WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Sunday, October 12, 2008

“ก่อแก้ว”ปลุกมวลชนสู้เพื่อประชาธิปไตย

นายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำ นปช. รุ่น 2 และผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ เปิดเผยว่า เป็นเวลาเกือบสามปีแล้วที่ประเทศไทยไม่ไปไหนเลย เศรษฐกิจหยุดนิ่ง สังคมถดถอย บ้านเมืองแตกแยกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ในปี 2499 อันธพาลครองเมือง แต่ปีนี้มีพวกบ้าครองเมือง ตำรวจท้อแท้ ประชาชนเบื่อหน่าย ประเทศชาติวอดวาย มันก็ยังไม่หยุด มีที่ไหนตั้งกองกำลังติดอาวุธประกาศชัดเจนว่าจะล้มล้างรัฐบาล พอจะตั้งข้อหากบฏก็ตั้งไม่ได้ กฎหมายไม่เป็นกฎหมายขณะนี้ไม่มีหลักให้ยึด ไม่มีฝาให้พิง ไม่มีอะไรทั้งสิ้น มีแต่พวกเราเท่านั้น

นายก่อแก้ว ระบุว่า การรัฐประหารที่ผ่านมามีการเพิ่มงบประมาณทหาร และตัดงบประมาณส่วนอื่นๆ โดยเฉพาะการลดงบประมาณด้านการศึกษาของชาติ ยกเลิกกองทุนเงินกู้เพื่อการศึกษา จนทำให้นักศึกษาหญิงคนหนึ่งที่ จ.นครศรีธรรมราชฆ่าตัวตายเพราะไม่มีเงินกู้เรียนเพื่อการศึกษา ซึ่งเป็นเรื่องน่าสลดใจ จึงบ่งชี้ชัดว่ารัฐบาลที่มาจากทหารและขุนนางย่อมเอาใจพวกเดียวกันเอง รัฐบาลที่มาจากประชาชนก็ต้องเอาใจประชาชน นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราต้องปกปักรักษารัฐบาลที่มาจากประชาชน นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมเราต้องปกป้องประชาธิปไตย



"พลังเงียบ"สุดยี้พฤติกรรมม็อบถ่อย

นายวีระ มุสิกพงศ์ ผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ กล่าวว่า การรวมตัวกลุ่มผู้ชุมนุมในงานความจริงวันนี้ที่เมืองทองธานี และการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่บริเวณท้องสนามหลวง เพื่อเป็นการประเมินกำลังของกลุ่มบุคคลที่ไม่เห็นด้วยกับกลุ่มพันธมิตรว่ามีจำนวนมากน้อยเพียงไร รวมถึงกลุ่มพลังเงียบที่ไม่เห็นด้วยกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยืนยันว่าจะชุมนุมอย่างสันติ

“เราต้องการหยุดยั้งการทอดสะพานปฏิวัติ เพราะเหตุการณ์ 7 ตุลาคมเพื่อให้เกิดการรัฐประหาร ถ้าอยากทำก็ออกมาเลย เพราะเราตั้งหลักอยู่แล้ว ออกมาเลยมาพบกัน”

นายวีระ กล่าวว่า รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม เช่น ข้อกล่าวหาว่าไม่จงรักภักดี ซึ่งกระบวนการยุติธรรมก็พิสูจน์แล้วว่าไม่มีความจริงเพราะอัยการสั่งไม่ฟ้องคดีดังกล่าว



วอนพันธมิตรถอดเสื้อเหลือง เลิกแอบอ้างสถาบัน

นายจตุพร กล่าวด้วยว่า อยากบอกพรรคประชาธิปัตย์ ถ้าอยากจะยุบสภา อยากเลือกตั้งมาก ก็ลาออกไปพรรคเดียว ไปมีความสุขกับการเลือกตั้ง วันนี้พวกเราเสื้อแดงได้สำแดงพลังแล้ว เพียงแต่อยากจะบอกไปยังกลุ่มพันธมิตรฯ แล้วขอให้ถอดเสื้อเหลืองมาสู้กัน เพราะเสื้อเหลืองเป็นเสื้อที่ใส่เพื่อแสดงความจงรักภักดีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ใช่ใส่เพื่อยึดอำนาจ อย่าเอาสถาบันมาเป็นเครื่องมือ

“ที่ผ่านมายอมรับว่ามีความรู้สึกที่ไม่ดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่เมื่อเห็นวันที่ 7 ตุลาคม และวันที่ 13 ตุลาคม ที่กำลังจะถูกย่ำยีในวันจันทร์นี้ ซึ่งเวลานี้ตำรวจอยู่ในสภาพที่ท้อใจ หดหู่ กลัวว่าผู้บัญชาการตำรวจจะชูมือมอบตัวกับนายสนธิแล้วบอกว่า ขอฝาก สตช.ไว้ด้วย ตามโครงการฝากบ้านไว้กับพันธมิตรฯ เพราะคนที่ทำตามกฎกลายเป็นคนผิด ซึ่งเวลานี้คนไทยทั้งประเทศต่างเห็นใจเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งพันธมิตรฯ มีมือตบ ท่านสุนัย จุลพงศธร กำลังจะออกตีนตบมาสู้”



‘ความจริงวันนี้’เปิดโลกทรรศน์‘นักสู้ประชาธิปไตย’

รวมพลคนเสื้อแดง แห่ ให้กำลังใจนักสู้ประชาธิปไตย ลั่น “ความจริงวันนี้” ต้องให้สังคมรับรู้ ด้านอดีตแกนนำ นปก.เบิกฤกษ์ 11 ต.ค.เปิดงาน “ความจริงวันนี้ ภาคพิเศษ” รำลึกรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ปี 2540 “วีระ-จตุพร-ณัฐวุฒิ-จักรภพ” ลั่นปลุกระดมมวลชนสู้เพื่อประชาธิปไตย ทวงประเทศคืนจากกบฏพันธมาร

ประมวลข่าวกิจกรรมคนรักประชาธิปไตย “ครอบครัวความจริงวันนี้ ครั้งที่ 1” ที่อาคารธันเดอร์โดม เมืองทองธานี โดยมีกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) อาทิ นายวีระ มุสิกพงศ์ ประธานบริษัท เพื่อนพ้องน้องพี่ จำกัด , นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน , นายจรัล ดิษฐาอภิชัย , นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท และสมาชิกบ้านเลขที่ 111 อาทิ นายจาตุรนต์ ฉายแสง , นายอดิศร เพียงเกษ และนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา ที่มาร่วมกันจัดงาน “ความจริงวันนี้ ภาคพิเศษ” โดยที่เลือกวันที่ 11 ต.ค. เนื่องจากเป็นวันรำลึกถึงการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540

ในงานดังกล่าว มีการรวมพลคนเสื้อแดง และ นปช.ทั่วประเทศเข้าร่วมงาน โดยมีผู้เข้าร่วมไม่ต่ำกว่า 3-4 หมื่นคน
นอกจากนี้ นายจักรภพ เพ็ญแข อดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มาร่วมงานด้วย และภายในงานได้มีกิจกรรมจำหน่ายหนังสือ แจกสติ๊กเกอร์ และจำหน่ายเสื้อแดง และมีกิจกรรมปราศรัยสลับกับดนตรีภายในอาคารธันเดอร์โดม

ก่อนเริ่มงานนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ได้ชี้แจงว่า คนไม่ได้เป็นคนจัดงาน เขาเชิญมาเฉยๆ และเจ้าของรายงานเขายุ่งมากเลยฝากมาบอกว่าขอบคุณพี่น้องที่มาร่วมงานกันทั้งที่อยู่ด้านในและด้านนอก และทำความเข้าใจว่างานนี้นัดกันล่วงหน้า ไม่มีรหัสนัยสัญญาณอะไรกับการเมืองในขณะนี้ เป็นการจัดงานพบปะกันเสมือนคนในครอบครัว โดยนายณัฐวุฒิได้แซวผู้ชมว่าสามารถปรบมือชอบใจได้ แต่อย่าใช้มือตบ

