ตอนนี้มีข่าวการทำรัฐประหารหนาหูเหลือเกิน จนประชาชนสับสนไขว้เขวไปหมดแล้ว ยิ่งวันนี้มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ผมเกิดมาไม่เคยเห็นด้วยแล้ว ข่าวเรื่องการทำรัฐประหารก็ยิ่งหนาหูจนหูแทบแตก โดยส่วนตัวผมเองเชื่อว่า หากนายทหารใหญ่บางคน โง่พอที่จะทำรัฐประหารตามใจคนบางคน ก็คงทำได้สำเร็จ โดยไม่ยากนัก แต่เมื่อยึดอำนาจได้แล้ว วันต่อไปจะทำยังไงต่อ วันยึดอำนาจนั้นมันง่าย หลังจากนั้นมันเป็นเรื่องยาก ท่ามกลางมวลชนที่ปลุกระดมได้ที่แล้วทั้งสองฝ่าย ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน และท่ามกลาง การจ้องบอยคอตของต่างประเทศทั้งหลาย ที่ส่งสัญญาณออกมาแล้วอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา หรือสหภาพยุโรป แม้แต่กลุ่มอาเซียนเองปีกลายนี้ ยุครัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลลานนท์ ก็มีการแถลงการณ์ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ไม่ชอบธรรม นอกระบอบประชาธิปไตย เมื่อทำรัฐประหาร ผมไม่เชื่อว่าจะมีรัฐบาลประเทศใดรับรองรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร หรือรับรองการทำรัฐประหาร และอาจมีรัฐบาล “ที่มีท่าทีัรุนแรงอย่างนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย" ประกาศคว่ำบาตรทันที และเชื่อว่าสหภาำพยุโรปและสหรัฐอเมริกาจะตามมา และทั่วโลกก็จะทำตามในไม่ช้า เพราะมีการส่งสัญญาณอย่างรุนแรงไว้ล่วงหน้าแล้ว คนไทยใน พ.ศ.นี้ ไม่เหมือน พ.ศ. 2500 ที่สามารถกลับไปทำนาได้อีก เมื่อไม่มีงานทำในเมืองหลวง หรือระบบเศรษฐกิจล้มลง ผมอยากให้ "ทำรัฐประหารตามความต้องการของ คนบางคนที่สิ้่นคิดสักทีครับ” บางคนอาจคิดว่าทหารที่ทำรัฐประหารคงไม่คิดมาก ซึ่งผมก็เชื่อว่า คนที่ “สั่งให้ทำรัฐประหาร” คงไม่ได้คิดอะไรมากมาย คงไม่แคร์ผลกระทบที่ตามมา เพราะตัวเองไม่เดือดร้อน ได้แต่ "คิดแค่ต้องการรักษาสถานะัของตัวเอง” เท่านั้น โดยไม่คิดถึงคนอื่นๆ ผมเขียนบทความชิ้นนี้ขึ้นมาตอนตีหนึ่งของวันที่ 13 ตุลาคม 51 วันสุกดิบที่มีข่าวการทำรัฐประหารหนาหูเหลือเกิน ผมไม่ต้องการเตือนสติใคร คิดว่าทุกคนต่างก็มีปัญญาของตนเองอยู่แล้ว พอที่จะคาดการณ์ผลลัพท์ต่างๆ ได้ไม่ยาก มันไม่ซับซ้อนอะไร อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ผมไม่แคร์แล้วทั้งสิ้น ผมเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า ฝ่ายประชาธิปไตยไม่มีวันแพ้ และนี่คือ ศตวรรษที่ 21 นิยายเทพปกรณัม ไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไปแล้ว วันนี้มีคนทำลายศรัทธาของตนเองที่สร้างสมมานาน จนผมไม่เชื่อตาตนเองว่า เขากล้ากันขนาดนั้น
บทความโดย...ลูกชาวนาไทย
การทำรัฐประหารครั้งนี้ หากมันเกิดขึ้น คือ การทำรัฐประหารรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ครั้งที่สองในรอบสองปี ท่ามกลางการตัดสินของทุกคนที่มีสติ และไม่ใช่พันธมิตร (และไม่ใช่พวกทักษิณด้วย) ว่าการทำรัฐประหารไม่สามารถแก้ปัญหาประเทศได้ และบทเรียนมีมากมายเกินกว่าจะสรุปเป็นอย่างอื่นแล้ว
เพราะการปล่อยเอาไว้ ปล่อยให้การทำรัฐประหารในศตวรรษใหม่ เกิดขึ้นได้อย่างง่ายดายเหมือนครั้งที่แล้ว ก็จะกลายเป็นเยี่ยงอย่างที่ไม่ดีในประเทศประชาธิปไตยแุุถบเอเซียที่จะสวิงไปทางเผด็จการอำนาจนิยมทันที ระเบียบโลกก็จะถูกทำลาย หากมีการทำรัฐประหารได้สำเร็จโดยที่ทั่วโลกไม่จัดการให้เด็ดขาด
มาตรการขั้นแรกคือ การแซงชั่นทางเศรษฐกิจ การยุติธุรกรรมทางการเงินทุกชนิดกับประเทศไทย อาจมีการ Freeze เงินของประเทศไทยในต่างประเทศทันที
เมื่อเป็นอย่างนี้ การสั่งสินค้าเข้า ก็ไม่มีทางทำได้ น้ำมันจะไม่สามารถสั่งเข้าได้ ราคาน้ำมันในประเทศจะพุ่งขึ้นเกิน 100 บาท/ลิตร เมื่อนั้นความวุ่นวายทางสังคมจะตามมาทันที ความแตกตื่น โกลาหลก็จะตามมา และผมไม่เชื่อว่าจะมีใครสามารถทำให้เหตุการณ์สงบลงได้
ไม่ว่าจะอธิบายอย่างไร คณะรัฐประหารไม่มีทางควบคุมความโกลาหลได้อย่างแน่นอน
และผมไม่เชื่อว่าจะมีประเทศไหน "ยอมรับฟังคำโกหกของคณะรัฐประหาร" อีกอย่างแน่นอน ผมเชื่อว่า ประเทศต่างๆ ทั่วโลกเข้าใจ กลเกมอำนาจในประเทศไทยค่อนข้างดีแล้ว การเล่นละครตบตา จึงไม่มีทางทำได้อีกต่อไป
ประเทศไทย ไม่ีมีภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจเพียงพอที่จะสามารถต้านทานการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจได้ ระบบเศรษฐกิจไทย ต้องพึ่งพาการส่งออกกว่า 50% ของจีดีพี
เมื่อโดมิโนตัวแรกล้ม ตัวอื่นๆ ก็จะตามมาทันที มวลชนที่ปลุกระดมและเกลียดชังรัฐประหารที่มีการจัดตั้งกันต่างๆ สามปีกว่ามาแล้ว ไม่จำเป็นต้องจุดมากนัก ก็จะเคลื่อนไหวขึ้นต่อต้านทันที
ผมว่าสภาพแบบนี้ กองทัพก็ไม่อาจควบคุมได้
ทุกอย่างจะได้จบภายในเวลาไม่นานนัก ผมไม่ชอบความอึ้มครึมครับ
แต่ผมเชื่อว่า คนที่เป็นหนังหน้าไฟคือ ผบ.ทบ. คือ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา คงคิดมาก ไม่อย่างนั้น "ก็คงทำรัฐประหารตามคำสั่งไปนานแล้ว" ไม่ดื้อด้านอยู่อย่างนี้ และผลร้ายทั้งหมดที่เกิดขึ้น คนที่รับไปเต็มๆ คือ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ไม่ใช่ มาสเตอร์มายด์ ที่อยู่เบื้องหลัง ทั้งหลายแหล่ครับ แต่เป็นอนุพงษ์ รับไปเต็มๆ คนเดียว ผู้มีบารมีทั้งหลายไม่ได้รับผิดด้วย รอรับชอบอยู่อย่างเดียว
