WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, October 17, 2008

สส.พปช.เชื่อมีคนหนุนหลัง'อนุพงษ์'พูดกดดันรบ.

วันนี้ (17 ต.ค.) นายปัญญา ศรีปัญญา ส.ส.ขอนแก่น พรรคพลังประชาชน(พปช.) กล่าวถึงกรณีที่พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ออกมาเสนอแนะให้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีลาออก หรือยุบสภา เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ 7 ตุลาฯ นั้นเป็นกดดันรัฐบาลและเชื่อว่า มีผู้อยู่เบื้องหลัง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ผบ.ทบ.พูดในลักษณะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เหมือนถูกบังคับให้พูด และแทนที่พล.อ.อนุพงษ์ ในฐานะ ผอ.รักษาความมั่นคงภายในจะหามาตรการป้องกันไม่ให้กลุ่มพันธมิตรฯสร้างความวุ่นวายให้บ้านเมืองแต่กลับมาบีบให้รัฐบาลตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งนี้ นายปัญญา ยังได้เรียกร้องให้ ผบ.ทบ.ทำตามที่พูดไว้ว่า ทหารจะอยู่เคียงข้างประชาชน และจะไม่ทำรัฐประหาร

Thursday, October 16, 2008

ชาวบ้านตาดำๆ

พวกกระผม เป็นข้าราชการ เบี้ยหวัดบำนาญทหารชั้นผู้น้อย มีความข้องใจดังนี้ ผู้ที่จะรับเบี้ยหวัดบำนาญตั้งแต่อายุ 65 ปี ต้องได้รับบำนาญเดือนแรก ไม่ต่ำกว่า 13,350 บาท จึงจะมีสิทธิรับเงินได้นั้น ทำไมจะต้องเอากฎเกณฑ์รับบำนาญเดือนแรกมาเป็นข้ออ้าง

ผู้ที่มีบำนาญไม่ถึง 13,350 บาทก็ไม่มีสิทธิรับเงินหรือ

ทำไมกระทรวงการคลังจึงไม่จ่ายเงิน 15 เท่า ส่วนที่เหลือให้หมดเลย ไม่ต้องมาคิดให้ปวดหัว มีเท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น

การที่กระทรวงการคลังจ่ายเงินแบบนี้ ไม่ยุติธรรมสำหรับข้าราชการบำนาญชั้นผู้น้อย แต่ได้ดีสำหรับข้าราชการบำนาญชั้นผู้ใหญ่ ตั้งแต่ พ.ต.ขึ้นไปถึงนายพล

ทำแบบนี้ทำให้ ข้าราชการเบี้ยหวัดบำนาญชั้นผู้น้อยเดือดร้อน ขอให้กระทรวงการคลังพิจารณาใหม่เถอะ เดือดร้อนจริงๆ

จากข้าราชการเบี้ยหวัดบำนาญทหารชั้นผู้น้อย

ผมทำหน้าที่ให้แล้วนะครับ ส่วนผู้มีอำนาจท่านใดจะรับฟังหรือเข้ามาเยียวยาผมก็สุดปัญญาจริงๆ เพราะความเป็นธรรม ความเท่าเทียม ในสังคมไทยไม่มีมานานแล้ว ประชาธิปไตย ก็ไม่เคยมีมาเลยนับตั้งแต่อดีต มีแต่ภาพจำลองของประชาธิปไตยเท่านั้น

เป็นประชาธิปไตยจอมปลอม

เพราะฉะนั้น การปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยในเมืองไทย อำนาจการปกครองจึง ยังอยู่ในมือของคนกลุ่มน้อย ถ้าวันนี้คนส่วนใหญ่ของประเทศยังเป็นพลังเงียบ ไม่มีปากมีเสียง ไม่มีน้ำยา

ก็ต้องรับสภาพนี้ต่อไปเรื่อยๆ

อย่าบ่น อย่าเบื่อ เพราะเมื่อคนส่วนใหญ่ รักษาประชาธิปไตย เอาไว้ไม่ได้ ก็ไม่สมควรที่จะอ้างเอาประโยชน์จากการปกครองภายใต้ระบอบประชาธิปไตย อายชาวโลกเขาเปล่าๆ

เพราะในโลกของประชาธิปไตย จะต้องไม่มีกฎหมู่ ถ้ากฎหมู่ได้ชัยชนะเหนือกฎหมาย ก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่เป็นการรวบอำนาจการปกครอง หรือที่เรียกว่า เผด็จการในรูปแบบต่างๆ

วันนี้ผมเชื่อว่าประชาชนที่เป็น ชาวบ้านตาดำๆ กำลังเดือดร้อนอย่างหนัก แผ่นดินภาคใต้ก็ลุกเป็นไฟ ชายแดนกัมพูชาก็กำลังจะเกิดศึก ราคาพืชผลการเกษตรลดลงน่าใจหาย ราคายางจากกิโลกรัมละ 60 บาทเหลือ 12 บาท ราคาข้าวเกวียนละไม่ถึงหมื่นแล้ว แถมโครงการรับจำนำข้าวจะไปรอดหรือเปล่าก็ไม่รู้

หันมาที่คนกินเงินเดือน เริ่มจากการลดค่าจ้าง ถูกตัดโอที แล้วก็ปลดคนงาน รัฐวิสาหกิจใหญ่ๆ อาทิ การบินไทย ไม่มีโบนัส เป็นไปได้อย่างไร ตลาดหุ้นมีแนวโน้มว่าเมื่อวิกฤติการเงินมาถึงเมื่อไหร่ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์น่าจะเหลือต่ำกว่า 300 จุด เฮ้อระยะนี้ถ้ามีเรื่องเดือดร้อนแนะนำให้ไปร้องพันธมิตรฯดีที่สุด.