“มานิตย์”ชำแหละรัฐธรรมนูญ50ฉบับเผด็จการ

ทางด้าน นายมานิตย์ จิตจันทร์กลับ อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา แกนนำ นปช. รุ่น 1 กล่าวว่า ใครอยากจัดการทักษิณก็ทำไป แต่อย่ามาทำลายรัฐธรรมนูญและประชาธิปไตยอันเป็นกติกาของบ้านเมือง ที่ผ่านมามีการทำรัฐประหารจนบ้านเมืองฉิบหาย เมื่อวานนี้มีคนแก่บางคนยุให้ทหารปฏิบัติ บอกว่าถึงทางตันแล้ว แต่ตนเชื่อว่ายังมีแนวทางแก้ปัญหาด้วยแนวทางประชาธิปไตยได้อีกหลายวิธี

นายมานิตย์วิจารณ์ว่า รัฐธรรมนูญปี 2550 ไม่เป็นประชาธิปไตย มาจากระบอบเผด็จการที่ทำรัฐประหาร และมีมาตรา 309 ที่คุ้มครองคณะรัฐประหาร ขอถามว่าเราจะยอมให้รัฐสภา คณะรัฐมนตรีจะใช้รัฐธรรมนูญฉบับรัฐประหารมาใช้ได้หรือ


“ก่อแก้ว”ปลุกระดมมวลชนสู้เพื่อประชาธิปไตย

นายก่อแก้ว พิกุลทอง แกนนำ นปช. รุ่น 2 และผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ กล่าวว่า เป็นเวลาเกือบสามปีแล้วที่ประเทศไทยไม่ไปไหนเลย เศรษฐกิจหยุดนิ่ง สังคมถดถอย บ้านเมืองแตกแยกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ในปี 2499 อันธพาลครองเมือง แต่ปีนี้มีพวกบ้าครองเมือง ตำรวจท้อแท้ ประชาชนเบื่อหน่าย ประเทศชาติวอดวาย มันก็ยังไม่หยุด มีที่ไหนตั้งกองกำลังติดอาวุธประกาศชัดเจนว่าจะล้มล้างรัฐบาล พอจะตั้งข้อหากบฏก็ตั้งไม่ได้ กฎหมายไม่เป็นกฎหมายขณะนี้ไม่มีหลักให้ยึด ไม่มีฝาให้พิง ไม่มีอะไรทั้งสิ้น มีแต่พวกเราเท่านั้น

นายก่อแก้ว ยังกล่าวด้วยว่า การรัฐประหารที่ผ่านมามีการเพิ่มงบประมาณทหาร และตัดงบประมาณส่วนอื่นๆ โดยเฉพาะการลดงบประมาณด้านการศึกษาของชาติ ยกเลิกกองทุนเงินกู้เพื่อการศึกษา จนทำให้นักศึกษาหญิงคนหนึ่งที่ จ.นครศรีธรรมราชฆ่าตัวตายเพราะไม่มีเงินกู้เรียนเพื่อการศึกษา ซึ่งเป็นเรื่องน่าสลดใจ จึงบ่งชี้ชัดว่ารัฐบาลที่มาจากทหารและขุนนางย่อมเอาใจพวกเดียวกันเอง รัฐบาลที่มาจากประชาชนก็ต้องเอาใจประชาชน นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราต้องปกปักรักษารัฐบาลที่มาจากประชาชน นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมเราต้องปกป้องประชาธิปไตย

“ตู่-จตุพร”ลั่นไม่กลัวเผด็จการ แต่รำคาญอนาธิปไตย

นายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำ นปช. รุ่น 1 ผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ กล่าวบนเวทีว่า ขอประกาศว่าต้องอยู่ประคับประคองรัฐบาล เพราะเดี๋ยวทหารจะยึดอำนาจ ทุกวันนี้ไม่ได้กลัวเผด็จการ แต่รำคาญอนาธิปไตย ความจริงวันนี้ประเทศอยู่ในอุ้งมืออำมาตยาธิปไตย พรรคประชาธิปัตย์ไม่ยอมรับคนกลางที่รัฐบาลตั้งมา ก็ไปร้องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สอบแทน เพราะ ป.ป.ช.ชุดนี้เป็นชุดที่ไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ จากพระเจ้าแผ่นดิน

นายจตุพร กล่าวต่อว่า พวกเราคาดหวังกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ว่าจะเป็นนายทหารที่ดีจนเกษียณ โดยที่พวกเราไม่ต้องการไปไล่ พล.อ.อนุพงษ์ ในฐานะหัวหน้าปฏิวัติ หากเปรียบเทียบ พล.อ.อนุพงษ์เป็นนักร้อง ก็คงเหมือนพี่เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์ คือรักทุกคน ไม่ปฏิวัติ แต่นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ ก็บอกให้ปฏิวัติ ซึ่งท่านก็บอกว่าไม่ปฏิวัติ ไม่รัฐประหาร ซึ่งก็ขอให้ท่านเป็นคนดีของประชาชนไปอย่างนี้ จงรักษาความดีนี้เอาไว้

วอนพันธมิตรถอดเสื้อเหลือง เลิกแอบอ้างสถาบัน

นายกจตุพร กล่าวด้วยว่า อยากบอกพรรคประชาธิปัตย์ ถ้าอยากจะยุบสภา อยากเลือกตั้งมาก ก็ลาออกไปพรรคเดียว ไปมีความสุขกับการเลือกตั้ง วันนี้พวกเราเสื้อแดงได้สำแดงพลังแล้ว เพียงแต่อยากจะบอกไปยังกลุ่มพันธมิตรฯ แล้วขอให้ถอดเสื้อเหลืองมาสู้กัน เพราะเสื้อเหลืองเป็นเสื้อที่ใส่เพื่อแสดงความจงรักภักดีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ใช่ใส่เพื่อยึดอำนาจ อย่าเอาสถาบันมาเป็นเครื่องมือ

“ที่ผ่านมายอมรับว่ามีความรู้สึกที่ไม่ดีกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่เมื่อเห็นวันที่ 7 ตุลาคม และวันที่ 13 ตุลาคม ที่กำลังจะถูกย่ำยีในวันจันทร์นี้ ซึ่งเวลานี้ตำรวจอยู่ในสภาพที่ท้อใจ หดหู่ กลัวว่าผู้บัญชาการตำรวจจะชูมือมอบตัวกับนายสนธิแล้วบอกว่า ขอฝาก สตช.ไว้ด้วย ตามโครงการฝากบ้านไว้กับพันธมิตรฯ เพราะคนที่ทำตามกฎกลายเป็นคนผิด ซึ่งเวลานี้คนไทยทั้งประเทศต่างเห็นใจเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งพันธมิตรฯ มีมือตบ ท่านสุนัย จุลพงศธร กำลังจะออกตีนตบมาสู้”

ลั่นนายกฯอาจถูกจี้จับเป็นตัวประกัน หากตร.ไม่ใช้แก๊สน้ำตา

พิธีกรความจริงวันนี้กล่าวอีกว่า ถ้าวันนั้นตำรวจไม่ใช้แก๊สน้ำตา คนพวกนี้จะพังประตูรัฐสภา จับตัวนายกฯ เป็นตัวประกัน เวลานี้พันธมิตรฯ ฆ่าคนตายยังไม่กลัวความผิด แล้วพวกเราสุจริตชนจะไปกลัวทำไม หลายคนกลัวคนเกเรพันธมิตรฯ อยากถามว่าแล้วไม่กลัวพวกเราบ้างหรือไงวะ พวกเราทนไม่ได้วันไหน ตอนนี้ความอดทนของพวกเราพังไปนานแล้ว ขอเตือนทหารถ้าคิดยึดอำนาจวันข้างหน้าเราจะเลือกสถานที่ใหญ่กว่านี้หลายร้อยเท่า ใส่เสื้อสีแดงมาเป็นแสนมาชุมนุมจากสนามหลวง ปลายแถวไปถึงทำเนียบฯ โดยให้ พล.ต.อ.สล้างไปอยู่ปลายแถวหลังสุด

“ทุกวันนี้เป็นหนึ่งประเทศ 2 ระบบ อยู่ภายใต้เผด็จการทั้งสิ้น เพราะถ้าไม่ใช่พวกเราก็บริหารประเทศไม่ได้ และนายกฯ ไม่ต้องทำตามที่เขาบอกให้ยุบสภา ให้ลาออก เพราะเราจะไม่ยุบสภา ไม่ลาออกจนกว่าจะแก้รัฐธรรมนูญได้ และทันทีที่ยึดอำนาจเมื่อไร และเมื่อได้ฟังคำว่า โปรดฟังอีกครั้ง ยึดอำนาจเมื่อไร ขอให้พวกเราไปสนามหลวงทันที” นายจตุพรกล่าวย้ำ

