทองอ็อด ที่ถูกขับรถไล่ชนและถอยมาทับซ้ำ มีบาดแผลฉีกขาดที่หลัง ส่วนอีก 3 นาย พักรักษาตัวอยู่ที่ โรงพยาบาลตำรวจ คือ ส.ต.ต.จักรพงษ์ แท่งทองหลวง ถูกยิงที่ฝ่ามือซ้าย ด.ต.ณันนนท์ ศุภมงคลเจริญ ถูกยิงต้นคอกระสุนฝังใน และ ด.ต.เสก ตราเงิน ถูกยิงที่ช่องท้อง ซึ่งทั้งหมดอาการอยู่ในเกณฑ์ปลอดภัย และได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมแพทย์

พล.ต.ท.สมยศ ดีมาก นายแพทย์ใหญ่ โรงพยาบาลตำรวจ กล่าวว่า ยังคงมีการส่งตัวตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุเผชิญหน้ากันระหว่างตำรวจกับกลุ่มพันธมิตรมารักษาตัว มีที่ยังต้องอยู่พักรักษาอาการ 2 ราย คือ ส.ต.ต.จักรพงษ์ แท่งทองหลาง อายุ 39 ปี ผบ.หมู่กองร้อยที่ 1 กองบังคับการตำรวจปฏิบัติการพิเศษ (191) ถูกปืนดูแล้วน่าจะเป็นขนาด .38 ยิงที่มือซ้ายทำให้กระดูกโคนนิ้วกลางแตก ต้องผ่าตัดดามลวด

จากเหตุการณ์ เจ้าหน้าที่ตำรวจ ถูกผู้ชุมพันธมิตรฯ ขับรถยนต์ไล่ชน จนเจ้าหน้าบาดเจ็บสาหัส 2 นาย ขณะเรียกให้หยุดตรวจ บริเวณถนนอู่ทองใน จากการตรวจสอบข้อมูลของรถยนต์ดังกล่าว พบว่า เป็นรถ TOYOTA HILUX D-CAB 4X4 สีน้ำเงินเทา หมายเลขทะเบียน วพ-1968 กรุงเทพมหานคร โดยเจ้าของรถคือ นายปรีชา ตรีจรูญ

ด้าน พล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น.แถลงข่าวชี้แจงกรณีการใช้ความรุนแรงเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พร้อมทั้งได้นำอุปกรณ์ที่ตำรวจยืนยันว่า มีเพียงปืนยิงแก๊สน้ำตา และแก๊สน้ำตาชนิดขว้างใช้เพื่อการควบคุมฝูงชน มาสาธิตวิธีการใช้อย่างละเอียด

เพื่อให้เป็นที่เข้าใจ จึงได้นำอุปกรณ์ต่างๆ ที่ตำรวจใช้ในการควบคุมฝูงชน ว่า มีอะไรบ้าง และมีอานุภาพอย่างไร หรือมีโอกาสทำให้เกิดการบาดเจ็บอันตรายถึงขนาดนั้นหรือไม่ เพราะภายหลังเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงตำรวจถูกกล่าวหามาโดยตลอด

ทั้งนี้ ยืนยันว่า อุปกรณ์ที่ตำรวจมีประจำการนั้นมีเพียงแก๊สน้ำตาชนิดขว้างและปืนยิงแก๊สน้ำตา ซึ่งไม่สามารถทำให้ประชาชนได้รับบาดเจ็บ หรือได้รับอันตรายถึงกับชีวิต ส่วนที่มีผู้สูญเสียอวัยวะนั้น ตนไม่อยากจะบอกว่าเป็นมือที่สาม