ขานั้นหรือคนอื่นๆ มีแต่ได้กับได้ หากทำรัฐประหาร แต่อนุพงษ์ คือเหยื่อสังเวยคนเดียว
เอาชีวิตทั้งชีวิต สังเวยให้คนอื่นๆ ผมเชื่อว่าอนุพงษ์ไม่พร้อมขนาดนั้น จึงไม่สั่งการเคลื่อนกำลังสักที
หากใครอยากทำรัฐประหารคงต้อง ลงมือสั่งการเองกระมังครับ แต่สั่งผ่านอนุพงษ์คงไม่ได้ ไม่อย่างนั้น อนุพงษ์ ดำเนินการไปแล้ว
ผมคิดว่า "อนุพงษ์คิดมาก และมากกว่าคนอื่น จึงไม่เริ่มลงมือเสียที
เมื่ออนุพงษ์ไม่สั่งการ ก็ไม่มีใครกล้าลงมือขยับ เพราะคนอื่นไม่เสีย เหมือนอนุพงษ์
เกมนี้ทั้งเกม อนุพงษ์ จะต้องสังเวย ชีวิตคนเดียว
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Tuesday, October 14, 2008
รัฐประหาร 2008 พรุ่งนี้ยึดอำนาจได้สำเร็จ และวันรืนจะทำยังไงต่อ จะบริหารประเทศยังไง
Monday, October 13, 2008
นปช.จี้รัฐบาลรวบ‘9กบฏพันธมาร’คุมเข้มเวทีหวั่นมือที่3ก่อเหตุ
ชุดแดงพรึ่บท้องสนามหลวง นปช.ลั่นแถลงการณ์ฉบับ 1 จี้รัฐบาลทบทวนหมายจับ 9 กบฏพันธมาร จวก “ม็อบถ่อย” บุกยึดทำเนียบฯ สร้างความแตกแยกในหมู่คนไทยด้วยกันเอง ด้านนักรบพระเจ้าตากคุมเข้ม! หวั่นมือที่ 3 ก่อเหตุ
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ซึ่งขณะนี้เริ่มมีประชาชนนับพันคนทยอยเดินทางเข้าร่วมชุมนุมแล้ว โดยส่วนใหญ่แต่งกายด้วยชุดสีแดง ขณะเดียวกัน นปช.ได้ปราศรัยโจมตีการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่ทำเนียบรัฐบาล เพราะได้สร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นระหว่างคนในชาติ
พร้อมกับอ่านแถลงการณ์ ฉบับที่ 1 โดยขอให้รัฐบาลทบทวนข้อหากบฏต่อ 9 แกนนำพันธมิตรฯอีกครั้ง นอกจากนี้ยังมีการเปิดจุดลงทะเบียนรับบริจาคเพื่อสนับสนุนการชุมนุมด้วย ส่วนด้านการรักษาความปลอดภัย กลุ่มอาสาสมัครที่ใช้ชื่อว่า “นักรบพระเจ้าตาก” จะเดินตรวจตราในพื้นที่ชุมนุมเป็นระยะๆ เพราะอาจมีมือที่ 3 เข้ามาสร้างสถานการณ์ ปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวายในสถานที่ชุมนุม

พรรคฝ่ายแค้นระส่ำ!โฆษกปชป.ส่อตกเก้าอี้
พรรคฝ่ายแค้นระส่ำ หลัง “ประกอบ จิรกิติ” ประกาศไขก๊อก! นั่งรองผู้ว่าฯกทม. ลั่นกระทบ ส.ส.สัดส่วนมุ้งประชาธิปัตย์ หวั่นโฆษกพรรคตกเก้าอี้ ชี้หาก “บุรณัชย์” ฮุบตำแหน่ง ส.ส. เท่ากับเตะแม่ตัวเองพ้น ส.ว. เหตุขัดรัฐธรรมนูญ ม.115
จากกรณี ดร.ประกอบ จิรกิติ ส.ส.ระบบสัดส่วนกลุ่ม 6 พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จะลาออกจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เพื่อไปรับตำแหน่งรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครชุดนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน มีผลทำให้ ส.ส.สัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ จะต้องเลื่อนลำดับ นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรค ที่อยู่ในลำดับถัดไป มาเป็น ส.ส.แทน
แต่ก็จะเกิดปัญหาว่า หาก นพ.บุรณัชย์ ได้เป็นส.ส.แล้ว จะส่งผลให้นางทิพย์วัล สมุทรักษ์ ส.ว.ระบบสรรหา ที่เป็นมารดาของ นพ.บุรณัชย์ ต้องหลุดจากตำแหน่งส.ว. เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญมาตรา115 (5) ที่ระบุคุณสมบัติของ ส.ว.ไว้ว่า “ไม่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง”
ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่า นพ.บุรณัชย์ จะเลือกไม่เป็น ส.ส. เพื่อให้มารดาดำรงตำแหน่งต่อไปได้ แต่ก็ติดปัญหาว่า หากไม่เลื่อนลำดับมาเป็น ส.ส.ตามข้อบังคับพรรคประชาธิปัตย์ นพ.บุรณัชย์จะต้องลาออกจากสมาชิกพรรค ซึ่งก็จะหลุดจากตำแหน่งโฆษกพรรคด้วย เนื่องจากเป็นตำแหน่งผู้บริหารพรรค
ส่วนท่าทีของ นพ.บุรณัชย์ ขณะนี้ มีความเป็นไปได้มากว่าจะเลือกไม่เลื่อนตัวเองเป็น ส.ส.ระบบสัดส่วนของพรรคเนื่องจากวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองขณะนี้ คงจะดำรงตำแหน่ง ส.ส.ได้ไม่นาน
วิปรัฐบาลเตรียมยื่นศาล รธน.วินิจฉัย ปชป.-ส.ว.ไม่ร่วมประชุมแถลงนโยบายรัฐบาล
กทม. 13 ต.ค. - วิปรัฐบาลเตรียมตรวจสอบองค์ประชุมในการแถลงนโยบายรัฐบาลที่ผ่านมา อาจเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ
นายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า ที่ประชุมวันนี้ได้มีการหารือกรณีพรรคประชาธิปัตย์เตรียมยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีองค์ประชุมไม่ครบในวันแถลงนโยบายรัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งวิปรัฐบาลกำลังจะตรวจสอบว่าสามารถทำได้หรือไม่ เพราะสมาชิกมีหน้าที่เข้าร่วมประชุม แต่กลับไม่เข้าร่วม และยังออกมากล่าวโทษผู้เข้าร่วมประชุม ซึ่งอาจเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ ดังนั้น วิปรัฐบาลได้เตรียมมาตรการที่จะยื่นเรื่องกลับให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่า การกระทำของพรรคประชาธิปัตย์ และ ส.ว.ส่วนหนึ่งที่ไม่เข้าร่วมประชุมรัฐสภาในวันดังกล่าว เป็นการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่
ส่วนที่พรรคประชาธิปัตย์ส่งหนังสือถึงประธานสภา กรณีไม่ส่งตัวแทนเป็นคณะกรรมการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เพื่อนำไปสู่การตั้ง ส.ส.ร.3 เห็นว่าให้สิทธิแล้วแต่ไม่ใช้ แต่มั่นใจ ส.ส.ร.3 จะเป็นที่ยอมรับของประชาชน.
ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย
อัพเดตเมื่อ 2008-10-13 15:10:25

นักรบศรีวิชัย รายงานตัว
ทั้งนี้ ศาลได้มีคำสั่งให้ผู้ต้องหาทั้งหมดมารายงานตัวต่อศาลอีกครั้ง ในวันที่ 27 ต.ค.นี้ ซึ่งในจำนวน 78 คน ยังมีผู้ต้องหาที่ไม่ได้รับการประกันตัวอีก 4 คน ประกอบด้วย นายจำแลง คุ้มสังข์ ผู้ต้องหาที่ 5 นายสุรสิทธิ์ แย้มประชา ผู้ต้องหาที่ 36, นายสุรเดช วราภรณ์ ผู้ต้องหาที่ 49 และ นายอำไพ สิริชยานนท์ ผู้ต้องหาที่ 73 ถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แม้ว่าผู้ต้องหาทั้ง 4 คน จะยื่นคำร้องขอประกันตัว เมื่อวันที่ 9 ต.ค.ที่ผ่านมา แต่เนื่องจากเอกสารประกอบคำร้องไม่ครบถ้วน ศาลจึงยังไม่อนุญาตให้ประกันตัว . - สำนักข่าวไทยศาลอาญา 13 ต.ค. - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (13 ต.ค.) ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก กลุ่มผู้ต้องหานักรบศรีวิชัย การ์ดพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จำนวน 78 คน ที่ได้รับการประกันตัวระหว่างฝากขัง หลังก่อเหตุใช้กำลังบุกรุกเข้าไปยึดอาคารสำนักงานสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) เมื่อวันที่ 26 ส.ค.51 ได้มารายงานตัวต่อศาลอาญาตามข้อกำหนด
อัพเดตเมื่อ 2008-10-13 17:42:45

‘รสนา’ปั่นหัว40ส.ว.ปลุกม็อบถ่อย!ลั่นปะทุเหตุนองเลือดใน7วัน
“กลุ่ม 40 ส.ว.” สาดโคลนรัฐบาล อ้างใช้ นปช.เป็นเครื่องมือ หวังปลุกเร้ามวลชนลุกฮือต้านอำนาจรัฐ “รสนา” พยากรณ์เหตุบ้านเมือง ไม่เกิน 7 วันนองเลือด จุดชนวน “ม็อบถ่อย” ปะทุเหตุความรุนแรงรอบ 2
กลุ่ม 40 ส.ว. นำโดย น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กรุงเทพมหานคร และนายประสาน มฤคพิทักษ์ ส.ว.สรรหา แถลงว่า กลุ่ม 40 ส.ว.ได้จัดตั้งคณะอนุกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีความรุนแรงเมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยมี น.ส.รสนา เป็นประธาน คณะที่ น.พ.บรรลุ ศิริพาณิชย์ เป็นประธานที่ปรึกษา รวมถึง พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ เป็นรองประธานที่ปรึกษา และน.พ.วิชัย โชติวิวัฒน์ เป็นเลขานุการ
ทั้งนี้ น.ส.รสนาชี้ว่า ภายใน 7 วันนี้จะมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น และอาจจะเทียบเท่าเหตุการณ์เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เนื่องจากขณะนี้รัฐบาลใช้กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. เป็นเครื่องมือ ซึ่งเทียบเท่ากับกลุ่มกระทิงแดง และกลุ่มนวพล
อย่างไรก็ตาม กลุ่ม 40 ส.ว.จะติดตามตรวจสอบรายชื่อผู้เข้าร่วมประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ที่ผ่านมาด้วย เนื่องจากอาจจะไม่ครบองค์ประชุม และจะส่งผลต่อการแถลงนโยบายของรัฐบาลให้ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ
ม็อบชั่วหน้าแตกยับผู้พิพากษา ICC ชี้ชัดปราบม็อบเรื่องปกติ
เมื่อวันที่ 12 ตุลาคมที่ผ่านมา สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานโดยอ้างคำเปิดเผยของนายคาร์ล เทอร์เรนซ์ ฮัดสัน-ฟิลลิปส์ (Karl Hudson-Phillips) อดีตผู้พิพากษาประจำศาลอาชญากรรมระหว่างประเทศ (International Criminal Court : ICC) ชาวตรินิแดดแอนด์โตเบโก ที่ออกมาแสดงทรรศนะว่า เหตุการณ์สลายการชุมนุมของรัฐบาลไทยที่ปรากฏเป็นข่าวไปทั่วโลกเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ ถือเป็นเรื่องภายใน ของประเทศไทยที่นานาชาติไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้
นอกจากนี้และการสลายการชุมนุมโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐถือเป็นเรื่องปกติทางการเมืองที่เกิดขึ้นเป็นประจำในประเทศต่างๆทั่วโลก และไม่เข้าข่ายว่าเป็นการก่ออาชญากรรมต่อความเป็นมนุษย์ (Crime against humanity) แต่อย่างใด
นายฮัดสัน-ฟิลลิปส์ ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาศาลอาชญากรรมระหว่างประเทศ หรือ ICC ในระหว่างปี 2003-2007 ระบุว่า การที่รัฐบาลไทยเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลที่ปรากฏเป็นข่าวไปทั่วโลกนั้น เป็นการกระทำที่ไม่เข้าข่ายว่าเป็น Crime against humanity เนื่องจากการกระทำดังกล่าวเป็นความพยายามของฝ่ายรัฐที่ต้องการควบคุมความสงบเรียบร้อยของประเทศ และการสลายการชุมนุมของรัฐบาลไทยไม่ได้เกิดขึ้นแบบเป็นประจำ
รวมทั้งยังไม่ได้เกิดขึ้นเป็นวงกว้าง และถือเป็นเรื่องธรรมดาที่การสลายการชุมนุมทางการเมืองจะต้องมีความสูญเสียเกิดขึ้นบ้าง แต่ก็เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมในประเทศนั้นๆ จะต้องทำหน้าที่ตัดสิน ไม่ใช่เรื่องที่ศาลอาชญากรรมระหว่างประเทศต้องเข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด
นอกจากนั้น อดีตผู้พิพากษา ICC รายนี้ ยังระบุว่า นับตั้งแต่ที่ ICC เริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ปี 2002 เป็นต้นมา ได้เคยมีผู้ร้องเรียนต่อ ICC ในกรณีที่ได้รับความสูญเสียจากการเข้าสลายการชุมนุมของรัฐบาลเช่นเดียวกันนี้มาแล้วหลายครั้ง จากหลายประเทศแต่ ICC ก็ไม่เคยนำเรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการดำเนินคดีแต่อย่างใด เพราะการสลายการชุมนุมทางการเมืองในลักษณะเช่นที่เกิดขึ้นในประเทศไทยครั้งนี้ ถือว่าไม่เข้าข่ายการพิจารณาของ ICC อย่างแน่นอน
ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ กล่าวบนเวทีปราศรัย เพื่อขอฉันทามติในการดำเนินการฟ้องนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องกับการสลายการชุมนุม ที่ศาลอาญาระหว่างประเทศ ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยยืนยันว่า ได้คิดหาทางต่อสู้และได้ปรึกษาหลายฝ่ายรวมถึงสำนักงานกฎหมายระหว่างประเทศ ที่กรุงนิวยอร์ก และได้รับคำแนะนำว่าให้นำเรื่องดังกล่าวไปฟ้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ เพราะประเทศไทยมีสนธิสัญญา ซึ่งถือเป็นพันธกรณีที่ต้องปฏิบัติตามกับสหประชาชาติ
