WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, October 10, 2008

ปชป.ล่าตัว‘หม่อมปลื้ม’คืนเงิน2แสนชี้เหตุถูกประจาน‘ขายชาติ’


“พรรคฝ่ายแค้น ปชป.” ล่าตัว “หม่อมปลื้ม” คืนเงินบริจาค 2 แสนบาท หลังถูกเปิดโปงพฤติกรรมล้มล้างรัฐบาลประชาธิปไตย เหตุทายาทหม่อมอุ๋ยปูด ปชป.ฉวยจังหวะ!ประจานประเทศไทยกรณีสลายผู้ชุมนุมหน้ารัฐสภา

นายกรณ์ จาติกวนิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ และคณะส.ส.กทม. ประกอบด้วย นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ,นายชนินทร์ รุ่งแสง ,นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ได้เดินทางติดตามหาตัว ม.ล.ณัฎฐกรณ์ เทวกุล หรือคุณปลื้ม เพื่อนำเช็คเงินสด 2 แสนบาทที่เคยได้รับบริจาคสนับสนุนพรรคไปคืนให้กับเจ้าตัว

ทั้งนี้ การติดตามหาตัว ม.ล.ณัฎฐกรณ์ เพื่อคืนเงินครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่ ม.ล.ณัฎฐกรณ์ ได้พูดถึงเรื่องเงินบริจาค 2 แสนบาทที่ได้เคยให้การสนับสนุนกับพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนการเลือกตั้งเมื่อปลายปี 2550 โดยกล่าวผ่านรายการวิทยุ “The News Show” เมื่อวานนี้ (9 ต.ค.) ว่ารู้สึกเสียดายเงินและยังได้บิดเบือนการทำจดหมายไปยังทูตประเทศต่างๆ ของพรรคฯ ว่าเป็นการประจานประเทศไทย และต้องการล้มล้างนายกรัฐมนตรี

ต่อเรื่องดังกล่าว นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ กล่าวว่า การทำจดหมายไปยังทูตนั้นเป็นการให้ข้อเท็จจริงกรณีการสลายการชุมนุมบริเวณหน้ารัฐสภา ซึ่งเป็นการวิพาสกษ์วิจารณ์รัฐบาลนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ โดยมิได้เป็นประจานประเทศไทยแต่อย่างใด

“ทางพรรคได้ติดตามหาตัว ม.ล.ณัฎฐกรณ์ แต่ไม่เจอตัว จึงขอประกาศผ่านสื่อมวลชนไปยัง ม.ล.ณัฎฐกรณ์ ว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่ประสงค์ที่จะรับเงินจากคนที่ไม่มีอุดมการณ์ตรงกับพรรค และได้พยายามพูดจาใส่ร้ายป้ายสีพรรคโดยไม่เป็นความจริง และอยากจะบอกอีกว่า พวกเราไม่ต้องการเงินจากคนอย่างคุณ ....” นายองอาจ กล่าวตอบโต้

ด้าน นายกรณ์ จาติกวนิช กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์รู้สึกสำนึกในบุญคุณของทุกบาททุกสตางค์จากทุกคนที่บริจาคให้กับพรรค แต่ก็ต้องตรวจสอบอุดมการณ์และความคิดของผู้บริจาคด้วยเช่นเดียวกัน เมื่อขณะนี้ปรากฎชัดเจนว่า อุดมการณ์ของ “คุณปลื้ม” มีความขัดแย้งกับอุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์เป็นอย่างมาก ทางพรรคฯ จึงไม่ลังเลใจที่จะคืนเงิน 2 แสนบาท มาคืนให้กับเจ้าตัวทันทีและทางพรรคประชาธิปัตย์จะทำการนัดหมายกับ ม.ล.ณัฎฐกรณ์ เทวกุล เพื่อนำเงินไปคืนในโอกาสต่อไป


‘สุริยะใส’ปั้นน้ำเป็นตัว!อ้างผู้ชุมนุมสูญหายนับสิบ เหตุสลายม็อบคลั่งชาติ

นายสุริยะใส กตะศิลา ผู้ประสานงานกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เปิดเผยหลังการเข้ามอบตัวและให้ปากคำกับพนักงานสอบสวน สน.นางเลิ้ง ว่า ภายหลังแกนนำพันธมิตร ได้รับอิสรภาพก็จะเดินหน้าทวงคืนความยุติธรรมให้กับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิตจากเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าสลายการชุมนุม เมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา

ทั้งนี้ รวมถึงกรณีมีผู้สูญหายในเหตุการณ์ความรุนแรงดังกล่าวกว่า10 รายด้วย โดยจะดำเนินการในชั้นศาล ทั้งในและต่างประเทศ และร้องเรียนต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เพื่อหาผู้กระทำผิดมาลงโทษให้ได้ ขณะที่การเคลื่อนไหวต่างๆ นั้น จากนี้จะต้องมีการประชุมหารือกันอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม นายสุริยะใส ยังกล่าวถึงข้อหาที่ถูกแจ้งขณะนี้ คือ ชุมนุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป และปลุกปั่นยั่วยุ ให้ประชาชนกระด้างกระเดื่องกับรัฐนั้น เป็นข้อหาที่แกนนำพันธมิตรพร้อมพิสูจน์ความบริสุทธิ์

มติครม.ตั้ง‘วงศ์ศักดิ์’เป็นอธิบดีกรมการปกครอง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 9 ตุลาคมที่ผ่านมา พล.ต.อ.โกวิท วัฒนะ รมว. มหาดไทย เสนอชื่อแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการ ย้ายนายวิชัย ศรีขวัญ อธิบดีกรมการปกครอง ไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง นายวงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ ผจวราชบุรี เป็นอธิบดีกรมการปกครอง นายอนุวัฒน์ เมธีวิบูลย์วุฒิ ผู้ว่าราชการสมุทรปราการ เป็นอธิบดีกรมที่ดิน

นายอุดม พัวสกุล ผู้ว่าราชการอุทัยธานี เข้ามาเป็นอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายสุกิจ เจริญรัตนกุล รองปลัดกระทรวง ไปเป็นอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายปรีชา บุตรศรี จากอธิบดีกรมพัฒนาชุมชนไปเป็น ผจว.ปทุมธานี

ความกลัว ทำให้เสื่อม


คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

00หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ สื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ฉบับประจำวันศุกร์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2551 พรุ่งนี้ วันที่ 11 ตุลาคม เป็นวันครบรอบหนึ่งปีที่หนังสือประชาทรรศน์ รายวัน ได้ฤกษ์วางจำหน่ายวันแรก ได้รับใช้ผู้มีอุปการคุณ หลังจากที่ได้ทดลองพิมพ์ฉบับปฐมฤกษ์ ในวันที่ 1 ตุลาคม เพื่อแจกให้กับสมาชิกนิตยสารประชาทรรศน์ รายสัปดาห์ ผู้พี่ที่เกิดนำร่องไปก่อนหนึ่งปี และเกิดในภาวะไม่ปกติ ในอดีตที่ผ่านมา ไม่มีใครกล้าที่จะทำหนังสือพิมพ์การเมือง ในห้วงเวลาเผด็จการครองอำนาจ มีแต่น้องชายผม นายอุดมศักดิ์ เสาวนะ กัปตันนิตยสารประชาทรรศน์ รายสัปดาห์ ซึ่งไม่ได้กินเลือดเสือที่ไหน แต่เมื่อหัวใจโหยหาประชาธิปไตยที่ถูก พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตผู้บัญชาการทหารบก ยึดไปโดยไม่มีเหตุผล จึงใช้ นิตยสารประชาทรรศน์ รายสัปดาห์ เป็นกระบอกเสียง ต้านเผด็จการ เรียกร้องประชาธิปไตย

00 “ความกลัว ทำให้เสื่อม” ที่ใครต่อใครมักหยิบยกขึ้นมาพูดปลอบใจและปลุกขวัญให้กับตัวเองนั้น ทีมงานนิตยสารประชาทรรศน์ รายสัปดาห์ จึงรวบรวมความกล้าเพื่อสู้กับเผด็จการ ทำให้คนร่วมวงการที่ทำตัวลู่ตามลมตามสถานการณ์เพื่อความปลอดภัย และพวกที่เข้าไปสยบรับใช้เผด็จการ ที่มีบำเหน็จรางวัลตอบแทนกันถ้วนหน้า กลุ่มคนเหล่านี้ จึงมอง นิตยสารประชาทรรศน์ รายสัปดาห์ เป็น “สื่อเทียม” เกิดขึ้นมาเฉพาะกิจ เพื่อรับใช้นักการเมือง

