WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, October 10, 2008

ความรู้สึกอันแท้จริงของคนไทยที่อยู่ยังต่างประเทศ!!.....โดย : ป้าพลอย

ความรู้สึกอันแท้จริงของคนไทยที่อยู่ยังต่างประเทศ!!

โดย : ป้าพลอย

วันศุกร์ที่ 10 เดือน ตุลาคม พ.ศ.2551

ขอเผยความรู้สึกอันแท้จริงของตนเองในกรณีที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศนานกว่าครึ่งชีวิต ความรู้สึกนี้คิดว่ายังมีคนไทยอีกเป็นจำนวนมากที่อาศัยยังต่างประเทศคิดตรงกับป้า การที่เราได้มาอยู่ในประเทศที่เขาเจริญและพัฒนาแล้วทำให้เรามีความใฝ่ฝันอยากเห็นประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของเรา ได้มีทุกสิ่งทุกอย่างทัดเทียมเยี่ยงประเทศเขา อยากเห็นพี่น้องร่วมสายโลหิตเดียวกัน รักใคร่ปองดองกันเหมือนประเทศเขา อยากเห็นประชาชนเห็นความสำคัญของชาติบ้านเมืองเหมือนประเทศเขา

ประเทศที่เราอาศัยประชาชนของเขาต่างเคารพกฎหมาย ผู้ที่ปฏิบัติดูแลความทุกข์สุขของประชาชนเขาต่างเห็นความสำคัญชีวิตของประชาชนมากกว่าตนเอง ไม่ว่ากรณีใดๆเขาจะดูแลคนของเขาอย่างใกล้ชิด แม้แต่ประชาชนของเขาไปท่องเที่ยวในประเทศอื่นๆ ถูกโจรจับตัวเรียกค่าไถ่ หรือเกิดอุบัติเหตุ ตัวอย่างเช่นตอนที่เกิดคลื่นสึนามิ จะเห็นต่างประเทศแต่ละชาตินำเครื่องบินมารับคนของเขากลับประเทศ เห็นแล้วน่าชื่นชม หรือหากพี่น้องร่วมโลกประเทศอื่นเกิดถูกภัยธรรมชาติ เช่นแผ่นดินไหวที่บ้านเรือนถล่มเสียหาย หน่วยกาชาดประเทศเขาจะยื่นมือมาช่วยเหลือและจะทำการแพร่กระจายข่าวเรียกร้องออกทางโทรทัศน์ให้บริจาคเงินช่วยเหลือ ไปยังประเทศที่ประสพภัยนั้นๆ ประชาชนของเขาต่างยินดีบริจาคให้

ป้าจึงซาบซึ้งในน้ำใจของประชาชนของเขาที่เขาเห็นชีวิตของเพื่อนมนุษย์สำคัญกว่าสิ่งอื่นใด ตัวอย่างเช่นหากมีคนต่างชาติเกิดอุบัติเหตุในประเทศของเขาเอ็กซิเด็นอาการหนักมาก เขาจะเอาเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์มารับคนบาดเจ็บทันทีโดยไม่ต้องรอว่าผู้บาดเจ็บสาหัสคนนั้นจะมีเงินจ่ายหรือไม่ เขาเห็นชีวิตมนุษย์สำคัญกว่าเงินทั้งที่คนบาดเจ็บนั้นๆไม่ใช่คนของประเทศเขา เพราะว่าเขามีจิตสำนึกการเป็นมนุษย์ที่ไม่ลำเอียงไงละ

ประเทศชาติบ้านเมืองของเขาจึงเจริญ ทำอะไรไม่มีใครขัดขวาง ประชาชนต่างร่วมมือและเคร่งคัดกฎระเบียบเคารพในกฎหมาย ความศักดิ์สิทธ์แห่งกฎหมายที่เขานำมาใช้แก่ประชาชน ประชาชนทุกคนต้องปฏิบัติตามไม่มีข้อยกเว้นหรือเรียกร้องใดๆ จะเห็นได้ว่าศาลรัฐธรรมนูญของเขายุติธรรมและตัดสินทุกเรื่องอย่างยุติธรรมไม่เอนเอียงไปข้างหนึ่งข้างใด ไม่มีการสอดใต้โต๊ะให้กัน ทำงานกันอย่างโปร่งใสไม่มีใครสั่งได้ คดีทุกคดีศาลพิจารณาแล้วว่ากระทำความผิดจริง คนกระทำความผิดต้องถูกรับโทษ

ทุกสิ่งทุกอย่างในต่างประเทศเป็นกฎระเบียบต้องทำตามและเคารพ ในต่างประเทศผู้รักษากฎหมาย เช่น ตำรวจ ประชาชนต่างกลัวเกรง เพราะปัญหาอะไรๆทั้งหมดตกอยู่กับตำรวจ ไม่ว่าเรื่องร้อยแปดพันเรื่อง เขาถือว่าตำรวจคือที่พึ่งของเขา ฉะนั้น ตำรวจในต่างประเทศต่างเคร่งคัดในหน้าที่ ทำตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นภายในประเทศเขาจะมีหน่วยคอมมานโด ตำรวจหน่วยนี้อันตรายที่ใส่เสื้อผ้าชุดดำ พวกนี้รวดเร็วอย่างสายฟ้าแลบ เพราะฝึกมาโดยเฉพาะ มีอาวุธติดตัวทุกคนไม่ว่า มีด ไม้ ปืนที่ทันสมัย และปืนแก็สน้ำตา ถ้าเป็นเรื่องปราบผู้ร้าย หน่วยคอมมานโดจะใช้หมวกไหมพรมปิดหน้า เหลือแค่ตาปากและจมูก ไม่ให้ผู้ร้ายจำหน้าได้ หากปราบผู้ก่อการจลาจล จะมีตำรวจธรรมดาและตำรวจหน่วยคอมมานโด ซึ่งอยู่ห่างๆรอดูเหตุการณ์ หากตำรวจธรรมดาไม่สามารถต่อต้านได้ หน่วยคอมมานโดจะลงมือทันที

การทำงานของเขาจะสอดคล้องกัน หน่วยพยาบาลมารออยู่แล้ว หากมีการบาดเจ็บเกิดขึ้น ไม่ว่าฝ่ายไหนเขาจะช่วยเหลือทันที นี่คือจิตสำนึกของคนที่เจริญแล้วไม่ลำเอียง ไม่เว้นแม้แต่คนที่ก่อการจารจล เพราะเขาถือว่าชีวิตมนุษย์สำคัญ ป้าไม่อยากที่จะเปรียบเทียบกับประเทศไทยเลย มันแตกต่างกันมาก ดังนั้นความรู้สึกของคนที่อยู่ต่างประเทศจึงเปลี่ยนไป

จริงอยู่แม้ประเทศบ้านเกิดจะมีอะไรอย่างสมบูรณ์ แต่ยังขาดหลายๆอย่างที่ไม่เหมือนในต่างประเทศ เช่น ขาดความยุติธรรม ขาดกฎระเบียบ ประชาชนไม่เคารพกฎหมายเท่าที่ควร ความเคยชินกับการให้สินบน เล่นพรรคเล่นพวก ฉ้อโกงสารพัดอย่างที่มีอยู่ในประเทศบ้านเกิด บางครั้งความรู้สึกเบื่อไม่อยากจะกลับมา ยิ่งเห็นความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในช่วงสองปีที่ผ่านมา ที่คิดว่าจะกลับมาใช้ชีวิตบั้นปลายในประเทศตัวเอง ยิ่งมองไม่เห็น เพราะประเทศเราอะไรๆ มันไม่ดีขึ้นเลยกลับแย่ลง

สังคมไทยเวลานี้ใครตอแหลเก่งเป็นคนดี ใครตอแหลไม่เก่งถูกโค่น ล้วนแต่หลอกลวงจอมปลอม ใส่หน้ากากเข้าหากัน ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ทุกคนดิ้นรนเพื่อพรรคพวกเพื่อความสะใจ บ้านเมืองจะฉิบหายวายวอดไม่ใช่เรื่องของข้า ขอให้ข้าได้อำนาจมาครอง จะด้วยวิธีใดข้าก็จะทำพวกเองถอยไป นี่คือความคิดของคนไทยบางส่วนที่เห็นแก่ตัว แล้วอย่างนี้ประเทศชาติจะเจริญได้อย่างไรที่ไม่ยอมเสียสละ ผู้คนในประเทศไทยล้วนหวานอมขมกลืนมาโดยตลอด แต่เราไม่สามารถเรียกร้องอะไรๆจากใครได้ เพราะเขาทำเพื่อตัวเอง

คนไทยต่างมองหน้ากันเองแล้วปลงอนิจจังว่า เกิดมาผิดประเทศเราก็ได้แต่หวังอย่างลมๆ แล้งๆ ว่าสักวันหนึ่งอาจจะเป็นวันของเรา ที่เมื่อไหร่หมดยุคของคนที่ขี่คอคนไทยมาช้านานจะจบสิ้นไปจากโลกนี้ แล้ววันนั้นประเทศคงจะเป็นดังเช่น Paradise ประชาชนคงมีความสุขกันถ้วนหน้า ไม่ต้องอยู่อย่างทาสใต้เท้าของใคร ไม่ต้องอยู่ในระบบอันแคบๆ อึดอัดหายใจไม่ออก เราก็จะได้ยืดอกว่าไอนี่แหละคนไทยแท้ ตะโกนไปทั่วโลกว่า ไอมีอิสรภาพเหมือนพวกยูแล้ว อย่ามาดูถูกไออีกนะ ไอจะพัฒนาประเทศให้ทัดเทียมเช่นประเทศยู ความเป็นคนไทยได้กลับคืนมาพร้อมทั้งความภูมิใจ


ป้าพลอย

จาก thaifreenews

พม่าเสียเมืองก็เพราะกษัตริย์อ่อนแอและมเหสีเหี้ยมโหด

บทความ โดย Bugbunny


พระเจ้าธีบอและพระนางศุภยลัต คือผู้ครองแผ่นดินพม่าในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์องค์สุดท้าย ก่อนตกเป็นจังหวัดหนึ่งของอินเดียในจักรวรรดิอังกฤษเมื่อร้อยกว่าปีก่อน

พระองค์ได้ขึ้นครองราชสมบัติทั้งที่เป็นเจ้าฟ้าลำดับสิบกว่าๆ ไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ที่จะเป็นรัชทายาทและถูกขอร้องแกมบังคับให้บวช เจ้าจอมมารดาซึ่งเป็นธิดาเมืองไทยใหญ่ (เมืองสีป่อตามพระนาม) ก็ต้องโทษอยู่ แต่ก็ขึ้นครองราชย์ได้เพราะ พระเจ้ามินดง กษัตริย์องก่อนมีพระนางอเลนันดอเป็นพระมเหสีองค์ที่โปรดปรานมีอำนาจมาก แต่ไม่มีพระราชบุตร คงมีแต่พระนางศุภยาลัตพระราชธิดาที่ทะเยอทะยานพอๆกัน ด้วยความกระหายอยากรักษาอำนาจจึงได้ร่วมมือกับ แตงดาวุ่นกี้และกินหวุ่นมุนกี้ สองขุนนางใหญ่วางแผนให้พระนางศุภยาลัตได้เสกสมรสกับเจ้าฟ้าพระองค์ใดองค์หนึ่ง ซึ่งเลือกเอาพระเจ้าธีบอซึ่งตอนนั้นก็ยังทรงผนวชอยู่

ตอนนั้นจริงๆแล้ว พระเจ้ามินดงมีเจ้าฟ้านยองยานกับเจ้าฟ้านยองโอ๊กที่พอจะมีความสามารถขึ้นครองราชย์ เพราะทั้งสองพระองค์เรียนจบโรงเรียนฝรั่ง มีความฉลาดและเข้มแข็งพอสมควร แต่พระนางอเลนันดอและขุนนางเห็นว่าจะคุมได้ยาก จึงเลือกพระเจ้าธีบอที่อ่อนแอกว่า และรอเวลาจะฮุบอำนาจนั้น เพราะพระเจ้ามินดงก็เกรงพระทัยมเหสี จึงไม่ได้ตั้งเจ้าฟ้าพระองค์ใดเป็นรัชทายาทโดยเด็ดขาด

พระนางศุภยาลัตก็ได้เสกสมรสกับเจ้าฟ้าธีบอ (ซึ่งจริงๆก็คือพี่น้องแต่คนละแม่กัน) จนเมื่อพระเจ้ามินดงป่วยหนัก พระนางอเลนันดอจึงเรียกพวกเสนาบดีประชุมในที่รโหฐานและประกาศตั้งเจ้าฟ้าธีบอเป็นรัชทายาท ไล่จับกุมบรรดาเจ้าฟ้าและขุนนางในฝ่ายอื่นๆที่ไม่ใช่ของตัวเองใส่คุกไปมากมาย เมื่อพระเจ้ามินดงสวรรคตแล้ว ก็ให้เจ้าฟ้าธีบอขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งกรุงพม่า

