WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, October 13, 2008

สงครามประชาชน

คอลัมน์ : คิดในมุมกลับ

“ทำกับข้าวโดนปลด เป็นกบฏโดนปล่อย” ประโยคนี้ไม่ได้คิดเอง แต่ใครไม่รู้เขียนทิ้งไว้บนโต๊ะอ่านหนังสือในมหาวิทยาลัย ผนังห้องน้ำสาธารณะก็มี คุยกับเพื่อน เพื่อนก็บอกว่าเคยเห็น...

ไม่ใช่แค่เห็น...แต่ยัง “เห็นด้วย” ไปกินก๋วยเตี๋ยวแถวบ้านก็ได้ยินคนขายบ่นเรื่องนี้อย่างท้อแท้ว่าบ้านเมืองวันนี้หาหลักเกณฑ์อะไรไม่ได้ เมื่อก่อนว่ากันว่าคุกมีไว้ขังคนจน วันนี้ต้องเพิ่มมีไว้ขังใครก็ได้ที่ไม่ใช่พันธมิตรฯ อีกด้วย

ไม่กล้าจินตนาการเลยจริงๆ กฎเกณฑ์ของการเลือกตั้งวันนี้ถูกทำลายย่อยยับ ไร้ความหมาย วันต่อไปจะเป็นเรื่องอะไรอีกที่ทำให้คนส่วนใหญ่ทนไม่ได้ หมดความอดทน ไม่เห็นใครที่จะพึ่งพา แล้ววันนั้นจะมีแต่ “กฎกู” ก็คงอีกในไม่ช้า

ถ้าจะมีอะไรที่รัฐบาลนี้จะโดนตำหนิ ก็คือไร้ความสามารถในการควบคุมความสงบเรียบร้อยโดยรวม มองไม่ออก แยกไม่ออกว่าใครประชาชน ใครโจร คนทำผิดกฎหมายขนาดตบอาวุธปืนตำรวจได้ ยิงตำรวจได้ ทำลายกล้องวงจรปิดของ กทม. ก่อนทุบตีคนได้...แบบนี้จะเอาความเชื่อมาจากไหนว่ายังสามารถเจรจาภาษาคน

รัฐบาลทั้งรัฐบาลยังแหย ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ยังต้องหลีกทางให้ ทหารยังต้องเกรงใจ ปัญญาชน สื่อมวลชน นักวิชาการยังปกป้อง...แล้ว “ประชาชน” อย่างเราจะไปเหลืออะไรสู้กับมัน

ทุกวันนี้ก็ใช้ชีวิตกันด้วยความคับแค้น กฎหมายไม่มีค่า แต่จะให้ลุกไปรบราฆ่าฟันด้วยตัวเองก็ไม่ใช่เรื่องง่ายและไม่อยากเป็นผู้ร้ายไปด้วยอีกคน

แต่ภาวะอึดอัด ภาวะที่คนส่วนมากถูกกดทับ ถูกบังคับให้ต้องยอมอย่างไร้ความชอบธรรมแบบนี้นี่แหละ ที่จะยิ่งเป็นแรงกดดันให้พวยพุ่งขึ้นมาอย่างร้อนแรงราวน้ำพุร้อนใต้ดิน

ประเทศที่เปลี่ยนผ่านการเมืองด้วย “สงครามกลางเมือง” ก็เป็นแบบนี้ บ้านเมืองจะมีความเห็นแตกต่างกันร้อยหัวร้อยความคิดก็ไม่มีใครว่า แต่ “หลักเกณฑ์” ที่ร่วมกันยึดถือต้องเป็นหนึ่งเดียว

เมื่อต่างก็ไม่ยอมรับหลักเกณฑ์อีกฝ่าย และต่างฝ่ายก็ไม่อาจทนก้มหัวให้กฎของอีกฝ่าย ด้วยเห็นว่าไม่เป็นธรรมกับตัวเอง ทางออกจึงมีแต่ต่อยกันให้แพ้ชนะไปข้างหนึ่งเท่านั้น

และสำหรับหลายประเทศที่ประชาธิปไตยเข้มแข็งในทุกวันนี้ นั่นเพราะว่าครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ เขาเคยผ่านสงครามกลางเมืองมาแล้วทั้งนั้นนั่นเอง