00 แต่บรรดา “สื่อแท้” ไม่ได้มองตัวเองเลยว่า พฤติกรรมที่ทำกันอยู่ในห้วงเวลานั้น ได้รับใช้เผด็จการทั้งตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ โดยพวกที่ตั้งใจรับใช้เผด็จการ ซึ่งมีประโยชน์ตอบแทนกันนั้น จะพยายามปิดบังอำพรางพฤติกรรม และ สร้างภาพให้ดูประหนึ่งว่าจิตและวิญญาณอัดแน่นไปด้วยอุดมการณ์ กล่าวหาคนที่ไม่ใช่พวกตัวเองเป็น “สื่อเทียม” เหมือนกับสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ยกคำว่า “หกสิบกว่าปีอุดมการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง” จึงมองฝ่ายตรงข้ามเป็นนักการเมืองน้ำเน่า พูดเป็นแผ่นเสียงตกร่องทุกครั้งที่มีการเลือกตั้ง เป็นพวกซื้อสิทธิขายเสียง

00นิตยสารประชาทรรศน์ รายสัปดาห์ ประกาศตัว ต้านเผด็จการ โหยหาประชาธิปไตย อย่างชัดเจน ทำให้ได้รับการต้อนรับจากผู้รักประชาธิปไตยอย่าง อบอุ่น และ อึดอัด ของผู้มีอุปการคุณ อึดอัดเพราะ 7 วัน จะได้อ่านได้รับรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงไปตรงมา หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน จึงเกิดขึ้นมาตามเสียงเรียกร้องของผู้รักและโหยหาประชาธิปไตย วันพรุ่งนี้ก็จะครบขวบปีของการวางจำหน่ายหนังสือพิมพ์รายวัน ที่ประกาศตัวเป็นสื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการ และ ตีแผ่ขบวนการพันธมิตรพันธมารที่รวมตัวกันสร้างเงื่อนไข ก่อวิกฤติให้กับประเทศชาติเดินไปสู่ทางตัน เพื่อเรียกร้องให้ทหารเข้ามายึดอำนาจ เพ้อฝันจะนำลัทธิการเมืองใหม่มาใช้ปกครองประเทศ โดยเรียกชื่อให้สวยหรูเป็นการเมืองใหม่ เพื่อให้คนในการเมืองปัจจุบันต้องสูญพันธุ์ หากไม่สร้างการเมืองใหม่ ปัญหาต่างๆ ในประเทศไม่สามารถแก้ไขได้ ซึ่งไม่มีใครเถียง เพราะกลุ่มพันธมิตรพันธมาร ไม่ยอมรับการตัดสินใจของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ ในการเลือกพรรคพลังประชาชนให้ชนะการเลือกตั้ง หาก นายกฯ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ยุบสภา ตามข้อเสนอแนะจาก สมาชิกพรรคฝ่ายค้านและสมาชิกวุฒิสภาสายพันธมิตรพันธมาร ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ เพราะประชาชนยังมั่นใจในนโยบายของพรรคพลังประชาชน ซึ่งแปรเปลี่ยนมาจากพรรคไทยรักไทย ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร วางรากฐานไว้ให้รากแก้วมั่นใจ

00 หนึ่งปีที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน ได้ตามรอย นิตยสารประชาทรรศน์ รายสัปดาห์ ซึ่งนำร่องไว้ดี ทำให้ประชาทรรศน์ รายวัน เป็นหนังสือพิมม์รายวันน้องใหม่ ที่มีอายุแค่หนึ่งปี ไม่ต้องผ่านขั้นตอนการตั้งไข่ ทั้งยอดพิมพ์สูงเกินกว่าที่คาดหมายไว้หลายเท่า และยังเป็นหนังสือพิมพ์ที่ยอดจำหน่ายสูง หากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ และมีแนวโน้มว่าจะต้องเพิ่มยอดขึ้นอีกตามเสียงเรียกร้องของท่านผู้มีอุปการคุณ ที่มักจะพูดแซวกันว่า ใครเป็นแฟนประชาทรรศน์ ไปซื้อช้าหมดอดอ่าน

๐๐ กว่าจะเดินทางมาถึงวันครบรอบหนึ่งปี หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ ต้องฝ่าฟันกับสารพัดปัญหา แม้จะเกิดขึ้นมาในห้วงเวลาที่ เผด็จการเริ่มแผ่วปลาย แต่ผลพวงและกากเดน รวมทั้งเชื้อชั่วยังทิ้งไว้เป็นปัญหาให้กับประเทศ โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ คือตัวการสร้างปัญหาให้กับประเทศไม่สิ้นสุด ทำให้อายุครบขวบปีจึงไม่มีงานสังสรรค์ เหมือนกับที่บรรดาหนังสือพิมพ์พวกพี่ๆ ทำกันเป็นประจำ ด้วยเหตุผลสถานการณ์ของประเทศยังไม่ปกติ แต่ไม่ทำอะไรเลย ผ่านแล้วผ่านเลย ก็ดูกระไรอยู่ จะตกเป็นเหยื่อขี้ปากของผู้หวังดีประสงค์ร้าย กระพือข่าว หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ เสร็จสิ้นภารกิจ อย่างที่เคยสบประมาทไว้เป็นหนังสือพิมพ์เฉพาะกิจ ได้ปิดตัวเองไปแล้ว

00 เพื่อเป็นการฉลองครบรอบปีของการวางจำหน่าย ในวันที่ 11 ตุลาคม สำนักข่าวประชาทรรศน์ จะคลอดนิตยสารประชาทรรศน์ รายปักษ์ หรือ ราย 15 วัน โดยใช้ชื่อ นิตยสารประชาทรรศน์ ฉบับ “ความจริงวันนี้” นำเนื้อหาสาระตอนสำคัญๆ ที่ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่องเอ็นบีทีไปแล้ว มาให้ท่านได้อ่านกันใหม่ สำหรับคนที่ถ่างตารอดูรายการความจริงวันนี้ในแต่ละคืน แต่จะเป็นเรื่องใหม่ของคนที่พลาดโอกาสไม่ได้ดู จะได้อ่านกันอย่างละเอียด ได้รับรู้เป็นความจริงที่ถูกนำมาตีแผ่จนสะเทือน ทำให้หลายต่อหลายคนเสียวสันหลังไปตามๆ กัน จึงทำกันทุกวิถีทางที่จะถอดรายการ “ความจริงวันนี้” ให้พ้นไปจากจอทีวี เพื่อจะได้เข้านอนหลับสบายในคฤหาสน์หลังใหญ่ราคาถูก ไม่ต้องพะวงว่าคืนนี้ ใครหนอจะถึงคิวถูกนำไปตีแผ่กลางอากาศ

๐๐ ไม่ทราบว่าเป็นความบังเอิญ หรือสวรรค์สรรค์สร้างให้สำนักข่าวประชาทรรศน์ กับ บริษัทเพื่อนพ้องน้องพี่ ผู้ดำเนินรายการ ความจริงวันนี้ มีอุดมการณ์เหมือนกัน ต่อต้านเผด็จการ รักษาประชาธิปไตย ทำให้การกำหนดจัดงานครอบครัว “ความจริงวันนี้” เพื่อพบปะแฟนคลับ จะจัดขึ้นในวันที่ 11 ตุลาคม นี้ โดยไม่ได้นัดหมายกันมาก่อน ตรงกับวันที่หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน มีอายุครบหนึ่งปีที่วางจำหน่าย นิตยสารประชาทรรศน์ ฉบับความจริงวันนี้ จึงขอใช้ฤกษ์ดีวันที่ 11 ตุลาคม เป็นฉบับปฐมฤกษ์ และจะไปวิ่งให้เพ่นพ่านให้ท่านได้เรียกใช้ ในงานวันครอบครัว “ความจริงวันนี้” ที่เมืองทองธานี ตั้งแต่เที่ยงเป็นต้นไป เอกฉัตร จึงขออนุญาตใช้เนื้อที่ตรงนี้ บอกกล่าวท่านมีผู้อุปการคุณทุกท่าน ขอคุยเรื่องของสำนักข่าวประชาทรรศน์ ของดเขียนถึงเหตุการณ์ที่คนไทยที่รักชาติด้วยใจไม่อยากให้เกิดขึ้น แต่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อคนที่รักชาติด้วยปากพยายามสร้างเงื่อนไขให้เกิดขึ้น ตามเป้าหมายสร้างความวุ่นวายให้ประเทศเข้าสู่วิกฤติ หวังจะนำลัทธิการเมืองใหม่มาใช้ ตามที่เพ้อฝันไว้

เอกฉัตร


ความรู้สึกอันแท้จริงของคนไทยที่อยู่ยังต่างประเทศ!!.....โดย : ป้าพลอย

ความรู้สึกอันแท้จริงของคนไทยที่อยู่ยังต่างประเทศ!!