พล.ต.ต.สุรพล กล่าวต่ออีกว่า ประชาชนไม่รู้ข้อเท็จจริง เห็นภาพที่ปรากฏตามสื่อมวลชน เห็นคนแขนขาด ขาขาด แล้วคิดว่าตำรวจเป็นคนทำ ซึ่งที่ผ่านมา เราพยายามหลีกเลี่ยงความรุนแรงโดยตลอด มีเพียงโล่กระบอง บางครั้งกระบองก็ไม่ใช้ มากสุดคือ แก๊สน้ำตาเท่านั้น เราไม่ประสงค์ให้เกิดครวามรุนแรง แต่มีข้อสังเกตว่า เมื่อมีการปะทะครั้งใด จะมีความรุนแรงไปกว่าที่เราทำ ยืนยันว่า ความรุนแรงต่างๆ ที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากอุปกรณ์ที่ตำรวจมีอยู่ ส่วนที่ทำให้อวัยวะประชาชนฉีกขาดนั้น น่าจะเกิดจากระเบิดปิงปอง ซึ่งเมื่อวานนี้พบว่าผู้ชุมนุมใช้ระเบิดชนิดนี้จำนวนมาก ซึ่งการระเบิดของระเบิดปิงปองเกิดจากการกระแทกกับพื้นแข็ง หรือหากมีการยิงแก๊สน้ำตาไปใกล้ การปะทุของแก๊สน้ำตาก็จะทำให้ระเบิดปิงปองเกิดระเบิดขึ้น ได้เช่นเดียวกัน ซึ่งผู้บาดเจ็บอาจอยู่ใกล้

ขณะเดียวกัน เมื่อมีการยิงแก๊สน้ำตา ระเบิดปิงปองที่อยู่ในกระเป๋าก็อาจเกิดการระเบิดขึ้น อีกทางหนึ่งเขาอาจไปหกล้มขณะชุลมุนวิ่งหนีก็อาจเกิดระเบิดขึ้น นอกจากนี้ยังมีตำรวจถูกยิงจำนวนมาก การที่อ้างว่า ชุมนุมโดยปราศจากอาวุธนั้นไม่จริง

พล.ต.ต.สุรพล กล่าวถึงเหตุผลที่ใช้ตำรวจ ตชด.มาดูแลการชุมนุม ทั้งที่เป็นตำรวจที่เชี่ยวชาญยุทธวิธีในป่า ว่า เนื่องจาก ตชด.มีความรู้ยุทธวิธีในการควบคุมฝูงชนเป็นอย่างดี ขณะเดียวกันตชด.ยังเป็นครูฝึกสอบวิธีควบคุมฝูงชนให้กับตำรวจภูธรทั่วประเทศ ซึ่งจริงๆ ที่ผ่านมา เราใช้ทุกหน่วย แต่ ตชด.มีประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งไม่ใช่รู้ยุทธวิธีเฉพาะในป่า แต่ยังรู้ยุทธวิธีในเมืองด้วย

พล.ต.ต.สุรพล กล่าวด้วยว่า เหตุการณ์ทุกอย่างมีความเชื่อมโยงกัน ซึ่งก่อนหน้านี้ ที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้ง เจตนาที่ให้ตำรวจจับเพื่อเรียกคน จึงขอเตือนประชาชน ว่า ขณะนี้มีการพยายามระดมคนมาจากต่างจังหวัดจำนวนมาก แบ่งกลุ่มย่อยไปในที่ต่างๆ เมื่อมีการกระทบกระทั่งกัน ก็มีภาพความรุนแรงก็จะมากกว่าที่ควรจะเป็น ซึ่งเรื่องนี้มีคนอยู่เบื้องหลัง ไม่ใช่ฝีมือของตำรวจ แต่เนื่องจากประชาชนมีอคติกับตำรวจอยู่แล้ว เมื่อจุดประเด็นว่าตำรวจทำร้ายประชาชน ก็จะสามารถระดมคนได้มากขึ้น