พอขึ้นครองราชย์ได้พระมเหสีและมารดากับแก๊งค์ขุนนางก็จัดการสังหารบรรดาพี่น้องตัวเองและบริวารรวมกันถึงราว 500 กว่าคน เจ้าชายองค์ใดถูกปลงพระชนม์ เจ้าจอมมารดาและบรรดาลูกๆ รวมทั้งเจ้าน้ององค์หญิงเจ้าชายองค์นั้นก็โดนฆ่าทิ้งด้วย ขุนนางที่เคยรับใช้หรือญาติทางฝ่ายจอมมารดาก็จับฆ่าเสียสิ้นเหมือนกัน ใช้เวลาอยู่สามวันจึงสังหารได้หมดเพราะต้องฆ่าที่วังแต่เวลากลางคืน เพราะจะไม่ให้พวกชาวเมืองรู้ ที่เลือดเย็นกว่านั้นคือ พระนางศุภยาลัตทรงให้จัดงานปอยตลอดสามวันนั้น ให้ชาวเมืองเที่ยวงานให้สนุก พระเจ้าธีบอก็จัดให้ดื่มน้ำจัณฑ์จนเมามายเพื่อไม่ให้สนใจการสังหารครั้งนั้น จะเห็นว่าการขึ้นอำนาจของพระเจ้าธีบอ เต็มไปด้วยการจัดการจากกลุ่มคนที่กระหายอำนาจและโลภโมโทสันทั้งสิ้น

เมื่อพระเจ้าธีบอได้เป็นกษัตริย์ ก็เกรงพระราชหฤทัยพระมเหสีที่สุด พระองค์ไม่กล้าแม้จะมีสนม และไม่กล้าขัดหรือค้านนโยบายต่างๆที่ออกมาจากความคิดของพระนางศุภยาลัตและพวกพ้อง การคล้อยตามเมียและบริวารจนไม่ลืมหูลืมตา ไม่สนใจกิจการบ้านเมือง มีผลทำให้ราชวงศ์สุดท้ายของพม่าถึงแก่ล่มสลายลงไป

สาเหตุคือ พระนางศุภยาลัตและแตงดาวุ่นกี้ไม่พอใจที่อังกฤษให้ค่าสัมปทานป่าไม้น้อย และฝรั่งเศสทำท่าจะเข้ามาเสนอให้มากกว่าประกอบกับมีการกล่าวหาว่าอังกฤษลอบตัดไม้เกินกว่าที่ได้รับสัมปทาน พม่าเลยสั่งปรับอย่างหนักถึง 1 ล้านรูปี อังกฤษก็ไม่พอใจยื่นประท้วง แต่พม่าไม่ยอม ตอนนั้นพระนางศุภยาลัตคิดว่าตัวเองมีฝรั่งเศสหนุนหลัง แต่ต่อมาเกิดเรื่องเข้าจริงๆ ฝรั่งเศสก็วางตัวเป็นกลาง

วันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ.2428 อังกฤษก็เริ่มส่งข้อเรียกร้องขั้นเด็ดขาด และพม่ายอมไม่ได้ เช่น ให้อังกฤษเป็นคนควบคุมนโยบายการค้าการเดินเรือของพม่าทั้งหมด ฯลฯ มิฉะนั้นจะรบกับพม่า ซึ่งพึงเข้าใจว่าอังกฤษเข้าครอบครองพม่าใต้ไว้แล้วก่อนหน้านั้น

พระนางศุภยาลัตประกาศรบอังกฤษด้วยความหยิ่งยะโสโอหังว่าพม่านั้นเป็นชาติมหาอำนาจในเอเชียอาคเนย์ เคยชนะมาแล้วแม้แต่จีน หลงละเมอเพ้อพกอยู่กับอดีตอันยิ่งใหญ่ของพม่า โดยไม่เคยสนใจความก้าวหน้าของโลก โดยเฉพาะประเทศอภิมหาอำนาจแห่งยุคนั้อย่างอังกฤษที่มีอาณานิคมทั่วโลกและเข้มแข็งทางการทหารอย่างยิ่ง พระเจ้าธีบอตามพระทัยมเหสีจึงสั่งให้เตรียมพลไปรบ อังกฤษก็ให้นายพลแฮร์รี เพนเดอร์กาส นำทหารทั้งฝรั่งและอินเดียเคลื่อนพลเข้ารบ จากย่างกุ้งบุกไปตามลำน้ำอิรวะดีถึงมัณฑะเลย์อย่างสบาย ใช้เวลาแค่ 14 วันก็ยึดเมืองหลวงได้ นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่า นอกเหนือจากอาวุธที่ดีกว่าอย่างเทียบไม่ติด แต่เหตุผลสำคัญที่สุดคือราษฎรไม่คิดจะต่อสู้เพราะไม่รู้จะสู้ไปเพื่ออะไร เนื่องจากรัฐบาลของพระเจ้าธีบอโดยพระนางศุภยาลัต กดขี่พวกเขามาตลอด บ้านเมืองจึงขาดความสามัคคีขนาดหนัก เนื่องจากกษัตริย์และมเหสีไม่ทำตนให้เป็นที่รักของประชาชนพม่าของพระองค์เอง

พระเจ้าธีบอและพระนางศุภยลัตถูกเนรเทศให้ไปอยู่อินเดียเป็นจุดสิ้นสุดของเอกราชของประเทศพม่าร่วมร้อยปี กว่าจะกลับเป็นประเทศเอกราชอีกครั้งก็หลังสงครามโลกครั้งที่สอง

ประวัติศาสตร์ย่อมดำเนินต่อไป ปัจจุบันในวันนี้ อนาคตข้างหน้าก็จะกลายเป็นประวัติศาสตร์ คนมีการศึกษาจะศึกษาจากประวัติศาสตร์และระวังไม่ให้มันซ้ำรอยในทางที่เลว แต่คนด้อยการศึกษาจะเอาความรู้สึกและอารมณ์ชั่วแล่นนำส่วนที่เลวร้ายในประวัติศาสตร์มาทำซ้ำเพื่ออำนาจของตนเองโดยไม่มองผลที่จะตามมาภายหลัง

จาก thaifreenews

อย่าท้อใจไปเลยครับ บ้านเมืองไม่ใช่ของเราฝ่ายเดียวครับ

บทความโดย...ลูกชาวนาไทย


หลังจากได้ยินคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกเลิกข้อหกกบฏของ 9 แกนนำพันธมิตรแล้ว ผมคิดว่าหลายคนคงท้อใจคิดว่า บ้านเมืองนี้มันเกิดอะไรขึ้น ขื่อแปของบ้านนี้เมืองนี้หายไปไหน บางคนถึงกับคิดไปว่า แค่ไปออกรายการทำอาหาร คณะตุลาการของบ้านเมืองนี้ถึงกับเล่นงานผู้นำประเทศที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนมาออกจากตำแหน่ง แต่การก่อจลาจล บุกยึดสถานที่ราชการเป็นแรมเดือน สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมทั้งทำลายความสามัคคีของคนในชาติไปจนหมดสิ้น กลับได้รับการปกป้อง

หรือแม้แต่บางคนก็เปรียบเทียบไปว่า กรณีม็อบ นปก.ที่ไปประท้วงหน้าบ้าน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และตำรวจได้สลายม็อบด้วยแก๊สน้ำตาเช่นกัน แต่สื่อมวลชน และนักวิชาการทั้งหลายกลับไม่สนใจที่จะประณามว่าตำรวจใช้ความรุนแรง แถมยังมีการนำดอกไม้ไปให้กำลังใจตำรวจที่สลายม็อบในวันนั้นด้วย

แต่กรณีม็อบพันธมิตร ที่จงใจสร้างสถานการณ์ ปิดล้อมรัฐสภาแห่งชาติ ไม่ให้ผู้แทนของปวงชนเข้าไปทำหน้าที่ได้ เมื่อตำรวจใช้แก๊สน้ำตา และโล่ โดยไม่มีอาวุธอื่น เข้าสลายม็อบเพื่อเปิดทางเข้าอาคารรัฐสภาแห่งชาติ ให้ผู้แทนปวงชนแห่งชาติเข้าไปทำหน้าที่ได้ และม็อบก็มีการพกอาวุธ ทั้งปืน ระเบิด และขับรถเข้าชนเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำต่างๆ มากมายเพื่อยั่วยุให้เกิดความรุนแรง แต่สื่อเสี้ยมทั้งหลาย นักวิชาการสายอำมาตย์ องค์กรสิทธิมนุษยชนที่เป็นพวกอำมาตย์ แพทย์พยาบาลที่เป็นทาสอำมาตยาธิปไตย กลับออกมาประณามเจ้าหน้าที่ตำรวจ ประสานเสียงกับพันธมิตรที่สร้างสถานการณ์ขึ้น รวมทั้งมีการบริจาคอย่างออกนอกหน้า เป็นกำลังใจให้พันธมิตร

เมื่อสังคมมีสองมาตรฐานเช่นนี้ สังคมที่ “ไม่ยอมพูดความจริง” แต่พยายามพูดแต่ในสิ่งที่ทำให้พวกตน คนที่ตนสนับสนุนได้เปรียบทางการเมือง ได้ประโยชน์ทางการเมือง สังคมหน้าไหว้หลังหลอกเช่นนี้ ความแตกแยกจึงกระจายไปทุกหย่อมหญ้า สถาบันต่างๆ ก็เสื่อมโทรมไปจนหมดสิ้น ผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองทั้งหลาย ที่เลือกข้างชัดเจนศรัทธาก็เสื่อมสลายไปแทบหมดสิ้น

ปัญหาทั้งหลายทั้งปวงนี้ ผมว่าปลงเสียเถอะครับ

ตามกฎแห่งกรรมแล้ว สังคมวิปริตเช่นนี้ ไม่มีทางดำรงอยู่ได้นาน สังคมแห่งการหลอกลวง วิญญูชนจอมปลอม ผู้ดีจอมปลอม คุณธรรมจอมปลอม เช่นนี้ไม่มีทางอยู่ได้หรือเจริญก้าวหน้าไปได้ เพราะแรงยึดเหนี่ยวของสังคมหายไป คุณธรรมหายไป ระเบียบกฎหมายและกฎเกณฑ์ต่างๆ เสื่อมสลายไป

เมื่อสิ่งเหล่านี้หายไป ศรัทธาต่อสถาบันต่างๆ มันก็ย่อมเสื่อมสลายไปสิ้น

มีบางคนบอกผมว่า หากพวกเราคนไทย รักชาติให้น้อยลง รักตัวเองกับครอบครัวให้มากขึ้น บ้านเมืองก็จะสงบเอง

ปัญหาความขัดแย้งของสังคมไทยในขณะนี้ เกิดจากต่างฝ่ายต่างคิดถึงชาติบ้านเมือง รักชาติบ้านเมืองมากเกินไป ก็เลยคิดว่าตัวเองรักชาติมากบ้านเมืองมากกว่าคนอื่น ใครก็ไม่รักชาติบ้านเมืองเท่าตน และคิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้นทำเพื่อชาติบ้านเมือง ใครไม่ทำ หรือคิดอย่างที่ตัวเองคิด คือการทำลายชาติบ้านเมือง และเป็นคนขายชาติ เมื่อเกิดอคติเช่นนี้ จึงนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า ต้องกำจัดคนขายชาติออกไปให้หมดสิ้น

เมื่อต่างฝ่ายต่างเห็นแก่ประเทศชาติ อยากให้ประเทศชาติดีขึ้น แต่มีความเห็นที่แตกต่างกัน เรื่องทำให้ประเทศชาติดีขึ้น และแต่ละฝ่ายก็คิดว่า วิธีของตนเท่านั้นที่จะทำให้ประเทศชาติดีขึ้น วิธีของคนอื่นเป็นสิ่งที่ผิด และทำลายชาติ และหนักขึ้นเมื่อบางคนคิดว่า ใครที่คิดแตกต่างจากตนเอง เป็นการทำลายชาติบ้านเมือง ต้องกำจัดมันทิ้งไปเสีย

ผมคิดว่าโลกวุ่นวายอยู่ ทุกวันนี้ ก็เพราะความเห็นแก่ส่วนรวม เห็นแก่ประเทศชาตินี่แหละครับ แต่ละคนก็มีอุดมการณ์แตกต่างกัน เพื่อทำให้ประเทศชาติและสังคมดีขึ้น สุดท้ายก็ฆ่ากันเอง

ความรักชาติ นำมาซึ่งสงครามการฆ่าฟันล้างผลาญกันมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ชาติ เพราะต่างคนต่างรักชาติของตน แต่ไม่รักชาติของคนอื่น สุดท้ายก็ต้องรบกันเพื่อให้ชาติของตนเองยิ่งใหญ่


ผมว่าสังคมมนุษย์ อาจดีขึ้น หากเราเห็นแก่ตัวเองบ้าง เห็นแก่ครอบครัวบ้าง เพราะมันทำให้เรามองจากจุดใหญ่ลงมายังจุดย่อย ซึ่งเมื่อตัวเราดีขึ้น ครอบครัวเราดีขึ้น ประเทศชาติอันเป็นที่รวมของคน และครอบครัวก็จะดีขึ้นเอง ไม่ต้องไปพยายามบีบบังคับให้คนอื่นเห็นว่า วิธีการของเราเท่านั้นที่จะทำให้พวกเขาดีขึ้น