โดย : ป้าพลอย

วันศุกร์ที่ 10 เดือน ตุลาคม พ.ศ.2551

ขอเผยความรู้สึกอันแท้จริงของตนเองในกรณีที่อาศัยอยู่ในต่างประเทศนานกว่าครึ่งชีวิต ความรู้สึกนี้คิดว่ายังมีคนไทยอีกเป็นจำนวนมากที่อาศัยยังต่างประเทศคิดตรงกับป้า การที่เราได้มาอยู่ในประเทศที่เขาเจริญและพัฒนาแล้วทำให้เรามีความใฝ่ฝันอยากเห็นประเทศบ้านเกิดเมืองนอนของเรา ได้มีทุกสิ่งทุกอย่างทัดเทียมเยี่ยงประเทศเขา อยากเห็นพี่น้องร่วมสายโลหิตเดียวกัน รักใคร่ปองดองกันเหมือนประเทศเขา อยากเห็นประชาชนเห็นความสำคัญของชาติบ้านเมืองเหมือนประเทศเขา

ประเทศที่เราอาศัยประชาชนของเขาต่างเคารพกฎหมาย ผู้ที่ปฏิบัติดูแลความทุกข์สุขของประชาชนเขาต่างเห็นความสำคัญชีวิตของประชาชนมากกว่าตนเอง ไม่ว่ากรณีใดๆเขาจะดูแลคนของเขาอย่างใกล้ชิด แม้แต่ประชาชนของเขาไปท่องเที่ยวในประเทศอื่นๆ ถูกโจรจับตัวเรียกค่าไถ่ หรือเกิดอุบัติเหตุ ตัวอย่างเช่นตอนที่เกิดคลื่นสึนามิ จะเห็นต่างประเทศแต่ละชาตินำเครื่องบินมารับคนของเขากลับประเทศ เห็นแล้วน่าชื่นชม หรือหากพี่น้องร่วมโลกประเทศอื่นเกิดถูกภัยธรรมชาติ เช่นแผ่นดินไหวที่บ้านเรือนถล่มเสียหาย หน่วยกาชาดประเทศเขาจะยื่นมือมาช่วยเหลือและจะทำการแพร่กระจายข่าวเรียกร้องออกทางโทรทัศน์ให้บริจาคเงินช่วยเหลือ ไปยังประเทศที่ประสพภัยนั้นๆ ประชาชนของเขาต่างยินดีบริจาคให้

ป้าจึงซาบซึ้งในน้ำใจของประชาชนของเขาที่เขาเห็นชีวิตของเพื่อนมนุษย์สำคัญกว่าสิ่งอื่นใด ตัวอย่างเช่นหากมีคนต่างชาติเกิดอุบัติเหตุในประเทศของเขาเอ็กซิเด็นอาการหนักมาก เขาจะเอาเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์มารับคนบาดเจ็บทันทีโดยไม่ต้องรอว่าผู้บาดเจ็บสาหัสคนนั้นจะมีเงินจ่ายหรือไม่ เขาเห็นชีวิตมนุษย์สำคัญกว่าเงินทั้งที่คนบาดเจ็บนั้นๆไม่ใช่คนของประเทศเขา เพราะว่าเขามีจิตสำนึกการเป็นมนุษย์ที่ไม่ลำเอียงไงละ

ประเทศชาติบ้านเมืองของเขาจึงเจริญ ทำอะไรไม่มีใครขัดขวาง ประชาชนต่างร่วมมือและเคร่งคัดกฎระเบียบเคารพในกฎหมาย ความศักดิ์สิทธ์แห่งกฎหมายที่เขานำมาใช้แก่ประชาชน ประชาชนทุกคนต้องปฏิบัติตามไม่มีข้อยกเว้นหรือเรียกร้องใดๆ จะเห็นได้ว่าศาลรัฐธรรมนูญของเขายุติธรรมและตัดสินทุกเรื่องอย่างยุติธรรมไม่เอนเอียงไปข้างหนึ่งข้างใด ไม่มีการสอดใต้โต๊ะให้กัน ทำงานกันอย่างโปร่งใสไม่มีใครสั่งได้ คดีทุกคดีศาลพิจารณาแล้วว่ากระทำความผิดจริง คนกระทำความผิดต้องถูกรับโทษ

ทุกสิ่งทุกอย่างในต่างประเทศเป็นกฎระเบียบต้องทำตามและเคารพ ในต่างประเทศผู้รักษากฎหมาย เช่น ตำรวจ ประชาชนต่างกลัวเกรง เพราะปัญหาอะไรๆทั้งหมดตกอยู่กับตำรวจ ไม่ว่าเรื่องร้อยแปดพันเรื่อง เขาถือว่าตำรวจคือที่พึ่งของเขา ฉะนั้น ตำรวจในต่างประเทศต่างเคร่งคัดในหน้าที่ ทำตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงขึ้นภายในประเทศเขาจะมีหน่วยคอมมานโด ตำรวจหน่วยนี้อันตรายที่ใส่เสื้อผ้าชุดดำ พวกนี้รวดเร็วอย่างสายฟ้าแลบ เพราะฝึกมาโดยเฉพาะ มีอาวุธติดตัวทุกคนไม่ว่า มีด ไม้ ปืนที่ทันสมัย และปืนแก็สน้ำตา ถ้าเป็นเรื่องปราบผู้ร้าย หน่วยคอมมานโดจะใช้หมวกไหมพรมปิดหน้า เหลือแค่ตาปากและจมูก ไม่ให้ผู้ร้ายจำหน้าได้ หากปราบผู้ก่อการจลาจล จะมีตำรวจธรรมดาและตำรวจหน่วยคอมมานโด ซึ่งอยู่ห่างๆรอดูเหตุการณ์ หากตำรวจธรรมดาไม่สามารถต่อต้านได้ หน่วยคอมมานโดจะลงมือทันที

การทำงานของเขาจะสอดคล้องกัน หน่วยพยาบาลมารออยู่แล้ว หากมีการบาดเจ็บเกิดขึ้น ไม่ว่าฝ่ายไหนเขาจะช่วยเหลือทันที นี่คือจิตสำนึกของคนที่เจริญแล้วไม่ลำเอียง ไม่เว้นแม้แต่คนที่ก่อการจารจล เพราะเขาถือว่าชีวิตมนุษย์สำคัญ ป้าไม่อยากที่จะเปรียบเทียบกับประเทศไทยเลย มันแตกต่างกันมาก ดังนั้นความรู้สึกของคนที่อยู่ต่างประเทศจึงเปลี่ยนไป

จริงอยู่แม้ประเทศบ้านเกิดจะมีอะไรอย่างสมบูรณ์ แต่ยังขาดหลายๆอย่างที่ไม่เหมือนในต่างประเทศ เช่น ขาดความยุติธรรม ขาดกฎระเบียบ ประชาชนไม่เคารพกฎหมายเท่าที่ควร ความเคยชินกับการให้สินบน เล่นพรรคเล่นพวก ฉ้อโกงสารพัดอย่างที่มีอยู่ในประเทศบ้านเกิด บางครั้งความรู้สึกเบื่อไม่อยากจะกลับมา ยิ่งเห็นความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในช่วงสองปีที่ผ่านมา ที่คิดว่าจะกลับมาใช้ชีวิตบั้นปลายในประเทศตัวเอง ยิ่งมองไม่เห็น เพราะประเทศเราอะไรๆ มันไม่ดีขึ้นเลยกลับแย่ลง

สังคมไทยเวลานี้ใครตอแหลเก่งเป็นคนดี ใครตอแหลไม่เก่งถูกโค่น ล้วนแต่หลอกลวงจอมปลอม ใส่หน้ากากเข้าหากัน ทุกคนทำเพื่อตัวเอง ทุกคนดิ้นรนเพื่อพรรคพวกเพื่อความสะใจ บ้านเมืองจะฉิบหายวายวอดไม่ใช่เรื่องของข้า ขอให้ข้าได้อำนาจมาครอง จะด้วยวิธีใดข้าก็จะทำพวกเองถอยไป นี่คือความคิดของคนไทยบางส่วนที่เห็นแก่ตัว แล้วอย่างนี้ประเทศชาติจะเจริญได้อย่างไรที่ไม่ยอมเสียสละ ผู้คนในประเทศไทยล้วนหวานอมขมกลืนมาโดยตลอด แต่เราไม่สามารถเรียกร้องอะไรๆจากใครได้ เพราะเขาทำเพื่อตัวเอง

คนไทยต่างมองหน้ากันเองแล้วปลงอนิจจังว่า เกิดมาผิดประเทศเราก็ได้แต่หวังอย่างลมๆ แล้งๆ ว่าสักวันหนึ่งอาจจะเป็นวันของเรา ที่เมื่อไหร่หมดยุคของคนที่ขี่คอคนไทยมาช้านานจะจบสิ้นไปจากโลกนี้ แล้ววันนั้นประเทศคงจะเป็นดังเช่น Paradise ประชาชนคงมีความสุขกันถ้วนหน้า ไม่ต้องอยู่อย่างทาสใต้เท้าของใคร ไม่ต้องอยู่ในระบบอันแคบๆ อึดอัดหายใจไม่ออก เราก็จะได้ยืดอกว่าไอนี่แหละคนไทยแท้ ตะโกนไปทั่วโลกว่า ไอมีอิสรภาพเหมือนพวกยูแล้ว อย่ามาดูถูกไออีกนะ ไอจะพัฒนาประเทศให้ทัดเทียมเช่นประเทศยู ความเป็นคนไทยได้กลับคืนมาพร้อมทั้งความภูมิใจ