ปฏิญา ยอดเมฆ



สมเด็จพระเทพฯทรงพระเจริญ

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม (ตามเวลาในประเทศไทย) สำนักข่าวเอพี รายงานจากเมืองเวลลิงฟอร์ด รัฐคอนเน็กติกัต ประเทศสหรัฐอเมริกา ว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินร่วมงานประชุมทางวิชาการ ณ โรงเรียนโช้ต โรสแมรี่ฮอลล์ โดยในที่ประชุม สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ตรัสถึงความสำคัญของงานบริการภาคสาธารณะ และหลังเสร็จสิ้นการประชุม มีผู้สื่อข่าวทูลถามพระองค์ถึงสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศไทยว่า ทรงเห็นด้วยหรือไม่ที่กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงระบุว่า ประท้วงเพื่อสถาบันกษัตริย์ (The princess was asked at a press conference following her talk whether she agreed with protesters who say they are acting on behalf of the monarchy.)

เอพีรายงานว่า สมเด็จพระเทพรัตนราขสุดาฯ ตรัสตอบคำถามดังกล่าวว่า "I don’t think so." "They do things for themselves." หรือแปลเป็นไทยได้ความว่า "ข้าพเจ้าไม่คิดเช่นนั้น กลุ่มผู้ชุมนุมดำเนินการสิ่งต่างๆ เพื่อตัวพวกเขาเอง" ผู้สื่อข่าวทูลถามอีกว่า "Why the king has not spoken out?" หรือ "เหตุใดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังมิได้ทรงออกมาตรัสถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น" สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ตรัสตอบว่า "I don’t know because I haven’t asked him." หรือ "ข้าพเจ้าไม่ทราบ เนื่องจากมิได้ถามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถึงเรื่องนี้"

เรื่องนี้เป็นข่าวใหญ่!!! หลังจากที่กลุ่ม “พันธมารธิปไตย” มีการอ้างสถาบันเบื้องสูงหลายครั้งหลายคราว เพื่อมาปลุกระดมคนในสังคมให้เกิดความแตกแยกแบ่งฝักแบ่งฝ่ายในสังคมไทย กรณีนี้ศาลชั้นต้น ได้เคยพิพากษาแกนนำ หัวโจกใหญ่ของม็อบ (ฝูงชนผู้บ้าคลั่ง-คงแปลไม่ผิด คงไม่มีใครไปตะแบง)

เรื่องนี้ไม่ควรเป็นประเด็นเกิดขึ้นเลย หากไม่มี ม็อบป่วนเมือง จงใจสร้างสถานการณ์ไปสู่ความรุนแรง เพื่อหวังให้ทหารเข้ามากระทำการปฏิวัติรัฐประหาร นี่คือสิ่งที่คนในสังคมไทยและสังคมโลกเขาแลเห็น

เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน...อยู่ในสถานะที่ทุกคนในสังคมไทยต้องเคารพบูชา ทุกพระองค์ทรงอยู่เหนือจากปัญหาทางการเมือง

เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน เสด็จพระราชดำเนินไปยังต่างประเทศ คนกลุ่มนี้ยังไม่สำนึกถึงสิ่งที่เกิดความเสียหายต่อชาติบ้านเมือง และที่สำคัญคือ ต่อสถาบันสูงสุดของชาติ

มีความพยายามบิดเบือนคำแปลข่าวต่างประเทศชิ้นนี้ ทั้งที่การพาดหัวข่าวมีความชัดเจน จนแทบไม่ต้องมีข้อถกเถียงกันอีก เพราะการโปรยหัวข่าว บริบท คือประเด็นที่นักข่าวเขาต้องการจะสื่อสารให้คนได้รับรู้

มีความพยายามที่จะไม่ให้ หนังสือพิมพ์ฉบับใด ฉบับหนึ่งในเมืองไทย ลงข่าวชิ้นนี้ เพราะจะเป็นความเสียเปรียบ เมื่อความจริงปรากฏออกมา แต่...ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวปิดไม่มิด โดยประกาศว่าจะไปเยี่ยมหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ และคิดว่าสมาคมสื่อทั้งหลายจะไม่คัดค้าน