"พลังเงียบ"สุดยี้พฤติกรรมม็อบถ่อย

ขณะที่ นายวีระ มุสิกพงศ์ ผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ กล่าวว่า การรวมตัวการชุมนุมเพื่อเป็นการประเมินกำลังของกลุ่มบุคคลที่ไม่เห็นด้วยกับกลุ่มพันธมิตรว่ามีจำนวนมากน้อยเพียงไร รวมถึงกลุ่มพลังเงียบที่ไม่เห็นด้วยกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ยืนยันว่าจะชุมนุมอย่างสันติ

“เราต้องการหยุดยั้งการทอดสะพานปฏิวัติ เพราะเหตุการณ์ 7 ตุลาคมเพื่อให้เกิดการรัฐประหาร ถ้าอยากทำก็ออกมาเลย เพราะเราตั้งหลักอยู่แล้ว ออกมาเลยมาพบกัน”

นายวีระ กล่าวว่า รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม เช่น ข้อกล่าวหาว่าไม่จงรักภักดี ซึ่งกระบวนการยุติธรรมก็พิสูจน์แล้วว่าไม่มีความจริงเพราะอัยการสั่งไม่ฟ้องคดีดังกล่าว

ลั่นไม่เอารัฐบาลแห่งชาติย้ำต้องเร่งแก้รัฐธรรมนูญ

นายวีระ ระบุว่า สังคมต้องมีความยุติธรรม บ้านเมืองต้องมีกฎหมาย ยุบสภาอย่ายุบ ลาออกไม่ออก รัฐบาลแห่งชาติไม่เอา ทางที่เราต้องเดินคือทางแห่งความชอบธรรม ขอรัฐบาลจัดการเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เสร็จสิ้นแล้วถึงจะยุบสภา แล้ววันนั้นจะได้เห็นกันว่าคน 63 ล้านคนต้องการให้ใครบริหารประเทศ และหากเลือกตั้งอีกกี่ครั้งสีแดงก็ชนะแน่นอน และ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ อยู่ไกลเกินกว่าจะมาเป็นนายกฯ ได้อีกแล้ว เพราะฉะนั้นจะเป็นไรไปถ้าเราคิดถึงทักษิณ แล้วจะตะโกนพร้อมกันว่า ทักษิณๆ (ผู้ชุมนุมได้ตะโกนเรียก “ทักษิณๆ” อย่างกึกก้อง)

“เราตะโกนให้หายคิดถึงจะไปหนักหัวใคร และสิ่งที่พวกเราทำวันนี้เพื่อประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่เพื่อทักษิณ ในเมื่อ 4-5 ปีก่อนทักษิณทำทุกอย่างเพื่อเรา แล้ววันนี้เราจะทำทุกอย่างเพื่อประชาธิปไตย ทักษิณและครอบครัวจะได้รับอานิสงส์ไปบ้างก็เป็นสิ่งที่น่ายินดี เรื่องมันก็เท่านี้ ไม่มีอะไรเลย ขอให้พวกเรารอวันนัดหมายชุมนุมใหญ่กัน” นายวีระกล่าว

ทวงประเทศคืน-ยึดสันติวิธี

นายจักรภพ เพ็ญแข กล่าวว่า สถานการณ์บ้านเมืองในวันนี้มีคำพังเพยว่าปรุงอาหารถูกปลด เป็นกบฏถูกปล่อย นี่มันบ้านเมืองของความบ้าคลั่งแล้ว วันนี้จึงไม่แปลกใจที่พี่น้องเสื้อแดงมากันอย่างอุ่นหนาฝาคั่งเพื่อมาทวงประเทศคืน

เวลานี้ผู้มีอำนาจบางคนมองไม่เห็น ว่าความจริงเขาจูงจมูกตัวเองอยู่อย่างไร ว่าม้าใช้ที่ใช้อยู่นี้มันโจรชัดๆ เพราะฉะนั้นวันนี้เราแก้ปัญหาอะไรไม่ได้ มีนักวิชาการออกมาเสนอการเมืองใหม่ พันธมิตรฯ บอก 70: 30 คนนั้นบอกอย่างนี้ คนนี้บอกอย่างนั้น ใครที่คิดเล่นเกมพันธมิตร เดินอย่างพันธมิตร เชิญตามสบาย แต่ขอให้รู้ว่ากำลังลงเรือที่ลงไปสู่ขุมนรก ตัวใครตัวมัน นรกใครขุมไหนลงกันไปเอง

“นายสนธิ ลิ้มทองกุล ทำให้คนคิดว่าระบอบประชาธิปไตยเป็นของมีปัญหา เสนอการเมืองใหม่ ผมขอพูดตรงนี้ ไม่อยากพูดหยาบคายไม่ใช่วิสัย แต่คำนี้พูดเพราะแล้วอธิบายไม่ได้ เพราะการเมืองใหม่นั้นต้องถามกลับว่าพ่อมึงเหรอยังไง การเมืองใหม่ที่ไหนถอยหลังกลับไปสู่ระบบที่คนไม่มีส่วนร่วม การเมืองใหม่คือการเมืองที่ก้าวหน้า ประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น มากขึ้น และมากขึ้น ถ้าหากร่วมระดับชาติแล้ว ต้องร่วมระดับท้องถิ่น ต้องมีการถ่วงดุลกับผู้มีอำนาจ”

เพราะรัฐบาลทุกชุดไม่ว่าพรรคเราหรือพรรคใคร พรรคไหนก็ตาม มีข้อบกพร่องติดตัวทั้งนั้น ไม่มีใครวิเศษหมดแต่ต้องมีระบบการเมืองคอยถ่วงดุล ทำให้คนชั่วเผยโฉมออกมา การเมืองใหม่ที่เขาเสนอนั้นเป็นการเมืองกึ่งอุปถัมภ์ ที่ว่าซีกแต่งตั้งเอาพรรคเอาพวกตัวเองมา แต่งตั้งคนนั้น แต่งตั้งคนนี้ เป็นการเมืองเหมือนที่โฆษกณัฐวุฒิบอกว่า “แหมมันช่างสรรหาจริงๆ”

ซึ่งจะมีมากขึ้นหากใช้การเมืองใหม่แบบนี้และเครือข่ายที่ว่านี้คิดจะทำลายประชาธิปไตย ที่จะเอาสรรหามากกว่าเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์เองก็เคยต่อต้านมาตลอด แต่มาวันนี้กลับเรียกร้องเอารัฐบาลแห่งชาติ เพราะเขารู้ตัวดีว่าเลือกตั้งกี่ครั้งเขาก็แพ้

จาตุรนต์ชี้การเมืองใหม่ 70: 30 ไม่เคารพเสียงประชาชน

ต่อมานายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ได้ขึ้นเวทีร้องเพลงคิดถึงพี่ไหม กับเพลงต้องมีสักวัน จากนั้นได้กล่าวว่า ที่ตนร้องเพลงนี้เพราะต้องการสื่อให้เห็นว่าไม่ค่อยมีโอกาสได้เจอกันเพราะถูกตัดสิทธิ์ ถ้าไปปราศรัยหาเสียงพรรคเพื่อไทยก็จะถูกยุบอีก ตนกับนายอดิศร เพียงเกษ เลยคิดว่าจะปราศรัยหาเสียงให้พรรคประชาธิปัตย์เสียเลย

“ผมร้องเพลงนี้เพื่อบอกว่าถ้าไม่คิดถึงพวกเรา 111 คน ก็จะน้อยใจ ยกเว้น 111 คน คนที่อยู่ไกลๆ คนโน้น อันนั้นถ้าคิดถึงก็ไม่ว่ากัน วันนี้พันธมิตรฯ กำลังปู้ยี้ปู้ยำบ้านเมือง เราเป็นเจ้าของประเทศแท้ๆ แต่ต้องกลายเป็นพลเมืองชั้น 2 ต้องมีสักวันครับ เพราะถ้าวันนี้เราไม่ช่วยกันบ้านเมืองวิกฤติวิปลาสแน่ๆ” นายจาตุรนต์กล่าว

นายจาตุรนต์ ยังโจมตีแนวคิดการเมืองใหม่ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ว่าเป็นการทำลายระบบพรรคการเมืองเป็นระบบที่ไม่เคารพในการใช้สิทธิ์ออกเสียงของประชาชน เนื่องจากระบบ 70/30 จะทำให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งเหลือเพียง ร้อยละ 30 ประกอบกับต้องไม่สังกัดพรรคการเมืองซ้ำยังเป็นการไม่ให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในประชาธิปไตยอีกด้วย

“วิภูแถลง”ลั่นนปช.รวมพล12-14 ต.ค.นี้

นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย แกนนำ นปช. รุ่น 2 กล่าวว่า นปช.จะนัดรวมพลใหญ่ในวันที่ 12-14 ตุลาคม ตั้งแต่เวลา 17.00 น.เป็นต้นไป ที่ท้องสนามหลวง และขอยืนยันว่า จะไม่มีการเคลื่อนพลออกจากสนามหลวง ซึ่งการระดมพลครั้งนี้ก็เป็นการต่อสู้กันทางความคิด และไม่ได้ต้องการเผชิญหน้ากับกลุ่มพันธมิตรฯ โดยใช้สโลแกนในการรวมพลครั้งนี้ว่า "ประชาธิปไตยใต้อุ้งเท้าใคร เมื่อกบฏได้รับการปกป้อง" แต่ถ้าหากเมื่อใดที่กลุ่มพันธมิตรฯ ย่างกรายเข้ามาในเขตสนามหลวง ก็จะปกป้องตัวเอง และจะไม่คุกคามใครก่อน

นายวิภูแถลงกล่าวต่อว่า การระดมพลครั้งนี้เพราะทนไม่ได้ที่พันธมิตรฯ ไปปิดล้อมรัฐสภาและทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในการเปิดทางให้มีการประชุมสภาเพื่อแถลงนโยบายรัฐบาล และทนไม่ได้กับกลุ่มพันธมิตรฯ กัปตัน แพทย์ ที่มีพฤติการณ์ที่รับไม่ได้ ส่วน พล.ต.อ.สล้าง ขอยืนยันว่าไม่ได้เป็นแกนนำ นปช. แต่ถ้าเข้าร่วมก็จะยินดีต้อนรับ

“วันนี้เป็นการเช็คขุมกำลังกลุ่มที่ไม่เอาพันธมิตรฯ เพื่อแสดงให้เห็นถึงการต่อสู้กันทางความคิด และเพื่อทำให้เห็นว่ามีประชาชน ตำรวจอีกมากที่ไม่เห็นด้วยกับพันธมิตรฯ” นายวิภูแถลงกล่าว

“นายหัววีระ”ปัดแนวทาง“สล้าง”ยันไม่ใช้ความรุนแรง

นายวีระ กล่าวอีกครั้งว่า เป็นการเช็คกำลังว่ามีความพร้อมแค่ไหนที่จะต่อสู้เพื่ออุดมการณ์ ส่วนที่เกรงกันว่าจะมีการปะทะกับกลุ่มพันธมิตรฯ ตนบอกเลยว่าไม่ต้องห่วง แต่หากเป็นการวัดกำลังพลก็จะแสดงให้เห็นว่ามีพลังเงียบเข้าร่วม นปช.มากแค่ไหน ส่วนที่ พล.ต.อ.สล้างประกาศจะกำลังเข้ายึดทำเนียบฯ คืนนั้น ตนเห็นด้วยในแนวคิด แต่แนวทางกับ พล.ต.อ.สล้างต่างกัน ตนเพียงต้องการเช็คกำลังเท่านั้นว่ามีมากแค่ไหน และจะมีการจัดแบบนี้อีก 2-3 ครั้ง ส่วนการแก้ไขปัญหาอย่างไรนั้นเป็นเรื่องรัฐบาล หากแก้ไม่ได้ ระวังพลังเงียบจะออกมาฟาดฟันเอง เพราะกฎหมายต้องเป็นกฎหมาย และให้รัฐบาลระวังว่าประชาชนจะเบื่อหน่าย



‘บวรศักดิ์’สอนบาลีสังฆราช!แนะ4ฝ่ายสุมหัวแก้วิกฤตชาติ

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า สภาพัฒนาการเมืองกำลังพิจารณาจะออกแถลงการณ์เพื่อขอร้องให้ทุกฝ่ายห้ามกระทำความรุนแรง และให้ผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย รวมถึงกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ชุมนุมอย่างสันติ และปราศจากอาวุธ ทั้งนี้รัฐบาลจะต้องทำหน้าที่ตามกฎหมาย หากมีการปะทะกันหรือเผชิญหน้ากันรัฐบาลจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ

นายบวรศักดิ์ กล่าวอีกว่า การหาทางออกของบ้านเมืองขณะนี้ ทางสภาพัฒนาการเมืองอยากให้กลุ่มต่างๆ ที่มีความขัดแย้งกัน ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล นปช. ฝ่ายค้าน และพันธมิตรฯ ทั้ง 4 ฝ่ายมาร่วมเสวนา เพื่อหาทางออกให้ประเทศ

สมเด็จพระเทพฯ ประทานสัมภาษณ์สื่อนอก'พันธมิตรฯทำเพื่อตัวเอง ไม่ได้ทำเพื่อสถาบัน'


สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ประทานสัมภาษณ์สื่อนอก หลังเหตุความสลายความรุนแรงที่หน้ารัฐสภา ทรงตรัสว่า “พวกเขาดำเนินการสิ่งต่างๆ เพื่อตัวพวกเขาเอง”

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระราชทานสัมภาษณ์สำนักข่าว AP (แปลเป็นภาษาไทย)

"เจ้าหญิงจากประเทศไทยตรัสที่โรงเรียนในรัฐคอนเน็กติกัต"
สำนักข่าวเอพี สหรัฐอเมริกา วันที่ 9 ตุลาคม พ.ศ.2551

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ตรัสถึงความสำคัญของงานบริการสาธารณะเมื่อวันพฤหัสบดี 9 ตุลาคม 2551 ที่ผ่านมา ณ โรงเรียนโช้ต โรสแมรี่ฮอลล์ เมืองเวลลิงฟอร์ด รัฐคอนเน็กติกัต ประเทศสหรัฐอเมริกา หลังจากนั้นพระองค์ทรงเสด็จพระราชดำเนินต่อไปยังมหาวิทยาลัยเพนซิลเวเนีย เพื่อร่วมงานสัมมนาการศึกษาไทย-สหรัฐอเมริกา

การเสด็จฯ ของพระองค์อยู่ในห้วงเดียวกับที่ประเทศไทยเกิดสถานการณ์รุนแรงทางการเมืองครั้งร้ายแรงในรอบสิบกว่าปี กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงนับพันคนไปปักหลักชุมนุมอยู่ในทำเนียบรัฐบาล เพื่อเรียกร้องเปลี่ยนแปลงระบบเลือกตั้งและยุติการทุจริตคอร์รัปชั่นในการเมืองไทย

หน่วยงานการแพทย์ของทางการไทยระบุว่า ผลจากการปะทะเมื่อวันอังคาร (7 ต.ค.) มีฝ่ายผู้ประท้วงบาดเจ็บ 423 ราย ตำรวจบาดเจ็บ 20 ราย ผลสืบเนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าวยังทำให้สตรีเสียชีวิต 1 ราย และผู้ชายเสียชีวิตอีก 1 ราย
นับเป็นเหตุรุนแรงทางการเมืองครั้งร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่ปี พ.ศ.2535 เมื่อผู้ชุมนุมประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยพยายามขับไล่รัฐบาลที่ได้รับการหนุนหลังจากกองทัพ และถูกทหารฆ่าตายไปหลายสิบคน

ภายหลังจากสมเด็จพระเทพรัคนราชสุดาฯ ตรัสเสร็จสิ้น มีผู้ทูลถามพระองค์ระหว่างการแถลงข่าวว่า พระองค์เห็นด้วยหรือไม่ที่กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงกล่าวว่า พวกเขากระทำการในนามของสถาบันกษัตริย์

"ข้าพเจ้าไม่คิดเช่นนั้น" พระองค์ตรัสตอบคำถาม "พวกเขาดำเนินการสิ่งต่างๆ เพื่อตัวพวกเขาเอง"

เมื่อถามว่า เหตุใดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังมิได้ทรงออกมาตรัสถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พระองค์ตรัสตอบว่า

"ข้าพเจ้าไม่ทราบ เนื่องจากมิได้ถามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถึงเรื่องนี้"

แกนนำผู้ประท้วงเรียกร้องให้ดำเนินคดีกับบุคคลที่ดูหมิ่นสถาบันกษัตริย์ แกนนำคนหนึ่งต้องการให้ประเทศไทยละทิ้งระบบเลือกตั้งรัฐสภาด้วยเสียงส่วนใหญ่ และเปลี่ยนไปเป็นระบบแต่งตั้งสมาชิกสภาส่วนใหญ่แทน

นักวิชาการบางคนกล่าวว่า แผนการนี้จะเสริมอำนาจให้กองทัพและสถาบันท่ามกลางความสูญเสียของคนยากจน?