ป้าพลอย

จาก thaifreenews

พม่าเสียเมืองก็เพราะกษัตริย์อ่อนแอและมเหสีเหี้ยมโหด

บทความ โดย Bugbunny


พระเจ้าธีบอและพระนางศุภยลัต คือผู้ครองแผ่นดินพม่าในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์องค์สุดท้าย ก่อนตกเป็นจังหวัดหนึ่งของอินเดียในจักรวรรดิอังกฤษเมื่อร้อยกว่าปีก่อน

พระองค์ได้ขึ้นครองราชสมบัติทั้งที่เป็นเจ้าฟ้าลำดับสิบกว่าๆ ไม่ได้อยู่ในเกณฑ์ที่จะเป็นรัชทายาทและถูกขอร้องแกมบังคับให้บวช เจ้าจอมมารดาซึ่งเป็นธิดาเมืองไทยใหญ่ (เมืองสีป่อตามพระนาม) ก็ต้องโทษอยู่ แต่ก็ขึ้นครองราชย์ได้เพราะ พระเจ้ามินดง กษัตริย์องก่อนมีพระนางอเลนันดอเป็นพระมเหสีองค์ที่โปรดปรานมีอำนาจมาก แต่ไม่มีพระราชบุตร คงมีแต่พระนางศุภยาลัตพระราชธิดาที่ทะเยอทะยานพอๆกัน ด้วยความกระหายอยากรักษาอำนาจจึงได้ร่วมมือกับ แตงดาวุ่นกี้และกินหวุ่นมุนกี้ สองขุนนางใหญ่วางแผนให้พระนางศุภยาลัตได้เสกสมรสกับเจ้าฟ้าพระองค์ใดองค์หนึ่ง ซึ่งเลือกเอาพระเจ้าธีบอซึ่งตอนนั้นก็ยังทรงผนวชอยู่

ตอนนั้นจริงๆแล้ว พระเจ้ามินดงมีเจ้าฟ้านยองยานกับเจ้าฟ้านยองโอ๊กที่พอจะมีความสามารถขึ้นครองราชย์ เพราะทั้งสองพระองค์เรียนจบโรงเรียนฝรั่ง มีความฉลาดและเข้มแข็งพอสมควร แต่พระนางอเลนันดอและขุนนางเห็นว่าจะคุมได้ยาก จึงเลือกพระเจ้าธีบอที่อ่อนแอกว่า และรอเวลาจะฮุบอำนาจนั้น เพราะพระเจ้ามินดงก็เกรงพระทัยมเหสี จึงไม่ได้ตั้งเจ้าฟ้าพระองค์ใดเป็นรัชทายาทโดยเด็ดขาด

พระนางศุภยาลัตก็ได้เสกสมรสกับเจ้าฟ้าธีบอ (ซึ่งจริงๆก็คือพี่น้องแต่คนละแม่กัน) จนเมื่อพระเจ้ามินดงป่วยหนัก พระนางอเลนันดอจึงเรียกพวกเสนาบดีประชุมในที่รโหฐานและประกาศตั้งเจ้าฟ้าธีบอเป็นรัชทายาท ไล่จับกุมบรรดาเจ้าฟ้าและขุนนางในฝ่ายอื่นๆที่ไม่ใช่ของตัวเองใส่คุกไปมากมาย เมื่อพระเจ้ามินดงสวรรคตแล้ว ก็ให้เจ้าฟ้าธีบอขึ้นเป็นกษัตริย์แห่งกรุงพม่า

พอขึ้นครองราชย์ได้พระมเหสีและมารดากับแก๊งค์ขุนนางก็จัดการสังหารบรรดาพี่น้องตัวเองและบริวารรวมกันถึงราว 500 กว่าคน เจ้าชายองค์ใดถูกปลงพระชนม์ เจ้าจอมมารดาและบรรดาลูกๆ รวมทั้งเจ้าน้ององค์หญิงเจ้าชายองค์นั้นก็โดนฆ่าทิ้งด้วย ขุนนางที่เคยรับใช้หรือญาติทางฝ่ายจอมมารดาก็จับฆ่าเสียสิ้นเหมือนกัน ใช้เวลาอยู่สามวันจึงสังหารได้หมดเพราะต้องฆ่าที่วังแต่เวลากลางคืน เพราะจะไม่ให้พวกชาวเมืองรู้ ที่เลือดเย็นกว่านั้นคือ พระนางศุภยาลัตทรงให้จัดงานปอยตลอดสามวันนั้น ให้ชาวเมืองเที่ยวงานให้สนุก พระเจ้าธีบอก็จัดให้ดื่มน้ำจัณฑ์จนเมามายเพื่อไม่ให้สนใจการสังหารครั้งนั้น จะเห็นว่าการขึ้นอำนาจของพระเจ้าธีบอ เต็มไปด้วยการจัดการจากกลุ่มคนที่กระหายอำนาจและโลภโมโทสันทั้งสิ้น

เมื่อพระเจ้าธีบอได้เป็นกษัตริย์ ก็เกรงพระราชหฤทัยพระมเหสีที่สุด พระองค์ไม่กล้าแม้จะมีสนม และไม่กล้าขัดหรือค้านนโยบายต่างๆที่ออกมาจากความคิดของพระนางศุภยาลัตและพวกพ้อง การคล้อยตามเมียและบริวารจนไม่ลืมหูลืมตา ไม่สนใจกิจการบ้านเมือง มีผลทำให้ราชวงศ์สุดท้ายของพม่าถึงแก่ล่มสลายลงไป

สาเหตุคือ พระนางศุภยาลัตและแตงดาวุ่นกี้ไม่พอใจที่อังกฤษให้ค่าสัมปทานป่าไม้น้อย และฝรั่งเศสทำท่าจะเข้ามาเสนอให้มากกว่าประกอบกับมีการกล่าวหาว่าอังกฤษลอบตัดไม้เกินกว่าที่ได้รับสัมปทาน พม่าเลยสั่งปรับอย่างหนักถึง 1 ล้านรูปี อังกฤษก็ไม่พอใจยื่นประท้วง แต่พม่าไม่ยอม ตอนนั้นพระนางศุภยาลัตคิดว่าตัวเองมีฝรั่งเศสหนุนหลัง แต่ต่อมาเกิดเรื่องเข้าจริงๆ ฝรั่งเศสก็วางตัวเป็นกลาง

วันที่ 17 ตุลาคม พ.ศ.2428 อังกฤษก็เริ่มส่งข้อเรียกร้องขั้นเด็ดขาด และพม่ายอมไม่ได้ เช่น ให้อังกฤษเป็นคนควบคุมนโยบายการค้าการเดินเรือของพม่าทั้งหมด ฯลฯ มิฉะนั้นจะรบกับพม่า ซึ่งพึงเข้าใจว่าอังกฤษเข้าครอบครองพม่าใต้ไว้แล้วก่อนหน้านั้น

พระนางศุภยาลัตประกาศรบอังกฤษด้วยความหยิ่งยะโสโอหังว่าพม่านั้นเป็นชาติมหาอำนาจในเอเชียอาคเนย์ เคยชนะมาแล้วแม้แต่จีน หลงละเมอเพ้อพกอยู่กับอดีตอันยิ่งใหญ่ของพม่า โดยไม่เคยสนใจความก้าวหน้าของโลก โดยเฉพาะประเทศอภิมหาอำนาจแห่งยุคนั้อย่างอังกฤษที่มีอาณานิคมทั่วโลกและเข้มแข็งทางการทหารอย่างยิ่ง พระเจ้าธีบอตามพระทัยมเหสีจึงสั่งให้เตรียมพลไปรบ อังกฤษก็ให้นายพลแฮร์รี เพนเดอร์กาส นำทหารทั้งฝรั่งและอินเดียเคลื่อนพลเข้ารบ จากย่างกุ้งบุกไปตามลำน้ำอิรวะดีถึงมัณฑะเลย์อย่างสบาย ใช้เวลาแค่ 14 วันก็ยึดเมืองหลวงได้ นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่ให้ความเห็นว่า นอกเหนือจากอาวุธที่ดีกว่าอย่างเทียบไม่ติด แต่เหตุผลสำคัญที่สุดคือราษฎรไม่คิดจะต่อสู้เพราะไม่รู้จะสู้ไปเพื่ออะไร เนื่องจากรัฐบาลของพระเจ้าธีบอโดยพระนางศุภยาลัต กดขี่พวกเขามาตลอด บ้านเมืองจึงขาดความสามัคคีขนาดหนัก เนื่องจากกษัตริย์และมเหสีไม่ทำตนให้เป็นที่รักของประชาชนพม่าของพระองค์เอง

พระเจ้าธีบอและพระนางศุภยลัตถูกเนรเทศให้ไปอยู่อินเดียเป็นจุดสิ้นสุดของเอกราชของประเทศพม่าร่วมร้อยปี กว่าจะกลับเป็นประเทศเอกราชอีกครั้งก็หลังสงครามโลกครั้งที่สอง