ซึ่งศาลดังกล่าวเป็นศาลที่นำอาชญากรระหว่างประเทศ รวมถึงผู้ทำที่ทำรายประชาชนเข้าคุกมาเป็นจำนวนมาก โดยกรณีที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ก็ถือว่าเข้าข่ายที่ฟ้องได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม เชื่อว่านายกรัฐมนตรีจะถูกดำเนินคดีอย่างแน่นอน ไม่สามารถหนีหมายจับระหว่างประเทศได้ นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายเรื่องที่จะดำเนินคดีกับรัฐบาลชุดนี้
ขณะที่วันเดียวกันนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) ในฐานะได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ผู้บัญชาการเหตุการณ์ กรณีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกำหนดจะไปชุมนุมที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติในวันที่ 13 ตุลาคมนี้ ได้เรียกประชุมตำรวจสันติบาล นครบาลและกองปราบปรามเพื่อวางแผนเกี่ยวกับการรับมือ
อย่างไรก็ตาม การประชุมดังกล่าว ไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าไปรายงานข่าว โดยเบื้องต้นมีรายงานว่า จะให้ตำรวจปราบจลาจลเข้ารายงานตัวที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติภายในเวลา 15.00 น. พร้อมด้วยเครื่องมือดับเพลิง ก่อนจัดแบ่งกำลังทั้งในและนอกเครื่องแบบตามภารกิจที่ได้รับ
ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า นอกจากนี้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติยังได้ออกคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติเรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นใน วันที่ 7 ตุลาคม 2551 ว่า มีสาเหตุมาจากอะไร และการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่
ทั้งนี้ คณะทำงานที่ตั้งขึ้นมีกรรมการทั้งหมด 14 คน มี รศ.นพ.เจษฎา แสงสุพรรณ รองอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธาน กำหนดให้สรุปผลภายใน 7 วัน
กระหึ่ม!ปฏิวัติ-นปช.นัดรวมพลต้าน
ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่มีความขัดแย้งชัดเจนขึ้นทุกขณะ และกลุ่มคนที่ก่อความวุ่นวายในบ้านเมืองก็ยังคงพยายามทำตัวเหนือกฎหมายหนักข้อขั้นทุกที พยายามสร้างเงื่อนไขให้เกิดความวุ่นวายรุนแรงในบ้านเมืองอบ่างต่อเนื่อง นั้น
ลือกระหึ่มทหารเตรียมปฏิวัติ
ได้เกิดข่าวลือว่าจะมีการปฏิวัติรัฐประหารขึ้นอีกครั้ง มีการยืนยันว่ามีการหารือกันถึงเรื่องดังกล่าวจริง โดยมีนายทหารนอกราชการเป็นแกนนำ สั่งการให้นายทหารยศพลเอก เป็นผู้ดำเนินการ แต่แนวคิดดังกล่าวก็ถูกคัดค้านจาก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ที่มีทีท่าไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติรัฐประหารมาอย่างต่อเนื่องและเชื่อว่าปัญหาบ้านเมืองยังมีทางออก
ซึ่งกรณีดังกล่าวนั้นยังไปสอดรับกับท่าทีของ พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงษ์ ผบ.ทอ. หรือพล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผบ.สส. ที่ระบุว่าได้เตรียมทางออกของปัญหาบ้านเมืองเอาไว้แล้ว รวมไปถึงกรณีที่ พล.อ.อนุพงษ์ เลี่ยงที่จะไปร่วมพิธีเปิด โครงการ "สานใจไทยสู้ใจใต้" รุ่นที่ 10 ที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต ที่มี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เป็นประธานเปิดงาน และมีนายทหารหลายนายมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง
จี้สอบวินัยพวกเปิดประเด็นปฏิวัติ
ผศ.จรัล ดิษฐาอภิชัย หนึ่งในแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวถึงข่าวลือที่จะมีการปฏิวัติโดยทหารอีกครั้งภายว่า ทราบเรื่องนี้มาจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นนายทหารในกองทัพบก คาดว่าหากจะมีการปฏิวัติก็จะเกิดภายใน 2-3 วันนี้ จากเดิมที่มีการกำหนดจะปฏิวัติกันในค่ำวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา แต่ด้วยเหตุบางอย่างที่ไม่สามารถดำเนินการได้
ทั้งนี้ มีการยืนยัรนถึงผู้สั่งการและผู้ที่รับมาปฏิบัติอย่างชัดเจน และกรณีที่มีการระบุว่า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอแนวความคิดนั้น ผศ.จรัล ปฏิเสธที่จะพูดถึงรายละเอียด และมองว่าทหารคนใดที่ออกมาพูดว่าจะทำการปฏิวัติอย่างชัดเจน ควรตั้งคณะกรรมการสอบวินัย แต่ทั้งนี้คนที่เกษียรไปแล้วก็คงจะไม่ได้รับผลอะไร
พร้อมปลุกประชาชนต้านปฏิวัติ
นายชินวัฒน์ หาบุญพาด ประธานชมรมพิทักษ์สิทธิประโยชน์คนขับรถแท็กซี่ หยึ่งในแกนนำ นปช. กล่าวถึงข่าวลือปฏิวัติว่าตนเองและสมาชิกในกลุ่มไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะการเมืองจะต้องแก้ไขด้วยการเมือง หากเกิดการปฏิวัติจริง ตนและประชาชนที่ท้องสนามหลวงจะลุกขึ้นสู้และปลุกระดมให้พี่น้องทั่วประเทศขัดขวาง และปกป้องอำนาจอธิปไตย
“ประเทศไทยจะต้อิงปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น ไม่ใช่เผด็จการ”
ส่วนกรณีที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ตลอดจนนายทหารและคนบางกลุ่ม พยายามชี้ชวนใหฟ้เกิดการรัฐประหารอีกครั้งนั้น การกระทำอย่างนี้เข้าข่ายยุยงให้เกิดการกบฏ ล้มล้างอำนาจอธิปไตย และรัฐธรรมนูญ ผิดกฎหมายหลายมาตรา การพูดของพล.อ.ชวลติ เป็นการพูดเรื่อยเปื่อย หาจุดยืนไม่ได้ ทำตัวไม่เป็นผู้ใหญ่
แนวร่วมยึดคืนทำเนียบคึกคัก
ด้านพล.ต.อ.สล้าง บุนนาค อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ (รอง อ.ตร.) ออกมาย้ำอีกครั้งถึงแผนการยึดทำเนียบรัฐบาลคืน โดยระดมอดีตครูฝึกหน่วยคอมมานโด หน่วยปราบจราจล และตำรวจตระเวณชายแดน (ตชด.) ให้เข้ามาอยู่ในทีม เพื่อเรียกลูกศิษย์ที่เป็นตำรวจนอกราชการมาตั้งเป็นกองกำลังยึดทำเนียบรัฐบาลคืนจากพันธมิตรฯ
