WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, October 16, 2008

‘ตีนตบ’ แผลงฤทธิ์


คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ

ขอสดุดีญาติวีรชนผู้กล้า ในเหตุการณ์ 14 ตุลา ที่ได้แสดงออกด้วยความกล้าหาญในการนำ “ตีนตบ” หรือ “ร้องเท้า” เข้าไปด่าทอ ผู้นำ หรือ แกนนำ พรรคการเมืองบางพรรค ที่ไปร่วมงานรำลึกญาติวีรชน 14 ตุลา ซึ่งมีบริบทของเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเดินขบวนครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ ที่ไม่มีครั้งใดเทียบเคียงได้อีกแล้ว เพื่อเรียกร้องให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย ของประชาชน โดยประชาชน และ เพื่อประชาชน อย่างแท้จริง

เหตุการณ์นี้ทำให้ หัวหน้าและแกนนำพรรคการเมือง เจื่อนและจ๋อยสนิท!!!

เหตุใด ญาติวีรชน ท่านนี้จึงหุนหันพลันแล่น จำต้องระเบิดอารมณ์เพราะอะไร เป็นเรื่องที่ต้องไปสืบสาวหาความกัน สืบไปสืบมาได้ความว่า บริบทของเดือนตุลา กำลังถูกฉกฉวยผลประโยชน์จากนักการเมือง และ กลุ่มเคลื่อนไหวบางกลุ่มที่ลืมอุดมการณ์ของเหตุการณ์นี้ไปแล้ว หรืออย่างไรไม่ทราบได้

ต้องยอมรับว่ามีคนเดือนตุลา กลุ่มหนึ่งที่หักหลังทรยศต่ออุดมการณ์นี้ โดยใช้เหตุผลเรื่อง “ระบอบทักษิณ” มาเป็นฉากบังหน้า

ไปเข้าด้วยช่วยเหลือคณะเผด็จการทหาร คมช.ในการต่อต้านฝ่ายประชาธิปไตย

ไปแสวงหาประโยชน์โพดผลกับคณะเผด็จการทหาร ในโครงการต่างๆ โดยได้งบประมาณเป็นค่าเหนื่อย อย่างคุ้มสุดคุ้ม กับการจะถูกตราหน้าว่าเป็นพวกทรยศหักหลัง

ไปรับตำแหน่งในผลผลิต ที่คณะเผด็จการทหาร คมช.ได้จัดตั้งขึ้นมาอย่างไม่ละอายและเกรงกลัวต่อบาปบุญคุณโทษที่จะตามมา

ส่วนสถานะของ นักการเมือง หรือ พรรคการเมือง ที่ อวดอ้างตัวเป็นพรรคประชาธิปไตย แต่จิตใจฝักใฝ่ “เผด็จการ” และ “อำมาตยาธิปไตย” นั้นเล่า!!!... เนื้อหาไม่ได้แตกต่างจากผู้ทรยศหักหลังเหล่านี้แต่อย่างใด

แต่...นักการเมืองเหล่านี้กลับไปนั่งเชิดหน้ากันสลอน ร่วมงานแห่งนี้กับผู้ทรยศหักหลังในอุดมการณ์ของคนเดือนตุลา อย่างไม่ละอาย

วันนี้สถานการณ์บ้านเมืองจะพัฒนาไปอย่างไร ไม่มีใครตอบได้ ฝ่าย ประชาธิปไตย จะยังจะฝ่าแนวยึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตย ที่ต่างคนต่างอ้างกันนี้ไปได้เพียงใด เป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างไม่กะพริบตา

การเปิดตัว “ตีนตบ” ที่ประเดิมได้สวยกับ งานรำลึกวีรชน 14 ตุลา แสดงให้เห็นถึง “ฤทธานุภาพ” ที่ทรงพลังของฝ่ายประชาธิปไตย ปักหลักกลางอนุสรณ์สถาน จึงคาดหมายว่าจะเป็นอาวุธที่ทรงอานุภาพสำคัญในการต่อสู้ของขบวนการประชาธิปไตยต่อไป

การที่ “กรุงเทพมหานคร” ซึ่งผู้บริหารอยู่ในพรรคการเมืองหนึ่ง ให้บริการประชาชนไม่เท่าเทียมกันนั้น จึงเป็นเรื่องที่สมควรจะถูกตำหนิจากผู้คน!!! เพราะเขาเสียภาษีให้พวกท่านเอาไปบริหารเหมือนกันทุกคน ท่านไม่ได้รับภาษีเฉพาะจากคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น

วันนี้!!! หากท่านผู้บริหาร กทม.ยังไม่รู้สำนึกในข้าวแดงแกงร้อนที่ประชาชนทุกคนได้จ่ายภาษีให้เป็นค้าจ้างท่าน ... คนไม่พอใจท่านมากขึ้นเพราะท่านเลือกข้าง แบ่งฝักแบ่งฝ่ายชัดเจน

หากท่านจะถูกปิดล้อมศาลาว่าการ กทม. ไม่ให้ทำงานบ้าง!

ท่านไปลงพื้นที่เขตไหน จะมี “ตีนตบ” ตามไปราวีบ้าง!

อย่านึกสนุกขบขันว่าจะเป็นไปไม่ได้...ในสถานการณ์การเมืองที่ร้อนระอุแบบนี้

สถานการณ์ “ตีบตบ” ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา แสดงออกให้เห็นชัดเจนในการปักธงที่แข็งแกร่ง บรรดานักการเมืองพรรคการเมือง ไม่ว่าจะพรรคไหน ที่...ริ...เล่นทางลัด ปล้นอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย พื้นที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้ ไม่มีทางลัดให้นักการเมืองหรือมนุษย์หน้าไหน ไม่ว่าหน้าอินทร์ หน้าพรหม ที่จะมาใช้เพื่อขึ้นเสวยสุขในอำนาจวาสนาทางการเมืองได้โดยง่าย จำเอาไว้ ...ไอ้พวก ม.7



หากเกิดยึดอำนาจ ขอให้ คุณจาตุรนทร์ ออกมานำม็อบประชาชนต่อสู้เผด็จการที่สนามหลวง

บทความ โดย Bugbunny

ข่าวว่าฮิปโปกำลังสติแตกถึงระดับสูง เมื่อปรากฏว่ากระสุนนัดที่ประเมินผลล่วงหน้าว่าจะทำให้มีมหาชนเข้าร่วมมากมาย กลับกลายเป็นกระสุนที่ระเบิดเอาจนกระบอกปืนแตกกระจายเข้าหน้าคนยิงเป็นบาดแผลเหวอะหวะ ผิวหน้าลอกหลุดเป็นแผ่น และทุกชั้นชนพากันตาสว่างกันถ้วนหน้าโดยมิได้นัดหมาย จึงสติแตกระเบิดอารมณ์ถึงขั้นว่า ให้ขุนศึกคนไหนก็ได้ต้องออกมาทำตามที่ตนสั่ง แต่ขุนศึกต่างก็ยังเงียบฉี่ แม้จะบีบขนาดไหน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะคำพูดที่ยกยอไอ้ตั๊บจนเลิศเลอทั้งที่ไม่เคยทำอะไรเลย ในขณะที่คนที่ตั้งหน้าตั้งตาทำงานให้มาหลายสิบปีนั้นกลายเป็นผู้ไม่มีความหมาย ต่างเสียความรู้สึกกันเป็นแถว ไม่รวมถึงกำลังขนาดใหญ่สีกากีที่พากันแค้นใจเป็นอย่างยิ่งกับการกระทำเมื่อสองสามวันที่ผ่านมา

