WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, October 13, 2008

‘รสนา’ปั่นหัว40ส.ว.ปลุกม็อบถ่อย!ลั่นปะทุเหตุนองเลือดใน7วัน

“กลุ่ม 40 ส.ว.” สาดโคลนรัฐบาล อ้างใช้ นปช.เป็นเครื่องมือ หวังปลุกเร้ามวลชนลุกฮือต้านอำนาจรัฐ “รสนา” พยากรณ์เหตุบ้านเมือง ไม่เกิน 7 วันนองเลือด จุดชนวน “ม็อบถ่อย” ปะทุเหตุความรุนแรงรอบ 2

กลุ่ม 40 ส.ว. นำโดย น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กรุงเทพมหานคร และนายประสาน มฤคพิทักษ์ ส.ว.สรรหา แถลงว่า กลุ่ม 40 ส.ว.ได้จัดตั้งคณะอนุกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีความรุนแรงเมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยมี น.ส.รสนา เป็นประธาน คณะที่ น.พ.บรรลุ ศิริพาณิชย์ เป็นประธานที่ปรึกษา รวมถึง พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ เป็นรองประธานที่ปรึกษา และน.พ.วิชัย โชติวิวัฒน์ เป็นเลขานุการ

ทั้งนี้ น.ส.รสนาชี้ว่า ภายใน 7 วันนี้จะมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น และอาจจะเทียบเท่าเหตุการณ์เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เนื่องจากขณะนี้รัฐบาลใช้กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. เป็นเครื่องมือ ซึ่งเทียบเท่ากับกลุ่มกระทิงแดง และกลุ่มนวพล

อย่างไรก็ตาม กลุ่ม 40 ส.ว.จะติดตามตรวจสอบรายชื่อผู้เข้าร่วมประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ที่ผ่านมาด้วย เนื่องจากอาจจะไม่ครบองค์ประชุม และจะส่งผลต่อการแถลงนโยบายของรัฐบาลให้ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ



ม็อบชั่วหน้าแตกยับผู้พิพากษา ICC ชี้ชัดปราบม็อบเรื่องปกติ

อดีตผู้พิพากษาศาลอาชญากรรมระหว่างประเทศ เผยการสลายการชุมนุมของรัฐบาลไทย ถือเป็นเรื่องภายในประเทศ ไม่เข้าข่ายว่าเป็นการก่อ "อาชญากรรมต่อความเป็นมนุษย์" เป็นการควบคุมความสงบเรียบร้อยของประเทศ อีกทั้งการสลายการชุมนุมของรัฐบาลไทยไม่ได้เกิดขึ้นเป็นประจำ ถือเป็นเรื่องธรรมดาที่การสลายการชุมนุมทางการเมืองจะต้องมีความสูญเสียเกิดขึ้น

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคมที่ผ่านมา สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานโดยอ้างคำเปิดเผยของนายคาร์ล เทอร์เรนซ์ ฮัดสัน-ฟิลลิปส์ (Karl Hudson-Phillips) อดีตผู้พิพากษาประจำศาลอาชญากรรมระหว่างประเทศ (International Criminal Court : ICC) ชาวตรินิแดดแอนด์โตเบโก ที่ออกมาแสดงทรรศนะว่า เหตุการณ์สลายการชุมนุมของรัฐบาลไทยที่ปรากฏเป็นข่าวไปทั่วโลกเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ ถือเป็นเรื่องภายใน ของประเทศไทยที่นานาชาติไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้

นอกจากนี้และการสลายการชุมนุมโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐถือเป็นเรื่องปกติทางการเมืองที่เกิดขึ้นเป็นประจำในประเทศต่างๆทั่วโลก และไม่เข้าข่ายว่าเป็นการก่ออาชญากรรมต่อความเป็นมนุษย์ (Crime against humanity) แต่อย่างใด

นายฮัดสัน-ฟิลลิปส์ ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาศาลอาชญากรรมระหว่างประเทศ หรือ ICC ในระหว่างปี 2003-2007 ระบุว่า การที่รัฐบาลไทยเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลที่ปรากฏเป็นข่าวไปทั่วโลกนั้น เป็นการกระทำที่ไม่เข้าข่ายว่าเป็น Crime against humanity เนื่องจากการกระทำดังกล่าวเป็นความพยายามของฝ่ายรัฐที่ต้องการควบคุมความสงบเรียบร้อยของประเทศ และการสลายการชุมนุมของรัฐบาลไทยไม่ได้เกิดขึ้นแบบเป็นประจำ

รวมทั้งยังไม่ได้เกิดขึ้นเป็นวงกว้าง และถือเป็นเรื่องธรรมดาที่การสลายการชุมนุมทางการเมืองจะต้องมีความสูญเสียเกิดขึ้นบ้าง แต่ก็เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมในประเทศนั้นๆ จะต้องทำหน้าที่ตัดสิน ไม่ใช่เรื่องที่ศาลอาชญากรรมระหว่างประเทศต้องเข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด

นอกจากนั้น อดีตผู้พิพากษา ICC รายนี้ ยังระบุว่า นับตั้งแต่ที่ ICC เริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ปี 2002 เป็นต้นมา ได้เคยมีผู้ร้องเรียนต่อ ICC ในกรณีที่ได้รับความสูญเสียจากการเข้าสลายการชุมนุมของรัฐบาลเช่นเดียวกันนี้มาแล้วหลายครั้ง จากหลายประเทศแต่ ICC ก็ไม่เคยนำเรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการดำเนินคดีแต่อย่างใด เพราะการสลายการชุมนุมทางการเมืองในลักษณะเช่นที่เกิดขึ้นในประเทศไทยครั้งนี้ ถือว่าไม่เข้าข่ายการพิจารณาของ ICC อย่างแน่นอน

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ กล่าวบนเวทีปราศรัย เพื่อขอฉันทามติในการดำเนินการฟ้องนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องกับการสลายการชุมนุม ที่ศาลอาญาระหว่างประเทศ ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยยืนยันว่า ได้คิดหาทางต่อสู้และได้ปรึกษาหลายฝ่ายรวมถึงสำนักงานกฎหมายระหว่างประเทศ ที่กรุงนิวยอร์ก และได้รับคำแนะนำว่าให้นำเรื่องดังกล่าวไปฟ้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ เพราะประเทศไทยมีสนธิสัญญา ซึ่งถือเป็นพันธกรณีที่ต้องปฏิบัติตามกับสหประชาชาติ

ซึ่งศาลดังกล่าวเป็นศาลที่นำอาชญากรระหว่างประเทศ รวมถึงผู้ทำที่ทำรายประชาชนเข้าคุกมาเป็นจำนวนมาก โดยกรณีที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ก็ถือว่าเข้าข่ายที่ฟ้องได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม เชื่อว่านายกรัฐมนตรีจะถูกดำเนินคดีอย่างแน่นอน ไม่สามารถหนีหมายจับระหว่างประเทศได้ นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายเรื่องที่จะดำเนินคดีกับรัฐบาลชุดนี้

ขณะที่วันเดียวกันนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) ในฐานะได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ผู้บัญชาการเหตุการณ์ กรณีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกำหนดจะไปชุมนุมที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติในวันที่ 13 ตุลาคมนี้ ได้เรียกประชุมตำรวจสันติบาล นครบาลและกองปราบปรามเพื่อวางแผนเกี่ยวกับการรับมือ

อย่างไรก็ตาม การประชุมดังกล่าว ไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าไปรายงานข่าว โดยเบื้องต้นมีรายงานว่า จะให้ตำรวจปราบจลาจลเข้ารายงานตัวที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติภายในเวลา 15.00 น. พร้อมด้วยเครื่องมือดับเพลิง ก่อนจัดแบ่งกำลังทั้งในและนอกเครื่องแบบตามภารกิจที่ได้รับ

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า นอกจากนี้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติยังได้ออกคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติเรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นใน วันที่ 7 ตุลาคม 2551 ว่า มีสาเหตุมาจากอะไร และการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่

ทั้งนี้ คณะทำงานที่ตั้งขึ้นมีกรรมการทั้งหมด 14 คน มี รศ.นพ.เจษฎา แสงสุพรรณ รองอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธาน กำหนดให้สรุปผลภายใน 7 วัน



กระหึ่ม!ปฏิวัติ-นปช.นัดรวมพลต้าน

กระหึ่ม! ปฏิวัติอีกครั้งภายใน 2 วันนี้ อ้างฝีมือนายทหารนอกราชการบงการให้นายทหารที่เพิ่งรับตำแหน่งใหม่หมาดๆ เป็นคนลงมือ หลัง “บิ๊กจิ๋ว” ออกมานำร่องกวักมือเรียกให้ทหารปฏิวัติ เผย “อนุพงษ์” ไม่เล่นด้วย ยอมเบี้ยวไม่ไปร่วมงาน “สานใจไทยสู่ใจใต้” ที่มี “ป๋าเปรม” เป็นประธานหวั่นถูกเชื่อมโยง ด้าน นปช. ประกาศระดมพลคัดค้านถึงที่สุด ขณะเดียวกันแนวร่วมแสดงตัวเข้าทีมยึดคืนทำเนีบยรัฐบาลของ พล.ต.อ.สล้าง เพียบ ทางด้าน “ณัฐวุฒิ-จตุพร” ชี้ปรากฏการณ์คนเสื้อแดง สะท้อนเสียงพลังเงียบที่เริ่มทนไม่ได้กับความไม่ยุติธรรมในบ้านเมือง

ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่มีความขัดแย้งชัดเจนขึ้นทุกขณะ และกลุ่มคนที่ก่อความวุ่นวายในบ้านเมืองก็ยังคงพยายามทำตัวเหนือกฎหมายหนักข้อขั้นทุกที พยายามสร้างเงื่อนไขให้เกิดความวุ่นวายรุนแรงในบ้านเมืองอบ่างต่อเนื่อง นั้น

ลือกระหึ่มทหารเตรียมปฏิวัติ

ได้เกิดข่าวลือว่าจะมีการปฏิวัติรัฐประหารขึ้นอีกครั้ง มีการยืนยันว่ามีการหารือกันถึงเรื่องดังกล่าวจริง โดยมีนายทหารนอกราชการเป็นแกนนำ สั่งการให้นายทหารยศพลเอก เป็นผู้ดำเนินการ แต่แนวคิดดังกล่าวก็ถูกคัดค้านจาก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ที่มีทีท่าไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติรัฐประหารมาอย่างต่อเนื่องและเชื่อว่าปัญหาบ้านเมืองยังมีทางออก

ซึ่งกรณีดังกล่าวนั้นยังไปสอดรับกับท่าทีของ พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงษ์ ผบ.ทอ. หรือพล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผบ.สส. ที่ระบุว่าได้เตรียมทางออกของปัญหาบ้านเมืองเอาไว้แล้ว รวมไปถึงกรณีที่ พล.อ.อนุพงษ์ เลี่ยงที่จะไปร่วมพิธีเปิด โครงการ "สานใจไทยสู้ใจใต้" รุ่นที่ 10 ที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต ที่มี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เป็นประธานเปิดงาน และมีนายทหารหลายนายมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง

จี้สอบวินัยพวกเปิดประเด็นปฏิวัติ
ผศ.จรัล ดิษฐาอภิชัย หนึ่งในแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวถึงข่าวลือที่จะมีการปฏิวัติโดยทหารอีกครั้งภายว่า ทราบเรื่องนี้มาจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นนายทหารในกองทัพบก คาดว่าหากจะมีการปฏิวัติก็จะเกิดภายใน 2-3 วันนี้ จากเดิมที่มีการกำหนดจะปฏิวัติกันในค่ำวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา แต่ด้วยเหตุบางอย่างที่ไม่สามารถดำเนินการได้

ทั้งนี้ มีการยืนยัรนถึงผู้สั่งการและผู้ที่รับมาปฏิบัติอย่างชัดเจน และกรณีที่มีการระบุว่า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอแนวความคิดนั้น ผศ.จรัล ปฏิเสธที่จะพูดถึงรายละเอียด และมองว่าทหารคนใดที่ออกมาพูดว่าจะทำการปฏิวัติอย่างชัดเจน ควรตั้งคณะกรรมการสอบวินัย แต่ทั้งนี้คนที่เกษียรไปแล้วก็คงจะไม่ได้รับผลอะไร

พร้อมปลุกประชาชนต้านปฏิวัติ
นายชินวัฒน์ หาบุญพาด ประธานชมรมพิทักษ์สิทธิประโยชน์คนขับรถแท็กซี่ หยึ่งในแกนนำ นปช. กล่าวถึงข่าวลือปฏิวัติว่าตนเองและสมาชิกในกลุ่มไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะการเมืองจะต้องแก้ไขด้วยการเมือง หากเกิดการปฏิวัติจริง ตนและประชาชนที่ท้องสนามหลวงจะลุกขึ้นสู้และปลุกระดมให้พี่น้องทั่วประเทศขัดขวาง และปกป้องอำนาจอธิปไตย
“ประเทศไทยจะต้อิงปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น ไม่ใช่เผด็จการ”

ส่วนกรณีที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ตลอดจนนายทหารและคนบางกลุ่ม พยายามชี้ชวนใหฟ้เกิดการรัฐประหารอีกครั้งนั้น การกระทำอย่างนี้เข้าข่ายยุยงให้เกิดการกบฏ ล้มล้างอำนาจอธิปไตย และรัฐธรรมนูญ ผิดกฎหมายหลายมาตรา การพูดของพล.อ.ชวลติ เป็นการพูดเรื่อยเปื่อย หาจุดยืนไม่ได้ ทำตัวไม่เป็นผู้ใหญ่