ขณะที่แกนนำชมรมคนรักอุดรยอมรับได้รับการติดต่อจาก พล.ต.อ.สล้าง ให้นำคนมาเข้าร่วม รวมทั้งกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ก็ออกมาขานรับความคิดดังกล่าว และประกาศยินดีจะส่งคนมาเข้าร่วมกับกองกำลังเพื่อล้อมกรอบกลุ่มพันธมิตรฯ
สะท้อนพลังเงียบสุดทนพันธมิตร
ส่วนการจัดรายการ “ความจริงวันนี้สัญจร” ที่ผ่านมา ที่อาคารธันเดอร์โดม เมืองทองธานี ซึ่งมีผู้คนหลายหมื่นคน เดินทางเข้าไปร่วมงานกันอย่างล้นหลาม นั้น ก็ถูกมองว่าเป็นอีกสัญญาณที่ดีของฝ่ายประชาธิปไตย
นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นการสะท้อนถึงพลังของประชาชนที่ต้องการปกป้องบ้านเมืองให้ดำรงอยู่โดยระบอบประชาธิปไตย ซึ่งจากการที่ได้สังเกตดูพบว่าเป็นคนกลุ่มใหม่ที่ยังไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อนเมื่อครั้งที่เป็นแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) บุคคลกลุ่มนี้เป็นพลังเงียบในสังคมที่เริ่มส่งเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งตนมั่นใจว่าหากจัดกิจกรรมเช่นนี้ขึ้นอีก จะยิ่งทำให้คนเข้าร่วมชุมนุมเพิ่มมากขึ้น ซึ่งแต่เดิมตนคิดว่าจะมีผู้คนเข้าร่วมงานเพียง10,000 – 15,000 คน เท่านั้น
ทั้งนี้การที่บุคคลเข้าไปร่วมงานโดยไม่ได้นัดหมายเป็นปรากฏการณ์การส่งสัญญาณของบุคคลพลังเงียบ ซึ่งหลังจากนี้จะมีคนส่งเสียงดังมากขึ้น อีกทั้งทางรายการความจริงวันนี้จะจัดกิจกรรม “ความจริงวันนี้สัญจร” ขึ้นอีก
“การที่คนเข้าร่วมงานครั้งนี้ได้สะท้อนถึงพลังของพี่น้องประชาชนที่ต้องการปกป้องบ้านเมืองให้ดำรงอยู่โดยระบอบประชาธิปไตย และจากการที่ได้สังเกตดูพบว่าคนจำนวนมากที่มางานเป็นคนกลุ่มใหม่ที่ยังไม่เคยเจอหน้า เป็นพลังเงียบในสังคมที่เริ่มส่งเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ” นายณัฐวุฒิกล่าว
35ปี14ตุลาถอยหลังเข้าคลอง
นายณัฐวุฒิ ยังกล่าวถึงกรณีการเรียกร้องประชาธิปไตยเมื่อ 35 ปี กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันว่า ตนไม่สามารถเรียกกลุ่มพันธมิตรฯว่าเป็นการทำเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างเมื่อ 35 ปีก่อนได้ เนื่องจากคนกลุ่มนี้ได้ออกมาขับไล่รัฐบาลที่มาจากระบอบประชาธิปไตย ซึ่งจากการยึดอำนาจที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีก่อน ได้มีบุคคลหลายคนเข้ามามีบทบาทและตำแหน่งทางการเมือง ไม่มีนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่ไหนเข้าไปร่วมเหตุการณ์ยึดอำนาจและเข้าไปมีบทบาทในรัฐบาลชุดเผด็จการเลย
อีกทั้งการเคลื่อนไหวเพื่อช่วงชิงอำนาจรัฐที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เปรียบเทียบกับเหตุการณ์เมื่อ 35 ปีที่แล้วไม่ได้เลย หากเปรียบเทียบถึงความแตกต่างจะเห็นได้ชัด แต่ถ้าเปรียบถึงเรื่องความเรียกร้องในความเป็นประชาธิปไตยไม่มี
“การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯเพื่อช่วงชิงอำนาจรัฐ จะเอามาเปรียบเทียบเมื่อ 35 ปีก่อนไม่ได้เลย แต่ถ้าจะเปรียบเทียบถึงความแตกต่างเราจะเห็นได้อย่างชัดเจน แต่อย่าเอามาเปรียบเทียบถึงความเป็นประชาธิปไตยเพราะมันไม่มีเลย” โฆษกรัฐบาลกล่าว
คนรักปชต.หนุนรัฐบาลสู้
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า เป็นการสะท้อนว่าขณะนี้ได้รู้ว่าประชาชนคิดอะไร ซึ่งกิจกรรมที่จัดขึ้นที่เมืองทองเป็นการแสดงว่าถึงเวลาแล้วที่คนรักประชาธิปไตยจะไม่ยินยอมให้ทำร้ายบ้านเมือง และกลุ่มคนที่เดินทางไปร่วมกิจกรรมเป็นเครื่องหมายที่สื่อออกมาว่าไม่ว่ากลุ่มพันธมิตรฯ หรือพวกเผด็จการจะกระทำการใดๆ กลุ่มคนใส่เสื้อแดงจะต่อสู้เพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตย อีกทั้งผู้คนในอาคารธันเดอร์โดมได้ส่งเสียงออกมาเพื่อไม่ให้รัฐบาลยุบสภาหรือลาออกจนกว่าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งหนทางข้างหน้าเป็นหน้าที่ของฝ่ายพลังเสื้อแดงที่ต้องรักษาปกป้องรัฐบาลที่มาจากระบอบประชาธิปไตย ถึงนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีจะไม่ได้อยู่ในกลไก แต่ด้วยพลังประชาชนที่รักประชาธิปไตยจะเป็นคนโอบหลังไว้ อีกทั้งสิ่งที่จะดำเนินการต่อไปคือการทำความจริงให้ปรากฏจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกเรื่อง
นายจตุพร กล่าวอีกว่า การที่กลุ่มพันธมิตรฯและพรรคประชาธิปัตย์เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้แสดงความรับผิดชอบโดยการตั้งกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ 2 ชุด และระหว่างที่รอผลการตรวจสอบกลุ่มพันธมิตรฯและพรรคประชาธิปัตย์ได้แสดงความรับผิดชอบอะไรไหม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแกนนำกลุ่มพันธมิตรทั้ง 9 คนได้ลดคดีลงถึง 2 คดีจาก 4 คดี พาประชาชนไปตายแต่โทษลดลงหมายความว่าอย่างไร อีกทั้งเหตุการณ์รถจิ๊ประเบิดมีทหารเสียชีวิตแต่กลุ่มพันธมิตรไม่เชิดชูยกย่องเหมือนกับนางสาวอังคณาที่เสียชีวิตทั้งๆที่เป็นกลุ่มพันธมิตรเช่นกัน จึงมีความสงสัยว่าทำไมปฏิบัติต่อคนทั้ง 2 ไม่เท่ากัน นั่นเป็นเพราะทั้งหมดเป็นกระบวนที่กลุ่มพันธมิตรฯจัดขึ้น ฉะนั้นหลายอย่างต้องมีการสอบสวน
คนเสื้อแดงพร้อมใจหาความถูกต้อง
นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ระบุถึงเหตุการณ์ที่ประชาชนผู้รักประชาธิปไตย พร้อมใจกันสวมเสื้อแดงมาร่วมงาน ความจริงวันนี้ ที่อาคารทันเดอร์โดม เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมาว่า เป็นที่น่าสังเกตว่าเหตุที่มีประชาชนคนไทยร่วมหลายหมื่นคนมาร่วมงานครั้งนี้ น่าจะเป็นเพราะประชาชนได้รับความอึดอัดใจ เพราะเมื่อใดก็ตามที่ประชาชนรู้สึกว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากองค์กรที่รักษาความเป็นธรรม อย่างเช่นในตอนนี้ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังถูกยำยี จากหลายกระแส จึงเชื่อว่าเป็นเหตุหนึ่งที่ทำประชาชนมาร่วมกลุ่มกันเพื่อเรียกร้องความถูกต้อง และความเป็นธรรม