เป็น ความพยายามแทรกแซงการทำหน้าที่สื่อสารมวลชน พอๆ กับที่พวกมันทำกับนักข่าวและช่างภาพหลายครั้งหลายหน แต่สมาคมวิชาชีพ บอกให้อดทนกับสิ่งที่เรียกว่าเป็น การคุกคามสื่อเต็มรูปแบบ

วันนี้บ้านเมืองจะอยู่อย่างไร หากเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน มีพระราชประสงค์ส่งสาร มีพระราชประสงค์บอกข้อเท็จจริง มีพระราชประสงค์จะพัฒนาประเทศสู่ความเป็นประชาธิปไตย แล้วหากปรากฏว่าไม่มีสื่อใดๆ ในประเทศไทยให้การสนับสนุน ... น่าเศร้าใจไหม (ไปหาอ่านสิ่งที่นักข่าวในสำนักข่าวเขาแฉกันเองเถอะในข่าวต่อหน้า 1)


นายกฯ ถกครม.นัดพิเศษ รับมือวิกฤติการเงิน

นายกฯประชุมครม.นัดพิเศษวันนี้ ถกรับมือวิกฤติการเงินฉุดเศรษฐกิจโลกตกต่ำ กดดันเศรษฐกิจไทย เผยเตรียมออกมาตรการรับมืออย่างเป็นรูปธรรม

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ได้ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ นัดพิเศษครั้งแรก ในวันนี้ (13 ต.ค.) เพื่อหารือถึงสถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจโลก และวิกฤตเศรษฐกิจในภูมิภาค รวมถึงภาพรวมของเศรษฐกิจไทย และวางแนวทางป้องกันปัญหา โดยเฉพาะการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล ในปีงบประมาณ 2552 ทั้งในส่วนของกรมสรรพากร และกรมศุลกากร ที่อาจไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

ทั้งนี้ เนื่องจากขณะนี้เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจและวิกฤตการเงินโลก ที่ลามจากสหรัฐฯ ไปยังยุโรป และประเทศอื่นๆ รวมถึงสถานการณ์การเมืองในประเทศ ดังนั้นจึงต้องมีมาตรการออกมารับมืออย่างเป็นรูปธรรม


กกต.แจกใบเหลือง-ใบแดง ส.ส.พปช.เชียงใหม่-ส.ส.พผ.ปัตตานี-ส.ว.นครพนม


คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) มีมติให้ใบเหลือง-ใบแดงกับ ส.ส.พรรคพลังประชาชน(พปช.) เขต 3 จังหวัดเชียงใหม่ และให้ใบเหลือง 2 ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน จังหวัดปัตตานี และ ส.ว.จังหวัดนครพนม

นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ด้านบริหารการเลือกตั้ง เปิดเผยว่า กกต.มีมติให้เลือกตั้งใหม่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) เขต 3 จังหวัดเชียงใหม่ แทนนายประสิทธิ์ วุฒินันชัย และนายสุรพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.พรรค พปช. พร้อมทั้งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและดำเนินคดีอาญากับนายประสิทธิ์ด้วย

นอกจากนี้ กกต.ยังมีมติให้เลือกตั้งใหม่ ส.ส.เขต 2 จังหวัดปัตตานี แทนนายยุซรี ซูสารอ และนายนิมุคตาร์ วาบา ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน(พผ.) เขต 2 จังหวัดปัตตานี

และให้เลือกตั้งใหม่สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) จังหวัดนครพนม แทนนายวิทยา อินารา เนื่องจากทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งขั้นตอนต่อไป กกต.ก็จะส่งให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งพิจารณาต่อไป



สัญญาณการสิ้นชาติ

คนสองคนทะเลาะกัน ด่ากัน ตีกัน หายโกรธต่างคนก็ต่างแยก ย้ายกันไป คนกลุ่มหนึ่งทะเลาะกัน มีกรรมการมาห้าม ได้สติก็เลิกรากันไป แต่ถ้าสถาบันหลัก องค์กร หรือมวลชนทะเลาะกัน

