คอลัมน์ : ละครชีวิต ลวดหนาม
คอการเมือง ขณะนี้หลายคนอยู่ในสภาพ “อึดอัด” เหมือนโดนเอาผ้าอุดปากไว้ ...ไม่ให้พูด ...ไม่ให้วิจารณ์
ก็ไม่เป็นไรครับ ...เปลี่ยนไปวิจารณ์เรื่องอื่นๆ ก็ได้ เพราะยังมีอีกหลายเรื่องให้วิพากษ์วิจารณ์ตามประสาของคนชอบติดตามข่าวการเมือง
กรณี นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ออกมาระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเป็นคนเดียวที่จะคลี่คลายปัญหาได้
ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่นายอานันท์จะออกมาให้สัมภาษณ์ในทำนองนี้ และไม่น่าเชื่อว่าคนที่มี “ต้นทุนทางสังคมสูง” แบบนายอานันท์จะมีสติปัญญาคิดได้เพียงแค่นี้
ผมนั่งดูโทรทัศน์ตอนที่นายอานันท์ให้สัมภาษณ์นักข่าวในประเด็นนี้แล้วรู้สึกว่าคนคนนี้ไม่มีความจริงใจต่อประเทศชาติบ้านเมืองเลยแม้แต่นิดเดียว
นายอานันท์ ไม่มีแม้แต่ “ความเมตตา” ที่จะสงสารประชาชน คนยาก คนจน
นายอานันท์ เคยมองลงมา “ข้างล่าง” บ้างหรือไม่ว่า ยังมีชาวบ้านที่ยากจนอีกจำนวนมหาศาล ที่ต้องการความช่วยเหลือจากรัฐบาลที่เอาใจใส่พวกเขาเหล่านั้นอย่างจริงจัง
นายอานันท์ คงหวังเพียงแค่ให้ตนเองได้รับการ “นับหน้าถือตา” ในวงสังคม และได้รับการเอ็นดูจากผู้หลักผู้ใหญ่เพียงเท่านั้น
ชาวบ้านเขาฝากบอกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่ตัวปัญหา แต่ตัวปัญหาคือพวกคุณนั่นแหละ
พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี ที่มาจากการเลือกตั้ง ตามระบอบประชาธิปไตย
พ.ต.ท.ทักษิณ มีความจริงใจต่อประชาชน อยากให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และอยากให้ประชาชนฉลาดมากขึ้น
พ.ต.ท.ทักษิณ ยื่นมือลงไปดึงคนจนให้ออกมาจากวังวนเดิมๆ ดำเนินนโยบายดีๆ มากมายเช่น ทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากภาระหนี้สิน IMF ที่ใครก็ไม่รู้ไปกู้มา
ประเทศไทยประกาศสงครามกับยาบ้า ทําให้ไม่มีข่าวคนคลุ้มคลั่งเพราะยาบ้าเลย และทำให้เศรษฐกิจไทยเจริญก้าวหน้า ค่าเงินบาทเข้มแข็ง
พ.ต.ท.ทักษิณริเริ่ม โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค เปิดโอกาสให้คนจนได้มีสิทธิในการรักษาพยาบาล รวมทั้งโครงการ 1 ตําบล 1 ผลิตภัณฑ์ สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน และอื่นๆ อีกมากมาย ตลอดระยะเวลา 5 ปี
สิ่งต่างๆ เหล่านี้บ่งบอกได้ดีว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ใช่ตัวปัญหา
แต่ปัญหาความวุ่นวายทั้งหมดเกิดจาก “เผด็จการ” ที่ไม่ยอมรับเสียงส่วนใหญ่ของ ประชาชน
พวกเผด็จการ ต้องการกำจัด พ.ต.ท.ทักษิณ ให้ออกไปจากการเมืองไทย ทั้งๆ ที่มีคนนิยมชมชอบอย่างมหาศาล
ใครก็ตามที่คิดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ คือตัวปัญหา โปรดตักน้ำใส่กะโหลก ชะโงกดูเงาตัวเองไว้ด้วย ! 
เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ
Thursday, October 16, 2008
ใครกันแน่...คือตัวปัญหา?
"โจร" จับ "ตำรวจ"
คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง
** สวัสดีท่านผู้อ่านหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน ฉบับนี้พบกันเป็นฉบับที่ 262 วันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม 2551 พบกันอีกครั้งกับ “แทง แทนไท” ยังยืนหยัดต่อสู้ทุกลมหายใจ ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่ร้อนระอุ ท่ามกลางสถานการณ์สุดพิลึกกึกกือ !!! เกิดจากท้องพ่อท้องแม่ก็เพิ่งจะเห็นกันในครานี้ “โจร จะจับ ตำรวจ”!!! ตำรวจ...ที่ปฏิบัติหน้าที่พิทักษ์สันติราษฎร์จะต้องกลับกลายเป็นผู้ต้องหาเพราะไปปราบโจร !!! เอวัง...จึงมีด้วยประการฉะนี้
** สถานการณ์บ้านเมืองในความยากลำบากสำหรับ “คนมีสี” ไม่ว่าจะเป็น “สีกากี – สีเขียว – สีฟ้า – สีคราม” ต่างหมดขวัญและกำลังใจ ไปตามๆ กัน เพราะไปที่ไหนเจอ “มือตบ” ไล่ทุบรถ พร้อมตะโกน เรียกร้องให้ออกมาแสดงจุดยืนให้มาอยู่เคียงข้างการกระทำที่ผิดกฎหมาย!!! ...บรึ๊ยส์... แทง แทนไท เห็นภาพข่าวแล้วติดตา ตรึงใจ ไม่รู้จะว่าอย่างไร เกียรติภูมิ ศักดิ์ศรี คนในเครื่องแบบ วันนี้จึง ดูเอวังและวังเวงยิ่งนัก
** ได้แต่เฝ้าขอร้องและร้องขอจากใจจริง พวกท่านจะตัดสินใจอะไรกันอย่างไร ขอให้คำนึงถึงแนวทางการพัฒนาบ้านเมืองด้วย “ประชาธิปไตย” เท่านั้น อย่าใช้วิธีการ ปฏิวัติ รัฐประหาร ซึ่งจะไม่ส่งผลดีกับบ้านเมือง ย้ำชัดๆ อีกครั้งว่า ต่างชาติเขาจะไม่เชื่อมั่น เขาจะลดระดับความสัมพันธ์ของไทยไปเท่าพม่า!!! เมื่อถึงวันนั้น ไม่ว่าจะเป็นระดับใด สูง ต่ำ ดำ ขาว พวกท่านจะได้รับผลกระทบกันทั่วหน้า
** ที่ต้องเขียนอย่างนี้ไม่ใช่การตีกันหรืออะไรทั้งสิ้น!!! แต่ต้องการ ทางออกที่ดี ให้กับชาติบ้านเมือง เพราะข่าวที่ แทง แทนไท ได้รับมานั้นคือ จะมีการทำปฏิวัติรัฐประหารในเร็ววันนี้ !!! หาก นายทหารในราชการ ไม่กล้าดำเนินการ ก็จะให้ นายทหารนอกราชการ เป็นคนดำเนินการ เรื่องนี้เขาร่ำลือกันให้แซดในกองทัพว่า งานนี้ บิ๊กๆ ระดับ 5 เสือ ทบ. ต้องเปิด “ไฟเขียว” เพราะมีแรงกดดันอย่างหนัก ไม่อย่างนั้นจะต้อง เสียเก้าอี้ เสียตำแหน่ง และอาจจะเอากันถึง...