ที่เรียกร้องให้คุณจาตุรนทร์ ฉายแสง ออกมานำการชุมนุม ก็เพราะเขาคือคนที่ประชาชนศรัทธาพอ กับนายทหารให้ความเชื่อถือ เนื่องจากความสามารถ คำพูด และประเด็นที่นำเสนอ เป็นสิ่งที่นายทหารในกองทัพยอมรับมาก จากความเห็นของอาจารย์ที่สอนในวิทยาลัยการทหารระดับสูงและรู้จักนายทหารในประเทศนี้อย่างดี ท่านจบปริญญาเอกทางด้านยุทธศาสตร์การทหารหนึ่งเดียวของประเทศนี้ จากมหาวิทยาลัยไอวี่ลีกในอเมริกา

อาจารย์บอกว่า ทหารไม่ได้กลัวกำลังมวลชนเพราะกำลังไฟเขาเหนือกว่ามาก แต่รู้ดีว่าพลังที่แรงกว่าคือพลังที่ได้รับการยอมรับจากมวลชนมาก ๆ คุณจาตุรนทร์ มีลักษณะนิ่มนวลแต่แข็งแกร่งจริง ทำตามระเบียบแบบแผนมาตลอด ไม่ใช่พวกฮาร์ดคอร์นักฉวยโอกาสทางการเมือง ทำให้มีอิทธิพลทางความคิดต่อมวลชนกว้างขวางกว่าคนอื่น ๆ ที่เคยเห็นหน้ากันมาในการต่อสู้แทบจะทุกคน รวมไปถึงการยอมรับจากผู้ถืออาวุธและเป็นกำลังในการเปลี่ยนแปลงเมืองไทย

จงอย่าคิดว่าการรัฐประหารอีกเป็นเรื่องเพ้อฝัน พวกเขาทำแน่ถ้ามีโอกาสและจังหวะ โดยเฉพาะเมื่อไอ้ตั๊บจะเคลื่อนที่สร้างเหตุผลการยึดอำนาจให้ในเร็ววัน และการบีบคั้นจากฮิปโป

ถ้าหากมีการยึดอำนาจ อยากวิงวอนให้ คุณจาตุรนทร์ ฉายแสง ออกมานำม็อบประชาชนที่สนามหลวง เราก็จะมี Idol ที่ทุกคนยอมรับนับถือ เราเชื่อว่าคุณจาตุรนทร์น่าจะพร้อมออกมาเป็นผู้นำของประชาชนอย่างแน่นอน แล้วพวกเราจะเข้มแข็งที่สุดเมื่อต้องต่อสู้กับฮิปโป

ผู้ที่มองโลกแค่ปลายจมูก ก็จะเห็นแต่ผู้ที่อยู่ใกล้ชิด ซึ่งไม่ไกลเกินปลายจมูก แต่คนที่มองโลกอย่างนักปฏิบัตินิยม เขาจะมองออกไปไกลถึงเส้นขอบฟ้าหรือเลยกว่านั้นไปอีก ไม่ทำเรื่องจุ๊กจิ๊กที่แค่มันในอารมณ์ แต่ไม่ได้ผลในภาพรวม การมองแบบคุณจาตุรนทร์จะทำให้เห็นโอกาสและอุปสรรคอย่างแจ่มชัดแบบพาโนรามา ต้องให้คนแบบนี้เป็นผู้นำประชาชนผู้รักประชาธิปไตย แล้วฝ่ายประชาชนจะชนะสงคราม


จาก thaifreenews

มีคนบอกว่าอำนาจตุลาการคือต้นเหตุแห่งความพังพินาศของบ้านเมืองวันนี้

บทความ โดย Bugbunny

ขอถ่ายทอดข้อมูลจากวงสนทนาของผู้ใหญ่หลายคนกลางงานศพที่วัดใหญ่แถวถนนสุขุมวิทเมื่อกลางสัปดาห์ก่อน แต่ละคนแต่ละท่านครบถ้วนทั้งวัยวุฒิคุณวุฒิ บางท่านมีชาติตระกูลและสายสกุลที่สืบทอดกันมานับร้อยปี บางท่านเป็นบุตรของเกษตรกรภูธร และบางท่านก็เป็นนักธุรกิจที่มีกิจการค้ามูลค่าหลายร้อยล้านอยู่ในการดูแล

แย่นะครับ ตอนนี้สถาบันสำคัญในบ้านเมืองเสียหายกันหนัก รัฐบาลวุ่นวายไปหมด มีคนมาข่มขู่สารพัด จะทำอะไรก็ทำไม่ได้ มีปัญหาทุกเรื่อง เดี๋ยวมีประท้วง เดี๋ยวโดนสั่งคุ้มครองชั่วคราว งานราชการก็ไม่เดิน ประเทศเสียหายกันไปหมด ข้าราชการก็งง ไม่รู้ใครจะมาใครจะไป"

ข้าราชการคนหนึ่งกล่าว

สภาปัญหาเยอะมากครับ ออกกฎหมายมาก็ไม่รู้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะตีความว่ายังไง พรรคก็โดนยุบง่าย ๆ สส.ก็เซ็ง เพราะไม่รู้ว่าจะอยู่จะไปกันเมื่อไหร่ ถ้ายุบสภาละก็ โดน 30/70 ทันที วุฒิฯ ต้องใช้อำนาจเป็นรัฐสภารวบหัวรวบหางแก้รัฐธรรมนูญตามใจพันธมิตรแน่

ข้าราชการรัฐสภาคนหนึ่งพูด

การค้าผมก็ใกล้เจ๊ง ตอน IMF ปี 40 น่ะกว่าจะฝ่ามาได้ ต้องเฉือนเนื้อกลืนเลือดไปไม่รู้เท่าไหร่ รอดมาเส้นยาแดงผ่าแปด ตอนนี้หนักกว่า เมื่อก่อนเราล้ม ฝรั่งมันมีเงินช้อน แต่คราวนี้ฝรั่งล้ม เราไม่มีเงินไปช้อนมันเสียด้วย

นักธุรกิจพูดบ้าง

เห็นจะมีก็แต่อำนาจตุลาการนี่แหละครับที่มั่นคงมาก จริงไหมครับท่าน

เขาหันไปถามผู้พิพากษาอาวุโสท่านหนึ่ง ที่นั่งอมยิ้มฟังทุกคนพูดคุยกัน

พวกคุณเข้าใจผิด จริงครับที่ตอนนี้อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ และธุรกิจการค้าพังพินาศกันทั้งประเทศแล้ว แต่จริง ๆ ก็เพิ่งจะพังมาแค่ปีเศษ ๆ นี่เท่านั้นเอง

ท่านผู้อาวุโสตอบและหยุดนิดหนึ่งก่อนสรุปออกมาว่า

แต่อำนาจตุลาการนี่มันพังพินาศมาสองสามปีก่อนหน้านี้แล้ว ตั้งแต่คุ้มครอง ASTV ยาวเหยียด ยุบพรรคไทยรักไทย เรื่องเขาพระวิหาร ที่มันวุ่นวายกันทั้งประเทศก็เพราะอำนาจนี้ไม่อยู่กับร่องกับรอยจนประชาชนเสื่อมศรัทธา เป็นตัวต้นเหตุของเรื่องวุ่น ๆ ทุกวันนี้ จนอำนาจอื่นวุ่นตามไปด้วยเป็นลูกโซ่ไปแทบทุกอำนาจแล้ว