“หมัดเหล็ก”


ป.ป.ช.ชี้มูล ยงยุทธ แสดงบัญชีทรัพย์สินหนี้สินเป็นเท็จ


ป.ป.ช.16 ต.ค. - นายกล้านรงค์ จันทิก โฆษกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) แถลงมติ ป.ป.ช.เกี่ยวกับกรณีนายยงยุทธ ติยะไพรัช เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบว่า จาการตรวจสอบพบว่า ก่อนหน้านี้นายยงยุทธได้แสดงบัญชีทรัพย์สินหนี้สิน โดยแจ้งว่าได้ขายหุ้นบริษัท มิติฟู้ดโปรดักส์ จำกัด จำนวน 24,500 หุ้น ให้แก่ พ.ต.ท.นัฏฐวุฒิ ยุววรรณ ซึ่งเป็นน้องชายภรรยาเป็นจำนวนเงิน 245,000 บาท โดย พ.ต.ท.นัฏฐวุฒิได้ชำระเงินค่าซื้อหุ้นบริษัทดังกล่าวเป็นเงินสดจำนวน 850,000 บาท และมีเงินค้างชำระจำนวน 1,600,000 บาท

“จากการตรวจสอบพบว่า นับแต่วันจดทะเบียนจนถึงปัจจุบันเวลากว่า 18 ปี บริษัทดังกล่าวไม่ได้ประกอบกิจการค้าแต่อย่างใด และ พ.ต.ท.นัฏฐวุฒิไม่มีฐานะการเงินเพียงพอที่จะชำระเงินค่าหุ้นเป็นเงินสดถึง 850.000 บาทตามที่มีการทำสัญญากันไว้จริง จึงมีเหตุอันควรเชื่อว่า ไม่มีการซื้อขายหุ้นกันจริง และไม่มีเงินกู้ยืมจำนวน 1,600,000 บาท ตามที่นายยงยุทธแสดงไว้ในบัญชี คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำของนายยงยุทธเป็นการจงใจยื่นบัญชีแสเดงรายการหนี้สินทรัพย์สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ โดย ป.ป.ช.จะเสนอเรื่องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยต่อว่า นายยงยุทธจงใจยื่นบัญชีเป็นเท็จตามรัฐธรรมนูญมาตรา 263 รวมทั้งให้พิพากษาลงโทษตามมาตรา 119 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542. – สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-10-16 19:01:29

พันธมิตรฯอุกอาจ!ปืนจี้-ข่มขู่‘นปช.’

‘สมยศ’พา นปช.ดวงซวยโดนแก๊ง‘อันธพาลพธม.’เล่นบทเหนือกฏหมายใช้ปืนขู่บังคับลากตัวเข้าทำเนียบฯพร้อมทำร้ายร่างกาย ก่อนปล่อยตัว โดยตร.รับเรื่อง สเก็ตสภาพคนร้ายล่าตัว

วันนี้(16 ต.ค.)ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)ได้เดินทางมาพร้อมกับ นายอนันต์ จุ้นก๋าวี อยู่บ้านเลขที่ 128 ต.ป่าทุ่ง อ.พาน จ.เชียงราย เพื่อเข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.นางเลิ้ง กรณีถูกทำร้ายร่างกายเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ที่ผ่านมาบริเวณป้ายรถเมล์ ด้านหน้าสภาทนายความ หลังเดินทางกลับจากการเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มนปช.ที่ท้องสนามหลวง โดยนายอนันต์ ระบุว่า ได้ถูกชายฉกรรจ์ 2 คนพร้อมอาวุธปืน ข่มขู่และบังคับให้นั่งรถเก๋งไปที่ทำเนียบรัฐบาล หลังจากนั้นได้ทำการสอบสวนและถามว่าเป็นนักรบพระเจ้าตากหรือไม่รวมถึงได้ทำร้ายร่างกายเพื่อบังคับให้สารภาพ และกักตัวไว้เป็นเวลา 1 ชั่วโมงก่อนนำมาปล่อยตัวไว้ที่ด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล

ทั้งนี้ พ.ต.ท. ดำรงค์พงษ์ เพ็ชรสุวรรณ พนักงานสอบสวน สบ.3 และร.ต.ต. ธนสาร บำรุงกิจ ร้อยเวร เป็นผู้รับแจ้งความ โดยเจ้าหน้าที่ได้นำผู้เสียหายไปสเก็ตภาพคนร้ายที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ



‘สมชาย’ประกาศทวงคืนทำเนียบฯ


นายกฯ ลั่นขอทำเนียบรัฐบาลคืนเพื่อจัดงานพีธี ระบุ ไม่เคยก้าวก่ายกระบวนการยุติธรรมเกี่ยวกับคดี‘ทักษิณ’ ยันจะทำงานต่อไป มั่นใจคุมสถานการณ์การเมืองอยู่มือ

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าเรื่องพาสสปอร์ตแดง ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า เป็นความรับผิดชอบของกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาไม่ได้พูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ รวมทั้งไม่เคยก้าวก่ายในกระบวนการยุติธรรม เพราะรู้หน้าที่ดี ส่วนคดีต่าง ๆต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมที่จะพิจารณา

ส่วนสถานการณ์การเมือง นายสมชาย กล่าวว่า ตราบใดที่ยังอยู่ในตำแหน่ง ก็จะตั้งใจทำงาน เพราะอาสาประชาชนเข้ามาแล้ว และจะนำความรู้สึกมาปะปนกันไม่ได้ อย่างไรก็ตามมั่นใจว่า ยังสามารถดูแลสถานการ์การเมืองต่อไปได้

ส่วนกลุ่มพันธมิตรฯ ประกาศดาวกระจายไปจุดต่าง ๆนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นสิทธิที่สามารถทำได้แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย และยืนยัน ที่จะขอทำเนียบรัฐบาลคืน เพื่อจัดงานพระราชพิธีต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี ยังให้กำลังใจกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างหนัก ย้ำยังไม่มีการย้ายผู้บัญชาการตำรวจนครบาลด้วย