เสียชีวิต...กันเลยทีเดียว ขนาด คาร์บอมบ์ !!! ของจ่ายักษ์ ยังทำมาแล้ว ... ดูเป็นตัวอย่างเอาไว้
** มวลชนผู้รักชาติและประชาธิปไตย เมื่อรู้ดังนี้แล้ว จะกลัวหรือไม่กลัว ไม่ทราบได้ กี่ร้อยกี่พันศพในการเรียกร้องให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย เขาล้วนท่องคาถา “ความกลัวทำให้เสื่อม” การต่อสู้เพื่อปกป้องประชาธิปไตย หลีกหนีไม่พ้นที่อนาคตอันใกล้จะต้องมีการออกมาต่อต้านการปฏิวัติรัฐประหาร สถานการณ์มาถึงวันนี้ วิเคราะห์หน้าไพ่กันแล้ว ...ยากจะหลีกเลี่ยง หนทางแห่งประชาธิปไตยในเมืองไทย ไม่ได้ปูด้วย...กลีบกุหลาบ...อันหอมกรุ่น...อีกต่อไป
** มันน่าเศร้าใจไหม ที่ ตำรวจ ในฐานะที่เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ ไปดำเนินการเพื่อแก้ไขสถานการณ์ ให้มีการประชุมรัฐสภา เพื่อแถลงนโยบายรัฐบาลได้ แต่กำลังถูกต่อว่าต่อขานอย่างหนัก จนขวัญกำลังใจหดหายไปอยู่ตาตุ่ม อย่างนี้ ยุบไปเลยดีไหม กองร้อยปราบจลาจล หรือ ปจ. อะไรนี่ ยิงแก๊สน้ำตา ซึ่งเป็นมาตรการขั้นเบาที่สุดแล้ว ยังโดนรุมกระหน่ำซ้ำเติมแบบนี้ สถานการณ์หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ ใช้ลักษณะการปราบปรามแบบเดียวกัน ไม่เห็นใครต่อใครจะออกมาเดือดร้อนตั้งกรรมการสอบสวนกันแบบนี้เลย...น่าสังเวชแท้...เมืองไทย!!! อับอายขายขี้หน้าเขาไปทั่วโลกไหม
** มาดูเบื้องลึกเบื้องหลังกันดีกว่า!!! ลูกยิง ลูกขว้าง แก๊สน้ำตา เจ้าปัญหานี้ จัดซื้อจัดจ้างกันมาปี 2538 ในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ที่ นายหัวชวน ลูกแม่ถ้วน ขายพุงปลาในตลาดเมืองตรัง ประจำการอยู่ ไม่ใช่หรืออย่างไร? ที่ว่าจะเป็นของไร้คุณภาพ หรือ มีอานุภาพที่รุนแรงจนเกินไปนี่นะ น่าแปลกใจไหม !!! รัฐบาลใครจัดซื้อจัดหาเอามาให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กันล่ะ มันต้องสืบเสาะไปถึงต้นตอตรงนั้น ที่สำคัญคือ รัฐบาลไหน? ไปสอบสวนเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ แล้วบอกว่าการปราบปรามฝูงชนให้ใช้แก๊สน้ำตายิงได้ ไม่ใช่รัฐบาล อานันท์ ปันยารชุน ดอกหรืออย่างไร...?
** ท่ามกลางข่าวร้าย ย่อมมีข่าวดี ขบวนการ “ตีนตบ” เริ่มเดินเครื่องทำงาน ประเดิมงานแรกที่ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ที่หลายคนต้องตกตะลึง กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องเพราะ ผู้เข้าร่วมงานไม่พอใจกับการกระทำของ “หล่อเล็ก–หล่อใหญ่” จนหน้าหงาย ที่จงใจช่วยเหลือแต่ฝ่ายตรงข้ามประชาธิปไตย ทั้งที่คนฝ่ายประชาธิปไตยเสียภาษีเหมือนกัน มันเลยต้องโดนให้ขายหน้าประชาชีแบบนี้แหละ ที่จริงยังน้อยไป หาก คนเสื้อแดง ใช้วิธีย้อนศร แบบพวก “ถ่อย-สถุล” ในทำเนียบรัฐบาลบ้าง ไปปิดล้อมศาลาว่าการ กทม. เจอคนพรรคนี้ที่ไหนใช้ “ตีนตบ” ที่นั่น เพื่อเป็นการตอบโต้ แล้วจะรู้สึกอย่างไร
** มาตรการ “ตีนตบ” เพื่อเรียกร้อง “รถสุขา” ไปที่ท้องสนามหลวงได้ผลเกินคาด เพราะตกเย็นวันวาน รถสุขา กทม.มาที่ท้องสนามหลวงกันพึ่บพั่บ 6-7 คัน หลังจาก 1 ปีที่ผ่านมา เวลาคนเสื้อแดงมีชุมนุม ไม่เคยเอามาบริการเลย นี่ไงที่ว่า...มีการเลือกปฏิบัติ ทั้งที่คนเสื้อสีแดง เขาเสียภาษีอากรมาให้ กทม. เหมือนกัน แต่กลับได้รับบริการที่แตกต่างกัน นี่ไง...แทง แทนไท ถึงว่าการเคลื่อนไหวของฝ่ายประชาธิปไตย จะได้อะไรมาสักอย่าง ไม่ใช่จะได้มาง่ายๆ ต้องพร้อมที่จะสละ เลือด เนื้อ ชีวิต เข้าแลกตลอดเวลา
** บรรทัดสุดท้าย อยากให้กำลังใจกับทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นประชาชนคนเดินดินกินข้าวแกง หรือ คนมีสี พวกท่าน“ต๊อแต๊” ได้...แต่อย่า สิ้นหวัง !!! ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจ ตราบนั้น เราจะยังมีความหวังที่จะสามารถเดินหน้า ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ไปได้ “อะไรที่อยู่ไกลเรารุกคืบจะขยับเข้าไปให้ใกล้ อะไรที่อยู่ใกล้เราจะไม่ผลักออกไปให้ไกล” เป็นกำลังใจให้ทุกท่านทุกคนนะ...ขอรับ
ใครกระทำให้สังคมไทยแตกแยก ...???
คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว
ผมเชื่อว่า อารมณ์ความรู้สึกของประชาชนคนไทยในเวลานี้ .... ขณะนี้ กระเจิดกระเจิง จนไม่รู้ว่าต้นสายปลายเหตุมันอยู่ที่ไหน กันแล้ว.... ???
ไม่รู้แม้กระทั่ง อะไรคือถูก .... อะไรคือผิด เพราะทุกอย่าง ผิดฝา ผิดตัว ผิดจากมโนธรรมที่เคยรับรู้ไปแล้วอย่างสิ้นเชิง !!!
แต่ที่แน่ๆ อาการทุกอย่างเริ่มเกิดขึ้นนับแต่ผู้นำกองทัพนำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น
ลุแก่อำนาจ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 โดยใช้กองกำลังยุทโธปกรณ์ทางทหารที่มาจากภาษีของประชาชน เข้าล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ฉีกรัฐธรรมนูญของประชาชนทิ้ง ซึ่งทั้งหมดก็คือ การทำลายระบอบประชาธิปไตย
หลังจากนั้น เผด็จการคณะนายทหารที่เรียกตัวเองว่า คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คปค. ซึ่งต่อมาต้องเปลี่ยนชื่อมาเป็น คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช.
ได้ลากเอากลุ่มพรรคพวกที่ร่วมกันทำลายระบอบประชาธิปไตย ในหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น ข้าราชการเก่า ตุลาการบางท่าน นักวิชาการ เอ็นจีโอ หรือแม้กระทั่งสื่อมวลชน ที่อยู่เบื้องหลังสนับสนุนให้เกิดการยึดอำนาจ เข้ามานั่งบงการ วางกฎเกณฑ์ กติกาใหม่ให้กับสังคมไทย ....
ที่สำคัญ กฎกติกาใหม่นี้ ไม่ว่าจะเป็นประกาศ คปค. ที่ทยอยออกมาบังคับ กดหัวประชาชนผู้รักประชาธิปไตย หรือแม้แต่การตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. จนทำคลอดรัฐธรรมนูญ 2550 ออกมาได้สำเร็จ
แต่ทุกส่วนที่กล่าว ได้กลายเป็นชนวนที่ทำให้ประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศที่ยังคงรักระบอบประชาธิปไตย อึดอัด สงสัย เคียดแค้น เพราะผลของกฎ กติกา ที่ออกมาใช้กดหัวประชาชนนั้น มันคือกฎของเผด็จการหลงยุค ....
ซ้ำร้าย ความไม่พอใจของประชาชน ที่ก่อนหน้านี้ต่างได้แสดงออกมาแล้วจากการชุมนุมของ กลุ่มประชาชนที่เรียกตัวเองว่า แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ต่อการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ได้ถูกกระหน่ำ ซ้ำเติม เข้ามาอีกอย่างเป็นระลอก
ไม่เว้นแม้แต่ หลังการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 ที่พรรคพลังประชาชน ชนะการเลือกตั้ง ฝ่าด่าน เข้ามาเป็นรัฐบาลได้ จากการสนับสนุนของประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศ
เพราะเหล่าอำมาตยาธิปไตย ได้ใช้อำนาจอย่างไม่ชอบธรรม เบี่ยงเบน รังแก ตัวแทนของประชาชน อย่างไม่มียางอาย ....!!!
ประชาชนเริ่มจับต้องได้อย่างแท้จริงว่า อำนาจที่ได้มาอย่างไม่ชอบธรรม อันเป็นมรดก สืบทอดมาจาก คมช. ยังคงดำรงอยู่เพื่อทำลายระบอบประชาธิปไตย !!!
คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.จ้องดำเนินการเอาผิด สมาชิกพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อตัดทอนเสียงสนับสนุน ไม่ให้สามารถจัดตั้งรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศได้
สมาชิกวุฒิสภา ที่มาจากการลากตั้ง 74 คน อันเป็นเชื้อสายพันธุ์เผด็จการ คมช. ที่วางไข่ไว้ เริ่มสำแดงธาตุแท้ให้เห็นว่า แท้จริงแล้ว กลุ่มคนพวกนี้ได้รับปฏิบัติการเป็นทางในมาแล้ว ในการหาเรื่อง จ้องเอาเรื่อง จ้องขุดคุ้ย ชงเรื่อง ในการทำลายพรรครัฐบาล อย่างสุดลิ่ม
ขณะที่ฝ่ายรับลูก ก็คือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ที่ถูก คมช.อุ้มขึ้นไปนั่งแท่น คอยท่าใช้อำนาจที่มีอยู่ทำลายล้างในทันที โดยไม่แยแสต่อความรู้สึกของสังคมโดยส่วนรวม ว่าชอบธรรมหรือไม่
หรือแม้แต่การออกมากระทำการก่อกวนสังคม ก่อกวนการบริหารของรัฐบาล จากกลุ่มพันธมิตรฯพันธมาร ที่เหิมเกริมจนถึงขั้นเข้าข่ายก่อกบฎ แต่กลับได้รับการคุ้มครอง อย่างหน้าตาเฉย จากตัวแทนของ คมช. ที่เข้ามาอยู่ในคราบของตุลาการภิวัตน์
สิ่งเหล่านี้ต่างหาก ที่ส่งผลให้ สังคมไทยแปรปรวน หมิ่นเหม่ต่อการเกิดสงครามกลางเมืองในท้ายสุด ...!!!
เป็นอาการแปรปรวนในอารมณ์ที่ขุ่นมัวของประชาชน ที่ฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน จากการใช้ทั้งกำลังทางทหารกดขี่ประชาชน ต่อเนื่องมาถึง การใช้ตุลาการภิวัตน์ กดหัว ปิดปากประชาชน ด้วยกฎหมายที่ไม่ชอบธรรม
การวินิจฉัย ตัดสินคดีความ ที่ตรงข้ามกับความรู้สึกของประชานส่วนใหญ่ ที่กล่าวได้ว่า ดูจะทำให้จากดำเป็นขาว หรือจากขาวเป็นดำ ได้อย่างหน้าตาเฉย
ไม่ยี่หระ แม้แต่อาจจะต้องถูกสังคมตั้งข้อสงสัยประณามลับหลังว่า กำลังเกิดอะไรขึ้นกับกระบวนการยุติธรรมของไทย
ที่ร่ายยาวมาถึงแค่นี้ จริงๆ แล้ว ไม่สามารถบรรยายอย่างถี่ถ้วนได้ทั้งหมดในอารมณ์คนไทยในขณะนี้ ได้
เพราะบ้างก็ทั้งเจ็บใจ ทั้งแค้น ที่ถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม .... !!!
บ้างก็ต้อง งุนงง สงสัย ในพฤติกรรมของเหล่าผู้คนที่ยกหางตัวเองเป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรม อะไรกันที่ทำให้คนพวกนี้ หน้าหนา หน้าทนได้ถึงเพียงนี้
ทั้งหมดจึงกล่าวได้ว่า เป็นการกระหน่ำซ้ำเติมปัญหาของประเทศให้หนักหนาสาหัสขึ้น จากฝีมือของสมุน คมช. ที่ต้องการคงอำนาจของตัวเองไว้ให้ยาวนานที่สุด ....