มีแต่ความหายนะ

ปัญหาวิกฤติความแตกแยกของคนไทยเวลานี้ไปไกลกว่าที่จะไกล่เกลี่ย ไปไกลกว่าที่จะหาทางลง หรือยุติปัญหาด้วยความประนีประนอม และใหญ่เกินกว่าที่คนธรรมดาจะแก้ไขได้

แม้แต่กฎกติกาหรือ กระบวนการยุติธรรมก็ยากที่จะเยียวยา ดังนั้น ความขัดแย้งของคนในประเทศกำลังเดินหน้าไปสู่ความรุนแรงที่จะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

เป็นสงครามกลางเมือง

ผมเคยเกริ่นไว้หลายครั้งแล้วว่า วิกฤติการเมืองครั้งนี้จะนำไปสู่การสิ้นชาติ ก็ไม่มีใครฟัง วันนี้มีองค์กร มีสถาบัน มีมวลชน แยกออกเป็นสองขั้วพร้อมที่จะ เข้าหํ้าหั่นกันด้วยความกระเหี้ยนกระหือรือ

กำลังกลายเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน

ผมว่าประชาธิปไตยในประเทศไทยล้มเหลวโดยสิ้นเชิง อำนาจบริหารก็ไม่มี อำนาจนิติบัญญัติก็ไม่มี แม้แต่อำนาจตุลาการก็ทำงานไม่ได้เต็มที่ รวมทั้งอธิปไตยที่สูญเสียการทรงตัว

ปกครองกันโดยกฎหมู่

กระบวนการยุติธรรม ตำรวจ ทหาร ฝ่ายความมั่นคง กลายเป็นสากกะเบือกันไปหมด ทำอะไรก็ไม่ได้ กลัวจะตกเป็นจำเลยของสังคม กระทั่งล้มเลิกงานวันตำรวจแห่งชาติ

องค์ประกอบของประชาธิปไตยไม่มีแล้ว

ที่น่าเป็นห่วงคือสถาบันสำคัญของประเทศที่กำลังจะถูกม้วนเข้าไปในมรสุมของวิกฤติด้วย อย่าดึงฟ้าต่ำ อย่าทำหินแตก อย่าแยกแผ่นดิน ต้องท่องกันเอาไว้ให้ดี

ปรากฏการณ์ระหว่างหมอกับตำรวจ ปรากฏการณ์กัปตันการบินไทยกับ ส.ส.พลังประชาชนปรากฏการณ์ที่ไม่ยอมรับบุคคลในคณะกรรมการสอบสวนเหตุการณ์ 7 ตุลา ปรากฏการณ์ ที่ไม่ยอมรับคณะกรรมการแก้ปัญหาวิกฤติชาติจะเรียกว่าอารยะขัดขืนหรือ กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย ก็อีกเรื่อง

แต่เป็นปรากฏการณ์ที่คนไทยกำลังว้าเหว่

ประชาชนส่วนใหญ่รู้สึกเครียด เซ็ง เบื่อหน่าย ไม่ยินดียินร้ายกับความเป็นไปของบ้านเมืองในขณะนี้น่าจะยืนยันได้ว่า เป็นอาการที่เรากำลังใกล้จะสิ้นชาติเข้าไปทุกที ไม่ช้าไม่นานก็จะแบ่งแยกการปกครอง ตั้งเป็นรัฐอิสระ เป็นเขตการปกครองพิเศษ ไม่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่มีอธิปไตย

ไม่มีชาติ.

“หมัดเหล็ก”


ไม่มีทางออก

กงล้อแห่งความวุ่นวายยังหมุนต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด

นายกฯสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ยกเลิกโปรแกรมการเดินทางไปเยือนลาวและกัมพูชาไม่ใช่เพราะกลัว ทหารปฏิวัติแต่เพราะสถานการณ์บ้านเมืองยังไม่สงบ

ปู่ชัย ชิดชอบ ประธานสภาฯ สั่งเลื่อนการประชุมสภาฯ เนื่องจากกลัวโดนม็อบล้อม สภาฯอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อวันก่อน

วันนี้ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะยกขบวน ดาวกระจายไปปิดล้อมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อแสดงพลังครั้งใหญ่

