WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, October 15, 2008

มาร์คเกือบได้เป็นพรีเซนเตอร์รองเท้าแตะนันยางแล้ว

โดย : สายลมรัก

วันพุธที่ 15 เดือน ตุลาคม พ.ศ.2551

โถ.......... เมื่อวานนี้ผมดูข่าวช่อง 3 พ่อมาร์คหล่อใหญ่ยอดขมองอิ่ม ของแม่ยก และอภิอมตะแม่ยกทั้งหลาย เมื่อวานนี้แล้ว ไม่รู้จะสงสาร หรือสมน้ำหน้าดี เห็นหน้าถอดสี อยู่ข้างๆ หล่อปานกลาง อภิรักษ์ เมื่อเจอเหคุการณ์ที่ไม่คาดฝัน (หรือไม่นึกว่าจะมีใครกล้าก็ไม่รู้) เมื่อมีญาติของวีรชนคนเดือนตุลาฯ คนหนี่งสกัดกั้นความรู้สึกที่มีต่อหัวหน้าพรรครูปหล่อราวมนพน้อยคนนี้ไม่ได้ ถึงขนาดถอดรองเท้าแตะเดินเข้ามาหมายจะช่วยรองพื้นที่หน้าของทั้งสองหล่อ ด้วยรองเท้านันยางคู่ชีวิต ซักคนละทีสองที ถ้ากองกำลังเฉพาะกิจ (ก็เทศกิจนั่นแหละ) ไม่ช่วยล๊อกตัวไว้ก่อน เห็นทีทั้งสองหล่อจะได้โชว์ใบหน้าอันหล่อเหลา เป็นพรีเซ็นเตอร์คู่กับรองเท้าแตะยี่ห้อนันยาง คู่นั้นแน่ ๆ

จากเหตุการณ์ดังกล่าวทั้งสองหนุ่มจำต้องถอยกรูด ๆ ออกจากงานรำลึกถึงวีรชน 14 ตุลาคม ณ อนุสรณ์สถาน ไปอย่างงุนงงว่า ผมผิดอะไร ผมทำอะไรผิด ทำไมถึงใจร้ายกับคนรูปหล่ออย่างนี้ ฮ่า... ฮ่า.....ฮ่า....ฮ่า

มาร์คเอ้ยย....ขออนุญาตยืมคำพันธมิตรมาใช้หน่อยนะ พ่อมาร์คเอ๋ยยยยยยยยยย ก็ไหนว่าแม่นประวัติศาสตร์ ก็ไหนว่าสนใจการเมืองมาตั้งแต่เด็ก เห็นขึ้นมาตีฝีปาก ฉอด ๆ ๆ ๆ เรื่องกรณี 6 ตุลาคม 2519 ว่าสมัครต้องรับผิดชอบ หรือว่าเหตุการณ์ 14 ตุลา วิชานี้มาร์คสอบตก เลยไม่รู้ว่า วีรชนคนหนุ่มสาวในยุคนั้นเขาเสียสละชีวิตเพื่ออะไรกัน

ประชาธิปไตย หรือ Democracy งัยมาร์ค มาร์ครู้จักมั้ย มาร์คเข้าใจความหมายของมันมั้ย

ว่า มันหมายถึงอะไร

ประชาธิปไตยที่ต้องแลกมาด้วยเลือด แลกมาด้วยน้ำตา แลกมาด้วยชีวิต เพื่อโค้นล้มระบบเผด็จการทหารที่ปกครองชีวิตคนไทยมาอย่างยาวนานงัย

แล้วเมื่อมีการจัดงานดังกล่าวแล้ว มาร์คยังกล้าไปเสนอหน้าที่งานรำลึกการครบรอบ 35 ปี เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 หาหอกทำไม ที่รอดจากรองเท้าแตะมาได้หนะบุญโขแล้ว มาร์คเอ๋ย ไม่โดนรุมยำสหบาทากลางงานก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว มาร์คอย่าคิดนะว่าการตีสองหน้า เล่นละครการเมืองแบบเก่า ๆ ที่พรรคของมาร์คใช้มาเป็นเวลานานนั้น ชาวบ้าน ชาวช่องจะรู้ไม่ทัน ถ้าเป็นพวกจิตอ่อน สมองเบลอ ด้วยฤทธิสารกล่อมประสาทของใบกระท่อมในทำเนียบเวลานี้หละก็ ข้อนั้นไม่ว่ากัน

แต่ถ้าจะถามคนไทยที่มีสติสัมปชัญญะครบถ้วนนั้น ขอประทานโทษนะมาร์ค ไม่ได้แดกหรอก ครับ

เพราะพฤติกรรมของมาร์ค ตั้งแต่ขึ้นมาผลัดใบเป็นผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ในยุคนี้นั้น มันฟ้องอยู่ทนโท่ ว่ามาร์คกำลังเลื่อมใส ระบอบอะไร ...มาร์คชื่นชอบการปกครองแบบใด มาร์คจะขึ้นสู่เก้าอี้นายกฯ แห่งสารขันธ์นี้ด้วยวิธีการอย่างไร มาร์คเคยฟังภาษิต ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ หรือเปล่า

ตั้งแต่ก่อนรัฐประหารอัปยศ 19 กันยายน 2549 มาร์คเรียกร้อง การเล่นการเมืองนอกสภามาตลอด ทั้ง ๆ ที่มาร์คก็อ้างว่ามาร์คเป็นนักการเมือง ของสถาบันการเมืองเสียด้วย มาร์คพร้อมที่จะเป็นนายกฯ โดยไม่ต้องผ่านการเลือกตั้ง มาร์คหวัง ม. 7 มาร์คหวังทำลายคู่แข่งทางการเมืองโดยไม่ดูว่าบ้านนี้เมืองนี้มันจะพังลงไปอย่างไรจากการร่วมมือช่วยกันเผาบ้าน ช่วยฉีกรัฐธรรมนูญฉบับที่มาจากประชาชนโดยอำนาจของเผด็จการกองทัพ เพียงมาร์คแค่หวังว่า กองทัพจะช่วยเป่าตูดให้มาร์ค เป็นนายกรัฐมาตรีคนต่อไปได้ ผ่านกลไกที่วางหมากไว้ตามทฤษฏีสมคบคิด

แล้วเป็นงัยประชาชนส่วนมากพร้อมใจกัน Just say no จนต้องไปเป็นนายกเงา อยู่ทุกวันนี้ยังเจือกไม่รู้สำนึกอีกหรือ มาปีนี้มาร์คคงคิดเอาหละว๊ะ ขออีกสักที ด้วยวิธีการเดิม ๆ คือเล่นการเมืองนอกทำเนียบเหมือนเดิมเปี๊ยบบบบ ไม่เข้าสภา ส่งเสริมสนับสนุน ทั้งทางตรงทางอ้อม ให้มีการปิดถนน ยึดสถานที่ราชการ ยึดทำเนียบ ไปจนถึงยึดรัฐสภา มาร์คคิดว่าประชาชนโง่เหรอ มาร์คคิดว่าประชาฃนคนส่วนใหญ่ทั้งประเทศกินหญ้าเป็นอาหารหรือว๊ะ เห็นอะไรมั้ยมาร์ค สีแดงเถือกเลย ทั้งธันเดอร์โดม และที่สนามหลวง ที่สำคัญช่วงนี้สีแดงมันยิ่งเพิ่มจำนวนมากมายมหาศาล จนอาจทำให้มาร์คเดทห่าทางการเมืองเอาง่าย ๆ ก็ได้นะ

อย่ามาใช้วาจาทนายความต่อว่าต่อขานญาติวีรชนนะมาร์ค อย่าแม้แต่จะคิดว่าเธอโดนใครจ้างมา เพราะความรู้สึกของคนไทยส่วนใหญ่ทั้งประเทศ ก็ไม่ได้ต่างกับญาติวีรชนคนนั้นหรอกมาร์ค แต่พวกเขาหรือเธอเหล่านั้นไม่ได้พูดผ่านสื่อออกมา การที่มาร์คคิดจะร่วมมือกับอนาธิปไตยนอกระบบในทำเนียบ กดกบาลประชาชนไว้ใต้อุ้งตีน คิดผิดแล้วมาร์ค กลับไปคิดใหม่ ทบทวนพฤติกรรมตนเองและลิ่วล้อ ว่าเคยทำร้ายระบบประชาธิปไตยไว้อย่างไร ถ้าไม่รู้จักวิธีชนะใจประชาชนมาร์คก็ควรลาออกจากการเป็นนักการเมืองได้แล้ว ไม่มีประเทศประชาธิปไตยประเทศไหนหรอกมาร์คที่ผู้นำประเทศจะบอกกับประชาชนว่า ผมพร้อมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ผมไม่พร้อมที่จะเลือกตั้ง

