WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, October 13, 2008

‘ฝ่ายประชาธิปไตย’ ที่ไม่มีวันแพ้

คอลัมน์ : ละครชีวิต

หากวันนี้ไม่กล่าวถึงรายการความจริงวันนี้ที่อาคารธันเดอร์โดม เมืองทองธานี ก็คงเป็นเรื่องแปลก เพราะเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

คนรักประชาธิปไตยมารวมตัวกันเกือบครึ่งแสน ทำให้อาคารธันเดอร์โดม เมืองทองธานีแน่นไปขนัดตา

ประชาชนที่มารวมกันในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นแฟนคลับรายการความจริงวันนี้แล้วยังมีแฟนคลับหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ และนักสู้เพื่อประชาธิปไตยที่ชักชวนกันมาแบบปากต่อปาก

ทั้งๆ ที่มีการประชาสัมพันธ์ก่อนวันงานน้อยมาก บางคนที่มีแนวคิดแบบเดียวกันแล้วไม่ได้เดินทางไปร่วมงานมีอีกจำนวนมหาศาล

ใครที่ไม่ได้เดินไปร่วมงาน ไม่ได้เห็นกับตาตัวเอง ก็ไม่ได้รับรู้ว่างานนี้มัน “ยิ่งใหญ่” แค่ไหน

ตลอดทั้งวันผมเห็นคลื่นประชาชนเดินทางมาร่วมงานแล้วก็รู้สึก “ขนลุก” เพราะแต่ละคนก็แสดงท่าทีที่เป็น “กัลยาณมิตร” ทั้งๆ ที่ไม่ได้รู้จักกันมาก่อนเลย

ผู้สวมเสื้อสีแดงในวันนั้น ได้รับน้ำใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นคนขายอาหาร คนขับรถแท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง แม่ค้าบางรายถึงกับขายอาหารแล้วไม่เอาเงินเลย

ในใจก็จินตนาการไปว่าป่านนี้ สื่อมวลชนทั้งโทรทัศน์ วิทยุ เว็บไซต์ข่าวออนไลน์ คงรายงานไปทั่วประเทศแล้วว่างานนี้ไม่ธรรมดา

ผมจึงโทรศัพท์ไปสอบถามเพื่อนๆ แต่ที่ไหนได้ ข่าวสารรายงานกันตรงกันข้ามกับสภาพความเป็นจริง

ข่าวทีวีรายงานว่ามีประชาชนประมาณ 5,000 คน ส่วนเว็บไซต์ข่าวออนไลน์บอกว่างานกร่อยมีคนแค่ 500 คน

ปรากฏการณ์แบบนี้ทำให้คิดว่า สิ่งที่ฝ่ายประชาธิปไตยกำลังสู้นั้นไม่ใช่แค่สู้เพื่อให้มีมวลชนเยอะๆ

แต่เรากำลังสู้กับกระแส สู้กับจิตวิทยาสื่อมวลชน เพราะทุกวันนี้เราต้องบริโภคสื่อกระแสหลัก ซึ่งเอนเอียงไปอยู่ฝ่ายพันธมิตรฯ กันหมดเลย

ทำให้บางคนเกิดอาการท้อแท้ เบื่อหน่าย เพราะเหมือนกับว่าไม่มีใครที่คิดแบบเรา

ดังนั้นงานวันที่ 11 ตุลาคม ที่อาคารธันเดอร์โดม เมืองทองธานี จึงเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ว่ามวลชนคิดอย่างไรกับรัฐบาลชุดนี้ และคิดอย่างไรกับอำนาจเผด็จการ และมือที่มองไม่เห็น

พลังเงียบที่เดินทางมาร่วมงานนั้น ต่างจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ด่าทอพันธมิตรฯ อย่างโกรธแค้น

บางคนด่าทอ “มือที่มองไม่เห็น” ชนิดที่ใครได้ยินก็ขนลุกซู่ และแทบไม่เชื่อหูตัวเอง

หลายคนนั่งรำลึกถึงอดีต ในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี คิดถึงนายกฯ ผู้ยิ่งใหญ่ คิดถึงนโยบายกองทุนหมู่บ้าน คิดถึงโครงการโอทอป

สิ่งต่างๆ เหล่านี้ สื่อมวลชนกระแสหลักต้องนำเสนอผ่านไปถึงชาวบ้านเพื่อให้รับรู้ว่าคนส่วนใหญ่คิดอย่างไร

ประชาชนส่วนใหญ่ อยู่ “ฝ่ายประชาธิปไตย” ที่ไม่มีวันแพ้

คลื่นมหาชนขนาดนี้ แม้จะทำให้หลายคนไม่พอใจ

แต่ก็เป็นภาพที่บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่า ... วันนี้เราชนะแล้ว !

ลวดหนาม


คนพวกนี้กลัวประชาธิปไตย

คอลัมน์ : สวัสดีวันจันทร์

“...คนพวกนี้กลัวประชาธิปไตย กลัวคนส่วนใหญ่ของประเทศคือชาวนา ชาวไร่ จะมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกับเขา เขาจึงต้องการการปกครองระบอบเผด็จการที่มีชื่ออย่างแอบอ้างเรียกว่า ประชาธิปไตยใหม่ หรือ การเมืองใหม่ หรือการปฏิรูปการเมือง ก็สุดแล้วแต่...”

ข้าพเจ้าแกล้งหลบหลีกสถานการณ์การเมืองปัจจุบันนำท่านผู้อ่านไปศึกษาประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทยเสียสองจันทร์ เพื่อใช้เวลาช่วงนั้นวิเคราะห์สถานการณ์ให้แจ่มแจ้ง

วันนี้ข้าพเจ้าขอนำท่านกลับมาสู่ความแจ่งแจ้งที่ว่านั้น

ขอบอกว่าจากประสาทสัมผัสทั้ง 6 และจากประสบการณ์ 40 ปีทั้งบนและข้างเวทีการเมือง ข้าพเจ้าพบว่ามีกลิ่นรัฐประหารฉุนเฉียวอีกแล้ว

การออกจากทำเนียบรัฐบาลเพื่อไปทำธุระอะไรก็ตามที่บ้านนายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ของนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ จนออกมาถูกตำรวจจับไม่ได้เป็นแผนการลึกซึ้งใดๆก็จริง แต่การที่พล.ต.จำลอง ศรีเมืองออกจากทำเนียบรัฐบาลไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเพื่อให้ตำรวจจับกุมตัวนั้นต้องยอมรับว่ามีแผนการลึกซึ้งแน่นอน
แผนการนั้นถูกเฉลยในเวลาต่อมาว่า คือการเป่านกหวีดเรียกคนมาชุมนุมใหญ่ที่ทำเนียบรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง แม้ครั้งนี้จะไม่ได้คนมากเท่าที่ต้องการ แต่ก็มากพอที่จะทำอะไรได้ตามที่กะการกันเอาไว้

แผนที่ว่านั้นก็คือ แบ่งม็อบจำนวนหนึ่งไปปิดล้อมรัฐสภา ทำให้การประชุมเพื่อแถลงนโยบายเกิดขึ้นไม่ได้

เมื่อการแถลงนโยบายเกิดขึ้นไม่ได้รัฐบาลนี้ก็ต้องล้มไป

หรือมิฉะนั้น ระหว่างการปฏิบัติการปิดล้อมสภา ถ้ารัฐบาลสั่งปราบปรามเพื่อสลายม็อบก็อาจเกิดอุบัติเหตุรุนแรงจนรัฐบาลอยู่ไม่ได้อีกเหมือนกัน

สุดท้ายคือ แม้ระหว่างการปฏิบัติการปิดล้อมรัฐสภามีการปะทะกันเลือดตกยางออกและการปะทะยืดเยื้อข้ามวันข้ามคืน (เพราะตำรวจย่อมไม่ใช้อาวุธประสิทธิภาพสูงทำร้ายฝูงชนอยู่แล้ว) ก็อาจเป็นเหตุให้เกิดการใช้กำลังทหารเข้ายึดอำนาจการปกครองอีกครั้งก็ได้