เป็นการกระหน่ำซ้ำเติม ที่มีเป้าหมายแน่ชัดของฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ที่ต้องการควบคุมอำนาจในการปกครองประเทศ แทนตัวแทนของประชาชนที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาตามระบอบประชาธิปไตย
ยิ่งได้ฟัง นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เมื่อไม่กี่วันมานี้ โดยกล่าวถึง ความแตกแยกในบ้านเมืองที่เกิดขึ้นนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นคนเดียวที่จะปลดล็อกปัญหาต่างๆ ได้
นายอานันต์ กล่าวว่า “ผมไม่มีอะไรแนะนำ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ ตั้งใจจริงก็จะทำให้การเมืองผ่อนคลายลงได้”
ผมก็อยากจะบอกนายอานันท์ เช่นกันว่า “สิ่งที่พูดออกมานั้น ใช้อะไรคิด ? ใช้อะไรตรอง ? “
เอะอะ อะไร ก็ไปลงที่อดีตนายกฯ ทักษิณ
ทั้งที่ทุกอย่างที่เกิดเป็นความแตกแยกของบ้านเมืองขณะนี้ เกิดขึ้นจากพวกที่นิยมเผด็จการอำมาตยาธิปไตย ที่อยากจะปกครองประชาชน ได้รวมมือกันก่อการปฏิวัติรัฐประหารขึ้นเมื่อ 19 กันยายน 2549
แม้แพ้การเลือกตั้งมาแล้ว ตามกติกาของเผด็จการ ก็ยังไม่ยอมรับ ยังคงกระหน่ำ ฉุดรั้ง เพื่อเอาชนะให้ได้อย่างหน้าด้านๆ นี่ต่างหากที่ทำให้สังคมไทยต้องแตกแยกถึงขั้นนี้ ....
จึงไม่ใช่เรื่องที่อดีตนายกฯทักษิณ ต้องมาปลดล็อก .... แต่เป็นปัญหาร้ายแรงที่ถูกก่อขึ้นจากความกระหายในอำนาจของกลุ่มอำมาตยาธิปไตย ที่กำลังใช้อำนาจ กดหัวประชาชน
จึงเป็นเรื่องระหว่างประชาชนที่ต้องการระบอบประชาธิปไตย กับ สมุนเผด็จการ ที่ต้องการพลิกบ้านเมืองไปสู่ระบอบอำมาตยาธิปไตย
เป็นการต่อสู้ระหว่างประชาธิปไตยกับเผด็จการอำมาตยาธิปไตย โดยแท้ ............
พร ภัทร
แปลกแต่จริง
คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์
ตั้งแต่เข้ามาสู่อาชีพหาข่าวขาย ซึ่งทำมาทั้งชีวิต ไม่เคยมีอาชีพอื่นใดเลย ผมยังคงยึดมั่นกับคำว่า “ข่าวลือ” คือข่าวจริงที่ยังมาไม่ถึง ไม่ว่าเป็นข่าวการบ้านหรือข่าวการเมือง
อย่างข่าวบันเทิง ข่าวลือจะเป็นข่าวจริงที่ยังมาไม่ถึงเกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ พระเอกคนนั้นเตียงหัก นางเอกคนโน้นท้องก่อนแต่ง และทุกข่าวที่เป็นข่าวลือ จะเป็นลูกสูตรที่คนตกเป็นข่าวลือจะต้องออกมาลอยหน้าลอยตาปฏิเสธ ไม่จริ๊ง ไม่จริง
สุดท้ายข่าวลือก็คือข่าวจริงทั้งนั้น
ข่าวการเมืองไม่ต่างจากข่าวบันเทิง นักการเมืองบ้านเราไม่ต่างจากดารา เป็นบุคคลสาธารณะเช่นเดียวกัน บางครั้งบางคราวนักการเมืองทำตัวเหมือนกับการแสดงละคร มีทั้งพระเอก นางเอก ตัวร้ายและนางร้าย ซึ่งต้องแสดงบทอิจฉาตอแหลตั้งแต่ต้นจนจบ
ข่าวลือในแวดวงของนักการเมือง ส่วนใหญ่จะเป็นข่าวความแตกแยกของกลุ่มก๊วนต่างๆ ในพรรคการเมือง และทุกครั้งที่เป็นข่าว ก็จะได้รับการปฏิเสธเช่นเดียวกับข่าวดาราเตียงหัก ข่าวนางเอกท้องก่อนแต่ง แต่การปฏิเสธของนักการเมือง ไม่สามารถจะพิสูจน์กันได้เหมือนกับข่าวดารา เพราะนักการเมืองหรือกลุ่มก๊วนการเมืองที่มีความขัดแย้งแตกแยกกันนั้น สามารถสมานฉันท์กันได้ชั่วคราว หากสามารถแบ่งผลประโยชน์กันลงตัว
ยกเว้นข่าวลือปฏิวัติรัฐประหาร มักจะเป็นจริงทุกครั้ง
ส่วนข่าวลือปฏิวัติรัฐประหารที่ลือกันหนาหู ลือกันหึ่งอยู่ขณะนี้ ก็ไม่ต่างจากข่าวลือปฏิวัติในอดีต โดย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก นอกจากจะยืนกรานปฏิเสธมาตลอดแล้ว ยังบอกเหตุผลว่าหากมีการปฏิวัติรัฐประหาร จะเป็นการซ้ำเติมให้ประเทศบอบช้ำหนักขึ้น จึงให้การเมืองในระบบรัฐสภาแก้ปัญหาการเมือง
แต่...เป็นเรื่องแปลกแต่จริง ขณะที่ผู้บัญชาการทหารบกยืนกรานปฏิเสธ พร้อมบอกเหตุผลที่ไม่ทำการปฏิวัติรัฐประหาร กลับมีเสียงเรียกร้องให้ทหารปฏิวัติ สอดรับกับการชุมนุมประท้วงของกลุ่มพันธมิตรพันธมาร ที่ยึดสะพานมัฆวานฯ และทำเนียบรัฐบาลเป็นฐานที่มั่น ซึ่งมีเป้าหมายชัดเจนอยู่แล้วว่า ต้องการจะเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ให้มีการปฏิวัติรัฐประหาร ซึ่งเคยทำสำเร็จมาแล้วในการชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
แปลกแต่จริงที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี อดีตรองนายกรัฐมนตรี หมาดๆ ออกมาพูดภาษาไทยไม่ต้องแปลเป็นไทย ให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ทำการปฏิวัติรัฐประหาร เพื่อแก้ไขปัญหาการเมืองที่ถึงทางตัน เข้าสู่จุดวิกฤติ
แปลกแต่จริงเพราะ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ถือว่าเป็นนายทหารอาชีพ เป็นนายทหารประชาธิปไตย ยอมลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก เพื่อเดินทางไกลสองแสนไมล์ ตั้งพรรคความหวังใหม่ เข้าสู่ถนนการเมือง
เมื่อเข้าสู่การเมืองเต็มตัวสมัยแรก พล.อ.ชวลิต ก็เป็นแกนนำร่วมกับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เมื่อครั้งเป็นหัวหน้าพรรคพลังธรรม ชุมนุมขับไล่รัฐบาล พล.อ.สุจินดา คราประยูร ที่เสียสัตย์เป็นนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง จนเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ
แปลกแต่จริงวันนี้ นายทหารประชาธิปไตยกลับกวักมือเรียกให้ทหารออกมาปฏิวัติ