ประวัติศาสตร์ย่อมดำเนินต่อไป ปัจจุบันในวันนี้ อนาคตข้างหน้าก็จะกลายเป็นประวัติศาสตร์ คนมีการศึกษาจะศึกษาจากประวัติศาสตร์และระวังไม่ให้มันซ้ำรอยในทางที่เลว แต่คนด้อยการศึกษาจะเอาความรู้สึกและอารมณ์ชั่วแล่นนำส่วนที่เลวร้ายในประวัติศาสตร์มาทำซ้ำเพื่ออำนาจของตนเองโดยไม่มองผลที่จะตามมาภายหลัง

จาก thaifreenews

อย่าท้อใจไปเลยครับ บ้านเมืองไม่ใช่ของเราฝ่ายเดียวครับ

บทความโดย...ลูกชาวนาไทย


หลังจากได้ยินคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ที่ให้ยกเลิกข้อหกกบฏของ 9 แกนนำพันธมิตรแล้ว ผมคิดว่าหลายคนคงท้อใจคิดว่า บ้านเมืองนี้มันเกิดอะไรขึ้น ขื่อแปของบ้านนี้เมืองนี้หายไปไหน บางคนถึงกับคิดไปว่า แค่ไปออกรายการทำอาหาร คณะตุลาการของบ้านเมืองนี้ถึงกับเล่นงานผู้นำประเทศที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชนมาออกจากตำแหน่ง แต่การก่อจลาจล บุกยึดสถานที่ราชการเป็นแรมเดือน สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจรวมทั้งทำลายความสามัคคีของคนในชาติไปจนหมดสิ้น กลับได้รับการปกป้อง

หรือแม้แต่บางคนก็เปรียบเทียบไปว่า กรณีม็อบ นปก.ที่ไปประท้วงหน้าบ้าน พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และตำรวจได้สลายม็อบด้วยแก๊สน้ำตาเช่นกัน แต่สื่อมวลชน และนักวิชาการทั้งหลายกลับไม่สนใจที่จะประณามว่าตำรวจใช้ความรุนแรง แถมยังมีการนำดอกไม้ไปให้กำลังใจตำรวจที่สลายม็อบในวันนั้นด้วย

แต่กรณีม็อบพันธมิตร ที่จงใจสร้างสถานการณ์ ปิดล้อมรัฐสภาแห่งชาติ ไม่ให้ผู้แทนของปวงชนเข้าไปทำหน้าที่ได้ เมื่อตำรวจใช้แก๊สน้ำตา และโล่ โดยไม่มีอาวุธอื่น เข้าสลายม็อบเพื่อเปิดทางเข้าอาคารรัฐสภาแห่งชาติ ให้ผู้แทนปวงชนแห่งชาติเข้าไปทำหน้าที่ได้ และม็อบก็มีการพกอาวุธ ทั้งปืน ระเบิด และขับรถเข้าชนเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำต่างๆ มากมายเพื่อยั่วยุให้เกิดความรุนแรง แต่สื่อเสี้ยมทั้งหลาย นักวิชาการสายอำมาตย์ องค์กรสิทธิมนุษยชนที่เป็นพวกอำมาตย์ แพทย์พยาบาลที่เป็นทาสอำมาตยาธิปไตย กลับออกมาประณามเจ้าหน้าที่ตำรวจ ประสานเสียงกับพันธมิตรที่สร้างสถานการณ์ขึ้น รวมทั้งมีการบริจาคอย่างออกนอกหน้า เป็นกำลังใจให้พันธมิตร

เมื่อสังคมมีสองมาตรฐานเช่นนี้ สังคมที่ “ไม่ยอมพูดความจริง” แต่พยายามพูดแต่ในสิ่งที่ทำให้พวกตน คนที่ตนสนับสนุนได้เปรียบทางการเมือง ได้ประโยชน์ทางการเมือง สังคมหน้าไหว้หลังหลอกเช่นนี้ ความแตกแยกจึงกระจายไปทุกหย่อมหญ้า สถาบันต่างๆ ก็เสื่อมโทรมไปจนหมดสิ้น ผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองทั้งหลาย ที่เลือกข้างชัดเจนศรัทธาก็เสื่อมสลายไปแทบหมดสิ้น

ปัญหาทั้งหลายทั้งปวงนี้ ผมว่าปลงเสียเถอะครับ

ตามกฎแห่งกรรมแล้ว สังคมวิปริตเช่นนี้ ไม่มีทางดำรงอยู่ได้นาน สังคมแห่งการหลอกลวง วิญญูชนจอมปลอม ผู้ดีจอมปลอม คุณธรรมจอมปลอม เช่นนี้ไม่มีทางอยู่ได้หรือเจริญก้าวหน้าไปได้ เพราะแรงยึดเหนี่ยวของสังคมหายไป คุณธรรมหายไป ระเบียบกฎหมายและกฎเกณฑ์ต่างๆ เสื่อมสลายไป

เมื่อสิ่งเหล่านี้หายไป ศรัทธาต่อสถาบันต่างๆ มันก็ย่อมเสื่อมสลายไปสิ้น

มีบางคนบอกผมว่า หากพวกเราคนไทย รักชาติให้น้อยลง รักตัวเองกับครอบครัวให้มากขึ้น บ้านเมืองก็จะสงบเอง

ปัญหาความขัดแย้งของสังคมไทยในขณะนี้ เกิดจากต่างฝ่ายต่างคิดถึงชาติบ้านเมือง รักชาติบ้านเมืองมากเกินไป ก็เลยคิดว่าตัวเองรักชาติมากบ้านเมืองมากกว่าคนอื่น ใครก็ไม่รักชาติบ้านเมืองเท่าตน และคิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำนั้นทำเพื่อชาติบ้านเมือง ใครไม่ทำ หรือคิดอย่างที่ตัวเองคิด คือการทำลายชาติบ้านเมือง และเป็นคนขายชาติ เมื่อเกิดอคติเช่นนี้ จึงนำไปสู่ข้อสรุปที่ว่า ต้องกำจัดคนขายชาติออกไปให้หมดสิ้น

เมื่อต่างฝ่ายต่างเห็นแก่ประเทศชาติ อยากให้ประเทศชาติดีขึ้น แต่มีความเห็นที่แตกต่างกัน เรื่องทำให้ประเทศชาติดีขึ้น และแต่ละฝ่ายก็คิดว่า วิธีของตนเท่านั้นที่จะทำให้ประเทศชาติดีขึ้น วิธีของคนอื่นเป็นสิ่งที่ผิด และทำลายชาติ และหนักขึ้นเมื่อบางคนคิดว่า ใครที่คิดแตกต่างจากตนเอง เป็นการทำลายชาติบ้านเมือง ต้องกำจัดมันทิ้งไปเสีย

ผมคิดว่าโลกวุ่นวายอยู่ ทุกวันนี้ ก็เพราะความเห็นแก่ส่วนรวม เห็นแก่ประเทศชาตินี่แหละครับ แต่ละคนก็มีอุดมการณ์แตกต่างกัน เพื่อทำให้ประเทศชาติและสังคมดีขึ้น สุดท้ายก็ฆ่ากันเอง

ความรักชาติ นำมาซึ่งสงครามการฆ่าฟันล้างผลาญกันมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ชาติ เพราะต่างคนต่างรักชาติของตน แต่ไม่รักชาติของคนอื่น สุดท้ายก็ต้องรบกันเพื่อให้ชาติของตนเองยิ่งใหญ่


ผมว่าสังคมมนุษย์ อาจดีขึ้น หากเราเห็นแก่ตัวเองบ้าง เห็นแก่ครอบครัวบ้าง เพราะมันทำให้เรามองจากจุดใหญ่ลงมายังจุดย่อย ซึ่งเมื่อตัวเราดีขึ้น ครอบครัวเราดีขึ้น ประเทศชาติอันเป็นที่รวมของคน และครอบครัวก็จะดีขึ้นเอง ไม่ต้องไปพยายามบีบบังคับให้คนอื่นเห็นว่า วิธีการของเราเท่านั้นที่จะทำให้พวกเขาดีขึ้น

หาก พธม. และฝ่ายต่างๆ อ้างชาติกันน้อยลง ผมว่าความขัดแย้งของสังคมนี้มันจะลดลง

ความขัดแย้งแตกแยกในสังคมไทยที่นับวันยิ่งขยายตัวมากยิ่งขึ้นนี้ ก็เพราะความรักชาติมากเกินไปนี่แหละครับ