ด้าน แหล่งข่าวผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธยุทธ์โธปกรณ์ กล่าวถึงกรณี"คม ชัด ลึก"เสนอภาพข่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจสวมเครื่องแบบกำวัตถุทรงกลมคล้ายระเบิดสังหารในมือว่า หลังจากวิเคราะห์ภาพดังกล่าวแล้วมั่นใจว่า วัตถุที่อยู่ในมือนั้น ไม่ใช่ระเบิดสังหารชนิด M 26 หรือ M 67 หรือที่เรียกกันว่า ระเบิดลูกเกลี้ยง เนื่องจากสังเกตลักษณะทางกายภาพของวัตถุแล้วพบว่ามีความแตกต่างจากระเบิดสังหารทั้งสองแบบหลายประการ

แหล่งข่าวผู้นี้อธิบายถึงข้อสังเกตที่ตรวจสอบพบว่า วัตถุดังกล่าวมีสีออกน้ำตาล ต่างจาก M 26 ที่มีสีเขียวขี้ม้า รูปทรงเป็นทรงกลม แต่ M 26 มีรูปทรงไข่ หรือมะนาวฝรั่ง ที่สำคัญกระเดื่องมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยจะเห็นว่าวัตถุในภาพ โดยเฉพาะตรงก้านกระเดื่องมีลักษณะเรียวเล็ก ขณะที่ก้านกระเดื่องของ M 26 หรือ M 67 จะมีลักษณะแบนกว้างกว่า นอกจากนี้ยังมีจุดสังเกตอีกประการคือถ้าเป็นระ เบิดสังหารทุกชนิดจะต้องมีการทำอักษรระบุชนิดของระเบิดนั้นๆ กำกับอยู่ที่ตัวระเบิดทุกลูก ส่วนใหญ่จะเป็นตัวอักษรสีเหลือง โดยลักษณะทางกายภาพของ M 26 หรือ M 67 ดังที่กล่าวมานั้นเป็นลักษณะทางกายภาพที่เป็นมาตรฐานสากล

อย่างไรก็ตามเชื่อว่าวัตถุที่เจ้าหน้าที่ตำรวจถืออยู่นั้นเป็นแก๊สน้ำตาชนิดขว้างของจีน และมีความรุนแรงไม่ต่างจากแก๊สน้ำตาชนิดยิงด้วยปืน และที่เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้นั้นจะเห็นว่ามีปลอกสีเขียวซึ่งเป็นแก๊สน้ำตาของจีนเช่นกัน นอกจากนี้ ยังตั้งข้อสังเกตเพิ่มเติมด้วยว่า หากใช้ระเบิดสังหารจริงผู้ชุมนุมคงเสียชีวิตมากกว่านี้แน่นอน

พ.ต.อ.วีรพัฒน์ คิวะแพทย์ ผกก.กลุ่มงานวิชาชีพและเชี่ยวชาญกองพลาธิการ และสรรพาวุธ กล่าวว่า ลูกเกลี้ยงรัศมีสังหาร 10-15เมตรแน่นอน คนที่ถูกไม่สามารถวิ่งแบบนี้ได้ แต่ชนิดของระเบิดก็แล้วแต่การออกแบบ แต่จะมีรัศมีรอบทิศ ต่างจากกระสุน ซึ่งตนมองว่าที่พี่น้องประชาชนโดยไม่น่าจะเป็นลูกเกลี้ยงหรือเอ็ม 76 ที่อันตรายจะร้ายแรงกว่านี้

พ.ต.ท.ภาสกร สถิตยุทธการ รองผู้กำกับการ 1 กองบังคับการตำรวจปฏิบัติการพิเศษ หรือ 191 กล่าวถึงกรณีที่พันธมิตรโยนระเบิดเข้าไปใน ปช.น. ว่า เป็นระเบิดจริงที่ผลิตขึ้นจากประเทศจีนแต่โชคดีขณะโยนเข้ามาระเบิดไม่ทำงาน
ขณะเดียวกันจากการเข้าเคลียร์พื้นที่บริเวณหน้ารัฐสภา พบระเบิดลูกเกลี้ยงลักษณะคล้ายกับระเบิด เอ็ม 26 จำนวน 2 ลูก โดยระเบิดลูกแรกที่ถูกพบ ตกอยู่ห่างจากจุดที่ผู้ชุมนุมถูกระเบิดจนขาขาด ประมาณ 5 เมตร ส่วนอีก 1 ลูก พบอยู่ที่บริเวณแยกอู่ทองใน