แนวร่วมยึดคืนทำเนียบคึกคัก
ด้านพล.ต.อ.สล้าง บุนนาค อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ (รอง อ.ตร.) ออกมาย้ำอีกครั้งถึงแผนการยึดทำเนียบรัฐบาลคืน โดยระดมอดีตครูฝึกหน่วยคอมมานโด หน่วยปราบจราจล และตำรวจตระเวณชายแดน (ตชด.) ให้เข้ามาอยู่ในทีม เพื่อเรียกลูกศิษย์ที่เป็นตำรวจนอกราชการมาตั้งเป็นกองกำลังยึดทำเนียบรัฐบาลคืนจากพันธมิตรฯ

ขณะที่แกนนำชมรมคนรักอุดรยอมรับได้รับการติดต่อจาก พล.ต.อ.สล้าง ให้นำคนมาเข้าร่วม รวมทั้งกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ก็ออกมาขานรับความคิดดังกล่าว และประกาศยินดีจะส่งคนมาเข้าร่วมกับกองกำลังเพื่อล้อมกรอบกลุ่มพันธมิตรฯ

สะท้อนพลังเงียบสุดทนพันธมิตร
ส่วนการจัดรายการ “ความจริงวันนี้สัญจร” ที่ผ่านมา ที่อาคารธันเดอร์โดม เมืองทองธานี ซึ่งมีผู้คนหลายหมื่นคน เดินทางเข้าไปร่วมงานกันอย่างล้นหลาม นั้น ก็ถูกมองว่าเป็นอีกสัญญาณที่ดีของฝ่ายประชาธิปไตย

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นการสะท้อนถึงพลังของประชาชนที่ต้องการปกป้องบ้านเมืองให้ดำรงอยู่โดยระบอบประชาธิปไตย ซึ่งจากการที่ได้สังเกตดูพบว่าเป็นคนกลุ่มใหม่ที่ยังไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อนเมื่อครั้งที่เป็นแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) บุคคลกลุ่มนี้เป็นพลังเงียบในสังคมที่เริ่มส่งเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งตนมั่นใจว่าหากจัดกิจกรรมเช่นนี้ขึ้นอีก จะยิ่งทำให้คนเข้าร่วมชุมนุมเพิ่มมากขึ้น ซึ่งแต่เดิมตนคิดว่าจะมีผู้คนเข้าร่วมงานเพียง10,000 – 15,000 คน เท่านั้น

ทั้งนี้การที่บุคคลเข้าไปร่วมงานโดยไม่ได้นัดหมายเป็นปรากฏการณ์การส่งสัญญาณของบุคคลพลังเงียบ ซึ่งหลังจากนี้จะมีคนส่งเสียงดังมากขึ้น อีกทั้งทางรายการความจริงวันนี้จะจัดกิจกรรม “ความจริงวันนี้สัญจร” ขึ้นอีก

“การที่คนเข้าร่วมงานครั้งนี้ได้สะท้อนถึงพลังของพี่น้องประชาชนที่ต้องการปกป้องบ้านเมืองให้ดำรงอยู่โดยระบอบประชาธิปไตย และจากการที่ได้สังเกตดูพบว่าคนจำนวนมากที่มางานเป็นคนกลุ่มใหม่ที่ยังไม่เคยเจอหน้า เป็นพลังเงียบในสังคมที่เริ่มส่งเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ” นายณัฐวุฒิกล่าว

35ปี14ตุลาถอยหลังเข้าคลอง
นายณัฐวุฒิ ยังกล่าวถึงกรณีการเรียกร้องประชาธิปไตยเมื่อ 35 ปี กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันว่า ตนไม่สามารถเรียกกลุ่มพันธมิตรฯว่าเป็นการทำเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างเมื่อ 35 ปีก่อนได้ เนื่องจากคนกลุ่มนี้ได้ออกมาขับไล่รัฐบาลที่มาจากระบอบประชาธิปไตย ซึ่งจากการยึดอำนาจที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีก่อน ได้มีบุคคลหลายคนเข้ามามีบทบาทและตำแหน่งทางการเมือง ไม่มีนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่ไหนเข้าไปร่วมเหตุการณ์ยึดอำนาจและเข้าไปมีบทบาทในรัฐบาลชุดเผด็จการเลย

อีกทั้งการเคลื่อนไหวเพื่อช่วงชิงอำนาจรัฐที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เปรียบเทียบกับเหตุการณ์เมื่อ 35 ปีที่แล้วไม่ได้เลย หากเปรียบเทียบถึงความแตกต่างจะเห็นได้ชัด แต่ถ้าเปรียบถึงเรื่องความเรียกร้องในความเป็นประชาธิปไตยไม่มี

“การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯเพื่อช่วงชิงอำนาจรัฐ จะเอามาเปรียบเทียบเมื่อ 35 ปีก่อนไม่ได้เลย แต่ถ้าจะเปรียบเทียบถึงความแตกต่างเราจะเห็นได้อย่างชัดเจน แต่อย่าเอามาเปรียบเทียบถึงความเป็นประชาธิปไตยเพราะมันไม่มีเลย” โฆษกรัฐบาลกล่าว

คนรักปชต.หนุนรัฐบาลสู้
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า เป็นการสะท้อนว่าขณะนี้ได้รู้ว่าประชาชนคิดอะไร ซึ่งกิจกรรมที่จัดขึ้นที่เมืองทองเป็นการแสดงว่าถึงเวลาแล้วที่คนรักประชาธิปไตยจะไม่ยินยอมให้ทำร้ายบ้านเมือง และกลุ่มคนที่เดินทางไปร่วมกิจกรรมเป็นเครื่องหมายที่สื่อออกมาว่าไม่ว่ากลุ่มพันธมิตรฯ หรือพวกเผด็จการจะกระทำการใดๆ กลุ่มคนใส่เสื้อแดงจะต่อสู้เพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตย อีกทั้งผู้คนในอาคารธันเดอร์โดมได้ส่งเสียงออกมาเพื่อไม่ให้รัฐบาลยุบสภาหรือลาออกจนกว่าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งหนทางข้างหน้าเป็นหน้าที่ของฝ่ายพลังเสื้อแดงที่ต้องรักษาปกป้องรัฐบาลที่มาจากระบอบประชาธิปไตย ถึงนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีจะไม่ได้อยู่ในกลไก แต่ด้วยพลังประชาชนที่รักประชาธิปไตยจะเป็นคนโอบหลังไว้ อีกทั้งสิ่งที่จะดำเนินการต่อไปคือการทำความจริงให้ปรากฏจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกเรื่อง

นายจตุพร กล่าวอีกว่า การที่กลุ่มพันธมิตรฯและพรรคประชาธิปัตย์เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้แสดงความรับผิดชอบโดยการตั้งกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ 2 ชุด และระหว่างที่รอผลการตรวจสอบกลุ่มพันธมิตรฯและพรรคประชาธิปัตย์ได้แสดงความรับผิดชอบอะไรไหม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแกนนำกลุ่มพันธมิตรทั้ง 9 คนได้ลดคดีลงถึง 2 คดีจาก 4 คดี พาประชาชนไปตายแต่โทษลดลงหมายความว่าอย่างไร อีกทั้งเหตุการณ์รถจิ๊ประเบิดมีทหารเสียชีวิตแต่กลุ่มพันธมิตรไม่เชิดชูยกย่องเหมือนกับนางสาวอังคณาที่เสียชีวิตทั้งๆที่เป็นกลุ่มพันธมิตรเช่นกัน จึงมีความสงสัยว่าทำไมปฏิบัติต่อคนทั้ง 2 ไม่เท่ากัน นั่นเป็นเพราะทั้งหมดเป็นกระบวนที่กลุ่มพันธมิตรฯจัดขึ้น ฉะนั้นหลายอย่างต้องมีการสอบสวน

คนเสื้อแดงพร้อมใจหาความถูกต้อง
นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ระบุถึงเหตุการณ์ที่ประชาชนผู้รักประชาธิปไตย พร้อมใจกันสวมเสื้อแดงมาร่วมงาน ความจริงวันนี้ ที่อาคารทันเดอร์โดม เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมาว่า เป็นที่น่าสังเกตว่าเหตุที่มีประชาชนคนไทยร่วมหลายหมื่นคนมาร่วมงานครั้งนี้ น่าจะเป็นเพราะประชาชนได้รับความอึดอัดใจ เพราะเมื่อใดก็ตามที่ประชาชนรู้สึกว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากองค์กรที่รักษาความเป็นธรรม อย่างเช่นในตอนนี้ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังถูกยำยี จากหลายกระแส จึงเชื่อว่าเป็นเหตุหนึ่งที่ทำประชาชนมาร่วมกลุ่มกันเพื่อเรียกร้องความถูกต้อง และความเป็นธรรม

“ตำรวจถูกย่ำยี และไม่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งเมื่อใดที่ประชาชนเชื่อและรู้สึกอึดอัดใจจากองค์กรที่รักษาและให้ความเป็นธรรมว่ามีพฤติกรรม มันก็จะเกิดปรากฏการณ์อย่างงานความจริงวันนี้ นี่เป็นเรื่องที่น่าสังเกตว่า คนมากันอย่างล้นหลามให้ความสนใจอย่างอุ่นหนาฝาครั่ง เป็นเพราะว่าระบบความยุติธรรมทุกวันนี้มันมีการเลือกปฏิบัติ เรามาเพื่อเรียกร้องความถูกต้อง”

คนตจว.จ่อเดินทางร่วมชุมนุม
ด้านนายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี พรรคพลังประชาชน ระบุว่า เมื่อวันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา ตนทำการลงพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยมประชาชนที่จ.ลพบุรี ในพื้นที่อ.เมือง อ.บ้านหมี่ และ อ.ท่าวุ้ง ตามปกติ พร้อมกับมีการพูดคุยปฏิสัมพันธ์ทางการเมือง

โดยประชาชนในพื้นที่ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ามีความเบื่อหน่ายกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นอย่างมาก โดยมองว่าที่ผ่านมาสร้างความเดือดร้อนให้กับประเทศชาติอย่างนับไม่ถ้วน ซึ่งในวันจันทร์ที่ 13 ตุลาคมนี้ ประชาชนทั้งหลายในพื้นที่จะรวมกลุ่มกัน ประมาณ 500-600 คน เพื่อมาร่วมแสดงจุดยืนในประชาธิปไตยกับกลุ่มนปช.ที่ท้องสนามหลวง

“ไม่น่าเชื่อว่าชาวบ้านเขาจะพูดกับผมว่า ถ้าต้องมีการเลือกข้าง ชาวบ้านส่วนใหญ่ของที่นี่ขอเลือกข้างประชาธิปไตย ไม่ขอเลือกข้างพันธมิตรฯ เพราะตอนนี้ก็เห็นชัดเจนแล้วว่า ประเทศชาติเสียหายเพราะใคร” นายสุชาติกล่าว
เช่นเดียวกับประชาชนอีกหลายจังหวัดที่แสดงความประสงค์จะเข้าร่วมการชุมนุม



‘เจ๊ยุ’ตอกม็อบคุกคามสื่อจี้สมาคมออกมาจัดการ


ฉะ! พันธมิตรฯ อันธพาลทำตัวคุกคามสื่อ หลัง “ข่าวสด” เสนอข่าวไม่ถูกใจ บรรดาแกนนำเรียงหน้ากล่าวหาเป็นพวก “ทักษิณ” เขียนข่าวบิดเบือน แถมขู่เคลื่อนพลไปปิดล้อม “เจ๊ยุ” สวนเป็นเสรีภาพในการเสนอข่าวและข้อเท็จจริง ไม่จำเป็นต้องให้ใครพอใจ พร้อมจี้ให้สมาคม-สมาพันธ์สื่อทั้งหลายที่ชอบออกแถลงการณ์มาดูแลแก้ปัญหา หลังบรรดาท่านกรรมการทั้งหลายขอสงบปาก ไม่อยากขัดใจกับพันธมิตรฯ ด้านนักข่าวเนชั่น ยกข่าวสดเป็นฮีโร่ที่กล้าหาญเสนอข่าว ในขณะที่สื่ออื่นทำเงียบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

นอกจากกลุ่มพันธมิตรฯ จะกล่าวหา นสพ.ข่าวสด ว่าแปลคำพระราชทานให้สัมภาษณ์ของสมเด็จพระเทพฯ โดยบิดเบือนแล้ว กลุ่มพันธมิตรฯ ก็ยังผูกใจเจ็บกับการนำเสนอข่าวดังกล่าว โดยมีการโจมตีและข่มขู่คุกคาม นสพ.ข่าวสด อย่างรุนแรง

ซึ่งนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ ระบุว่าข่าวสด เป็นหนังสือในเครือมติชน และมีมติชนสุดสัปดาห์อีกเล่ม ที่จงใจบิดเบือนคำแปลเพราะเป็นพวก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และยังเรียกร้องใช้กลุ่มผู้ชุมนุมหยุดซื้อหนังสือทั้ง 3 ฉบับดังกล่าว