แปลกแต่จริงวันนี้ คนเคยเป็นแกนนำชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาลที่นายกรัฐมนตรีไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง กลับชุมนุมประท้วงรัฐบาลที่นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้ง
แปลกแต่จริง พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคการเมืองเก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย เคยยึดมั่นในระบบรัฐสภา อุดมการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง กลับไม่ยอมใช้เวทีรัฐสภาแก้ปัญหาของประเทศ แต่ไปสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรพันธมารออกหน้าออกตา เพียงเพื่อให้หัวหน้าพรรค นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นมะม่วงบ่มสุก เป็นนายกรัฐมนตรีทางลัด เพราะชาตินี้คงเห็นแล้วว่า ไม่สามารถจะจัดตั้งรัฐบาลได้ หากยึดกติกาให้พรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล
แปลกแต่จริง เมื่อไม่สามารถเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ ทั้งๆ ที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช.ช่วยเหลือกันสุดลิ่มทิ่มประตู แทนที่จะแสดงความยินดีกับพรรคที่ชนะการเลือกตั้ง ยอมเป็นฝ่ายค้านกลับเรียกตัวเองรัฐบาลเงา นายกรัฐมนตรีเงา
แต่ที่ไม่แปลก และเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นแล้ว เมื่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งไม่ทราบว่าตอนเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ไปเดินถือธงนำหน้าขบวนไหนตรงไหน จึงไม่เคยเห็นภาพถ่ายมาก่อนเลย กลับไปนั่งหน้าเศร้า แต่ยังไม่ได้เล่าความเท็จให้ใครฟัง เพราะถูกญาติวีรชนถอดรองเท้าพุ่งเข้ามาจะตบ ดีที่มีเจ้าหน้าที่ขวางไว้ทัน
ถ้าเจ้าหน้าที่ขวางไม่ทัน คงจะได้เห็นภาพรองเท้าตบหน้าคนที่ชอบใจเป็นปลื้มกับเสียงมือตบเพราะมีเสียงเรียกว่านายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ตามมากับเสียงมือตบด้วย
‘ตีนตบ’ แผลงฤทธิ์
คอลัมน์ : บทบรรณาธิการ
ขอสดุดีญาติวีรชนผู้กล้า ในเหตุการณ์ 14 ตุลา ที่ได้แสดงออกด้วยความกล้าหาญในการนำ “ตีนตบ” หรือ “ร้องเท้า” เข้าไปด่าทอ ผู้นำ หรือ แกนนำ พรรคการเมืองบางพรรค ที่ไปร่วมงานรำลึกญาติวีรชน 14 ตุลา ซึ่งมีบริบทของเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเดินขบวนครั้งยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ ที่ไม่มีครั้งใดเทียบเคียงได้อีกแล้ว เพื่อเรียกร้องให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย ของประชาชน โดยประชาชน และ เพื่อประชาชน อย่างแท้จริง
เหตุการณ์นี้ทำให้ หัวหน้าและแกนนำพรรคการเมือง เจื่อนและจ๋อยสนิท!!!
เหตุใด ญาติวีรชน ท่านนี้จึงหุนหันพลันแล่น จำต้องระเบิดอารมณ์เพราะอะไร เป็นเรื่องที่ต้องไปสืบสาวหาความกัน สืบไปสืบมาได้ความว่า บริบทของเดือนตุลา กำลังถูกฉกฉวยผลประโยชน์จากนักการเมือง และ กลุ่มเคลื่อนไหวบางกลุ่มที่ลืมอุดมการณ์ของเหตุการณ์นี้ไปแล้ว หรืออย่างไรไม่ทราบได้
ต้องยอมรับว่ามีคนเดือนตุลา กลุ่มหนึ่งที่หักหลังทรยศต่ออุดมการณ์นี้ โดยใช้เหตุผลเรื่อง “ระบอบทักษิณ” มาเป็นฉากบังหน้า
ไปเข้าด้วยช่วยเหลือคณะเผด็จการทหาร คมช.ในการต่อต้านฝ่ายประชาธิปไตย
ไปแสวงหาประโยชน์โพดผลกับคณะเผด็จการทหาร ในโครงการต่างๆ โดยได้งบประมาณเป็นค่าเหนื่อย อย่างคุ้มสุดคุ้ม กับการจะถูกตราหน้าว่าเป็นพวกทรยศหักหลัง
ไปรับตำแหน่งในผลผลิต ที่คณะเผด็จการทหาร คมช.ได้จัดตั้งขึ้นมาอย่างไม่ละอายและเกรงกลัวต่อบาปบุญคุณโทษที่จะตามมา
ส่วนสถานะของ นักการเมือง หรือ พรรคการเมือง ที่ อวดอ้างตัวเป็นพรรคประชาธิปไตย แต่จิตใจฝักใฝ่ “เผด็จการ” และ “อำมาตยาธิปไตย” นั้นเล่า!!!... เนื้อหาไม่ได้แตกต่างจากผู้ทรยศหักหลังเหล่านี้แต่อย่างใด
แต่...นักการเมืองเหล่านี้กลับไปนั่งเชิดหน้ากันสลอน ร่วมงานแห่งนี้กับผู้ทรยศหักหลังในอุดมการณ์ของคนเดือนตุลา อย่างไม่ละอาย
วันนี้สถานการณ์บ้านเมืองจะพัฒนาไปอย่างไร ไม่มีใครตอบได้ ฝ่าย ประชาธิปไตย จะยังจะฝ่าแนวยึดมั่นในอุดมการณ์ประชาธิปไตย ที่ต่างคนต่างอ้างกันนี้ไปได้เพียงใด เป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างไม่กะพริบตา
การเปิดตัว “ตีนตบ” ที่ประเดิมได้สวยกับ งานรำลึกวีรชน 14 ตุลา แสดงให้เห็นถึง “ฤทธานุภาพ” ที่ทรงพลังของฝ่ายประชาธิปไตย ปักหลักกลางอนุสรณ์สถาน จึงคาดหมายว่าจะเป็นอาวุธที่ทรงอานุภาพสำคัญในการต่อสู้ของขบวนการประชาธิปไตยต่อไป
การที่ “กรุงเทพมหานคร” ซึ่งผู้บริหารอยู่ในพรรคการเมืองหนึ่ง ให้บริการประชาชนไม่เท่าเทียมกันนั้น จึงเป็นเรื่องที่สมควรจะถูกตำหนิจากผู้คน!!! เพราะเขาเสียภาษีให้พวกท่านเอาไปบริหารเหมือนกันทุกคน ท่านไม่ได้รับภาษีเฉพาะจากคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเท่านั้น
วันนี้!!! หากท่านผู้บริหาร กทม.ยังไม่รู้สำนึกในข้าวแดงแกงร้อนที่ประชาชนทุกคนได้จ่ายภาษีให้เป็นค้าจ้างท่าน ... คนไม่พอใจท่านมากขึ้นเพราะท่านเลือกข้าง แบ่งฝักแบ่งฝ่ายชัดเจน
หากท่านจะถูกปิดล้อมศาลาว่าการ กทม. ไม่ให้ทำงานบ้าง!