รักชาติ รักสถาบันต่างๆ ให้น้อยลง บ้านเมืองจะเย็นขึ้น สังคมจะสงบขึ้น

จาก thaifreenews

บัดซบ ! อย่าทำอย่างนี้อีก.....โดย : Albatross

บัดซบ ! อย่าทำอย่างนี้อีก

โดย.....Albatross

วันศุกร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2551

เป็นแม่ทัพกำลังทำการรบอยู่กลางสมรภูมิกลับแสดงอาการท้อแท้สิ้นหวังออกมาให้ไพร่พลเห็น “บัดซบที่สุด” แสดงออกมาได้ยังไง ไม่รู้หรือว่ามันเสียหาย ไพร่พลจะเอาความรุกรบมาจากไหนในเมื่อแม่ทัพแหกปากออกปาวๆ ว่าหมดใจ สิ้นคิดจริงๆ

รายการความจริงวันนี้ ของคืนวันพฤหัสบดีที่ 9 ตุลาคม ทำให้ผมผิดหวังอย่างรุนแรง พูดออกมาได้ว่า “ไม่มีกระจิตกระใจจะพูด” แสดงออกถึงความท้อแท้สิ้นหวังทั้งๆที่ตัวเองล้วนเป็นแม่ทัพ แล้วประชาชนฝ่ายรัฐบาลที่เขานั่งฟังจะรู้สึกอย่างไร แม่ทัพซังกระบวยอะไร ทำไมหาความหนักแน่นไม่ได้เลย

จะเรียกคะแนนสงสารมันก็ผิดทั้งเวลาและวิธี เวลานี้คือเวลาที่ต้องพูดบอกให้แนวร่วมได้รับรู้และเข้าใจว่า ฝ่ายเราไม่ได้เสียหาย ไม่ใช่เวลามาแสดงออกแบบซังกะตาย อย่างนี้บ้านเมืองก็ฉิบหายไม่ต้องได้กู้กัน

เป็นแม่ทัพจะทำอะไรให้รอบคอบ ไม่ใช่ปากเบาเห่าไปเรื่อยเหมือนหมาบ้าน ทุกกริยาและถ้อยคำล้วนชี้นำทิศทางของแนวร่วม ถ้าโง่บื้อชั่วคราว คิดอะไรไม่ออก ก็หยุดพูดและนอนนิ่งๆเสียยังดีกว่าที่จะแสดงออกมาให้เสียหายอย่างไม่น่าให้อภัยอย่างเมื่อคืน

แม่ทัพฝ่ายเขาเข้าคุก ไพร่พลร้องไห้กันระงม บนเวทีของเขายิ่งโหมหนัก ถามว่าพิธีกรของเขาไม่เสียขวัญหรือ ก็เหมือนกันนั่นแหละ ความรู้สึกเดียวกันเป๊ะ แต่เขาก็กัดฟันไม่แสดงความท้อแท้ ทั้งๆที่เขามีเวลาพูดได้ 24 ชั่วโมง เขากลับเร่งชี้แจงให้ไพร่พลได้เข้าใจว่าเสียหายหรือไม่อย่างไร จะมีวิธีการแก้ไขอย่างไรให้ได้เปรียบ ยังคงทำหน้าที่ของตัวเองได้ชั้นเลิศไร้ที่ติ แต่พวกคุณละเป็นไง ทั้งๆที่มีเวลาแค่วันละไม่ถึงชั่วโมงกลับอ้าปากพูดเรื่องไร้สาระที่บั่นทอนกำลังใจฝ่ายเดียวกันอย่างเจ็บปวด

ใครๆเขาก็รู้ว่าพวกคุณทั้งสามขาดการสนับสนุน ไม่เหมือนช่วงที่นายกฯสมัครฯ ยังอยู่ แล้ว thaifreenews หล่ะ พวกเรามีใครหนุนหลังอยู่หรือ มันยิ่งน่าท้อกว่าพวกคุณอีก แต่ทำไมพวกเรายังคงสู้ยิบตา ยังคงประกาศกร้าวตลอดเวลาว่า จะยืนหยัดต่อไปจนกว่าจะได้ชัยชนะ พวกคุณมีคนคุ้มกันแต่พวกเราต้องวิ่งหนีหาที่ซ่อนกันเอาเอง ยังไม่เคยแหกปากออกไปว่าท้อแท้ พวกเรามันบ้ากระมังจึงไม่มีคำว่าท้อแท้อยู่ในหัว จะมีก็แต่คำว่า “สู้ยิบตา” อย่างล้นเหลือจนไหลทะลักออกมานอกกะโหลก

คุณว่าพวกเราอยู่แต่หน้าจอหรือ “ถุย” ทุกครั้งที่คุณขึ้นเวทีพวกเราก็อยู่หลังเวทีคุณนั่นแหละ

เป็นแม่ทัพอย่าแสดงออกแบบโง่ๆอย่างนี้อีก ถ้าไม่รู้จะทำยังไงก็แหกตาดูฝ่ายตรงข้ามเป็นตัวอย่างบ้าง เห็นไหมว่าพวกเขาไม่เคยท้อ ทั้งๆที่มีคนน้อยกว่าอย่างเปรียบเทียบกันไม่ได้ กำลังสู้กันอยู่กลับหันหลังให้ศัตรู แล้วจะเอาอะไรไปสู้กับเขาได้ หน้าที่ของคุณคือนำทัพไปรบให้ชนะไม่ใช่ให้ไปนั่งเอาหัวเข่าท่วมหูร้องไห้กระซิกๆ ดัดจริตน่าถีบเหมือนกระเทยอกหัก เคยเห็นฝ่ายตรงข้ามเขาหยุดไฮปาร์คไหม ทั้งๆที่พวกเขาก็เสียน้ำตามาหลายครั้ง

เขารู้กันทั้งนั้นว่ากำลังสู้อยู่กับใคร ไม่ได้รู้แต่พวกคุณ แต่คนส่วนใหญ่ก็ยังยืนยันว่าจะสู้ แล้วมันจะไม่ชนะได้อย่างไร จะมาตีโพยตีพายว่า เพราะเหตุนี้จึงทำให้ตัวเองท้อแท้ ทำไมไม่มองการต่อสู้ในอดีตของประเทศอื่นเขาบ้างว่า มีประเทศไหนในโลกบ้างที่ประชาชนพ่ายแพ้ “มันไม่มีโว๊ย” ลุกขึ้นซะอย่ามัวจมปรักอยู่กับอารมณ์มันไร้สาระและเสียเวลาเปล่า แม่ทัพที่ดีต้องดูเหมือนเฉยชาไร้อารมณ์และแข็งแกร่ง แม้ว่าในใจจะเต็มไปด้วยบาดแผลแห่งความเจ็บปวด จงทำ 45 นาที ของคุณให้มีค่า คนส่วนใหญ่เขายังคงอยู่ข้างคุณ รู้ทั้งรู้ว่าเขาต้องตัดสินออกมาอย่างนั้น แล้วจะท้อแท้หาห่าอะไร “กูไม่เข้าใจ

จาก thaifreenews

แม่ทัพท้อแล้วใครจะสู้.....โดย : Albatross

แม่ทัพท้อแล้วใครจะสู้

โดย.....Albatross

9 ตุลาคม 51

ทายกันแม่นจริงๆ ครับ ชาวนักรบไซเบอร์เพื่อประชาธิปไตยทั้งหลาย นี่คือตัวอย่างการตกผลึกทางความคิดแล้วโดยสมบูรณ์ ใช่ครับ!!! นักวิเคราะห์ชั้นยอดรู้ล่วงหน้าอยู่แล้วว่าคำตัดสินคดีกบฏต้องยกฟ้องอย่างแน่นอน ในเมื่อรู้อยู่แล้วจะท้อทำไมให้เสียอารมณ์

เพื่อนพ้องน้องพี่หลายท่านเคยให้เกียรติถามผมว่า การคาดเดาอนาคตให้แม่นยำนั้น มีหลักหรือวิธีการอย่างไร ผมก็ตอบตามหลักการยุทธ์ที่เคยได้เล่าเรียนมาว่า การคาดเดาอนาคตให้ได้แม่นยำนั้นต้องรู้ประวัติศาสตร์อย่างแตกฉาน เข้าใจปัจจุบันอย่างถ่องแท้ ก็จะสามารถคาดเดาอนาคตได้แม่นยำเหมือนตาเห็น

เหตุการณ์บ้านเมืองในช่วงชีวิตของพวกเราคือประวัติศาสตร์ เมื่อประกอบกันเข้ากับการให้ความสนใจเหตุการณ์ในปัจจุบัน ทำให้นักรบไซเบอร์เพื่อประชาธิปไตยเริ่มคาดเดาอนาคตได้อย่างแม่นยำ นี่แหละคือจุดเริ่มต้นของการก้าวไปสู่ความเป็นนักยุทธศาสตร์

การเฝ้ามองเหตุการณ์อย่างมีสติ ไร้ความลำเอียง แล้วสังเคราะห์ด้วยวิจารณญาณบนพื้นฐานของข้อมูล คือ กุญแจการหลุดพ้นจากกลอุบายและเข้าใจฝ่ายตรงข้ามได้อย่างทะลุปุโปร่ง การตีโพยตีพายไปตามอารมณ์เมื่อสถานการณ์ไม่เป็นไปอย่างที่หวังก็จะหมดไปด้วย