หยุดพักหนึ่งก่อนพูดต่อ

อภิมหาอำนาจด้วย

จาก thaifreenews

กลุ่มรักชม.51 ทวงคำตอบรพ.กรณีไม่รักษาตร.-นักการเมือง

วันนี้(15 ต.ค.)ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ประมาณ 100 คน นำโดย นายเพชรวัฒน์ วัฒนพงษ์สิริกุล ชุมนุมทวงคำตอบจากโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ โดยมี รศ.ดร.นิเวศน์ นันทจิตร คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และคณะ ให้คำชี้แจง กรณีที่กลุ่มแพทย์ 34 คนจากโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ได้ออกแถลงการณ์ไม่ให้การรักษาพยาบาลตำรวจและนักการเมืองสังกัดพรรคร่วมรัฐบาล เนื่องจากการใช้ความรุนแรงสลายการชุมนุมที่กรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยทางกลุ่มได้มาขอคำตอบกับทางโรงพยาบาลว่าได้ดำเนินการอย่างไรบ้าง ซึ่งคณบดีคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ขณะนี้ได้ทำความเข้าใจกับกลุ่มแพทย์ดังกล่าวแล้ว โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ยืนยันจะให้การรักษาพยาบาลผู้ป่วยอย่างเท่าเทียมโดยไม่เลือกปฏิบัติ อีกทั้งมีแพทย์จำนวนหนึ่งถอนชื่อออกจากแถลงการณ์ดังกล่าวแล้วเพราะเหตุไม่ทราบเนื้อความในแถลงการณ์แต่แรก ยังคงเหลือแพทย์อีก 17 คนที่ยืนยันเช่นเดิม อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ยังยืนยันจะขอรายชื่อแพทย์ทั้ง 17 คน ที่ยังไม่ยอมถอนชื่อออก และพร้อมจะดำเนินการตอบโต้แพทย์กลุ่มดังกล่าวด้วย ซึ่งทางโรงพยาบาลไม่สามารถให้รายชื่อได้


สื่อเทศแฉสื่อไทยบิดเบือนเหตุม็อบฆ่ากันเอง!โยนบาปรัฐบาล

สื่อเทศแฉสื่อไทย บิดเบือนเหตุปะทะเดือดม็อบพันธมิตรฯ 7 ต.ค. ระบุ FBI เตรียมบุกสอบเหตุนองเลือดหน้ารัฐสภา ลั่นปิดหูผิดตาประชาชน เผยไม่มีรายงานกรณีม็อบถ่อยเขวี้ยงระเบิดปิงปองฆ่ากันเอง หวังปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สื่อต่างประเทศแห่งหนึ่ง ได้ตีพิมพ์บทความชื่อระเบิดปิงปอง! โดยวิเคราะห์ถึงเหตุการณ์ควบคุมฝูงชน และปะทะกันจนทำให้เกิดผู้บาดเจ็บและล้มตายในเหตุการณ์ดังกล่าว โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยิงแก๊สน้ำตาใส่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยทั้ง 2 ฝ่ายต่างออกมากล่าวหากันว่าความรุนแรงเกิดจากอีกฝ่ายหนึ่ง

ทั้งนี้ มีรายงานว่า สื่อสารมวลชนในประเทศไทยได้นำภาพผู้ประท้วงที่บาดเจ็บและเสียชีวิตในเหตุการณ์ โดยตั้งประเด็นเหมือนกับการบรรยายจากฝั่งพันธมิตรฯ ว่าตำรวจทำร้ายประชาชนจนบาดเจ็บล้มตาย เรื่องนี้มีนัยยะสำคัญที่ทำให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ออกมาโยนเรื่องให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี รับผิดชอบ ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่ากองทัพไม่ได้อยู่ภายใต้รัฐบาล แต่เป็นอิสระโดยตนเอง

ขณะเดียวกัน มีหลักฐานของตำรวจ ระบุว่าผู้ชุมนุมของพันธมิตรฯ ใช้ระเบิดปิงปอง ที่ถือได้ว่าเป็นความรุนแรงที่เกิดจากกลุ่มผู้ชุมนุม ท่ามกลางกระแสวิจารณ์ว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากแก๊สน้ำตา

อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานชิ้นสำคัญ ก็คือ การตรวจพบวัตถุระเบิดในรถจิ๊ฟ เชอรากี ซึ่งระเบิดในวันที่ 7 ต.ค. ใกล้กับพื้นที่ชุมนุม โดยมีการอ้างถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า หากตำรวจใช้ความรุนแรงจริง น่าจะมีคนตายและบาดเจ็บมากกว่านี้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าภาพผู้บาดเจ็บน่าจะเกิดจากการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯเอง ซึ่งไม่ได้ถูกตีพิมพ์ในสื่อหลักของประเทศไทย

ในขณะที่มีข้อถกเถียงในเว็บไซด์พันธ์ทิพย์ ห้องราชดำเนิน ซึ่งมีการโพสต์กระทู้ เตือนปฎิบัติการของกลุ่มพันธมิตรฯ รวมทั้งได้พูดถึงแผนการที่วางเอาไว้ของพันธมิตรฯในวันนั้น โดยข้อมูลเหล่านี้อาจจะได้รับการตรวจสอบข้อเท็จจริงและทำให้สมดุลจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา โดยเอฟบีไอ. เพราะมีพลเมืองของสหรัฐอเมริกาได้รับบาดเจ็บจนต้องเข้าไปผ่าตัด จากเหตุการณ์วันที่ 7 ต.ค.2551 ที่ผ่านมา

การเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ จนก่อให้เกิดความรุนแรงในวันที่ 7 ต.ค. เพื่อต้องการให้เกิดข้อได้เปรียบทางการเมือง ในการที่จะเติมเชื้อเพลิงความรุนแรงนี้ และมีการระดมคน ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในวันต่อๆมา หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว โดยผู้นำพันธมิตรฯนำมาขยายประเด็น และฟ้องร้องต่อศาลในประเทศ รวมถึงศาลโลก

อย่างไรก็ตาม มีหลายคนที่มองว่าการเคลื่อนไหวของผู้ประท้วง ทำปฎิกริยาตรงกันข้ามกับหลักการที่เคยทำไว้ เพราะพันธมิตรฯ ส่วนใหญ่เป็นการรวมกันของคนไทยฝ่ายก้าวหน้า นักวิชาการ นักศึกษา และองค์กรพัฒนาเอกชน ที่เคยต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 กับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

ซึ่งจำนวนคนของพันธมิตรฯ มีการรวมตัวกันมากขึ้นอย่างเข้มข้น ภายหลังการที่นายสมัคร สุนทรเวช เข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังจากที่ถูกมองว่าเป็นตัวแทนของอดีตนายกรัฐมนตรี และถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดฐานไปทำกับข้าวออกโทรทัศน์

ทั้งนี้ มีการทำโพลล์ออกมาว่า 70 % ของคน กทม. ให้การสนับสนุนพันธมิตรฯ โดยโพลล์ดังกล่าวได้ถูกนำออกมาเปิดเผยในวันที่ 5 ต.ค. ในวันที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ถูกจับกุม

เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า พันธมิตรฯ ได้ละทิ้งหลักการเดิมๆ ที่เขาเคยบอกเอาไว้ และสามารถเรียกได้เลยว่าเป็นขบวนการเคลื่อนไหวที่ไม่ใช้ความรุนแรง ทั้งที่มีตำรวจ 3 คนถูกยิงจากกลุ่มผู้ชุมนุมเข้าไปปิดล้อมที่ทำการรัฐสภา ในช่วงบ่ายวันที่ 7 ต.ค. ในเวลาเดียวกันมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 3 นาย ที่ได้รับบาดเจ็บจากการถูกผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ ขับรถยนต์ทับ
ความรุนแรงดังกล่าวได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากที่กองกำลังของพันธมิตรฯ ได้เข้าบุกยึดที่ทำการของทำเนียบรัฐบาล และสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ NBT



Wednesday, October 15, 2008

อัยการสั่งไม่ฟ้อง'ทักษิณ-คุณหญิงอ้อ'คดีหุ้นเอสซี

อัยการสั่งไม่ฟ้องคดีหุ้น “เอสซี แอสเสท” ปลดล็อกอดีตนายกฯทักษิณ-คุณหญิงอ้อพ้นข้อกล่าวหา ด้านโฆษก ออส.ยันไม่เข้าข่ายความผิด “แจ้งเท็จโครงสร้างผู้ถือหุ้น”

จากกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ส่งสำนวนฟ้องไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด (ออส.) โดยระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร รวมถึงอดีตผู้บริหารบางรายของบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มีการกระทำที่อาจเข้าข่ายฝ่าฝืน พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เกี่ยวกับข้อมูลโครงสร้างผู้ถือหุ้นในบริษัท

โดยวันนี้ (15 ต.ค.) คณะทำงานอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ,คุณหญิงพจมาน รวมถึงอดีตผู้บริหารบางคนของเอสซีแอสเสท ในข้อกล่าวหาดังกล่าว

นายธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ โฆษกอัยการสูงสุด ระบุว่า คณะทำงานได้พิจารณาอย่างละเอียด สาเหตุที่ไม่ฟ้องพบว่าไม่เข้าข่ายฐานความผิดจึงพิจารณาแล้วสั่งไม่ฟ้อง โดยโฆษกอัยการสูงสุด ชี้ว่า ต่อจากนี้จะส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดชี้ขาดว่าจะส่งฟ้องหรือไม่



มาร์คเกือบได้เป็นพรีเซนเตอร์รองเท้าแตะนันยางแล้ว

โดย : สายลมรัก

วันพุธที่ 15 เดือน ตุลาคม พ.ศ.2551

โถ.......... เมื่อวานนี้ผมดูข่าวช่อง 3 พ่อมาร์คหล่อใหญ่ยอดขมองอิ่ม ของแม่ยก และอภิอมตะแม่ยกทั้งหลาย เมื่อวานนี้แล้ว ไม่รู้จะสงสาร หรือสมน้ำหน้าดี เห็นหน้าถอดสี อยู่ข้างๆ หล่อปานกลาง อภิรักษ์ เมื่อเจอเหคุการณ์ที่ไม่คาดฝัน (หรือไม่นึกว่าจะมีใครกล้าก็ไม่รู้) เมื่อมีญาติของวีรชนคนเดือนตุลาฯ คนหนี่งสกัดกั้นความรู้สึกที่มีต่อหัวหน้าพรรครูปหล่อราวมนพน้อยคนนี้ไม่ได้ ถึงขนาดถอดรองเท้าแตะเดินเข้ามาหมายจะช่วยรองพื้นที่หน้าของทั้งสองหล่อ ด้วยรองเท้านันยางคู่ชีวิต ซักคนละทีสองที ถ้ากองกำลังเฉพาะกิจ (ก็เทศกิจนั่นแหละ) ไม่ช่วยล๊อกตัวไว้ก่อน เห็นทีทั้งสองหล่อจะได้โชว์ใบหน้าอันหล่อเหลา เป็นพรีเซ็นเตอร์คู่กับรองเท้าแตะยี่ห้อนันยาง คู่นั้นแน่ ๆ

จากเหตุการณ์ดังกล่าวทั้งสองหนุ่มจำต้องถอยกรูด ๆ ออกจากงานรำลึกถึงวีรชน 14 ตุลาคม ณ อนุสรณ์สถาน ไปอย่างงุนงงว่า ผมผิดอะไร ผมทำอะไรผิด ทำไมถึงใจร้ายกับคนรูปหล่ออย่างนี้ ฮ่า... ฮ่า.....ฮ่า....ฮ่า

มาร์คเอ้ยย....ขออนุญาตยืมคำพันธมิตรมาใช้หน่อยนะ พ่อมาร์คเอ๋ยยยยยยยยยย ก็ไหนว่าแม่นประวัติศาสตร์ ก็ไหนว่าสนใจการเมืองมาตั้งแต่เด็ก เห็นขึ้นมาตีฝีปาก ฉอด ๆ ๆ ๆ เรื่องกรณี 6 ตุลาคม 2519 ว่าสมัครต้องรับผิดชอบ หรือว่าเหตุการณ์ 14 ตุลา วิชานี้มาร์คสอบตก เลยไม่รู้ว่า วีรชนคนหนุ่มสาวในยุคนั้นเขาเสียสละชีวิตเพื่ออะไรกัน

ประชาธิปไตย หรือ Democracy งัยมาร์ค มาร์ครู้จักมั้ย มาร์คเข้าใจความหมายของมันมั้ย

ว่า มันหมายถึงอะไร

ประชาธิปไตยที่ต้องแลกมาด้วยเลือด แลกมาด้วยน้ำตา แลกมาด้วยชีวิต เพื่อโค้นล้มระบบเผด็จการทหารที่ปกครองชีวิตคนไทยมาอย่างยาวนานงัย

แล้วเมื่อมีการจัดงานดังกล่าวแล้ว มาร์คยังกล้าไปเสนอหน้าที่งานรำลึกการครบรอบ 35 ปี เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 หาหอกทำไม ที่รอดจากรองเท้าแตะมาได้หนะบุญโขแล้ว มาร์คเอ๋ย ไม่โดนรุมยำสหบาทากลางงานก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว มาร์คอย่าคิดนะว่าการตีสองหน้า เล่นละครการเมืองแบบเก่า ๆ ที่พรรคของมาร์คใช้มาเป็นเวลานานนั้น ชาวบ้าน ชาวช่องจะรู้ไม่ทัน ถ้าเป็นพวกจิตอ่อน สมองเบลอ ด้วยฤทธิสารกล่อมประสาทของใบกระท่อมในทำเนียบเวลานี้หละก็ ข้อนั้นไม่ว่ากัน

แต่ถ้าจะถามคนไทยที่มีสติสัมปชัญญะครบถ้วนนั้น ขอประทานโทษนะมาร์ค ไม่ได้แดกหรอก ครับ

เพราะพฤติกรรมของมาร์ค ตั้งแต่ขึ้นมาผลัดใบเป็นผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ในยุคนี้นั้น มันฟ้องอยู่ทนโท่ ว่ามาร์คกำลังเลื่อมใส ระบอบอะไร ...มาร์คชื่นชอบการปกครองแบบใด มาร์คจะขึ้นสู่เก้าอี้นายกฯ แห่งสารขันธ์นี้ด้วยวิธีการอย่างไร มาร์คเคยฟังภาษิต ไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ หรือเปล่า

