WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, October 17, 2008

7 ตุลาคม “พาคนไปตาย”

“...หรือเราจะปล่อยให้ผู้บังคับใช้กฎหมายต้องถูกโดดเดี่ยว และตกเป็นผู้ร้ายของสังคมไปอย่างนี้โดยปล่อยให้ผู้ก่อและผู้ริเริ่มการชุมนุมต้องลอยนวลทั้งที่การชุมนุมเมื่อ 7 ตุลาคม 2551 ได้ปิดฉากอย่างโหดร้าย โดยพวกเขาเหล่านั้นเอง...”

7 ตุลาคม “พาคนไปตาย”


ดูเหมือนว่าภายหลังเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องตราเป็นผู้ร้ายของสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทั้งที่ความจริงแล้ว เหตุการณ์ครั้งนั้นไม่เพียงแต่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ แต่ทว่าฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็บาดเจ็บสาหัสหลายคน และบาดเจ็บอย่างไม่ถึงขั้นสาหัสอีกนับร้อย

และทั้งๆ ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเองได้ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อย และเพื่อการสลายการชุมนุมตามความจำเป็นและตามสมควรและการเคลื่อนขบวนของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่กระทำการด้วยความฮึกเหิม ไม่ยำเกรงต่อกฎหมาย และส่อให้เห็นได้ว่า การชุมนุมเช่นว่านั้นหากจะกล่าวอ้างความชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญเพื่ออ้างเสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะได้ก็ตาม แต่ที่สุดแล้ว บาปเคราะห์ทั้งปวงก็จะต้องตกอยู่กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ทั้งๆ ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องบาดเจ็บจากการกระทำของผู้ชุมนุมที่อ้างว่าเป็นการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ แต่ภาพที่ปรากฏกลับเห็นเด่นชัดถึงความรุนแรงที่ผู้ชุมนุมเป็นผู้ก่อและยั่วยุ

ทั้งๆ ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องกระทำการตามสมควรและความจำเป็นเพื่อปกป้องตนเองจากการถูกทำร้าย

แต่ที่สุดแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังตกเป็นผู้ร้ายอยู่นั่นเอง

แน่นอนว่าหากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้กระทำการเกินสมควรแก่เหตุแล้วก็ย่อมจะต้องรับผิดไม่ว่าทางกฎหมายหรือทางวินัย

แต่ในวันนี้ดูเหมือนว่าหลายฝ่ายต่างเร่งรีบและด่วนตัดสินใจในทันใดและโดยพลันว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพราะการกระทำผิดของฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ ดังนั้น ผู้บัญชาตำรวจแห่งชาติ ผู้บัญชาตำรวจนครบาลและรองผู้บัญชาการฯ จึงต้องถูกดำเนินการตามกฎหมายโดยคณะกรรมการ ป.ป.ช.

ทั้งนี้เรื่องนี้ควรจะต้องพินิจพิจารณากันด้วยความสุขุมรอบคอบ และต้องฟังความรอบด้าน

แน่นอนเหลือเกินว่าหากประชาชนผู้บริสุทธิ์ได้รับบาดเจ็บล้มตายลงจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้บังคับบัญชาก็จะต้องรับผิดชอบ

แต่คำถามก็คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใครเป็นผู้ก่อ และแท้ที่จริงแล้วประชาชนที่บาดเจ็บและเสียชีวิตนั้น มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ในฐานะประชาชนผู้บริสุทธิ์ และไม่รู้อีโหน่อีเหน่ จนตัวเองต้องบาดเจ็บหรือเสียชีวิต จริงหรือไม่ และสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ

ฝ่ายที่ริเริ่มใช้ความรุนแรงคือฝ่ายใดรวมถึงบรรดาแกนนำคนสำคัญของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่วางแผนการและผลักดันให้ประชาชนเคลื่อนพลไป ร่วมถึงผู้นำฝูงชนเข้าชุมนุมจนต้องบาดเจ็บล้มตายไปนั้น ควรจะต้องเป็นผู้มีส่วนร่วมรับผิดชอบหรือไม่นั้น กลับไม่มีผู้ใดกล่าวถึง

หรือเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 ไม่มีผู้นำการชุมนุมคนใดที่ควรถูกกล่าวหาว่า “พาคนไปตาย” อย่างที่เคยเกิดเมื่อพฤษภาคม 2535