หาก พธม. และฝ่ายต่างๆ อ้างชาติกันน้อยลง ผมว่าความขัดแย้งของสังคมนี้มันจะลดลง

ความขัดแย้งแตกแยกในสังคมไทยที่นับวันยิ่งขยายตัวมากยิ่งขึ้นนี้ ก็เพราะความรักชาติมากเกินไปนี่แหละครับ

รักชาติ รักสถาบันต่างๆ ให้น้อยลง บ้านเมืองจะเย็นขึ้น สังคมจะสงบขึ้น

จาก thaifreenews

บัดซบ ! อย่าทำอย่างนี้อีก.....โดย : Albatross

บัดซบ ! อย่าทำอย่างนี้อีก

โดย.....Albatross

วันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2551

เป็นแม่ทัพกำลังทำการรบอยู่กลางสมรภูมิกลับแสดงอาการท้อแท้สิ้นหวังออกมาให้ไพร่พลเห็น “บัดซบที่สุด” แสดงออกมาได้ยังไง ไม่รู้หรือว่ามันเสียหาย ไพร่พลจะเอาความรุกรบมาจากไหนในเมื่อแม่ทัพแหกปากออกปาวๆ ว่าหมดใจ สิ้นคิดจริงๆ

รายการความจริงวันนี้ ของคืนวันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม ทำให้ผมผิดหวังอย่างรุนแรง พูดออกมาได้ว่า “ไม่มีกระจิตกระใจจะพูด” แสดงออกถึงความท้อแท้สิ้นหวังทั้งๆที่ตัวเองล้วนเป็นแม่ทัพ แล้วประชาชนฝ่ายรัฐบาลที่เขานั่งฟังจะรู้สึกอย่างไร แม่ทัพซังกระบวยอะไร ทำไมหาความหนักแน่นไม่ได้เลย

จะเรียกคะแนนสงสารมันก็ผิดทั้งเวลาและวิธี เวลานี้คือเวลาที่ต้องพูดบอกให้แนวร่วมได้รับรู้และเข้าใจว่า ฝ่ายเราไม่ได้เสียหาย ไม่ใช่เวลามาแสดงออกแบบซังกะตาย อย่างนี้บ้านเมืองก็ฉิบหายไม่ต้องได้กู้กัน

เป็นแม่ทัพจะทำอะไรให้รอบคอบ ไม่ใช่ปากเบาเห่าไปเรื่อยเหมือนหมาบ้าน ทุกกริยาและถ้อยคำล้วนชี้นำทิศทางของแนวร่วม ถ้าโง่บื้อชั่วคราว คิดอะไรไม่ออก ก็หยุดพูดและนอนนิ่งๆเสียยังดีกว่าที่จะแสดงออกมาให้เสียหายอย่างไม่น่าให้อภัยอย่างเมื่อคืน

แม่ทัพฝ่ายเขาเข้าคุก ไพร่พลร้องไห้กันระงม บนเวทีของเขายิ่งโหมหนัก ถามว่าพิธีกรของเขาไม่เสียขวัญหรือ ก็เหมือนกันนั่นแหละ ความรู้สึกเดียวกันเป๊ะ แต่เขาก็กัดฟันไม่แสดงความท้อแท้ ทั้งๆที่เขามีเวลาพูดได้ 24 ชั่วโมง เขากลับเร่งชี้แจงให้ไพร่พลได้เข้าใจว่าเสียหายหรือไม่อย่างไร จะมีวิธีการแก้ไขอย่างไรให้ได้เปรียบ ยังคงทำหน้าที่ของตัวเองได้ชั้นเลิศไร้ที่ติ แต่พวกคุณละเป็นไง ทั้งๆที่มีเวลาแค่วันละไม่ถึงชั่วโมงกลับอ้าปากพูดเรื่องไร้สาระที่บั่นทอนกำลังใจฝ่ายเดียวกันอย่างเจ็บปวด

ใครๆเขาก็รู้ว่าพวกคุณทั้งสามขาดการสนับสนุน ไม่เหมือนช่วงที่นายกฯสมัครฯ ยังอยู่ แล้ว thaifreenews หล่ะ พวกเรามีใครหนุนหลังอยู่หรือ มันยิ่งน่าท้อกว่าพวกคุณอีก แต่ทำไมพวกเรายังคงสู้ยิบตา ยังคงประกาศกร้าวตลอดเวลาว่า จะยืนหยัดต่อไปจนกว่าจะได้ชัยชนะ พวกคุณมีคนคุ้มกันแต่พวกเราต้องวิ่งหนีหาที่ซ่อนกันเอาเอง ยังไม่เคยแหกปากออกไปว่าท้อแท้ พวกเรามันบ้ากระมังจึงไม่มีคำว่าท้อแท้อยู่ในหัว จะมีก็แต่คำว่า “สู้ยิบตา” อย่างล้นเหลือจนไหลทะลักออกมานอกกะโหลก

คุณว่าพวกเราอยู่แต่หน้าจอหรือ “ถุย” ทุกครั้งที่คุณขึ้นเวทีพวกเราก็อยู่หลังเวทีคุณนั่นแหละ

เป็นแม่ทัพอย่าแสดงออกแบบโง่ๆอย่างนี้อีก ถ้าไม่รู้จะทำยังไงก็แหกตาดูฝ่ายตรงข้ามเป็นตัวอย่างบ้าง เห็นไหมว่าพวกเขาไม่เคยท้อ ทั้งๆที่มีคนน้อยกว่าอย่างเปรียบเทียบกันไม่ได้ กำลังสู้กันอยู่กลับหันหลังให้ศัตรู แล้วจะเอาอะไรไปสู้กับเขาได้ หน้าที่ของคุณคือนำทัพไปรบให้ชนะไม่ใช่ให้ไปนั่งเอาหัวเข่าท่วมหูร้องไห้กระซิกๆ ดัดจริตน่าถีบเหมือนกระเทยอกหัก เคยเห็นฝ่ายตรงข้ามเขาหยุดไฮปาร์คไหม ทั้งๆที่พวกเขาก็เสียน้ำตามาหลายครั้ง

เขารู้กันทั้งนั้นว่ากำลังสู้อยู่กับใคร ไม่ได้รู้แต่พวกคุณ แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังยืนยันว่าจะสู้ แล้วมันจะไม่ชนะได้อย่างไร จะมาตีโพยตีพายว่า เพราะเหตุนี้จึงทำให้ตัวเองท้อแท้ ทำไมไม่มองการต่อสู้ในอดีตของประเทศอื่นเขาบ้างว่า มีประเทศไหนในโลกบ้างที่ประชาชนพ่ายแพ้ “มันไม่มีโว๊ย” ลุกขึ้นซะอย่ามัวจมปรักอยู่กับอารมณ์มันไร้สาระและเสียเวลาเปล่า แม่ทัพที่ดีต้องดูเหมือนเฉยชาไร้อารมณ์และแข็งแกร่ง แม้ว่าในใจจะเต็มไปด้วยบาดแผลแห่งความเจ็บปวด จงทำ 45 นาที ของคุณให้มีค่า คนส่วนใหญ่เขายังคงอยู่ข้างคุณ รู้ทั้งรู้ว่าเขาต้องตัดสินออกมาอย่างนั้น แล้วจะท้อแท้หาห่าอะไร “กูไม่เข้าใจ

จาก thaifreenews

แม่ทัพท้อแล้วใครจะสู้.....โดย : Albatross

แม่ทัพท้อแล้วใครจะสู้

โดย.....Albatross

9 ตุลาคม 51

ทายกันแม่นจริงๆ ครับ ชาวนักรบไซเบอร์เพื่อประชาธิปไตยทั้งหลาย นี่คือตัวอย่างการตกผลึกทางความคิดแล้วโดยสมบูรณ์ ใช่ครับ!!! นักวิเคราะห์ชั้นยอดรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าคำตัดสินคดีกบฏต้องยกฟ้องอย่างแน่นอน ในเมื่อรู้อยู่แล้วจะท้อทำไมให้เสียอารมณ์

เพื่อนพ้องน้องพี่หลายท่านเคยให้เกียรติถามผมว่า การคาดเดาอนาคตให้แม่นยำนั้น มีหลักหรือวิธีการอย่างไร ผมก็ตอบตามหลักการยุทธ์ที่เคยได้เล่าเรียนมาว่า การคาดเดาอนาคตให้ได้แม่นยำนั้นต้องรู้ประวัติศาสตร์อย่างแตกฉาน เข้าใจปัจจุบันอย่างถ่องแท้ ก็จะสามารถคาดเดาอนาคตได้แม่นยำเหมือนตาเห็น

เหตุการณ์บ้านเมืองในช่วงชีวิตของพวกเราคือประวัติศาสตร์ เมื่อประกอบกันเข้ากับการให้ความสนใจเหตุการณ์ในปัจจุบัน ทำให้นักรบไซเบอร์เพื่อประชาธิปไตยเริ่มคาดเดาอนาคตได้อย่างแม่นยำ นี่แหละคือจุดเริ่มต้นของการก้าวไปสู่ความเป็นนักยุทธศาสตร์

การเฝ้ามองเหตุการณ์อย่างมีสติ ไร้ความลำเอียง แล้วสังเคราะห์ด้วยวิจารณญาณบนพื้นฐานของข้อมูล คือ กุญแจการหลุดพ้นจากกลอุบายและเข้าใจฝ่ายตรงข้ามได้อย่างทะลุปุโปร่ง การตีโพยตีพายไปตามอารมณ์เมื่อสถานการณ์ไม่เป็นไปอย่างที่หวังก็จะหมดไปด้วย

สถานการณ์วันนี้ไม่ได้เหนือความคาดหมายแต่อย่างใด นักรบไซเบอร์เพื่อประชาธิปไตยล้วนคาดหมายได้ถูกต้อง ซึ่งไม่ได้มีนัยยะสำคัญให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแต่อย่างใด เพราะฝ่ายเราก็ยังคงเป็นรัฐบาลอยู่ ในขณะที่ 9 แกนนำก็ต้องเข้าไปนั่งจับเจ่าอยู่หน้าทำเนียบเหมือนเดิม เพราะไม่ได้ถูกยกฟ้องทุกข้อกล่าวหา การต่อสู้จึงคงดำเนินต่อไป ฝ่ายประชาธิปไตยอย่างไรก็ยังคงมีมากกว่า ไฉนเลยจะแพ้ได้

เขาผู้นั้นอยากครอบงำอำนาจรัฐบาลของพวกเรา แต่เราไม่ให้เพราะเลือกตั้งเมื่อไร พวกเราก็ไม่เลือกพวกมัน แล้วมันจะทำอะไรได้

เขาสั่งให้ยกฟ้องปล่อยกบฏกลับไปทำเนียบ แล้วเป็นไง รัฐบาลของเราก็ยังคงเป็นรัฐบาลอยู่

สื่อรุมด่าบิดเบือนความจริงใส่ร้ายรัฐบาลให้มัวหมอง แต่พวกเรามองเห็นอยู่แล้วว่าขาวใส แล้วมันจะทำอะไรได้อีก

นักวิชาการ หมอ และอื่นๆ แสดงออกอย่างชัดเจนว่าอยู่ฝ่ายพันธมิตรฯ พวกเราซึ่งมากกว่าก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่าพวกเราอยู่ฝ่ายรัฐบาล จึงไม่เห็นว่าจะเสียเปรียบตรงไหน

พวกเราเจ็บและตายไม่มีใครเหลียวแล พวกเราก็ดูแลกันเองได้ไม่เห็นต้องง้อใครให้ช่วยเหลือ

"แล้วไงต่อ ไม่เห็นว่าเราจะเสียเปรียบที่ตรงไหน"

กลยุทธ์ต่อไปของฝ่ายเราก็แค่ทำต่อไปให้เหมือนเดิมอย่างที่เคยทำ เพราะฝ่ายตรงข้ามเขาก็ยังคงทำเหมือนเดิมอย่างที่เขาเคยทำเช่นเดียวกัน ความได้เปรียบอยู่ที่ใครจะอึดและมีกำลังใจสู้มากกว่ากัน

ขณะนี้พวกท่านล้วนกลายเป็นแม่ทัพของฝ่ายประชาธิปไตยไปแล้ว เพราะกลอุบายใดๆ ท่านได้รู้ทันเขาไปเสียหมดแล้ว จึงทำให้ท่านอึดอย่างเหลือเชื่อ ความรู้สึกท้อแท้จึงไม่มี แต่อย่าลืมเพื่อนร่วมรบส่วนใหญ่ที่ยังไม่ได้ตกผลึกทางความคิด เขาจะเหนื่อยและท้อถอย ฉะนั้นอย่าคิดว่าเขาจะเข้าใจเหมือนท่าน การรักษากำลังฝ่ายเราให้คงเดิมเป็นสิ่งสำคัญ การนิ่งเฉยของท่านเมื่อเหตุการณ์ไม่เป็นอย่างที่หวังจึงเป็นการทำลายกองทัพของเราเอง เร่งให้กำลังใจเพื่อนๆเสียโดยไว อย่าอมไว้ให้รู้อยู่คนเดียว