วันนี้เช่นกัน กลุ่ม นปช. จะชุมนุมรวมพลคนเสื้อแดงที่สนามหลวง ประกาศแสดงพลังต่อต้านกลุ่มพันธมิตรฯทุกรูปแบบ

ถ้าม็อบชนม็อบเมื่อไหร่ก็ฉิบหายวายตลิ่ง

เอาเถอะประเทศไทยไม่ใช่ของใครคนเดียว ลำพังเราคนเดียวคงไม่มีปัญญายุติวิกฤติร้ายแรงที่บ้านเมืองกำลังเผชิญอยู่

ตราบใดที่คนส่วนใหญ่ในสังคมนี้ยังเกลียดชังคั่งแค้นแบ่งขั้วแบ่งข้างมุ่งจองล้างจองผลาญกันไม่รู้จบ

เมื่อสังคมป่วยหนักขนาดนี้ เราซึ่งเป็นหน่วยเล็กๆในสังคมไทยก็คงต้องปลงให้ตก ปัญหาจะยืดเยื้ออีกนานแค่ไหน บ้านเมืองจะเสียหายยับเยินอย่างไร ก็ต้องปลงให้ตก

ถ้าขืนไปเครียดกับสิ่งที่เกิดขึ้น เราเองจะประสาทแดก

“แม่ลูกจันทร์” ไม่ค่อยห่วงเหตุการณ์ รุนแรงในเมืองหลวงเท่าไหร่ เพราะเหตุการณ์ จลาจลเมื่อวันก่อนเป็นบทเรียนที่ทุกฝ่ายไม่ อยากให้เกิดขึ้นอีก

แต่ห่วงสถานการณ์แตกแยกของพี่น้องประชาชนในต่างจังหวัดมากกว่า!!

เพราะการเผชิญหน้าของคน 2 กลุ่ม กำลังล่อแหลมสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะ กันในหลายจังหวัด

ถ้าอารมณ์ยังเดือดพล่าน คนไทยกับคนไทยคงยกพวกจับอาวุธฆ่ากันเองอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

เฮ้อ...คิดแล้วใจฝ่อบอกไม่ถูก

“แม่ลูกจันทร์” ฟันธงวิกฤติการเมืองครั้งนี้ทำให้สังคมชาติแตกแยกหนักที่สุดในประวัติศาสตร์

แม้แต่ยุคที่คนไทยแตกเป็น “ฝ่ายซ้าย-ฝ่ายขวา” เมื่อสามสิบปีก่อน ก็ยังไม่หนักเท่า วิกฤติที่เรากำลังเผชิญอยู่

แถมวิกฤติครั้งนี้เป็นวิกฤติที่ไม่มี ทางออก และมองไม่เห็นทางจบ

ไม่ว่า “นายกฯสมชาย” ยอมลาออก หรือรัฐบาลตัดสินใจยุบสภาฯปัญหาก็ไม่จบ!!

เพราะถ้าประชาชนส่วนใหญ่เลือกพรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาลอีก กลุ่มพันธมิตรฯก็ยังชุมนุมไล่รัฐบาลต่อ

หรือข้อเสนอที่ให้พรรคการเมืองที่มี ส.ส. ในสภาฯ สลายขั้วร่วมกันตั้งรัฐบาลสมานฉันท์ เฉพาะกิจ เพื่อปฏิรูปการเมืองครั้งใหญ่

สูตรนี้คงเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะพรรคประชาธิปัตย์ปฏิเสธ!!

หรือข้อเสนอให้ตั้งรัฐบาลแห่งชาติเอา “คนนอก” เป็นนายกรัฐมนตรีเพื่อเบรกปัญหาขัดแย้งไม่ให้ลุกลามยิ่งขึ้นอีก

สูตรนี้ก็ทำไม่ได้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญไม่เปิดช่องให้ “คนนอก” แหกด่านมะขามเตี้ยเข้ามาเป็นนายกฯคนใหม่

หรือแม้แต่สูตรสุดท้ายที่มีเสียงเรียกร้องให้ทหารปฏิวัติ “เว้นวรรคประชาธิปไตย 1 ปี” เพื่อจัดระเบียบบ้านเมืองให้สงบ