นี่คือผลลัพธ์สุดท้ายของแผนการนั้น

พูดง่ายๆว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่เข้าไปอยู่ในทำเนียบรัฐบาลไม่มีทางลงทางใดที่ปลอดภัยเท่ากับการทำให้เกิดรัฐประหาร

จริงอยู่ ศาลอุทธรณ์ได้มีคำสั่งเพิกถอนหมายจับคดีกบฏไปแล้ว ทำให้แกนนำพันธมิตรรู้สึกโล่งอกโล่งใจเป็นอันมาก พากันจูงมือ-ควงแขนไปมอบตัวสู้คดีเล็กๆกว่านั้น

แต่เอาเข้าจริงๆพวกเขาก็คงจะพบว่าแม้คดีเล็กกว่าคดีกบฏ แต่เมื่อมันมีหลายคดี รวมทั้งคดีหมิ่นประมาท ทั้งที่โจทก์ปรากฏตัวแล้วและยังไม่ปรากฏตัว รวมกันเข้าก็มีจำนวนมากพอที่จะทำให้พวกเขาไม่มีเวลาทำอะไรอื่นอีกเลยตลอดชีวิต

นอกจากการขึ้นศาลและการติดคุก

เพราะฉะนั้น การระงับคดีเบ็ดเสร็จด้วยการที่พวกเขาทำรัฐประหารจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของพันธมิตรนั้นไม่ได้เป็นปัญหาที่ข้าพเจ้ายึดถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดหรือเป็นปัญหาที่น่าวิตกที่สุดเพราะถึงอย่างไรพวกเขาก็คือคน ที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่เจ็บ ตาย ร่วมกับเรา

ปัญหาที่ข้าพเจ้าสนใจยิ่งกว่าคือปัญหาระบอบ เพราะเหตุว่าก้อนความคิดเรื่องระบอบการปกครองไม่ใช่อยู่ที่คนในหมู่พันธมิตรที่เรามองเห็นได้ง่ายแห่งเดียว หากมันมีอยู่กว้างขวางในกลุ่มคนระดับสูง นักวิชาการมิจฉาทิฐิและในกลุ่มทหารอีกกลุ่มหนึ่ง

คนพวกนี้กลัวประชาธิปไตย กลัวคนส่วนใหญ่ของประเทศคือชาวนา ชาวไร่ จะมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกับเขา เขาจึงต้องการการปกครองระบอบเผด็จการที่มีชื่ออย่างแอบอ้างเรียกว่า ประชาธิปไตยใหม่ หรือ การเมืองใหม่ หรือการปฏิรูปการเมือง ก็สุดแล้วแต่

สำคัญคือ วิธีการที่จะได้มาต้องได้มาด้วยการใช้กำลัง

เหตุเพราะว่าเขาได้พยายามทุกวิถีทางแล้วที่จะทำให้มีการยุบสภาหรือนายกรัฐมนตรีลาออก หรือแม้แต่หลอกล่อชวนตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ซึ่งก็ปรากฎว่าไม่ได้ผล ไม่มีการตอบรับจากรัฐบาลและประชาชนแม้แต่สักอย่างเดียว

ข้าพเจ้าคำนวนว่าในที่สุด เขาก็จะต้องทำอย่างเดียวกับวิธีการจัดการกับนายกฯสมัคร สุนทรเวช คือจัดการให้ปลาใหญ่ตายน้ำตื้น โดยใช้กฎหมายของเขากับองค์กรอิสระต่างๆของเขาที่ได้สร้างไว้ตั้งแต่ปี 2549

แม้ข้าพเจ้าจะได้เคยวิพากษ์ วิจารณ์รัฐธรรมนูญไว้มากตั้งแต่ สสร.กำลังยกร่างกันอยู่ในปี 2550 จนกระทั่งนำร่างนั้นมาขอประชามติในเดือนตุลาคม 2550 นั้นเอง แต่เป็นการวิพากษ์ วิจารณ์ไปตามทฤษฎีประชาธิปไตยธรรมดาๆ ว่าไปแล้วก็คล้ายกับตกหลุมพรางของคณะเผด็จการ คมช.ที่ต้องการให้นักประชาธิปไตยเต้นไปตามจังหวะกลองที่พวกเขาตี พอดึงสายตาของผู้คนให้หันไปสนใจบ้างเท่านั้นเอง

ข้าพเจ้าเพิ่งมาตระหนักในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมานี้เองว่า แท้ที่จริงแล้วเขาทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จัดทำรัฐธรรมนูญ 2550 ขึ้นมาก็เพื่อทำรัฐประหารอีกครั้งในปีนี้นั่นเอง

ครั้งนี้แหละ จะเป็นการกระชับอำนาจยิ่งกว่าเก่า

ครั้งนี้แหละ รัฐทหาร ( Military State ) จะปรากฏตัวตนที่แท้จริงของมันออกมาในรูปของการเมืองใหม่ที่พันธมิตรเรียกร้องมาหลายเดือนแล้ว

เพื่อเป็นการเตือนภัยครั้งใหญ่ ข้าพเจ้าและคณะผู้ทำรายการโทรทัศน์ ‘ ความจริงวันนี้ ’ ใน NBT พร้อมทั้งเพื่อนๆแกนนำ นปก.ได้นัดชุมนุมคนเสื้อแดงต้านรัฐประหารขึ้นที่ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี ในวันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา
หวังว่าท่านผู้อ่านจะได้เห็นภาพ ‘วันแดงเดือด’ ในหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับในวันรุ่งขึ้นแล้ว

ตลอดระยะเวลาตั้งแต่ 14.00 น. ถึง 19.00 น. เรานำเสนอเนื้อหาสาระคือ บอกให้นักประชาธิปไตยทั้งหลายเตรียมตัวเตรียมใจต่อต้านการรัฐประหารครั้งใหม่ที่อาจเกิดขึ้นในนาทีใด นาทีหนึ่งนับตั้งแต่บัดนี้

เพราะเรา – คือประชาชนทุกคน ซึ่งต้องรักและหวงแหนลมหายใจของเราเอง

และลมหายใจของเราคือ สิทธิ เสรีภาพ กับความเสมอภาค

ซึ่งเรียกรวมๆกันว่า ประชาธิปไตยนั่นเอง

วีระ มุกสิกพงศ์



สังคมไทยกับวาทกรรมที่น่าเบื่อ

คอลัมน์ : ประชาทรรศน์วิชาการ

บทนำ
ในรอบ 3-4 ปีมานี้ นักวิชาการและพันธมิตรฯ มักจะนำเสนอ “วาทกรรม” หรือ “ถ้อยคำ”แปลกๆ ใหม่ๆ ที่ฟังผิวเผินแล้วดูดี ขลัง น่าสนใจ ชวนติดตาม ฯลฯ ต่อสังคมไทย ตัวอย่างของวาทกรรมหรือถ้อยคำเหล่านี้ ได้แก่ “ตุลาการภิวัตน์” “อารยะขัดขืน” “ขาดความชอบธรรม” “การใช้สิทธิชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ” “ห้ามใช้ความรุนแรง” “การเมืองภาคประชาชน” และล่าสุด “การเมืองใหม่” การเสนอวาทกรรมหรือถ้อยคำที่ฟังดูดีนั้นถูกนำเสนอและผลิตซ้ำไปมาบ่อยๆ