อย่างไรก็ดี ความเป็นจริงมีอยู่ว่า ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองขนาดใหญ่ทั้งหมดนั้น จะต้องเข้าใจให้ถ่องแท้ว่าผู้นำการชุมนุมนั้นไม่ได้มีหน้าที่เพื่อต่อสู้ทางการเมืองเพียงอย่างเดียว หากยังมีหน้าที่และความรับผิดชอบต่อผู้ร่วมชุมนุมทุกคน

แต่จนถึงวันนี้ยังไม่เห็นผู้นำการชุมนุมหรือแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยคนใดออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์

และยังไม่ปรากฏว่ามีผู้หลักผู้ใหญ่ผู้อาวุโสคนใดในบ้านเมืองนี้ ออกมาแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ แต่กลับแสดงอาการเกาะกระแสซ้ำเติมกล่าวหาเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้กระทำการตามหน้าที่ โดยมิได้คำนึงว่า ความรู้สึกของเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเหนื่อยยากตลอดมานั้น จะเป็นเช่นไร

ซึ่งนี่คือสภาพความเป็นจริงที่เจ็บปวดในสังคมไทยในวันนี้

จนถึงเวลานี้ เราจะปล่อยให้มีการใช้เสรีภาพอย่างไม่มีขอบเขตจำกัด จนก่อให้เกิดสภาวะอนาธิปไตยเกิดขึ้นในรัฐและนำไปสู่การที่ไม่มีเสรีภาพเหลืออยู่เลย กระนั้นหรือ

หรือเราจะปล่อยให้ผู้บังคับใช้กฎหมายต้องถูกโดดเดี่ยว และตกเป็นผู้ร้ายของสังคมไปอย่างนี้โดยปล่อยให้ผู้ก่อและผู้ริเริ่มการชุมนุมต้องลอยนวลทั้งที่การชุมนุมเมื่อ 7 ตุลาคม 2551 ได้ปิดฉากอย่างโหดร้าย โดยพวกเขาเหล่านั้นเอง หรือว่าสิ่งที่เราจะทำได้ก็เพียงแต่หวัง หวังเพียงว่าความโหดร้ายและการสูญเสียของผู้ชุมนุมจะตามหลอกหลอนมโนธรรมสำนึกของผู้นำชุมนุมไปตลอดชีวิต



ส.ส.พลังประชาชนเรียกร้องให้ผู้บัญชาการฯทำตาม รธน.

ส.ส.พลังประชาชน กลุ่มอีสานพัฒนา กลุ่มกทม.และกลุ่มภาคกลาง ได้แถลงข่าวเรียกร้องให้ผู้บัญชาการเหล่าทัพปฏิบัติตามกรอบรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีแสดงความรับผิดชอบต่อการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา ทำให้สื่อมวลชนพาดหัวข่าวและแสดงออกอย่างชัดเจนว่า ต้องการให้นายกรัฐมนตรีลาออก


‘เสธหนั่น’ชี้เหล่าทัพมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นจี้รัฐ‘ออก-ยุบ’

พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากกรณีเหล่าทัพอออกมาแสดงความคิดเห็น เพื่อกดดันให้รัฐบาลยุบสภาหรือลาออกนั้น ก็เป็นสิทธิ์ที่จะมีการแสดงความคิดเห็น เนื่องจากเป็นประชาชนคนหนึ่ง ซึ่งทางทหารจะแสดงความคิดเห็นอย่างไรก็เป็นเรื่องของเขา คงไปก้าวก่ายอะไรไม่ได้ ในส่วนของรัฐบาลก็ต้องเร่งสอบสวนหาข้อเท็จจริงเรื่องสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา ถ้าการสอบสวนข้อเท็จจริงออกมาว่ารัฐบาลมีความผิด นายสมชาย นายกรัฐมนตรี ต้องออกมารับผิดชอบทุกกรณี