สิ่งที่ประชาธิป่วนและพันธมิตรฯ ต้องการคือไม่ยอมให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ การสนับสนุนรัฐบาลเพื่อให้แก้ไขรัฐธรรมนูญได้ก่อนโดนยุบพรรค จึงเป็นภารกิจหลักของพวกเราชาวนักรบไซเบอร์เพื่อประชาธิปไตย เมื่อรัฐบาลแก้ไขรัฐธรรมนูญได้สำเร็จเมื่อใด ชัยชนะเด็ดขาดก็ใกล้มาเข้ามาแค่เอื้อมถึง

“ประชาธิปไตยของลูกหลานท่านเท่านั้นที่เป็นคนให้ ไม่ใช่ลูกหลาน”


จาก thaifreenews

ม็อบถ่อยจับ ตร.ปืนจ่อหัวกักขังปลดทรัพย์เรียบ

“สมชาย” เผยตั้งกรรมการ 2 ชุดคลี่คลายปัญหาปราบม็อบ ทั้งกรรมการยัยวยา และกรรมการหาข้อเท็จจริง ที่ “คุณหญิงพรทิพย์” เด้งรับพร้อมเข้ามาทำหน้าที่ ขณะที่ตำรวจยืนยันพร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่ ด้าน “อำนวย นิ่มมะโน” เผยม็อบชั่วจับตัวตำรวจไป 2 นายวันเกิดเหตุ กักขังเอาไว้ 1 คืน พร้อมทำร้ายร้างกายจนหัวแตก มีบาดแผลทั่วตัว แถมปลดทรัพย์สินรวมทั้งปืนพกเรียบ

จากกรณีที่ม็อบพันธมิตรฯบุกเข้าปิดล้อมรัฐสภา จนเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องใช้แก๊สน้ำตา เข้าหยุดความบ้าคลั่งของผู้ชุมนุม โดยหลังจากเหตุปะทะดังกล่าวปรากฏภาพผู้ชุมนุมบางรายได้รับบาดเจ็บ นำไปสู่ความจงใจผูกเรื่องโยงไปเพื่อใส่ร้ายการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจใช้วิธีการอันรุนแรงเกินกว่าเหตุ นั้น

เหตุการณ์ดังกล่าว สร้างข้อโต้แย้งขึ้นภายในสังคมว่า การใช้แก๊สน้ำตา มีอำนาจทำลายสูงขนาดนั้นจริงหรือไม่ การบุกเข้าปะทะกันระหว่าง เจ้าหน้าที่ตำรวจกับพันธมิตรฯ ใครเป็นผู้เริ่มต้น และการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่ปราบจลาจลนั้นเป็นการกระทำที่เกินกว่าหลักสากลหรือไม่

กรณีดังกล่าวนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมระบุว่า จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 2 ชุด เพื่อตรวจสอบข้อข้อเท็จจริง และเยียวยาผู้บาดเจ็บ จากการสลายผู้ชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยจะให้บุคคลภายนอกรัฐบาลเข้าร่วม

"จะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 2 ชุด เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรวมถึงคณะกรรมการเยียวยาผู้ได้รับบาดเจ็บ และผลกระทบที่เกิดขึ้นจะพยายามใช้ผู้ทรงคุณวุฒิที่ไม่ใช่คนของรัฐบาล แต่เป็นคนกลางเข้ามาดูแล คาดว่า น่าจะใช้เวลา 2-3 วัน ถึงจะแล้วเสร็จ

ซึ่ง พญ.คุณหญิง พรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่ารัฐบาลยังไม่มีคำสั่งอย่างเป็นทางการ และทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังไม่ได้แจ้งให้ไปร่วมตรวจสอบจึงยังลงไปทำงานในพื้นที่ไม่ได้ แต่ได้ตั้งทีมงานไว้แล้วถ้ามีคำสั่งก็พร้อมที่จะลงไปตรวจสอบทันที

ส่วนกรอบในการตรวจสอบนั้นจะตรวจหาหลักฐานว่าแก๊สน้ำตามีอานุภาพทำลายได้มากน้อยเพียงใด บาดแผลที่เกิดขึ้นกับผู้บาดเจ็บจากการสลายการชุมนุมของตำรวจ เกิดจากสิ่งใด หากเกิดจากสะเก็ดระเบิดจะเป็นระเบิดชนิดใด รวมไปถึงหากเป็นระเบิดจริงจะเป็นระเบิดของบุคคลกลุ่มใดกันแน่ ซึ่งประเด็นนี้อาจเป็นเรื่องที่ตรวจสอบลำบาก และต้องขึ้นอยู่กับวัตถุพยานที่หลงเหลือให้ตรวจสอบด้วย ซึ่งอาจต้องขอพยานหลักฐานจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

ด้านพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่าเห็นด้วยกับการสรรหาคนกลางมาตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุสลายการชุมนุม ซึ่ง พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ก็เป็นหนึ่งในคนกลางที่รัฐบาลมอบหมายให้มาตรวจสอบกรณีดังกล่าว โดยในส่วนของตำรวจจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริงด้วยเช่นกัน และขอชี้แจงเรื่องการใช้แก๊สน้ำตาเปิดทางให้ ส.ส.และ ส.ว.เข้าไปในอาคารรัฐสภา เป็นมาตรการเบาที่สุด

ขณะที่คณะกรรมการติดตามสถานการณ์ร่วม หรือ คตร. ที่มีผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธาน ได้มีการถกเถียงเรื่องการใช้แก๊สน้ำตา แต่มีความเห็นสรุปว่า หากเกิดเหตุการณ์ดังเช่นเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมอีก ก็จะใช้มาตรการเช่นเดิมควบคุมสถานการณ์

ด้าน พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ( รอง ผบช.น.) แถลงข่าวว่า ขอแจ้งให้สื่อมวลชนทราบโดยทั่วกันใน 2 เรื่อง คือเรื่องที่สื่อมวลชนพยายามที่จะสอบถามความคืบหน้าถึงการตรวจพิสูจน์รถจี๊ปที่เกิดเหตุระเบิดในช่วงบ่ายวันที่ 7 ตุลาคม ที่ผ่านมา ล่าสุดได้รับการยืนยันจากกองพิสูจน์หลักฐานอย่างชัดเจนว่าเป็นการระเบิดจากภายในรถออกนอกรถ

จากการตรวจสอบเขม่าที่พบมีสารอาร์ดีเอ็กซ์ปะปนอยู่ ซึ่งเป็นสารประกอบระเบิดชนิดหนึ่งที่มีแรงดันสูง ส่วนจะมีมากน้อยแค่ไหนนั้นยังไม่สามรถชี้ชัดได้ ในชั้นนี้จึงได้ข้อสรุปว่าน่าจะเป็นระเบิดชนิดแรงดันสูง ส่วนจะมีปริมาณเท่าใดเป็นระเบิดชนิดใดใช้ระบบไฟฟ้าหรือระบบใดในการจุดชนวนอยู่ในระหว่างการตรวจพิสูจน์ต้องรอผลอีกระยะหนึ่ง

รอง ผบช.น. กล่าวว่า ส่วนอีกเรื่องนั้นคือการตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาสอบสวนกรณีที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการใช้แก๊สน้ำตาของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าเกิดขึ้นได้อย่างไรมีความผิดพลาดอย่างไรหรือไม่นั้น เรื่องนี้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.น. มอบหมายให้ตนมาชี้แจงว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีความยินดีอย่างยิ่งที่จะมีคนกลางมาสอบเรื่องนี้เพื่อทำข้อเท็จจริงให้ปรากฏทำให้สังคมยอมรับน่าเชื่อถือ ตำรวจพร้อมและยินดีให้ความร่วมมือกับคณะกรรมการที่จะมาสอบในทุกเรื่องทุกกรณี

พล.ต.ต.อำนวย กล่าวต่อว่า สำหรับในช่วงบ่ายนี้มอบหมายให้ พล.ต.ต.อนันต์ ศรีหิรัญ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 ( ผบก.น.1) จะชี้แจงกรณีที่ ร.ต.อ.สาริศ อักษร เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน กองกำกับการตำรวจสืบสวนนครบาล 1 (กก.สส.น.1 ) ถูกกลุ่มพันธมิตรฯที่อยู่ในทำเนียบรัฐบาลจับตัวไปกักขัง 1 คืนตั้งแต่วันเกิดเหตุคือวันที่ 7 ตุลาคม และถูกปล่อยตัวออกมาเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 8 ตุลาคม ซึ่งถูกตีได้รับบาดเจ็บศรีษะแตกและถูกยึดอาวุธปืนด้วย แต่ระหว่างนั้นตำรวจไม่สามารถให้ข่าวได้เพราะเกรงว่า ร.ต.อ.สาริศ จะได้รับอันตราย

ซึ่ง ร.ต.อ.สาริศ ให้สัมภาษณ์ระหว่างการแถลงข่าวว่า ก่อนเกิดเหตุตนได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติการ สืบสวนหาข่าว และบันทึกภาพ บริเวณแยกสวนมิสกวัน ตนจึงออกจากหน่วยมาปฏิบัติการทันที ขณะนั้นเวลาประมาณ 17.00 น. วันที่ 7 ตุลาคม โดยเมื่อมาถึงแยกสวนมิสกวัน ตนเดินเข้าไป และเห็นว่าเหตุการณ์อยู่ในสถานการณ์ตึงเครียด จึงพยายามที่จะเดินออกมาทางแยกวังแดง แต่เส้นทางถูกปิด ตนเองจึงจะเดินไปเข้าทางสะพานมัฆวาน

ร.ต.อ.สาริศ กล่าวต่อว่า จังหวะนั้นตนก็สังเกตเห็นแล้วว่าการ์ดพันธมิตรฯ เริ่มสงสัยในตัวตนเอง จึงรีบเดินออก เมื่อมาถึงหน้ากระทรวงศึกษา ได้ยินเสียงการ์ดพันธมิตรตะโกนไล่หลังว่า “ตำรวจ ตำรวจที่มันมารื้อเต็นท์พวกเราวันนั้น” จากนั้นมีชายประมาณ 7-8 กรูเข้ามาจับตัว และควบคุมไปที่หน้าเต็นท์กองทัพธรรม ระหว่างนั้นตนก็พยายามแสดงบัตรข้าราชการพร้อมแสดงตัวว่าเป็นตำรวจ แต่กลุ่มการ์ดก็พยายามจับกดให้นั่งลง ซึ่งตนเองไม่ยอมนั่ง เพราะคิดว่าหากนั่งลงคงไม่รอดแน่ เพราะจังหวะนั้นมีประชาชน ที่ทราบต่างฮือเข้ามาพยายามทำร้าย โดยมีบางคนถือไม้ได้แทรกตัวเข้ามาจากการ์ดพันธมิตร มาถึงที่ตัว

กลุ่มการ์ดนำตัวตนเองเข้ามาที่เต็นท์กองทัพธรรม แต่กลุ่มผู้ชุมนุมก็พยายามจะตามเข้ามาทำร้าย เห็นท่าไม่ดี จึงชักอาวุธปืนประจำกาย ขนาด .38 ออกมาเพื่อขู่โดยไม่ได้มีเจตนาที่จะยิง ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ก็จะถอยออกไป แต่ก็มีการ์ดคนหนึ่ง ได้ยินเรียกชื่อว่า “พี่สิงห์” เดินเข้ามา หยิบระเบิดและเดินเข้ามาหาพร้อมบอกว่า “งั้นเรามาตายพร้อมกัน”

“นอกจากนี้ยังเห็นอีกคนถือปืนยาวไม่ทราบชนิด จ่อมาที่ผมด้วย ผมเองเห็นท่าไม่ดีจึงบอกยอมแล้ว และจังหวะนั้นที่ผมเอากระสุนออกจากลูกโม่ และก้มตัวเพื่อจะวางปืนลงกับพื้น ก็ถูกของแข็งตีเข้าที่หัวจนสลบไป จังหวะนั้นคู่หูที่มาด้วยกันพยายาม จะเข้ามาช่วยก็โดนรุมทำร้ายอีกคน”

ร.ต.อ.สาริศ กล่าวต่อว่า เมื่อฟื้นขึ้นมาพบว่าทรัพย์สินติดตัวหายไป คือ กล้องดิจิตัล 2 ตัว โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง และปืนลูกโม่ 1 กระบอก ส่วนที่มือถูกรัดด้วยเข็มขัดรัดสายไฟ และใส่กุญแจมือซ้ำอีก และได้เรียกพยาบาลมาช่วยปฐมพยาบาล แต่เนื่องจาก แผลลึกมากไม่สามารถเย็บได้ แต่กลุ่มการ์ดพันธมิตร ก็ยังไม่ยอมปล่อยตัว ให้พยาบาลพันแผลไว้เฉย ๆ และคุมตัวอยู่ในเต็นท์