ซึ่งหากพิจารณาตั้งคำถามลงไปในรายละเอียดจริงๆ แล้ว ผู้พูดก็ไม่แน่ใจหรือไม่ทราบว่าความหมายที่แท้จริงของคำดังกล่าวคืออะไร แต่ดูเหมือนหลายครั้ง ผู้พูดพูดเพราะกระแส หรือดูเท่ และเมื่อมีการผลิตซ้ำกันบ่อย ๆ หรือที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า “กรอกหู” ทุกวี่ทุกวันเเล้ว ก็ส่งผลให้ประชาชนกลุ่มหนึ่งนำไปอ้างต่อๆ กันไปแบบเฮโลสาละพาจนกลายเป็นกระแสขึ้นมา สังคมไทยเป็นสังคมโหนกระแสอยู่แล้ว จึงไม่แปลกที่มักจะมีการนำไปอ้างอย่างพร่ำเพรื่อ แม้ว่าคนอ้างจะไม่รู้ความหมายที่แท้จริงของคำนั้นก็ตาม

การที่ผมได้ยินถ้อยคำที่กล่าวมาข้างต้นทุกวี่ทุกวันตามสื่อต่างๆ จนผมรู้สึกว่า วาทกรรมหรือถ้อยคำประเภท “ตุลาการภิวัตน์” “อารยะขัดขืน” “การใช้สิทธิชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ” “การเมืองภาคประชาชน” และ “การเมืองใหม่” นั้น มิได้เป็นอะไรมากกว่า “ถ้อยคำที่พูดติดปากจนน่าเบื่อ” (clich?) ไปอย่างนั้นเอง เเต่ผลร้ายที่ตามมาซึ่งผู้พูดจะตระหนักหรือไม่ก็สุดแท้ คือวาทกรรมหรือถ้อยคำเหล่านี้ ได้มีส่วนทำลายความสงบเรียบร้อยและบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยรวมทั้งกระบวนการยุติธรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อม

ผมขอยกตัวอย่างการใช้วาทกรรมที่น่าเบื่อเหล่านี้ ดังนี้
1. การห้ามใช้ความรุนเเรง (Non-violence)
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดและเข้ากับสถานการณ์บ้านเมืองในเวลานี้คือ การใช้วาทกรรมเรื่อง ห้ามใช้ความรุนแรง (Non violence) ในการสลายการชุมนุม โดยหลังจากเกิดเหตุการณ์การสลายผู้ชุมนุม บรรดาองค์กรทั้งหลายต่างพากันประณามและการใช้วาทกรรมห้ามใช้ความรุนแรงอย่างถี่ยิบ โดยที่ผู้ประณามเองมองข้ามการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่ามีส่วนในการทำให้เกิดความรุนแรงดังกล่าวด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปลุกระดม การยั่วยุ การพาผู้ชุมนุมไปยึดทำเนียบ และไปปิดล้อมรัฐสภาอีก ไม่มีประเทศใดในโลกที่ยอมให้ผู้ชุมนุมปิดล้อมสถานที่สำคัญของราชการอย่างทำเนียบรัฐบาล หรือรัฐสภา กฎหมายการชุมนุมของหลายประเทศกำหนดว่า ผู้ชุมนุมต้องชุมนุมห่างจากสถานที่ราชการเป็นระยะห่างไม่น้อยกว่า 150 เมตร หรือ 300 เมตรบ้าง หรือกฎหมายการชุมนุมของเนเธอร์แลนด์บัญญัติว่า หากมีการชุมนุมในลักษณะเป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาศาลโลกก็ดี เจ้าหน้าที่ของสถานทูตและกงสุลก็ดี เจ้าหน้าที่ขององค์การระหว่างประเทศก็ดี เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถสลายการชุมนุมได้ทันที เป็นต้น ที่ผ่านมา รัฐบาลได้อะลุ่มอล่วยแก่กลุ่มพันธมิตรฯ มากแล้ว ถึงกับยอมให้กลุ่มพันธมิตรฯ ยึดทำเนียบรัฐบาลเป็นเวลานานร่วม 4 เดือน เเต่คราวนี้กลุ่มพันธมิตรฯ ปิดล้อมรัฐสภาอีก

การที่กลุ่มองค์กรต่างๆ มากมายได้ประณามการใช้แก๊สน้ำตา เพื่อสลายผู้ชุมนุมโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น มีข้อสงสัยว่า ทำไมไม่มีใครประณามผู้ชุมนุมที่ใช้ความรุนแรง โดยการทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำไมไม่มีใครตั้งคำถามหรือสงสัยว่า ทำไมผู้ชุมนุมต้องไปชุมนุมหน้ารัฐสภาเพื่อขัดขวางมิให้คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อสภาได้ทั้งๆ ที่ การแถลงนโยบายเป็นภารกิจที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ประเด็นมีว่า มาตรการการใช้แก๊สน้ำตานั้น เป็นมาตรการที่สมควรแก่เหตุหรือไม่ การพิจารณาว่ามาตรการใดสมควรแก่เหตุหรือไม่นั้น ให้พิจารณาว่ามีมาตรการอื่นๆ ที่ยังเปิดช่องให้ทำได้หรือไม่ โดยมาตรการเช่นว่านั้น หากใช้แล้วก็จะบรรลุวัตถุประสงค์ ซึ่งในที่นี้คือการเปิดทางเข้าสู่รัฐสภา

แต่หากพบว่าไม่มีมาตรการอื่นใดที่ยังหลงเหลืออยู่พอที่จะให้บรรลุเป้าหมาย การใช้มาตรการดังกล่าวก็ไม่ถือว่าเกินสมควรแก่เหตุ หมายความว่า หากเจ้าหน้าที่พูดจาหว่านล้อมให้กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงยอมให้เปิดทางเข้าสู่สภาแล้ว แต่มาตรการเจรจาไม่ได้ผล อีกทั้งไม่มีมาตรการอื่นใดที่เปิดช่องให้ทำได้ ยกเว้นการใช้แก๊สน้ำตา มิฉะนั้น เป้าหมายคือการเปิดทางเข้าสู่สภาไม่อาจทำได้ การใช้แก๊สน้ำตาถือว่าเป็นมาตรการที่สมควรแก่เหตุ ในประเทศฝรั่งเศส ตำรวจสามารถเลือกใช้มาตรการต่างๆ เพื่อควบคุมความเป็นระเบียบเรียบร้อยของการชุมนุม

โดยขึ้นอยู่กับระดับของความรุนแรง ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจอาจใช้ไม้กระบอง (Batons) การฉีดน้ำที่เรียกว่า water cannon และแก๊สน้ำตา (Tear gas) ส่วนกระสุนยาง (Rubber bullets) นั้น เป็นที่ยอมรับในระดับหนึ่ง แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากเป็นอันตรายหากมีการยิงด้วยระยะใกล้1

คำถามมีว่า ทำไมผู้ประณามการใช้แก๊สน้ำตาเพื่อสลายการชุมนุมนี้ ไม่เคยเห็นตำรวจใช้แก๊สน้ำตา หรือบางครั้งใช้กระบอง หรือกระสุนยาง หรือน้ำฉีดในต่างประเทศอีกหลายประเทศดอกหรืออย่างที่ตำรวจต่างประเทศสลายการชุมนุมหรือประท้วงของพวกฮูลิแกน ในประเทศอังกฤษ และอิตาลี หรือการสลายผู้ชุมนุมของพวกต่อต้านโลกาภิวัตน์ในประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นต้น หรือผู้ประณามกำลังจะบอกว่า ต่างประเทศมีมาตรฐานในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนต่ำกว่าประเทศสารขัน หรือมาตรการในการสลายผู้ชุมนุมของต่างประเทศไม่ได้มาตรฐานสากลกระนั้นหรือ หรือไม่ว่าผู้ชุมนุมจะประท้วงชุมนุมอย่างไรก็ได้ ที่ไหนก็ได้ ยาวนานเท่าไหร่ก็ได้ สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่นได้ โดยที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไทยไม่สามารถสลายผู้ชุมนุมได้เลยกระนั้นหรือ