วันนี้อารยะแห่งการตอบโต้อย่างรุนแรง มันเริ่มแผ่ซ่าน ไปทั่วประเทศแล้ว ทั้ง ๆ ที่ผมไม่เห็นด้วยกับการจะไปกระทำการเลียนแบบต่อพฤติกรรม สถุล ต้ำช้า สามานย์ ของพวกที่เรียกตัวเองว่าพันธมิตรเพื่อประชาชน เพื่อประชาธิปไตย แต่เสือกเรียกร้องให้ทหารมายึดอำนาจ ตลอดเวลา หนำซ้ำ พอเขาไม่ยึดอำนาจก็เอาเขาไปด่าสาดเสียเทเสีย (ฮา) ประชาธิปไตยบ้านพ่อเมิงอะสิ..เรียกให้ทหารมายึดอำนาจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

มันยากที่จะหยุดสิ่งเหล่านี้แล้วมาร์ค มาร์คต้องพึงสำเหนียก และสำนึกไว้เลยว่า สิ่งทีมันเกิดขึ้นในสังคมขณะนี้ มาร์คและพรรคการเมืองของมาร์คมีส่วนอย่างยิ่งที่ได้ร่วมกันในครั้งนี้ กรรมเล็ก ๆ ที่ตามสนองมาร์ค คงมาอีกหลายยกแน่ ๆ แต่เอาเถอะหวังว่าครั้งหน้า ตีนตบ ที่เขาทำขายกันคงผลิตออกมาได้ทันการ มาร์คจะได้แคล้วคลาดจากตีนตบของจริงนี้ เดี๋ยวหน้าเป็นปื้น แล้วอีแม่ยกที่คอยดันตูดทั้งหลายจะร้องไห้เอา

จาก thaifreenews

ยุทธศาสตร์, ยุทธวิธี, ยุทธการ

คงจะยากเสียแล้วครับที่จะหาความเป็นกลางของใครสักคนในประเทศนี้ ความสมานฉันท์คงจะจบสิ้นลงไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม เป็นต้นมา และยิ่งไม่มีทางสมานฉันท์อย่างแน่นอนเมื่อพิธีพระราชทานเพลิงศพผ่านพ้นไป ในที่สุดการสูญเสียชีวิตของคนไทยที่มีเลือดสีเดียวกัน

เกิดบนผืนแผ่นดินเดียวกันก็ได้เกิดขึ้นแล้วจริงๆ เป็นสิ่งที่น่าสลดหดหู่ใจอย่างยิ่งสำหรับผู้เฝ้าดูและติดตามสถานการณ์ทางการเมืองและความเป็นไปของประเทศเป็นอย่างยิ่ง เวลานี้ประเทศไทยคงมาถึงทางแยกที่มีทางเดินอยู่ 2 ทางเสียแล้วนั่นก็คือ ทางหนึ่งเดินมุ่งหน้าไปสู่หนทางที่จะให้ประเทศมีการปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐ..... และหนทางที่สองเดินมุ่งหน้าไปสู่หนทางที่จะนำพาประเทศไปสู่การปกครองแบบเผด็จการอมาตยาธิปไตยโดยอำนาจสูงสุดอยู่กับคนเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น

ต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าประชาชนไทยส่วนใหญ่ของประเทศ ต้องการให้ประเทศนี้เลือกที่จะเดินไปสู่การปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย แต่ในขณะที่คนจำนวนน้อยแต่เสียงดังของประเทศนี้ต้องการให้ประเทศไทยเดินไปสู่การปกครองแบบเผด็จการอมาตยาธิปไตย ประชาชนไทยแบ่งข้างกันเรียบร้อยไม่มีใครยอมใคร แต่ละฝ่ายต่างก็มีกองกำลังแนวร่วมของแนวทางที่ตนเองศรัทธา เมื่อถึงจุดนี้อะไรจะเกิดก็คงจะต้องยอมให้เป็นไปเสียแล้ว คงจะห้ามไม่ได้อีก เอาล่ะเมื่อถึงเวลาต้องสู้ก็จำเป็นต้องสู้ ดังนั้นก่อนที่จะเข้าสู่สนามรบเพื่อการต่อสู้ การกำหนดยุทธศาสตร์ในการต่อสู้จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก

ยุทธศาสตร์ในการต่อสู้ครั้งนี้ สำหรับประชาชนทั่วไปก็คือ "ต่อสู้ให้ได้มาเพื่อการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจสูงสุดมาจากปวงชนชาวไทยทั้งมวล" เพราะยุทธศาสตร์นี้เป็นเพียงยุทธศาสตร์เดียวเท่านั้นที่จะทำให้ประเทศชาติกลับมาสู่ความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง ด้วยเหตุนี้ประชาชนผู้ยึดมั่นในความเป็นอิสระทางความคิด และศรัทธาในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย จึงต้องยึดเอาไว้ให้มั่น และถือเป็น ธงชัย แห่งความคิด และนำไปในทุกที่ และทุกทางที่จะดำเนินไปท่ามกลางการต่อสู้นี้ ดังนั้นถ้ามีใครถามว่า ท่านดำเนินการต่อสู้ไปในครั้งนี้เพื่อสิ่งใด คำตอบที่ทุก ๆ ท่านจะต้องตอบเป็นคำเดียวกัน และเหมือนกันก็คือ สู้เพื่อนำประชาธิปไตยมาสู่ประเทศไทย

เมื่อท่านได้กำหนดยุทธศาสตร์แล้ว จำเป็นจะต้องกำหนดยุทธวิธีที่จะใช้ในการสู่การต่อสู้ในการรบในครั้งนี้ โดยการกำหนดยุทธวิธีนั้นจำเป็นต้องมีการประเมินว่าฝ่ายเรามีกำลังเท่าใด และฝ่ายเขามีกำลังเท่าใดจึงจะสามารถกำหนดยุทธวิธีได้ เรียกว่าต้องรู้เขารู้เราจึงจะ รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง

กำลังในครั้งนี้ฝ่ายอมาตย์มีกำลังที่ได้เปรียบอย่างมาก เพราะได้ครอบคลุมไปเกือบทุกองคาพยพของประเทศมาอย่างยาวนาน จึงเห็นภาพที่เหมือนกับว่ากองกำลังฝ่ายอมาตย์มีอยู่ในทุก ๆ ที่ และแสดงออกมาในทุกภาคส่วน ทั้งด้านประชาชน, นักวิชาการ, สื่อสารมวลชนหลัก, กองทัพ, และความเคารพศรัทธาอีกด้วย เรียกว่าครบเครื่อง

ไม่มีทางเลยที่จะเอาชนะได้ด้วยยุทธวิธีการรบอย่างปกติธรรมดา เพราะนั่นหมายถึงการเข้าไปโจมตีในจุดแข็งแกร่งที่สุดของฝ่ายอมาตย์ แต่ในขณะเดียวกันฝ่ายอมาตย์ก็มีจุดอ่อนคือ มวลชนของฝ่ายอมาตย์มีน้อยกว่ามาก และขาดการสนับสนุนหรือการยอมรับจากนานาชาติ อีกทั้งเวลาที่เหลืออยู่อย่างจำกัด.........

ทีนี้มาดูกำลังของฝ่ายประชาธิปไตยบ้าง สิ่งที่ฝ่ายประชาธิปไตยได้เปรียบก็คือ เป็นฝ่ายครองอำนาจรัฐ, มีกำลังมวลชนที่สนับสนุนมหาศาลทั้งในประเทศและต่างประเทศ, มีแรงหนุนมากมายจากนานาชาติในทุกสังคมโลกในทางการทูต, มีการสื่อสารรอง (อินเตอร์เน็ต) ที่ได้เปรียบ, ขณะเดียวกันก็ได้รับการช่วยเหลือและสนับสนุนช่วยเหลือในทางลับต่าง ๆ เท่าที่จะสามารถทำได้จากผู้ที่อยู่ต่างประเทศ, มีเวลาที่สามารถทอดยาวได้อย่างไม่จำกัด........ฯลฯ

แต่ขณะเดียวกันก็มีจุดด้อยคือการขาดความเป็นเอกภาพในด้านการบริหารจัดการมวลชน ขาดศูนย์กลางการนำที่ชัดเจนเพื่อนำไปสู่ยุทธศาสตร์หลัก หรือเป้าหมายที่จะเป็นชัยชนะ เพราะมีองค์กรนำมากเกินไปและยังไม่ได้รวมกันเป็นหนึ่งเดียว แม้จะมียุทธศาสตร์เหมือนกันแต่ก็ยังไม่ได้รับการกำหนดยุทธวิธีให้สอดคล้องกันในแต่ละสถานการณ์ของการสู้รบ จึงทำให้ไม่สามารถดำรงความได้เปรียบได้.......