แต่ฝ่ายผู้นำกองทัพก็ยืนยันว่าจะไม่ ปฏิวัติเด็ดขาด เพราะถ้าขืนปฏิวัติประเทศไทยจะถูกสังคมโลกแซงก์ชั่น และเศรษฐกิจจะยิ่งทรุดหนัก

ข้อสำคัญ ถ้าขืนทหารปฏิวัติอีกครั้ง จะถูกประชาชนที่รักประชาธิปไตยลุกฮือขึ้นต่อต้านจนทหารเอาไม่อยู่

สรุปว่าทุกทางออกล้วนแต่เป็นซอยตันหมด

แต่ถ้าจำเป็นต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง “แม่ลูกจันทร์” สนับสนุนการยุบสภาฯเลือกตั้งใหม่ คืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินอนาคตการเมืองอีกครั้งหนึ่ง

เพราะระบอบประชาธิปไตยคำตัดสินของคนส่วนใหญ่คือคำตอบ.

แม่ลูกจันทร์


'ป๊อก' พลิ้ว 'สมชาย' ยื้อ

โดยสถานการณ์บีบให้เล่นติ๊ดชึ่ง จับทางยากขึ้นทุกวัน

กับลีลาของ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก หลังจากที่เย็นวันศุกร์ออกมาส่งเสียงเข้ม จี้ให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และรัฐบาลต้องรับผิดชอบกรณีสลายม็อบพันธมิตรฯมีคนบาดเจ็บล้มตาย

ฮึ่มๆบีบกันหน้าดำหน้าเขียว

และก็เป็นนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ที่ออกมาตีความหมายขยายความ

ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ดีของฝ่ายทหาร และเป็นจุดยืนที่ฝ่ายการเมืองต้องเกรงใจ

“อนุพงษ์” บี้ “สมชาย”

แต่พอสายๆวันเสาร์กลับมีข่าวว่า “บิ๊กป๊อก” แวบหายหน้า ไม่โผล่ไปร่วมงานเปิดโครงการ “สานใจไทยสู่ใจใต้” ที่มี “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ เป็นประธาน ทั้งๆที่มีชื่ออยู่ในบัญชีแขกร่วมงาน

ท่ามกลางผู้บัญชาการเหล่าทัพพร้อมหน้า

ขาดแค่ “บิ๊กป๊อก” กับ พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ โดยทั้งคู่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 10 รุ่นเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

งานนี้ยากจะปฏิเสธว่า ไม่มีนัยอะไร

เพราะในสถานการณ์หัวเลี้ยวหัวต่อ มันอดคาใจกันไม่ได้

“ป๋าเปรม” ออกงาน บิ๊กเหล่าทัพไม่ตบเท้าพรึบพรับ

ที่แน่ๆช่วงบ่ายวันเดียวกัน ก็มีข่าวว่า “บิ๊กป๊อก” ควงภรรยาหอบกระเช้าดอกไม้ไปเยี่ยมอาการป่วยของ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ในฐานะผู้ใหญ่และอดีตผู้บังคับบัญชาที่ให้ความเคารพ

และเคยร่วมงานกันอย่างเข้าขา

สรุปว่า ยังยื่นมือแตะทุกฝ่าย

“บิ๊กป๊อก” ไม่แทงหวยเต็ง

ฉะนั้น ก็คงต้องลุ้นฟาวล์กันต่อไป สำหรับใครที่ออกมายุให้ทหารติดเครื่องรถถังออกมาปฏิวัติ ระเบิดประตูทางออกวิกฤติการเมืองโลกแตกของประเทศไทย

“อนุพงษ์” ยังไม่อยาก “ใหญ่” ตามแรงยุของหมอดู

และแน่นอน เมื่อ “บิ๊กป๊อก” ไม่แทงหวยเต็ง ก็เป็นอะไรที่ยังเห็นช่องหายใจ ล่าสุดกับคำถามเรื่องลาออกหรือยุบสภา นายกฯสมชายส่งสัญญาณชัดเจนขึ้นอีกขั้น บอกเอาไว้รอถ้ากระบวนการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ภาค 3 เสร็จเมื่อไหร่

“คราวนี้จะเอาอย่างไร จะยุบหรือจะเอาอะไรก็ว่ากันไป”