ประเด็นหนึ่งที่ผู้ประณามหยิบมาเป็นประเด็นโจมตีการทำหน้าที่ของตำรวจ และใช้เป็นข้ออ้างในการทำลายความชอบธรรมของรัฐบาลก็คือ การสลายผู้ชุมนุมครั้งนี้ยังผลให้มีคนตายสองคน บาดเจ็บอีกกว่าหลายร้อยคน แต่ภาพและข่าวที่ปรากฏรวมทั้งคำชี้แจงของ รอง.บช.น พบว่า การยิงแก๊สหรือขว้างแก๊สน้ำตานั้น ไม่มีอานุภาพเพียงพอที่จะทำให้อวัยวะส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายฉีกขาด การฉีกขาดของขาผู้ชุมนุมน่าจะเกิดจากการนำระเบิดปิงปองติดตัวไปเอง หรือกรณีคาร์บอมบ์ที่หน้าพรรคชาติไทยนั้น มีการพิสูจน์ได้ว่าเป็นหนึ่งในแกนนำของกลุ่มพันธมิตรฯ เอง หรือกรณีที่มีการขับรถชนเจ้าหน้าที่ตำรวจ ข้อเท็จจริงเหล่านี้ สื่อ และบรรดาองค์กรต่างๆ ต่างพากันนิ่งเงียบไม่หยิบมากล่าวถึงเลย

อย่างไรก็ดี เพื่อความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ผมเห็นว่าประเด็นนี้รัฐบาลควรตั้งคณะกรรมาธิการค้นหาข้อเท็จจริงที่เรียกว่า Fact Finding Committee ขึ้นมาเพื่อค้นหาข้อเท็จจริงให้เป็นที่ยุติว่าใครเป็นผู้ก่อความรุนเเรงขึ้นมา

2. การชุมนุมโดยสงบเเละปราศจากอาวุธ
ผู้ชุมนุมมักจะอ้างอยู่บ่อยๆ ว่าการชุมนุมของตนได้เข้าเงื่อนไขการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญคือเป็นไปโดยความสงบเเละปราศจากอาวุธ ประเด็นก็คือคำว่า “โดยสงบ” (Peaceful) นั้น มีความหมายว่าอย่างไร ผู้ชุมนุมเเละประชาชนกลุ่มหนึ่งอาจคิดเอาเองว่า คำว่า “โดยสงบ” นั้น หมายถึง การชุมนุมอยู่ ณ สถานที่แห่งใดแห่งหนึ่ง หรือการเดินขบวนเป็นไปด้วยความเรียบร้อยเป็นแนวแถว

โดยไม่มีการโห่ร้องอะไรทำนองนี้ แต่ผมคิดว่า คำว่า “โดยสงบ” นั้น มิได้จำกัดเพียงแค่กิริยาท่าทางภายนอก แม้การชุมนุมหรือเดินขบวนจะเป็นไปด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อยไม่แตกแถว เพราะเชื่อฟังคำสั่งของแกน นำอย่างเคร่งครัด แต่การพิจารณาว่าการชุมนุมหรือการเดินขบวนนั้น มีลักษณะโดยสงบหรือไม่ต้องคำนึงถึงเงื่อนไขอย่างอื่นประกอบด้วย เช่น เงื่อนไขด้านสถานที่ เงื่อนไขด้านเวลาที่กำลังมีการชุมนุม เเละองค์ประกอบอย่างอื่น โดยในแง่ของเงื่อนไขด้านสถานที่ หากมีการชุมนุมหรือเดินขบวนไปยังสถานที่บางแห่ง เช่น สถานที่สำคัญของการบริหารราชการแผ่นดิน ศาล โรงพยาบาล รวมทั้งสถานที่เป็นอันตรายโดยสภาพ เช่น สถานีโรงกลั่นน้ำมัน คลังสรรพาวุธ เป็นต้น

หรือในเเง่เงื่อนไขของเวลาก็ต้องมีการพิจารณาว่าเวลาขณะที่มีการชุมนุมนั้น มีความเหมาะสมมากน้อยเพียงใด เช่น มีการชุมนุมในยามวิกาล (กฎหมายการชุมนุมของบางประเทศกำหนดว่าห้ามมีการชุมนุมหลังเวลา 5 ทุ่ม หรือ 3 ทุ่ม) หรือไม่ นอกจากนี้ ยังต้องพิจารณาองค์ประกอบอื่นๆ ประกอบกันด้วย เช่น กฎหมายว่าด้วยความสงบเรียบร้อยของอังกฤษห้ามมิให้ผู้ชุมนุมแสดงกิริยาอาการหรือแสดงสัญลักษณ์ทางการเมือง ศาลอังกฤษเคยตัดสินว่า ผู้ชุมนุมแสดงกิริยาเคารพแบบฮิตเลอร์นั้น เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ดังนั้น การที่กลุ่มผู้ชุมนุมใช้รถติดภาพนำจับของอดีตนายกฯ เเละภริยาในลักษณะเชิงประจานนั้นจะเข้าข่ายเป็นการยั่วยุอีกฝ่ายหนึ่งหรือไม่ เป็นประเด็นที่น่าคิด

ด้วยเหตุนี้ การพิจารณาเงื่อนไขด้านสถานที่ เวลา และองค์ประกอบอื่นประกอบกัน น่าจะเป็นเกณฑ์ในการประเมินได้ว่า การชุมนุมหรือการเดินขบวนของผู้ชุมนุมนั้นเป็นไปโดยสงบหรือไม่ แต่เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายการชุมนุมโดยตรง จึงปล่อยให้ผู้ชุมนุมต่างอ้างสิทธิชุมนุมกันอย่างไร้ขอบเขต โดยอ้างแต่คำว่า “โดยสงบและปราศจากอาวุธ” เป็นสรณะ โดยคิดเอาเองว่า หากตนเองชุมนุมโดยสงบและไม่มีอาวุธแล้ว จะชุมนุมหรือปิดล้อมที่ใดก็ได้ทุกแห่งในประเทศไทย การใช้ตรรกแบบนี้เป็นการใช้ตรรกะที่ผิด หากสังคมไทยยอมรับให้มีการอ้างสิทธิการชุมนุมเช่นนี้ได้ กลุ่มอื่น เช่น นปก. ก็ย่อมใช้ตรรกแบบเดียวกัน ทำอย่างที่พันธมิตรฯ ทำบ้าง ยกตัวอย่าง เช่น นปก. ชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธโดยยึดหรือปิดล้อมที่ทำการของศาลรัฐธรรมนูญ

หากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคพลังประชาชน โดย นปก. อ้างว่าศาลรัฐธรรมนูญหมดความชอบธรรม เพราะมีตุลาการบางท่านเป็น “ลูกจ้าง” ทำให้ขาดคุณสมบัติ หรือ นปก. อาจปิดล้อมที่ทำการของ ป.ป.ช. โดยอ้างว่า ป.ป.ช. ขาดความชอบธรรมเพราะไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ หรือ นปก. อาจปิดล้อมที่ทำการของพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากขาดความชอบธรรมในฐานะที่เป็นพรรคการเมือง เพราะไม่ยอมปฏิบัติหน้าที่ในฐานะฝ่ายค้านหรือไม่ยอมรักษาระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา หรือข้ออ้างอีกสารพัดที่ นปก. จะอ้างในอนาคต

คำถามมีว่าสังคมไทยพร้อมที่จะเจอกับวิธีการแบบนี้หรือไม่ การประณามรัฐบาลเพียงอย่างเดียวโดยละเว้นที่จะไม่กล่าวถึงพันธมิตรฯ (ไม่ต้องพูดถึงเรื่องประณามกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะสื่อและบรรดานักวิชาการต่างสนับสนุนอยู่แล้ว) อาจดูเหมือนว่า สังคมไทยรักสันติ เกลียดชังความรุนแรง ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา

แต่หากพิจารณาในเบื้องลึกลงไปแล้ว สังคมไทยโดยเฉพาะพวกชนชั้นกลาง และกลุ่มนักวิชาการกลุ่มหนึ่งเป็นพวก “มือถือสากปากถือศีล” (Hypocrite) ที่เห็นความรุนแรงเฉพาะภาครัฐ แต่แสร้งทำเป็นมองไม่เห็น กรณีที่พันธมิตรฯ ใช้ความรุนแรง การแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นของคนกลุ่มนี้ย่อมส่งผลให้สังคมไทยได้บั่นทอนกระบวนการยุติธรรม กำลังทำลายหลักกฎหมายอื่นๆ อีกมากมาย กำลังส่งเสริมให้ใช้ “กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย” และในที่สุด สังคมไทยจะเข้าสู่ยุค “อนาธิปไตย” (Anarchy) ที่ไร้ขื่อเเปอย่างเลี่ยงไม่ได้

ในระยะสั้น สังคมไทยอาจยอมรับกับใช้วาทกรรมเรื่องการไม่ใช้ความรุนเเรงเเละการใช้สิทธิชุมนุมว่าเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ เเต่ในระยะยาว สังคมไทยมีปัญหาเเน่นอน เพราะหากสังคมไทยยอมรับหรือรับได้กับการการะทำของกลุ่มพันธมิตรฯ ในการยึดทำเนียบรัฐบาล บุกสถานีเอ็นบีที และปิดล้อมรัฐสภา เท่ากับเป็นการสร้างบรรทัดฐานให้กับกลุ่มอื่นๆ ว่าสามารถกระทำในลักษณะคล้ายกันได้เพียงหาข้ออ้างขึ้นมา นั่นเท่ากับว่าในอนาคตหากกลุ่ม นปก. ทำในลักษณะทำนองเดียวกันบ้าง สังคมไทยย่อมไม่อาจประณามการกระทำของ นปก. ได้ เพราะจะเป็นการเลือกปฏิบัติหรือมีการใช้กฎหมายแบบสองมาตรฐาน

3. การอ้างอารยะขัดขืน (Civil disobedience)
ขณะนี้มีนักศึกษากลุ่มหนึ่งประท้วงเหตุการณ์สลายผู้ชุมนุมโดยการอ้างอารยะขัดขืน โดยการไม่ยอมสอบ! นอกจากนี้ ยังมีเเพทย์กลุ่มหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ให้การรักษาตำรวจ รวมทั้งการร้องขอมิให้มีการสวมเครื่องแบบหรือการแสดงตนว่าเป็นตำรวจ หากต้องมารักษาตัวที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง รวมถึงกรณีของนักบินการบินไทยท่านหนึ่งได้ปฏิเสธมิให้ผู้โดยสารที่เป็น ส.ส. จากพรรคพลังประชาชนขึ้นเครื่องบิน ผมไม่แน่ใจว่ากรณีของหมอและนักบินนั้นอ้างอารยะขัดขืน (ในใจ) เพื่อเป็นข้ออ้างในการไม่ยอมปฏิบัติหน้าที่หรือไม่

ในประเด็นนี้ผมมีข้อสังเกตว่า ประการที่หนึ่ง นักศึกษาที่อ้างอารยะขัดขืนนั้น เข้าใจสาระเนื้อหาของอารยะขัดขืนมากน้อยเพียงใด ประการที่สอง นักศึกษากลุ่มนี้ฟังข้อเท็จจริงทั้งหมดเกี่ยวกับการสลายผู้ชุมนุมอย่างรอบด้านครบถ้วนหรือไม่ ก่อนที่จะรีบประกาศอ้างอารยะขัดขืนโดยการไม่เข้าสอบ เรื่องที่น่าห่วงของสังคมไทยในอนาคตก็คือ เกรงว่าจะเกิด “ลัทธิเอาอย่าง” ขึ้น เลียนเเบบกรณีนักศึกษา เเพทย์ เเละนักบิน โดยอ้างอารยะขัดขืนเพื่อปฏิเสธการกระทำบางอย่าง อันอาจนำไปสู่ความไร้ระเบียบความวุ่นวายตามมา
บทส่งท้าย

ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องมีกฎหมายเกี่ยวกับการชุมนุม เพื่อวางระเบียบเกี่ยวกับการใช้สิทธิชุมนุมอย่างประเทศอื่นๆ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันมิให้ผู้ชุมนุมอ้างสิทธิชุมนุมอย่างไร้ขอบเขตและใช้สิทธิชุมนุมบังหน้าเพื่อ หวังผลประโยชน์ทางการเมืองจนเป็นการบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยและสร้างความเดือดร้อนเสียหายให้แก่ส่วนรวม และขณะเดียวกันก็กำลังสถาปนา “ลัทธิอนาธิปไตย” ขึ้นในสังคมไทยไปด้วยในตัว

ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์



สงครามประชาชน

คอลัมน์ : คิดในมุมกลับ

“ทำกับข้าวโดนปลด เป็นกบฏโดนปล่อย” ประโยคนี้ไม่ได้คิดเอง แต่ใครไม่รู้เขียนทิ้งไว้บนโต๊ะอ่านหนังสือในมหาวิทยาลัย ผนังห้องน้ำสาธารณะก็มี คุยกับเพื่อน เพื่อนก็บอกว่าเคยเห็น...

ไม่ใช่แค่เห็น...แต่ยัง “เห็นด้วย” ไปกินก๋วยเตี๋ยวแถวบ้านก็ได้ยินคนขายบ่นเรื่องนี้อย่างท้อแท้ว่าบ้านเมืองวันนี้หาหลักเกณฑ์อะไรไม่ได้ เมื่อก่อนว่ากันว่าคุกมีไว้ขังคนจน วันนี้ต้องเพิ่มมีไว้ขังใครก็ได้ที่ไม่ใช่พันธมิตรฯ อีกด้วย

ไม่กล้าจินตนาการเลยจริงๆ กฎเกณฑ์ของการเลือกตั้งวันนี้ถูกทำลายย่อยยับ ไร้ความหมาย วันต่อไปจะเป็นเรื่องอะไรอีกที่ทำให้คนส่วนใหญ่ทนไม่ได้ หมดความอดทน ไม่เห็นใครที่จะพึ่งพา แล้ววันนั้นจะมีแต่ “กฎกู” ก็คงอีกในไม่ช้า

ถ้าจะมีอะไรที่รัฐบาลนี้จะโดนตำหนิ ก็คือไร้ความสามารถในการควบคุมความสงบเรียบร้อยโดยรวม มองไม่ออก แยกไม่ออกว่าใครประชาชน ใครโจร คนทำผิดกฎหมายขนาดตบอาวุธปืนตำรวจได้ ยิงตำรวจได้ ทำลายกล้องวงจรปิดของ กทม. ก่อนทุบตีคนได้...แบบนี้จะเอาความเชื่อมาจากไหนว่ายังสามารถเจรจาภาษาคน

รัฐบาลทั้งรัฐบาลยังแหย ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ยังต้องหลีกทางให้ ทหารยังต้องเกรงใจ ปัญญาชน สื่อมวลชน นักวิชาการยังปกป้อง...แล้ว “ประชาชน” อย่างเราจะไปเหลืออะไรสู้กับมัน

ทุกวันนี้ก็ใช้ชีวิตกันด้วยความคับแค้น กฎหมายไม่มีค่า แต่จะให้ลุกไปรบราฆ่าฟันด้วยตัวเองก็ไม่ใช่เรื่องง่ายและไม่อยากเป็นผู้ร้ายไปด้วยอีกคน

แต่ภาวะอึดอัด ภาวะที่คนส่วนมากถูกกดทับ ถูกบังคับให้ต้องยอมอย่างไร้ความชอบธรรมแบบนี้นี่แหละ ที่จะยิ่งเป็นแรงกดดันให้พวยพุ่งขึ้นมาอย่างร้อนแรงราวน้ำพุร้อนใต้ดิน

ประเทศที่เปลี่ยนผ่านการเมืองด้วย “สงครามกลางเมือง” ก็เป็นแบบนี้ บ้านเมืองจะมีความเห็นแตกต่างกันร้อยหัวร้อยความคิดก็ไม่มีใครว่า แต่ “หลักเกณฑ์” ที่ร่วมกันยึดถือต้องเป็นหนึ่งเดียว