ขณะที่ นายสำราญ รอดเพชร แกนนำรุ่น 2 ก็ปลุกระดมผู้คน ว่าน่าจะไปเยือนข่าวสด ตามแบบฉบับที่เคยไปปิดล้อมสถานที่ราชการ หรือหน่อยงานที่เป็นฝ่ายตรงกันข้าม

กรณีดังกล่าวนางยุวดี ธัญญสิริ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กล่าวว่า ข่าวที่ได้มีการนำเสนอไปนั้น เป็นข่าวที่มาจากสำนักข่าวต่างประเทศ ซึ่งการที่หนังสือพิมพ์ข่าวสดเอาข้อความเป็นลงตรงนั้น ได้ผ่านการพิจารณาว่าเหมาะสมแล้ว

“การที่กลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาต่อต้านแสดงความไม่พอใจในข่าวที่เสนอไปนั้นและพยายามจะบิดเบือน จะบุกที่สำนักข่าว มันไม่ใช่เรื่องอะไรที่กลุ่มพันธมิตรฯจะมาคุกคามสื่อ”

จากประเด็นที่ได้มีการนำเสนอข่าวของหนังสือพิมพ์ข่าวสด ทางกลุ่มพันธมิตรจะรับได้หรือไม่ได้ในข้อความที่สื่อนำเสนออกไป ก็เป็นเรื่องของแต่ละบุคคล เพราะสื่อถือว่ามีหน้าที่ในการนำเสนอข่าวที่คิดว่าเป็นประโยชน์และประชาชนน่าจะรู้ คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจ

“ข่าวก็คือข่าว มีทั้งถูกใจคนและไม่ถูกใจคน คนเป็นประชาชนก็สามารถเลือกเสพสื่อได้ สื่อมีหน้าที่ของตนเอง ก็นำเสนอข่าวไปตามนั้น ไม่ควรที่จะมาก้าวกายกัน”

นางยุวดีกล่าวในตอนท้ายว่า เรื่องนี้น่าจะมีการสอบถามไปยังสมาคมนักข่าวและหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เห็นชอบออกมาแถลงการณ์ต่างๆ กับเรื่องแบบนี้ทำไมไม่ออกมาพูด

ขณะที่นางสาวนาตยา เชษฐโชติรส นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้ปฏิเสธที่จะพูดถึงเรื่องดังกล่าว โดยกล่าวว่าหากมีคำสัมภาษณ์ออกไป เกรงว่าจะกลายเป็นเกิดกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ของทั้งสองฝ่าย รวมถึง นายภัทร คำพิทักษ์ อดีตนายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ก็ปฏิเสธที่จะออกมาชี้แจ้งในเรื่องดังกล่าวเหมือนกัน

ทางด้านนายบุญเลิศ ช้างใหญ่ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์มติชน ระบุว่าไม่อยากเอาตัวเองไปอยู่ในวงจรของคนสองกลุ่ม

ส่วนนายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ เลขาธิการสมาคมนักข่าวและหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ โดยอ้างว่ายังไม่ได้ศึกษาในรายละเอียด เกรงว่าจะมีการให้ข้อมูลที่ผิดพลาดได้ เช่นเดียวกับนายชิงชัย รุ่งละโภ กรรมการสภาการหนังสือพิมพ์ ที่อ้างว่าตกข่าว

ขณะที่แหล่งข่าวในหนังสือพิมพ์ข่าวสด ยืนยันว่าการนำเสนอข่าวดังกล่าวมีการตรวจสอบความถูกต้องแล้ว และถือเป็นหน้าที่ของสื่อที่จะต้องรายงานความถูกต้อง ไม่ได้จงใจเข้าข้างใครทั้งสิ้น

ด้านนายจรัล ดิษฐาอภิชัย กล่าวถึงกรณีพันธมิตรฯ ประกาศจะไปบุกล้อมสำนักพิมพ์ข่าวสด ว่าถ้ากล้ามีเรื่องกับสื่อมวลชนก็ไปได้ เพราะคงเห็นว่ายึดทำเนียบก็ทำได้แล้ว และนี่ก็เตรียมบุกสำนักงานตำรวจแห่งชาติอีก

ขณะที่นายประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวเนชั่น ได้เสนอบทความผ่านเวบไซต์ประชาไท
http://www.prachatai.com/05web/th/home/14046 ในประเด็นดังกล่าวมีความโดยสรุปว่าสถานการณ์การเมืองที่แบ่งฝักแบ่งฝ่ายอย่างชัดเจน สะท้อนให้เห็นได้ชัดในสื่อและมีผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของบรรดาสื่อที่เลือกข้าง (ไม่ว่าข้างไหน) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การเลือกข้างมิใช่สิ่งที่ผิด สื่อสามารถเขียนบทบรรณาธิการ บททัศนะและให้คอลัมนิสต์แสดงความเห็นว่าไม่เห็นด้วยหรือเห็นด้วยกับรัฐบาลและพันธมิตรฯ ได้อย่างเต็มที่ นั่นมิใช่ปัญหา แต่ปัญหาคือในส่วนที่เป็นการรายงานข่าวตรงไปตรงมา (straight news report) สื่อไม่ควรปิดกั้นการลื่นไหลของข่าวสารและความเห็นอันหลากหลายต่อวิกฤตการเมืองไทย เพื่อที่สังคมจะได้ร่วมกันเรียนรู้ฉุกคิดจากมุมมองและทัศนะที่หลากหลาย ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่สังคมโดยรวม และทำให้ประชาชนมีวุฒิภาวะพิจารณาอะไรต่างๆ ได้เอง

แต่สื่อที่เลือกข้างจนมืดมัว มักแยกไม่ออกระหว่างการรายงานข่าวอย่างตรงไปตรงมากับบทความหรือบทบรรณาธิการที่แสดงความเห็นส่วนตัวหรือส่วนองค์กร ล่าสุด เกิดปรากฎการณ์ไม่เล่นข่าวของเอพี (Associated Press) ที่รายงานความเห็นของสมเด็จพระเทพฯ ต่อกลุ่มพันธมิตรฯ และวิกฤตการเมืองไทย ระหว่างทรงเสด็จประพาสสหรัฐฯ (บล็อกเกอร์ Bangkok Pundit อ้างถึงข่าวนี้ ในบล็อกของเขา เมื่อช่วงสาย วานนี้)

ถามว่าสื่อไทยเห็นประชาชนหรือผู้รับข่าวสารเป็นอะไร สื่อถึงปฎิบัติตนเช่นนี้ ในขณะที่อ้างเรื่องความรับผิดชอบในการให้ข้อมูลข่าวสารอย่างตรงไปตรงมาและหลากหลายและอ้างเรื่อง free flow of news and information

ขอให้ประชาชนท่านผู้อ่านตัดสินเอาเอง ว่าทำไมสื่อส่วนใหญ่ถึงไม่รายงาน แต่นี่แหละ Silence of the Lamp ที่มืดมิดอย่างแท้จริง

ข้อเสนอแนะที่ผู้เขียนจะให้ได้ ณ วันนี้ก็คือ ขอให้ประชาชนเช็คอ่านตรวจสอบสื่อและรับสื่อที่หลากหลาย ทั้งของไทยและเทศ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ และโปรดระลึกว่า ณ ห้วงวิกฤตการเมืองในปัจจุบัน เราคงปล่อยให้หนังสือพิมพ์ฉบับใด ฉบับหนึ่ง (หรือสื่อแขนงอื่น ช่องใดช่องหนึ่ง หรือคลื่นใดคลื่นหนึ่ง) เป็นที่พึ่งพาทางข้อมูลข่าวสารโดดๆ มิได้

จากการเช็คหนังสือพิมพ์ฉบับหลักๆ เรื่องการไม่มีข่าวที่สมเด็จพระเทพฯ ทรงตรัสให้สัมภาษณ์ต่อคำถามว่า ทรงเห็นด้วยหรือไม่ที่กลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ ระบุว่าประท้วงเพื่อสถาบันกษัตริย์ สมเด็จพระเทพฯ ตรัสตอบคำถามดังกล่าวว่า “I don’t think so... they do things for themselves.”

ไทยรัฐ – (หนังสือพิมพ์จำหน่ายมากที่สุดของประเทศ) – ไม่มีข่าวนี้ปรากฎ

เดลินิวส์ – ไม่มีข่าวนี้ แต่หนังสือพิมพ์มีสโลแกนว่า “อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์”

โพสต์ทูเดย์ – ไม่มีข่าวนี้ แต่สโลแกนฉบับนี้คือ “ลึกซึ้งทุกข่าวสาร ตอบทุกด้านของชีวิต”

คมชัดลึก – ไม่มีทั้งๆ ที่สโลแกน คือ “เนชั่นเจาะข่าว ทั่วไทย”

บางกอกโพสต์ – สโลแกนคือ “The Newspaper You Can Trust” แต่ไม่มีข่าวนี้

เดอะเนชั่น – ไม่มีข่าวนี้ ทั้งๆ ที่เป็นหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ อ้างเรื่องความตรงไปตรงมา และทั้งที่การที่เป็นหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษหมายความว่า ไม่ต้องมานั่งแปลข่าวเอพีให้เมื่อยสมอง

กรุงเทพธุรกิจ – (สโลแกนคือ มือขวาหรือมือซ้ายของผู้บริหารก็ไม่แน่ใจ) ไม่มีข่าวนี้เช่นกัน

ผู้จัดการรายวัน – (ฉบับเสาร์-อาทิตย์ 11-12 ต.ค.) – คิดว่าต้องเช็คไหมเนี่ย หรือเดาก็ถูก ... ไม่มีข่าวนี้เปิดเท่าไหร่กี่ครั้งกี่หนกี่หน้าก็ไม่เจอ เช็คออนไลน์ก็ไม่มี และก็ไม่น่าแปลกใจมิใช่หรือว่าทำไม

มติชน – (หนังสือพิมพ์คุณภาพ เพื่อคุณภาพของประเทศ) ไม่มีข่าวนี้

ข่าวสด – Surpriseๆ มีข่าวนี้ และพาดหัวใหญ่สุดหน้าหนึ่ง ฉบับวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคมว่า “ตรัสถึงพันธมิตรฯ พระเทพฯ ทรงสัมภาษณ์ที่สหรัฐ” และข่าวไปต่อหน้า 14 ซึ่งมีการอ้างคำให้สัมภาษณ์ทั้งภาษาอังกฤษและไทย

ต้องขอปรบมือให้กับหนังสือพิมพ์ข่าวสด แต่ข่าวสดระยะหลังก็ดูเหมือนจะเบื่อพันธมิตรฯ มิใช่น้อย ซึ่งเห็นได้จากบททัศนะของคอลัมนิสต์บางคน (ผู้เขียนสงสัยว่า ถ้าข่าวสดยังเชียร์พันธมิตรฯ สุดๆ อยู่จะลงข่าวนี้หรือไม่) อย่างไรก็ตาม ต้องให้เครดิตข่าวสด ผู้เขียนคว้าซื้อหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ทันทีทันควันเลย และยอดขายข่าวสดฉบับนี้น่าจะพุ่งเป็นพิเศษ


อ.จุฬาฯ ยืนยัน‘ข่าวสด’แปลถูก

* จวกยับฤาษีแปลงสาส์นเข้าข้างตัวเอง
“อ.จุฬาฯ” ชี้ชัด “ข่าวสด” ถอดความคำพระราชทานสัมภาษณ์ของสมเด็จพระเทพฯ ถูกต้องแล้ว แต่อาจมีคนแปลงสาส์นหยิบไปตีความให้ตัวเองได้ประโยชน์ ระบุเป็นภาษาที่ง่ายไม่มีความซับซ้อน คำแปลไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ระบุไม่เชื่อสำนักข่าว “เอพี” จะมีส่วนบิดเบือนเพื่อใครอย่างที่กลุ่มพันธมิตรฯ พยายามกล่าวอ้าง แถมยังเห็นเจตนาชัดปลุกระดมคนให้เลิกอ่านหนังวสือค่าย “มติชน” แต่ให้อ่านสื่อปลุกระดมค่าย “ผู้จัดการ” และแนวร่วมทั้งหลายแทน ซัดดีแต่เอาประโยชน์ใสตัว เอาชั่วให้คนอื่น ย้อนใครกันแน่ที่บิดเบือน เพราะแค่เด็ก ป.6 ก็ยังแปลได้

จากกรณีที่หนังสือพิมพ์ข่าวสดได้ถอดความการนำเสนอข่าวของสำนักข่าวเอพี สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2551 ที่ระบุว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงตอบคำถามของผู้สื่อข่าวว่าพระองค์ทรงไม่เชื่อว่าการชุมนุมประท้วงที่เกิดขึ้นในประเทศของพระองค์ เป็นการทำเพื่อประโยชน์ของสถาบันกษัตริย์นั้น

กรณีดังกล่าวบรรดากลุ่มพันธมิตรฯ ได้ออกมาเรียงหน้าถล่มหนังสือพิมพ์ “ข่าวสด” กันอย่างกว้างขวาง และตะแบงว่าหนังสือพิมพ์ข่าวสดจงใจแปลผิด เพราะเสนอข่าวด้านลบของพันธมิตรฯมาตลอด และยังเป็นเครื่องมือชิ้นหนึ่งของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