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า อยากให้รัฐบาลเร่งสอบสวนข้อเท็จจริงให้เร็วที่สุด ก่อนจะมีเหตุบานปลายไปมากกว่านี้ ในส่วนพรรคร่วมรัฐบาลโดยเฉพาะพรรคชาติไทยเอง อาจจะถอนตัว ถ้าการสอบสวนนายกรัฐมนตรีมีความผิด ต้องพิจารณาว่าจะอยู่ต่อไปอีกหรือไม่ นอกจากนี้ในส่วนที่พันธมิตรฯ กับ นปช. กำลังเผชิญหน้ากันนั้น รัฐบาลเองก็ต้องวางแนวทาง เพื่อป้องกันไม่ให้มีเหตุเกิดขึ้นเหมือนวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา


ทักษิณส่งทนายแจ้งความเอาผิดสนธิ

นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล และนายวัชระ แสงปทุม ทีมที่ปรึกษากฎหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าแจงความกับพนักงานสอบสวน สน.ดุสิต เพื่อให้ดำเนินคดี นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ในเครือผู้จัดการ ในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาในเอกสาร

นายวัชระ กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ปรึกษาทีมทนายความและได้มอบหมายให้ทีมทนายความ เดินทางเข้าแจ้งความนายสนธิ เนื่องจาก เมื่อวันที่ 14 - 15 ต.ค.ที่ผ่านมา นายสนธิ ได้ขึ้นเวทีปราศรัยที่ทำเนียบฯและกล่าวโจมตีให้ร้าย พ.ต.ท.ทักษิณ โดยได้มีการนำเสนอข่าวลงตีพิมพ์ข้อความหมิ่นประมาท ในลักษณะ พ.ต.ท.ทักษิณ จ้องล้มสถาบันเบื้องสูง และในช่วงบ่ายวันนี้ ทนายความพ.ต.ท.ทักษิณ จะยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง ที่เคยสั่งนายสนธิห้ามพูดถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ในทางเสียหาย ให้ทำตามคำสั่งศาลด้วย

สส.พปช.เชื่อมีคนหนุนหลัง'อนุพงษ์'พูดกดดันรบ.

วันนี้ (17 ต.ค.) นายปัญญา ศรีปัญญา ส.ส.ขอนแก่น พรรคพลังประชาชน(พปช.) กล่าวถึงกรณีที่พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ออกมาเสนอแนะให้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีลาออก หรือยุบสภา เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ 7 ตุลาฯ นั้นเป็นกดดันรัฐบาลและเชื่อว่า มีผู้อยู่เบื้องหลัง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ผบ.ทบ.พูดในลักษณะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เหมือนถูกบังคับให้พูด และแทนที่พล.อ.อนุพงษ์ ในฐานะ ผอ.รักษาความมั่นคงภายในจะหามาตรการป้องกันไม่ให้กลุ่มพันธมิตรฯสร้างความวุ่นวายให้บ้านเมืองแต่กลับมาบีบให้รัฐบาลตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งนี้ นายปัญญา ยังได้เรียกร้องให้ ผบ.ทบ.ทำตามที่พูดไว้ว่า ทหารจะอยู่เคียงข้างประชาชน และจะไม่ทำรัฐประหาร

Thursday, October 16, 2008

ชาวบ้านตาดำๆ

พวกกระผม เป็นข้าราชการ เบี้ยหวัดบำนาญทหารชั้นผู้น้อย มีความข้องใจดังนี้ ผู้ที่จะรับเบี้ยหวัดบำนาญตั้งแต่อายุ 65 ปี ต้องได้รับบำนาญเดือนแรก ไม่ต่ำกว่า 13,350 บาท จึงจะมีสิทธิรับเงินได้นั้น ทำไมจะต้องเอากฎเกณฑ์รับบำนาญเดือนแรกมาเป็นข้ออ้าง

ผู้ที่มีบำนาญไม่ถึง 13,350 บาทก็ไม่มีสิทธิรับเงินหรือ

ทำไมกระทรวงการคลังจึงไม่จ่ายเงิน 15 เท่า ส่วนที่เหลือให้หมดเลย ไม่ต้องมาคิดให้ปวดหัว มีเท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น

การที่กระทรวงการคลังจ่ายเงินแบบนี้ ไม่ยุติธรรมสำหรับข้าราชการบำนาญชั้นผู้น้อย แต่ได้ดีสำหรับข้าราชการบำนาญชั้นผู้ใหญ่ ตั้งแต่ พ.ต.ขึ้นไปถึงนายพล