เมื่อต่างก็ไม่ยอมรับหลักเกณฑ์อีกฝ่าย และต่างฝ่ายก็ไม่อาจทนก้มหัวให้กฎของอีกฝ่าย ด้วยเห็นว่าไม่เป็นธรรมกับตัวเอง ทางออกจึงมีแต่ต่อยกันให้แพ้ชนะไปข้างหนึ่งเท่านั้น

และสำหรับหลายประเทศที่ประชาธิปไตยเข้มแข็งในทุกวันนี้ นั่นเพราะว่าครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ เขาเคยผ่านสงครามกลางเมืองมาแล้วทั้งนั้นนั่นเอง

ปฏิญา ยอดเมฆ



สมเด็จพระเทพฯทรงพระเจริญ

คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม (ตามเวลาในประเทศไทย) สำนักข่าวเอพี รายงานจากเมืองเวลลิงฟอร์ด รัฐคอนเน็กติกัต ประเทศสหรัฐอเมริกา ว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินร่วมงานประชุมทางวิชาการ ณ โรงเรียนโช้ต โรสแมรี่ฮอลล์ โดยในที่ประชุม สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ตรัสถึงความสำคัญของงานบริการภาคสาธารณะ และหลังเสร็จสิ้นการประชุม มีผู้สื่อข่าวทูลถามพระองค์ถึงสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศไทยว่า ทรงเห็นด้วยหรือไม่ที่กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงระบุว่า ประท้วงเพื่อสถาบันกษัตริย์ (The princess was asked at a press conference following her talk whether she agreed with protesters who say they are acting on behalf of the monarchy.)

เอพีรายงานว่า สมเด็จพระเทพรัตนราขสุดาฯ ตรัสตอบคำถามดังกล่าวว่า "I don’t think so." "They do things for themselves." หรือแปลเป็นไทยได้ความว่า "ข้าพเจ้าไม่คิดเช่นนั้น กลุ่มผู้ชุมนุมดำเนินการสิ่งต่างๆ เพื่อตัวพวกเขาเอง" ผู้สื่อข่าวทูลถามอีกว่า "Why the king has not spoken out?" หรือ "เหตุใดพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวยังมิได้ทรงออกมาตรัสถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น" สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ตรัสตอบว่า "I don’t know because I haven’t asked him." หรือ "ข้าพเจ้าไม่ทราบ เนื่องจากมิได้ถามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวถึงเรื่องนี้"

เรื่องนี้เป็นข่าวใหญ่!!! หลังจากที่กลุ่ม “พันธมารธิปไตย” มีการอ้างสถาบันเบื้องสูงหลายครั้งหลายคราว เพื่อมาปลุกระดมคนในสังคมให้เกิดความแตกแยกแบ่งฝักแบ่งฝ่ายในสังคมไทย กรณีนี้ศาลชั้นต้น ได้เคยพิพากษาแกนนำ หัวโจกใหญ่ของม็อบ (ฝูงชนผู้บ้าคลั่ง-คงแปลไม่ผิด คงไม่มีใครไปตะแบง)

เรื่องนี้ไม่ควรเป็นประเด็นเกิดขึ้นเลย หากไม่มี ม็อบป่วนเมือง จงใจสร้างสถานการณ์ไปสู่ความรุนแรง เพื่อหวังให้ทหารเข้ามากระทำการปฏิวัติรัฐประหาร นี่คือสิ่งที่คนในสังคมไทยและสังคมโลกเขาแลเห็น

เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน...อยู่ในสถานะที่ทุกคนในสังคมไทยต้องเคารพบูชา ทุกพระองค์ทรงอยู่เหนือจากปัญหาทางการเมือง

เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน เสด็จพระราชดำเนินไปยังต่างประเทศ คนกลุ่มนี้ยังไม่สำนึกถึงสิ่งที่เกิดความเสียหายต่อชาติบ้านเมือง และที่สำคัญคือ ต่อสถาบันสูงสุดของชาติ

มีความพยายามบิดเบือนคำแปลข่าวต่างประเทศชิ้นนี้ ทั้งที่การพาดหัวข่าวมีความชัดเจน จนแทบไม่ต้องมีข้อถกเถียงกันอีก เพราะการโปรยหัวข่าว บริบท คือประเด็นที่นักข่าวเขาต้องการจะสื่อสารให้คนได้รับรู้

มีความพยายามที่จะไม่ให้ หนังสือพิมพ์ฉบับใด ฉบับหนึ่งในเมืองไทย ลงข่าวชิ้นนี้ เพราะจะเป็นความเสียเปรียบ เมื่อความจริงปรากฏออกมา แต่...ช้างตายทั้งตัวเอาใบบัวปิดไม่มิด โดยประกาศว่าจะไปเยี่ยมหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ และคิดว่าสมาคมสื่อทั้งหลายจะไม่คัดค้าน

เป็น ความพยายามแทรกแซงการทำหน้าที่สื่อสารมวลชน พอๆ กับที่พวกมันทำกับนักข่าวและช่างภาพหลายครั้งหลายหน แต่สมาคมวิชาชีพ บอกให้อดทนกับสิ่งที่เรียกว่าเป็น การคุกคามสื่อเต็มรูปแบบ

วันนี้บ้านเมืองจะอยู่อย่างไร หากเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน มีพระราชประสงค์ส่งสาร มีพระราชประสงค์บอกข้อเท็จจริง มีพระราชประสงค์จะพัฒนาประเทศสู่ความเป็นประชาธิปไตย แล้วหากปรากฏว่าไม่มีสื่อใดๆ ในประเทศไทยให้การสนับสนุน ... น่าเศร้าใจไหม (ไปหาอ่านสิ่งที่นักข่าวในสำนักข่าวเขาแฉกันเองเถอะในข่าวต่อหน้า 1)


นายกฯ ถกครม.นัดพิเศษ รับมือวิกฤติการเงิน

นายกฯประชุมครม.นัดพิเศษวันนี้ ถกรับมือวิกฤติการเงินฉุดเศรษฐกิจโลกตกต่ำ กดดันเศรษฐกิจไทย เผยเตรียมออกมาตรการรับมืออย่างเป็นรูปธรรม

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ได้ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ นัดพิเศษครั้งแรก ในวันนี้ (13 ต.ค.) เพื่อหารือถึงสถานการณ์วิกฤตเศรษฐกิจโลก และวิกฤตเศรษฐกิจในภูมิภาค รวมถึงภาพรวมของเศรษฐกิจไทย และวางแนวทางป้องกันปัญหา โดยเฉพาะการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาล ในปีงบประมาณ 2552 ทั้งในส่วนของกรมสรรพากร และกรมศุลกากร ที่อาจไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

ทั้งนี้ เนื่องจากขณะนี้เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากสถานการณ์เศรษฐกิจและวิกฤตการเงินโลก ที่ลามจากสหรัฐฯ ไปยังยุโรป และประเทศอื่นๆ รวมถึงสถานการณ์การเมืองในประเทศ ดังนั้นจึงต้องมีมาตรการออกมารับมืออย่างเป็นรูปธรรม


กกต.แจกใบเหลือง-ใบแดง ส.ส.พปช.เชียงใหม่-ส.ส.พผ.ปัตตานี-ส.ว.นครพนม


คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) มีมติให้ใบเหลือง-ใบแดงกับ ส.ส.พรรคพลังประชาชน(พปช.) เขต 3 จังหวัดเชียงใหม่ และให้ใบเหลือง 2 ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน จังหวัดปัตตานี และ ส.ว.จังหวัดนครพนม

นายประพันธ์ นัยโกวิท กรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ด้านบริหารการเลือกตั้ง เปิดเผยว่า กกต.มีมติให้เลือกตั้งใหม่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.) เขต 3 จังหวัดเชียงใหม่ แทนนายประสิทธิ์ วุฒินันชัย และนายสุรพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.พรรค พปช. พร้อมทั้งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและดำเนินคดีอาญากับนายประสิทธิ์ด้วย