สถานการณ์วันนี้ไม่ได้เหนือความคาดหมายแต่อย่างใด นักรบไซเบอร์เพื่อประชาธิปไตยล้วนคาดหมายได้ถูกต้อง ซึ่งไม่ได้มีนัยยะสำคัญให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแต่อย่างใด เพราะฝ่ายเราก็ยังคงเป็นรัฐบาลอยู่ ในขณะที่ 9 แกนนำก็ต้องเข้าไปนั่งจับเจ่าอยู่หน้าทำเนียบเหมือนเดิม เพราะไม่ได้ถูกยกฟ้องทุกข้อกล่าวหา การต่อสู้จึงคงดำเนินต่อไป ฝ่ายประชาธิปไตยอย่างไรก็ยังคงมีมากกว่า ไฉนเลยจะแพ้ได้

เขาผู้นั้นอยากครอบงำอำนาจรัฐบาลของพวกเรา แต่เราไม่ให้เพราะเลือกตั้งเมื่อไร พวกเราก็ไม่เลือกพวกมัน แล้วมันจะทำอะไรได้

เขาสั่งให้ยกฟ้องปล่อยกบฏกลับไปทำเนียบ แล้วเป็นไง รัฐบาลของเราก็ยังคงเป็นรัฐบาลอยู่

สื่อรุมด่าบิดเบือนความจริงใส่ร้ายรัฐบาลให้มัวหมอง แต่พวกเรามองเห็นอยู่แล้วว่าขาวใส แล้วมันจะทำอะไรได้อีก

นักวิชาการ หมอ และอื่นๆ แสดงออกอย่างชัดเจนว่าอยู่ฝ่ายพันธมิตรฯ พวกเราซึ่งมากกว่าก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่าพวกเราอยู่ฝ่ายรัฐบาล จึงไม่เห็นว่าจะเสียเปรียบตรงไหน

พวกเราเจ็บและตายไม่มีใครเหลียวแล พวกเราก็ดูแลกันเองได้ไม่เห็นต้องง้อใครให้ช่วยเหลือ

"แล้วไงต่อ ไม่เห็นว่าเราจะเสียเปรียบที่ตรงไหน"

กลยุทธ์ต่อไปของฝ่ายเราก็แค่ทำต่อไปให้เหมือนเดิมอย่างที่เคยทำ เพราะฝ่ายตรงข้ามเขาก็ยังคงทำเหมือนเดิมอย่างที่เขาเคยทำเช่นเดียวกัน ความได้เปรียบอยู่ที่ใครจะอึดและมีกำลังใจสู้มากกว่ากัน

ขณะนี้พวกท่านล้วนกลายเป็นแม่ทัพของฝ่ายประชาธิปไตยไปแล้ว เพราะกลอุบายใดๆ ท่านได้รู้ทันเขาไปเสียหมดแล้ว จึงทำให้ท่านอึดอย่างเหลือเชื่อ ความรู้สึกท้อแท้จึงไม่มี แต่อย่าลืมเพื่อนร่วมรบส่วนใหญ่ที่ยังไม่ได้ตกผลึกทางความคิด เขาจะเหนื่อยและท้อถอย ฉะนั้นอย่าคิดว่าเขาจะเข้าใจเหมือนท่าน การรักษากำลังฝ่ายเราให้คงเดิมเป็นสิ่งสำคัญ การนิ่งเฉยของท่านเมื่อเหตุการณ์ไม่เป็นอย่างที่หวังจึงเป็นการทำลายกองทัพของเราเอง เร่งให้กำลังใจเพื่อนๆเสียโดยไว อย่าอมไว้ให้รู้อยู่คนเดียว

สิ่งที่ประชาธิป่วนและพันธมิตรฯ ต้องการคือไม่ยอมให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ การสนับสนุนรัฐบาลเพื่อให้แก้ไขรัฐธรรมนูญได้ก่อนโดนยุบพรรค จึงเป็นภารกิจหลักของพวกเราชาวนักรบไซเบอร์เพื่อประชาธิปไตย เมื่อรัฐบาลแก้ไขรัฐธรรมนูญได้สำเร็จเมื่อใด ชัยชนะเด็ดขาดก็ใกล้มาเข้ามาแค่เอื้อมถึง

“ประชาธิปไตยของลูกหลานท่านเท่านั้นที่เป็นคนให้ ไม่ใช่ลูกหลาน”


จาก thaifreenews

ม็อบถ่อยจับ ตร.ปืนจ่อหัวกักขังปลดทรัพย์เรียบ

“สมชาย” เผยตั้งกรรมการ 2 ชุดคลี่คลายปัญหาปราบม็อบ ทั้งกรรมการยัยวยา และกรรมการหาข้อเท็จจริง ที่ “คุณหญิงพรทิพย์” เด้งรับพร้อมเข้ามาทำหน้าที่ ขณะที่ตำรวจยืนยันพร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่ ด้าน “อำนวย นิ่มมะโน” เผยม็อบชั่วจับตัวตำรวจไป 2 นายวันเกิดเหตุ กักขังเอาไว้ 1 คืน พร้อมทำร้ายร้างกายจนหัวแตก มีบาดแผลทั่วตัว แถมปลดทรัพย์สินรวมทั้งปืนพกเรียบ

จากกรณีที่ม็อบพันธมิตรฯบุกเข้าปิดล้อมรัฐสภา จนเป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องใช้แก๊สน้ำตา เข้าหยุดความบ้าคลั่งของผู้ชุมนุม โดยหลังจากเหตุปะทะดังกล่าวปรากฏภาพผู้ชุมนุมบางรายได้รับบาดเจ็บ นำไปสู่ความจงใจผูกเรื่องโยงไปเพื่อใส่ร้ายการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจใช้วิธีการอันรุนแรงเกินกว่าเหตุ นั้น

เหตุการณ์ดังกล่าว สร้างข้อโต้แย้งขึ้นภายในสังคมว่า การใช้แก๊สน้ำตา มีอำนาจทำลายสูงขนาดนั้นจริงหรือไม่ การบุกเข้าปะทะกันระหว่าง เจ้าหน้าที่ตำรวจกับพันธมิตรฯ ใครเป็นผู้เริ่มต้น และการใช้กำลังของเจ้าหน้าที่ปราบจลาจลนั้นเป็นการกระทำที่เกินกว่าหลักสากลหรือไม่

กรณีดังกล่าวนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมระบุว่า จะตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 2 ชุด เพื่อตรวจสอบข้อข้อเท็จจริง และเยียวยาผู้บาดเจ็บ จากการสลายผู้ชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยจะให้บุคคลภายนอกรัฐบาลเข้าร่วม

"จะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมา 2 ชุด เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรวมถึงคณะกรรมการเยียวยาผู้ได้รับบาดเจ็บ และผลกระทบที่เกิดขึ้นจะพยายามใช้ผู้ทรงคุณวุฒิที่ไม่ใช่คนของรัฐบาล แต่เป็นคนกลางเข้ามาดูแล คาดว่า น่าจะใช้เวลา 2-3 วัน ถึงจะแล้วเสร็จ

ซึ่ง พญ.คุณหญิง พรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผอ.สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่ารัฐบาลยังไม่มีคำสั่งอย่างเป็นทางการ และทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังไม่ได้แจ้งให้ไปร่วมตรวจสอบจึงยังลงไปทำงานในพื้นที่ไม่ได้ แต่ได้ตั้งทีมงานไว้แล้วถ้ามีคำสั่งก็พร้อมที่จะลงไปตรวจสอบทันที

ส่วนกรอบในการตรวจสอบนั้นจะตรวจหาหลักฐานว่าแก๊สน้ำตามีอานุภาพทำลายได้มากน้อยเพียงใด บาดแผลที่เกิดขึ้นกับผู้บาดเจ็บจากการสลายการชุมนุมของตำรวจ เกิดจากสิ่งใด หากเกิดจากสะเก็ดระเบิดจะเป็นระเบิดชนิดใด รวมไปถึงหากเป็นระเบิดจริงจะเป็นระเบิดของบุคคลกลุ่มใดกันแน่ ซึ่งประเด็นนี้อาจเป็นเรื่องที่ตรวจสอบลำบาก และต้องขึ้นอยู่กับวัตถุพยานที่หลงเหลือให้ตรวจสอบด้วย ซึ่งอาจต้องขอพยานหลักฐานจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

ด้านพล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่าเห็นด้วยกับการสรรหาคนกลางมาตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีมีผู้ได้รับบาดเจ็บจากเหตุสลายการชุมนุม ซึ่ง พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ ก็เป็นหนึ่งในคนกลางที่รัฐบาลมอบหมายให้มาตรวจสอบกรณีดังกล่าว โดยในส่วนของตำรวจจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริงด้วยเช่นกัน และขอชี้แจงเรื่องการใช้แก๊สน้ำตาเปิดทางให้ ส.ส.และ ส.ว.เข้าไปในอาคารรัฐสภา เป็นมาตรการเบาที่สุด