“ตำรวจถูกย่ำยี และไม่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งเมื่อใดที่ประชาชนเชื่อและรู้สึกอึดอัดใจจากองค์กรที่รักษาและให้ความเป็นธรรมว่ามีพฤติกรรม มันก็จะเกิดปรากฏการณ์อย่างงานความจริงวันนี้ นี่เป็นเรื่องที่น่าสังเกตว่า คนมากันอย่างล้นหลามให้ความสนใจอย่างอุ่นหนาฝาครั่ง เป็นเพราะว่าระบบความยุติธรรมทุกวันนี้มันมีการเลือกปฏิบัติ เรามาเพื่อเรียกร้องความถูกต้อง”
คนตจว.จ่อเดินทางร่วมชุมนุม
ด้านนายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี พรรคพลังประชาชน ระบุว่า เมื่อวันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา ตนทำการลงพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยมประชาชนที่จ.ลพบุรี ในพื้นที่อ.เมือง อ.บ้านหมี่ และ อ.ท่าวุ้ง ตามปกติ พร้อมกับมีการพูดคุยปฏิสัมพันธ์ทางการเมือง
โดยประชาชนในพื้นที่ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ามีความเบื่อหน่ายกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นอย่างมาก โดยมองว่าที่ผ่านมาสร้างความเดือดร้อนให้กับประเทศชาติอย่างนับไม่ถ้วน ซึ่งในวันจันทร์ที่ 13 ตุลาคมนี้ ประชาชนทั้งหลายในพื้นที่จะรวมกลุ่มกัน ประมาณ 500-600 คน เพื่อมาร่วมแสดงจุดยืนในประชาธิปไตยกับกลุ่มนปช.ที่ท้องสนามหลวง
“ไม่น่าเชื่อว่าชาวบ้านเขาจะพูดกับผมว่า ถ้าต้องมีการเลือกข้าง ชาวบ้านส่วนใหญ่ของที่นี่ขอเลือกข้างประชาธิปไตย ไม่ขอเลือกข้างพันธมิตรฯ เพราะตอนนี้ก็เห็นชัดเจนแล้วว่า ประเทศชาติเสียหายเพราะใคร” นายสุชาติกล่าว
เช่นเดียวกับประชาชนอีกหลายจังหวัดที่แสดงความประสงค์จะเข้าร่วมการชุมนุม
‘เจ๊ยุ’ตอกม็อบคุกคามสื่อจี้สมาคมออกมาจัดการ
ฉะ! พันธมิตรฯ อันธพาลทำตัวคุกคามสื่อ หลัง “ข่าวสด” เสนอข่าวไม่ถูกใจ บรรดาแกนนำเรียงหน้ากล่าวหาเป็นพวก “ทักษิณ” เขียนข่าวบิดเบือน แถมขู่เคลื่อนพลไปปิดล้อม “เจ๊ยุ” สวนเป็นเสรีภาพในการเสนอข่าวและข้อเท็จจริง ไม่จำเป็นต้องให้ใครพอใจ พร้อมจี้ให้สมาคม-สมาพันธ์สื่อทั้งหลายที่ชอบออกแถลงการณ์มาดูแลแก้ปัญหา หลังบรรดาท่านกรรมการทั้งหลายขอสงบปาก ไม่อยากขัดใจกับพันธมิตรฯ ด้านนักข่าวเนชั่น ยกข่าวสดเป็นฮีโร่ที่กล้าหาญเสนอข่าว ในขณะที่สื่ออื่นทำเงียบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
นอกจากกลุ่มพันธมิตรฯ จะกล่าวหา นสพ.ข่าวสด ว่าแปลคำพระราชทานให้สัมภาษณ์ของสมเด็จพระเทพฯ โดยบิดเบือนแล้ว กลุ่มพันธมิตรฯ ก็ยังผูกใจเจ็บกับการนำเสนอข่าวดังกล่าว โดยมีการโจมตีและข่มขู่คุกคาม นสพ.ข่าวสด อย่างรุนแรง
ซึ่งนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ ระบุว่าข่าวสด เป็นหนังสือในเครือมติชน และมีมติชนสุดสัปดาห์อีกเล่ม ที่จงใจบิดเบือนคำแปลเพราะเป็นพวก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และยังเรียกร้องใช้กลุ่มผู้ชุมนุมหยุดซื้อหนังสือทั้ง 3 ฉบับดังกล่าว
ขณะที่ นายสำราญ รอดเพชร แกนนำรุ่น 2 ก็ปลุกระดมผู้คน ว่าน่าจะไปเยือนข่าวสด ตามแบบฉบับที่เคยไปปิดล้อมสถานที่ราชการ หรือหน่อยงานที่เป็นฝ่ายตรงกันข้าม
กรณีดังกล่าวนางยุวดี ธัญญสิริ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ สภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติ กล่าวว่า ข่าวที่ได้มีการนำเสนอไปนั้น เป็นข่าวที่มาจากสำนักข่าวต่างประเทศ ซึ่งการที่หนังสือพิมพ์ข่าวสดเอาข้อความเป็นลงตรงนั้น ได้ผ่านการพิจารณาว่าเหมาะสมแล้ว
“การที่กลุ่มพันธมิตรฯ ออกมาต่อต้านแสดงความไม่พอใจในข่าวที่เสนอไปนั้นและพยายามจะบิดเบือน จะบุกที่สำนักข่าว มันไม่ใช่เรื่องอะไรที่กลุ่มพันธมิตรฯจะมาคุกคามสื่อ”
จากประเด็นที่ได้มีการนำเสนอข่าวของหนังสือพิมพ์ข่าวสด ทางกลุ่มพันธมิตรจะรับได้หรือไม่ได้ในข้อความที่สื่อนำเสนออกไป ก็เป็นเรื่องของแต่ละบุคคล เพราะสื่อถือว่ามีหน้าที่ในการนำเสนอข่าวที่คิดว่าเป็นประโยชน์และประชาชนน่าจะรู้ คนส่วนใหญ่ให้ความสนใจ
“ข่าวก็คือข่าว มีทั้งถูกใจคนและไม่ถูกใจคน คนเป็นประชาชนก็สามารถเลือกเสพสื่อได้ สื่อมีหน้าที่ของตนเอง ก็นำเสนอข่าวไปตามนั้น ไม่ควรที่จะมาก้าวกายกัน”
นางยุวดีกล่าวในตอนท้ายว่า เรื่องนี้น่าจะมีการสอบถามไปยังสมาคมนักข่าวและหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เห็นชอบออกมาแถลงการณ์ต่างๆ กับเรื่องแบบนี้ทำไมไม่ออกมาพูด
ขณะที่นางสาวนาตยา เชษฐโชติรส นายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ได้ปฏิเสธที่จะพูดถึงเรื่องดังกล่าว โดยกล่าวว่าหากมีคำสัมภาษณ์ออกไป เกรงว่าจะกลายเป็นเกิดกระแสการวิพากษ์วิจารณ์ของทั้งสองฝ่าย รวมถึง นายภัทร คำพิทักษ์ อดีตนายกสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ก็ปฏิเสธที่จะออกมาชี้แจ้งในเรื่องดังกล่าวเหมือนกัน
ทางด้านนายบุญเลิศ ช้างใหญ่ บรรณาธิการหนังสือพิมพ์มติชน ระบุว่าไม่อยากเอาตัวเองไปอยู่ในวงจรของคนสองกลุ่ม
ส่วนนายประดิษฐ์ เรืองดิษฐ์ เลขาธิการสมาคมนักข่าวและหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ โดยอ้างว่ายังไม่ได้ศึกษาในรายละเอียด เกรงว่าจะมีการให้ข้อมูลที่ผิดพลาดได้ เช่นเดียวกับนายชิงชัย รุ่งละโภ กรรมการสภาการหนังสือพิมพ์ ที่อ้างว่าตกข่าว
ขณะที่แหล่งข่าวในหนังสือพิมพ์ข่าวสด ยืนยันว่าการนำเสนอข่าวดังกล่าวมีการตรวจสอบความถูกต้องแล้ว และถือเป็นหน้าที่ของสื่อที่จะต้องรายงานความถูกต้อง ไม่ได้จงใจเข้าข้างใครทั้งสิ้น
ด้านนายจรัล ดิษฐาอภิชัย กล่าวถึงกรณีพันธมิตรฯ ประกาศจะไปบุกล้อมสำนักพิมพ์ข่าวสด ว่าถ้ากล้ามีเรื่องกับสื่อมวลชนก็ไปได้ เพราะคงเห็นว่ายึดทำเนียบก็ทำได้แล้ว และนี่ก็เตรียมบุกสำนักงานตำรวจแห่งชาติอีก