ส.ส.พปช.ชี้มีหลักฐานพัวพันบึ้มสารวัตรจ๊าบ

นายไพจิตร ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม และ ดร.พีรพันธุ์ พาลุสุข ส.ส.ยโสธร ในฐานะที่ปรึกษากฎหมายพรรคพลังประชาชน ร่วมกันแถลงข่าวเรียกร้องให้ คณะกรรมการตรวจสอบ ข้อเท็จจริงเหตุการณ์สลายการชุมนุม โดยมีนายปรีชา พานิชวงศ์ เป็นประธาน ทำการสอบสวนกรณีเหตุรถจิ๊บ เชโรกี สีขาว ระเบิดที่บริเวณที่ทำการพรรคชาติไทย โดยพบศพ พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี ที่เกิดเหตุ เนื่องจากมีพยาน และหลักฐานสำคัญที่อาจชี้ได้ว่าเหตุระเบิดดังกล่าวมีความเกี่ยวโยงกับอดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์

โดยนายไพจิตรระบุว่า ก่อนที่จะมีเหตุการณ์ระเบิดดังกล่าว มีพยานซึ่งเป็นวินมอเตอร์ไซด์พบว่า พ.ต.ท.เมธี ยืนพูดคุยกับอดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ที่เคยขึ้นเวทีกลุ่มพันธมิตร และเป็นผู้ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการชุมนุม ในบริเวณดังกล่าวก่อนที่จะมีการแยกกัน โดยพ.ต.ท.เมธี ได้เดินไปยังรถยนต์คันดังกล่าว แล้วเกิดเหตุการณ์ระเบิดขึ้น ซึ่งเรื่องนี้เป็นที่น่าสังเกตว่า เหตุการณ์ชุมนุมเกิดขึ้นที่บริเวณหน้ารัฐสภา แต่กลับพบว่าอดีตส.ส.พรรคดังกล่าวและผู้ตาย ยืนพูดคุยตรงบริเวณหน้าพรรคชาติไทย และเกิดเหตุการณ์ระเบิดขึ้น เรื่องนี้อาจมีความเกี่ยวพันที่อาจชี้ได้ว่า การชุมนุมดังกล่าวไม่ปกติ และอาจมีนักการเมืองเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วยก็เป็นได้

“ อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์คนนี้เป็นส.ส.อีสาน เป็นคนสำคัญในการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ เคยขึ้นเวทีอยู่บ่อยครั้ง มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักอย่างมากมาย แต่ผมบอกไม่ได้ว่าเป็นใคร ตอนนี้ต้องรอดูก่อนว่าทางคณะกรรมการได้รับหลักฐานตรงนี้หรือยัง” นายไพจิตรกล่าว

เมื่อถามว่าเหตุใดจึงไม่นำพยานหลักฐานดังกล่าวมอบให้คณะกรรมการฯ ดร.พีรพันธุ์กล่าวว่า พยานยังไม่ได้รับการเรียกตัว พร้อมกับขอรอดูผลการสอบสวนของคระกรรมการฯเสียก่อน ว่าจะมีการไต่สวนเช่นไร และตนก็ไม่แน่ใจว่าคณะกรรมการจะได้รับหลักฐานดังกล่าวแล้วหรือไม่ ซึ่งต้องรอดูอีกครั้งหนึ่ง
ส่วนกรณีความน่าเชื่อถือของหลักฐานและพยานบุคคลนั้น ตนมองว่า เป็นหน้าที่ของผู้ที่ทำหารไต่สวนว่าหลักฐานจะมีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด

อย่างไรก็ตามดร.พีรพันธุกล่าวให้กำลังใจนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีว่า ไม่ต้องลาออก-ยุบสภา เพราะไม่ทางออก และเกรงว่าหากมีการเลือกตั้งใหม่อาจจะไม่มีกระบวนการเลือกตั้งเกิดขึ้น และอาจมีอำนาจนอกระบบเข้ามาแทรกแซง พร้อมกับขอให้ประชาชนรักษาอำนาจความเป็นประชาธิปไตยของตนเองให้อย่างเข้มแข็งเพื่อป้องกันทหารออกมาทำการรัฐประหาร


ใครกันแน่...คือตัวปัญหา?

คอลัมน์ : ละครชีวิต

คอการเมือง ขณะนี้หลายคนอยู่ในสภาพ “อึดอัด” เหมือนโดนเอาผ้าอุดปากไว้ ...ไม่ให้พูด ...ไม่ให้วิจารณ์

ก็ไม่เป็นไรครับ ...เปลี่ยนไปวิจารณ์เรื่องอื่นๆ ก็ได้ เพราะยังมีอีกหลายเรื่องให้วิพากษ์วิจารณ์ตามประสาของคนชอบติดตามข่าวการเมือง

กรณี นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ออกมาระบุว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเป็นคนเดียวที่จะคลี่คลายปัญหาได้

ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งที่นายอานันท์จะออกมาให้สัมภาษณ์ในทำนองนี้ และไม่น่าเชื่อว่าคนที่มี “ต้นทุนทางสังคมสูง” แบบนายอานันท์จะมีสติปัญญาคิดได้เพียงแค่นี้

ผมนั่งดูโทรทัศน์ตอนที่นายอานันท์ให้สัมภาษณ์นักข่าวในประเด็นนี้แล้วรู้สึกว่าคนคนนี้ไม่มีความจริงใจต่อประเทศชาติบ้านเมืองเลยแม้แต่นิดเดียว

นายอานันท์ ไม่มีแม้แต่ “ความเมตตา” ที่จะสงสารประชาชน คนยาก คนจน

นายอานันท์ เคยมองลงมา “ข้างล่าง” บ้างหรือไม่ว่า ยังมีชาวบ้านที่ยากจนอีกจำนวนมหาศาล ที่ต้องการความช่วยเหลือจากรัฐบาลที่เอาใจใส่พวกเขาเหล่านั้นอย่างจริงจัง