"ปัญหาทางการเมืองขณะนี้มีมากมาย" เจ้าหญิงตรัส "ข้าพเจ้าบอกกับเพื่อนและผู้ร่วมงานของข้าพเจ้าว่า ขอเพียงแต่ให้ทำตามหน้าที่ความรับผิดชอบของตนเองต่อไป"

000000000000

คำแปล “สมเด็จพระเทพฯ ทรงตอบคำถามสื่อนอก”
(โดยเว็บไซต์ประชาไท
http://www.prachatai.com/05web/th/home/14052)

Thailand princess speaks at Connecticut school
Associated Press
October 9, 2008

WALLINGFORD, Conn. –The princess of Thailand said Thursday that she does not believe protests in her home country are being staged to benefit the monarchy.

(ราชกุมารีแห่งประเทศไทยกล่าวเมื่อวันพฤหัสว่าพระองค์ทรงไม่เชื่อว่าการ ชุมนุมประท้วงในประเทศของพระองค์กำลังถูกจัดตั้งขึ้นเพื่ออำนวยประโยชน์ให้ระบอบกษัตริย์)

Princess Maha Chakri Sirindhorn talked about the importance of public service Thursday at the Choate Rosemary Hall prep school in Wallingford. She later headed to the University of Pennsylvania for a U.S.-Thailand education discussion.

(สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร ทรงพูดถึงความสำคัญของกิจการบริการชุมชน เมื่อวันพฤหัสบดี ณ หอประชุมโรงเรียนเตรียม Choate Rosemary ที่เมือง Wallingford หลังจากนั้นทรงเสด็จไปที่ University of Pennsylvania เพื่อทรงร่วมอภิปรายในประชุมหัวข้อเรื่องการศึกษาไทยและสหรัฐอเมริกา)

Her visit came amid the worst political violence in Thailand in more than a decade. Thousands of protesters have camped at the main government office complex to demand electoral changes and an end to corruption in Thai politics.

(การเสด็จเยือนของพระองค์เป็นการเสด็จเยือนท่ามกลางความรุนแรงทางการเมือง ครั้งที่เลวร้ายที่สุดที่เกิดขึ้นในประเทศไทยในมากกว่าหนึ่งทศวรรตที่ผ่านมา ผู้ชุมนุมประท้วงนับหลายพันได้ลงหลักพักแรมที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อเรียกร้อง การเปลี่ยนแปลงทางระบบการเลือกตั้งและการหยุดการฉ้อราษฏร์บังหลวงในการเมืองไทย)

In violent clashes on Tuesday, 423 protesters and 20 police were injured, Thai medical authorities said. One woman was killed, and a man died in what appeared to be a related incident.

(จากเหตุปะทะรุนแรงเมื่อวันอังคาร เจ้าหน้าที่ด้านการแพทย์ได้ระบุว่า มีผู้ชุมนุมจำนวน 423 คนและเจ้าหน้าที่ตำรวจ 20 นายได้รับบาดเจ็บ ผู้หญิงหนึ่งคนเสียชีวิต และมีผู้ชายคนหนึ่งเสียชีวิตในเหตุการณ์ที่ดูเหมือนจะเป็นเหตุการณ์ที่ เกี่ยวข้องกัน)

It was the worst political violence since 1992, when the army killed dozens of pro-democracy demonstrators seeking the ouster of a military-backed government.

(มันเป็นความรุนแรงทางการเมืองที่รุนแรงที่สุดตั้งแต่ปี 1992 เมื่อทหารได้สังหารผู้ชุมนุมผู้สนับสนุนระบอบประชาธิปไตยที่ออกมาขับไล่ รัฐบาลที่มีทหารอยู่เบื้องหลังตายไปหลายสิบคน)

The princess was asked at a press conference following her talk whether she agreed with protesters who say they are acting on behalf of the monarchy.

"I don't think so," she replied. "They do things for themselves."


(สมเด็จพระเทพฯ ทรงได้รับการถามในการประชุมแถลงข่าวแห่งหนึ่งหลังจากการอภิปรายว่า พระองค์ทรงเห็นด้วยหรือไม่กับผู้ชุมนุมที่อ้างว่าพวกเขากระทำการในนามหรือ แทนสถาบันหรือระบอบกษัตริย์)

“ข้าพเจ้าไม่คิดเช่นนั้น” พระองค์ทรงตอบ “พวกเขากระทำ(สิ่งใดก็ตาม)ในนาม(แทน)ตัวพวกเขาเอง”

Asked why the king has not spoken out, she said, "I don't know because I haven't asked him."

(เมื่อได้รับการถามถึงเหตุผลว่าทำไมพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงทรงยังไม่ ตรัสใดๆออกมา พระองค์ตรัสว่า)

“ข้าพเจ้าไม่ทราบ เพราะข้าพเจ้ายังไม่ได้ถามพระองค์ท่าน”

Protest leaders have called for the prosecution of people who insult the monarchy. One leader wants to abandon Thailand's popularly elected Parliament for one in which a majority of members would be appointed.

(ผู้นำการชุมนุมประท้วงได้เรียกร้องให้ดำเนินการทางกฏหมายต่อผู้ที่กระทำการ หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ มีแกนนำคนหนึ่งต้องการที่จะยกเลิกรัฐสภาที่ได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน แล้วเปลี่ยนเป็นรัฐสภาที่จะมีจำนวนส่วนใหญ่มาจากสมาชิกสภาที่มาจากการแต่งตั้ง)

Some academics have said the plan would enhance the power of the country's military and monarchy at the expense of the poor.

(นักวิชาการจำนวนหนึ่งได้กล่าวว่าแบบแผนดังกล่าวจะไปเพิ่มอำนาจแก่ราชการทหาร ของประเทศและสถาบันกษัตริย์บนภาระที่ต้องจำยอม (วิบากกรรม) ของประชาชนผู้ยากจน)

"There are a lot of political problems," the princess said. "I told my friends, colleagues just to do what is their duty."

“ปัญหาทางการเมืองขณะนี้มีมากมาย” พระองค์ตรัส “ข้าพเจ้าได้บอกพระสหายและข้าราชบริพารของข้าพเจ้าให้จงทำในสิ่งที่เป็นหน้าที่ของตน”

++++++++++

ความจริงวันนี้ : บันทึกจากผู้สื่อข่าวตปท.เกิดอะไรขึ้นเมื่อวันที่ 7ต.ค.51


บันทึกจากผู้สื่อข่าวต่างประเทศ : เกิดอะไรขึ้นเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551

โดย Nick Nostitz
บทความชิ้นนี้เผยแพร่ในเว็บไซต์ New Mandala
http://rspas.anu.edu.au/rmap/newmandala/2008/10/11/what-happened-on-7102008/#more-3196

มีเนื้อความว่า....