โดย น.ส.อัญชลี ไพรีรักษ์ ทีมโฆษกพันธมิตรฯ อ้างว่าการนำบทสัมภาษณ์ของสมเด็จพระเทพฯ มาตีพิมพ์ในลักษณะนี้เป็นเรื่องไม่สมควร ถือเป็นการดึงเบื้องสูงลงมาอยู่ท่ามกลางความแตกต่างทางความคิดของประชาชน และเป็นเพียงการตัดตอนบทสัมภาษณ์บางช่วงมาลง

นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำพันธมิตรฯ กล่าวว่าสิ่งที่หนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวพยายามทำคือทำตัวเป็นหนังสือพิมพ์ดาวสยามยุคใหม่ เพราะตีข่าวพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง

นายประพันธ์ คูณมี แกนนำพันธมิตรฯ กล่าวว่าสิ่งที่หนังสือพิมพ์ลงข่าวเป็นการบิดเบือนอย่างชัดเจน เพื่อหวังทำลายความชอบธรรมในการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร เพราะหากดูถ้อยคำที่ปรากฏในเว็บไซต์ของเอพี คำพระราชทานสัมภาษณ์ของสมเด็จพระเทพฯ หมายถึงว่ากลุ่มพันธมิตรเคลื่อนไหวด้วยของของตัวเอง ไม่ได้รับคำสั่งจากสถาบัน แต่หนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวไปลงว่ากลุ่มพันธมิตรทำเพื่อตัวเอง จึงเป็นการบิดเบือน

เช่นเดียวกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ ที่ต่อว่าอย่างรุนแรงผ่านการปราศรัยบนเวที “มันเป็นคนที่รู้ภาษาอังกฤษดี แต่มันจงใจจะบิดเบือนครับพ่อแม่พี่น้อง แต่ไอ้หนังสือพิมพ์ข่าวสดมันเป็นหนังสือพิมพ์ในเครือของหนังสือพิมพ์มติชน ในเครือของมติชนสุดสัปดาห์ ที่มันเป็นพวกทักษิณ ทักษิณมันได้จ้างเครือข่าย ผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่จงใจจะบิดเบือนข้อความ นักข่าวมันแกล้งถาม มันจงใจถาม มันถามว่า "พีเอดี พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย acting on behalf of the monarchy" ใช่ หรือไม่ คำถามคือ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น ได้ทำงานที่ถูกจัดตั้งโดยสถาบันกษัตริย์ใช่หรือไม่ สมเด็จพระเทพฯ ก็ตอบว่า "I don't think so" ไม่ใช่หรอก "They do things by themselves, for themselves," นัยยะก็หมายความว่า ใครๆ ก็ทำได้ ตราบใดถ้ายังมีสำนึกในการรักพระเจ้าอยู่หัว

ไอ้คนแปลก็จงใจผิด แล้วมากล่าวหาเราจริงๆ แล้วมันไม่ใช่อย่างนั้น มันจงใจกลั่นแกล้ง”

อย่างไรก็ดี รศ.ดร.สมภาร พรมทา อาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่าการถอดคำแปลบทสัมภาษณ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ไม่ใช่ประโยคที่ซับซ้อนและแปลยาก เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีการแปลออกมาก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

เรื่องของการแปลความภาษาอังกฤษถือว่าเป็นเรื่องที่อาจเข้าใจผิดกันได้ เพราะคำหนึ่งอาจมีสองความหมาย เป็นปัญหาที่พบอยู่เสมอ แต่ที่สำคัญกรณีนี้เมื่อแปลแบบนี้แล้วแต่นำไปขยายความเพื่อเข้าข้างฝ่ายตนเองอย่างไรนั่นอีกเรื่องหนึ่ง ที่ทำให้ความหมายของประโยคเพี้ยนไป

อาจารย์ทรงยศ แววหงษ์ อาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวว่าจากการอ่านบทสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทราบได้เลยว่าเป็นการตอบแบบฉบับของท่าน คือท่านเลี่ยงประเด็นการเมือง และแสดงให้เห็นว่าไม่เข้ากับฝ่ายใด ซึ่งถ้าอ่านดีๆ จะเห็นว่าสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ตรัสปฏิเสธไม่เข้ากับพันธมิตรฯ

“ท่านพยายามเลี่ยงและเลี่ยงอย่างสุดๆ อย่างที่นักข่าวต่างประเทศถามถึงถ้อยความหนึ่งว่า “protesters who say they are acting on behalf of the monarchy.” ประหนึ่งว่านักข่าวต้องการจะถามว่าราชวงศ์มีส่วนเกี่ยวข้องหรือคิดเห็นอย่างไร แล้วพระเทพทรงตอบว่า "I don?t think so," she replied. "They do things for themselves." คือไม่ได้คิดอย่างนั้นและคิดว่าเขาทำเพื่อประโยชน์ของเขาเอง ซึ่งฝรั่งที่สัมภาษณ์ก็เข้าใจแบบฝรั่ง เมื่อคนไทยอ่านก็เข้าใจแบบคนไทย”

อย่างไรก็ตาม อาจารย์ทรงยศกล่าวต่อไปว่า คำถามจากนักข่าวต่างประเทศน่าจะเป็นคำถามหยั่งดูมากกว่าอย่างประโยคที่กล่าวถึงแกนนำพันธมิตรฯ คนหนึ่งที่ว่า “One leader wants to abandon Thailand?s popularly elected Parliament for one in which a majority of members would be appointed.” คือมีแกนนำต้องการเลิกระบบรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ว่าคนในสถาบันอันสูงสุดของประเทศคิดอย่างไรกับการเคลื่อนไหวของพันธมิตรเช่นนี้ คล้ายกับโยนหินถามทาง ซึ่งก็ได้รับคำตอบว่าไม่เป็นฝ่ายเดียวกับพันธมิตรฯ และพยายามเลี่ยงออกไปด้วยซ้ำ

โดยส่วนตัวเราเองก็เป็นกลาง เมื่ออ่านเนื้อหาดังกล่าวแล้วก็ไม่ได้รู้สึกอะไร คำถามเหล่านี้เป็นคำถามที่นักข่าวต่างประเทศถามได้ เพราะต้องการทราบความจริง แต่ถ้าเป็นนักข่าวไทยไม่มีโอกาสถามอย่างนี้แน่

ผศ.จรัล ดิษฐาอภิชัย หนึ่งในผู้นำของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปก.) และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชน กล่าวว่าข้อความที่หนังสือพิมพ์ข่าวสดแปลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยนั้นถูกต้องแล้ว และนั่นเป็นสิ่งที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯตรัสจริงๆ กลุ่มพันธมิตรฯต่างหากที่แปลผิด เรื่องนี้ทำให้นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ โกรธมาก จึงมีการประกาศให้กลุ่มผู้ชุมนุมงดซื้อหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน และรายสัปดาห์ รวมถึงหนังสือพิมพ์ข่าวสดด้วย แต่ให้หันมาซื้อหนังสือพิมพ์คมชัดลึก หนังสือเนชั่นรายสัปดาห์ หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน และหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

“พระองค์ตรัสเกี่ยวกับเรื่องนี้เรื่องเดียว เพราะฉะนั้นคำแปลไม่ผิดแน่นอน ให้นักเรียนที่จบชั้นมัธยมปลายมาแปลก็ต้องแปลออกมาอย่างนี้ พันธมิตรจะมาบอกสำนักข่าวเอพีบิดเบือน ถ้าพระองค์ตรัสอย่างนี้ ใครแปลก็ต้องแปลอย่างนี้ ไม่ต้องให้นักเชี่ยวชาญทางด้านภาษาศาสตร์แปลหรอก เด็กม.6 ก็แปลได้อย่างนี้เหมือนกัน”



วันตำรวจแห่งชาติ

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

* หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ สื่อทางเลือกสำหรับคนรักประชาธิปไตย ฉบับนี้ ประจำวันจันทร์ที่ 13 ตุลาคม 2551 เป็นวันตำรวจแห่งชาติ ที่จะต้องถูกบันทึกไว้ว่า โจรร้ายก๊กใหญ่จะใช้ฤกษ์งามยามดีวันนี้ บุกรุกเข้าล้อมกรอบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยที่ตำรวจจะทำได้เพียงแต่ยืนดูตาปริบๆ เพราะโจรก๊กนี้ ได้รับความคุ้มครองจากอำนาจวิเศษ จึงมีอภิสิทธิ์เหนือกว่าโจรทุกก๊ก และมีสถานะ สูงส่งกว่าประชาชนทุกคนบนแผ่นดินนี้

* สถานการณ์ของตำรวจในขณะนี้ เหมือนกับคำพังเพย “ผู้ดีเดินตรอก ขี้ครอกเดินถนน” ที่โบ ราณว่าไว้ไม่มีผิด ในขณะที่ ผู้รักษากฎหมาย ต้องอยู่แบบหลบๆ ซ่อนๆ แต่คนทำผิดกฎหมาย อย่างพันธมิตรปล้นประชาธิปไตย กลับเดินหน้าท้าทายความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย และอำนาจรัฐ ไปทั่วบ้านทั่วเมือง การเติบโตและขยายตัวของลัทธิพันธมิตรฯ ในวันนี้ น่าเชื่อว่าไม่มีอำนาจใดจะกำราบได้อีกแล้ว เว้นแต่ อำนาจของประชาชนในฐานะเจ้าของประเทศ ที่จะต้องกรีฑาทัพมวลชนทั้งแผ่นดิน ออกมาสยบอำนาจเถื่อนของคนชั่วเหล่านี้

* ในขณะที่ สนธิ ลิ้มทองกุล แอบอ้างทุกวันทุกคืนว่า ต้องประท้วงขับไล่รัฐบาล เพื่อปกป้องพระมหากษัตริย์ และเป็นการแสดงความจงรักภักดีต่อในหลวง แต่ สมเด็จพระเทพรัตนราช สุดาฯ พระราชทานสัมภาษณ์สื่อมวลชนต่างประเทศ ตีข่าวไปทั่วโลกว่า โจรพันธมิตร มิได้ทำเพื่อในหลวง หากแต่ทำเพื่อตัวเอง ประชาชนยังจะหลงเชื่อ “เจ๊กกบฏ” อีกหรือ?

* ไม่น่าเชื่อว่า ข่าว พระดำรัสของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ที่ถูกเผยแพร่ไปให้คนทั้งโลกได้รู้ความจริงว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ของคนไทย กำลังถูกคนชั่วใช้เป็นเครื่องมือหาประโยชน์ส่วนตน จะมีเพียง หนังสือพิมพ์ข่าวสด เพียงฉบับเดียว ที่นำเสนอให้ประชาชนคนไทยได้รับรู้ แต่ สื่อมวลชนอื่นๆ ทุกสำนัก ทั้ง โทรทัศน์ วิทยุ และหนังสือพิมพ์ กลับพร้อมใจกันไม่นำเสนอ เหมือนกับจงใจที่จะปิดหู ปิดตา คนไทย ไม่ให้ได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารที่คนทั้งโลกรู้กันหมดแล้ว

* บรรดา สื่อแท้ ทั้งหลาย ที่โอ้อวดว่าเป็น สื่อที่เพียบพร้อมด้วยจริยธรรม คุณธรรม เปี่ยมด้วยจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ และอวดอ้างว่าเป็นสื่อที่มีความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ทุกลมหายใจเข้าออก มีเหตุผลอะไรจึงไม่นำเสนอพระดำรัสของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ หรือยังคงเชื่อว่า สนธิ ลิ้มทองกุล มีความจงรักภักดี และก่อม็อบก่อกวนความสงบสุขของบ้านเมือง เพื่อปกป้องราชบัลลังก์ อีกกระนั้นหรือ?