กระทั่งเช้าจึงได้เรียกหมอมาช่วยเย็บแผล ซึ่งเย็บไปทั้งสิ้น 6 เข็ม และนอนพักอยู่ในเต็นท์ จังหวะนั้นประชาชนที่ทราบว่า ตนเองและคู่หูถูกจับกุมตัวอยู่ก็พยายามที่จะเข้ามาทำร้ายตลอดเวลา แต่ก็มีคนของกองทัพธรรมพยายามห้ามไว้ตลอด แต่บางส่วนที่ห้ามไม่ได้ก็เข้ามาทำร้ายอีก จนได้รับบาดเจ็บที่ขาเป็นรอยช้ำบวมเพิ่มเติม จากนั้นจึงได้รับการประสานจากกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ฝ่ายนั้นเรียกว่าผู้ใหญ่ ให้ปล่อยตัวและมีการนำรถยนต์มารับที่เต็นท์ และมาปล่อยที่หน้า สน.ดุสิต เวลา 12.00 น. วันที่ 8 ตุลาคม



‘แพทยสภา’รับสอบ‘หมอพันธมิตร’แล้ว


“แพทยสภา” ยอมส่งเรื่อง “หมอสุเทพ” ที่ประกาศไม่รักษาตำรวจเข้าสู่กระบวนการพิจารณาจรรยาบรรณแล้ว หลังจากเคยมีท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้ พร้อมออกแถลงการณ์ถึงหมอทั่วประเทศต้องรักษาคนไข้ทุกคนเลือกปฏิบัติไม่ได้ ด้าน “แพทย์ใหญ่” โรงพยาบาลตำรวจ ย้ำจรรยาบรรณ เป็นหมอต้องไม่เลือกคนไข้ ระบุ รพ.ตำรวจพร้อมให้การรักษาทุกฝ่ายไม่เว้นพันธมิตรฯ ด้าน “นักบิน” หัวรุนแรง ถูกพักงานเบื้องต้น 7 วัน รอเช็คสภาพจิตใจ เผยโทษสูงสุดถึงขั้นไล่ออก

จากกรณี นพ.สุเทพ กลชาญวิทย์ แพทย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ออกมาแถลงว่าจะไม่รักษาผู้ป่วยที่เป็นตำรวจ โดยอ้างอารมณ์ส่วนตัวเรื่องความไม่พอใจจากการปราบม็อบพันธมิตรฯ และล่าสุดยังไม่สำนึก ยังคงตะแบงว่ารักษาก็ได้ แต่ต้องไม่แต่งเครื่องแบบตำรวจ และไม่กรอกยศไว้ในประวัติคนไข้

กรณีดังกล่าวได้มีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสม และมีการออกมายืนยันจากแพทย์ผู้ใหญ่หลายคนว่าเป็นเรื่องที่ไม่สามารถทำได้ตามจริยธรรมแพทย์

รพ.ตำรวจยันพันธมิตรฯก็รักษา
พล.ต.ท.นพ. สมยศ ดีมาก นายแพทย์ใหญ่ โรงพยาบาลตำรวจ กล่าวว่า โรงพยาบาลตำรวจยินดีรักษาประชาชนทุกคน ไม่เฉพาะตำรวจ ไม่เลือกชั้นวรรณะ สีผิว หรือว่าเป็นกลุ่มพันธมิตรฯหรือไม่ เพราะทุกวันนี้ 70 เปอร์เซ็นต์ของคนไข้ก็เป็นประชาชนทั่วไปอยู่แล้ว ขอให้อุ่นใจหมอทุกคนยินดีรักษาทุกคน ไม่มีการปิดกั้น เท่าเทียมกันไม่เลือกปฏิบัติ

ส่วนกรณีที่แพทย์โรงพยาบาลจุฬาฯ ออกแถลงการณ์ไม่รับรักษาตำรวจนั้น พล.ต.ท. นพ. สมยศ กล่าวว่า ตรงนี้ต้องระมัดระวัง เพราะมีกฎหมายควบคุมอยู่ว่าแพทย์ต้องรักษาประชาชนทุกรายโดยไม่ปฏิเสธ ไม่เลือกปฏิบัติ หากแพทย์ปฏิเสธก็ผิดกฎหมายอาญา ซึ่งเป็นเรื่องต้องศึกษาให้ถ่องแท้ ว่าท่านเป็นแพทย์แล้วจะเลือกรักษาคนไข้ เลือกฝ่ายคนไข้ได้หรือไม่ ซึ่งในวงการแพทย์ไม่มีเรื่องแบบนี้ แม้แต่โรงพยาบาลของทุกเหล่าทัพก็ไม่มีการเลือกรักษา

“โรงพยาบาลตำรวจมีแพทย์ 200 กว่าคน ย้ำว่าไม่เลือกรักษาคนไข้ ซึ่งหมอที่ออกมาแถลงผมเข้าใจว่ารู้สึกโกรธตำรวจมากในเรื่องที่ตำรวจปฏิบัติตามหน้าที่ราชการดูแลความสงบสุขเรียบร้อยของประชาชน ในส่วนนี้มีความรู้สึกได้ เพราะอาจเป็นหมอที่ยังไม่มีประสบการณ์ในการรักษาพยาบาล อาจจะมีความรู้สึกของคนหนุ่มสาวที่ใจร้อน ผมว่าใช้เวลาอีกหน่อย หมอเหล่านี้จะนึกได้ว่าตนเองเป็นแพทย์ซึ่งมีจรรยาบรรณ ต้องรักษาทุกคน” พล.ต.ท.นพ.สมยศ ระบุ

รพ.จุฬาฯ ย้ำแพทย์ไม่เลือกปฏิบัติ
รศ.รัฐพลี ภาคอรรถ อาจารย์จากคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงข่าวว่าโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กีดกันการรักษาตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บนั้น ยืนยันว่า ทีมแพทย์ยังดำรงอยู่ในจรรยาบรรณแพทย์ ไม่เคยเลือกปฏิบัติ ซึ่งปัจจุบันโรงพยาบาลก็ได้รับรักษาผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ทั้งสิ้น 10 ราย โดยไม่ได้เลือกข้าง เพียงแต่คณะแพทย์ในโรงพยาบาลจุฬาฯ มีความเห็นตรงกันว่า การที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บจำนวนมาก รวมถึงมีผู้เสียชีวิตจากเหตุปะทะกัน ไม่น่าจะเกิดขึ้น หากรัฐบาลไม่ใช้ความรุนแรงในการสลายการชุมนุม

ด้าน นพ.อัฉริยะ สาโรวาท ภาควิชาศัลยกรรม คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า ตามหลักการแพทย์ทุกโรงพยาบาลต้องให้การรักษาผู้ป่วยอยู่แล้ว ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายใด ซึ่งในส่วนโรงพยาบาลรามาก็คงไม่ปฏิเสธรักษาเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งการออกแถลงการณ์ดังกล่าวเป็นเพียงการประกาศไม่ต้อนรับมากกว่า แต่หากตำรวจมารักษาไม่ว่าอย่างไร คงต้องรักษาให้ตามจรรยาบรรณแพทย์

อาจารย์หมอก็เอากับเขาด้วย
นพ.เกรียง ตั้งสง่า อาจารย์แพทย์อายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์จุฬาฯ กล่าวว่าได้ติดป้ายที่หน้าห้องว่าไม่รับตรวจเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำร้ายประชาชน ยกเว้นกรณีฉุกเฉิน เนื่องจากเป็นการพูดกันตามสังคมทั่วไป และวงการแพทย์ ซึ่งอาจารย์กลุ่มหนึ่งที่ไปร่วมไปเห็นเหตุการณ์ และไปดูแลผู้ป่วยที่จุดนั้นได้เห็นด้วยตาตนเองว่า ตำรวจทำเกินกว่าเหตุ

“ผมสามารถพูดแทนแพทย์ทุกคนได้ว่า คนมีสิทธิ์เลือกหมอ แต่หมอไม่มีสิทธิ์เลือกคนไข้ เราไม่มีเจตนาเลือกปฏิบัติดังที่ถูกวิพาษ์ วิจารณ์ ทุกคนมีจิตวิญาณของความเป็นแพทย์ ผลส่วนรวมเป็นที่หนึ่ง ผลส่วนตัวเป็นที่สอง แต่ครั้งนี้ต้องการให้สังคมรับรู้ว่าตำรวจทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และเห็นได้ชัดว่าตำรวจทำร้ายประชาชน จุดที่เกิดเหตุที่แพทย์ไปปฏิบัติอยู่ไกลจากที่ชุมนุมก็ถูกตำรวจกราดยิงเข้าใส่ แพทย์หลายโรงพยาบาลรู้สึกตรงกันว่าประหนึ่งเป็นคนร้าย”

แถลงการณ์แสดงความเสียใจ
ด้านพล.ต.ต.สุรพล ทวนทอง รองผบช.ก.ใมนฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ทางรศ.นพ.ธีระพงศ์ เจริญวิทย์ รองผอ.โรงพยาบาลจุฬาลงการณ์ รักษาการแทนผอ.โรงพยาบาลจุฬาลงการณ์ รศ.นพ.ประสงค์ ศิริวิริยะกุล รองคณบดีฝ่ายบริหารคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย รักษาการแทนคณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทำหนังสือถึงพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.ชี้แจงยืนยันเกี่ยวกับการให้การดูแลรักษาผู้ป่วย หลังจากกลุ่มจุฬาฯออกแถลงการณ์เกี่ยวกับการงดตรวจรักษาผู้รับบริการที่เป็นตำรวจ คณะรัฐมนตรี และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคร่วมรัฐบาลในชุดปัจจุบัน ซึ่งก่อให้เกิดความเข้าใจผิดต่อข้าราชการตำรวจและครอบครัวตลอดจนประชาชนเป็นจำนวนมาก และกระทบต่อภาพลักษณ์ของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย

หนังสือได้ชี้แจงว่าทางโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีความรู้สึกเสียใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และขอให้คำยืนยันว่าโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ไม่เลือกปฏิบัติต่อผู้ป่วยและยึดมั่นในหลักกาชาดสากล คือยึดหลักการรักษาตามหลักมนุษยธรรม ไม่เลือกปฎิบัติต่อผู้ป่วยในเรื่องสัญชาติ เชื้อชาติ ความเชื่อทางศาสนาและความคิดเห็นทางการเมือง ไม่เกี่ยวข้องหรือเข้ากับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งในเวลาใดหรือกรณีขัดแย้งใด อันเนื่องมาจากเหตุผลทางการเมือง

กาชาดไม่เคยปฏิเสธรักษาผู้ป่วย
นายแผน วรรณเมธี เลขาธิการสภากาชาดไทย พร้อมผู้บริหารโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกันออกแถลงการณ์ยืนยันยึดมั่นในหลักกาชาดสากล โดยไม่เลือกปฏิบัติต่อผู้ป่วย ไม่จำกัดสัญชาติ เชื้อชาติ ความเชื่อทางศาสนา หรือความเห็นทางการเมืองใด ๆ ทั้งยังยืนยันไม่เคยปฏิเสธการรักษาตำรวจ ส.ส.พลังประชาชน หรือคณะรัฐมนตรี ส่วนข่าวที่ออกมาเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน และรู้สึกเสียใจต่อเรื่องที่เกิดขึ้น ส่วนความเห็นที่ออกมาในวันแรก ๆ เป็นเพียงส่วนหนึ่งของแพทย์ แต่ไม่ใช่ทั้งหมด

ขณะเดียวกัน ได้เรียกร้องให้รัฐบาลระงับ และกระตุ้นให้ผู้ที่รับผิดชอบงดปฏิบัติต่อกลุ่มผู้ชุมนุมด้วยความรุนแรง พร้อมกันนั้น ยังได้ทำจดหมายถึงสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และพูดคุยกับผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ยืนยันในการรักษาทุกฝ่าย ทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชน

แพทยสภากลับลำออกแถลงการณ์
ด้านแพทยสภา ในช่วงต้นทำท่าเหมือนจะไปในแนวทางเดียวกับหมอที่ฝักใฝ่พันธมิตรฯ โดย น.พ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา กล่าวถึงกรณีดังกล่าวว่าเป็นสิทธิ์ที่แพทย์จะทำได้ โดยไม่ผิดหลักจริยธรรม แต่ต้องเป็นกรณีไม่ฉุกเฉินเท่านั้น

อย่างไรก็ดีในเวลาต่อมา นพ.สมศักดิ์ นพ.อำนาจ กุสลานันท์ เลขาธิการแพทยสภา นพ.สัมพันธ์ คมฤทธิ์ รองเลขาธิการแพทยสภา และ นาวาอากาศเอก(พิเศษ) นพ.อิทธพร คณะเจริญ ผู้ช่วยเลขาธิการแพทยสภา ร่วมกันอ่านแถลงการณ์แพทยสภา ระบุว่า ตามที่สถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันประสบวิกฤตการณ์จากความเห็นขัดแย้งระหว่างกลุ่มประชาชนและภาครัฐนั้น เป็นเหตุให้มีการดำเนินการหลายประการทางการเมือง เช่น การชุมนุม การใช้อำนาจรัฐ