นายอานันท์ คงหวังเพียงแค่ให้ตนเองได้รับการ “นับหน้าถือตา” ในวงสังคม และได้รับการเอ็นดูจากผู้หลักผู้ใหญ่เพียงเท่านั้น

ชาวบ้านเขาฝากบอกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ใช่ตัวปัญหา แต่ตัวปัญหาคือพวกคุณนั่นแหละ

พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี ที่มาจากการเลือกตั้ง ตามระบอบประชาธิปไตย

พ.ต.ท.ทักษิณ มีความจริงใจต่อประชาชน อยากให้ประชาชนมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และอยากให้ประชาชนฉลาดมากขึ้น

พ.ต.ท.ทักษิณ ยื่นมือลงไปดึงคนจนให้ออกมาจากวังวนเดิมๆ ดำเนินนโยบายดีๆ มากมายเช่น ทำให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากภาระหนี้สิน IMF ที่ใครก็ไม่รู้ไปกู้มา

ประเทศไทยประกาศสงครามกับยาบ้า ทําให้ไม่มีข่าวคนคลุ้มคลั่งเพราะยาบ้าเลย และทำให้เศรษฐกิจไทยเจริญก้าวหน้า ค่าเงินบาทเข้มแข็ง

พ.ต.ท.ทักษิณริเริ่ม โครงการ 30 บาทรักษาทุกโรค เปิดโอกาสให้คนจนได้มีสิทธิในการรักษาพยาบาล รวมทั้งโครงการ 1 ตําบล 1 ผลิตภัณฑ์ สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน และอื่นๆ อีกมากมาย ตลอดระยะเวลา 5 ปี

สิ่งต่างๆ เหล่านี้บ่งบอกได้ดีว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ใช่ตัวปัญหา

แต่ปัญหาความวุ่นวายทั้งหมดเกิดจาก “เผด็จการ” ที่ไม่ยอมรับเสียงส่วนใหญ่ของ ประชาชน

พวกเผด็จการ ต้องการกำจัด พ.ต.ท.ทักษิณ ให้ออกไปจากการเมืองไทย ทั้งๆ ที่มีคนนิยมชมชอบอย่างมหาศาล

ใครก็ตามที่คิดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ คือตัวปัญหา โปรดตักน้ำใส่กะโหลก ชะโงกดูเงาตัวเองไว้ด้วย !

ลวดหนาม



"โจร" จับ "ตำรวจ"


คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง
** สวัสดีท่านผู้อ่านหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน ฉบับนี้พบกันเป็นฉบับที่ 262 วันพฤหัสบดีที่ 16 ตุลาคม 2551 พบกันอีกครั้งกับ “แทง แทนไท” ยังยืนหยัดต่อสู้ทุกลมหายใจ ท่ามกลางสถานการณ์การเมืองที่ร้อนระอุ ท่ามกลางสถานการณ์สุดพิลึกกึกกือ !!! เกิดจากท้องพ่อท้องแม่ก็เพิ่งจะเห็นกันในครานี้ “โจร จะจับ ตำรวจ”!!! ตำรวจ...ที่ปฏิบัติหน้าที่พิทักษ์สันติราษฎร์จะต้องกลับกลายเป็นผู้ต้องหาเพราะไปปราบโจร !!! เอวัง...จึงมีด้วยประการฉะนี้

** สถานการณ์บ้านเมืองในความยากลำบากสำหรับ “คนมีสี” ไม่ว่าจะเป็น “สีกากี – สีเขียว – สีฟ้า – สีคราม” ต่างหมดขวัญและกำลังใจ ไปตามๆ กัน เพราะไปที่ไหนเจอ “มือตบ” ไล่ทุบรถ พร้อมตะโกน เรียกร้องให้ออกมาแสดงจุดยืนให้มาอยู่เคียงข้างการกระทำที่ผิดกฎหมาย!!! ...บรึ๊ยส์... แทง แทนไท เห็นภาพข่าวแล้วติดตา ตรึงใจ ไม่รู้จะว่าอย่างไร เกียรติภูมิ ศักดิ์ศรี คนในเครื่องแบบ วันนี้จึง ดูเอวังและวังเวงยิ่งนัก

** ได้แต่เฝ้าขอร้องและร้องขอจากใจจริง พวกท่านจะตัดสินใจอะไรกันอย่างไร ขอให้คำนึงถึงแนวทางการพัฒนาบ้านเมืองด้วย “ประชาธิปไตย” เท่านั้น อย่าใช้วิธีการ ปฏิวัติ รัฐประหาร ซึ่งจะไม่ส่งผลดีกับบ้านเมือง ย้ำชัดๆ อีกครั้งว่า ต่างชาติเขาจะไม่เชื่อมั่น เขาจะลดระดับความสัมพันธ์ของไทยไปเท่าพม่า!!! เมื่อถึงวันนั้น ไม่ว่าจะเป็นระดับใด สูง ต่ำ ดำ ขาว พวกท่านจะได้รับผลกระทบกันทั่วหน้า

** ที่ต้องเขียนอย่างนี้ไม่ใช่การตีกันหรืออะไรทั้งสิ้น!!! แต่ต้องการ ทางออกที่ดี ให้กับชาติบ้านเมือง เพราะข่าวที่ แทง แทนไท ได้รับมานั้นคือ จะมีการทำปฏิวัติรัฐประหารในเร็ววันนี้ !!! หาก นายทหารในราชการ ไม่กล้าดำเนินการ ก็จะให้ นายทหารนอกราชการ เป็นคนดำเนินการ เรื่องนี้เขาร่ำลือกันให้แซดในกองทัพว่า งานนี้ บิ๊กๆ ระดับ 5 เสือ ทบ. ต้องเปิด “ไฟเขียว” เพราะมีแรงกดดันอย่างหนัก ไม่อย่างนั้นจะต้อง เสียเก้าอี้ เสียตำแหน่ง และอาจจะเอากันถึง...เสียชีวิต...กันเลยทีเดียว ขนาด คาร์บอมบ์ !!! ของจ่ายักษ์ ยังทำมาแล้ว ... ดูเป็นตัวอย่างเอาไว้