ทำแบบนี้ทำให้ ข้าราชการเบี้ยหวัดบำนาญชั้นผู้น้อยเดือดร้อน ขอให้กระทรวงการคลังพิจารณาใหม่เถอะ เดือดร้อนจริงๆ

จากข้าราชการเบี้ยหวัดบำนาญทหารชั้นผู้น้อย

ผมทำหน้าที่ให้แล้วนะครับ ส่วนผู้มีอำนาจท่านใดจะรับฟังหรือเข้ามาเยียวยาผมก็สุดปัญญาจริงๆ เพราะความเป็นธรรม ความเท่าเทียม ในสังคมไทยไม่มีมานานแล้ว ประชาธิปไตย ก็ไม่เคยมีมาเลยนับตั้งแต่อดีต มีแต่ภาพจำลองของประชาธิปไตยเท่านั้น

เป็นประชาธิปไตยจอมปลอม

เพราะฉะนั้น การปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยในเมืองไทย อำนาจการปกครองจึง ยังอยู่ในมือของคนกลุ่มน้อย ถ้าวันนี้คนส่วนใหญ่ของประเทศยังเป็นพลังเงียบ ไม่มีปากมีเสียง ไม่มีน้ำยา

ก็ต้องรับสภาพนี้ต่อไปเรื่อยๆ

อย่าบ่น อย่าเบื่อ เพราะเมื่อคนส่วนใหญ่ รักษาประชาธิปไตย เอาไว้ไม่ได้ ก็ไม่สมควรที่จะอ้างเอาประโยชน์จากการปกครองภายใต้ระบอบประชาธิปไตย อายชาวโลกเขาเปล่าๆ

เพราะในโลกของประชาธิปไตย จะต้องไม่มีกฎหมู่ ถ้ากฎหมู่ได้ชัยชนะเหนือกฎหมาย ก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่เป็นการรวบอำนาจการปกครอง หรือที่เรียกว่า เผด็จการในรูปแบบต่างๆ

วันนี้ผมเชื่อว่าประชาชนที่เป็น ชาวบ้านตาดำๆ กำลังเดือดร้อนอย่างหนัก แผ่นดินภาคใต้ก็ลุกเป็นไฟ ชายแดนกัมพูชาก็กำลังจะเกิดศึก ราคาพืชผลการเกษตรลดลงน่าใจหาย ราคายางจากกิโลกรัมละ 60 บาทเหลือ 12 บาท ราคาข้าวเกวียนละไม่ถึงหมื่นแล้ว แถมโครงการรับจำนำข้าวจะไปรอดหรือเปล่าก็ไม่รู้

หันมาที่คนกินเงินเดือน เริ่มจากการลดค่าจ้าง ถูกตัดโอที แล้วก็ปลดคนงาน รัฐวิสาหกิจใหญ่ๆ อาทิ การบินไทย ไม่มีโบนัส เป็นไปได้อย่างไร ตลาดหุ้นมีแนวโน้มว่าเมื่อวิกฤติการเงินมาถึงเมื่อไหร่ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์น่าจะเหลือต่ำกว่า 300 จุด เฮ้อระยะนี้ถ้ามีเรื่องเดือดร้อนแนะนำให้ไปร้องพันธมิตรฯดีที่สุด.

“หมัดเหล็ก”


ป.ป.ช.ชี้มูล ยงยุทธ แสดงบัญชีทรัพย์สินหนี้สินเป็นเท็จ


ป.ป.ช.16 ต.ค. - นายกล้านรงค์ จันทิก โฆษกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) แถลงมติ ป.ป.ช.เกี่ยวกับกรณีนายยงยุทธ ติยะไพรัช เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบว่า จาการตรวจสอบพบว่า ก่อนหน้านี้นายยงยุทธได้แสดงบัญชีทรัพย์สินหนี้สิน โดยแจ้งว่าได้ขายหุ้นบริษัท มิติฟู้ดโปรดักส์ จำกัด จำนวน 24,500 หุ้น ให้แก่ พ.ต.ท.นัฏฐวุฒิ ยุววรรณ ซึ่งเป็นน้องชายภรรยาเป็นจำนวนเงิน 245,000 บาท โดย พ.ต.ท.นัฏฐวุฒิได้ชำระเงินค่าซื้อหุ้นบริษัทดังกล่าวเป็นเงินสดจำนวน 850,000 บาท และมีเงินค้างชำระจำนวน 1,600,000 บาท