ในเกมแห่งม่านหมอกและกระจกเงา ทั้งสองฝ่ายต่างพยายามสร้างภาพ เพื่อบอกกับสังคมว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551

ในบทความชิ้นนี้ ผมจะพยายามบรรยายสิ่งที่ผมเห็นและความรู้สึกต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ผมไม่ได้อ้างว่าผมเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด ผมอยู่ที่นั่นระหว่างตีห้าถึงห้าทุ่มเท่านั้น โดยได้ปลีกตัวออกมาชั่วคราวในช่วงเที่ยงและช่วงระหว่าง 13.00-16.00 เพื่อส่งรูปถ่ายไปยังสำนักงานและหลับตาไปอีกราว 30 นาที ฉะนั้น ผมจึงไม่สามารถอยู่ในทุกที่ในช่วงเวลาเดียวกันได้ และเป็นไปไม่ได้ที่จะรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในพื้นที่ที่ห่างออกไป แม้เพียง 100 เมตรก็ตาม

การโจมตีโดยตำรวจเริ่มประมาณ 6.00 น. ในขณะนั้นผมอยู่ในพื้นที่ที่ฝ่ายพธม.ยึดครองไว้ ทันทีที่ผมเห็นตำรวจตั้งแถวเพื่อเตรียมโจมตี ผมรีบออกจากจุดนั้นเพื่อไปอยู่ตรงด้านหน้าของแถวตำรวจแทน ผมรู้สึกปลอดภัยขึ้นเพราะผมรู้ว่าหากตำรวจต้องการสลายการชุมนุม จะตัองมีการใช้กำลังอย่างหนัก

ตำรวจได้ใช้รถบรรทุกที่ติดเครื่องขยายเสียงประกาศเตือนให้ผู้ชุมนุมสลายตัวเพราะกำลังจะถูกโจมตี และจะมีการยิงแก๊สน้ำตา ตำรวจได้ประกาศเตือนอย่างต่อเนื่อง และยังกล่าวว่า ในความขัดแย้งครั้งนี้ ยากที่จะมีใครเป็นผู้ชนะ พวกเราเป็นคนไทยด้วยกันทั้งนั้น จึงไม่ควรมาสู้กันเอง

ผู้ชุมนุมไม่ยอมสลายตัว และหลังจากนั้นไม่นาน การโจมตีก็เริ่มขึ้นด้วยการระดมยิงแก๊สน้ำตา

มันเริ่มจากทั้งด้านถนนราชวิถีและถนนพิชัย (ผมอยู่ที่นี่) ผมเห็นลูกระเบิดแก๊สน้ำตาระเบิดขึ้นอย่างรุนแรงเมื่อมันปะทะเข้ากับแนวกั้นยางรถยนต์ ยางบางเส้นถึงขนาดกระเด็นสูงจากพื้น 2-3 ฟุต ผู้ชุมนุมต่างพากันวิ่งหนีโดยเร็ว ผมเดินตามหลังตำรวจที่อยู่แถวหน้า มีการต่อสู้ระหว่างตำรวจและผู้ชุมนุมเล็กน้อย แต่ไม่มีอะไรรุนแรงมากนัก มีการโยนลูกระเบิดแก๊สน้ำตาโดยตำรวจเล็กน้อย (ผมเดาเช่นนั้น ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้) และผู้ชุมนุมฝ่ายพันธมิตรที่เหลืออยู่ไม่กี่คนก็ได้โยนวัตถุระเบิดเข้าใส่ตำรวจเช่นกัน มันอาจเป็นปะทัด หรือระเบิดปิงปองก็ได้ ในช่วงเวลาที่เร่งร้อนและเต็มไปด้วยหมอกควันนี้ เป็นการยากที่จะเห็นว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นแน่ ควันจากแก๊สน้ำตาทำให้คนตาพร่าไปหมด

นอกจากนี้ มีตำรวจไม่กี่คนที่มีหน้ากากป้องกันแก๊สน้ำตา พวกเขาจึงพลอยได้รับผลกระทบไปด้วย ตลอดช่วงเวลานี้ ตำรวจได้ป่าวประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงขอให้ผู้ชุมหยุดการต่อสู้ และทันทีที่ผู้ชุมนุมหยุด และนั่งลงที่ถนน ตำรวจก็สามารถบรรลุเป้าหมาย คือเปิดประตูรัฐสภาได้สำเร็จ

ถึงตอนนี้ผมจึงได้เห็นว่ามีชุมนุมได้รับบาดเจ็บสาหัส ชายคนหนึ่งนั่งอยู่พื้นโดยขาข้างซ้ายถูกระเบิดขาดตั้งแต่หัวเข่าลงไป มีผิวหนังสองสามเส้นเชื่อมขาที่ตกอยู่ข้าง ๆ เขาถูกห้อมล้อมโดยตำรวจที่ก็ตกใจกับสภาพที่เห็นเช่นกัน ตำรวจบางคนพยายามปลอบเขา ยังมีผู้ชุมนุมที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสอีก 2-3 คนในบริเวณนั้น

ไม่นานหลังจากนั้น รถพยาบาลได้นำชายคนนั้นและผู้บาดเจ็บคนอื่นขึ้นรถไป ภายในรัฐสภามีนักข่าววิทยุได้รับบาดเจ็บที่หลัง ผิวบางส่วนเปิดออก เลือดไหลและไหม้อย่างรุนแรง ตำรวจ ตชด.นายหนึ่งเข้าไปปลอบขวัญเขา

เมื่อสถานการณ์สงบลง ผมได้คุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจถึงเรื่องคนบาดเจ็บ พวกเขาล้วนตกใจกันทั้งนั้น หน่วยยิงแก๊สน้ำตาอธิบายว่า ภายใต้สถานการณ์บางอย่าง การยิงแก๊สน้ำตาอาจก่อเกิดให้เกิดแรงระเบิดที่สูงได้ ตัวอย่างเช่น เมื่อเกิดขึ้นในเวลาที่คนอยู่ด้วยกันอย่างหนาแน่น

ผมใช้เวลาอยู่ในบริเวณนั้นอีกพักหนึ่ง นั่งอยู่ภายในตึกรัฐสภา แล้วก็เดินไปที่แยกถนนราชวิถี-สามเสน อันเป็นบริเวณที่ผู้ชุมนุมพันธมิตรกำลังรวมตัวกันอยู่

หลังจากนั้นครู่หนึ่ง ประมาณ 10.00 น. ผมเดินไป สนง. กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บชน.) ตรงหัวมุมลานพระบรมรูปทรงม้า ทันทีที่ไปถึง ฝ่ายพันธมิตรก็เริ่มการโจมตี พวกเขาโยนระเบิดปิงปอง (หรืออาจเป็นลูกระเบิดแก๊สน้ำตา) เข้าไปยังพื้นที่ของบชน. และเข้าใส่ตำรวจ พวกเขาใช้หนังสติ๊กระดมยิงลูกเหล็กและลูกแก้วเข้าใส่ตำรวจ ช่วงขณะหนึ่งผมได้ยินเสียงระเบิด ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นเสียงกระสุนปืนที่ยิงผ่านไปอยู่รอบตัวผม (เสียงของลูกกระสุนปืนที่พุ่งผ่านไปต่างกับเสียงของลูกกระสุนที่ยิงโดยหนังสติ๊กอย่างชัดเจน) ผมซ่อนอยู่ข้างหลังรถคันหนึ่ง และขณะที่กำลังโทรศัพท์โทรหาเพื่อนนักข่าวที่ชื่อ นิรมาล กอช จาก the Straits Times ผมก็ถูกยิงด้วยลูกเหล็กเข้าที่ท้อง

ตำรวจยิงแก๊สน้ำตาเช่นกัน

หลังจากสงบสติอารมณ์สักพักหนึ่ง ผมก็ตามตำรวจที่ล่าถอยเข้าไปในพื้นที่ของ บช.น. หลังจากสถานการณ์ก็สงบลงชั่วคราว ผมจึงกลับบ้านเพื่อจัดการส่งภาพถ่ายให้สำนักงาน เมื่อถึงตอนนี้ ตำรวจได้ถอนกำลังออกจากพื้นที่รอบๆ รัฐสภา ให้กับพวกพันธมิตรไป

ผมได้รับโทรศัพท์ในช่วงบ่ายว่าเกิดการปะทะกันอีกครั้งเมื่อตำรวจต้องเปิดประตูรัฐสภาด้านถนนราชวิถีอีกครั้ง ผมมาจากทางถนนร่วมจิตแล้วก็ต้องติดอยู่กับด้านผู้ชุมนุมที่กำลังถูกตำรวจระดมยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่ โดยตำรวจพยายามตอบโต้การโจมตีของฝ่ายพันธมิตร ระเบิดแก๊สน้ำตาลูกหนึ่งตกลงมาห่างจากผมราวหนึ่งเมตรตอนที่ผมกำลังวิ่งอยู่ มันส่งเสียงระเบิดกึกก้องทีเดียว

ผมวิ่งมาถึงเส้นที่จะข้ามไปยังพื้นที่ที่ตำรวจยึดครองอยู่ (ตำรวจยิงระเบิดแก๊สน้ำตาลูกหนึ่งใส่ผมเพราะเข้าใจผิดว่าผมเป็นผู้ชุมนุม แต่ก็หยุดหลังจากที่ผมตะโกนซ้ำ ๆ กันว่าผมเป็นผู้สื่อข่าว และยกกล้องให้ดู)