ดึงเกมซื้อเวลาออกไป

อย่างน้อยๆก็ได้แนวร่วมจากนักเลือกตั้งด้วยกัน เพราะมันคือการยื้อเกมไม่ให้เครือข่ายอำมาตยาธิไตยเข้ามาวางเกมร่างรัฐธรรมนูญตั้งแต่ต้นจนจบ

ถอนรากถอนโคนนักการเมือง

ยึดเวทีนักเลือกตั้งอาชีพ

“สมชาย” อาศัยลูกนิ่ง เล่นบท “ดื้อเงียบ”

วัดใจเกมยั่ว “ปฏิวัติ”

ทางหนึ่งม็อบพันธมิตรฯประเดิมการถอนหมายจับ 9 แกนนำ นัดรวมพลใหญ่เคลื่อนขบวนบุกล้อมหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

เย้ยกันถึงรังใหญ่

ในขณะที่เริ่มมีปฏิกิริยาร้อนแรงของฝ่ายตรงข้าม กับบทห้าวๆของ พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ สวมวิญญาณ “ตำรวจเฒ่าไม่มีวันตาย” ระดมพลตำรวจนอกราชการ

อาสาบุกยึดทำเนียบรัฐบาลคืนจากม็อบพันธมิตรฯ

ไล่เลี่ยๆกับอาการขยับพรึบพรับของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แห่เข้าชมรายการ “ความจริงวันนี้” นอกรอบ เช็กกำลังพลคนเสื้อแดงแน่นธันเดอร์โดม เมืองทองธานี

วอร์มเครื่องก่อนนัดชุมนุมใหญ่ที่ท้องสนามหลวงวันที่ 12-14 ตุลาคม

ตั้งท่าเปรียบมวยกับม็อบพันธมิตรฯแล้ว.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน


'สมชาย'จี้สอบใครฆ่าประชาชน?แนะตั้ง ส.ส.ร.3ปฏิรูปการเมือง

"สมชาย" ลั่นให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน จับมือแก้ปัญหความขัดแย้ง แจงเหตุสลายม็อบหน้ารัฐสภา พร้อมตั้ง กก. 2 คณะ สอบข้อเท็จจริง "ใครฆ่าประชาชน?" นายกฯปัดกระแส "ไขก็อกหนีม็อบถ่อย" ยันไม่คิดลาออกหรือยุบสภา แนะตั้ง ส.ส.ร.3 คลี่คลายวิกฤตชาติ-ปฏิรูปการเมืองไทย

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวผ่านทางสถานีโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ว่า ขณะนี้บ้านเมืองเกิดความขัดแย้งทางความคิดอย่างมากมาย มีการชุมนุมประท้วงที่บางครั้งเกินกรอบที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้การชุมนุมสามารถทำได้แต่ขอให้อยู่ในขอบเขต เพื่อไม่ให้ละเมิดสิทธิของผู้อื่น พร้อมระบุรัฐบาลมาจากการเลือกตั้งของประชาชน ดังนั้นต้องรับผิดชอบประชาชน รัฐสภา ยึดมั่นการปกครองระบอบประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ส่วนเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่เกิดขึ้นนั้น ยอมรับว่ารู้สึกเสียใจ และได้ตั้งคณะทำงานขึ้น 2 ชุด ชุดแรก คือ คณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง ทำหน้าที่สอบสวนข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นทั้งหมด เพื่อให้เกิดความกระจ่าง ให้ประชาชนทราบข้อเท็จจริง เชื่อว่าจะใช้เวลาในการสอบสวนไม่นานนัก ส่วนชุดที่สอง เป็นคณะทำงานที่ทำหน้าที่เยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้นกับทุกฝ่าย โดยจะดูภาพรวมในเหตุการณ์ต่างๆ ทั้งหมด

นอกจากปัญหาการเมืองแล้ว นายกรัฐมนตรียังระบุถึงปัญหาเศรษฐกิจที่น่าเป็นห่วง เนื่องจากขณะนี้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก และเชื่อว่าเอเชียก็จะได้รับผลกระทบไปด้วย การลงทุนธุรกิจขนาดย่อม การจ้างงานจะได้รับผลกระทบ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องร่วมกันรับมือกับวิกฤตเศรษฐกิจ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อประเทศโดยรวม