* คิดๆ เท่าไรก็คิดไม่ออกสักที ว่าทำไม อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ จึงต้องชี้แจงแถลงไขการไม่เข้าร่วมประชุมรัฐสภา วาระแถลงนโยบาย ต่อรัฐบาลสหรัฐอเมริกา และรัฐบาลอังกฤษ แทนที่จะชี้แจงให้ประชาชนคนไทยอีกจำนวนมากที่ยังไม่เข้าใจบทบาทและจุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ หายสงสัย คลายความข้องใจต่อการทำหน้าที่พรรคการเมืองของพรรคประชาธิปัตย์ เช่น หม่อมปลื้ม ที่เคยเป็นผู้สนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังไม่เข้าใจบทบาท หน้าที่ และอุดมการณ์ทางการเมืองของอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์

* ความคับข้องใจและสงสัยของ จงรัก ภักดีราช ต่อบทบาทของพรรคประชาธิปัตย์ มิได้อยู่ที่ว่าทำไมจึงต้องชี้แจงให้รัฐบาลสหรัฐ และรัฐบาลอังกฤษ ทราบ แต่อยู่ที่ว่า ทำไมพรรคประชาธิปัตย์ จึงเลือกที่จะชี้แจงให้ทราบเพียงแค่ 2 ชาตินี้เท่านั้น แต่รัฐบาลของชาติอื่นๆ ทั้งในชาติสมาชิกอาเซียน ในภูมิภาคเอเชีย ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับประเทศไทย มากกว่าสหรัฐอเมริกา และ อังกฤษ กลับไม่ได้รับคำชี้แจงจากพรรคประชาธิปัตย์

* หาก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เห็นว่าการชี้แจงแถลงไขต่อรัฐบาลต่างชาติ ให้ได้รู้เพื่อเข้าใจบทบาทของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นวิถีทางที่ถูกต้อง ก็ไม่ควรจะจำกัดผู้รับสารของพรรคประชาธิปัตย์ เพียงแค่สหรัฐ กับ อังกฤษ แต่ ควรจะชี้แจงต่อที่ประชุมสหประชาชาติให้ทุกประเทศทั่วโลกมีความเข้าใจต่อพรรคประชาธิปัตย์ ไปในคราวเดียวกันเสียเลย จะไม่ดีกว่าหรือ? แต่สำหรับ จงรัก ภักดีราช เห็นว่าการกระทำของ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขัดกับคำสอนแบบไทยๆ ที่ว่า “ไฟในอย่านำออก ไฟนอกอย่านำเข้า” และจะนำความเสียหายมาให้แก่ประเทศไทย มากกว่าประโยชน์ที่จะได้รับเป็นแน่แท้

* เพียงแค่ “ไม่อาจจะก้าวข้ามกองเลือด” เข้าไปประชุมรัฐสภา อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ถึงกับต้องทำหนังสือชี้แจงให้ต่างชาติเข้าใจพฤติกรรมของตนเอง แล้วเมื่อครั้งที่ พรรคประชาธิปัตย์ เรียกร้องขอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน ซึ่งขัดรัฐธรรมนูญ และบอยคอตการเลือกตั้ง ซึ่งขัดต่อการทำหน้าที่ของพรรคการเมือง ทำไมจึงไม่คิดชี้แจงให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกเข้าใจบ้าง ยังไม่นับถึง การสนับสนุนคณะรัฐประหารที่กระทำการโค่นล้มการปกครองระบอบประชาธิปไตย อย่างออกหน้าออกตาของบรรดาสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นบทบาทของพรรคการเมืองที่สร้างความงุนงงสงสัยให้แก่รัฐบาลประชาธิปไตยทั่วโลก

* ปีศาจคาบคัมภีร์ จึงเป็นคำอุปมาอุปไมยที่ใช้ได้ดีกับพรรคการเมือง ที่ปากพร่ำอยู่ร่ำไปว่า “ยึดมั่นระบบรัฐสภา” แต่กลับหันหลังให้รัฐสภา ทั้งไม่เข้าประชุมรัฐสภา และเรียกร้องให้ยุบสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งไม่ใช่วิธีการแก้ไขปัญหา หากแต่เป็นวิธีการหนีปัญหา และเป็น วิถีทางการเมืองที่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม เห็นแก่ประโยชน์ของพรรค มากกว่าประโยชน์ของประชาชน

* จงรัก ภักดีราช เคยเขียนไว้ตรงนี้ให้ระวัง พ่อใหญ่จิ๋ว หวานเจี๊ยบ ให้ดี ว่าหากไม่ได้ดังใจ พ่อใหญ่จิ๋ว จะแปลงกายเป็น พ่อใหญ่ลา หลังจากก่อปัญหาไว้อย่างแสนสาหัส ก็จะยื่นใบลาออกทิ้งภาระและปัญหาให้คนอื่นต้องเข้ามาแก้ไขความเสียหายที่ตัวเองก่อขึ้น เมื่อครั้งเป็นนายกรัฐมนตรี หลังจากบริหารประเทศจนเศรษฐกิจพังพาบ ก็ลาออกหนีปัญหามาครั้งนี้ หลัง จากออกคำสั่งให้ตำรวจสลายม็อบ จนเป็นชนวนเหตุปะทะกันมีผู้บาดเจ็บล้มตาย พ่อใหญ่ลา ก็สะบัดตูดหนี ทิ้งปัญหาให้ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นผู้รับเคราะห์แทน

* แต่ที่แสบสันต์ยิ่งนัก ก็คือ ทันทีที่สะบัดตูดพ้นเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรี พ่อใหญ่จิ๋ว ก็ไปยืนตะโกนเรียกร้องให้ทหารก่อการรัฐประหาร ยึดอำนาจจากรัฐบาล โค่น สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ลงจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทั้งยังพูดจาเหน็บแนม พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา ว่า ต้องมีความกล้าหาญที่จะปฏิวัติเพื่อชาติ หากต้องการให้ประเทศชาติอยู่รอด

* ไม่น่าเชื่อว่า อดีตนายทหาร ที่อวดโอ่ว่าเป็นหัวขบวนของทหารประชาธิปไตย และปั้นแต่งเกียรติภูมิในชีวิตของตนว่าเป็นนักต่อต้านการรัฐประหาร เป็นผู้ปราบกบฏมาหลายคณะ จะเรียกร้องให้ทหารทำการปฏิวัติ ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย เพียงแค่ข้ามวัน จากที่เคยมีอำนาจเต็มมือ กลายเป็นผู้สูญสิ้นอำนาจ เพราะการกระทำของตนเอง มันน่านักที่จะต้องไปแจ้งความดำเนินคดีในข้อหายุยงให้มีการรัฐประหาร ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ดำเนินคดีให้เป็นตัวอย่างและให้เข็ดหลาบเสียบ้าง

* หาข่าวมาขายประสา จงรัก ภักดีราช จริงเท็จต้องไปตรวจสอบข้อมูลกับ บุญทรง เตริยาภิรมย์ คนสนิทของ เยาวภา วงศ์สวัสดิ์ ว่า เหตุที่ พ่อใหญ่จิ๋ว แหกปากตะโกนเรียกร้องให้ทหารปฏิวัติ ยึดอำนาจรัฐบาลสมชาย เพราะว่า โทรศัพท์มาขอถอนใบลาออก เพื่อจะกลับมาเป็นรองนายกรัฐมนตรี แต่ไม่สำเร็จ จึงทำให้พ่อใหญ่จิ๋ว โกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง จนออกอาการเพี้ยน เรียกทหารมายึดอำนาจสมชาย ล้มรัฐบาลไปเสียเลย ใช่หรือไม่?



แถลงการณ์ประณามแพทย์ใช้มาตรการทางสังคมไม่รักษาตำรวจ

คอลัมน์ : สิทธิประชาชน

เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม ประชาชนหลายกลุ่ม หลายองค์กร ร่วมกันออกแถลงการณ์ประณามการเลือกปฏิบัติต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจของกลุ่มแพทย์ พยาบาล และแพทย์ประจำบ้านของโรงเรียนแพทย์ 8 สถาบัน รวมถึงคณะจิตแพทย์ สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา ที่ได้ประกาศงดการตรวจและรักษาเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อเป็นการใช้ “มาตรการทางสังคม” แสดงความไม่เห็นด้วยต่อวิธีการสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจในวันที่ 7 ตุลาคม 2551 จึงขอประณามการตัดสินใจดังกล่าว เนื่องจากเป็นการขัดหลักสิทธิมนุษยชนและหลักจรรยาบรรณแพทย์อย่างร้ายแรง

รายละเอียดของแถลงการณ์มีดังนี้
แถลงการณ์ประณามการเลือกปฏิบัติต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจของกลุ่มแพทย์ฯ
ตามที่มีรายงานข่าวว่ากลุ่มอาจารย์แพทย์ พยาบาล และแพทย์ประจำบ้านของโรงเรียนแพทย์ 8 สถาบัน รวมถึงคณะจิตแพทย์ สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา ได้ประกาศงดการตรวจและรักษาเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อเป็นการใช้ “มาตรการทางสังคม” แสดงความไม่เห็นด้วยต่อวิธีการสลายการชุมนุมของเจ้าหน้าที่ตำรวจในวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ที่ผ่านมานั้น

องค์กรสิทธิมนุษยชนและผู้มีรายนามด้านล่างนี้ ขอประณามการตัดสินใจดังกล่าวเนื่องจากเป็นการขัดหลักสิทธิมนุษยชนและหลักจรรยาบรรณแพทย์อย่างร้ายแรง

การกระทำดังกล่าว ไม่เพียงเป็นการละเมิดหลักจรรยาบรรณแพทย์ที่เน้นประโยชน์สูงสุดของผู้ป่วยเท่านั้น หากยังละเมิดหลักสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการรับรองไว้ในทั้งกฎหมายระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนและรัฐธรรมนูญของประเทศไทย ซึ่งได้ประกันว่าสิทธิในชีวิตและสิทธิในการได้รับการบริการทางสาธารณสุขเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน สิทธิดังกล่าวนี้อยู่บนพื้นฐาน หลักการที่สำคัญยิ่งประการหนึ่งของการใช้มาตรฐานสิทธิมนุษยชนทั้งปวง คือ หลักการไม่เลือกปฏิบัติไม่ว่าบนพื้นฐานใดๆ ไม่ว่าจะเป็น เชื้อชาติ ผิว เพศ ภาษา ศาสนา ความคิดเห็นทางการเมืองหรือทางอื่น เผ่าพันธุ์แห่งชาติ หรือสังคม ทรัพย์สิน กำเนิด หรือสถานะอื่นๆ

และแม้แต่กฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (International Humanitarian Laws) ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้กำกับการปฏิบัติของรัฐและผู้เกี่ยวข้องในภาวะสงคราม ซึ่งประเทศไทยได้เข้าเป็นรัฐภาคีมาตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2497 นั้น ยังรับประกันสิทธิของผู้ได้รับบาดเจ็บในการได้รับการรักษาและดูแลทางการแพทย์ รวมถึงการได้รับการรักษาจากฝ่ายคู่กรณีของความขัดแย้ง

ด้วยหลักการต่างๆ ข้างต้น การปฏิเสธการให้การรักษาแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยเฉพาะในภาวะความรุนแรงที่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ถูกทำร้ายโดยฝ่ายผู้ชุมนุมเช่นกันนั้น จึงเป็นเรื่องที่ไม่สามารถยอมรับได้ การแจ้งว่าตำรวจสามารถรับการรักษาได้ หากไม่ได้แต่งชุดเครื่องแบบเจ้าหน้าที่หรือไม่ได้แจ้งว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ นอกจากจะมิใช่เป็นหนทางออกจากสถานการณ์ปัจจุบันแล้ว ยังตอกย้ำการเลือกปฏิบัติ อันจะส่งผลให้ชีวิตและสุขภาพของเจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งมีศักดิ์และสิทธิเช่นเดียวกับผู้ป่วยคนอื่นๆ ตกอยู่ในความเสี่ยงได้

เราจึงขอเรียกร้องดังนี้
1.ให้สถาบันทางการแพทย์ต่างๆ เคารพและยึดถือหลักการไม่เลือกปฏิบัติ หลักสิทธิมนุษยชน และจรรยาบรรณแพทย์ในการปฏิบัติหน้าที่ของตน และดำเนินมาตรการทางวินัยต่อผู้ที่ปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามหลักการดังกล่าว

2.ให้แพทยสภาและคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เข้าตรวจสอบและดำเนินการตรวจสอบจริยธรรมและมาตรฐานทางการแพทย์ของกลุ่มแพทย์ดังกล่าวโดยทันที

ด้วยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ความแตกต่างของความคิดเห็นทางการเมืองและความรุนแรงที่เกิดขึ้นสืบเนื่องจากนั้น จะไม่ทำให้สังคมไทยละเลยการเคารพคุณค่าและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน

สำนักงานสิทธิมนุษยชนศึกษาและการพัฒนาสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
ปกป้อง เลาวัณย์ศิริ สภาเพื่อสิทธิมนุษยชนและการพัฒนาแห่งเอเชีย (ฟอรั่ม-เอเชีย)
ศิริภาส ยมจินดา นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
พงษ์พันธุ์ ชุ่มใจ ผู้สื่อข่าวประชาไท
นฤมล ทับจุมพล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ศุกาญจน์ตา สุขไผ่ตา ประธาน กลุ่มสหภาพแรงงานย่านรังสิตและใกล้เคียง
เปรมกวี สุวรรณาลัย นักศึกษาคณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
ชัยนรินทร์ กุหลาบอ่ำ กลุ่มพรีดอนเรดิโอวิทยุออนไลน์ไร้ขีดจำกัด
ภัทรดนัย จงเกื้อ นักศึกษา สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
นายอุทัย ละชั่ว MPA NIDA
มัทนา โกสุมภ์ ประชาชน
ณภัทร สาเศียร ประชาชน
กานต์ ทัศนภักดิ์ Asian Public Intellectuals Program
กนกรัตน์ เลิศชูสกุล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ขวัญชัย เกิดแดน นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
พงษ์เลิศ พงษ์วนานต์ ประชาชน
พิภพ อุดมอิทธิพงศ์ ประชาชน
ไชยณัฐ ดำดี นักคิดอิสระ
กุลเชษฐ วุฒิมานานนท์ นักศึกษาปริญญาโท สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
ขวัญชัย เกิดแดน นักศึกษาปริญญาโท สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
สิทธิพร จรดล กลุ่มประกายไฟ
เลื่อน ศรีสุโพธิ์ ที่ปรึกษาเครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน
ไสว มาลัย เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน
ประธาน คงเรืองราช ชมรมนายก อบต. เพื่อประชาธิปไตย
ปรัชญา สุรกำจรโรจน์ นักศึกษาคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
เฉลิมชัย ทองสุข เครือข่ายพิทักษ์เจตนารมณ์เดือนพฤษภา 2535
ศรายุธ ตั้งประเสริฐ นักกิจกรรมทางสังคม
ไชยณัฐ ดำดี นักคิดอิสระ
ศุษม อรรถวิภาคไพศาลย์ พนักงานบริษัทการบินไทยจำกัดมหาชน
อุเชนทร์ เชียงเสน นักศึกษาปริญญาโท คณะรัฐศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
อาฎิฟ โซะโก เลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย
จารุวรรณ สาทลาลัย รองเลขาธิการสหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย ฝ่ายประชาชน
สุลักษณ์ หลำอุบล สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย
อานนท์ ชวาลาวัณย์ นักศึกษาปริญญาโท มหาวิทยาลัย Jawaharlal Nehru University
อภิชาติ ศิริสุนทร กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมภาคอีสาน
สมศรี สาเทวิน กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมภาคอีสาน
วชิรวัฒน์ พัสดร กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมภาคอีสาน
ทูนเกียรติ กมลเนตร กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมภาคอีสาน
ดนุพล สอนตาง กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมภาคอีสาน
องอาจ ชาวสวนงาม กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมภาคอีสาน
สุภาวดี บุญเจือ กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมภาคอีสาน
เดชอนันต์ พิลาแดง กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมภาคอีสาน
นีณวัฒน์ เคนโยธา กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมภาคอีสาน
สุพิทักษ์ วีระพล กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมภาคอีสาน
วราเชนทร์ เชื้อบุญมา กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมภาคอีสาน
ไกรทอง เหง้าน้อย กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมภาคอีสาน
จักรพงษ์ แก้วพเนา กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมภาคอีสาน
นิรัตติศัย ขันทอง กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมภาคอีสาน
พลจักร นวนพั่ว กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมภาคอีสาน
สุเนตร เพียสุพรรณ์ กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมภาคอีสาน
ภูมิอนันต์ สะอาด กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมภาคอีสาน
สมศักดิ์ แก้วโสภา กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมภาคอีสาน
วิรัตน์ บุญชาย กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมภาคอีสาน
อนุพงษ์ จรดรัมย์ กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมภาคอีสาน
หนูเกิด ทองนะ กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมภาคอีสาน
สุพจน์ แก้วแสนเมือง กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมภาคอีสาน
ธนภพ มุขขันธ์ กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมภาคอีสาน
ธิปไตย ฉายบุญทอง กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมภาคอีสาน
ฤทธิชัย ภูตะวัน กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมภาคอีสาน
นิวาส โคตรจันทึก กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมภาคอีสาน
ปราโมทย์ ผลภิญโญ กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมภาคอีสาน
ชัน ภักดีศรี กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมภาคอีสาน
วันชัย ฉอ้อนศรี กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมภาคอีสาน
ทศพล พลเยี่ยม กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมภาคอีสาน
สมพงษ์ สิงห์ทิศ กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมภาคอีสาน
ไพทูรณ์ พรหมนอก กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมภาคอีสาน
เมธาวี พิทักษ์ กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมภาคอีสาน
ปรีชา พะวงศ์ กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมภาคอีสาน
วิมล สามสี กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมภาคอีสาน
มานะ พลงาม กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมภาคอีสาน
วัชระ บุญผิว กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมภาคอีสาน
พิสาร หมื่นไกล กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมภาคอีสาน
บุญทัน กมล กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมภาคอีสาน
สมเกียรติ วงศ์เฉลิมมัง กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมภาคอีสาน
พรเวช คนล่ำ กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมภาคอีสาน
นีรนุช เนียมทรัพย์ ประชาชน
สมพจน์ ศุพุทธมงคล ประชาชน
ถนัด ชาวเขา ประชาชน
พิชิต พิทักษ์ ประชาชน
ชยากร เศษฤทธิ์ ประชาชน
เซ็ง สัญจรเลิศ ประชาชน



‘ฝ่ายประชาธิปไตย’ ที่ไม่มีวันแพ้

คอลัมน์ : ละครชีวิต

หากวันนี้ไม่กล่าวถึงรายการความจริงวันนี้ที่อาคารธันเดอร์โดม เมืองทองธานี ก็คงเป็นเรื่องแปลก เพราะเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

คนรักประชาธิปไตยมารวมตัวกันเกือบครึ่งแสน ทำให้อาคารธันเดอร์โดม เมืองทองธานีแน่นไปขนัดตา

ประชาชนที่มารวมกันในครั้งนี้ นอกจากจะเป็นแฟนคลับรายการความจริงวันนี้แล้วยังมีแฟนคลับหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ และนักสู้เพื่อประชาธิปไตยที่ชักชวนกันมาแบบปากต่อปาก

ทั้งๆ ที่มีการประชาสัมพันธ์ก่อนวันงานน้อยมาก บางคนที่มีแนวคิดแบบเดียวกันแล้วไม่ได้เดินทางไปร่วมงานมีอีกจำนวนมหาศาล

ใครที่ไม่ได้เดินไปร่วมงาน ไม่ได้เห็นกับตาตัวเอง ก็ไม่ได้รับรู้ว่างานนี้มัน “ยิ่งใหญ่” แค่ไหน

ตลอดทั้งวันผมเห็นคลื่นประชาชนเดินทางมาร่วมงานแล้วก็รู้สึก “ขนลุก” เพราะแต่ละคนก็แสดงท่าทีที่เป็น “กัลยาณมิตร” ทั้งๆ ที่ไม่ได้รู้จักกันมาก่อนเลย

ผู้สวมเสื้อสีแดงในวันนั้น ได้รับน้ำใจมากมาย ไม่ว่าจะเป็นคนขายอาหาร คนขับรถแท็กซี่ มอเตอร์ไซค์รับจ้าง แม่ค้าบางรายถึงกับขายอาหารแล้วไม่เอาเงินเลย

ในใจก็จินตนาการไปว่าป่านนี้ สื่อมวลชนทั้งโทรทัศน์ วิทยุ เว็บไซต์ข่าวออนไลน์ คงรายงานไปทั่วประเทศแล้วว่างานนี้ไม่ธรรมดา

ผมจึงโทรศัพท์ไปสอบถามเพื่อนๆ แต่ที่ไหนได้ ข่าวสารรายงานกันตรงกันข้ามกับสภาพความเป็นจริง

ข่าวทีวีรายงานว่ามีประชาชนประมาณ 5,000 คน ส่วนเว็บไซต์ข่าวออนไลน์บอกว่างานกร่อยมีคนแค่ 500 คน

ปรากฏการณ์แบบนี้ทำให้คิดว่า สิ่งที่ฝ่ายประชาธิปไตยกำลังสู้นั้นไม่ใช่แค่สู้เพื่อให้มีมวลชนเยอะๆ

แต่เรากำลังสู้กับกระแส สู้กับจิตวิทยาสื่อมวลชน เพราะทุกวันนี้เราต้องบริโภคสื่อกระแสหลัก ซึ่งเอนเอียงไปอยู่ฝ่ายพันธมิตรฯ กันหมดเลย

ทำให้บางคนเกิดอาการท้อแท้ เบื่อหน่าย เพราะเหมือนกับว่าไม่มีใครที่คิดแบบเรา

ดังนั้นงานวันที่ 11 ตุลาคม ที่อาคารธันเดอร์โดม เมืองทองธานี จึงเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ว่ามวลชนคิดอย่างไรกับรัฐบาลชุดนี้ และคิดอย่างไรกับอำนาจเผด็จการ และมือที่มองไม่เห็น

พลังเงียบที่เดินทางมาร่วมงานนั้น ต่างจับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์ด่าทอพันธมิตรฯ อย่างโกรธแค้น

บางคนด่าทอ “มือที่มองไม่เห็น” ชนิดที่ใครได้ยินก็ขนลุกซู่ และแทบไม่เชื่อหูตัวเอง

หลายคนนั่งรำลึกถึงอดีต ในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี คิดถึงนายกฯ ผู้ยิ่งใหญ่ คิดถึงนโยบายกองทุนหมู่บ้าน คิดถึงโครงการโอทอป

สิ่งต่างๆ เหล่านี้ สื่อมวลชนกระแสหลักต้องนำเสนอผ่านไปถึงชาวบ้านเพื่อให้รับรู้ว่าคนส่วนใหญ่คิดอย่างไร

ประชาชนส่วนใหญ่ อยู่ “ฝ่ายประชาธิปไตย” ที่ไม่มีวันแพ้

คลื่นมหาชนขนาดนี้ แม้จะทำให้หลายคนไม่พอใจ

แต่ก็เป็นภาพที่บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่า ... วันนี้เราชนะแล้ว !

ลวดหนาม


คนพวกนี้กลัวประชาธิปไตย

คอลัมน์ : สวัสดีวันจันทร์

“...คนพวกนี้กลัวประชาธิปไตย กลัวคนส่วนใหญ่ของประเทศคือชาวนา ชาวไร่ จะมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกับเขา เขาจึงต้องการการปกครองระบอบเผด็จการที่มีชื่ออย่างแอบอ้างเรียกว่า ประชาธิปไตยใหม่ หรือ การเมืองใหม่ หรือการปฏิรูปการเมือง ก็สุดแล้วแต่...”

ข้าพเจ้าแกล้งหลบหลีกสถานการณ์การเมืองปัจจุบันนำท่านผู้อ่านไปศึกษาประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยไทยเสียสองจันทร์ เพื่อใช้เวลาช่วงนั้นวิเคราะห์สถานการณ์ให้แจ่มแจ้ง

วันนี้ข้าพเจ้าขอนำท่านกลับมาสู่ความแจ่งแจ้งที่ว่านั้น

ขอบอกว่าจากประสาทสัมผัสทั้ง 6 และจากประสบการณ์ 40 ปีทั้งบนและข้างเวทีการเมือง ข้าพเจ้าพบว่ามีกลิ่นรัฐประหารฉุนเฉียวอีกแล้ว

การออกจากทำเนียบรัฐบาลเพื่อไปทำธุระอะไรก็ตามที่บ้านนายไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ของนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ จนออกมาถูกตำรวจจับไม่ได้เป็นแผนการลึกซึ้งใดๆก็จริง แต่การที่พล.ต.จำลอง ศรีเมืองออกจากทำเนียบรัฐบาลไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเพื่อให้ตำรวจจับกุมตัวนั้นต้องยอมรับว่ามีแผนการลึกซึ้งแน่นอน
แผนการนั้นถูกเฉลยในเวลาต่อมาว่า คือการเป่านกหวีดเรียกคนมาชุมนุมใหญ่ที่ทำเนียบรัฐบาลอีกครั้งหนึ่ง แม้ครั้งนี้จะไม่ได้คนมากเท่าที่ต้องการ แต่ก็มากพอที่จะทำอะไรได้ตามที่กะการกันเอาไว้

แผนที่ว่านั้นก็คือ แบ่งม็อบจำนวนหนึ่งไปปิดล้อมรัฐสภา ทำให้การประชุมเพื่อแถลงนโยบายเกิดขึ้นไม่ได้

เมื่อการแถลงนโยบายเกิดขึ้นไม่ได้รัฐบาลนี้ก็ต้องล้มไป

หรือมิฉะนั้น ระหว่างการปฏิบัติการปิดล้อมสภา ถ้ารัฐบาลสั่งปราบปรามเพื่อสลายม็อบก็อาจเกิดอุบัติเหตุรุนแรงจนรัฐบาลอยู่ไม่ได้อีกเหมือนกัน

สุดท้ายคือ แม้ระหว่างการปฏิบัติการปิดล้อมรัฐสภามีการปะทะกันเลือดตกยางออกและการปะทะยืดเยื้อข้ามวันข้ามคืน (เพราะตำรวจย่อมไม่ใช้อาวุธประสิทธิภาพสูงทำร้ายฝูงชนอยู่แล้ว) ก็อาจเป็นเหตุให้เกิดการใช้กำลังทหารเข้ายึดอำนาจการปกครองอีกครั้งก็ได้

นี่คือผลลัพธ์สุดท้ายของแผนการนั้น

พูดง่ายๆว่า พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่เข้าไปอยู่ในทำเนียบรัฐบาลไม่มีทางลงทางใดที่ปลอดภัยเท่ากับการทำให้เกิดรัฐประหาร

จริงอยู่ ศาลอุทธรณ์ได้มีคำสั่งเพิกถอนหมายจับคดีกบฏไปแล้ว ทำให้แกนนำพันธมิตรรู้สึกโล่งอกโล่งใจเป็นอันมาก พากันจูงมือ-ควงแขนไปมอบตัวสู้คดีเล็กๆกว่านั้น

แต่เอาเข้าจริงๆพวกเขาก็คงจะพบว่าแม้คดีเล็กกว่าคดีกบฏ แต่เมื่อมันมีหลายคดี รวมทั้งคดีหมิ่นประมาท ทั้งที่โจทก์ปรากฏตัวแล้วและยังไม่ปรากฏตัว รวมกันเข้าก็มีจำนวนมากพอที่จะทำให้พวกเขาไม่มีเวลาทำอะไรอื่นอีกเลยตลอดชีวิต

นอกจากการขึ้นศาลและการติดคุก

เพราะฉะนั้น การระงับคดีเบ็ดเสร็จด้วยการที่พวกเขาทำรัฐประหารจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด

อย่างไรก็ตาม ปัญหาของพันธมิตรนั้นไม่ได้เป็นปัญหาที่ข้าพเจ้ายึดถือว่าเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดหรือเป็นปัญหาที่น่าวิตกที่สุดเพราะถึงอย่างไรพวกเขาก็คือคน ที่เป็นเพื่อนทุกข์ เกิด แก่เจ็บ ตาย ร่วมกับเรา