ตั้งแต่ก่อนรัฐประหารอัปยศ 19 กันยายน 2549 มาร์คเรียกร้อง การเล่นการเมืองนอกสภามาตลอด ทั้ง ๆ ที่มาร์คก็อ้างว่ามาร์คเป็นนักการเมือง ของสถาบันการเมืองเสียด้วย มาร์คพร้อมที่จะเป็นนายกฯ โดยไม่ต้องผ่านการเลือกตั้ง มาร์คหวัง ม. 7 มาร์คหวังทำลายคู่แข่งทางการเมืองโดยไม่ดูว่าบ้านนี้เมืองนี้มันจะพังลงไปอย่างไรจากการร่วมมือช่วยกันเผาบ้าน ช่วยฉีกรัฐธรรมนูญฉบับที่มาจากประชาชนโดยอำนาจของเผด็จการกองทัพ เพียงมาร์คแค่หวังว่า กองทัพจะช่วยเป่าตูดให้มาร์ค เป็นนายกรัฐมาตรีคนต่อไปได้ ผ่านกลไกที่วางหมากไว้ตามทฤษฏีสมคบคิด

แล้วเป็นงัยประชาชนส่วนมากพร้อมใจกัน Just say no จนต้องไปเป็นนายกเงา อยู่ทุกวันนี้ยังเจือกไม่รู้สำนึกอีกหรือ มาปีนี้มาร์คคงคิดเอาหละว๊ะ ขออีกสักที ด้วยวิธีการเดิม ๆ คือเล่นการเมืองนอกทำเนียบเหมือนเดิมเปี๊ยบบบบ ไม่เข้าสภา ส่งเสริมสนับสนุน ทั้งทางตรงทางอ้อม ให้มีการปิดถนน ยึดสถานที่ราชการ ยึดทำเนียบ ไปจนถึงยึดรัฐสภา มาร์คคิดว่าประชาชนโง่เหรอ มาร์คคิดว่าประชาฃนคนส่วนใหญ่ทั้งประเทศกินหญ้าเป็นอาหารหรือว๊ะ เห็นอะไรมั้ยมาร์ค สีแดงเถือกเลย ทั้งธันเดอร์โดม และที่สนามหลวง ที่สำคัญช่วงนี้สีแดงมันยิ่งเพิ่มจำนวนมากมายมหาศาล จนอาจทำให้มาร์คเดทห่าทางการเมืองเอาง่าย ๆ ก็ได้นะ

อย่ามาใช้วาจาทนายความต่อว่าต่อขานญาติวีรชนนะมาร์ค อย่าแม้แต่จะคิดว่าเธอโดนใครจ้างมา เพราะความรู้สึกของคนไทยส่วนใหญ่ทั้งประเทศ ก็ไม่ได้ต่างกับญาติวีรชนคนนั้นหรอกมาร์ค แต่พวกเขาหรือเธอเหล่านั้นไม่ได้พูดผ่านสื่อออกมา การที่มาร์คคิดจะร่วมมือกับอนาธิปไตยนอกระบบในทำเนียบ กดกบาลประชาชนไว้ใต้อุ้งตีน คิดผิดแล้วมาร์ค กลับไปคิดใหม่ ทบทวนพฤติกรรมตนเองและลิ่วล้อ ว่าเคยทำร้ายระบบประชาธิปไตยไว้อย่างไร ถ้าไม่รู้จักวิธีชนะใจประชาชนมาร์คก็ควรลาออกจากการเป็นนักการเมืองได้แล้ว ไม่มีประเทศประชาธิปไตยประเทศไหนหรอกมาร์คที่ผู้นำประเทศจะบอกกับประชาชนว่า ผมพร้อมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ผมไม่พร้อมที่จะเลือกตั้ง

วันนี้อารยะแห่งการตอบโต้อย่างรุนแรง มันเริ่มแผ่ซ่าน ไปทั่วประเทศแล้ว ทั้ง ๆ ที่ผมไม่เห็นด้วยกับการจะไปกระทำการเลียนแบบต่อพฤติกรรม สถุล ต้ำช้า สามานย์ ของพวกที่เรียกตัวเองว่าพันธมิตรเพื่อประชาชน เพื่อประชาธิปไตย แต่เสือกเรียกร้องให้ทหารมายึดอำนาจ ตลอดเวลา หนำซ้ำ พอเขาไม่ยึดอำนาจก็เอาเขาไปด่าสาดเสียเทเสีย (ฮา) ประชาธิปไตยบ้านพ่อเมิงอะสิ..เรียกให้ทหารมายึดอำนาจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

มันยากที่จะหยุดสิ่งเหล่านี้แล้วมาร์ค มาร์คต้องพึงสำเหนียก และสำนึกไว้เลยว่า สิ่งทีมันเกิดขึ้นในสังคมขณะนี้ มาร์คและพรรคการเมืองของมาร์คมีส่วนอย่างยิ่งที่ได้ร่วมกันในครั้งนี้ กรรมเล็ก ๆ ที่ตามสนองมาร์ค คงมาอีกหลายยกแน่ ๆ แต่เอาเถอะหวังว่าครั้งหน้า ตีนตบ ที่เขาทำขายกันคงผลิตออกมาได้ทันการ มาร์คจะได้แคล้วคลาดจากตีนตบของจริงนี้ เดี๋ยวหน้าเป็นปื้น แล้วอีแม่ยกที่คอยดันตูดทั้งหลายจะร้องไห้เอา

จาก thaifreenews

ยุทธศาสตร์, ยุทธวิธี, ยุทธการ

คงจะยากเสียแล้วครับที่จะหาความเป็นกลางของใครสักคนในประเทศนี้ ความสมานฉันท์คงจะจบสิ้นลงไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 7 ตุลาคม เป็นต้นมา และยิ่งไม่มีทางสมานฉันท์อย่างแน่นอนเมื่อพิธีพระราชทานเพลิงศพผ่านพ้นไป ในที่สุดการสูญเสียชีวิตของคนไทยที่มีเลือดสีเดียวกัน

เกิดบนผืนแผ่นดินเดียวกันก็ได้เกิดขึ้นแล้วจริงๆ เป็นสิ่งที่น่าสลดหดหู่ใจอย่างยิ่งสำหรับผู้เฝ้าดูและติดตามสถานการณ์ทางการเมืองและความเป็นไปของประเทศเป็นอย่างยิ่ง เวลานี้ประเทศไทยคงมาถึงทางแยกที่มีทางเดินอยู่ 2 ทางเสียแล้วนั่นก็คือ ทางหนึ่งเดินมุ่งหน้าไปสู่หนทางที่จะให้ประเทศมีการปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแห่งรัฐ..... และหนทางที่สองเดินมุ่งหน้าไปสู่หนทางที่จะนำพาประเทศไปสู่การปกครองแบบเผด็จการอมาตยาธิปไตยโดยอำนาจสูงสุดอยู่กับคนเพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น

ต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าประชาชนไทยส่วนใหญ่ของประเทศ ต้องการให้ประเทศนี้เลือกที่จะเดินไปสู่การปกครองโดยระบอบประชาธิปไตย แต่ในขณะที่คนจำนวนน้อยแต่เสียงดังของประเทศนี้ต้องการให้ประเทศไทยเดินไปสู่การปกครองแบบเผด็จการอมาตยาธิปไตย ประชาชนไทยแบ่งข้างกันเรียบร้อยไม่มีใครยอมใคร แต่ละฝ่ายต่างก็มีกองกำลังแนวร่วมของแนวทางที่ตนเองศรัทธา เมื่อถึงจุดนี้อะไรจะเกิดก็คงจะต้องยอมให้เป็นไปเสียแล้ว คงจะห้ามไม่ได้อีก เอาล่ะเมื่อถึงเวลาต้องสู้ก็จำเป็นต้องสู้ ดังนั้นก่อนที่จะเข้าสู่สนามรบเพื่อการต่อสู้ การกำหนดยุทธศาสตร์ในการต่อสู้จึงเป็นสิ่งสำคัญมาก