ขณะที่คณะกรรมการติดตามสถานการณ์ร่วม หรือ คตร. ที่มีผู้บัญชาการทหารบก เป็นประธาน ได้มีการถกเถียงเรื่องการใช้แก๊สน้ำตา แต่มีความเห็นสรุปว่า หากเกิดเหตุการณ์ดังเช่นเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมอีก ก็จะใช้มาตรการเช่นเดิมควบคุมสถานการณ์

ด้าน พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ( รอง ผบช.น.) แถลงข่าวว่า ขอแจ้งให้สื่อมวลชนทราบโดยทั่วกันใน 2 เรื่อง คือเรื่องที่สื่อมวลชนพยายามที่จะสอบถามความคืบหน้าถึงการตรวจพิสูจน์รถจี๊ปที่เกิดเหตุระเบิดในช่วงบ่ายวันที่ 7 ตุลาคม ที่ผ่านมา ล่าสุดได้รับการยืนยันจากกองพิสูจน์หลักฐานอย่างชัดเจนว่าเป็นการระเบิดจากภายในรถออกนอกรถ

จากการตรวจสอบเขม่าที่พบมีสารอาร์ดีเอ็กซ์ปะปนอยู่ ซึ่งเป็นสารประกอบระเบิดชนิดหนึ่งที่มีแรงดันสูง ส่วนจะมีมากน้อยแค่ไหนนั้นยังไม่สามรถชี้ชัดได้ ในชั้นนี้จึงได้ข้อสรุปว่าน่าจะเป็นระเบิดชนิดแรงดันสูง ส่วนจะมีปริมาณเท่าใดเป็นระเบิดชนิดใดใช้ระบบไฟฟ้าหรือระบบใดในการจุดชนวนอยู่ในระหว่างการตรวจพิสูจน์ต้องรอผลอีกระยะหนึ่ง

รอง ผบช.น. กล่าวว่า ส่วนอีกเรื่องนั้นคือการตั้งคณะกรรมการอิสระขึ้นมาสอบสวนกรณีที่มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากการใช้แก๊สน้ำตาของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าเกิดขึ้นได้อย่างไรมีความผิดพลาดอย่างไรหรือไม่นั้น เรื่องนี้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.น. มอบหมายให้ตนมาชี้แจงว่า สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีความยินดีอย่างยิ่งที่จะมีคนกลางมาสอบเรื่องนี้เพื่อทำข้อเท็จจริงให้ปรากฏทำให้สังคมยอมรับน่าเชื่อถือ ตำรวจพร้อมและยินดีให้ความร่วมมือกับคณะกรรมการที่จะมาสอบในทุกเรื่องทุกกรณี

พล.ต.ต.อำนวย กล่าวต่อว่า สำหรับในช่วงบ่ายนี้มอบหมายให้ พล.ต.ต.อนันต์ ศรีหิรัญ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 1 ( ผบก.น.1) จะชี้แจงกรณีที่ ร.ต.อ.สาริศ อักษร เจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน กองกำกับการตำรวจสืบสวนนครบาล 1 (กก.สส.น.1 ) ถูกกลุ่มพันธมิตรฯที่อยู่ในทำเนียบรัฐบาลจับตัวไปกักขัง 1 คืนตั้งแต่วันเกิดเหตุคือวันที่ 7 ตุลาคม และถูกปล่อยตัวออกมาเมื่อช่วงบ่ายวันที่ 8 ตุลาคม ซึ่งถูกตีได้รับบาดเจ็บศรีษะแตกและถูกยึดอาวุธปืนด้วย แต่ระหว่างนั้นตำรวจไม่สามารถให้ข่าวได้เพราะเกรงว่า ร.ต.อ.สาริศ จะได้รับอันตราย

ซึ่ง ร.ต.อ.สาริศ ให้สัมภาษณ์ระหว่างการแถลงข่าวว่า ก่อนเกิดเหตุตนได้รับคำสั่งให้ปฏิบัติการ สืบสวนหาข่าว และบันทึกภาพ บริเวณแยกสวนมิสกวัน ตนจึงออกจากหน่วยมาปฏิบัติการทันที ขณะนั้นเวลาประมาณ 17.00 น. วันที่ 7 ตุลาคม โดยเมื่อมาถึงแยกสวนมิสกวัน ตนเดินเข้าไป และเห็นว่าเหตุการณ์อยู่ในสถานการณ์ตึงเครียด จึงพยายามที่จะเดินออกมาทางแยกวังแดง แต่เส้นทางถูกปิด ตนเองจึงจะเดินไปเข้าทางสะพานมัฆวาน

ร.ต.อ.สาริศ กล่าวต่อว่า จังหวะนั้นตนก็สังเกตเห็นแล้วว่าการ์ดพันธมิตรฯ เริ่มสงสัยในตัวตนเอง จึงรีบเดินออก เมื่อมาถึงหน้ากระทรวงศึกษา ได้ยินเสียงการ์ดพันธมิตรตะโกนไล่หลังว่า “ตำรวจ ตำรวจที่มันมารื้อเต็นท์พวกเราวันนั้น” จากนั้นมีชายประมาณ 7-8 กรูเข้ามาจับตัว และควบคุมไปที่หน้าเต็นท์กองทัพธรรม ระหว่างนั้นตนก็พยายามแสดงบัตรข้าราชการพร้อมแสดงตัวว่าเป็นตำรวจ แต่กลุ่มการ์ดก็พยายามจับกดให้นั่งลง ซึ่งตนเองไม่ยอมนั่ง เพราะคิดว่าหากนั่งลงคงไม่รอดแน่ เพราะจังหวะนั้นมีประชาชน ที่ทราบต่างฮือเข้ามาพยายามทำร้าย โดยมีบางคนถือไม้ได้แทรกตัวเข้ามาจากการ์ดพันธมิตร มาถึงที่ตัว

กลุ่มการ์ดนำตัวตนเองเข้ามาที่เต็นท์กองทัพธรรม แต่กลุ่มผู้ชุมนุมก็พยายามจะตามเข้ามาทำร้าย เห็นท่าไม่ดี จึงชักอาวุธปืนประจำกาย ขนาด .38 ออกมาเพื่อขู่โดยไม่ได้มีเจตนาที่จะยิง ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่ก็จะถอยออกไป แต่ก็มีการ์ดคนหนึ่ง ได้ยินเรียกชื่อว่า “พี่สิงห์” เดินเข้ามา หยิบระเบิดและเดินเข้ามาหาพร้อมบอกว่า “งั้นเรามาตายพร้อมกัน”

“นอกจากนี้ยังเห็นอีกคนถือปืนยาวไม่ทราบชนิด จ่อมาที่ผมด้วย ผมเองเห็นท่าไม่ดีจึงบอกยอมแล้ว และจังหวะนั้นที่ผมเอากระสุนออกจากลูกโม่ และก้มตัวเพื่อจะวางปืนลงกับพื้น ก็ถูกของแข็งตีเข้าที่หัวจนสลบไป จังหวะนั้นคู่หูที่มาด้วยกันพยายาม จะเข้ามาช่วยก็โดนรุมทำร้ายอีกคน”

ร.ต.อ.สาริศ กล่าวต่อว่า เมื่อฟื้นขึ้นมาพบว่าทรัพย์สินติดตัวหายไป คือ กล้องดิจิตัล 2 ตัว โทรศัพท์มือถือ 1 เครื่อง และปืนลูกโม่ 1 กระบอก ส่วนที่มือถูกรัดด้วยเข็มขัดรัดสายไฟ และใส่กุญแจมือซ้ำอีก และได้เรียกพยาบาลมาช่วยปฐมพยาบาล แต่เนื่องจาก แผลลึกมากไม่สามารถเย็บได้ แต่กลุ่มการ์ดพันธมิตร ก็ยังไม่ยอมปล่อยตัว ให้พยาบาลพันแผลไว้เฉย ๆ และคุมตัวอยู่ในเต็นท์

กระทั่งเช้าจึงได้เรียกหมอมาช่วยเย็บแผล ซึ่งเย็บไปทั้งสิ้น 6 เข็ม และนอนพักอยู่ในเต็นท์ จังหวะนั้นประชาชนที่ทราบว่า ตนเองและคู่หูถูกจับกุมตัวอยู่ก็พยายามที่จะเข้ามาทำร้ายตลอดเวลา แต่ก็มีคนของกองทัพธรรมพยายามห้ามไว้ตลอด แต่บางส่วนที่ห้ามไม่ได้ก็เข้ามาทำร้ายอีก จนได้รับบาดเจ็บที่ขาเป็นรอยช้ำบวมเพิ่มเติม จากนั้นจึงได้รับการประสานจากกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ฝ่ายนั้นเรียกว่าผู้ใหญ่ ให้ปล่อยตัวและมีการนำรถยนต์มารับที่เต็นท์ และมาปล่อยที่หน้า สน.ดุสิต เวลา 12.00 น. วันที่ 8 ตุลาคม