ขณะที่วันเดียวกันนี้นายสมชาย วงศ์สวัสาดิ์ นายกรัฐมนตรี เดินทางไปยังโรงพยาบาลตำรวจเพื่อเยี่ยมเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะกับกลุ่มพันธมิตรฯ โดยมี พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. และพล.ต.ท.สมยศ ดีมาก นายแพทย์ใหญ่โรงพยาบาลตำรวจให้การต้อนรับและรายงานอาการบาดเจ็บ และแผนการรักษาของตำรวจทั้งหมด ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้มอบของเงินช่วยเหลือและของเยี่ยมให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนาย

นายกฯกล่าวให้กำลังใจว่า รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รวมทั้งทุกคนที่ได้รับบาดเจ็บ และต้องขอขอบคุณที่ทุกคนได้ปฏิบัติหน้าที่กันอย่างเต็มความสามารถ เพื่อให้รัฐบาลสามารถดำเนินการแถลงนโยบายได้ ถือเป็นความเสียสละอย่างมาก และได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.ดูแลตำรวจบาดเจ็บอย่างใกล้ชิด

“ผมภูมิใจในการทำหน้าที่ของตำรวจทุกคนที่เสียสละพิทักษ์กฎหมาย และช่วยกันรักษาสถาบันเพื่อสร้างความสงบกับบ้านเมือง ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่ มาวันนี้ผมไม่ได้ต้องการมาเอาหน้าเอาตา หรืออยากเป็นข่าว แต่ผมมีพี่ชายเป็นตำรวจ ก็รู้สึกสะเทือนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น ผมไม่ต้องการให้ทั้งตำรวจและประชาชนบาดเจ็บ ซึ่งยืนยันว่าจะเดินหน้าแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองต่อไป ” นายกฯ กล่าว

ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ตำรวจที่รักษาอาการบาดเจ็บจากการถูกด้ามธงแทงเข้าที่บริเวณหน้าจนทะลุถึงตับ พยายามจะพูดคุยกับนายกฯสมชาย แต่เนื่องจากบาดเจ็บสาหัสจนทำให้พูดไม่ชัดเจนมากนัก สามารถจับใจความได้ว่า “ผมไม่ได้ต้องการทำร้ายประชาชน แต่ประชานทำไม่ต้องมุ่งทำลายเราด้วย”

รถร่วมฯโวยรายได้หด-ขสมก.เอาคืนสาย23หลังม็อบถ่อยบุกยึด

นายฉัตรชัย ชัยวิเศษ นายกสมาคมพัฒนารถร่วมบริการ เปิดเผยภายหลังการประชุมสมาชิก ว่า ขณะนี้ผู้ประกอบการได้รับผลกระทบจากปัญหาความไม่สงบภายในประเทศ ปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวและการให้บริการรถโดยสารฟรีขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ(ขสมก.) ส่งผลให้ปริมาณผู้โดยสารลดลงประมาณ 14-15% และรายได้ลดลงประมาณ 10-12%

นอกจากนั้น ผู้ประกอบการยังต้องปรับเปลี่ยนเส้นทางการเดินรถเพื่อหลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีการชุมนุม ซึ่งสมาคมฯ ได้แจ้งเตือนผู้ประกอบการรถร่วม ขสมก.ให้ทำความเข้าใจกับพนักงานที่ปฏิบัติงานเมื่อเกิดเหตุการณ์จี้รถโดยสาร โดยไม่ให้พนักงานขับรถขัดขืน หากต้องการให้ขนส่งผู้โดยสารก็พร้อมขับรถไปส่ง แต่อย่ายึดรถไว้ เพราะผู้ประกอบการจำเป็นต้องใช้รถไว้ให้บริการประชาชน