ผมอยู่ตรงหัวผมถนนนั้นจนตกดึก ตำรวจต้องป้องกันหัวมุมถนนด้านนี้ไว้เพื่อให้ข้าราชการ ลูกจ้าง และสส.สามารถออกจากรัฐสภาได้ ตรงจุดข้ามถนนต้องเจอกับการโจมตีจากฝ่ายพันธมิตรอย่างไม่หยุดยั้ง พวกเขาระดมยิงลูกเหล็ก ลูกแก้ว ตำรวจจึงตอบโต้การโจมตีด้วยการยิงระเบิดแก๊สน้ำตา มีการยิงเข้าใส่ตำรวจที่อยู่ตรงหัวมุมถนนเป็นช่วง ๆ โดยยิงมาจากสถาบันราชวัตร

ตำรวจได้ขอให้พวกพันธมิตรที่หลบซ่อนอยู่ในตึกโดยรอบให้ออกมา ตำรวจตะโกนบอกว่าจะไม่ทำอะไรกับผู้ชุมนุมที่ออกมา ผมเห็นหลายคนเดินออกมาโดยตำรวจไม่ได้ทำอะไรพวกเขา สถานการณ์ที่เหนือจริงอันหนึ่งก็คือ เพื่อนของผม ซึ่งเป็นตำรวจนอกเครื่องแบบที่แฝงตัวอยู่ในกลุ่มพันธมิตร ก็เดินออกจากตึกเหล่านั้นด้วย

หลังจากนั้น สถานการณ์ก็ตึงเครียดอย่างไม่น่าเชื่อ ตำรวจยิงแก๊สน้ำตาตลอดเวลา ทั้งตรงจุดนั้นและแถวหัวมุมถนนที่ใกล้กับประตูใหญ่รัฐสภา ช่วงขณะหนึ่ง ฝ่ายพันธมิตรพยายามขับรถบรรทุกตรงเข้ามายังตำรวจที่อยู่ตรงถนนร่วมจิต พวกตำรวจจึงรีบตั้งเครื่องกีดขวางและยิงแก๊สน้ำตาเข้าใส่รถบรรทุก ทันก่อนที่รถจะชนตำรวจ คนขับถูกตำรวจนำตัวไป

ผมถ่ายรูปเจ้าหน้าที่ตำรวจที่บาดเจ็บหลังจากที่ฝ่ายพันธมิตรใช้ปืนสั้นยิงเข้าใส่ตำรวจตรงหัวมุมตึกรัฐสภา และตำรวจที่ถูกรถปิ๊กอัพพุ่งชนโดยตั้งใจ

มีข่าวออกมาจากรัฐสภาว่าฝ่ายพันธมิตรยิงตำรวจสามคน พวกเขาอยู่ในตึกรัฐสภา และไม่ยอมให้รถพยาบาลเข้าไปรับคนเจ็บ

มีคนวิ่งข้ามถนนออกมาจากรัฐสภาเพื่อหนีออกจากบริเวณนั้นตลอดเวลา

เมื่อฟ้ามืดลง บริเวณนี้ก็สงบลง ผมเดินกลับไปที่ บชน. ซึ่งกำลังเจอกับการโจมตีอย่างต่อเนื่องจากพันธมิตร ตำรวจใช้แก๊สน้ำตา พันธมิตรใช้หนังสติ๊ก เสียงกระสุนปะทะกับโล่กำบังและพื้นถนนตลอดเวลา ครั้งนี้ผมโชคดีที่ไม่ถูกยิงเข้าอีก เห็นได้ชัดว่าฝ่ายพันธมิตรยิงปืนออกไปเป็นครั้งคราวเช่นกัน แต่ผมก็ไม่สามารถระบุได้อย่างแน่นอน มันน่ากลัวมากทีเดียว มีความพยายามขับรถยนต์และรถบรรทุกเข้าชนแนวกีดขวาง แต่ตำรวจสกัดกั้นไว้ได้

ช่วงขณะหนึ่งฝ่ายผู้ชุมนุมหนึ่งหรือสองคนได้รับบาดเจ็บที่ขา แต่ผมไม่ได้เห็นด้วยตาของตัวเอง เพียงได้เห็นจากภาพถ่ายของช่างภาพไทยคนหนึ่ง

และเช่นเดียวกับก่อนหน้านี้ สถานการณ์สงบลงเล็กน้อย ตำรวจสามารถยึดแนวกีดขวางตรงหัวมุมลานพระบรมรูปทรงมากลับมาได้ รถปิ๊กอัพที่มีคนพยายามขับชนตำรวจจอดแน่นิ่งอยู่ตรงนั้น ตำรวจลากชายสองคนออกมาจากข้างหลัง และเล่นงานพวกเขาเล็กน้อย ผู้หญิงที่บาดเจ็บคนหนึ่งนอนอยู่บนถนน และมีหมอทหารมารับไป

รถฮัมวีของทหารคันหนึ่งวิ่งสังเกตสถานการณ์โดยรอบ และจอดตรงแถวตำรวจครู่หนึ่งก่อนจะต่อไปยังลานพระบรมรูปทรงม้า

หลัง 22.00 น.สถานการณ์เริ่มอยู่ในความควบคุมมากขึ้น ฝ่ายพันธมิตรมีคนน้อยกว่ามาก ส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่ม สักครู่ มีชายใส่ชุดพรางกายทหาร ซึ่งอาจเป็นทหารประจำการหรือนอกราชการที่อยู่ฝ่ายพันธมิตรก็ไม่รู้แน่ เดินมายังแนวลวดหนามและเจรจากับตำรวจอยู่ชั่วครู่

ตำรวจตอบไปว่าพวกเขาจะหยุดยิงแก๊สน้ำตาหากฝ่ายพันธมิตรหยุดยิงหนังสติ๊กและโจมตีตำรวจ ตำรวจเพียงแค่ตอบโต้การโจมตีเท่านั้น

หลังจากนั้นเหตุการณ์ก็อยู่ในความสงบ มีพวกพันธมิตรประมาณ 100 คนที่ยังป้วนเปี้ยนอยู่แถวลานพระรูปฯ ผมจึงกลับบ้าน

ขณะนี้มีการถกเถียงกันว่าตำรวจใช้กำลังเกินกว่าเหตุหรือไม่ และรวมถึงการใช้แก๊สน้ำตาด้วย จากสิ่งที่ผมเห็น ผมเชื่อว่าตำรวจไม่มีทางเลือกอื่น คุณอาจโทษว่าเป็นเพราะงบประมาณตำรวจที่น่าเวทนา ที่ทำให้พวกเขาไม่มีระเบิดแก๊สน้ำตาที่ก่ออันตรายน้อยกว่านี้ใช้ก็ได้ แต่อย่าโทษเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ในวันนั้น ตำรวจต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยเครื่องมือที่มีให้พวกเขา และในกรณีนี้ ก็คือเครื่องมือที่ทำในรัสเซีย

ถามว่าการบาดเจ็บมีสาเหตุจากระเบิดของฝ่ายพันธมิตรหรือไม่? ตอบตามตรง ผมไม่รู้ ผมรู้แต่ว่ามีการโยนระเบิดโดยผู้ชุมนุมของพันธมิตรบางคนเท่านั้น

ในการเผชิญหน้ากันครั้งนี้ ฝ่ายพันธมิตรได้ใช้อาวุธที่อันตรายและถ้าตำรวจไม่ใช้แก๊สน้ำตา สถานการณ์ก็อาจย่ำแย่จนนำไปสู่การปะทะตัวต่อตัวระหว่างตำรวจกับผู้ชุมนุม และหากเป็นเช่นนั้น ผมมั่นใจว่าจะทำให้สูญเสียชีวิตแก่ทั้งสองฝ่ายมากขึ้น ฝ่ายพันธมิตรมีปืนสั้นจำนวนหนึ่ง ตำรวจหนึ่งหรือสองนายถูกแทงด้วยปลายเสาธง ฉะนั้น เราไม่อยากจะจินตนาการหรอกว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากแก๊สน้ำตาไม่ได้ช่วยสร้างระยะห่างระหว่างทั้งสองฝ่ายไว้ ผมไม่อยากคิดว่าตำรวจตั้งใจทำให้ใครบาดเจ็บ แต่ในช่วงเวลานั้น เป็นช่วงเวลาที่มีทางเลือกน้อยมาก

สิ่งที่คนบางคนดูเหมือนจะลืมก็คือ ความเป็นจริงพื้นฐาน : กฎหมายอยู่ข้างตำรวจ ไม่ได้อยู่ข้างพันธมิตร