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงวาระสำคัญที่ใกล้จะมาถึง คืองานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ที่ขณะนี้การดำเนินการต่างๆ ใกล้แล้วเสร็จ ต่อจากนั้นจะเป็นงานเฉลิมพระชนมพรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว การจัดประชุมอาเซียน ดังนั้นประไทยจะต้องแสดงความพร้อม ความสามัคคีให้ต่างชาติได้รับรู้ และประชาชนได้มีส่วนร่วม พร้อมขอให้กลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย คืนสถานที่เพื่อจัดงานให้สมเกียรติ เพราะเป็นงานสำคัญที่จะเชิดชูเกียรติยศของประเทศ

นายกรัฐมนตรี กล่าวในตอนท้ายว่า ปัจจุบันเกิดข่าวลือหลายอย่าง จึงขอให้ประชาชนรับฟังโดยใช้วิจารณญาณและสามัญสำนึก เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ เพราะมีหลายฝ่ายพยายามเรียกร้องให้รัฐบาลยุบสภา หรือให้นายกรัฐมนตรีลาออกจากตำแหน่ง ทั้งนี้ตนเองยืนยันไม่คิดยุบสภา หรือลาออกจากตำแหน่ง เพราะไม่เชื่อว่าจะสามารถแก้ปัญหาได้จริง อย่างไรก็ตาม หากแนวทางข้างต้นพิสูจน์ได้ชัดเจนว่าเกิดประโยชน์ตนเองก็พร้อมลาออก หรือยุบสภา และเห็นว่าสิ่งสำคัญ คือการหาทางออกโดยการร่วมกันแก้ปัญหา โดยเฉพาะการตั้ง ส.ส.ร.3 เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปฏิรูปการเมือง



Sunday, October 12, 2008

นายกฯ วอนผู้ชุมนุมคืนทำเนียบฯ พร้อมอำลาหากปัญหาจบ

กรุงเทพฯ 12 ต.ค.-นายกฯ แถลงผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจฯ ขอร้องกลุ่มผู้ชุมนุมคืนพื้นที่ชุมนุมเพื่อจัดงานสำคัญ ให้คนไทยพร้อมใจรับมือปัญหา ศก. พร้อมทิ้งตำแหน่งหลังหาทางออกให้กับประเทศชาติได้

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ใช้เวลาแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทยเพียง 15 นาที เมื่อเวลา 20.30 น.ที่ผ่านมา ยืนยันว่าการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยไม่ได้อยู่ในกรอบของกฎหมาย รัฐบาลขอวิงวอนให้ทุกฝ่ายหยุดความขัดแย้ง และหันมาร่วมมือกันจัดงานสำคัญของประเทศชาติ ทั้งงานพระราชพิธีและการประชุมนานาชาติที่รออยู่ข้างหน้า ดังนั้นจึงอยากขอพื้นที่ทำเนียบรัฐบาลคืน นอกจากนี้ปัญหาเศรษฐกิจโลกที่เกิดขึ้นในขณะนี้ เชื่อว่าจะกระทบเศรษฐกิจไทยอย่างรุนแรง ดังนั้นอยากจะให้ทุกฝ่ายเตรียมการรองรับสถานการณ์ และป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ย้ำไม่ได้เป็นผู้ที่ยึดติดตำแหน่ง และหากเห็นทางออกที่ชัดเจนของบ้านเมืองแล้ว ก็พร้อมที่จะทิ้งตำแหน่ง เดินหน้าตั้ง ส.ส.ร.3 แก้ รธน.ให้เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ตั้ง “ปรีชา พานิชวงศ์” อดีตรองประธานศาลฎีกาและตุลาการศาลปกครองสูงสุด เป็นประธานคณะกรรมการอิสระตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม และตั้ง “ชวรัตน์ ชาญวีรกูล” เป็นประธานคณะกก.เยียวยาผู้บาเจ็บและความเสียหาย โดยยืนยันว่า คณะกรรมการทั้ง 2ชุด จะได้รับการยอมรับจากประชาชน และเตรียมนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันอังคารนี้ (14 ต.ค.) .

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-10-12 20:53:20


ปุ๋ย