ยุทธศาสตร์ในการต่อสู้ครั้งนี้ สำหรับประชาชนทั่วไปก็คือ "ต่อสู้ให้ได้มาเพื่อการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจสูงสุดมาจากปวงชนชาวไทยทั้งมวล" เพราะยุทธศาสตร์นี้เป็นเพียงยุทธศาสตร์เดียวเท่านั้นที่จะทำให้ประเทศชาติกลับมาสู่ความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง ด้วยเหตุนี้ประชาชนผู้ยึดมั่นในความเป็นอิสระทางความคิด และศรัทธาในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตย จึงต้องยึดเอาไว้ให้มั่น และถือเป็น ธงชัย แห่งความคิด และนำไปในทุกที่ และทุกทางที่จะดำเนินไปท่ามกลางการต่อสู้นี้ ดังนั้นถ้ามีใครถามว่า ท่านดำเนินการต่อสู้ไปในครั้งนี้เพื่อสิ่งใด คำตอบที่ทุก ๆ ท่านจะต้องตอบเป็นคำเดียวกัน และเหมือนกันก็คือ สู้เพื่อนำประชาธิปไตยมาสู่ประเทศไทย

เมื่อท่านได้กำหนดยุทธศาสตร์แล้ว จำเป็นจะต้องกำหนดยุทธวิธีที่จะใช้ในการสู่การต่อสู้ในการรบในครั้งนี้ โดยการกำหนดยุทธวิธีนั้นจำเป็นต้องมีการประเมินว่าฝ่ายเรามีกำลังเท่าใด และฝ่ายเขามีกำลังเท่าใดจึงจะสามารถกำหนดยุทธวิธีได้ เรียกว่าต้องรู้เขารู้เราจึงจะ รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง

กำลังในครั้งนี้ฝ่ายอมาตย์มีกำลังที่ได้เปรียบอย่างมาก เพราะได้ครอบคลุมไปเกือบทุกองคาพยพของประเทศมาอย่างยาวนาน จึงเห็นภาพที่เหมือนกับว่ากองกำลังฝ่ายอมาตย์มีอยู่ในทุก ๆ ที่ และแสดงออกมาในทุกภาคส่วน ทั้งด้านประชาชน, นักวิชาการ, สื่อสารมวลชนหลัก, กองทัพ, และความเคารพศรัทธาอีกด้วย เรียกว่าครบเครื่อง

ไม่มีทางเลยที่จะเอาชนะได้ด้วยยุทธวิธีการรบอย่างปกติธรรมดา เพราะนั่นหมายถึงการเข้าไปโจมตีในจุดแข็งแกร่งที่สุดของฝ่ายอมาตย์ แต่ในขณะเดียวกันฝ่ายอมาตย์ก็มีจุดอ่อนคือ มวลชนของฝ่ายอมาตย์มีน้อยกว่ามาก และขาดการสนับสนุนหรือการยอมรับจากนานาชาติ อีกทั้งเวลาที่เหลืออยู่อย่างจำกัด.........

ทีนี้มาดูกำลังของฝ่ายประชาธิปไตยบ้าง สิ่งที่ฝ่ายประชาธิปไตยได้เปรียบก็คือ เป็นฝ่ายครองอำนาจรัฐ, มีกำลังมวลชนที่สนับสนุนมหาศาลทั้งในประเทศและต่างประเทศ, มีแรงหนุนมากมายจากนานาชาติในทุกสังคมโลกในทางการทูต, มีการสื่อสารรอง (อินเตอร์เน็ต) ที่ได้เปรียบ, ขณะเดียวกันก็ได้รับการช่วยเหลือและสนับสนุนช่วยเหลือในทางลับต่าง ๆ เท่าที่จะสามารถทำได้จากผู้ที่อยู่ต่างประเทศ, มีเวลาที่สามารถทอดยาวได้อย่างไม่จำกัด........ฯลฯ

แต่ขณะเดียวกันก็มีจุดด้อยคือการขาดความเป็นเอกภาพในด้านการบริหารจัดการมวลชน ขาดศูนย์กลางการนำที่ชัดเจนเพื่อนำไปสู่ยุทธศาสตร์หลัก หรือเป้าหมายที่จะเป็นชัยชนะ เพราะมีองค์กรนำมากเกินไปและยังไม่ได้รวมกันเป็นหนึ่งเดียว แม้จะมียุทธศาสตร์เหมือนกันแต่ก็ยังไม่ได้รับการกำหนดยุทธวิธีให้สอดคล้องกันในแต่ละสถานการณ์ของการสู้รบ จึงทำให้ไม่สามารถดำรงความได้เปรียบได้.......

ผมไม่ใช่นักการทหาร แต่ผมเชื่อว่าในขณะที่กองกำลังของเรายังไม่พร้อม หรืออ่อนด้อยกว่าขณะนี้และจะต้องเข้าสู้รบกับศัตรูที่แข็งแกร่งกว่า จึงจำเป็นต้องกำหนดยุทธวิธีที่ไม่เข้าปะทะตรงๆ แต่ต้องทำเป็นลักษณะต่อสู้ทางใต้ดิน หรือในทางลับมากกว่าแบบ ลับ, ลวง, พราง เพื่อมิให้อีกฝ่ายหนึ่งจับทิศทางในการดำเนินกิจกรรมได้ ขณะเดียวกัน ต้องพยายามหลีกเลี่ยงอย่างยิ่ง ที่จะไม่นำตัวเองเข้าไปต่อสู้ ในสนามที่ฝ่ายอมาตย์กำหนดไว้ เพราะจะเป็นพื้นที่ที่เขาได้เปรียบ เช่น เข้าสู่การพิจารณาอรรถคดีทางศาล, การปะทะด้วยกองกำลังติดอาวุธก่อนถึงเวลา......... ฯลฯ

ด้วยเหตุนี้สำหรับประชาชนผู้เฝ้าติดตามสถานการณ์ด้วยความสนใจนี้ จำเป็นจะต้องรู้ว่า ยุทธวิธีใด ที่จะเหมาะสมกับการต่อสู้ในสถานการณ์ใด เพื่อให้เกิดความได้เปรียบ การใช้ความห้าวหาญแต่เพียงอย่างเดียวในการเข้าปะทะ โดยมีแรงกระตุ้นที่มาจากสื่อหลักของฝ่ายอมาตย์นั้น ยังไม่เป็นยุทธการที่ถูกต้อง เพราะรังแต่จะทำให้เกิดการเสียเปรียบในทางยุทธวิธี ที่จะนำพาให้ชัยชนะไปสู่ยุทธศาสตร์หลักจะต้องทอดยาวออกไป........