ท่านไปลงพื้นที่เขตไหน จะมี “ตีนตบ” ตามไปราวีบ้าง!
อย่านึกสนุกขบขันว่าจะเป็นไปไม่ได้...ในสถานการณ์การเมืองที่ร้อนระอุแบบนี้
สถานการณ์ “ตีบตบ” ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา แสดงออกให้เห็นชัดเจนในการปักธงที่แข็งแกร่ง บรรดานักการเมืองพรรคการเมือง ไม่ว่าจะพรรคไหน ที่...ริ...เล่นทางลัด ปล้นอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย พื้นที่ประวัติศาสตร์แห่งนี้ ไม่มีทางลัดให้นักการเมืองหรือมนุษย์หน้าไหน ไม่ว่าหน้าอินทร์ หน้าพรหม ที่จะมาใช้เพื่อขึ้นเสวยสุขในอำนาจวาสนาทางการเมืองได้โดยง่าย จำเอาไว้ ...ไอ้พวก ม.7
หากเกิดยึดอำนาจ ขอให้ คุณจาตุรนทร์ ออกมานำม็อบประชาชนต่อสู้เผด็จการที่สนามหลวง
บทความ โดย Bugbunny ข่าวว่าฮิปโปกำลังสติแตกถึงระดับสูง เมื่อปรากฏว่ากระสุนนัดที่ประเมินผลล่วงหน้าว่าจะทำให้มีมหาชนเข้าร่วมมากมาย กลับกลายเป็นกระสุนที่ระเบิดเอาจนกระบอกปืนแตกกระจายเข้าหน้าคนยิงเป็นบาดแผลเหวอะหวะ ผิวหน้าลอกหลุดเป็นแผ่น และทุกชั้นชนพากันตาสว่างกันถ้วนหน้าโดยมิได้นัดหมาย จึงสติแตกระเบิดอารมณ์ถึงขั้นว่า ให้ขุนศึกคนไหนก็ได้ต้องออกมาทำตามที่ตนสั่ง แต่ขุนศึกต่างก็ยังเงียบฉี่ แม้จะบีบขนาดไหน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะคำพูดที่ยกยอไอ้ตั๊บจนเลิศเลอทั้งที่ไม่เคยทำอะไรเลย ในขณะที่คนที่ตั้งหน้าตั้งตาทำงานให้มาหลายสิบปีนั้นกลายเป็นผู้ไม่มีความหมาย ต่างเสียความรู้สึกกันเป็นแถว ไม่รวมถึงกำลังขนาดใหญ่สีกากีที่พากันแค้นใจเป็นอย่างยิ่งกับการกระทำเมื่อสองสามวันที่ผ่านมา ที่เรียกร้องให้คุณจาตุรนทร์ ฉายแสง ออกมานำการชุมนุม ก็เพราะเขาคือคนที่ประชาชนศรัทธาพอ กับนายทหารให้ความเชื่อถือ เนื่องจากความสามารถ คำพูด และประเด็นที่นำเสนอ เป็นสิ่งที่นายทหารในกองทัพยอมรับมาก จากความเห็นของอาจารย์ที่สอนในวิทยาลัยการทหารระดับสูงและรู้จักนายทหารในประเทศนี้อย่างดี ท่านจบปริญญาเอกทางด้านยุทธศาสตร์การทหารหนึ่งเดียวของประเทศนี้ จากมหาวิทยาลัยไอวี่ลีกในอเมริกา อาจารย์บอกว่า ทหารไม่ได้กลัวกำลังมวลชนเพราะกำลังไฟเขาเหนือกว่ามาก แต่รู้ดีว่าพลังที่แรงกว่าคือพลังที่ได้รับการยอมรับจากมวลชนมาก ๆ คุณจาตุรนทร์ มีลักษณะนิ่มนวลแต่แข็งแกร่งจริง ทำตามระเบียบแบบแผนมาตลอด ไม่ใช่พวกฮาร์ดคอร์นักฉวยโอกาสทางการเมือง ทำให้มีอิทธิพลทางความคิดต่อมวลชนกว้างขวางกว่าคนอื่น ๆ ที่เคยเห็นหน้ากันมาในการต่อสู้แทบจะทุกคน รวมไปถึงการยอมรับจากผู้ถืออาวุธและเป็นกำลังในการเปลี่ยนแปลงเมืองไทย จงอย่าคิดว่าการรัฐประหารอีกเป็นเรื่องเพ้อฝัน พวกเขาทำแน่ถ้ามีโอกาสและจังหวะ โดยเฉพาะเมื่อไอ้ตั๊บจะเคลื่อนที่สร้างเหตุผลการยึดอำนาจให้ในเร็ววัน และการบีบคั้นจากฮิปโป ถ้าหากมีการยึดอำนาจ อยากวิงวอนให้ คุณจาตุรนทร์ ฉายแสง ออกมานำม็อบประชาชนที่สนามหลวง เราก็จะมี Idol ที่ทุกคนยอมรับนับถือ เราเชื่อว่าคุณจาตุรนทร์น่าจะพร้อมออกมาเป็นผู้นำของประชาชนอย่างแน่นอน แล้วพวกเราจะเข้มแข็งที่สุดเมื่อต้องต่อสู้กับฮิปโป ผู้ที่มองโลกแค่ปลายจมูก ก็จะเห็นแต่ผู้ที่อยู่ใกล้ชิด ซึ่งไม่ไกลเกินปลายจมูก แต่คนที่มองโลกอย่างนักปฏิบัตินิยม เขาจะมองออกไปไกลถึงเส้นขอบฟ้าหรือเลยกว่านั้นไปอีก ไม่ทำเรื่องจุ๊กจิ๊กที่แค่มันในอารมณ์ แต่ไม่ได้ผลในภาพรวม การมองแบบคุณจาตุรนทร์จะทำให้เห็นโอกาสและอุปสรรคอย่างแจ่มชัดแบบพาโนรามา ต้องให้คนแบบนี้เป็นผู้นำประชาชนผู้รักประชาธิปไตย แล้วฝ่ายประชาชนจะชนะสงคราม |
จาก thaifreenews
มีคนบอกว่าอำนาจตุลาการคือต้นเหตุแห่งความพังพินาศของบ้านเมืองวันนี้
บทความ โดย Bugbunny ขอถ่ายทอดข้อมูลจากวงสนทนาของผู้ใหญ่หลายคนกลางงานศพที่วัดใหญ่แถวถนนสุขุมวิทเมื่อกลางสัปดาห์ก่อน แต่ละคนแต่ละท่านครบถ้วนทั้งวัยวุฒิคุณวุฒิ บางท่านมีชาติตระกูลและสายสกุลที่สืบทอดกันมานับร้อยปี บางท่านเป็นบุตรของเกษตรกรภูธร และบางท่านก็เป็นนักธุรกิจที่มีกิจการค้ามูลค่าหลายร้อยล้านอยู่ในการดูแล “แย่นะครับ ตอนนี้สถาบันสำคัญในบ้านเมืองเสียหายกันหนัก รัฐบาลวุ่นวายไปหมด มีคนมาข่มขู่สารพัด จะทำอะไรก็ทำไม่ได้ มีปัญหาทุกเรื่อง เดี๋ยวมีประท้วง เดี๋ยวโดนสั่งคุ้มครองชั่วคราว งานราชการก็ไม่เดิน ประเทศเสียหายกันไปหมด ข้าราชการก็งง ไม่รู้ใครจะมาใครจะไป" ข้าราชการคนหนึ่งกล่าว “สภาปัญหาเยอะมากครับ ออกกฎหมายมาก็ไม่รู้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะตีความว่ายังไง พรรคก็โดนยุบง่าย ๆ สส.