** มวลชนผู้รักชาติและประชาธิปไตย เมื่อรู้ดังนี้แล้ว จะกลัวหรือไม่กลัว ไม่ทราบได้ กี่ร้อยกี่พันศพในการเรียกร้องให้ได้มาซึ่งประชาธิปไตย เขาล้วนท่องคาถา “ความกลัวทำให้เสื่อม” การต่อสู้เพื่อปกป้องประชาธิปไตย หลีกหนีไม่พ้นที่อนาคตอันใกล้จะต้องมีการออกมาต่อต้านการปฏิวัติรัฐประหาร สถานการณ์มาถึงวันนี้ วิเคราะห์หน้าไพ่กันแล้ว ...ยากจะหลีกเลี่ยง หนทางแห่งประชาธิปไตยในเมืองไทย ไม่ได้ปูด้วย...กลีบกุหลาบ...อันหอมกรุ่น...อีกต่อไป

** มันน่าเศร้าใจไหม ที่ ตำรวจ ในฐานะที่เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ ไปดำเนินการเพื่อแก้ไขสถานการณ์ ให้มีการประชุมรัฐสภา เพื่อแถลงนโยบายรัฐบาลได้ แต่กำลังถูกต่อว่าต่อขานอย่างหนัก จนขวัญกำลังใจหดหายไปอยู่ตาตุ่ม อย่างนี้ ยุบไปเลยดีไหม กองร้อยปราบจลาจล หรือ ปจ. อะไรนี่ ยิงแก๊สน้ำตา ซึ่งเป็นมาตรการขั้นเบาที่สุดแล้ว ยังโดนรุมกระหน่ำซ้ำเติมแบบนี้ สถานการณ์หน้าบ้านสี่เสาเทเวศร์ ใช้ลักษณะการปราบปรามแบบเดียวกัน ไม่เห็นใครต่อใครจะออกมาเดือดร้อนตั้งกรรมการสอบสวนกันแบบนี้เลย...น่าสังเวชแท้...เมืองไทย!!! อับอายขายขี้หน้าเขาไปทั่วโลกไหม

** มาดูเบื้องลึกเบื้องหลังกันดีกว่า!!! ลูกยิง ลูกขว้าง แก๊สน้ำตา เจ้าปัญหานี้ จัดซื้อจัดจ้างกันมาปี 2538 ในสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ที่ นายหัวชวน ลูกแม่ถ้วน ขายพุงปลาในตลาดเมืองตรัง ประจำการอยู่ ไม่ใช่หรืออย่างไร? ที่ว่าจะเป็นของไร้คุณภาพ หรือ มีอานุภาพที่รุนแรงจนเกินไปนี่นะ น่าแปลกใจไหม !!! รัฐบาลใครจัดซื้อจัดหาเอามาให้เจ้าหน้าที่ตำรวจใช้กันล่ะ มันต้องสืบเสาะไปถึงต้นตอตรงนั้น ที่สำคัญคือ รัฐบาลไหน? ไปสอบสวนเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ แล้วบอกว่าการปราบปรามฝูงชนให้ใช้แก๊สน้ำตายิงได้ ไม่ใช่รัฐบาล อานันท์ ปันยารชุน ดอกหรืออย่างไร...?

** ท่ามกลางข่าวร้าย ย่อมมีข่าวดี ขบวนการ “ตีนตบ” เริ่มเดินเครื่องทำงาน ประเดิมงานแรกที่ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา ที่หลายคนต้องตกตะลึง กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เนื่องเพราะ ผู้เข้าร่วมงานไม่พอใจกับการกระทำของ “หล่อเล็ก–หล่อใหญ่” จนหน้าหงาย ที่จงใจช่วยเหลือแต่ฝ่ายตรงข้ามประชาธิปไตย ทั้งที่คนฝ่ายประชาธิปไตยเสียภาษีเหมือนกัน มันเลยต้องโดนให้ขายหน้าประชาชีแบบนี้แหละ ที่จริงยังน้อยไป หาก คนเสื้อแดง ใช้วิธีย้อนศร แบบพวก “ถ่อย-สถุล” ในทำเนียบรัฐบาลบ้าง ไปปิดล้อมศาลาว่าการ กทม. เจอคนพรรคนี้ที่ไหนใช้ “ตีนตบ” ที่นั่น เพื่อเป็นการตอบโต้ แล้วจะรู้สึกอย่างไร

** มาตรการ “ตีนตบ” เพื่อเรียกร้อง “รถสุขา” ไปที่ท้องสนามหลวงได้ผลเกินคาด เพราะตกเย็นวันวาน รถสุขา กทม.มาที่ท้องสนามหลวงกันพึ่บพั่บ 6-7 คัน หลังจาก 1 ปีที่ผ่านมา เวลาคนเสื้อแดงมีชุมนุม ไม่เคยเอามาบริการเลย นี่ไงที่ว่า...มีการเลือกปฏิบัติ ทั้งที่คนเสื้อสีแดง เขาเสียภาษีอากรมาให้ กทม. เหมือนกัน แต่กลับได้รับบริการที่แตกต่างกัน นี่ไง...แทง แทนไท ถึงว่าการเคลื่อนไหวของฝ่ายประชาธิปไตย จะได้อะไรมาสักอย่าง ไม่ใช่จะได้มาง่ายๆ ต้องพร้อมที่จะสละ เลือด เนื้อ ชีวิต เข้าแลกตลอดเวลา

** บรรทัดสุดท้าย อยากให้กำลังใจกับทุกท่าน ไม่ว่าจะเป็นประชาชนคนเดินดินกินข้าวแกง หรือ คนมีสี พวกท่าน“ต๊อแต๊” ได้...แต่อย่า สิ้นหวัง !!! ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจ ตราบนั้น เราจะยังมีความหวังที่จะสามารถเดินหน้า ฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ ไปได้ “อะไรที่อยู่ไกลเรารุกคืบจะขยับเข้าไปให้ใกล้ อะไรที่อยู่ใกล้เราจะไม่ผลักออกไปให้ไกล” เป็นกำลังใจให้ทุกท่านทุกคนนะ...ขอรับ


ใครกระทำให้สังคมไทยแตกแยก ...???