นอกจากนี้ กกต.ยังมีมติให้เลือกตั้งใหม่ ส.ส.เขต 2 จังหวัดปัตตานี แทนนายยุซรี ซูสารอ และนายนิมุคตาร์ วาบา ส.ส.พรรคเพื่อแผ่นดิน(พผ.) เขต 2 จังหวัดปัตตานี

และให้เลือกตั้งใหม่สมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) จังหวัดนครพนม แทนนายวิทยา อินารา เนื่องจากทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ซึ่งขั้นตอนต่อไป กกต.ก็จะส่งให้ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งพิจารณาต่อไป



สัญญาณการสิ้นชาติ

คนสองคนทะเลาะกัน ด่ากัน ตีกัน หายโกรธต่างคนก็ต่างแยก ย้ายกันไป คนกลุ่มหนึ่งทะเลาะกัน มีกรรมการมาห้าม ได้สติก็เลิกรากันไป แต่ถ้าสถาบันหลัก องค์กร หรือมวลชนทะเลาะกัน

มีแต่ความหายนะ

ปัญหาวิกฤติความแตกแยกของคนไทยเวลานี้ไปไกลกว่าที่จะไกล่เกลี่ย ไปไกลกว่าที่จะหาทางลง หรือยุติปัญหาด้วยความประนีประนอม และใหญ่เกินกว่าที่คนธรรมดาจะแก้ไขได้

แม้แต่กฎกติกาหรือ กระบวนการยุติธรรมก็ยากที่จะเยียวยา ดังนั้น ความขัดแย้งของคนในประเทศกำลังเดินหน้าไปสู่ความรุนแรงที่จะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ

เป็นสงครามกลางเมือง

ผมเคยเกริ่นไว้หลายครั้งแล้วว่า วิกฤติการเมืองครั้งนี้จะนำไปสู่การสิ้นชาติ ก็ไม่มีใครฟัง วันนี้มีองค์กร มีสถาบัน มีมวลชน แยกออกเป็นสองขั้วพร้อมที่จะ เข้าหํ้าหั่นกันด้วยความกระเหี้ยนกระหือรือ

กำลังกลายเป็นบ้านป่าเมืองเถื่อน

ผมว่าประชาธิปไตยในประเทศไทยล้มเหลวโดยสิ้นเชิง อำนาจบริหารก็ไม่มี อำนาจนิติบัญญัติก็ไม่มี แม้แต่อำนาจตุลาการก็ทำงานไม่ได้เต็มที่ รวมทั้งอธิปไตยที่สูญเสียการทรงตัว

ปกครองกันโดยกฎหมู่

กระบวนการยุติธรรม ตำรวจ ทหาร ฝ่ายความมั่นคง กลายเป็นสากกะเบือกันไปหมด ทำอะไรก็ไม่ได้ กลัวจะตกเป็นจำเลยของสังคม กระทั่งล้มเลิกงานวันตำรวจแห่งชาติ

องค์ประกอบของประชาธิปไตยไม่มีแล้ว

ที่น่าเป็นห่วงคือสถาบันสำคัญของประเทศที่กำลังจะถูกม้วนเข้าไปในมรสุมของวิกฤติด้วย อย่าดึงฟ้าต่ำ อย่าทำหินแตก อย่าแยกแผ่นดิน ต้องท่องกันเอาไว้ให้ดี

ปรากฏการณ์ระหว่างหมอกับตำรวจ ปรากฏการณ์กัปตันการบินไทยกับ ส.ส.พลังประชาชนปรากฏการณ์ที่ไม่ยอมรับบุคคลในคณะกรรมการสอบสวนเหตุการณ์ 7 ตุลา ปรากฏการณ์ ที่ไม่ยอมรับคณะกรรมการแก้ปัญหาวิกฤติชาติจะเรียกว่าอารยะขัดขืนหรือ กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย ก็อีกเรื่อง

แต่เป็นปรากฏการณ์ที่คนไทยกำลังว้าเหว่

ประชาชนส่วนใหญ่รู้สึกเครียด เซ็ง เบื่อหน่าย ไม่ยินดียินร้ายกับความเป็นไปของบ้านเมืองในขณะนี้น่าจะยืนยันได้ว่า เป็นอาการที่เรากำลังใกล้จะสิ้นชาติเข้าไปทุกที ไม่ช้าไม่นานก็จะแบ่งแยกการปกครอง ตั้งเป็นรัฐอิสระ เป็นเขตการปกครองพิเศษ ไม่มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ไม่มีอธิปไตย

ไม่มีชาติ.

“หมัดเหล็ก”


ไม่มีทางออก

กงล้อแห่งความวุ่นวายยังหมุนต่อไปไม่มีที่สิ้นสุด

นายกฯสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ยกเลิกโปรแกรมการเดินทางไปเยือนลาวและกัมพูชาไม่ใช่เพราะกลัว ทหารปฏิวัติแต่เพราะสถานการณ์บ้านเมืองยังไม่สงบ

ปู่ชัย ชิดชอบ ประธานสภาฯ สั่งเลื่อนการประชุมสภาฯ เนื่องจากกลัวโดนม็อบล้อม สภาฯอย่างที่เกิดขึ้นเมื่อวันก่อน

วันนี้ กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะยกขบวน ดาวกระจายไปปิดล้อมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อแสดงพลังครั้งใหญ่

วันนี้เช่นกัน กลุ่ม นปช. จะชุมนุมรวมพลคนเสื้อแดงที่สนามหลวง ประกาศแสดงพลังต่อต้านกลุ่มพันธมิตรฯทุกรูปแบบ

ถ้าม็อบชนม็อบเมื่อไหร่ก็ฉิบหายวายตลิ่ง

เอาเถอะประเทศไทยไม่ใช่ของใครคนเดียว ลำพังเราคนเดียวคงไม่มีปัญญายุติวิกฤติร้ายแรงที่บ้านเมืองกำลังเผชิญอยู่

ตราบใดที่คนส่วนใหญ่ในสังคมนี้ยังเกลียดชังคั่งแค้นแบ่งขั้วแบ่งข้างมุ่งจองล้างจองผลาญกันไม่รู้จบ

เมื่อสังคมป่วยหนักขนาดนี้ เราซึ่งเป็นหน่วยเล็กๆในสังคมไทยก็คงต้องปลงให้ตก ปัญหาจะยืดเยื้ออีกนานแค่ไหน บ้านเมืองจะเสียหายยับเยินอย่างไร ก็ต้องปลงให้ตก

ถ้าขืนไปเครียดกับสิ่งที่เกิดขึ้น เราเองจะประสาทแดก

“แม่ลูกจันทร์” ไม่ค่อยห่วงเหตุการณ์ รุนแรงในเมืองหลวงเท่าไหร่ เพราะเหตุการณ์ จลาจลเมื่อวันก่อนเป็นบทเรียนที่ทุกฝ่ายไม่ อยากให้เกิดขึ้นอีก

แต่ห่วงสถานการณ์แตกแยกของพี่น้องประชาชนในต่างจังหวัดมากกว่า!!

เพราะการเผชิญหน้าของคน 2 กลุ่ม กำลังล่อแหลมสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดการปะทะ กันในหลายจังหวัด

ถ้าอารมณ์ยังเดือดพล่าน คนไทยกับคนไทยคงยกพวกจับอาวุธฆ่ากันเองอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

เฮ้อ...คิดแล้วใจฝ่อบอกไม่ถูก

“แม่ลูกจันทร์” ฟันธงวิกฤติการเมืองครั้งนี้ทำให้สังคมชาติแตกแยกหนักที่สุดในประวัติศาสตร์

แม้แต่ยุคที่คนไทยแตกเป็น “ฝ่ายซ้าย-ฝ่ายขวา” เมื่อสามสิบปีก่อน ก็ยังไม่หนักเท่า วิกฤติที่เรากำลังเผชิญอยู่

แถมวิกฤติครั้งนี้เป็นวิกฤติที่ไม่มี ทางออก และมองไม่เห็นทางจบ

ไม่ว่า “นายกฯสมชาย” ยอมลาออก หรือรัฐบาลตัดสินใจยุบสภาฯปัญหาก็ไม่จบ!!