ดังนั้นยุทธวิธีในการแสดงพลังมวลชนเพื่อข่มขวัญ และกดดันฝ่ายอมาตย์ นั้นจึงเป็นการสร้างยุทธการที่ถูกต้อง เพราะมวลชนของเรามีมากกว่า ซึ่งนั่นคือข้อได้เปรียบ และด้วยอำนาจรัฐที่ยังอยู่ในมือของฝ่าย ประชาธิปไตย ไม่ว่าจะบังคับใช้กฎหมายได้มากน้อยเพียงใดก็ตาม แต่ก็จะต้องครอบครองอำนาจรัฐนั้นเอาไว้ให้ได้ ไม่ปล่อยให้หลุดมือไปเป็นอันขาด เพราะนั่นเป็นความชอบธรรมในการดำเนินยุทธการ, ตามยุทธวิธีที่ตั้งเอาไว้

ดังนั้นทุกยุทธการในการต่อสู้ต่อไปนี้ ขอให้พี่น้องประชาธิปไตยทั้งหลายพึงระลึกถึงด้วยว่า ท่านจะต้องต่อสู้ในแต่ละยุทธการเพื่อนำไปสู่ความได้เปรียบในเชิงยุทธวิธี และในที่สุดจึงจะทำให้ชนะในยุทธศาสตร์หลักได้ แม้บางยุทธการอาจจะดูเหมือนพ่ายแพ้, ถอยร่น, ถูกตีแตก, แต่ตราบใดก็ตามในยุทธการนั้นนำไปสู่ความได้เปรียบในยุทธวิธีที่ฝ่ายเราตั้งเอาไว้ (เช่นเป็นการใช้กฎหมายตามอำนาจรัฐที่ถูกต้อง, สามารถกระจายข่าวไปตามสื่ออินเตอร์เน็ตได้รวดเร็ว, สามารถทำให้คนทั่วโลกได้เข้ามามีส่วนในการเห็นถึงความเลวร้ายของเผด็จการอมาตย์....ฯลฯ) รับรองว่า ประชาธิปไตยไม่มีวันแพ้

สงครามครั้งนี้ใหญ่หลวงนักครับ ไม่มีทางที่คนไทยคนใดจะหลีกเลี่ยงได้พ้น ไม่ว่าท่านจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ท่านจะชอบหรือไม่ชอบ ท่านจะต้องการหรือไม่ก็ตาม ท่านได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกระแสสงครามทางความคิดของประเทศไทยในครั้งนี้เรียบร้อยแล้ว ถ้าการที่ท่านนิ่งเงียบไม่ได้แสดงสิ่งใดออกมาต่อวิกฤตการณ์ในครั้งนี้

ก็เท่ากับท่านเลือกข้างแล้ว (ไม่ว่าต้องการหรือไม่) คือเลือกข้างที่จะไม่ต่อต้าน หรือยอมรับว่าเผด็จการอมาตยาธิปไตย ที่กำลังทำลายชาติอยู่ในขณะนี้เป็นสิ่งที่สมควร และเป็นสิ่งที่ทำได้อย่างชอบธรรม และเท่ากับว่าท่านได้เลือกว่าท่านต้องการให้ประเทศไทยในอนาคต (ซึ่งหมายถึงลูกหลานของท่านด้วย) ถูกปกครองโดยระบอบเผด็จการอมาตยาธิปไตยที่ให้อำนาจกับคนเพียงกลุ่มเดียวที่สามารถกำหนดชะตาชีวิตของท่านและลูกหลานท่านได้ เพราะมันจะเป็นไปอย่างนั้น.......

และวันนี้ถึงเวลาแล้วที่ท่านจะต้องเลือกเดินไปบนทาง 2 แพร่งนี้เท่านั้น ไม่มีทางเลือกอื่น ไม่ว่าท่านจะชอบหรือไม่ ท่านก็ต้องเลือกเดิน และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านจะเลือกไม่ผิด เพราะอีก 10 ปี 20 ปีข้างหน้า ท่านจะต้องเป็นผู้ตอบคำถามที่เกิดขึ้นในวันนี้ แก่ลูกหลานของท่านเองว่า ในวันนี้ท่านเลือกอะไร.???

ปูนนก

จาก thaifreenews

Tuesday, October 14, 2008

รัฐประหาร 2008 พรุ่งนี้ยึดอำนาจได้สำเร็จ และวันรืนจะทำยังไงต่อ จะบริหารประเทศยังไง

บทความโดย...ลูกชาวนาไทย

ตอนนี้มีข่าวการทำรัฐประหารหนาหูเหลือเกิน จนประชาชนสับสนไขว้เขวไปหมดแล้ว ยิ่งวันนี้มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ผมเกิดมาไม่เคยเห็นด้วยแล้ว ข่าวเรื่องการทำรัฐประหารก็ยิ่งหนาหูจนหูแทบแตก

โดยส่วนตัวผมเองเชื่อว่า หากนายทหารใหญ่บางคน โง่พอที่จะทำรัฐประหารตามใจคนบางคน ก็คงทำได้สำเร็จ โดยไม่ยากนัก แต่เมื่อยึดอำนาจได้แล้ว วันต่อไปจะทำยังไงต่อ วันยึดอำนาจนั้นมันง่าย หลังจากนั้นมันเป็นเรื่องยาก

ท่ามกลางมวลชนที่ปลุกระดมได้ที่แล้วทั้งสองฝ่าย ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ผันผวน และท่ามกลาง การจ้องบอยคอตของต่างประเทศทั้งหลาย ที่ส่งสัญญาณออกมาแล้วอย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา หรือสหภาพยุโรป แม้แต่กลุ่มอาเซียนเองปีกลายนี้ ยุครัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลลานนท์ ก็มีการแถลงการณ์ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ไม่ชอบธรรม นอกระบอบประชาธิปไตย

การทำรัฐประหารครั้งนี้ หากมันเกิดขึ้น คือ การทำรัฐประหารรัฐบาลจากการเลือกตั้ง ครั้งที่สองในรอบสองปี ท่ามกลางการตัดสินของทุกคนที่มีสติ และไม่ใช่พันธมิตร (และไม่ใช่พวกทักษิณด้วย) ว่าการทำรัฐประหารไม่สามารถแก้ปัญหาประเทศได้ และบทเรียนมีมากมายเกินกว่าจะสรุปเป็นอย่างอื่นแล้ว



เมื่อทำรัฐประหาร ผมไม่เชื่อว่าจะมีรัฐบาลประเทศใดรับรองรัฐบาลที่มาจากรัฐประหาร หรือรับรองการทำรัฐประหาร และอาจมีรัฐบาล “ที่มีท่าทีัรุนแรงอย่างนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย" ประกาศคว่ำบาตรทันที และเชื่อว่าสหภาำพยุโรปและสหรัฐอเมริกาจะตามมา และทั่วโลกก็จะทำตามในไม่ช้า เพราะมีการส่งสัญญาณอย่างรุนแรงไว้ล่วงหน้าแล้ว

เพราะการปล่อยเอาไว้ ปล่อยให้การทำรัฐประหารในศตวรรษใหม่ เกิดขึ้นได้อย่างง่ายดายเหมือนครั้งที่แล้ว ก็จะกลายเป็นเยี่ยงอย่างที่ไม่ดีในประเทศประชาธิปไตยแุุถบเอเซียที่จะสวิงไปทางเผด็จการอำนาจนิยมทันที ระเบียบโลกก็จะถูกทำลาย หากมีการทำรัฐประหารได้สำเร็จโดยที่ทั่วโลกไม่จัดการให้เด็ดขาด

มาตรการขั้นแรกคือ การแซงชั่นทางเศรษฐกิจ การยุติธุรกรรมทางการเงินทุกชนิดกับประเทศไทย อาจมีการ Freeze เงินของประเทศไทยในต่างประเทศทันที