คอลัมน์ : ตะแกรงข่าว

ผมเชื่อว่า อารมณ์ความรู้สึกของประชาชนคนไทยในเวลานี้ .... ขณะนี้ กระเจิดกระเจิง จนไม่รู้ว่าต้นสายปลายเหตุมันอยู่ที่ไหน กันแล้ว.... ???

ไม่รู้แม้กระทั่ง อะไรคือถูก .... อะไรคือผิด เพราะทุกอย่าง ผิดฝา ผิดตัว ผิดจากมโนธรรมที่เคยรับรู้ไปแล้วอย่างสิ้นเชิง !!!

แต่ที่แน่ๆ อาการทุกอย่างเริ่มเกิดขึ้นนับแต่ผู้นำกองทัพนำโดย พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตผู้บัญชาการทหารบกในขณะนั้น

ลุแก่อำนาจ เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 โดยใช้กองกำลังยุทโธปกรณ์ทางทหารที่มาจากภาษีของประชาชน เข้าล้มล้างรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ฉีกรัฐธรรมนูญของประชาชนทิ้ง ซึ่งทั้งหมดก็คือ การทำลายระบอบประชาธิปไตย

หลังจากนั้น เผด็จการคณะนายทหารที่เรียกตัวเองว่า คณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คปค. ซึ่งต่อมาต้องเปลี่ยนชื่อมาเป็น คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช.

ได้ลากเอากลุ่มพรรคพวกที่ร่วมกันทำลายระบอบประชาธิปไตย ในหลายกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น ข้าราชการเก่า ตุลาการบางท่าน นักวิชาการ เอ็นจีโอ หรือแม้กระทั่งสื่อมวลชน ที่อยู่เบื้องหลังสนับสนุนให้เกิดการยึดอำนาจ เข้ามานั่งบงการ วางกฎเกณฑ์ กติกาใหม่ให้กับสังคมไทย ....

ที่สำคัญ กฎกติกาใหม่นี้ ไม่ว่าจะเป็นประกาศ คปค. ที่ทยอยออกมาบังคับ กดหัวประชาชนผู้รักประชาธิปไตย หรือแม้แต่การตั้ง สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. จนทำคลอดรัฐธรรมนูญ 2550 ออกมาได้สำเร็จ

แต่ทุกส่วนที่กล่าว ได้กลายเป็นชนวนที่ทำให้ประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศที่ยังคงรักระบอบประชาธิปไตย อึดอัด สงสัย เคียดแค้น เพราะผลของกฎ กติกา ที่ออกมาใช้กดหัวประชาชนนั้น มันคือกฎของเผด็จการหลงยุค ....

ซ้ำร้าย ความไม่พอใจของประชาชน ที่ก่อนหน้านี้ต่างได้แสดงออกมาแล้วจากการชุมนุมของ กลุ่มประชาชนที่เรียกตัวเองว่า แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ต่อการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ได้ถูกกระหน่ำ ซ้ำเติม เข้ามาอีกอย่างเป็นระลอก

ไม่เว้นแม้แต่ หลังการเลือกตั้ง 23 ธันวาคม 2550 ที่พรรคพลังประชาชน ชนะการเลือกตั้ง ฝ่าด่าน เข้ามาเป็นรัฐบาลได้ จากการสนับสนุนของประชาชนคนส่วนใหญ่ของประเทศ

เพราะเหล่าอำมาตยาธิปไตย ได้ใช้อำนาจอย่างไม่ชอบธรรม เบี่ยงเบน รังแก ตัวแทนของประชาชน อย่างไม่มียางอาย ....!!!

ประชาชนเริ่มจับต้องได้อย่างแท้จริงว่า อำนาจที่ได้มาอย่างไม่ชอบธรรม อันเป็นมรดก สืบทอดมาจาก คมช. ยังคงดำรงอยู่เพื่อทำลายระบอบประชาธิปไตย !!!

คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.จ้องดำเนินการเอาผิด สมาชิกพรรคร่วมรัฐบาล เพื่อตัดทอนเสียงสนับสนุน ไม่ให้สามารถจัดตั้งรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศได้

สมาชิกวุฒิสภา ที่มาจากการลากตั้ง 74 คน อันเป็นเชื้อสายพันธุ์เผด็จการ คมช. ที่วางไข่ไว้ เริ่มสำแดงธาตุแท้ให้เห็นว่า แท้จริงแล้ว กลุ่มคนพวกนี้ได้รับปฏิบัติการเป็นทางในมาแล้ว ในการหาเรื่อง จ้องเอาเรื่อง จ้องขุดคุ้ย ชงเรื่อง ในการทำลายพรรครัฐบาล อย่างสุดลิ่ม

ขณะที่ฝ่ายรับลูก ก็คือ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ที่ถูก คมช.อุ้มขึ้นไปนั่งแท่น คอยท่าใช้อำนาจที่มีอยู่ทำลายล้างในทันที โดยไม่แยแสต่อความรู้สึกของสังคมโดยส่วนรวม ว่าชอบธรรมหรือไม่

หรือแม้แต่การออกมากระทำการก่อกวนสังคม ก่อกวนการบริหารของรัฐบาล จากกลุ่มพันธมิตรฯพันธมาร ที่เหิมเกริมจนถึงขั้นเข้าข่ายก่อกบฎ แต่กลับได้รับการคุ้มครอง อย่างหน้าตาเฉย จากตัวแทนของ คมช. ที่เข้ามาอยู่ในคราบของตุลาการภิวัตน์

สิ่งเหล่านี้ต่างหาก ที่ส่งผลให้ สังคมไทยแปรปรวน หมิ่นเหม่ต่อการเกิดสงครามกลางเมืองในท้ายสุด ...!!!