“จากการตรวจสอบพบว่า นับแต่วันจดทะเบียนจนถึงปัจจุบันเวลากว่า 18 ปี บริษัทดังกล่าวไม่ได้ประกอบกิจการค้าแต่อย่างใด และ พ.ต.ท.นัฏฐวุฒิไม่มีฐานะการเงินเพียงพอที่จะชำระเงินค่าหุ้นเป็นเงินสดถึง 850.000 บาทตามที่มีการทำสัญญากันไว้จริง จึงมีเหตุอันควรเชื่อว่า ไม่มีการซื้อขายหุ้นกันจริง และไม่มีเงินกู้ยืมจำนวน 1,600,000 บาท ตามที่นายยงยุทธแสดงไว้ในบัญชี คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำของนายยงยุทธเป็นการจงใจยื่นบัญชีแสเดงรายการหนี้สินทรัพย์สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ โดย ป.ป.ช.จะเสนอเรื่องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยต่อว่า นายยงยุทธจงใจยื่นบัญชีเป็นเท็จตามรัฐธรรมนูญมาตรา 263 รวมทั้งให้พิพากษาลงโทษตามมาตรา 119 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542. – สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-10-16 19:01:29

พันธมิตรฯอุกอาจ!ปืนจี้-ข่มขู่‘นปช.’

‘สมยศ’พา นปช.ดวงซวยโดนแก๊ง‘อันธพาลพธม.’เล่นบทเหนือกฏหมายใช้ปืนขู่บังคับลากตัวเข้าทำเนียบฯพร้อมทำร้ายร่างกาย ก่อนปล่อยตัว โดยตร.รับเรื่อง สเก็ตสภาพคนร้ายล่าตัว

วันนี้(16 ต.ค.)ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)ได้เดินทางมาพร้อมกับ นายอนันต์ จุ้นก๋าวี อยู่บ้านเลขที่ 128 ต.ป่าทุ่ง อ.พาน จ.เชียงราย เพื่อเข้าแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.นางเลิ้ง กรณีถูกทำร้ายร่างกายเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม ที่ผ่านมาบริเวณป้ายรถเมล์ ด้านหน้าสภาทนายความ หลังเดินทางกลับจากการเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่มนปช.ที่ท้องสนามหลวง โดยนายอนันต์ ระบุว่า ได้ถูกชายฉกรรจ์ 2 คนพร้อมอาวุธปืน ข่มขู่และบังคับให้นั่งรถเก๋งไปที่ทำเนียบรัฐบาล หลังจากนั้นได้ทำการสอบสวนและถามว่าเป็นนักรบพระเจ้าตากหรือไม่รวมถึงได้ทำร้ายร่างกายเพื่อบังคับให้สารภาพ และกักตัวไว้เป็นเวลา 1 ชั่วโมงก่อนนำมาปล่อยตัวไว้ที่ด้านหน้าทำเนียบรัฐบาล

ทั้งนี้ พ.ต.ท. ดำรงค์พงษ์ เพ็ชรสุวรรณ พนักงานสอบสวน สบ.3 และร.ต.ต. ธนสาร บำรุงกิจ ร้อยเวร เป็นผู้รับแจ้งความ โดยเจ้าหน้าที่ได้นำผู้เสียหายไปสเก็ตภาพคนร้ายที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ



‘สมชาย’ประกาศทวงคืนทำเนียบฯ


นายกฯ ลั่นขอทำเนียบรัฐบาลคืนเพื่อจัดงานพีธี ระบุ ไม่เคยก้าวก่ายกระบวนการยุติธรรมเกี่ยวกับคดี‘ทักษิณ’ ยันจะทำงานต่อไป มั่นใจคุมสถานการณ์การเมืองอยู่มือ

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความคืบหน้าเรื่องพาสสปอร์ตแดง ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า เป็นความรับผิดชอบของกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาไม่ได้พูดคุยกับ พ.ต.ท.ทักษิณ รวมทั้งไม่เคยก้าวก่ายในกระบวนการยุติธรรม เพราะรู้หน้าที่ดี ส่วนคดีต่าง ๆต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรมที่จะพิจารณา