ผมไม่ใช่นักการทหาร แต่ผมเชื่อว่าในขณะที่กองกำลังของเรายังไม่พร้อม หรืออ่อนด้อยกว่าขณะนี้และจะต้องเข้าสู้รบกับศัตรูที่แข็งแกร่งกว่า จึงจำเป็นต้องกำหนดยุทธวิธีที่ไม่เข้าปะทะตรงๆ แต่ต้องทำเป็นลักษณะต่อสู้ทางใต้ดิน หรือในทางลับมากกว่าแบบ ลับ, ลวง, พราง เพื่อมิให้อีกฝ่ายหนึ่งจับทิศทางในการดำเนินกิจกรรมได้ ขณะเดียวกัน ต้องพยายามหลีกเลี่ยงอย่างยิ่ง ที่จะไม่นำตัวเองเข้าไปต่อสู้ ในสนามที่ฝ่ายอมาตย์กำหนดไว้ เพราะจะเป็นพื้นที่ที่เขาได้เปรียบ เช่น เข้าสู่การพิจารณาอรรถคดีทางศาล, การปะทะด้วยกองกำลังติดอาวุธก่อนถึงเวลา......... ฯลฯ

ด้วยเหตุนี้สำหรับประชาชนผู้เฝ้าติดตามสถานการณ์ด้วยความสนใจนี้ จำเป็นจะต้องรู้ว่า ยุทธวิธีใด ที่จะเหมาะสมกับการต่อสู้ในสถานการณ์ใด เพื่อให้เกิดความได้เปรียบ การใช้ความห้าวหาญแต่เพียงอย่างเดียวในการเข้าปะทะ โดยมีแรงกระตุ้นที่มาจากสื่อหลักของฝ่ายอมาตย์นั้น ยังไม่เป็นยุทธการที่ถูกต้อง เพราะรังแต่จะทำให้เกิดการเสียเปรียบในทางยุทธวิธี ที่จะนำพาให้ชัยชนะไปสู่ยุทธศาสตร์หลักจะต้องทอดยาวออกไป........

ดังนั้นยุทธวิธีในการแสดงพลังมวลชนเพื่อข่มขวัญ และกดดันฝ่ายอมาตย์ นั้นจึงเป็นการสร้างยุทธการที่ถูกต้อง เพราะมวลชนของเรามีมากกว่า ซึ่งนั่นคือข้อได้เปรียบ และด้วยอำนาจรัฐที่ยังอยู่ในมือของฝ่าย ประชาธิปไตย ไม่ว่าจะบังคับใช้กฎหมายได้มากน้อยเพียงใดก็ตาม แต่ก็จะต้องครอบครองอำนาจรัฐนั้นเอาไว้ให้ได้ ไม่ปล่อยให้หลุดมือไปเป็นอันขาด เพราะนั่นเป็นความชอบธรรมในการดำเนินยุทธการ, ตามยุทธวิธีที่ตั้งเอาไว้

ดังนั้นทุกยุทธการในการต่อสู้ต่อไปนี้ ขอให้พี่น้องประชาธิปไตยทั้งหลายพึงระลึกถึงด้วยว่า ท่านจะต้องต่อสู้ในแต่ละยุทธการเพื่อนำไปสู่ความได้เปรียบในเชิงยุทธวิธี และในที่สุดจึงจะทำให้ชนะในยุทธศาสตร์หลักได้ แม้บางยุทธการอาจจะดูเหมือนพ่ายแพ้, ถอยร่น, ถูกตีแตก, แต่ตราบใดก็ตามในยุทธการนั้นนำไปสู่ความได้เปรียบในยุทธวิธีที่ฝ่ายเราตั้งเอาไว้ (เช่นเป็นการใช้กฎหมายตามอำนาจรัฐที่ถูกต้อง, สามารถกระจายข่าวไปตามสื่ออินเตอร์เน็ตได้รวดเร็ว, สามารถทำให้คนทั่วโลกได้เข้ามามีส่วนในการเห็นถึงความเลวร้ายของเผด็จการอมาตย์....ฯลฯ) รับรองว่า ประชาธิปไตยไม่มีวันแพ้

สงครามครั้งนี้ใหญ่หลวงนักครับ ไม่มีทางที่คนไทยคนใดจะหลีกเลี่ยงได้พ้น ไม่ว่าท่านจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ท่านจะชอบหรือไม่ชอบ ท่านจะต้องการหรือไม่ก็ตาม ท่านได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกระแสสงครามทางความคิดของประเทศไทยในครั้งนี้เรียบร้อยแล้ว ถ้าการที่ท่านนิ่งเงียบไม่ได้แสดงสิ่งใดออกมาต่อวิกฤตการณ์ในครั้งนี้

ก็เท่ากับท่านเลือกข้างแล้ว (ไม่ว่าต้องการหรือไม่) คือเลือกข้างที่จะไม่ต่อต้าน หรือยอมรับว่าเผด็จการอมาตยาธิปไตย ที่กำลังทำลายชาติอยู่ในขณะนี้เป็นสิ่งที่สมควร และเป็นสิ่งที่ทำได้อย่างชอบธรรม และเท่ากับว่าท่านได้เลือกว่าท่านต้องการให้ประเทศไทยในอนาคต (ซึ่งหมายถึงลูกหลานของท่านด้วย) ถูกปกครองโดยระบอบเผด็จการอมาตยาธิปไตยที่ให้อำนาจกับคนเพียงกลุ่มเดียวที่สามารถกำหนดชะตาชีวิตของท่านและลูกหลานท่านได้ เพราะมันจะเป็นไปอย่างนั้น.......

และวันนี้ถึงเวลาแล้วที่ท่านจะต้องเลือกเดินไปบนทาง 2 แพร่งนี้เท่านั้น ไม่มีทางเลือกอื่น ไม่ว่าท่านจะชอบหรือไม่ ท่านก็ต้องเลือกเดิน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านจะเลือกไม่ผิด เพราะอีก 10 ปี 20 ปีข้างหน้า ท่านจะต้องเป็นผู้ตอบคำถามที่เกิดขึ้นในวันนี้ แก่ลูกหลานของท่านเองว่า ในวันนี้ท่านเลือกอะไร.???

ปูนนก

จาก thaifreenews

Tuesday, October 14, 2008

รัฐประหาร 2008 พรุ่งนี้ยึดอำนาจได้สำเร็จ และวันรืนจะทำยังไงต่อ จะบริหารประเทศยังไง

บทความโดย...ลูกชาวนาไทย

ตอนนี้มีข่าวการทำรัฐประหารหนาหูเหลือเกิน จนประชาชนสับสนไขว้เขวไปหมดแล้ว ยิ่งวันนี้มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ผมเกิดมาไม่เคยเห็นด้วยแล้ว ข่าวเรื่องการทำรัฐประหารก็ยิ่งหนาหูจนหูแทบแตก

โดยส่วนตัวผมเองเชื่อว่า หากนายทหารใหญ่บางคน โง่พอที่จะทำรัฐประหารตามใจคนบางคน ก็คงทำได้สำเร็จ โดยไม่ยากนัก แต่เมื่อยึดอำนาจได้แล้ว วันต่อไปจะทำยังไงต่อ วันยึดอำนาจนั้นมันง่าย หลังจากนั้นมันเป็นเรื่องยาก

ท่ามกลางมวลชนที่ปลุกระดมได้ที่แล้วทั้งสองฝ่าย ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน และท่ามกลาง การจ้องบอยคอตของต่างประเทศทั้งหลาย ที่ส่งสัญญาณออกมาแล้วอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา หรือสหภาพยุโรป แม้แต่กลุ่มอาเซียนเองปีกลายนี้ ยุครัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลลานนท์ ก็มีการแถลงการณ์ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ไม่ชอบธรรม นอกระบอบประชาธิปไตย