เป็นอาการแปรปรวนในอารมณ์ที่ขุ่นมัวของประชาชน ที่ฝังรากลึกมาอย่างยาวนาน จากการใช้ทั้งกำลังทางทหารกดขี่ประชาชน ต่อเนื่องมาถึง การใช้ตุลาการภิวัตน์ กดหัว ปิดปากประชาชน ด้วยกฎหมายที่ไม่ชอบธรรม

การวินิจฉัย ตัดสินคดีความ ที่ตรงข้ามกับความรู้สึกของประชานส่วนใหญ่ ที่กล่าวได้ว่า ดูจะทำให้จากดำเป็นขาว หรือจากขาวเป็นดำ ได้อย่างหน้าตาเฉย

ไม่ยี่หระ แม้แต่อาจจะต้องถูกสังคมตั้งข้อสงสัยประณามลับหลังว่า กำลังเกิดอะไรขึ้นกับกระบวนการยุติธรรมของไทย

ที่ร่ายยาวมาถึงแค่นี้ จริงๆ แล้ว ไม่สามารถบรรยายอย่างถี่ถ้วนได้ทั้งหมดในอารมณ์คนไทยในขณะนี้ ได้

เพราะบ้างก็ทั้งเจ็บใจ ทั้งแค้น ที่ถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรม .... !!!

บ้างก็ต้อง งุนงง สงสัย ในพฤติกรรมของเหล่าผู้คนที่ยกหางตัวเองเป็นผู้มีคุณธรรม จริยธรรม อะไรกันที่ทำให้คนพวกนี้ หน้าหนา หน้าทนได้ถึงเพียงนี้

ทั้งหมดจึงกล่าวได้ว่า เป็นการกระหน่ำซ้ำเติมปัญหาของประเทศให้หนักหนาสาหัสขึ้น จากฝีมือของสมุน คมช. ที่ต้องการคงอำนาจของตัวเองไว้ให้ยาวนานที่สุด ....

เป็นการกระหน่ำซ้ำเติม ที่มีเป้าหมายแน่ชัดของฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ที่ต้องการควบคุมอำนาจในการปกครองประเทศ แทนตัวแทนของประชาชนที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามาตามระบอบประชาธิปไตย

ยิ่งได้ฟัง นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์เมื่อไม่กี่วันมานี้ โดยกล่าวถึง ความแตกแยกในบ้านเมืองที่เกิดขึ้นนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นคนเดียวที่จะปลดล็อกปัญหาต่างๆ ได้

นายอานันต์ กล่าวว่า “ผมไม่มีอะไรแนะนำ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ ตั้งใจจริงก็จะทำให้การเมืองผ่อนคลายลงได้”

ผมก็อยากจะบอกนายอานันท์ เช่นกันว่า “สิ่งที่พูดออกมานั้น ใช้อะไรคิด ? ใช้อะไรตรอง ? “

เอะอะ อะไร ก็ไปลงที่อดีตนายกฯ ทักษิณ

ทั้งที่ทุกอย่างที่เกิดเป็นความแตกแยกของบ้านเมืองขณะนี้ เกิดขึ้นจากพวกที่นิยมเผด็จการอำมาตยาธิปไตย ที่อยากจะปกครองประชาชน ได้รวมมือกันก่อการปฏิวัติรัฐประหารขึ้นเมื่อ 19 กันยายน 2549

แม้แพ้การเลือกตั้งมาแล้ว ตามกติกาของเผด็จการ ก็ยังไม่ยอมรับ ยังคงกระหน่ำ ฉุดรั้ง เพื่อเอาชนะให้ได้อย่างหน้าด้านๆ นี่ต่างหากที่ทำให้สังคมไทยต้องแตกแยกถึงขั้นนี้ ....

จึงไม่ใช่เรื่องที่อดีตนายกฯทักษิณ ต้องมาปลดล็อก .... แต่เป็นปัญหาร้ายแรงที่ถูกก่อขึ้นจากความกระหายในอำนาจของกลุ่มอำมาตยาธิปไตย ที่กำลังใช้อำนาจ กดหัวประชาชน

จึงเป็นเรื่องระหว่างประชาชนที่ต้องการระบอบประชาธิปไตย กับ สมุนเผด็จการ ที่ต้องการพลิกบ้านเมืองไปสู่ระบอบอำมาตยาธิปไตย

เป็นการต่อสู้ระหว่างประชาธิปไตยกับเผด็จการอำมาตยาธิปไตย โดยแท้ ............

พร ภัทร


แปลกแต่จริง

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

ตั้งแต่เข้ามาสู่อาชีพหาข่าวขาย ซึ่งทำมาทั้งชีวิต ไม่เคยมีอาชีพอื่นใดเลย ผมยังคงยึดมั่นกับคำว่า “ข่าวลือ” คือข่าวจริงที่ยังมาไม่ถึง ไม่ว่าเป็นข่าวการบ้านหรือข่าวการเมือง

อย่างข่าวบันเทิง ข่าวลือจะเป็นข่าวจริงที่ยังมาไม่ถึงเกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ พระเอกคนนั้นเตียงหัก นางเอกคนโน้นท้องก่อนแต่ง และทุกข่าวที่เป็นข่าวลือ จะเป็นลูกสูตรที่คนตกเป็นข่าวลือจะต้องออกมาลอยหน้าลอยตาปฏิเสธ ไม่จริ๊ง ไม่จริง

สุดท้ายข่าวลือก็คือข่าวจริงทั้งนั้น

ข่าวการเมืองไม่ต่างจากข่าวบันเทิง นักการเมืองบ้านเราไม่ต่างจากดารา เป็นบุคคลสาธารณะเช่นเดียวกัน บางครั้งบางคราวนักการเมืองทำตัวเหมือนกับการแสดงละคร มีทั้งพระเอก นางเอก ตัวร้ายและนางร้าย ซึ่งต้องแสดงบทอิจฉาตอแหลตั้งแต่ต้นจนจบ