ขณะที่นายประวิตร โรจนพฤกษ์ ผู้สื่อข่าวเนชั่น ได้เสนอบทความผ่านเวบไซต์ประชาไท http://www.prachatai.com/05web/th/home/14046 ในประเด็นดังกล่าวมีความโดยสรุปว่าสถานการณ์การเมืองที่แบ่งฝักแบ่งฝ่ายอย่างชัดเจน สะท้อนให้เห็นได้ชัดในสื่อและมีผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของบรรดาสื่อที่เลือกข้าง (ไม่ว่าข้างไหน) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
การเลือกข้างมิใช่สิ่งที่ผิด สื่อสามารถเขียนบทบรรณาธิการ บททัศนะและให้คอลัมนิสต์แสดงความเห็นว่าไม่เห็นด้วยหรือเห็นด้วยกับรัฐบาลและพันธมิตรฯ ได้อย่างเต็มที่ นั่นมิใช่ปัญหา แต่ปัญหาคือในส่วนที่เป็นการรายงานข่าวตรงไปตรงมา (straight news report) สื่อไม่ควรปิดกั้นการลื่นไหลของข่าวสารและความเห็นอันหลากหลายต่อวิกฤตการเมืองไทย เพื่อที่สังคมจะได้ร่วมกันเรียนรู้ฉุกคิดจากมุมมองและทัศนะที่หลากหลาย ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่สังคมโดยรวม และทำให้ประชาชนมีวุฒิภาวะพิจารณาอะไรต่างๆ ได้เอง
แต่สื่อที่เลือกข้างจนมืดมัว มักแยกไม่ออกระหว่างการรายงานข่าวอย่างตรงไปตรงมากับบทความหรือบทบรรณาธิการที่แสดงความเห็นส่วนตัวหรือส่วนองค์กร ล่าสุด เกิดปรากฎการณ์ไม่เล่นข่าวของเอพี (Associated Press) ที่รายงานความเห็นของสมเด็จพระเทพฯ ต่อกลุ่มพันธมิตรฯ และวิกฤตการเมืองไทย ระหว่างทรงเสด็จประพาสสหรัฐฯ (บล็อกเกอร์ Bangkok Pundit อ้างถึงข่าวนี้ ในบล็อกของเขา เมื่อช่วงสาย วานนี้)
ถามว่าสื่อไทยเห็นประชาชนหรือผู้รับข่าวสารเป็นอะไร สื่อถึงปฎิบัติตนเช่นนี้ ในขณะที่อ้างเรื่องความรับผิดชอบในการให้ข้อมูลข่าวสารอย่างตรงไปตรงมาและหลากหลายและอ้างเรื่อง free flow of news and information
ขอให้ประชาชนท่านผู้อ่านตัดสินเอาเอง ว่าทำไมสื่อส่วนใหญ่ถึงไม่รายงาน แต่นี่แหละ Silence of the Lamp ที่มืดมิดอย่างแท้จริง
ข้อเสนอแนะที่ผู้เขียนจะให้ได้ ณ วันนี้ก็คือ ขอให้ประชาชนเช็คอ่านตรวจสอบสื่อและรับสื่อที่หลากหลาย ทั้งของไทยและเทศ ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ และโปรดระลึกว่า ณ ห้วงวิกฤตการเมืองในปัจจุบัน เราคงปล่อยให้หนังสือพิมพ์ฉบับใด ฉบับหนึ่ง (หรือสื่อแขนงอื่น ช่องใดช่องหนึ่ง หรือคลื่นใดคลื่นหนึ่ง) เป็นที่พึ่งพาทางข้อมูลข่าวสารโดดๆ มิได้
จากการเช็คหนังสือพิมพ์ฉบับหลักๆ เรื่องการไม่มีข่าวที่สมเด็จพระเทพฯ ทรงตรัสให้สัมภาษณ์ต่อคำถามว่า ทรงเห็นด้วยหรือไม่ที่กลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ ระบุว่าประท้วงเพื่อสถาบันกษัตริย์ สมเด็จพระเทพฯ ตรัสตอบคำถามดังกล่าวว่า “I don’t think so... they do things for themselves.”
ไทยรัฐ – (หนังสือพิมพ์จำหน่ายมากที่สุดของประเทศ) – ไม่มีข่าวนี้ปรากฎ
เดลินิวส์ – ไม่มีข่าวนี้ แต่หนังสือพิมพ์มีสโลแกนว่า “อ่านความจริง อ่านเดลินิวส์”
โพสต์ทูเดย์ – ไม่มีข่าวนี้ แต่สโลแกนฉบับนี้คือ “ลึกซึ้งทุกข่าวสาร ตอบทุกด้านของชีวิต”
คมชัดลึก – ไม่มีทั้งๆ ที่สโลแกน คือ “เนชั่นเจาะข่าว ทั่วไทย”
บางกอกโพสต์ – สโลแกนคือ “The Newspaper You Can Trust” แต่ไม่มีข่าวนี้
เดอะเนชั่น – ไม่มีข่าวนี้ ทั้งๆ ที่เป็นหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ อ้างเรื่องความตรงไปตรงมา และทั้งที่การที่เป็นหนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษหมายความว่า ไม่ต้องมานั่งแปลข่าวเอพีให้เมื่อยสมอง
กรุงเทพธุรกิจ – (สโลแกนคือ มือขวาหรือมือซ้ายของผู้บริหารก็ไม่แน่ใจ) ไม่มีข่าวนี้เช่นกัน
ผู้จัดการรายวัน – (ฉบับเสาร์-อาทิตย์ 11-12 ต.ค.) – คิดว่าต้องเช็คไหมเนี่ย หรือเดาก็ถูก ... ไม่มีข่าวนี้เปิดเท่าไหร่กี่ครั้งกี่หนกี่หน้าก็ไม่เจอ เช็คออนไลน์ก็ไม่มี และก็ไม่น่าแปลกใจมิใช่หรือว่าทำไม
มติชน – (หนังสือพิมพ์คุณภาพ เพื่อคุณภาพของประเทศ) ไม่มีข่าวนี้
ข่าวสด – Surpriseๆ มีข่าวนี้ และพาดหัวใหญ่สุดหน้าหนึ่ง ฉบับวันอาทิตย์ที่ 12 ตุลาคมว่า “ตรัสถึงพันธมิตรฯ พระเทพฯ ทรงสัมภาษณ์ที่สหรัฐ” และข่าวไปต่อหน้า 14 ซึ่งมีการอ้างคำให้สัมภาษณ์ทั้งภาษาอังกฤษและไทย
ต้องขอปรบมือให้กับหนังสือพิมพ์ข่าวสด แต่ข่าวสดระยะหลังก็ดูเหมือนจะเบื่อพันธมิตรฯ มิใช่น้อย ซึ่งเห็นได้จากบททัศนะของคอลัมนิสต์บางคน (ผู้เขียนสงสัยว่า ถ้าข่าวสดยังเชียร์พันธมิตรฯ สุดๆ อยู่จะลงข่าวนี้หรือไม่) อย่างไรก็ตาม ต้องให้เครดิตข่าวสด ผู้เขียนคว้าซื้อหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ทันทีทันควันเลย และยอดขายข่าวสดฉบับนี้น่าจะพุ่งเป็นพิเศษ
อ.จุฬาฯ ยืนยัน‘ข่าวสด’แปลถูก
* จวกยับฤาษีแปลงสาส์นเข้าข้างตัวเอง
“อ.จุฬาฯ” ชี้ชัด “ข่าวสด” ถอดความคำพระราชทานสัมภาษณ์ของสมเด็จพระเทพฯ ถูกต้องแล้ว แต่อาจมีคนแปลงสาส์นหยิบไปตีความให้ตัวเองได้ประโยชน์ ระบุเป็นภาษาที่ง่ายไม่มีความซับซ้อน คำแปลไม่น่าจะมีปัญหาอะไร ระบุไม่เชื่อสำนักข่าว “เอพี” จะมีส่วนบิดเบือนเพื่อใครอย่างที่กลุ่มพันธมิตรฯ พยายามกล่าวอ้าง แถมยังเห็นเจตนาชัดปลุกระดมคนให้เลิกอ่านหนังวสือค่าย “มติชน” แต่ให้อ่านสื่อปลุกระดมค่าย “ผู้จัดการ” และแนวร่วมทั้งหลายแทน ซัดดีแต่เอาประโยชน์ใสตัว เอาชั่วให้คนอื่น ย้อนใครกันแน่ที่บิดเบือน เพราะแค่เด็ก ป.6 ก็ยังแปลได้
จากกรณีที่หนังสือพิมพ์ข่าวสดได้ถอดความการนำเสนอข่าวของสำนักข่าวเอพี สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2551 ที่ระบุว่า สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงตอบคำถามของผู้สื่อข่าวว่าพระองค์ทรงไม่เชื่อว่าการชุมนุมประท้วงที่เกิดขึ้นในประเทศของพระองค์ เป็นการทำเพื่อประโยชน์ของสถาบันกษัตริย์นั้น
กรณีดังกล่าวบรรดากลุ่มพันธมิตรฯ ได้ออกมาเรียงหน้าถล่มหนังสือพิมพ์ “ข่าวสด” กันอย่างกว้างขวาง และตะแบงว่าหนังสือพิมพ์ข่าวสดจงใจแปลผิด เพราะเสนอข่าวด้านลบของพันธมิตรฯมาตลอด และยังเป็นเครื่องมือชิ้นหนึ่งของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี
โดย น.ส.อัญชลี ไพรีรักษ์ ทีมโฆษกพันธมิตรฯ อ้างว่าการนำบทสัมภาษณ์ของสมเด็จพระเทพฯ มาตีพิมพ์ในลักษณะนี้เป็นเรื่องไม่สมควร ถือเป็นการดึงเบื้องสูงลงมาอยู่ท่ามกลางความแตกต่างทางความคิดของประชาชน และเป็นเพียงการตัดตอนบทสัมภาษณ์บางช่วงมาลง
นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ แกนนำพันธมิตรฯ กล่าวว่าสิ่งที่หนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวพยายามทำคือทำตัวเป็นหนังสือพิมพ์ดาวสยามยุคใหม่ เพราะตีข่าวพันธมิตรอย่างต่อเนื่อง
นายประพันธ์ คูณมี แกนนำพันธมิตรฯ กล่าวว่าสิ่งที่หนังสือพิมพ์ลงข่าวเป็นการบิดเบือนอย่างชัดเจน เพื่อหวังทำลายความชอบธรรมในการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตร เพราะหากดูถ้อยคำที่ปรากฏในเว็บไซต์ของเอพี คำพระราชทานสัมภาษณ์ของสมเด็จพระเทพฯ หมายถึงว่ากลุ่มพันธมิตรเคลื่อนไหวด้วยของของตัวเอง ไม่ได้รับคำสั่งจากสถาบัน แต่หนังสือพิมพ์ฉบับดังกล่าวไปลงว่ากลุ่มพันธมิตรทำเพื่อตัวเอง จึงเป็นการบิดเบือน
เช่นเดียวกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ ที่ต่อว่าอย่างรุนแรงผ่านการปราศรัยบนเวที “มันเป็นคนที่รู้ภาษาอังกฤษดี แต่มันจงใจจะบิดเบือนครับพ่อแม่พี่น้อง แต่ไอ้หนังสือพิมพ์ข่าวสดมันเป็นหนังสือพิมพ์ในเครือของหนังสือพิมพ์มติชน ในเครือของมติชนสุดสัปดาห์ ที่มันเป็นพวกทักษิณ ทักษิณมันได้จ้างเครือข่าย ผู้สื่อข่าวต่างประเทศที่จงใจจะบิดเบือนข้อความ นักข่าวมันแกล้งถาม มันจงใจถาม มันถามว่า "พีเอดี พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย acting on behalf of the monarchy" ใช่ หรือไม่ คำถามคือ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น ได้ทำงานที่ถูกจัดตั้งโดยสถาบันกษัตริย์ใช่หรือไม่ สมเด็จพระเทพฯ ก็ตอบว่า "I don't think so" ไม่ใช่หรอก "They do things by themselves, for themselves," นัยยะก็หมายความว่า ใครๆ ก็ทำได้ ตราบใดถ้ายังมีสำนึกในการรักพระเจ้าอยู่หัว
ไอ้คนแปลก็จงใจผิด แล้วมากล่าวหาเราจริงๆ แล้วมันไม่ใช่อย่างนั้น มันจงใจกลั่นแกล้ง”
อย่างไรก็ดี รศ.ดร.สมภาร พรมทา อาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่าการถอดคำแปลบทสัมภาษณ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ไม่ใช่ประโยคที่ซับซ้อนและแปลยาก เพราะฉะนั้นสิ่งที่มีการแปลออกมาก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร
เรื่องของการแปลความภาษาอังกฤษถือว่าเป็นเรื่องที่อาจเข้าใจผิดกันได้ เพราะคำหนึ่งอาจมีสองความหมาย เป็นปัญหาที่พบอยู่เสมอ แต่ที่สำคัญกรณีนี้เมื่อแปลแบบนี้แล้วแต่นำไปขยายความเพื่อเข้าข้างฝ่ายตนเองอย่างไรนั่นอีกเรื่องหนึ่ง ที่ทำให้ความหมายของประโยคเพี้ยนไป
อาจารย์ทรงยศ แววหงษ์ อาจารย์ประจำคณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวว่าจากการอ่านบทสัมภาษณ์ภาษาอังกฤษของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทราบได้เลยว่าเป็นการตอบแบบฉบับของท่าน คือท่านเลี่ยงประเด็นการเมือง และแสดงให้เห็นว่าไม่เข้ากับฝ่ายใด ซึ่งถ้าอ่านดีๆ จะเห็นว่าสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ตรัสปฏิเสธไม่เข้ากับพันธมิตรฯ
“ท่านพยายามเลี่ยงและเลี่ยงอย่างสุดๆ อย่างที่นักข่าวต่างประเทศถามถึงถ้อยความหนึ่งว่า “protesters who say they are acting on behalf of the monarchy.” ประหนึ่งว่านักข่าวต้องการจะถามว่าราชวงศ์มีส่วนเกี่ยวข้องหรือคิดเห็นอย่างไร แล้วพระเทพทรงตอบว่า "I don?t think so," she replied. "They do things for themselves." คือไม่ได้คิดอย่างนั้นและคิดว่าเขาทำเพื่อประโยชน์ของเขาเอง ซึ่งฝรั่งที่สัมภาษณ์ก็เข้าใจแบบฝรั่ง เมื่อคนไทยอ่านก็เข้าใจแบบคนไทย”
อย่างไรก็ตาม อาจารย์ทรงยศกล่าวต่อไปว่า คำถามจากนักข่าวต่างประเทศน่าจะเป็นคำถามหยั่งดูมากกว่าอย่างประโยคที่กล่าวถึงแกนนำพันธมิตรฯ คนหนึ่งที่ว่า “One leader wants to abandon Thailand?s popularly elected Parliament for one in which a majority of members would be appointed.” คือมีแกนนำต้องการเลิกระบบรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ว่าคนในสถาบันอันสูงสุดของประเทศคิดอย่างไรกับการเคลื่อนไหวของพันธมิตรเช่นนี้ คล้ายกับโยนหินถามทาง ซึ่งก็ได้รับคำตอบว่าไม่เป็นฝ่ายเดียวกับพันธมิตรฯ และพยายามเลี่ยงออกไปด้วยซ้ำ
โดยส่วนตัวเราเองก็เป็นกลาง เมื่ออ่านเนื้อหาดังกล่าวแล้วก็ไม่ได้รู้สึกอะไร คำถามเหล่านี้เป็นคำถามที่นักข่าวต่างประเทศถามได้ เพราะต้องการทราบความจริง แต่ถ้าเป็นนักข่าวไทยไม่มีโอกาสถามอย่างนี้แน่
ผศ.จรัล ดิษฐาอภิชัย หนึ่งในผู้นำของแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ (นปก.) และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชน กล่าวว่าข้อความที่หนังสือพิมพ์ข่าวสดแปลจากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทยนั้นถูกต้องแล้ว และนั่นเป็นสิ่งที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯตรัสจริงๆ กลุ่มพันธมิตรฯต่างหากที่แปลผิด เรื่องนี้ทำให้นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ โกรธมาก จึงมีการประกาศให้กลุ่มผู้ชุมนุมงดซื้อหนังสือพิมพ์มติชนรายวัน และรายสัปดาห์ รวมถึงหนังสือพิมพ์ข่าวสดด้วย แต่ให้หันมาซื้อหนังสือพิมพ์คมชัดลึก หนังสือเนชั่นรายสัปดาห์ หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน และหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
“พระองค์ตรัสเกี่ยวกับเรื่องนี้เรื่องเดียว เพราะฉะนั้นคำแปลไม่ผิดแน่นอน ให้นักเรียนที่จบชั้นมัธยมปลายมาแปลก็ต้องแปลออกมาอย่างนี้ พันธมิตรจะมาบอกสำนักข่าวเอพีบิดเบือน ถ้าพระองค์ตรัสอย่างนี้ ใครแปลก็ต้องแปลอย่างนี้ ไม่ต้องให้นักเชี่ยวชาญทางด้านภาษาศาสตร์แปลหรอก เด็กม.6 ก็แปลได้อย่างนี้เหมือนกัน”