การทำรัฐประหารครั้งนี้ หากมันเกิดขึ้น คือ การทำรัฐประหารรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ครั้งที่สองในรอบสองปี ท่ามกลางการตัดสินของทุกคนที่มีสติ และไม่ใช่พันธมิตร (และไม่ใช่พวกทักษิณด้วย) ว่าการทำรัฐประหารไม่สามารถแก้ปัญหาประเทศได้ และบทเรียนมีมากมายเกินกว่าจะสรุปเป็นอย่างอื่นแล้ว



เมื่อทำรัฐประหาร ผมไม่เชื่อว่าจะมีรัฐบาลประเทศใดรับรองรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร หรือรับรองการทำรัฐประหาร และอาจมีรัฐบาล “ที่มีท่าทีัรุนแรงอย่างนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย" ประกาศคว่ำบาตรทันที และเชื่อว่าสหภาำพยุโรปและสหรัฐอเมริกาจะตามมา และทั่วโลกก็จะทำตามในไม่ช้า เพราะมีการส่งสัญญาณอย่างรุนแรงไว้ล่วงหน้าแล้ว

เพราะการปล่อยเอาไว้ ปล่อยให้การทำรัฐประหารในศตวรรษใหม่ เกิดขึ้นได้อย่างง่ายดายเหมือนครั้งที่แล้ว ก็จะกลายเป็นเยี่ยงอย่างที่ไม่ดีในประเทศประชาธิปไตยแุุถบเอเซียที่จะสวิงไปทางเผด็จการอำนาจนิยมทันที ระเบียบโลกก็จะถูกทำลาย หากมีการทำรัฐประหารได้สำเร็จโดยที่ทั่วโลกไม่จัดการให้เด็ดขาด

มาตรการขั้นแรกคือ การแซงชั่นทางเศรษฐกิจ การยุติธุรกรรมทางการเงินทุกชนิดกับประเทศไทย อาจมีการ Freeze เงินของประเทศไทยในต่างประเทศทันที

เมื่อเป็นอย่างนี้ การสั่งสินค้าเข้า ก็ไม่มีทางทำได้ น้ำมันจะไม่สามารถสั่งเข้าได้ ราคาน้ำมันในประเทศจะพุ่งขึ้นเกิน 100 บาท/ลิตร เมื่อนั้นความวุ่นวายทางสังคมจะตามมาทันที ความแตกตื่น โกลาหลก็จะตามมา และผมไม่เชื่อว่าจะมีใครสามารถทำให้เหตุการณ์สงบลงได้

ไม่ว่าจะอธิบายอย่างไร คณะรัฐประหารไม่มีทางควบคุมความโกลาหลได้อย่างแน่นอน

และผมไม่เชื่อว่าจะมีประเทศไหน "ยอมรับฟังคำโกหกของคณะรัฐประหาร" อีกอย่างแน่นอน ผมเชื่อว่า ประเทศต่างๆ ทั่วโลกเข้าใจ กลเกมอำนาจในประเทศไทยค่อนข้างดีแล้ว การเล่นละครตบตา จึงไม่มีทางทำได้อีกต่อไป

ประเทศไทย ไม่ีมีภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจเพียงพอที่จะสามารถต้านทานการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจได้ ระบบเศรษฐกิจไทย ต้องพึ่งพาการส่งออกกว่า
50% ของจีดีพี

คนไทยใน พ.ศ.นี้ ไม่เหมือน พ.ศ. 2500 ที่สามารถกลับไปทำนาได้อีก เมื่อไม่มีงานทำในเมืองหลวง หรือระบบเศรษฐกิจล้มลง

เมื่อโดมิโนตัวแรกล้ม ตัวอื่นๆ ก็จะตามมาทันที มวลชนที่ปลุกระดมและเกลียดชังรัฐประหารที่มีการจัดตั้งกันต่างๆ สามปีกว่ามาแล้ว ไม่จำเป็นต้องจุดมากนัก ก็จะเคลื่อนไหวขึ้นต่อต้านทันที

ผมว่าสภาพแบบนี้ กองทัพก็ไม่อาจควบคุมได้



ผมอยากให้ "ทำรัฐประหารตามความต้องการของ คนบางคนที่สิ้่นคิดสักทีครับ”

ทุกอย่างจะได้จบภายในเวลาไม่นานนัก ผมไม่ชอบความอึ้มครึมครับ

บางคนอาจคิดว่าทหารที่ทำรัฐประหารคงไม่คิดมาก ซึ่งผมก็เชื่อว่า คนที่ “สั่งให้ทำรัฐประหาร” คงไม่ได้คิดอะไรมากมาย คงไม่แคร์ผลกระทบที่ตามมา เพราะตัวเองไม่เดือดร้อน ได้แต่ "คิดแค่ต้องการรักษาสถานะัของตัวเอง” เท่านั้น โดยไม่คิดถึงคนอื่นๆ

แต่ผมเชื่อว่า คนที่เป็นหนังหน้าไฟคือ ผบ.ทบ. คือ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา คงคิดมาก ไม่อย่างนั้น "ก็คงทำรัฐประหารตามคำสั่งไปนานแล้ว" ไม่ดื้อด้านอยู่อย่างนี้ และผลร้ายทั้งหมดที่เกิดขึ้น คนที่รับไปเต็มๆ คือ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ไม่ใช่ มาสเตอร์มายด์ ที่อยู่เบื้องหลัง ทั้งหลายแหล่ครับ แต่เป็นอนุพงษ์ รับไปเต็มๆ คนเดียว ผู้มีบารมีทั้งหลายไม่ได้รับผิดด้วย รอรับชอบอยู่อย่างเดียว

ขานั้นหรือคนอื่นๆ มีแต่ได้กับได้ หากทำรัฐประหาร แต่อนุพงษ์ คือเหยื่อสังเวยคนเดียว

เอาชีวิตทั้งชีวิต สังเวยให้คนอื่นๆ ผมเชื่อว่าอนุพงษ์ไม่พร้อมขนาดนั้น จึงไม่สั่งการเคลื่อนกำลังสักที

หากใครอยากทำรัฐประหารคงต้อง ลงมือสั่งการเองกระมังครับ แต่สั่งผ่านอนุพงษ์คงไม่ได้ ไม่อย่างนั้น อนุพงษ์ ดำเนินการไปแล้ว

ผมคิดว่า "อนุพงษ์คิดมาก และมากกว่าคนอื่น จึงไม่เริ่มลงมือเสียที

เมื่ออนุพงษ์ไม่สั่งการ ก็ไม่มีใครกล้าลงมือขยับ เพราะคนอื่นไม่เสีย เหมือนอนุพงษ์

เกมนี้ทั้งเกม อนุพงษ์ จะต้องสังเวย ชีวิตคนเดียว


ผมเขียนบทความชิ้นนี้ขึ้นมาตอนตีหนึ่งของวันที่ 13 ตุลาคม 51 วันสุกดิบที่มีข่าวการทำรัฐประหารหนาหูเหลือเกิน ผมไม่ต้องการเตือนสติใคร คิดว่าทุกคนต่างก็มีปัญญาของตนเองอยู่แล้ว พอที่จะคาดการณ์ผลลัพท์ต่างๆ ได้ไม่ยาก มันไม่ซับซ้อนอะไร

อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ผมไม่แคร์แล้วทั้งสิ้น

ผมเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า ฝ่ายประชาธิปไตยไม่มีวันแพ้ และนี่คือ ศตวรรษที่ 21

นิยายเทพปกรณัม ไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไปแล้ว

วันนี้มีคนทำลายศรัทธาของตนเองที่สร้างสมมานาน จนผมไม่เชื่อตาตนเองว่า เขากล้ากันขนาดนั้น

จาก thaifreenews


Monday, October 13, 2008

นปช.จี้รัฐบาลรวบ‘9กบฏพันธมาร’คุมเข้มเวทีหวั่นมือที่3ก่อเหตุ


ชุดแดงพรึ่บท้องสนามหลวง นปช.ลั่นแถลงการณ์ฉบับ 1 จี้รัฐบาลทบทวนหมายจับ 9 กบฏพันธมาร จวก “ม็อบถ่อย” บุกยึดทำเนียบฯ สร้างความแตกแยกในหมู่คนไทยด้วยกันเอง ด้านนักรบพระเจ้าตากคุมเข้ม! หวั่นมือที่ 3 ก่อเหตุ