เพราะถ้าประชาชนส่วนใหญ่เลือกพรรคพลังประชาชนเป็นรัฐบาลอีก กลุ่มพันธมิตรฯก็ยังชุมนุมไล่รัฐบาลต่อ

หรือข้อเสนอที่ให้พรรคการเมืองที่มี ส.ส. ในสภาฯ สลายขั้วร่วมกันตั้งรัฐบาลสมานฉันท์ เฉพาะกิจ เพื่อปฏิรูปการเมืองครั้งใหญ่

สูตรนี้คงเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะพรรคประชาธิปัตย์ปฏิเสธ!!

หรือข้อเสนอให้ตั้งรัฐบาลแห่งชาติเอา “คนนอก” เป็นนายกรัฐมนตรีเพื่อเบรกปัญหาขัดแย้งไม่ให้ลุกลามยิ่งขึ้นอีก

สูตรนี้ก็ทำไม่ได้ เนื่องจากรัฐธรรมนูญไม่เปิดช่องให้ “คนนอก” แหกด่านมะขามเตี้ยเข้ามาเป็นนายกฯคนใหม่

หรือแม้แต่สูตรสุดท้ายที่มีเสียงเรียกร้องให้ทหารปฏิวัติ “เว้นวรรคประชาธิปไตย 1 ปี” เพื่อจัดระเบียบบ้านเมืองให้สงบ

แต่ฝ่ายผู้นำกองทัพก็ยืนยันว่าจะไม่ ปฏิวัติเด็ดขาด เพราะถ้าขืนปฏิวัติประเทศไทยจะถูกสังคมโลกแซงก์ชั่น และเศรษฐกิจจะยิ่งทรุดหนัก

ข้อสำคัญ ถ้าขืนทหารปฏิวัติอีกครั้ง จะถูกประชาชนที่รักประชาธิปไตยลุกฮือขึ้นต่อต้านจนทหารเอาไม่อยู่

สรุปว่าทุกทางออกล้วนแต่เป็นซอยตันหมด

แต่ถ้าจำเป็นต้องเลือกทางใดทางหนึ่ง “แม่ลูกจันทร์” สนับสนุนการยุบสภาฯเลือกตั้งใหม่ คืนอำนาจให้ประชาชนตัดสินอนาคตการเมืองอีกครั้งหนึ่ง

เพราะระบอบประชาธิปไตยคำตัดสินของคนส่วนใหญ่คือคำตอบ.

แม่ลูกจันทร์


'ป๊อก' พลิ้ว 'สมชาย' ยื้อ

โดยสถานการณ์บีบให้เล่นติ๊ดชึ่ง จับทางยากขึ้นทุกวัน

กับลีลาของ “บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก หลังจากที่เย็นวันศุกร์ออกมาส่งเสียงเข้ม จี้ให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และรัฐบาลต้องรับผิดชอบกรณีสลายม็อบพันธมิตรฯมีคนบาดเจ็บล้มตาย

ฮึ่มๆบีบกันหน้าดำหน้าเขียว

และก็เป็นนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ อธิการบดีสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ที่ออกมาตีความหมายขยายความ

ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ดีของฝ่ายทหาร และเป็นจุดยืนที่ฝ่ายการเมืองต้องเกรงใจ

“อนุพงษ์” บี้ “สมชาย”

แต่พอสายๆวันเสาร์กลับมีข่าวว่า “บิ๊กป๊อก” แวบหายหน้า ไม่โผล่ไปร่วมงานเปิดโครงการ “สานใจไทยสู่ใจใต้” ที่มี “ป๋าเปรม” พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และรัฐบุรุษ เป็นประธาน ทั้งๆที่มีชื่ออยู่ในบัญชีแขกร่วมงาน

ท่ามกลางผู้บัญชาการเหล่าทัพพร้อมหน้า

ขาดแค่ “บิ๊กป๊อก” กับ พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผู้บัญชาการทหารเรือ โดยทั้งคู่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นเตรียมทหาร 10 รุ่นเดียวกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

งานนี้ยากจะปฏิเสธว่า ไม่มีนัยอะไร

เพราะในสถานการณ์หัวเลี้ยวหัวต่อ มันอดคาใจกันไม่ได้

“ป๋าเปรม” ออกงาน บิ๊กเหล่าทัพไม่ตบเท้าพรึบพรับ

ที่แน่ๆช่วงบ่ายวันเดียวกัน ก็มีข่าวว่า “บิ๊กป๊อก” ควงภรรยาหอบกระเช้าดอกไม้ไปเยี่ยมอาการป่วยของ “ลุงหมัก” นายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกรัฐมนตรี ที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ในฐานะผู้ใหญ่และอดีตผู้บังคับบัญชาที่ให้ความเคารพ

และเคยร่วมงานกันอย่างเข้าขา

สรุปว่า ยังยื่นมือแตะทุกฝ่าย

“บิ๊กป๊อก” ไม่แทงหวยเต็ง

ฉะนั้น ก็คงต้องลุ้นฟาวล์กันต่อไป สำหรับใครที่ออกมายุให้ทหารติดเครื่องรถถังออกมาปฏิวัติ ระเบิดประตูทางออกวิกฤติการเมืองโลกแตกของประเทศไทย

“อนุพงษ์” ยังไม่อยาก “ใหญ่” ตามแรงยุของหมอดู

และแน่นอน เมื่อ “บิ๊กป๊อก” ไม่แทงหวยเต็ง ก็เป็นอะไรที่ยังเห็นช่องหายใจ ล่าสุดกับคำถามเรื่องลาออกหรือยุบสภา นายกฯสมชายส่งสัญญาณชัดเจนขึ้นอีกขั้น บอกเอาไว้รอถ้ากระบวนการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ภาค 3 เสร็จเมื่อไหร่

“คราวนี้จะเอาอย่างไร จะยุบหรือจะเอาอะไรก็ว่ากันไป”

ดึงเกมซื้อเวลาออกไป

อย่างน้อยๆก็ได้แนวร่วมจากนักเลือกตั้งด้วยกัน เพราะมันคือการยื้อเกมไม่ให้เครือข่ายอำมาตยาธิไตยเข้ามาวางเกมร่างรัฐธรรมนูญตั้งแต่ต้นจนจบ

ถอนรากถอนโคนนักการเมือง

ยึดเวทีนักเลือกตั้งอาชีพ

“สมชาย” อาศัยลูกนิ่ง เล่นบท “ดื้อเงียบ”

วัดใจเกมยั่ว “ปฏิวัติ”

ทางหนึ่งม็อบพันธมิตรฯประเดิมการถอนหมายจับ 9 แกนนำ นัดรวมพลใหญ่เคลื่อนขบวนบุกล้อมหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

เย้ยกันถึงรังใหญ่

ในขณะที่เริ่มมีปฏิกิริยาร้อนแรงของฝ่ายตรงข้าม กับบทห้าวๆของ พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ สวมวิญญาณ “ตำรวจเฒ่าไม่มีวันตาย” ระดมพลตำรวจนอกราชการ

อาสาบุกยึดทำเนียบรัฐบาลคืนจากม็อบพันธมิตรฯ

ไล่เลี่ยๆกับอาการขยับพรึบพรับของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แห่เข้าชมรายการ “ความจริงวันนี้” นอกรอบ เช็กกำลังพลคนเสื้อแดงแน่นธันเดอร์โดม เมืองทองธานี

วอร์มเครื่องก่อนนัดชุมนุมใหญ่ที่ท้องสนามหลวงวันที่ 12-14 ตุลาคม

ตั้งท่าเปรียบมวยกับม็อบพันธมิตรฯแล้ว.

ทีมข่าวการเมือง รายงาน