เมื่อเป็นอย่างนี้ การสั่งสินค้าเข้า ก็ไม่มีทางทำได้ น้ำมันจะไม่สามารถสั่งเข้าได้ ราคาน้ำมันในประเทศจะพุ่งขึ้นเกิน 100 บาท/ลิตร เมื่อนั้นความวุ่นวายทางสังคมจะตามมาทันที ความแตกตื่น โกลาหลก็จะตามมา และผมไม่เชื่อว่าจะมีใครสามารถทำให้เหตุการณ์สงบลงได้

ไม่ว่าจะอธิบายอย่างไร คณะรัฐประหารไม่มีทางควบคุมความโกลาหลได้อย่างแน่นอน

และผมไม่เชื่อว่าจะมีประเทศไหน "ยอมรับฟังคำโกหกของคณะรัฐประหาร" อีกอย่างแน่นอน ผมเชื่อว่า ประเทศต่างๆ ทั่วโลกเข้าใจ กลเกมอำนาจในประเทศไทยค่อนข้างดีแล้ว การเล่นละครตบตา จึงไม่มีทางทำได้อีกต่อไป

ประเทศไทย ไม่ีมีภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจเพียงพอที่จะสามารถต้านทานการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจได้ ระบบเศรษฐกิจไทย ต้องพึ่งพาการส่งออกกว่า
50% ของจีดีพี

คนไทยใน พ.ศ.นี้ ไม่เหมือน พ.ศ. 2500 ที่สามารถกลับไปทำนาได้อีก เมื่อไม่มีงานทำในเมืองหลวง หรือระบบเศรษฐกิจล้มลง

เมื่อโดมิโนตัวแรกล้ม ตัวอื่นๆ ก็จะตามมาทันที มวลชนที่ปลุกระดมและเกลียดชังรัฐประหารที่มีการจัดตั้งกันต่างๆ สามปีกว่ามาแล้ว ไม่จำเป็นต้องจุดมากนัก ก็จะเคลื่อนไหวขึ้นต่อต้านทันที

ผมว่าสภาพแบบนี้ กองทัพก็ไม่อาจควบคุมได้



ผมอยากให้ "ทำรัฐประหารตามความต้องการของ คนบางคนที่สิ้่นคิดสักทีครับ”

ทุกอย่างจะได้จบภายในเวลาไม่นานนัก ผมไม่ชอบความอึ้มครึมครับ

บางคนอาจคิดว่าทหารที่ทำรัฐประหารคงไม่คิดมาก ซึ่งผมก็เชื่อว่า คนที่ “สั่งให้ทำรัฐประหาร” คงไม่ได้คิดอะไรมากมาย คงไม่แคร์ผลกระทบที่ตามมา เพราะตัวเองไม่เดือดร้อน ได้แต่ "คิดแค่ต้องการรักษาสถานะัของตัวเอง” เท่านั้น โดยไม่คิดถึงคนอื่นๆ

แต่ผมเชื่อว่า คนที่เป็นหนังหน้าไฟคือ ผบ.ทบ. คือ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา คงคิดมาก ไม่อย่างนั้น "ก็คงทำรัฐประหารตามคำสั่งไปนานแล้ว" ไม่ดื้อด้านอยู่อย่างนี้ และผลร้ายทั้งหมดที่เกิดขึ้น คนที่รับไปเต็มๆ คือ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ไม่ใช่ มาสเตอร์มายด์ ที่อยู่เบื้องหลัง ทั้งหลายแหล่ครับ แต่เป็นอนุพงษ์ รับไปเต็มๆ คนเดียว ผู้มีบารมีทั้งหลายไม่ได้รับผิดด้วย รอรับชอบอยู่อย่างเดียว

ขานั้นหรือคนอื่นๆ มีแต่ได้กับได้ หากทำรัฐประหาร แต่อนุพงษ์ คือเหยื่อสังเวยคนเดียว

เอาชีวิตทั้งชีวิต สังเวยให้คนอื่นๆ ผมเชื่อว่าอนุพงษ์ไม่พร้อมขนาดนั้น จึงไม่สั่งการเคลื่อนกำลังสักที

หากใครอยากทำรัฐประหารคงต้อง ลงมือสั่งการเองกระมังครับ แต่สั่งผ่านอนุพงษ์คงไม่ได้ ไม่อย่างนั้น อนุพงษ์ ดำเนินการไปแล้ว

ผมคิดว่า "อนุพงษ์คิดมาก และมากกว่าคนอื่น จึงไม่เริ่มลงมือเสียที

เมื่ออนุพงษ์ไม่สั่งการ ก็ไม่มีใครกล้าลงมือขยับ เพราะคนอื่นไม่เสีย เหมือนอนุพงษ์

เกมนี้ทั้งเกม อนุพงษ์ จะต้องสังเวย ชีวิตคนเดียว


ผมเขียนบทความชิ้นนี้ขึ้นมาตอนตีหนึ่งของวันที่ 13 ตุลาคม 51 วันสุกดิบที่มีข่าวการทำรัฐประหารหนาหูเหลือเกิน ผมไม่ต้องการเตือนสติใคร คิดว่าทุกคนต่างก็มีปัญญาของตนเองอยู่แล้ว พอที่จะคาดการณ์ผลลัพท์ต่างๆ ได้ไม่ยาก มันไม่ซับซ้อนอะไร

อะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิด ผมไม่แคร์แล้วทั้งสิ้น

ผมเชื่ออยู่อย่างหนึ่งว่า ฝ่ายประชาธิปไตยไม่มีวันแพ้ และนี่คือ ศตวรรษที่ 21

นิยายเทพปกรณัม ไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์อีกต่อไปแล้ว

วันนี้มีคนทำลายศรัทธาของตนเองที่สร้างสมมานาน จนผมไม่เชื่อตาตนเองว่า เขากล้ากันขนาดนั้น

จาก thaifreenews


Monday, October 13, 2008

นปช.จี้รัฐบาลรวบ‘9กบฏพันธมาร’คุมเข้มเวทีหวั่นมือที่3ก่อเหตุ


ชุดแดงพรึ่บท้องสนามหลวง นปช.ลั่นแถลงการณ์ฉบับ 1 จี้รัฐบาลทบทวนหมายจับ 9 กบฏพันธมาร จวก “ม็อบถ่อย” บุกยึดทำเนียบฯ สร้างความแตกแยกในหมู่คนไทยด้วยกันเอง ด้านนักรบพระเจ้าตากคุมเข้ม! หวั่นมือที่ 3 ก่อเหตุ

ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ซึ่งขณะนี้เริ่มมีประชาชนนับพันคนทยอยเดินทางเข้าร่วมชุมนุมแล้ว โดยส่วนใหญ่แต่งกายด้วยชุดสีแดง ขณะเดียวกัน นปช.ได้ปราศรัยโจมตีการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่ทำเนียบรัฐบาล เพราะได้สร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นระหว่างคนในชาติ

พร้อมกับอ่านแถลงการณ์ ฉบับที่ 1 โดยขอให้รัฐบาลทบทวนข้อหากบฏต่อ 9 แกนนำพันธมิตรฯอีกครั้ง นอกจากนี้ยังมีการเปิดจุดลงทะเบียนรับบริจาคเพื่อสนับสนุนการชุมนุมด้วย ส่วนด้านการรักษาความปลอดภัย กลุ่มอาสาสมัครที่ใช้ชื่อว่า “นักรบพระเจ้าตาก” จะเดินตรวจตราในพื้นที่ชุมนุมเป็นระยะๆ เพราะอาจมีมือที่ 3 เข้ามาสร้างสถานการณ์ ปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวายในสถานที่ชุมนุม