"ผู้ประกอบการต้องหลีกเลี่ยงเส้นทางที่มีการชุมนุม โดยเฉพาะในช่วงเวลากลางคืน อาจต้องงดให้บริการในเส้นทางบางช่วง เพื่อความปลอดภัยของพนักงานและผู้โดยสาร และต้องยอมรับว่าปัญหาความไม่สงบและปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ทำให้รายได้ของผู้ประกอบการลดลง และหากเหตุการณ์รุนแรงยืดเยื้อยาวนาน จะยิ่งกระทบต่อผู้ประกอบการในระยะยาว"นายฉัตรชัย กล่าว

ขณะที่ นายพิเณศวร์ พัวพัฒนกุล ผู้อำนวยการองค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) กล่าวว่า ในวันนี้ ขสมก. ได้เปิดให้บริการเดินรถตามปกติแล้ว หลังจากที่ได้สั่งยกเลิกเดินรถไปเมื่อคืนวันที่ 8 ต.ค.ที่ผ่านมา เนื่องจากเหตุการณ์ความไม่สงบในระยะนี้

อย่างไรก็ตาม ขสมก.ยืนยันให้บริการเดินรถกับประชาชนให้ได้รับความสะดวกในการเดินทางมากที่สุด และได้กำหนดแนวทางการให้บริการเดินรถในช่วงเกิดเหตุการณ์ไม่สงบ ได้แก่ หลีกเลี่ยงการเดินรถในเส้นทางที่ไม่ปลอดภัย และตัดเสริมเส้นทางการเดินรถเพื่อไม่ให้รถเข้าสู่เส้นทางที่ไม่ปลอดภัย และ 3.เส้นทางที่มีเหตุการณ์วิกฤต อาจต้องงดวิ่งบริการเฉพาะเส้นทางนั้นๆ โดยจะประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบ

ทั้งนี้ ยืนยันว่า ขสมก.ไม่มีนโยบายที่จะหยุดให้บริการเดินรถทั้งหมด โดยได้ประสานทำความเข้าใจกับสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ ขสมก.อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้พนักงานปฏิบัติงานในหน้าที่ความรับผิดชอบ ส่วนประชาชนที่ไม่ได้รับความสะดวกในการเดินทางในช่วงนี้ หรือมีปัญหาในการเดินทาง และต้องการทราบข้อมูลเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนเส้นทาง สามารถสอบถามเพิ่มได้ที่หมายเลข 184 ตลอด 24 ชั่วโมง

ส่วนรถโดยสารของ ขสมก.สาย 23 ที่ถูกยึดไปนั้น ขสมก.ได้ไปนำมาให้บริการผู้โดยสารตามปกติแล้ว โดยรถไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด ขณะที่แกนนำกลุ่มพันธมิตรระบุว่าไม่เกี่ยวข้องกับการยึดรถดังกล่าว ซึ่งก็รู้สึกสบายใจและพร้อมให้บริการต่อไป โดยหวังว่าจะไม่มีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นอีก เพราะที่ผ่านมา ขสมก.ทำหน้าที่ให้บริการประชาชนทุกคน

"ขณะนี้การให้บริการเป็นไปตามปกติทั้งเที่ยวกลางวันและกลางคืน ขณะที่ปริมาณผู้โดยสาร และรายได้ของ ขสมก. ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงแม้ว่าจะมีการปรับเปลี่ยนเส้นทางบ้าง เพราะ ขสมก.ยังคงให้บริการอยู่ ไม่ได้ยกเลิกให้บริการแต่อย่างใด" นายพิเณศวร์ กล่าว