ก็เซ็ง เพราะไม่รู้ว่าจะอยู่จะไปกันเมื่อไหร่ ถ้ายุบสภาละก็ โดน 30/70 ทันที วุฒิฯ ต้องใช้อำนาจเป็นรัฐสภารวบหัวรวบหางแก้รัฐธรรมนูญตามใจพันธมิตรแน่” ข้าราชการรัฐสภาคนหนึ่งพูด “การค้าผมก็ใกล้เจ๊ง ตอน IMF ปี 40 น่ะกว่าจะฝ่ามาได้ ต้องเฉือนเนื้อกลืนเลือดไปไม่รู้เท่าไหร่ รอดมาเส้นยาแดงผ่าแปด ตอนนี้หนักกว่า เมื่อก่อนเราล้ม ฝรั่งมันมีเงินช้อน แต่คราวนี้ฝรั่งล้ม เราไม่มีเงินไปช้อนมันเสียด้วย” “เห็นจะมีก็แต่อำนาจตุลาการนี่แหละครับที่มั่นคงมาก จริงไหมครับท่าน” “พวกคุณเข้าใจผิด จริงครับที่ตอนนี้อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ และธุรกิจการค้าพังพินาศกันทั้งประเทศแล้ว แต่จริง ๆ ก็เพิ่งจะพังมาแค่ปีเศษ ๆ นี่เท่านั้นเอง” “แต่อำนาจตุลาการนี่มันพังพินาศมาสองสามปีก่อนหน้านี้แล้ว ตั้งแต่คุ้มครอง ASTV ยาวเหยียด ยุบพรรคไทยรักไทย เรื่องเขาพระวิหาร ที่มันวุ่นวายกันทั้งประเทศก็เพราะอำนาจนี้ไม่อยู่กับร่องกับรอยจนประชาชนเสื่อมศรัทธา เป็นตัวต้นเหตุของเรื่องวุ่น ๆ ทุกวันนี้ จนอำนาจอื่นวุ่นตามไปด้วยเป็นลูกโซ่ไปแทบทุกอำนาจแล้ว” “อภิมหาอำนาจด้วย” |
จาก thaifreenews
กลุ่มรักชม.51 ทวงคำตอบรพ.กรณีไม่รักษาตร.-นักการเมือง
วันนี้(15 ต.ค.)ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ประมาณ 100 คน นำโดย นายเพชรวัฒน์ วัฒนพงษ์สิริกุล ชุมนุมทวงคำตอบจากโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ โดยมี รศ.ดร.นิเวศน์ นันทจิตร คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และคณะ ให้คำชี้แจง กรณีที่กลุ่มแพทย์ 34 คนจากโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ได้ออกแถลงการณ์ไม่ให้การรักษาพยาบาลตำรวจและนักการเมืองสังกัดพรรคร่วมรัฐบาล เนื่องจากการใช้ความรุนแรงสลายการชุมนุมที่กรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา โดยทางกลุ่มได้มาขอคำตอบกับทางโรงพยาบาลว่าได้ดำเนินการอย่างไรบ้าง ซึ่งคณบดีคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ขณะนี้ได้ทำความเข้าใจกับกลุ่มแพทย์ดังกล่าวแล้ว โรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ ยืนยันจะให้การรักษาพยาบาลผู้ป่วยอย่างเท่าเทียมโดยไม่เลือกปฏิบัติ อีกทั้งมีแพทย์จำนวนหนึ่งถอนชื่อออกจากแถลงการณ์ดังกล่าวแล้วเพราะเหตุไม่ทราบเนื้อความในแถลงการณ์แต่แรก ยังคงเหลือแพทย์อีก 17 คนที่ยืนยันเช่นเดิม อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ยังยืนยันจะขอรายชื่อแพทย์ทั้ง 17 คน ที่ยังไม่ยอมถอนชื่อออก และพร้อมจะดำเนินการตอบโต้แพทย์กลุ่มดังกล่าวด้วย ซึ่งทางโรงพยาบาลไม่สามารถให้รายชื่อได้
สื่อเทศแฉสื่อไทยบิดเบือนเหตุม็อบฆ่ากันเอง!โยนบาปรัฐบาล
สื่อเทศแฉสื่อไทย บิดเบือนเหตุปะทะเดือดม็อบพันธมิตรฯ 7 ต.ค. ระบุ FBI เตรียมบุกสอบเหตุนองเลือดหน้ารัฐสภา ลั่นปิดหูผิดตาประชาชน เผยไม่มีรายงานกรณีม็อบถ่อยเขวี้ยงระเบิดปิงปองฆ่ากันเอง หวังปลุกปั่นให้เกิดความรุนแรง
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สื่อต่างประเทศแห่งหนึ่ง ได้ตีพิมพ์บทความชื่อระเบิดปิงปอง! โดยวิเคราะห์ถึงเหตุการณ์ควบคุมฝูงชน และปะทะกันจนทำให้เกิดผู้บาดเจ็บและล้มตายในเหตุการณ์ดังกล่าว โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยิงแก๊สน้ำตาใส่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย โดยทั้ง 2 ฝ่ายต่างออกมากล่าวหากันว่าความรุนแรงเกิดจากอีกฝ่ายหนึ่ง
ทั้งนี้ มีรายงานว่า สื่อสารมวลชนในประเทศไทยได้นำภาพผู้ประท้วงที่บาดเจ็บและเสียชีวิตในเหตุการณ์ โดยตั้งประเด็นเหมือนกับการบรรยายจากฝั่งพันธมิตรฯ ว่าตำรวจทำร้ายประชาชนจนบาดเจ็บล้มตาย เรื่องนี้มีนัยยะสำคัญที่ทำให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ออกมาโยนเรื่องให้นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี รับผิดชอบ ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่ากองทัพไม่ได้อยู่ภายใต้รัฐบาล แต่เป็นอิสระโดยตนเอง
ขณะเดียวกัน มีหลักฐานของตำรวจ ระบุว่าผู้ชุมนุมของพันธมิตรฯ ใช้ระเบิดปิงปอง ที่ถือได้ว่าเป็นความรุนแรงที่เกิดจากกลุ่มผู้ชุมนุม ท่ามกลางกระแสวิจารณ์ว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากแก๊สน้ำตา
อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานชิ้นสำคัญ ก็คือ การตรวจพบวัตถุระเบิดในรถจิ๊ฟ เชอรากี ซึ่งระเบิดในวันที่ 7 ต.ค. ใกล้กับพื้นที่ชุมนุม โดยมีการอ้างถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า หากตำรวจใช้ความรุนแรงจริง น่าจะมีคนตายและบาดเจ็บมากกว่านี้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ยืนยันว่าภาพผู้บาดเจ็บน่าจะเกิดจากการกระทำของกลุ่มพันธมิตรฯเอง ซึ่งไม่ได้ถูกตีพิมพ์ในสื่อหลักของประเทศไทย
ในขณะที่มีข้อถกเถียงในเว็บไซด์พันธ์ทิพย์ ห้องราชดำเนิน ซึ่งมีการโพสต์กระทู้ เตือนปฎิบัติการของกลุ่มพันธมิตรฯ รวมทั้งได้พูดถึงแผนการที่วางเอาไว้ของพันธมิตรฯในวันนั้น โดยข้อมูลเหล่านี้อาจจะได้รับการตรวจสอบข้อเท็จจริงและทำให้สมดุลจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา โดยเอฟบีไอ. เพราะมีพลเมืองของสหรัฐอเมริกาได้รับบาดเจ็บจนต้องเข้าไปผ่าตัด จากเหตุการณ์วันที่ 7 ต.ค.2551 ที่ผ่านมา
การเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ จนก่อให้เกิดความรุนแรงในวันที่ 7 ต.ค. เพื่อต้องการให้เกิดข้อได้เปรียบทางการเมือง ในการที่จะเติมเชื้อเพลิงความรุนแรงนี้ และมีการระดมคน ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในวันต่อๆมา หลังจากเกิดเหตุการณ์ดังกล่าว โดยผู้นำพันธมิตรฯนำมาขยายประเด็น และฟ้องร้องต่อศาลในประเทศ รวมถึงศาลโลก
อย่างไรก็ตาม มีหลายคนที่มองว่าการเคลื่อนไหวของผู้ประท้วง ทำปฎิกริยาตรงกันข้ามกับหลักการที่เคยทำไว้ เพราะพันธมิตรฯ ส่วนใหญ่เป็นการรวมกันของคนไทยฝ่ายก้าวหน้า นักวิชาการ นักศึกษา และองค์กรพัฒนาเอกชน ที่เคยต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 กับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519
ซึ่งจำนวนคนของพันธมิตรฯ มีการรวมตัวกันมากขึ้นอย่างเข้มข้น ภายหลังการที่นายสมัคร สุนทรเวช เข้ามาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังจากที่ถูกมองว่าเป็นตัวแทนของอดีตนายกรัฐมนตรี และถูกศาลตัดสินว่ามีความผิดฐานไปทำกับข้าวออกโทรทัศน์
ทั้งนี้ มีการทำโพลล์ออกมาว่า 70 % ของคน กทม. ให้การสนับสนุนพันธมิตรฯ โดยโพลล์ดังกล่าวได้ถูกนำออกมาเปิดเผยในวันที่ 5 ต.ค. ในวันที่ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ถูกจับกุม
เป็นที่ชัดเจนแล้วว่า พันธมิตรฯ ได้ละทิ้งหลักการเดิมๆ ที่เขาเคยบอกเอาไว้ และสามารถเรียกได้เลยว่าเป็นขบวนการเคลื่อนไหวที่ไม่ใช้ความรุนแรง ทั้งที่มีตำรวจ 3 คนถูกยิงจากกลุ่มผู้ชุมนุมเข้าไปปิดล้อมที่ทำการรัฐสภา ในช่วงบ่ายวันที่ 7 ต.ค. ในเวลาเดียวกันมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 3 นาย ที่ได้รับบาดเจ็บจากการถูกผู้ชุมนุมพันธมิตรฯ ขับรถยนต์ทับ
ความรุนแรงดังกล่าวได้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องหลังจากที่กองกำลังของพันธมิตรฯ ได้เข้าบุกยึดที่ทำการของทำเนียบรัฐบาล และสถานีโทรทัศน์แห่งชาติ NBT
Wednesday, October 15, 2008
อัยการสั่งไม่ฟ้อง'ทักษิณ-คุณหญิงอ้อ'คดีหุ้นเอสซี
อัยการสั่งไม่ฟ้องคดีหุ้น “เอสซี แอสเสท” ปลดล็อกอดีตนายกฯทักษิณ-คุณหญิงอ้อพ้นข้อกล่าวหา ด้านโฆษก ออส.ยันไม่เข้าข่ายความผิด “แจ้งเท็จโครงสร้างผู้ถือหุ้น”
จากกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ส่งสำนวนฟ้องไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด (ออส.) โดยระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร รวมถึงอดีตผู้บริหารบางรายของบริษัท เอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มีการกระทำที่อาจเข้าข่ายฝ่าฝืน พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ เกี่ยวกับข้อมูลโครงสร้างผู้ถือหุ้นในบริษัท
โดยวันนี้ (15 ต.ค.) คณะทำงานอัยการมีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ,คุณหญิงพจมาน รวมถึงอดีตผู้บริหารบางคนของเอสซีแอสเสท ในข้อกล่าวหาดังกล่าว
นายธนพิชญ์ มูลพฤกษ์ โฆษกอัยการสูงสุด ระบุว่า คณะทำงานได้พิจารณาอย่างละเอียด สาเหตุที่ไม่ฟ้องพบว่าไม่เข้าข่ายฐานความผิดจึงพิจารณาแล้วสั่งไม่ฟ้อง โดยโฆษกอัยการสูงสุด ชี้ว่า ต่อจากนี้จะส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดชี้ขาดว่าจะส่งฟ้องหรือไม่