ปัญหาที่ข้าพเจ้าสนใจยิ่งกว่าคือปัญหาระบอบ เพราะเหตุว่าก้อนความคิดเรื่องระบอบการปกครองไม่ใช่อยู่ที่คนในหมู่พันธมิตรที่เรามองเห็นได้ง่ายแห่งเดียว หากมันมีอยู่กว้างขวางในกลุ่มคนระดับสูง นักวิชาการมิจฉาทิฐิและในกลุ่มทหารอีกกลุ่มหนึ่ง

คนพวกนี้กลัวประชาธิปไตย กลัวคนส่วนใหญ่ของประเทศคือชาวนา ชาวไร่ จะมีสิทธิเสรีภาพเท่าเทียมกับเขา เขาจึงต้องการการปกครองระบอบเผด็จการที่มีชื่ออย่างแอบอ้างเรียกว่า ประชาธิปไตยใหม่ หรือ การเมืองใหม่ หรือการปฏิรูปการเมือง ก็สุดแล้วแต่

สำคัญคือ วิธีการที่จะได้มาต้องได้มาด้วยการใช้กำลัง

เหตุเพราะว่าเขาได้พยายามทุกวิถีทางแล้วที่จะทำให้มีการยุบสภาหรือนายกรัฐมนตรีลาออก หรือแม้แต่หลอกล่อชวนตั้งรัฐบาลแห่งชาติ ซึ่งก็ปรากฎว่าไม่ได้ผล ไม่มีการตอบรับจากรัฐบาลและประชาชนแม้แต่สักอย่างเดียว

ข้าพเจ้าคำนวนว่าในที่สุด เขาก็จะต้องทำอย่างเดียวกับวิธีการจัดการกับนายกฯสมัคร สุนทรเวช คือจัดการให้ปลาใหญ่ตายน้ำตื้น โดยใช้กฎหมายของเขากับองค์กรอิสระต่างๆของเขาที่ได้สร้างไว้ตั้งแต่ปี 2549

แม้ข้าพเจ้าจะได้เคยวิพากษ์ วิจารณ์รัฐธรรมนูญไว้มากตั้งแต่ สสร.กำลังยกร่างกันอยู่ในปี 2550 จนกระทั่งนำร่างนั้นมาขอประชามติในเดือนตุลาคม 2550 นั้นเอง แต่เป็นการวิพากษ์ วิจารณ์ไปตามทฤษฎีประชาธิปไตยธรรมดาๆ ว่าไปแล้วก็คล้ายกับตกหลุมพรางของคณะเผด็จการ คมช.ที่ต้องการให้นักประชาธิปไตยเต้นไปตามจังหวะกลองที่พวกเขาตี พอดึงสายตาของผู้คนให้หันไปสนใจบ้างเท่านั้นเอง

ข้าพเจ้าเพิ่งมาตระหนักในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมานี้เองว่า แท้ที่จริงแล้วเขาทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จัดทำรัฐธรรมนูญ 2550 ขึ้นมาก็เพื่อทำรัฐประหารอีกครั้งในปีนี้นั่นเอง

ครั้งนี้แหละ จะเป็นการกระชับอำนาจยิ่งกว่าเก่า

ครั้งนี้แหละ รัฐทหาร ( Military State ) จะปรากฏตัวตนที่แท้จริงของมันออกมาในรูปของการเมืองใหม่ที่พันธมิตรเรียกร้องมาหลายเดือนแล้ว

เพื่อเป็นการเตือนภัยครั้งใหญ่ ข้าพเจ้าและคณะผู้ทำรายการโทรทัศน์ ‘ ความจริงวันนี้ ’ ใน NBT พร้อมทั้งเพื่อนๆแกนนำ นปก.ได้นัดชุมนุมคนเสื้อแดงต้านรัฐประหารขึ้นที่ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี ในวันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา
หวังว่าท่านผู้อ่านจะได้เห็นภาพ ‘วันแดงเดือด’ ในหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์ทุกฉบับในวันรุ่งขึ้นแล้ว

ตลอดระยะเวลาตั้งแต่ 14.00 น. ถึง 19.00 น. เรานำเสนอเนื้อหาสาระคือ บอกให้นักประชาธิปไตยทั้งหลายเตรียมตัวเตรียมใจต่อต้านการรัฐประหารครั้งใหม่ที่อาจเกิดขึ้นในนาทีใด นาทีหนึ่งนับตั้งแต่บัดนี้

เพราะเรา – คือประชาชนทุกคน ซึ่งต้องรักและหวงแหนลมหายใจของเราเอง

และลมหายใจของเราคือ สิทธิ เสรีภาพ กับความเสมอภาค

ซึ่งเรียกรวมๆกันว่า ประชาธิปไตยนั่นเอง

วีระ มุกสิกพงศ์



สังคมไทยกับวาทกรรมที่น่าเบื่อ

คอลัมน์ : ประชาทรรศน์วิชาการ

บทนำ
ในรอบ 3-4 ปีมานี้ นักวิชาการและพันธมิตรฯ มักจะนำเสนอ “วาทกรรม” หรือ “ถ้อยคำ”แปลกๆ ใหม่ๆ ที่ฟังผิวเผินแล้วดูดี ขลัง น่าสนใจ ชวนติดตาม ฯลฯ ต่อสังคมไทย ตัวอย่างของวาทกรรมหรือถ้อยคำเหล่านี้ ได้แก่ “ตุลาการภิวัตน์” “อารยะขัดขืน” “ขาดความชอบธรรม” “การใช้สิทธิชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ” “ห้ามใช้ความรุนแรง” “การเมืองภาคประชาชน” และล่าสุด “การเมืองใหม่” การเสนอวาทกรรมหรือถ้อยคำที่ฟังดูดีนั้นถูกนำเสนอและผลิตซ้ำไปมาบ่อยๆ

ซึ่งหากพิจารณาตั้งคำถามลงไปในรายละเอียดจริงๆ แล้ว ผู้พูดก็ไม่แน่ใจหรือไม่ทราบว่าความหมายที่แท้จริงของคำดังกล่าวคืออะไร แต่ดูเหมือนหลายครั้ง ผู้พูดพูดเพราะกระแส หรือดูเท่ และเมื่อมีการผลิตซ้ำกันบ่อย ๆ หรือที่ภาษาชาวบ้านเรียกว่า “กรอกหู” ทุกวี่ทุกวันเเล้ว ก็ส่งผลให้ประชาชนกลุ่มหนึ่งนำไปอ้างต่อๆ กันไปแบบเฮโลสาละพาจนกลายเป็นกระแสขึ้นมา สังคมไทยเป็นสังคมโหนกระแสอยู่แล้ว จึงไม่แปลกที่มักจะมีการนำไปอ้างอย่างพร่ำเพรื่อ แม้ว่าคนอ้างจะไม่รู้ความหมายที่แท้จริงของคำนั้นก็ตาม

การที่ผมได้ยินถ้อยคำที่กล่าวมาข้างต้นทุกวี่ทุกวันตามสื่อต่างๆ จนผมรู้สึกว่า วาทกรรมหรือถ้อยคำประเภท “ตุลาการภิวัตน์” “อารยะขัดขืน” “การใช้สิทธิชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ” “การเมืองภาคประชาชน” และ “การเมืองใหม่” นั้น มิได้เป็นอะไรมากกว่า “ถ้อยคำที่พูดติดปากจนน่าเบื่อ” (clich?) ไปอย่างนั้นเอง เเต่ผลร้ายที่ตามมาซึ่งผู้พูดจะตระหนักหรือไม่ก็สุดแท้ คือวาทกรรมหรือถ้อยคำเหล่านี้ ได้มีส่วนทำลายความสงบเรียบร้อยและบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยรวมทั้งกระบวนการยุติธรรมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ไม่ว่าจะโดยตรงหรือโดยอ้อม

ผมขอยกตัวอย่างการใช้วาทกรรมที่น่าเบื่อเหล่านี้ ดังนี้
1. การห้ามใช้ความรุนเเรง (Non-violence)
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดและเข้ากับสถานการณ์บ้านเมืองในเวลานี้คือ การใช้วาทกรรมเรื่อง ห้ามใช้ความรุนแรง (Non violence) ในการสลายการชุมนุม โดยหลังจากเกิดเหตุการณ์การสลายผู้ชุมนุม บรรดาองค์กรทั้งหลายต่างพากันประณามและการใช้วาทกรรมห้ามใช้ความรุนแรงอย่างถี่ยิบ โดยที่ผู้ประณามเองมองข้ามการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯ ว่ามีส่วนในการทำให้เกิดความรุนแรงดังกล่าวด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการปลุกระดม การยั่วยุ การพาผู้ชุมนุมไปยึดทำเนียบ และไปปิดล้อมรัฐสภาอีก ไม่มีประเทศใดในโลกที่ยอมให้ผู้ชุมนุมปิดล้อมสถานที่สำคัญของราชการอย่างทำเนียบรัฐบาล หรือรัฐสภา กฎหมายการชุมนุมของหลายประเทศกำหนดว่า ผู้ชุมนุมต้องชุมนุมห่างจากสถานที่ราชการเป็นระยะห่างไม่น้อยกว่า 150 เมตร หรือ 300 เมตรบ้าง หรือกฎหมายการชุมนุมของเนเธอร์แลนด์บัญญัติว่า หากมีการชุมนุมในลักษณะเป็นการขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของผู้พิพากษาศาลโลกก็ดี เจ้าหน้าที่ของสถานทูตและกงสุลก็ดี เจ้าหน้าที่ขององค์การระหว่างประเทศก็ดี เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถสลายการชุมนุมได้ทันที เป็นต้น ที่ผ่านมา รัฐบาลได้อะลุ่มอล่วยแก่กลุ่มพันธมิตรฯ มากแล้ว ถึงกับยอมให้กลุ่มพันธมิตรฯ ยึดทำเนียบรัฐบาลเป็นเวลานานร่วม 4 เดือน เเต่คราวนี้กลุ่มพันธมิตรฯ ปิดล้อมรัฐสภาอีก

การที่กลุ่มองค์กรต่างๆ มากมายได้ประณามการใช้แก๊สน้ำตา เพื่อสลายผู้ชุมนุมโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจนั้น มีข้อสงสัยว่า ทำไมไม่มีใครประณามผู้ชุมนุมที่ใช้ความรุนแรง โดยการทำร้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำไมไม่มีใครตั้งคำถามหรือสงสัยว่า ทำไมผู้ชุมนุมต้องไปชุมนุมหน้ารัฐสภาเพื่อขัดขวางมิให้คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อสภาได้ทั้งๆ ที่ การแถลงนโยบายเป็นภารกิจที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ประเด็นมีว่า มาตรการการใช้แก๊สน้ำตานั้น เป็นมาตรการที่สมควรแก่เหตุหรือไม่ การพิจารณาว่ามาตรการใดสมควรแก่เหตุหรือไม่นั้น ให้พิจารณาว่ามีมาตรการอื่นๆ ที่ยังเปิดช่องให้ทำได้หรือไม่ โดยมาตรการเช่นว่านั้น หากใช้แล้วก็จะบรรลุวัตถุประสงค์ ซึ่งในที่นี้คือการเปิดทางเข้าสู่รัฐสภา

แต่หากพบว่าไม่มีมาตรการอื่นใดที่ยังหลงเหลืออยู่พอที่จะให้บรรลุเป้าหมาย การใช้มาตรการดังกล่าวก็ไม่ถือว่าเกินสมควรแก่เหตุ หมายความว่า หากเจ้าหน้าที่พูดจาหว่านล้อมให้กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงยอมให้เปิดทางเข้าสู่สภาแล้ว แต่มาตรการเจรจาไม่ได้ผล อีกทั้งไม่มีมาตรการอื่นใดที่เปิดช่องให้ทำได้ ยกเว้นการใช้แก๊สน้ำตา มิฉะนั้น เป้าหมายคือการเปิดทางเข้าสู่สภาไม่อาจทำได้ การใช้แก๊สน้ำตาถือว่าเป็นมาตรการที่สมควรแก่เหตุ ในประเทศฝรั่งเศส ตำรวจสามารถเลือกใช้มาตรการต่างๆ เพื่อควบคุมความเป็นระเบียบเรียบร้อยของการชุมนุม

โดยขึ้นอยู่กับระดับของความรุนแรง ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจอาจใช้ไม้กระบอง (Batons) การฉีดน้ำที่เรียกว่า water cannon และแก๊สน้ำตา (Tear gas) ส่วนกระสุนยาง (Rubber bullets) นั้น เป็นที่ยอมรับในระดับหนึ่ง แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากเป็นอันตรายหากมีการยิงด้วยระยะใกล้1

คำถามมีว่า ทำไมผู้ประณามการใช้แก๊สน้ำตาเพื่อสลายการชุมนุมนี้ ไม่เคยเห็นตำรวจใช้แก๊สน้ำตา หรือบางครั้งใช้กระบอง หรือกระสุนยาง หรือน้ำฉีดในต่างประเทศอีกหลายประเทศดอกหรืออย่างที่ตำรวจต่างประเทศสลายการชุมนุมหรือประท้วงของพวกฮูลิแกน ในประเทศอังกฤษ และอิตาลี หรือการสลายผู้ชุมนุมของพวกต่อต้านโลกาภิวัตน์ในประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นต้น หรือผู้ประณามกำลังจะบอกว่า ต่างประเทศมีมาตรฐานในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนต่ำกว่าประเทศสารขัน หรือมาตรการในการสลายผู้ชุมนุมของต่างประเทศไม่ได้มาตรฐานสากลกระนั้นหรือ หรือไม่ว่าผู้ชุมนุมจะประท้วงชุมนุมอย่างไรก็ได้ ที่ไหนก็ได้ ยาวนานเท่าไหร่ก็ได้ สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้อื่นได้ โดยที่เจ้าหน้าที่ตำรวจไทยไม่สามารถสลายผู้ชุมนุมได้เลยกระนั้นหรือ