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ซึ่งขณะนี้เริ่มมีประชาชนนับพันคนทยอยเดินทางเข้าร่วมชุมนุมแล้ว โดยส่วนใหญ่แต่งกายด้วยชุดสีแดง ขณะเดียวกัน นปช.ได้ปราศรัยโจมตีการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่ทำเนียบรัฐบาล เพราะได้สร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นระหว่างคนในชาติ

พร้อมกับอ่านแถลงการณ์ ฉบับที่ 1 โดยขอให้รัฐบาลทบทวนข้อหากบฏต่อ 9 แกนนำพันธมิตรฯอีกครั้ง นอกจากนี้ยังมีการเปิดจุดลงทะเบียนรับบริจาคเพื่อสนับสนุนการชุมนุมด้วย ส่วนด้านการรักษาความปลอดภัย กลุ่มอาสาสมัครที่ใช้ชื่อว่า “นักรบพระเจ้าตาก” จะเดินตรวจตราในพื้นที่ชุมนุมเป็นระยะๆ เพราะอาจมีมือที่ 3 เข้ามาสร้างสถานการณ์ ปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวายในสถานที่ชุมนุม



พรรคฝ่ายแค้นระส่ำ!โฆษกปชป.ส่อตกเก้าอี้


พรรคฝ่ายแค้นระส่ำ หลัง “ประกอบ จิรกิติ” ประกาศไขก๊อก! นั่งรองผู้ว่าฯกทม. ลั่นกระทบ ส.ส.สัดส่วนมุ้งประชาธิปัตย์ หวั่นโฆษกพรรคตกเก้าอี้ ชี้หาก “บุรณัชย์” ฮุบตำแหน่ง ส.ส. เท่ากับเตะแม่ตัวเองพ้น ส.ว. เหตุขัดรัฐธรรมนูญ ม.115

จากกรณี ดร.ประกอบ จิรกิติ ส.ส.ระบบสัดส่วนกลุ่ม 6 พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จะลาออกจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เพื่อไปรับตำแหน่งรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครชุดนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน มีผลทำให้ ส.ส.สัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ จะต้องเลื่อนลำดับ นพ.บุรณัชย์ สมุทรักษ์ โฆษกพรรค ที่อยู่ในลำดับถัดไป มาเป็น ส.ส.แทน

แต่ก็จะเกิดปัญหาว่า หาก นพ.บุรณัชย์ ได้เป็นส.ส.แล้ว จะส่งผลให้นางทิพย์วัล สมุทรักษ์ ส.ว.ระบบสรรหา ที่เป็นมารดาของ นพ.บุรณัชย์ ต้องหลุดจากตำแหน่งส.ว. เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญมาตรา115 (5) ที่ระบุคุณสมบัติของ ส.ว.ไว้ว่า “ไม่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง”

ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่า นพ.บุรณัชย์ จะเลือกไม่เป็น ส.ส. เพื่อให้มารดาดำรงตำแหน่งต่อไปได้ แต่ก็ติดปัญหาว่า หากไม่เลื่อนลำดับมาเป็น ส.ส.ตามข้อบังคับพรรคประชาธิปัตย์ นพ.บุรณัชย์จะต้องลาออกจากสมาชิกพรรค ซึ่งก็จะหลุดจากตำแหน่งโฆษกพรรคด้วย เนื่องจากเป็นตำแหน่งผู้บริหารพรรค

ส่วนท่าทีของ นพ.บุรณัชย์ ขณะนี้ มีความเป็นไปได้มากว่าจะเลือกไม่เลื่อนตัวเองเป็น ส.ส.ระบบสัดส่วนของพรรคเนื่องจากวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองขณะนี้ คงจะดำรงตำแหน่ง ส.ส.ได้ไม่นาน


วิปรัฐบาลเตรียมยื่นศาล รธน.วินิจฉัย ปชป.-ส.ว.ไม่ร่วมประชุมแถลงนโยบายรัฐบาล

กทม. 13 ต.ค. - วิปรัฐบาลเตรียมตรวจสอบองค์ประชุมในการแถลงนโยบายรัฐบาลที่ผ่านมา อาจเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ

นายวิทยา บุรณศิริ ประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า ที่ประชุมวันนี้ได้มีการหารือกรณีพรรคประชาธิปัตย์เตรียมยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีองค์ประชุมไม่ครบในวันแถลงนโยบายรัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งวิปรัฐบาลกำลังจะตรวจสอบว่าสามารถทำได้หรือไม่ เพราะสมาชิกมีหน้าที่เข้าร่วมประชุม แต่กลับไม่เข้าร่วม และยังออกมากล่าวโทษผู้เข้าร่วมประชุม ซึ่งอาจเข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญ ดังนั้น วิปรัฐบาลได้เตรียมมาตรการที่จะยื่นเรื่องกลับให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่า การกระทำของพรรคประชาธิปัตย์ และ ส.ว.ส่วนหนึ่งที่ไม่เข้าร่วมประชุมรัฐสภาในวันดังกล่าว เป็นการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่

ส่วนที่พรรคประชาธิปัตย์ส่งหนังสือถึงประธานสภา กรณีไม่ส่งตัวแทนเป็นคณะกรรมการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 เพื่อนำไปสู่การตั้ง ส.ส.ร.3 เห็นว่าให้สิทธิแล้วแต่ไม่ใช้ แต่มั่นใจ ส.ส.ร.3 จะเป็นที่ยอมรับของประชาชน.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-10-13 15:10:25




นักรบศรีวิชัย รายงานตัว

ศาลอาญา 13 ต.ค. - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ (13 ต.ค.) ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก กลุ่มผู้ต้องหานักรบศรีวิชัย การ์ดพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จำนวน 78 คน ที่ได้รับการประกันตัวระหว่างฝากขัง หลังก่อเหตุใช้กำลังบุกรุกเข้าไปยึดอาคารสำนักงานสถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย (NBT) เมื่อวันที่ 26 ส.ค.51 ได้มารายงานตัวต่อศาลอาญาตามข้อกำหนด

ทั้งนี้ ศาลได้มีคำสั่งให้ผู้ต้องหาทั้งหมดมารายงานตัวต่อศาลอีกครั้ง ในวันที่ 27 ต.ค.นี้ ซึ่งในจำนวน 78 คน ยังมีผู้ต้องหาที่ไม่ได้รับการประกันตัวอีก 4 คน ประกอบด้วย นายจำแลง คุ้มสังข์ ผู้ต้องหาที่ 5 นายสุรสิทธิ์ แย้มประชา ผู้ต้องหาที่ 36, นายสุรเดช วราภรณ์ ผู้ต้องหาที่ 49 และ นายอำไพ สิริชยานนท์ ผู้ต้องหาที่ 73 ถูกคุมขังในเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แม้ว่าผู้ต้องหาทั้ง 4 คน จะยื่นคำร้องขอประกันตัว เมื่อวันที่ 9 ต.ค.ที่ผ่านมา แต่เนื่องจากเอกสารประกอบคำร้องไม่ครบถ้วน ศาลจึงยังไม่อนุญาตให้ประกันตัว . - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-10-13 17:42:45


‘รสนา’ปั่นหัว40ส.ว.ปลุกม็อบถ่อย!ลั่นปะทุเหตุนองเลือดใน7วัน

“กลุ่ม 40 ส.ว.” สาดโคลนรัฐบาล อ้างใช้ นปช.เป็นเครื่องมือ หวังปลุกเร้ามวลชนลุกฮือต้านอำนาจรัฐ “รสนา” พยากรณ์เหตุบ้านเมือง ไม่เกิน 7 วันนองเลือด จุดชนวน “ม็อบถ่อย” ปะทุเหตุความรุนแรงรอบ 2

กลุ่ม 40 ส.ว. นำโดย น.ส.รสนา โตสิตระกูล ส.ว.กรุงเทพมหานคร และนายประสาน มฤคพิทักษ์ ส.ว.สรรหา แถลงว่า กลุ่ม 40 ส.ว.ได้จัดตั้งคณะอนุกรรมาธิการศึกษา ตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีความรุนแรงเมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา โดยมี น.ส.รสนา เป็นประธาน คณะที่ น.พ.บรรลุ ศิริพาณิชย์ เป็นประธานที่ปรึกษา รวมถึง พล.ต.อ.ประทิน สันติประภพ เป็นรองประธานที่ปรึกษา และน.พ.วิชัย โชติวิวัฒน์ เป็นเลขานุการ