ข่าวลือในแวดวงของนักการเมือง ส่วนใหญ่จะเป็นข่าวความแตกแยกของกลุ่มก๊วนต่างๆ ในพรรคการเมือง และทุกครั้งที่เป็นข่าว ก็จะได้รับการปฏิเสธเช่นเดียวกับข่าวดาราเตียงหัก ข่าวนางเอกท้องก่อนแต่ง แต่การปฏิเสธของนักการเมือง ไม่สามารถจะพิสูจน์กันได้เหมือนกับข่าวดารา เพราะนักการเมืองหรือกลุ่มก๊วนการเมืองที่มีความขัดแย้งแตกแยกกันนั้น สามารถสมานฉันท์กันได้ชั่วคราว หากสามารถแบ่งผลประโยชน์กันลงตัว

ยกเว้นข่าวลือปฏิวัติรัฐประหาร มักจะเป็นจริงทุกครั้ง

ส่วนข่าวลือปฏิวัติรัฐประหารที่ลือกันหนาหู ลือกันหึ่งอยู่ขณะนี้ ก็ไม่ต่างจากข่าวลือปฏิวัติในอดีต โดย พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก นอกจากจะยืนกรานปฏิเสธมาตลอดแล้ว ยังบอกเหตุผลว่าหากมีการปฏิวัติรัฐประหาร จะเป็นการซ้ำเติมให้ประเทศบอบช้ำหนักขึ้น จึงให้การเมืองในระบบรัฐสภาแก้ปัญหาการเมือง

แต่...เป็นเรื่องแปลกแต่จริง ขณะที่ผู้บัญชาการทหารบกยืนกรานปฏิเสธ พร้อมบอกเหตุผลที่ไม่ทำการปฏิวัติรัฐประหาร กลับมีเสียงเรียกร้องให้ทหารปฏิวัติ สอดรับกับการชุมนุมประท้วงของกลุ่มพันธมิตรพันธมาร ที่ยึดสะพานมัฆวานฯ และทำเนียบรัฐบาลเป็นฐานที่มั่น ซึ่งมีเป้าหมายชัดเจนอยู่แล้วว่า ต้องการจะเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ให้มีการปฏิวัติรัฐประหาร ซึ่งเคยทำสำเร็จมาแล้วในการชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

แปลกแต่จริงที่ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี อดีตรองนายกรัฐมนตรี หมาดๆ ออกมาพูดภาษาไทยไม่ต้องแปลเป็นไทย ให้ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ทำการปฏิวัติรัฐประหาร เพื่อแก้ไขปัญหาการเมืองที่ถึงทางตัน เข้าสู่จุดวิกฤติ

แปลกแต่จริงเพราะ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ถือว่าเป็นนายทหารอาชีพ เป็นนายทหารประชาธิปไตย ยอมลาออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก เพื่อเดินทางไกลสองแสนไมล์ ตั้งพรรคความหวังใหม่ เข้าสู่ถนนการเมือง

เมื่อเข้าสู่การเมืองเต็มตัวสมัยแรก พล.อ.ชวลิต ก็เป็นแกนนำร่วมกับ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เมื่อครั้งเป็นหัวหน้าพรรคพลังธรรม ชุมนุมขับไล่รัฐบาล พล.อ.สุจินดา คราประยูร ที่เสียสัตย์เป็นนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง จนเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ

แปลกแต่จริงวันนี้ นายทหารประชาธิปไตยกลับกวักมือเรียกให้ทหารออกมาปฏิวัติ

แปลกแต่จริงวันนี้ คนเคยเป็นแกนนำชุมนุมประท้วงขับไล่รัฐบาลที่นายกรัฐมนตรีไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง กลับชุมนุมประท้วงรัฐบาลที่นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้ง

แปลกแต่จริง พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคการเมืองเก่าแก่ที่สุดของประเทศไทย เคยยึดมั่นในระบบรัฐสภา อุดมการณ์ไม่เปลี่ยนแปลง กลับไม่ยอมใช้เวทีรัฐสภาแก้ปัญหาของประเทศ แต่ไปสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรพันธมารออกหน้าออกตา เพียงเพื่อให้หัวหน้าพรรค นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นมะม่วงบ่มสุก เป็นนายกรัฐมนตรีทางลัด เพราะชาตินี้คงเห็นแล้วว่า ไม่สามารถจะจัดตั้งรัฐบาลได้ หากยึดกติกาให้พรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

แปลกแต่จริง เมื่อไม่สามารถเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลได้ ทั้งๆ ที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช.ช่วยเหลือกันสุดลิ่มทิ่มประตู แทนที่จะแสดงความยินดีกับพรรคที่ชนะการเลือกตั้ง ยอมเป็นฝ่ายค้านกลับเรียกตัวเองรัฐบาลเงา นายกรัฐมนตรีเงา

แต่ที่ไม่แปลก และเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นแล้ว เมื่อ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งไม่ทราบว่าตอนเกิดเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ไปเดินถือธงนำหน้าขบวนไหนตรงไหน จึงไม่เคยเห็นภาพถ่ายมาก่อนเลย กลับไปนั่งหน้าเศร้า แต่ยังไม่ได้เล่าความเท็จให้ใครฟัง เพราะถูกญาติวีรชนถอดรองเท้าพุ่งเข้ามาจะตบ ดีที่มีเจ้าหน้าที่ขวางไว้ทัน

ถ้าเจ้าหน้าที่ขวางไม่ทัน คงจะได้เห็นภาพรองเท้าตบหน้าคนที่ชอบใจเป็นปลื้มกับเสียงมือตบเพราะมีเสียงเรียกว่านายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ตามมากับเสียงมือตบด้วย