แพทยสภาซึ่งเป็นองค์กรกลางของแพทย์ 38,000 คนในประเทศไทย ขอแถลงว่า 1.แพทยสภาขอคัดค้านการใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา ความขัดแย้งทุกรูปแบบ จากทุกหมู่เหล่า อันจะนำไปสู่ความสูญเสียอวัยวะ ร่างกายและชีวิต ของพี่น้องประชาชนชาวไทยกันเอง 2.แพทยสภาขอแสดงความเสียใจต่อผู้ที่ได้รับความสูญเสียทุกรูปแบบจากเหตุการณ์ดังกล่าว และขอให้ทั้งผู้บริหารรัฐบาลและกลุ่มความเห็นที่แตกต่าง เห็นแก่ประเทศชาติ ศาสนา องค์พระมหากษัตริย์ หันหน้าปรึกษากันเพื่อหาทางออกโดยสันติวิธี เพื่อนำไปสู่ความสงบสุขของบ้านเมืองโดยเร็ว บนประโยชน์แท้จริงต่อประชาชนชาวไทยและประเทศชาติ

ส่งกก.พิจารณาจริยธรรมหมอสุเทพ
3.แพทยสภาขอให้แพทย์ทุกท่านยึดมั่นในจริยธรรม ว่า ผู้ประกอบการวิชาชีพเวชกรรม ต้องไม่ปฏิเสธการช่วยเหลือ ผู้ที่อยู่ในระยะอันตรายจากการเจ็บป่วย รวมทั้งไม่เลือกปฏิบัติในเรื่องสัญชาติ เชื้อชาติ ศาสนา ชั้นวรรณะ ความคิดทางการเมือง ตามหลักมนุษยสากล ทั้งนี้เพื่อธำรงไว้ซึ่งเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพ และเพื่อสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจ ของพี่น้องชาวไทยในสภาวะวิกฤตนี้

4.แพทยสภาไม่สนับสนุนให้มีการนำ “วิชาชีพเวชกรรมของแพทย์” ไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน และ 5.แพทยสภาขอแสดงความชื่นชมและให้กำลังใจ แก่แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ทุกท่าน ที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ บรรเทาความเจ็บป่วยของผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่ปกติในสภาวะดังกล่าว ด้วยความเหนื่อยยากและเสียสละ

นพ.สมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ตามที่มีแพทย์ รพ.จุฬาฯบางคนออกมาระบุว่าจะไม่รักษาคนไข้นั้น ขณะนี้ได้มีผู้ร้องเรียนแพทย์คนดังกล่าวมายังแพทยสภาแล้ว และทางแพทยสภาได้รับเรื่องดังกล่าวไว้แล้ว จากนั้นจะนำเข้าสู่กระบวนการพิจารณาจริยธรรมแพทย์คนดังกล่าวต่อไป โดยส่งต่อไปยังคณะอนุกรรมการจริยธรรมพิจารณา

ทั้งนี้จะนำคำให้สัมภาษณ์ของแพทย์คนดังกล่าวในหน้าหนังสือพิมพ์มาประกอบการพิจารณาด้วย โดยการพิจารณาทางจิรยธรรมนั้นจะมีตั้งแต่ ตันเตือน ภาคทัณฑ์ พักใช้ใบอนุญาตและเพิกถอนใบอนุญาตใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม อย่างไรก็ตามไม่แน่ใจว่าในส่วนของ ทาง โรงพยาบาลต้นสังกัดแพทย์คนดังกล่าวได้มีการดำเนินการทางวินัยหรือไม่อย่างไร

หมอโรงพยาบาลอื่นมีจริยธรรม
นพ.สัมพันธ์ กล่าวว่า แถลงการณ์ของแพทยสภาฉบับนี้ต้องการสื่อไปยังแพทย์ทั่วประเทศ หลักสำคัญคือแพทย์ทุกคนจะต้องรักษาผู้ป่วย ในกรณีเร่งด่วนจะปฏิเสธไม่ได้ ไม่ว่ากรณีใด ๆ สำหรับกรณีไม่เร่งด่วน นั้นแพทย์มีสิทธิปฏิเสธได้ แต่ต้องแนะนำในการส่งต่อตามความเหมาะสม

ขณะที่แพทย์โรงพยาบลอื่นก็ออกมาย้ำในเรื่องจริยธรรม แม้กระทั่งแพทย์และพยาบาลบางส่วนของโรงพยาบาลสงขลานครินทร์ จ.สงขลา ที่สวมชุดดำเพื่อไว้อาลัยแก่ผู้เสียชีวิต จากเหตุการณ์สลายการชุมนุมพันธมิตรฯ น.พ.สุเมธ พีรวุฒิ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ก็ยืนยันว่าการแต่งชุดดำเป็นสิทธิส่วนบุคคล แต่แพทย์ของโรงพยาบาลจะไม่งดรักษาผู้ป่วยที่เป็นตำรวจ เพราะตามจรรยาบรรณแพทย์ต้องรักษาผู้ป่วยทุกคน ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม

ด้าน น.พ.ธานี ลิ้มทอง รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลนครพิงค์ จ.เชียงใหม่ ก็ไม่เห็นด้วยหากแพทย์จะปฏิเสธการรักษาคนไข้ พร้อมทั้งขอให้ทุกฝ่ายยึดพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เรื่องความรักและความสามัคคี เพื่อสร้างความสมานฉันท์

สั่งพักงาน-ตรวจสุขภาพจิตนักบิน
ส่วนกรณี น.ต.จักรี จงศิริ กัปตันการบินไทย มีพฤติกรรมไม่เหมาะสมด้วยการปฏิเสธผ๔โดยสารด้วยเหตุผลทางการเมืองว นั้น

ร.ท.อภินันทน์ สุมนะเศรณี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัทการบินไทย เปิดเผยภายหลังการประชุมบอร์ดว่า ที่ประชุมบอร์ดได้หารือกันแอล้วว่าควรแยกแยะหน้าที่และความคิดส่วนตัวออกจากกัน เบื้องต้นให้นักบินคนดังกล่าวหยุดบินก่อนและให้ไปตรวจโรค และตรวจสุขภาพจิต โดยปกติสิ่งแรกที่ นักบินจะต้องมีคือ จรรยาบรรณนักบิน ซึ่งจรรยาบรรณของนักบินการบินไทยที่บริษัทกำหนดไว้คือ ห้ามยุ่งเกี่ยวทางการเมือง อีกทั้งยังระบุว่าห้ามมีการพูดคุยเรื่องการเมืองระหว่างกันในระหว่างการบินด้วย

ขณะที่ ร.อ.อ.มนตรี จำเรียง รองผู้อำนวยการใหญ่ สายทรัพยากรบุคคล การบินไทย กล่าวว่า การสอบสวนนักบินนั้น กระบวนการสอบคงจะไม่ต่างจากกระบวนการศาลยุติธรรม โดยในเบื้องต้นถือว่าบริสุทธิ์ก่อนและไปสอบข้อเท็จจริง หากมีมูลก็จะลงโทษ ซึ่งการสอบนักบินจะต้องดำเนินการ 3 ประการคือ 1. ระเบียบการปฏิบัติของบริษัท 2. จรรยาบรรณของนักบิน และ 3. ระเบียบการปฏิบัติของนักบิน เพราะต้องดูว่าเข้าข่ายส่วนไหน ระหว่างการสอบนั้นจะต้องถูกพักงานไว้ก่อน กรณีนี้คงต้องมีการพักงานประมาณ 7 วัน ขณะที่มีการสอบสวน ส่วนโทษนั้นมีหลายระดับ หากเกี่ยวกับระเบียบวินัย โทษเบาสุดคือการว่ากล่าวตักเตือน ตัดเงินเดือนตั้งแต่ 10-25% ตั้งแต่ 1-6 เดือน หนักสุดคือการให้ออก ปลดออกและไล่ออก


‘อนุพงษ์’ปัดพบ‘ป๋าเปรม’ ครส.แถลงต้านรัฐประหาร


“อนุพงษ์” ย้ำการรักษาความสงบเป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายและพร้อมให้การสนับสนุน ยืนยันไม่คิดปฏิวัติและไม่เคยกดดันให้ “สมชาย” ยุบสภา ปัดเข้าพบ “ป๋าเปรม” ด้าน “สมศักดิ์ ชาติไทย” บอกปัญหายังมีทางออกที่ดีกว่ายุบสภา “หมอประเวศ” ขาประจำออกมาจุ้นอีก ดัน “คณิต ณ นคร” เป็นประธานคณะกรรมการอิสระสอบสวนข้อเท็จจริง ขณะที่ ครส. ออกแถลงการณ์ คัดค้านรัฐประหาร เรียกร้องทุกฝ่ายแสวงหาทางออกโดยสันติภาพ

หลังจากเกิดเหตุการณ์สลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่บริเวณหน้ารัฐสภา ได้เกิดเป็นกระแสข่าวลือตามมามากมาย โดยเฉพาะเรื่องของการปฏิวัติรัฐประหาร และเกิดข้อเสนอจากคนบางกลุ่มที่หวังผลทางการเมืองให้มีการยุบสภา

ยุบสภาไม่ใช่ทางแก้ปัญหา
อย่างไรก็ดี นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่ารัฐบาลได้ตั้งคณะกรรมการกลางเพื่อคลี่คลายปัญหาที่เกิดขึ้น แต่รัฐบาลฝ่ายเดียวคงแก้ไขปัญหาไม่ได้ ทุกฝ่ายรวมทั้งพันธมิตรฯต้องร่วมมือกัน ด้วยการหยุดและใช้สติ มาร่วมกันไตร่ตรองว่าบ้านเมืองมีความเสียหายมากขนาดนี้แล้ว อย่าทำให้ประเทศบอบช้ำไปกว่านี้

เมื่อถามว่าขณะนี้มาตรการอารยะขัดขืนขยายวงกว้างและเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบด้วยการยุบสภา นายสมศักดิ์ กล่าวว่า ต้องขอถามว่าการยุบสภา เป็นคำตอบที่ชัดเจนหรือไม่ วันนี้หากยุบสภาแล้วเลือกตั้งภายใต้กติกาและรูปแบบเดิม โดยที่ไม่ได้มีการแก้ไข เปลี่ยนแปลงกับโครงสร้าง จะได้อะไรขึ้นมา ถ้ายุบสภาเลือกตั้งใหม่ เขียนรัฐธรรมนูญกันใหม่ ถามว่าต้องใช้เงินเท่าไหร่ หากเราหันหน้าเข้าหากันและหารือตามแนวทางที่ทุกฝ่ายให้ความเห็นชอบในการตั้งส.ส.ร.และผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ให้เรียบร้อย เมื่อได้กติกาแล้วก็กำหนดระยะเวลาที่จะมีการเลือกตั้ง น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ตนจึงคิด่าการยุบสภาจึงไม่ใช่ทางออกที่ดีในขณะนี้

"อนุพงษ์"ปัดพบ"ป๋าเปรม"
ส่วนที่มีข่าวในวันก่อนหน้านี้ว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามสถานการณ์ร่วม (คตร.) เข้าพบ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ องคมนตรี เพื่อรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้น นั้น พล.อ.อนุพงษ์ กล่าวว่า ตนไม่ได้เข้าพบประธานองคมนตรี

นอกจากนี้ยังกล่าวถึงข่าวว่า ผบ.ทบ.ประเมินว่าพันธมิตรฯจะเผาเมืองเพื่อบีบให้กองทัพปฏิวัติ ว่า ไม่ใช่คำพูดของตน แต่เป็นการประเมินของตำรวจ ดังนั้นจึงได้มีการจัดกำลังออกไปเพื่อรักษาความสงบ ส่วนการปฏิวัติไม่มี เพราะไม่มีความวุ่นวายจนถึงต้องปฏิวัติ และไม่แน่ใจว่าการปฏิวัติจะแก้ปัญหาได้หรือไม่ ซึ่งการแก้ปัญหาคงเป็นปัญหาของตำรวจ เพราะกฎหมายไม่ครอบคลุมให้ทหารปฏิบัติการได้

ทั้งนี้ กองทัพยังไม่มีการเคลื่อนไหวส่วนนี้ ซึ่งที่ประชุม คตร.ทุกคนมีอำนาจหน้าที่ตามหน่วยงานของตน ไม่ใช่ประธานสั่งการ ถ้ามีปัญหาเจ็บป่วย กระทรวงนั้นๆก็ดูว่าติดปัญหาตรงไหน ส่วนใดมีปัญหาติดขัดก็จะมาช่วยกันดูเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อย เมื่อเป็นคณะกรรมการร่วมกัน ทุกฝ่ายก็ต้องมาช่วยกันเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ตนเป็นเหมือนประธานในที่ประชุมเท่านั้น