ประเด็นหนึ่งที่ผู้ประณามหยิบมาเป็นประเด็นโจมตีการทำหน้าที่ของตำรวจ และใช้เป็นข้ออ้างในการทำลายความชอบธรรมของรัฐบาลก็คือ การสลายผู้ชุมนุมครั้งนี้ยังผลให้มีคนตายสองคน บาดเจ็บอีกกว่าหลายร้อยคน แต่ภาพและข่าวที่ปรากฏรวมทั้งคำชี้แจงของ รอง.บช.น พบว่า การยิงแก๊สหรือขว้างแก๊สน้ำตานั้น ไม่มีอานุภาพเพียงพอที่จะทำให้อวัยวะส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายฉีกขาด การฉีกขาดของขาผู้ชุมนุมน่าจะเกิดจากการนำระเบิดปิงปองติดตัวไปเอง หรือกรณีคาร์บอมบ์ที่หน้าพรรคชาติไทยนั้น มีการพิสูจน์ได้ว่าเป็นหนึ่งในแกนนำของกลุ่มพันธมิตรฯ เอง หรือกรณีที่มีการขับรถชนเจ้าหน้าที่ตำรวจ ข้อเท็จจริงเหล่านี้ สื่อ และบรรดาองค์กรต่างๆ ต่างพากันนิ่งเงียบไม่หยิบมากล่าวถึงเลย

อย่างไรก็ดี เพื่อความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ผมเห็นว่าประเด็นนี้รัฐบาลควรตั้งคณะกรรมาธิการค้นหาข้อเท็จจริงที่เรียกว่า Fact Finding Committee ขึ้นมาเพื่อค้นหาข้อเท็จจริงให้เป็นที่ยุติว่าใครเป็นผู้ก่อความรุนเเรงขึ้นมา

2. การชุมนุมโดยสงบเเละปราศจากอาวุธ
ผู้ชุมนุมมักจะอ้างอยู่บ่อยๆ ว่าการชุมนุมของตนได้เข้าเงื่อนไขการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญคือเป็นไปโดยความสงบเเละปราศจากอาวุธ ประเด็นก็คือคำว่า “โดยสงบ” (Peaceful) นั้น มีความหมายว่าอย่างไร ผู้ชุมนุมเเละประชาชนกลุ่มหนึ่งอาจคิดเอาเองว่า คำว่า “โดยสงบ” นั้น หมายถึง การชุมนุมอยู่ ณ สถานที่แห่งใดแห่งหนึ่ง หรือการเดินขบวนเป็นไปด้วยความเรียบร้อยเป็นแนวแถว

โดยไม่มีการโห่ร้องอะไรทำนองนี้ แต่ผมคิดว่า คำว่า “โดยสงบ” นั้น มิได้จำกัดเพียงแค่กิริยาท่าทางภายนอก แม้การชุมนุมหรือเดินขบวนจะเป็นไปด้วยความเป็นระเบียบเรียบร้อยไม่แตกแถว เพราะเชื่อฟังคำสั่งของแกน นำอย่างเคร่งครัด แต่การพิจารณาว่าการชุมนุมหรือการเดินขบวนนั้น มีลักษณะโดยสงบหรือไม่ต้องคำนึงถึงเงื่อนไขอย่างอื่นประกอบด้วย เช่น เงื่อนไขด้านสถานที่ เงื่อนไขด้านเวลาที่กำลังมีการชุมนุม เเละองค์ประกอบอย่างอื่น โดยในแง่ของเงื่อนไขด้านสถานที่ หากมีการชุมนุมหรือเดินขบวนไปยังสถานที่บางแห่ง เช่น สถานที่สำคัญของการบริหารราชการแผ่นดิน ศาล โรงพยาบาล รวมทั้งสถานที่เป็นอันตรายโดยสภาพ เช่น สถานีโรงกลั่นน้ำมัน คลังสรรพาวุธ เป็นต้น

หรือในเเง่เงื่อนไขของเวลาก็ต้องมีการพิจารณาว่าเวลาขณะที่มีการชุมนุมนั้น มีความเหมาะสมมากน้อยเพียงใด เช่น มีการชุมนุมในยามวิกาล (กฎหมายการชุมนุมของบางประเทศกำหนดว่าห้ามมีการชุมนุมหลังเวลา 5 ทุ่ม หรือ 3 ทุ่ม) หรือไม่ นอกจากนี้ ยังต้องพิจารณาองค์ประกอบอื่นๆ ประกอบกันด้วย เช่น กฎหมายว่าด้วยความสงบเรียบร้อยของอังกฤษห้ามมิให้ผู้ชุมนุมแสดงกิริยาอาการหรือแสดงสัญลักษณ์ทางการเมือง ศาลอังกฤษเคยตัดสินว่า ผู้ชุมนุมแสดงกิริยาเคารพแบบฮิตเลอร์นั้น เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย ดังนั้น การที่กลุ่มผู้ชุมนุมใช้รถติดภาพนำจับของอดีตนายกฯ เเละภริยาในลักษณะเชิงประจานนั้นจะเข้าข่ายเป็นการยั่วยุอีกฝ่ายหนึ่งหรือไม่ เป็นประเด็นที่น่าคิด

ด้วยเหตุนี้ การพิจารณาเงื่อนไขด้านสถานที่ เวลา และองค์ประกอบอื่นประกอบกัน น่าจะเป็นเกณฑ์ในการประเมินได้ว่า การชุมนุมหรือการเดินขบวนของผู้ชุมนุมนั้นเป็นไปโดยสงบหรือไม่ แต่เนื่องจากประเทศไทยยังไม่มีกฎหมายการชุมนุมโดยตรง จึงปล่อยให้ผู้ชุมนุมต่างอ้างสิทธิชุมนุมกันอย่างไร้ขอบเขต โดยอ้างแต่คำว่า “โดยสงบและปราศจากอาวุธ” เป็นสรณะ โดยคิดเอาเองว่า หากตนเองชุมนุมโดยสงบและไม่มีอาวุธแล้ว จะชุมนุมหรือปิดล้อมที่ใดก็ได้ทุกแห่งในประเทศไทย การใช้ตรรกแบบนี้เป็นการใช้ตรรกะที่ผิด หากสังคมไทยยอมรับให้มีการอ้างสิทธิการชุมนุมเช่นนี้ได้ กลุ่มอื่น เช่น นปก. ก็ย่อมใช้ตรรกแบบเดียวกัน ทำอย่างที่พันธมิตรฯ ทำบ้าง ยกตัวอย่าง เช่น นปก. ชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธโดยยึดหรือปิดล้อมที่ทำการของศาลรัฐธรรมนูญ

หากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรคพลังประชาชน โดย นปก. อ้างว่าศาลรัฐธรรมนูญหมดความชอบธรรม เพราะมีตุลาการบางท่านเป็น “ลูกจ้าง” ทำให้ขาดคุณสมบัติ หรือ นปก. อาจปิดล้อมที่ทำการของ ป.ป.ช. โดยอ้างว่า ป.ป.ช. ขาดความชอบธรรมเพราะไม่ได้รับการโปรดเกล้าฯ หรือ นปก. อาจปิดล้อมที่ทำการของพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากขาดความชอบธรรมในฐานะที่เป็นพรรคการเมือง เพราะไม่ยอมปฏิบัติหน้าที่ในฐานะฝ่ายค้านหรือไม่ยอมรักษาระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา หรือข้ออ้างอีกสารพัดที่ นปก. จะอ้างในอนาคต

คำถามมีว่าสังคมไทยพร้อมที่จะเจอกับวิธีการแบบนี้หรือไม่ การประณามรัฐบาลเพียงอย่างเดียวโดยละเว้นที่จะไม่กล่าวถึงพันธมิตรฯ (ไม่ต้องพูดถึงเรื่องประณามกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะสื่อและบรรดานักวิชาการต่างสนับสนุนอยู่แล้ว) อาจดูเหมือนว่า สังคมไทยรักสันติ เกลียดชังความรุนแรง ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา

แต่หากพิจารณาในเบื้องลึกลงไปแล้ว สังคมไทยโดยเฉพาะพวกชนชั้นกลาง และกลุ่มนักวิชาการกลุ่มหนึ่งเป็นพวก “มือถือสากปากถือศีล” (Hypocrite) ที่เห็นความรุนแรงเฉพาะภาครัฐ แต่แสร้งทำเป็นมองไม่เห็น กรณีที่พันธมิตรฯ ใช้ความรุนแรง การแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นของคนกลุ่มนี้ย่อมส่งผลให้สังคมไทยได้บั่นทอนกระบวนการยุติธรรม กำลังทำลายหลักกฎหมายอื่นๆ อีกมากมาย กำลังส่งเสริมให้ใช้ “กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย” และในที่สุด สังคมไทยจะเข้าสู่ยุค “อนาธิปไตย” (Anarchy) ที่ไร้ขื่อเเปอย่างเลี่ยงไม่ได้

ในระยะสั้น สังคมไทยอาจยอมรับกับใช้วาทกรรมเรื่องการไม่ใช้ความรุนเเรงเเละการใช้สิทธิชุมนุมว่าเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ เเต่ในระยะยาว สังคมไทยมีปัญหาเเน่นอน เพราะหากสังคมไทยยอมรับหรือรับได้กับการการะทำของกลุ่มพันธมิตรฯ ในการยึดทำเนียบรัฐบาล บุกสถานีเอ็นบีที และปิดล้อมรัฐสภา เท่ากับเป็นการสร้างบรรทัดฐานให้กับกลุ่มอื่นๆ ว่าสามารถกระทำในลักษณะคล้ายกันได้เพียงหาข้ออ้างขึ้นมา นั่นเท่ากับว่าในอนาคตหากกลุ่ม นปก. ทำในลักษณะทำนองเดียวกันบ้าง สังคมไทยย่อมไม่อาจประณามการกระทำของ นปก. ได้ เพราะจะเป็นการเลือกปฏิบัติหรือมีการใช้กฎหมายแบบสองมาตรฐาน

3. การอ้างอารยะขัดขืน (Civil disobedience)
ขณะนี้มีนักศึกษากลุ่มหนึ่งประท้วงเหตุการณ์สลายผู้ชุมนุมโดยการอ้างอารยะขัดขืน โดยการไม่ยอมสอบ! นอกจากนี้ ยังมีเเพทย์กลุ่มหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ให้การรักษาตำรวจ รวมทั้งการร้องขอมิให้มีการสวมเครื่องแบบหรือการแสดงตนว่าเป็นตำรวจ หากต้องมารักษาตัวที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง รวมถึงกรณีของนักบินการบินไทยท่านหนึ่งได้ปฏิเสธมิให้ผู้โดยสารที่เป็น ส.ส. จากพรรคพลังประชาชนขึ้นเครื่องบิน ผมไม่แน่ใจว่ากรณีของหมอและนักบินนั้นอ้างอารยะขัดขืน (ในใจ) เพื่อเป็นข้ออ้างในการไม่ยอมปฏิบัติหน้าที่หรือไม่

ในประเด็นนี้ผมมีข้อสังเกตว่า ประการที่หนึ่ง นักศึกษาที่อ้างอารยะขัดขืนนั้น เข้าใจสาระเนื้อหาของอารยะขัดขืนมากน้อยเพียงใด ประการที่สอง นักศึกษากลุ่มนี้ฟังข้อเท็จจริงทั้งหมดเกี่ยวกับการสลายผู้ชุมนุมอย่างรอบด้านครบถ้วนหรือไม่ ก่อนที่จะรีบประกาศอ้างอารยะขัดขืนโดยการไม่เข้าสอบ เรื่องที่น่าห่วงของสังคมไทยในอนาคตก็คือ เกรงว่าจะเกิด “ลัทธิเอาอย่าง” ขึ้น เลียนเเบบกรณีนักศึกษา เเพทย์ เเละนักบิน โดยอ้างอารยะขัดขืนเพื่อปฏิเสธการกระทำบางอย่าง อันอาจนำไปสู่ความไร้ระเบียบความวุ่นวายตามมา
บทส่งท้าย

ถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องมีกฎหมายเกี่ยวกับการชุมนุม เพื่อวางระเบียบเกี่ยวกับการใช้สิทธิชุมนุมอย่างประเทศอื่นๆ ทั้งนี้ เพื่อป้องกันมิให้ผู้ชุมนุมอ้างสิทธิชุมนุมอย่างไร้ขอบเขตและใช้สิทธิชุมนุมบังหน้าเพื่อ หวังผลประโยชน์ทางการเมืองจนเป็นการบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยและสร้างความเดือดร้อนเสียหายให้แก่ส่วนรวม และขณะเดียวกันก็กำลังสถาปนา “ลัทธิอนาธิปไตย” ขึ้นในสังคมไทยไปด้วยในตัว

ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์