แปล /เรียบเรียง : เว็บไซต์ประชาไท
http://www.prachatai.com/05web/th/home/14049


ความจริงวันนี้ที่เมืองทองธานี


ความจริงวันนี้ที่เมืองทองธานี - ดูวิดีโอทั้งหมด กดที่นี่

ภาพและเสียงงาน "ความจริงวันนี้" ที่เมืองทอง 11 ต.ค. 51

ทีมข่าวไทยอีนิวส์
ภาพจากสมาชิกเว็บบอร์ดราชดำเนินและคุณ
Tuxedo
12 ตุลาคม 2551



ดาวน์โหลดข้อมูลเสียงได้ที่ Thai People Voice

จาก thaienews.blogspot.com

วันแดงเดือด ณ ธันเดอร์โดม

ท่ามกลางอากาศที่เริ่มร้อนขึ้นเรื่อย ๆ ของยามสายของวันที่ 11 ตุลาคม ท้องฟ้าสว่างสดใสแทบจะปราศจากเมฆหมอก คลื่นมนุษย์จำนวนมากต่างหลั่งไหลมารวมกัน ณ อาคารธันเดอร์โดมเมืองทองธานี แต่ละคนมีใบหน้าเปื้อนยิ้มบางคนหอบลูกจูงหลานมาด้วยแม้ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนแต่ทุก ๆ คนจะส่งรอยยิ้มให้แก่กันทันที ที่ได้เห็นสัญลักษณ์เสื้อสีแดงซึ่งแต่ละคนได้สวมใส่มาด้วย เมื่อเดินผ่านจะเข้าไปในตัวอาคารธันเดอร์โดม จะเห็นซุ้มกรอบประตูสีแดงดำพร้อมภาพของ ท่านวีระ, ท่านนัฐวุฒิ, ท่านจตุพร 3 เกลอหัวแข็งติดอยู่ด้านบนกรอบประตูดูเด่น และรอบ ๆ ก็รายล้อมไปด้วยธงทิวภาพของ 3 ท่านนี้ที่เป็นสัญลักษณ์ของงานปลิวไสวอยู่ทั่วไป.....

ยิ่งเวลาเคลื่อนผ่านไปคลื่นมนุษย์สีแดงก็พากันเดินมารวมตัวกันที่ ธันเดอร์โดม มากขึ้น และมากขึ้น จนกระทั่งคลื่นคนสีแดงล้นทะลักอาคารธันเดอร์โดมออกมาด้านนอกเรียกว่าไม่สามารถรองรับผู้คนที่จะเข้าไปภายในได้อีก อาคารที่จุคนได้นับหมื่นคนดูเล็กลงไปถนัดตา เสียงผู้คนโห่ร้องแสดงความยินดีเมื่อผู้ดำเนินรายการและผู้อภิปรายได้ขึ้นอภิปรายถึงสถานการณ์ต่างๆ ของบ้านเมืองที่เป็นอยู่ขณะนี้ ถึงแม้ว่าภายในตัวอาคารจะเข้าไปไม่ได้แต่ก็ไม่ได้ทำให้การเดินทางมาของคนสีแดงลดลงแม้แต่น้อย ผู้คนที่เข้าไปภายในตัวอาคารไม่ได้ก็มิได้ถอยหลังกลับ แต่ต่างก็ยืนออกันอยู่ภายนอกและหาสถานที่นั่งพักเพื่อฟังการอภิปรายที่มีการถ่ายทอดเสียงจากภายในออกมา ทุก ๆ คนสีหน้าสดใสแช่มชื่นมีรอยยิ้ม และเป็นรอยยิ้มที่มีความหวังที่ดูแล้วน่ารักเสียนี่กระไร มวลชนที่เข้าร่วมการชุมนุมในครั้งนี้ประเมินด้วยสายตาคร่าว ๆ ไม่น่าจะต่ำกว่า 3 4 หมื่นคนเป็นอย่างน้อย ดูแล้ว ขนลุก

การนัดหมายเพื่อเข้าร่วมชุมนุมกันที่อาคารธันเดอร์โดมในวันนี้เป็นการนัดหมายผ่านทางรายการทีวี ชื่อ ความจริงวันนี้ ซึ่งออกอากาศมาได้เพียงเดือนเศษ ๆ แน่เหลือเกินว่าที่มีผู้คนมากมายไปร่วมชุมนุมวันนี้คงไม่ได้เกิดจากการหลงใหลในตัวผู้จัดรายเป็นแน่ แต่ทว่าปรากฏการณ์วันแดงเดือด ณ ธันเดอร์โดม ที่เกิดขึ้นในวันนี้ไม่ใช่เหตุบังเอิญ มูลเหตุเกิดมาจากความอึดอัด ความคับข้องใจของประชาชนที่เป็นพลังเงียบและมีความรักในประชาธิปไตย ซึ่งต่างก็ได้รับแรงกดดันจากเผด็จการ และ พธม. จนแทบจะทนไม่ได้ต่อความกดดันที่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว ดังนั้นเมื่อ รายการความจริงวันนี้ ได้เปิดโอกาสให้ได้แสดงออกของพลังคนที่รักประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ ปรากฏการณ์วันแดงเดือด ณ ธันเดอร์โดม จึงเกิดขึ้น

ภาพผู้คนมากมาย (ต้องเรียกว่ามหาศาล) ต่างแสดงออกถึงความรู้สึกต่อต้านเผด็จการ และต้องการประชาธิปไตยอย่างเต็มที่ด้วยการ ชูป้ายผ้า, ป้ายตัวหนังสือ, ติดสติกเกอร์, แม้กระทั่งทำรูปการ์ตูนล้อเลียน เอามาแสดงกันเต็มที่ สิ่งเหล่านี้เหมือนสายน้ำที่ทะลักหลั่งไหลออกมาจากเขื่อนที่สูงใหญ่ และได้ท่วมท้นไปยังพื้นที่เบื้องต่ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การสลายม๊อบ พธม. ที่ไปปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลในวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทำให้เหล่าผู้รักประชาธิปไตยทั้งมวล ต่างก็รู้สึกเต็มกลั้นเต็มกลืนจนแทบจะล้นทะลักความคั่งแค้นออกมาเป็นแรงปะทะกับฝ่ายเผด็จการอย่างทันทีทันใด ตำรวจผู้รักษากฎหมายกลายเป็นจำเลยของสังคมไปทันที เมื่อดำเนินการรักษากฎหมายและรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง แรงกดดันที่ถาโถมเข้าสู่จิตใจของผู้รักความยุติธรรมจึงกลายเป็นพลังแรงอย่างที่ปรากฏการณ์ให้เห็น

พลังสีแดงวันนี้ได้กลายเป็นผนังทองแดงกำแพงเหล็กให้กับผู้รักประชาธิปไตย และรัฐบาลอย่างเต็มที่ พลังที่ถูกปลดปล่อยออกมาในครั้งนี้เป็นเครื่องหมายแสดงให้เห็นว่า ประชาธิปไตย จะไม่มีวันแพ้ และประชาชนจะต้องนำเอาอำนาจรัฐคืนกลับมา สถานการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไปเมื่อประชาชนเรือนแสนออกมาแสดงพลังเรียกร้องประชาธิปไตยกันจนเต็มท้องสนามหลวงในวันที่ 12 14 ตุลาคมนี้ นั่นคือการแสดงให้เห็นว่าประชาชนต้องการรัฐบาลประชาธิปไตย และการปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย

คงอีกไม่นานนี้คงจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในประเทศไทย และการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้จะเป็นการต่อยอดของการปฏิวัติของคณะราษฎร์ในปี 2475 ซึ่งจะนำมาเพื่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย ให้ได้รับผลสำเร็จหลังจากที่เวลาผ่านมาถึง 76 ปี ขอให้ชาวคนสีแดงทุกท่านได้ร่วมแรงใจกันอย่างเต็มที่เพื่อไปแสดงพลังให้เผด็จการมันเห็นว่า วันแดงเดือด ณ ธันเดอร์โดม เป็นจุดเริ่มต้นของการ เป่านกหวีด ระดมพลประชาธิปไตยกันเพื่อนำมาความเป็นไทยอีกครั้ง ท่านคือนักรบประชาธิปไตย แล้วพบกันที่ท้องสนามหลวงครับ

ปูนนก

จาก thaifreenews