ยันไม่ได้บีบ "สมชาย" ยุบสภา

ส่วนกรณีพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ได้ประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่บช.น.ก่อนการสลายม็อบ นั้น ผบ.ทบ. กล่าวว่า กองทัพไม่ได้เข้าประชุมด้วย ไม่ทราบว่าได้สั่งการกันอย่างไร พอบ่ายวันที่ 7 ต.ค.จึงมีการรายงานและประสานให้ทราบ ในส่วนสตช.ได้ติดต่อประสานมา กองทัพส่งกำลังไปช่วยเจ้าพนักงาน

อย่างไรก็ตามคณะกรรมการคตร.ไม่ได้ประชุมร่วมกับครม. แต่จะประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตามที่ได้รับมอบมา และไม่น่าจะเหมาะสมที่กองทัพจะเดินเกมเพื่อบีบให้ยุบสภา ซึ่งนักวิชาการได้ประเมินว่ารัฐบาลต้องรักษาสถานการณ์ได้ รัฐก็ต้องรักษาสถานการณ์ ถ้าไม่ได้ก็ต้องคิดว่าจะมีวิธีการอย่างไร

ส่วนกรณีที่พันธมิตรฯได้ออกแถลงการณ์ว่าทหารไม่อยู่ข้างประชาชน แต่อยู่ข้างตำรวจ ผบ.ทบ. กล่าวว่า คิดแบ่งประเทศเป็นฝ่ายคงไม่ถูกต้อง พันธมิตรฯดำเนินการโดยขอบเขตของกฎหมายก็ดำเนินการไป เราไม่อยู่ฝ่ายใด ทหารมีหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง เมื่อไม่มีความสงบเรียบร้อยเกิดขึ้น ก็ส่งกำลังไปช่วยรักษาความสงบเรียบร้อย

ราษฎรเพี้ยนเสนอ“คณิต”สอบสวน
ขณะที่ น.พ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ให้สัมภาษณ์ย้ำถึงทางออกของประเทศว่า คงต้องทำหลายๆอย่างพร้อมกันไม่ใช่อย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะต้องยอมรับว่าระบบรัฐสภาของไทยมีปัญหาจริงๆ การเมืองจึงไม่มีพลังพอที่จะแก้ไขปัญหาของชาติได้ เพราะฉะนั้นต้องเร่งแก้ปัญหาพิการของระบบการเมืองให้ได้ ถ้าตราบใดที่ยังแก้ไขไม่ได้ ถึงแม้ว่ายุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ก็จะเกิดปัญหาวนเวียนเช่นนี้ต่อไปอีก

นพ.ประเวศ กล่าวว่า อย่าตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะทุกสังคมที่จะมีการเปลี่ยนผ่านต้องผ่านการต่อสู้ทั้งนั้น นักการเมืองจะปฏิบัติตัวเช่นเดิมไม่ได้แล้ว ต่อไปใครทำผิดจะต้องติดคุกให้มากขึ้น เมื่อถามว่าหากนายกฯประกาศลาออกคิดว่าจะช่วยให้สถานการณ์คลี่คลายได้หรือไม่ นพ.ประเวศ กล่าวว่า ช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าหากยุบสภามาการเมืองก็กลับมาพิการอีก เพราะรัฐสภามีปัญหายังมีการใช้อำนาจ และผลประโยชน์ต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรี มีคนบงการจากแดนไกล ในการเลือกตัวนายกฯและรัฐมนตรี การเมืองไทยจึงไม่มีพลังพอที่จะแก้ปัญหาของมันเองได้ ขอย้ำว่าเมื่อชาติเกิดวิกฤติต้องการความเสียสละจากทุกฝ่ายเพื่อให้ประเทศเดินต่อไปได้

“ประเวศ”ออกอาการปลื้มพธม.
เมื่อถามว่าพันธมิตร ควรจะสลายตัวไปด้วยหรือไม่ นพ.ประเวศ กล่าวว่า จุดแข็งของพันธมิตรคือการตรวจสอบอำนาจรัฐ หากทำไปเรื่อยๆจะดี แต่ไม่ควรใช้วิธีการอื่นๆ เช่นไม่ควรไปสร้างความรุนแรง อย่างไรก็ตามสิ่งที่ควรทำขณะนี้หลังจากเกิดเหตุปะทะกัน ที่มีผู้สูญเสียทั้ง 2 ฝ่าย จะต้องทำความจริงให้ปรากฏให้ได้ ฉะนั้นจะไม่จบ จะโยนความผิดให้กันไปมา ซึ่งตนเห็นด้วยกับข้อเสนอของ 24 อธิการบดีที่เสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการอิสระ โดยประธานคณะกรรมการชุดนี้จะต้องมีความเป็นกลาง และมีความสามารถสูง และเลือกคณะกรรมการได้เอง ไม่ใช่จับใครใส่เข้ามาก็ได้ จึงจะมีคนเชื่อถือ ต้องไม่กลัวความจริง

“ในความคิดของผมเห็นว่าคนที่จะมาเป็นคณะกรรมการได้ในขณะนี้เช่น นายคณิต ณ นคร อดีตอัยการสูงสุด ที่มีความเป็นอิสระ ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายฝ่ายใด ต้องเอาความจริงมาก่อน จึงจะสมานฉันท์กันได้ ทั้งนี้หน้าที่ของรัฐบาลคือการรักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมืองและปกป้องทรัพย์สินของประชาชน ไม่ควรทำอะไรที่ก่อให้เกิดความรุนแรงและบาดเจ็บ ขณะเดียวกัน หน้าที่ของกองทัพคือต้องแทรกตรงกลางไม่ให้ตำรวจและพันธมิตรฯ ปะทะกัน“ น.พ.ประเวศ กล่าว

ปธ.วุฒิชี้ขัดแย้งยากเกินเจรจา
ด้าน นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา กล่าวถึงกรณีที่ นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส เสนอให้เป็นคนกลางเจรจากับแกนนำพันธมิตรฯและทุกฝ่าย เพื่อหาทางออกให้ประเทศว่า คงจะทำได้ยาก เพราะอารมณ์ตอนนี้เจรจาได้ยาก แต่การที่ศาลมีคำสั่งเพิกถอนหมายจับ 9 แกนนำพันธมิตรฯในข้อหากบฏ จะทำให้บรรยากาศดีขึ้นมาก ซึ่งอย่างน้อยทุกอย่างจะได้ผ่อนคลายลง แกนนำพันธมิตรฯ จะได้ออกไปไหนมาไหนได้ ไม่ต้องระแวง แม้พันธมิตรฯจะยืนยันที่จะชุมนุมต่อ แต่ก็ถือได้ว่าเราเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์แล้ว

เมื่อถามถึงกรณีที่กลุ่มแพทย์และนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเสนอให้รัฐสภาตั้งคณะกรรมการอิสระ เพื่อสอบหาผู้สั่งการและผู้ทำผิดในการสลายม็อบมาลงโทษ นายประสพสุข ในฐานะรองประธานรัฐสภา กล่าวว่า ตนเห็นด้วย เพราะตอนนี้ยังไม่ทราบข้อเท็จจริงกันเลยว่าการสลายการชุมนุมเป็นอย่างไร ใครใช้มาตรการรุนแรงหรือไม่ คนที่เสียชีวิตมาจากสาเหตุอะไร จึงน่าจะมีการตั้งคนดีที่เป็นกลางจริง ๆ เป็นประธานคณะกรรมการ แล้วให้ประธานดังกล่าวไปหาคนที่เป็นที่ยอมรับมาร่วมกันเป็นคณะกรรมการอิสระ เพื่อสอบข้อเท็จจริง

ครส.แนะรัฐบาลเร่งเนยียวยา
ขณะเดียวกัน คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน(ครส.) และเครือข่าย ออกแถลงการณ์คัดค้านการรัฐประหาร และขอให้ทุกฝ่ายแสวงหาทางออกโดยสันติภาพ (Peaceful Solution)

แถลงการณ์ระบุว่า ครส. และเครือข่ายขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อญาติผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ทั้งฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บ และขอเรียกร้องต่อรัฐบาล พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และทุกฝ่ายของสังคมที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

1.การดำเนินการสลายการชุมนุมด้วยความรุนแรงดังกล่าวของเจ้าหน้าที่ตำรวจ เป็นการดำเนินการสลายโดยผิดแบบแผนข้ามขั้นตอนและใช้ความรุนแรงเกินสมควรแก่เหตุ จนนำมาสู่เหตุการณ์จลาจลกลางเมืองหลวงและความสูญเสียทางสังคมจากเหตุการณ์นองเลือดครั้งนี้ เราขอเรียกร้องให้รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จะต้องแสดงความรับผิดชอบทางการเมืองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และผู้บังคับบัญชาที่สั่งการดังกล่าวจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ ทั้งนี้ ในเบื้องต้น เราขอให้รัฐบาลเยียวยาสวัสดิภาพชีวิตและชดใช้ค่าเสียหายต่อผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว ทั้งฝ่ายผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ตำรวจ

จี้หมอปฏิบัติตามสิทธิมนุษยชน
2.เราขอเรียกร้องให้รัฐบาล ตั้งคณะกรรมการอิสระจากบุคคลที่น่าเชื่อถือของสังคม ดำเนินการตรวจสอบไต่สวนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น กรณีการดำเนินการสลายการชุมนุมด้วยความรุนแรง การยิงแก๊สน้ำตาใส่ผู้ชุมนุมโดยตรง กรณีการบาดเจ็บของผู้ชุมนุมที่เจ้าหน้าที่ตำรวจปัดความผิด ข้อเท็จจริงการใช้อาวุธสงคราม หรืออาวุธอื่นๆ ไม่ว่าฝ่ายใด และกรณีการระเบิดรถยนต์หน้าพรรคชาติไทย เพื่อสร้างความกระจ่างและข้อเท็จจริงต่อสังคมและสาธารณะ จนกระทั่งนำไปสู่กระบวนการยุติธรรมในอนาคต โดยสำหรับเจ้าหน้าที่ที่กระทำผิดนั้น จะต้องดำเนินการทั้งทางวินัยและอาญาแก่เจ้าหน้าที่ที่กระทำผิดและผู้บังคับบัญชาที่ดูแลรับผิดชอบหรือสั่งการ

แถลงการณ์ในข้อ 3.ระบุว่า เราขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายในสังคม ที่ใช้มาตรการทางสังคมร่วมกดดันรัฐบาล จะต้องคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนพื้นฐานโดยไม่เลือกปฏิบัติ โดยเฉพาะการปฏิเสธคนไข้ของแพทย์จะกระทำไม่ได้ และจะต้องปฏิบัติตามหลักการสิทธิมนุษยชนสากล

ครส.คัดค้านการรัฐประหาร
4.เราขอเรียกร้องให้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เสนอทางออกจากความขัดแย้งภายใต้กรอบวิถีสังคมประชาธิปไตย เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุผลจากการรัฐประหารของกองทัพหรือชนชั้นปกครอง การผลักดันการเมืองใหม่จะต้องใช้มีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายตามครรลองรัฐธรรมนูญและวิถีประชาธิปไตย ซึ่งไม่มีทางลัด และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะต้องควบคุมการชุมนุมภายใต้กรอบอหิงสาธรรมโดยเคร่งครัด หาใช่ขบวนการมหิงสาที่ใช้ความรุนแรงตอบโต้และนำไปสู่ชัยชนะบนความพ่ายแพ้และสูญเสีย การที่บุคคลใดกระทำการละเมิดหรือก้าวล่วงการใช้สิทธิทางการเมืองชุมนุมโดยสันตินั้น ให้เป็นหน้าที่ของรัฐในการดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรมแล้วแต่กรณีต่อไปโดยไม่เลือกปฏิบัติ

5.เราขอเรียกร้องให้ทุกฝ่าย โดยเฉพาะรัฐบาล พรรคการเมืองและพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ร่วมแสวงหาทางออกจากความขัดแย้ง บนครรลองวิถีของสังคมประธิปไตย ภายหลังศาลอุทธรณ์สั่งเพิกถอนหมายจับ 9 แกนนำใน 2 ข้อหากบฏและสะสมกำลัง โดยไม่นำกองทัพของชาติเข้ามาเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งครั้งนี้ไม่ว่าจะโดยฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายพันธมิตร หรือฝ่ายใดและขอคัดค้านการรัฐประหารอย่างถึงที่สุด ทั้งนี้ ทุกฝ่ายควรทบทวนบทเรียนเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 และเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 เป็นอนุสติทางสังคม เพื่อหลีกเลี่ยงมิให้เกิดเหตุการณ์วิปโยคซ้ำรอย ซึ่งนำมาสู่การรัฐประหารและฉกฉวยตั้งคณะปฏิรูปการเมืองการปกครองของอำนาจรัฐเผด็จการ