ทั้งนี้ น.ส.รสนาชี้ว่า ภายใน 7 วันนี้จะมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น และอาจจะเทียบเท่าเหตุการณ์เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 เนื่องจากขณะนี้รัฐบาลใช้กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. เป็นเครื่องมือ ซึ่งเทียบเท่ากับกลุ่มกระทิงแดง และกลุ่มนวพล

อย่างไรก็ตาม กลุ่ม 40 ส.ว.จะติดตามตรวจสอบรายชื่อผู้เข้าร่วมประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ที่ผ่านมาด้วย เนื่องจากอาจจะไม่ครบองค์ประชุม และจะส่งผลต่อการแถลงนโยบายของรัฐบาลให้ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ



ม็อบชั่วหน้าแตกยับผู้พิพากษา ICC ชี้ชัดปราบม็อบเรื่องปกติ

อดีตผู้พิพากษาศาลอาชญากรรมระหว่างประเทศ เผยการสลายการชุมนุมของรัฐบาลไทย ถือเป็นเรื่องภายในประเทศ ไม่เข้าข่ายว่าเป็นการก่อ "อาชญากรรมต่อความเป็นมนุษย์" เป็นการควบคุมความสงบเรียบร้อยของประเทศ อีกทั้งการสลายการชุมนุมของรัฐบาลไทยไม่ได้เกิดขึ้นเป็นประจำ ถือเป็นเรื่องธรรมดาที่การสลายการชุมนุมทางการเมืองจะต้องมีความสูญเสียเกิดขึ้น

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคมที่ผ่านมา สำนักข่าวต่างประเทศ รายงานโดยอ้างคำเปิดเผยของนายคาร์ล เทอร์เรนซ์ ฮัดสัน-ฟิลลิปส์ (Karl Hudson-Phillips) อดีตผู้พิพากษาประจำศาลอาชญากรรมระหว่างประเทศ (International Criminal Court : ICC) ชาวตรินิแดดแอนด์โตเบโก ที่ออกมาแสดงทรรศนะว่า เหตุการณ์สลายการชุมนุมของรัฐบาลไทยที่ปรากฏเป็นข่าวไปทั่วโลกเมื่อไม่กี่วันก่อนหน้านี้ ถือเป็นเรื่องภายใน ของประเทศไทยที่นานาชาติไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวได้

นอกจากนี้และการสลายการชุมนุมโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐถือเป็นเรื่องปกติทางการเมืองที่เกิดขึ้นเป็นประจำในประเทศต่างๆทั่วโลก และไม่เข้าข่ายว่าเป็นการก่ออาชญากรรมต่อความเป็นมนุษย์ (Crime against humanity) แต่อย่างใด

นายฮัดสัน-ฟิลลิปส์ ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นผู้พิพากษาศาลอาชญากรรมระหว่างประเทศ หรือ ICC ในระหว่างปี 2003-2007 ระบุว่า การที่รัฐบาลไทยเข้าสลายการชุมนุมของกลุ่มผู้ประท้วงต่อต้านรัฐบาลที่ปรากฏเป็นข่าวไปทั่วโลกนั้น เป็นการกระทำที่ไม่เข้าข่ายว่าเป็น Crime against humanity เนื่องจากการกระทำดังกล่าวเป็นความพยายามของฝ่ายรัฐที่ต้องการควบคุมความสงบเรียบร้อยของประเทศ และการสลายการชุมนุมของรัฐบาลไทยไม่ได้เกิดขึ้นแบบเป็นประจำ

รวมทั้งยังไม่ได้เกิดขึ้นเป็นวงกว้าง และถือเป็นเรื่องธรรมดาที่การสลายการชุมนุมทางการเมืองจะต้องมีความสูญเสียเกิดขึ้นบ้าง แต่ก็เป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรมในประเทศนั้นๆ จะต้องทำหน้าที่ตัดสิน ไม่ใช่เรื่องที่ศาลอาชญากรรมระหว่างประเทศต้องเข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด

นอกจากนั้น อดีตผู้พิพากษา ICC รายนี้ ยังระบุว่า นับตั้งแต่ที่ ICC เริ่มดำเนินการอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม ปี 2002 เป็นต้นมา ได้เคยมีผู้ร้องเรียนต่อ ICC ในกรณีที่ได้รับความสูญเสียจากการเข้าสลายการชุมนุมของรัฐบาลเช่นเดียวกันนี้มาแล้วหลายครั้ง จากหลายประเทศแต่ ICC ก็ไม่เคยนำเรื่องนี้เข้าสู่กระบวนการดำเนินคดีแต่อย่างใด เพราะการสลายการชุมนุมทางการเมืองในลักษณะเช่นที่เกิดขึ้นในประเทศไทยครั้งนี้ ถือว่าไม่เข้าข่ายการพิจารณาของ ICC อย่างแน่นอน

ทั้งนี้ ก่อนหน้านี้ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯ กล่าวบนเวทีปราศรัย เพื่อขอฉันทามติในการดำเนินการฟ้องนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องกับการสลายการชุมนุม ที่ศาลอาญาระหว่างประเทศ ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ โดยยืนยันว่า ได้คิดหาทางต่อสู้และได้ปรึกษาหลายฝ่ายรวมถึงสำนักงานกฎหมายระหว่างประเทศ ที่กรุงนิวยอร์ก และได้รับคำแนะนำว่าให้นำเรื่องดังกล่าวไปฟ้องต่อศาลอาญาระหว่างประเทศ เพราะประเทศไทยมีสนธิสัญญา ซึ่งถือเป็นพันธกรณีที่ต้องปฏิบัติตามกับสหประชาชาติ

ซึ่งศาลดังกล่าวเป็นศาลที่นำอาชญากรระหว่างประเทศ รวมถึงผู้ทำที่ทำรายประชาชนเข้าคุกมาเป็นจำนวนมาก โดยกรณีที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ก็ถือว่าเข้าข่ายที่ฟ้องได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม เชื่อว่านายกรัฐมนตรีจะถูกดำเนินคดีอย่างแน่นอน ไม่สามารถหนีหมายจับระหว่างประเทศได้ นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายเรื่องที่จะดำเนินคดีกับรัฐบาลชุดนี้

ขณะที่วันเดียวกันนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ท.วรพงษ์ ชิวปรีชา ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (ผบช.ก.) ในฐานะได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ผู้บัญชาการเหตุการณ์ กรณีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยกำหนดจะไปชุมนุมที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติในวันที่ 13 ตุลาคมนี้ ได้เรียกประชุมตำรวจสันติบาล นครบาลและกองปราบปรามเพื่อวางแผนเกี่ยวกับการรับมือ

อย่างไรก็ตาม การประชุมดังกล่าว ไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนเข้าไปรายงานข่าว โดยเบื้องต้นมีรายงานว่า จะให้ตำรวจปราบจลาจลเข้ารายงานตัวที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติภายในเวลา 15.00 น. พร้อมด้วยเครื่องมือดับเพลิง ก่อนจัดแบ่งกำลังทั้งในและนอกเครื่องแบบตามภารกิจที่ได้รับ

ผู้สื่อข่าวรายงานต่อว่า นอกจากนี้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติยังได้ออกคำสั่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติเรื่อง แต่งตั้งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีเหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นใน วันที่ 7 ตุลาคม 2551 ว่า มีสาเหตุมาจากอะไร และการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่

ทั้งนี้ คณะทำงานที่ตั้งขึ้นมีกรรมการทั้งหมด 14 คน มี รศ.นพ.เจษฎา แสงสุพรรณ รองอธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นประธาน กำหนดให้สรุปผลภายใน 7 วัน