ตำรวจพ้อหมดกำลังใจ‘พันธมิตร’ได้ใจขู่ฟ้องกลับย้อนรอยคดีกบฏ


ศาลอาญาถอนหมายจับข้อหากบฏ 9 แกนนำม็อบพันธมิตรฯ แล้ว เหลือไว้แค่ข้อหาปลุกระดมและชุมนุมเกินกว่า 10 คนให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง พร้อมให้ประกัน “จำลอง-ไชยวัฒน์” ไม่มีเงื่อนไข ด้านพันธมิตรฯ ได้ใจกลับขึ้นเวทีที่ยึดทำเนียบรัฐบาลสร้างความเสียหายมานานนับเดือน ประกาศฟ้องกลับเจ้าหน้าที่ตำรวจ แจ้งข้อหากบฏเกินกว่าเหตุ ขณะที่ประชาชนแห่ให้กำลังใจบรรยากาศสุดชื่นมื่น ระบุตำรวจไทยทำหน้าที่สมศักดิ์ศรีในการรักษาความสงบให้บ้านเมือง ผบช.น. ระบุทุกอย่างผ่านไปด้วยดีเพราะความร่วมมือของหลายฝ่าย พ้อกำลังพลพร้อม แต่กำลังใจถดถอย

* ปชช.แห่ให้กำลังใจตร.ไทยทำเพื่อชาติศาลอาญาถอนหมายจับข้อหากบฏ 9 แกนนำ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในวันที่ 9 ตุลาคม ที่ผ่านมา ศาลอาญา ได้มีคำสั่งนัดคู่ความมาฟังคำสั่งศาลอุทธรณ์ ในคดีที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ และแนวร่วมพันธมิตรฯรวม 9 คน เป็นผู้ต้องหาในข้อหากบฏ และข้อหาอื่นรวม 5 ข้อหา ที่ได้ยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลเพิกถอนหมายจับ โดยมีนายสุวัฒน์ อภัยภักดิ์ ทนายความพันธมิตรฯ เดินทางมารับฟังการอ่านคำสั่งของศาล

โดยศาลอุทธรณ์มีคำสั่งให้เพิกถอนหมายจับเดิม 9 แกนนำพันธมิตรฯ ในข้อหาการกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113, 114 และ 216 ซึ่งได้แก่ 3 ข้อหา ประกอบด้วย กระทำความผิดฐานเป็นกบฏและสะสมกำลังพล หรือ อาวุธตระเตรียมการอื่นใด หรือ สมคบกันเป็นกบฏ และขัดคำสั่งเจ้าพนักงานที่ให้เลิกการชุมนุม โดยศาลให้ออกหมายจับใหม่ที่ตั้งข้อหาอื่น ๆ แทน

เนื่องจากศาลเห็นว่าหมายจับเดิมมีการตั้งข้อกล่าวหาบางข้อที่เลื่อนลอย และยังไม่มีเหตุอันควรให้ออกหมายจับตามข้อหาดังกล่าว แต่เมื่อพิจารณาแล้ว ผู้ต้องหายังคงมีความผิด ฐานปลุกระดมประชาชนให้ต่อต้านรัฐบาล เกิดความกระด้างกระเดื่องและความผิดฐานมั่วสุมกัน ตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง

ดังนั้น ศาลจึงให้พิพากษาแก้ เป็นการให้เพิกถอนหมายจับเดิมจำเลยทั้ง 9 เฉพาะข้อหาความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 113, 114 และ 216 ส่วนข้อหาอื่น ๆ นอกเหนือจากนั้น ให้คงเป็นไปตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่อนุมัติหมายจับไว้ และให้ยกคำร้องของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ขอให้ระงับการบังคับตามหมายจับดังกล่าว

ขณะเดียวกันมีรายงานข่าวว่าหลังจากนั้นศาล ได้อนุญาตให้มีการประกันตัวนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ และพล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ ด้วยหลักทรัพย์คนละ 1 แสนบาท โดยไม่มีเงื่อนไข ซึ่งหลังรับการประกันตัว ทั้ง 2 คน ได้กลับไปขึ้นเวทีพันธมิตรฯ ในทำเนียบรัฐบาลบ ที่ยึดเอาไว้นานนับเดือน พร้อมกับประกาศว่าจะฟ้องกลับตำรวจที่แจ้งข้อกล่าวหาเกินกว่าเหตุ

ทั้งนี้การปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง ในการรักษากฎหมายและรักษาความเรียบร้อยของบ้านเมือวงที่ผ่านมา ได้รับความเห็นใจและคำชื่นชมจากประชาชนโดยทั่วไปอย่างกว้างขวาง โดยในเวลา 10.00 น. วันเดียวกัน นายไกรวัลย์ เกษมศิลป์ ผู้อำนวยการวิทยุชุมชนคนรู้ใจ จ.นนทบุรี พร้อมด้วยชาวบ้านประมาณ 100 คน และกลุ่มชุมชนบุปผาราม นำโดยนายทวีป ฉายปัญญา พร้อมชาวบ้านในชุมชนบุปผาราม 100 คน และกลุ่มชมรมคนรักทักษิณ อีก 50 คน ได้นำแจกันดอกไม้ ผลไม้นานาชนิด อาทิเช่น ลองกอง แอปเปิ้ล ส้ม ไปมอบเป็นกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในการสลายการชุมนุม

โดยมี พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) พร้อม รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (รอง ผบช.น.)ทั้งหมด ออกมาต้อนรับท่ามกลางเสียงตะโกนกึกก้อง

“เรารักตำรวจ นี่คือตำรวจของประชาชน นี่คือตำรวจประชาธิปไตย ขอให้รักษาความดีนี้ต่อไป"

จากนั้นชาวบ้านทั้งหมดร่วมร้องเพลงมาร์ชตำรวจ พร้อมเสียงปรบมือและตะโกนว่า"พล.ต.ท.สุชาติ สู้ๆพล.ต.ท.สุชาติ สู้ๆ

พล.ต.ท.สุชาติ กล่าวว่า ในนามข้าราชการตำรวจต้องขอขอบคุณพี่น้องทุกคนที่มาให้กำลังใจการทำหน้าที่ โดยลำพังตนคนเดียวคงทำงานไม่สำเร็จต้องมี รองผบช.น.ทุกนายเป็นผู้ช่วย ตำรวจผู้ปฏิบัติงานทั้งนครบาล ตชด. สันติบาล ตำรวจภูธรภาค 1 2 7 ที่มาปฏิบัติงานร่วมกัน

"ยืนยันว่าสิ่งที่เราทำนั้นเพื่อพ่อแม่พี่น้องและจะธำรงค์เพื่อความยุติธรรมทุกอย่าง และจะบังคับใช้กฎหมายให้ได้ ที่ผ่านมาถูกสังคมประณามทำให้เราหมดกำลังใจแต่มาวันนี้ มีพวกท่านมาให้กำลังใจตำรวจเหมือนฝนทิพย์จากฟ้ามาชโลมใจพวกเราและยืนยันจะต่อสู้อย่างเต็มที่"

พล.ต.ท.สุชาติ ยังกล่าวถึงกรณีที่สังคมรุมประณามในการเข้าสลายการชุมนุมว่าและมีการฟ้องร้องต่อศาลโลกว่า หากจะฟ้องร้องก็ไม่เป็นไรสิ่งที่ตำรวจทำสามารถพิสูจน์ได้ทำเพราะอะไรเหตุใดจึงทำไม่ใช่อยู่ดีๆจะไปทำการที่เราจะยิงแก๊สน้ำตาใส่ใคร อย่าไปใช้คำว่าสลายการชุมนุม เพราะคำว่าสลายคือการแตกแยกแต่สิ่งที่ตำรวจทำนั้นเป็นการควบคุมฝูงชนไม่ให้ลุกลามเข้าพื้นที่ต้องห้าม และไม่ใช่ว่าตำรวจทุกคนที่มีหน้าที่ดูแลความเรียบร้อยจะมีแก๊สน้ำตากันทั้งหมดเราให้ใช้เฉพาะบางคนที่ถูกฝึกมาอย่างดีเท่านั้น ซึ่งแก๊สน้ำตามีทั้งแบบขว้างและแบบยิง

ส่วนสังคมคิดว่าตำรวจจะเตรียมแก๊สน้ำตาไว้สลายอีกหรือไม่ พล.ต.ท.สุชาติ กล่าวว่า ใครๆ ก็จ้องแต่ถามตำรวจจะใช้แก๊สน้ำตา แต่ทำไมไม่ดูสถานการณ์กันบ้างเริ่มจากมาตรการที่เบาก่อนไปหาหนัก มีการนำรถประชาสัมพันธ์แจ้งเตือนผู้ชุมนุมแล้ว สื่อก็เห็นรถตำรวจถูกยึดไปไม่ใช่จะไปยิงแก๊สน้ำตาใส่คนทุกอย่างทำเป็นขั้นตอน

"หากถูกสังคมประณามเราก็ยอมรับเพราะเราคือผู้ปฏิบัติ แต่คนที่ตอบปัญหาสังคมได้ว่าตำรวจทำถูกหรือผิดอย่างไรนั้นคือคนกลางที่รู้เห็นการกระทำทั้งสองฝ่าย รัฐบาลมีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาตรวจสอบแล้ว รวมถึงองค์กรอื่นๆคงได้รู้กันเร็วๆนี้"

เมื่อถามว่าจะมีการยึดทำเนียบรัฐบาลคืนให้กับรัฐบาลได้เมื่อไหร่ พล.ต.ท.สุชาติ กล่าวว่า จริงๆแล้วก็ใกล้เวลาแล้วน่าจะเอาคืนได้แล้ว

อย่างไรก็ตาม การดูแลความสงบเรียบร้อยของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่จะไปชุมนุมแบบดาวกระจายว่า ขณะนี้ได้มีการจัดกำลังตำรวจนครบาล ตชด. และตำรวจภูธรภาค 1 2 7 เข้าประจำพื้นที่ทุกจุดที่ผู้ชุมนุมจะเดินทางไป ซึ่งคงไม่มีปัญหาอะไรสามารถควบคุมได้

"ตอนนี้ยอมรับว่าไม่มีปัญหาเรื่องกำลังพล แต่มีปัญหาเรื่องกำลังใจที่เกือบจะหมดอยู่แล้วจากการที่ตำรวจสลายการชุมนุม นั้นถือว่าเป็นภารกิจหนึ่งเพื่อเปิดทางให้ผู้แทนปวงชนเข้าทำงานได้ การที่หมดกำลังใจเพราะถูกสังคมมองว่าตำรวจเข้าข้างรัฐบาลทำไมไม่ดูกันว่าในรัฐสภาก็มีฝ่ายค้าน สมาชิกวุฒิสภา รวมอยู่ด้วย ผลสะท้อนออกมากลับมองว่าตำรวจเป็นเครื่องมือรัฐบาล แต่หากปล่อยให้ผู้ชุมนุมไปยึดได้ก็คงมีปัญหาตามาอย่างแน่นอนเพราะเป็นพื้นที่เขตพระราชฐานตำรวจคงยอมไม่ได้"

ภายหลังการให้สัมภาษณ์ พล.ต.ท.สุชาติ ได้เรียกประชุมนายตำรวจระดับรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ผู้บังคับการทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมประเมินสถานการณ์การเคลื่อนไหว และวางแนวทางการปฏิบัติงานให้สอดคล้องกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อเป็นบรรทัดฐานเดียวกัน

ขณะเดียวกันทางด้านพรรคประชาธิปัตย์ยังได้มุ่งหน้าทำตามเป้าประสงค์ของตัวเองต่อไป ในการที่จะล้มล้างความน่าเชื่อถือของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง โดยพากันไปยังสถานทูตสหรัฐอเมริกา และสถานทูตประเทศอังกฤษ เพื่อประจานบ้านเมืองตัวเอง


กกต.อ้างรอ‘สดศรี’ไม่ตัดสินคดีวิฑูรย์


นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้านบริหารการเลือกตั้ง คาดว่า ที่ประชุม กกต.จะสามารถพิจารณา และลงมติในสำนวนทุจริตเลือกตั้งของ นายวิฑูรย์ นามบุตร ส.ส.สัดส่วน และอดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้ภายในเดือนต.ค.นี้ และยืนยันว่า กกต. ไม่ได้ยื้อเวลา แต่เหตุที่ยังไม่สามารถลงมติได้ในสัปดาห์นี้ เพราะต้องการให้ กกต. อยู่ร่วมประชุมลงมติครบทั้ง 5 คน

ทั้งนี้ ที่ประชุม กกต. ยังไม่สามารถพิจารณาลงมติคดีของนายวิฑูรย์ได้ในสัปดาห์นี้ และสัปดาห์หน้า เนื่องจากนางสดศรี สัตยธรรม กกต. ติดภารกิจไปทำวีซ่า เพื่อเดินทางไปดูงานเรื่องการเลือกตั้งที่สหรัฐ 2 สัปดาห์ และจะเดินทางกลับมา วันที่ 16 ต.ค.ซึ่งคาดว่าจะมีการประชุม กกต. ได้ในสัปดาห์ถัดไปคือวันที่ 21 ต.ค.51

“ขอยืนยันว่า กกต. ไม่ได้ยื้อเรื่องให้ ล่าช้า และไม่ได้มีความขัดแย้งภายใน กกต. 5 คน และครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรกที่เรารอให้ กกต. อยู่ครบทั้งหมดก่อนลงมติ คาดว่าจะ วินิจฉัยได้ภายในเดือน ตุลาคมนี้” นายประพันธ์ กล่าว