กระหึ่ม!ปฏิวัติ-นปช.นัดรวมพลต้าน

กระหึ่ม! ปฏิวัติอีกครั้งภายใน 2 วันนี้ อ้างฝีมือนายทหารนอกราชการบงการให้นายทหารที่เพิ่งรับตำแหน่งใหม่หมาดๆ เป็นคนลงมือ หลัง “บิ๊กจิ๋ว” ออกมานำร่องกวักมือเรียกให้ทหารปฏิวัติ เผย “อนุพงษ์” ไม่เล่นด้วย ยอมเบี้ยวไม่ไปร่วมงาน “สานใจไทยสู่ใจใต้” ที่มี “ป๋าเปรม” เป็นประธานหวั่นถูกเชื่อมโยง ด้าน นปช. ประกาศระดมพลคัดค้านถึงที่สุด ขณะเดียวกันแนวร่วมแสดงตัวเข้าทีมยึดคืนทำเนีบยรัฐบาลของ พล.ต.อ.สล้าง เพียบ ทางด้าน “ณัฐวุฒิ-จตุพร” ชี้ปรากฏการณ์คนเสื้อแดง สะท้อนเสียงพลังเงียบที่เริ่มทนไม่ได้กับความไม่ยุติธรรมในบ้านเมือง

ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่มีความขัดแย้งชัดเจนขึ้นทุกขณะ และกลุ่มคนที่ก่อความวุ่นวายในบ้านเมืองก็ยังคงพยายามทำตัวเหนือกฎหมายหนักข้อขั้นทุกที พยายามสร้างเงื่อนไขให้เกิดความวุ่นวายรุนแรงในบ้านเมืองอบ่างต่อเนื่อง นั้น

ลือกระหึ่มทหารเตรียมปฏิวัติ

ได้เกิดข่าวลือว่าจะมีการปฏิวัติรัฐประหารขึ้นอีกครั้ง มีการยืนยันว่ามีการหารือกันถึงเรื่องดังกล่าวจริง โดยมีนายทหารนอกราชการเป็นแกนนำ สั่งการให้นายทหารยศพลเอก เป็นผู้ดำเนินการ แต่แนวคิดดังกล่าวก็ถูกคัดค้านจาก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ที่มีทีท่าไม่เห็นด้วยกับการปฏิวัติรัฐประหารมาอย่างต่อเนื่องและเชื่อว่าปัญหาบ้านเมืองยังมีทางออก

ซึ่งกรณีดังกล่าวนั้นยังไปสอดรับกับท่าทีของ พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงษ์ ผบ.ทอ. หรือพล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์ ผบ.สส. ที่ระบุว่าได้เตรียมทางออกของปัญหาบ้านเมืองเอาไว้แล้ว รวมไปถึงกรณีที่ พล.อ.อนุพงษ์ เลี่ยงที่จะไปร่วมพิธีเปิด โครงการ "สานใจไทยสู้ใจใต้" รุ่นที่ 10 ที่สโมสรทหารบก ถนนวิภาวดีรังสิต ที่มี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เป็นประธานเปิดงาน และมีนายทหารหลายนายมาร่วมงานกันอย่างคับคั่ง

จี้สอบวินัยพวกเปิดประเด็นปฏิวัติ
ผศ.จรัล ดิษฐาอภิชัย หนึ่งในแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวถึงข่าวลือที่จะมีการปฏิวัติโดยทหารอีกครั้งภายว่า ทราบเรื่องนี้มาจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นนายทหารในกองทัพบก คาดว่าหากจะมีการปฏิวัติก็จะเกิดภายใน 2-3 วันนี้ จากเดิมที่มีการกำหนดจะปฏิวัติกันในค่ำวันที่ 13 ตุลาคมที่ผ่านมา แต่ด้วยเหตุบางอย่างที่ไม่สามารถดำเนินการได้

ทั้งนี้ มีการยืนยัรนถึงผู้สั่งการและผู้ที่รับมาปฏิบัติอย่างชัดเจน และกรณีที่มีการระบุว่า พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอแนวความคิดนั้น ผศ.จรัล ปฏิเสธที่จะพูดถึงรายละเอียด และมองว่าทหารคนใดที่ออกมาพูดว่าจะทำการปฏิวัติอย่างชัดเจน ควรตั้งคณะกรรมการสอบวินัย แต่ทั้งนี้คนที่เกษียรไปแล้วก็คงจะไม่ได้รับผลอะไร

พร้อมปลุกประชาชนต้านปฏิวัติ
นายชินวัฒน์ หาบุญพาด ประธานชมรมพิทักษ์สิทธิประโยชน์คนขับรถแท็กซี่ หยึ่งในแกนนำ นปช. กล่าวถึงข่าวลือปฏิวัติว่าตนเองและสมาชิกในกลุ่มไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง เพราะการเมืองจะต้องแก้ไขด้วยการเมือง หากเกิดการปฏิวัติจริง ตนและประชาชนที่ท้องสนามหลวงจะลุกขึ้นสู้และปลุกระดมให้พี่น้องทั่วประเทศขัดขวาง และปกป้องอำนาจอธิปไตย
“ประเทศไทยจะต้อิงปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น ไม่ใช่เผด็จการ”

ส่วนกรณีที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ตลอดจนนายทหารและคนบางกลุ่ม พยายามชี้ชวนใหฟ้เกิดการรัฐประหารอีกครั้งนั้น การกระทำอย่างนี้เข้าข่ายยุยงให้เกิดการกบฏ ล้มล้างอำนาจอธิปไตย และรัฐธรรมนูญ ผิดกฎหมายหลายมาตรา การพูดของพล.อ.ชวลติ เป็นการพูดเรื่อยเปื่อย หาจุดยืนไม่ได้ ทำตัวไม่เป็นผู้ใหญ่

แนวร่วมยึดคืนทำเนียบคึกคัก
ด้านพล.ต.อ.สล้าง บุนนาค อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ (รอง อ.ตร.) ออกมาย้ำอีกครั้งถึงแผนการยึดทำเนียบรัฐบาลคืน โดยระดมอดีตครูฝึกหน่วยคอมมานโด หน่วยปราบจราจล และตำรวจตระเวณชายแดน (ตชด.) ให้เข้ามาอยู่ในทีม เพื่อเรียกลูกศิษย์ที่เป็นตำรวจนอกราชการมาตั้งเป็นกองกำลังยึดทำเนียบรัฐบาลคืนจากพันธมิตรฯ

ขณะที่แกนนำชมรมคนรักอุดรยอมรับได้รับการติดต่อจาก พล.ต.อ.สล้าง ให้นำคนมาเข้าร่วม รวมทั้งกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ก็ออกมาขานรับความคิดดังกล่าว และประกาศยินดีจะส่งคนมาเข้าร่วมกับกองกำลังเพื่อล้อมกรอบกลุ่มพันธมิตรฯ

สะท้อนพลังเงียบสุดทนพันธมิตร
ส่วนการจัดรายการ “ความจริงวันนี้สัญจร” ที่ผ่านมา ที่อาคารธันเดอร์โดม เมืองทองธานี ซึ่งมีผู้คนหลายหมื่นคน เดินทางเข้าไปร่วมงานกันอย่างล้นหลาม นั้น ก็ถูกมองว่าเป็นอีกสัญญาณที่ดีของฝ่ายประชาธิปไตย

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นการสะท้อนถึงพลังของประชาชนที่ต้องการปกป้องบ้านเมืองให้ดำรงอยู่โดยระบอบประชาธิปไตย ซึ่งจากการที่ได้สังเกตดูพบว่าเป็นคนกลุ่มใหม่ที่ยังไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อนเมื่อครั้งที่เป็นแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) บุคคลกลุ่มนี้เป็นพลังเงียบในสังคมที่เริ่มส่งเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ อีกทั้งตนมั่นใจว่าหากจัดกิจกรรมเช่นนี้ขึ้นอีก จะยิ่งทำให้คนเข้าร่วมชุมนุมเพิ่มมากขึ้น ซึ่งแต่เดิมตนคิดว่าจะมีผู้คนเข้าร่วมงานเพียง10,000 – 15,000 คน เท่านั้น

ทั้งนี้การที่บุคคลเข้าไปร่วมงานโดยไม่ได้นัดหมายเป็นปรากฏการณ์การส่งสัญญาณของบุคคลพลังเงียบ ซึ่งหลังจากนี้จะมีคนส่งเสียงดังมากขึ้น อีกทั้งทางรายการความจริงวันนี้จะจัดกิจกรรม “ความจริงวันนี้สัญจร” ขึ้นอีก

“การที่คนเข้าร่วมงานครั้งนี้ได้สะท้อนถึงพลังของพี่น้องประชาชนที่ต้องการปกป้องบ้านเมืองให้ดำรงอยู่โดยระบอบประชาธิปไตย และจากการที่ได้สังเกตดูพบว่าคนจำนวนมากที่มางานเป็นคนกลุ่มใหม่ที่ยังไม่เคยเจอหน้า เป็นพลังเงียบในสังคมที่เริ่มส่งเสียงดังขึ้นเรื่อยๆ” นายณัฐวุฒิกล่าว

35ปี14ตุลาถอยหลังเข้าคลอง
นายณัฐวุฒิ ยังกล่าวถึงกรณีการเรียกร้องประชาธิปไตยเมื่อ 35 ปี กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันว่า ตนไม่สามารถเรียกกลุ่มพันธมิตรฯว่าเป็นการทำเพื่อเรียกร้องประชาธิปไตยอย่างเมื่อ 35 ปีก่อนได้ เนื่องจากคนกลุ่มนี้ได้ออกมาขับไล่รัฐบาลที่มาจากระบอบประชาธิปไตย ซึ่งจากการยึดอำนาจที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีก่อน ได้มีบุคคลหลายคนเข้ามามีบทบาทและตำแหน่งทางการเมือง ไม่มีนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่ไหนเข้าไปร่วมเหตุการณ์ยึดอำนาจและเข้าไปมีบทบาทในรัฐบาลชุดเผด็จการเลย

อีกทั้งการเคลื่อนไหวเพื่อช่วงชิงอำนาจรัฐที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เปรียบเทียบกับเหตุการณ์เมื่อ 35 ปีที่แล้วไม่ได้เลย หากเปรียบเทียบถึงความแตกต่างจะเห็นได้ชัด แต่ถ้าเปรียบถึงเรื่องความเรียกร้องในความเป็นประชาธิปไตยไม่มี

“การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯเพื่อช่วงชิงอำนาจรัฐ จะเอามาเปรียบเทียบเมื่อ 35 ปีก่อนไม่ได้เลย แต่ถ้าจะเปรียบเทียบถึงความแตกต่างเราจะเห็นได้อย่างชัดเจน แต่อย่าเอามาเปรียบเทียบถึงความเป็นประชาธิปไตยเพราะมันไม่มีเลย” โฆษกรัฐบาลกล่าว

คนรักปชต.หนุนรัฐบาลสู้
นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชาชน กล่าวว่า เป็นการสะท้อนว่าขณะนี้ได้รู้ว่าประชาชนคิดอะไร ซึ่งกิจกรรมที่จัดขึ้นที่เมืองทองเป็นการแสดงว่าถึงเวลาแล้วที่คนรักประชาธิปไตยจะไม่ยินยอมให้ทำร้ายบ้านเมือง และกลุ่มคนที่เดินทางไปร่วมกิจกรรมเป็นเครื่องหมายที่สื่อออกมาว่าไม่ว่ากลุ่มพันธมิตรฯ หรือพวกเผด็จการจะกระทำการใดๆ กลุ่มคนใส่เสื้อแดงจะต่อสู้เพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตย อีกทั้งผู้คนในอาคารธันเดอร์โดมได้ส่งเสียงออกมาเพื่อไม่ให้รัฐบาลยุบสภาหรือลาออกจนกว่าจะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งหนทางข้างหน้าเป็นหน้าที่ของฝ่ายพลังเสื้อแดงที่ต้องรักษาปกป้องรัฐบาลที่มาจากระบอบประชาธิปไตย ถึงนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีจะไม่ได้อยู่ในกลไก แต่ด้วยพลังประชาชนที่รักประชาธิปไตยจะเป็นคนโอบหลังไว้ อีกทั้งสิ่งที่จะดำเนินการต่อไปคือการทำความจริงให้ปรากฏจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทุกเรื่อง

นายจตุพร กล่าวอีกว่า การที่กลุ่มพันธมิตรฯและพรรคประชาธิปัตย์เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีรับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้แสดงความรับผิดชอบโดยการตั้งกรรมการขึ้นมาตรวจสอบ 2 ชุด และระหว่างที่รอผลการตรวจสอบกลุ่มพันธมิตรฯและพรรคประชาธิปัตย์ได้แสดงความรับผิดชอบอะไรไหม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแกนนำกลุ่มพันธมิตรทั้ง 9 คนได้ลดคดีลงถึง 2 คดีจาก 4 คดี พาประชาชนไปตายแต่โทษลดลงหมายความว่าอย่างไร อีกทั้งเหตุการณ์รถจิ๊ประเบิดมีทหารเสียชีวิตแต่กลุ่มพันธมิตรไม่เชิดชูยกย่องเหมือนกับนางสาวอังคณาที่เสียชีวิตทั้งๆที่เป็นกลุ่มพันธมิตรเช่นกัน จึงมีความสงสัยว่าทำไมปฏิบัติต่อคนทั้ง 2 ไม่เท่ากัน นั่นเป็นเพราะทั้งหมดเป็นกระบวนที่กลุ่มพันธมิตรฯจัดขึ้น ฉะนั้นหลายอย่างต้องมีการสอบสวน

คนเสื้อแดงพร้อมใจหาความถูกต้อง
นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ระบุถึงเหตุการณ์ที่ประชาชนผู้รักประชาธิปไตย พร้อมใจกันสวมเสื้อแดงมาร่วมงาน ความจริงวันนี้ ที่อาคารทันเดอร์โดม เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมาว่า เป็นที่น่าสังเกตว่าเหตุที่มีประชาชนคนไทยร่วมหลายหมื่นคนมาร่วมงานครั้งนี้ น่าจะเป็นเพราะประชาชนได้รับความอึดอัดใจ เพราะเมื่อใดก็ตามที่ประชาชนรู้สึกว่า ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากองค์กรที่รักษาความเป็นธรรม อย่างเช่นในตอนนี้ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังถูกยำยี จากหลายกระแส จึงเชื่อว่าเป็นเหตุหนึ่งที่ทำประชาชนมาร่วมกลุ่มกันเพื่อเรียกร้องความถูกต้อง และความเป็นธรรม

“ตำรวจถูกย่ำยี และไม่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งเมื่อใดที่ประชาชนเชื่อและรู้สึกอึดอัดใจจากองค์กรที่รักษาและให้ความเป็นธรรมว่ามีพฤติกรรม มันก็จะเกิดปรากฏการณ์อย่างงานความจริงวันนี้ นี่เป็นเรื่องที่น่าสังเกตว่า คนมากันอย่างล้นหลามให้ความสนใจอย่างอุ่นหนาฝาครั่ง เป็นเพราะว่าระบบความยุติธรรมทุกวันนี้มันมีการเลือกปฏิบัติ เรามาเพื่อเรียกร้องความถูกต้อง”

คนตจว.จ่อเดินทางร่วมชุมนุม
ด้านนายสุชาติ ลายน้ำเงิน ส.ส.ลพบุรี พรรคพลังประชาชน ระบุว่า เมื่อวันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา ตนทำการลงพื้นที่เพื่อตรวจเยี่ยมประชาชนที่จ.ลพบุรี ในพื้นที่อ.เมือง อ.บ้านหมี่ และ อ.ท่าวุ้ง ตามปกติ พร้อมกับมีการพูดคุยปฏิสัมพันธ์ทางการเมือง

โดยประชาชนในพื้นที่ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่ามีความเบื่อหน่ายกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นอย่างมาก โดยมองว่าที่ผ่านมาสร้างความเดือดร้อนให้กับประเทศชาติอย่างนับไม่ถ้วน ซึ่งในวันจันทร์ที่ 13 ตุลาคมนี้ ประชาชนทั้งหลายในพื้นที่จะรวมกลุ่มกัน ประมาณ 500-600 คน เพื่อมาร่วมแสดงจุดยืนในประชาธิปไตยกับกลุ่มนปช.ที่ท้องสนามหลวง

“ไม่น่าเชื่อว่าชาวบ้านเขาจะพูดกับผมว่า ถ้าต้องมีการเลือกข้าง ชาวบ้านส่วนใหญ่ของที่นี่ขอเลือกข้างประชาธิปไตย ไม่ขอเลือกข้างพันธมิตรฯ เพราะตอนนี้ก็เห็นชัดเจนแล้วว่า ประเทศชาติเสียหายเพราะใคร” นายสุชาติกล่าว
เช่นเดียวกับประชาชนอีกหลายจังหวัดที่แสดงความประสงค์จะเข้าร่วมการชุมนุม