ส่วนสถานการณ์การเมือง นายสมชาย กล่าวว่า ตราบใดที่ยังอยู่ในตำแหน่ง ก็จะตั้งใจทำงาน เพราะอาสาประชาชนเข้ามาแล้ว และจะนำความรู้สึกมาปะปนกันไม่ได้ อย่างไรก็ตามมั่นใจว่า ยังสามารถดูแลสถานการ์การเมืองต่อไปได้

ส่วนกลุ่มพันธมิตรฯ ประกาศดาวกระจายไปจุดต่าง ๆนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เป็นสิทธิที่สามารถทำได้แต่ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย และยืนยัน ที่จะขอทำเนียบรัฐบาลคืน เพื่อจัดงานพระราชพิธีต่าง ๆ

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรี ยังให้กำลังใจกับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างหนัก ย้ำยังไม่มีการย้ายผู้บัญชาการตำรวจนครบาลด้วย


ส.ส.พปช.ชี้มีหลักฐานพัวพันบึ้มสารวัตรจ๊าบ

นายไพจิตร ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม และ ดร.พีรพันธุ์ พาลุสุข ส.ส.ยโสธร ในฐานะที่ปรึกษากฎหมายพรรคพลังประชาชน ร่วมกันแถลงข่าวเรียกร้องให้ คณะกรรมการตรวจสอบ ข้อเท็จจริงเหตุการณ์สลายการชุมนุม โดยมีนายปรีชา พานิชวงศ์ เป็นประธาน ทำการสอบสวนกรณีเหตุรถจิ๊บ เชโรกี สีขาว ระเบิดที่บริเวณที่ทำการพรรคชาติไทย โดยพบศพ พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี ที่เกิดเหตุ เนื่องจากมีพยาน และหลักฐานสำคัญที่อาจชี้ได้ว่าเหตุระเบิดดังกล่าวมีความเกี่ยวโยงกับอดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์

โดยนายไพจิตรระบุว่า ก่อนที่จะมีเหตุการณ์ระเบิดดังกล่าว มีพยานซึ่งเป็นวินมอเตอร์ไซด์พบว่า พ.ต.ท.เมธี ยืนพูดคุยกับอดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ที่เคยขึ้นเวทีกลุ่มพันธมิตร และเป็นผู้ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการชุมนุม ในบริเวณดังกล่าวก่อนที่จะมีการแยกกัน โดยพ.ต.ท.เมธี ได้เดินไปยังรถยนต์คันดังกล่าว แล้วเกิดเหตุการณ์ระเบิดขึ้น ซึ่งเรื่องนี้เป็นที่น่าสังเกตว่า เหตุการณ์ชุมนุมเกิดขึ้นที่บริเวณหน้ารัฐสภา แต่กลับพบว่าอดีตส.ส.พรรคดังกล่าวและผู้ตาย ยืนพูดคุยตรงบริเวณหน้าพรรคชาติไทย และเกิดเหตุการณ์ระเบิดขึ้น เรื่องนี้อาจมีความเกี่ยวพันที่อาจชี้ได้ว่า การชุมนุมดังกล่าวไม่ปกติ และอาจมีนักการเมืองเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องด้วยก็เป็นได้

“ อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์คนนี้เป็นส.ส.อีสาน เป็นคนสำคัญในการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ เคยขึ้นเวทีอยู่บ่อยครั้ง มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักอย่างมากมาย แต่ผมบอกไม่ได้ว่าเป็นใคร ตอนนี้ต้องรอดูก่อนว่าทางคณะกรรมการได้รับหลักฐานตรงนี้หรือยัง” นายไพจิตรกล่าว

เมื่อถามว่าเหตุใดจึงไม่นำพยานหลักฐานดังกล่าวมอบให้คณะกรรมการฯ ดร.พีรพันธุ์กล่าวว่า พยานยังไม่ได้รับการเรียกตัว พร้อมกับขอรอดูผลการสอบสวนของคระกรรมการฯเสียก่อน ว่าจะมีการไต่สวนเช่นไร และตนก็ไม่แน่ใจว่าคณะกรรมการจะได้รับหลักฐานดังกล่าวแล้วหรือไม่ ซึ่งต้องรอดูอีกครั้งหนึ่ง
ส่วนกรณีความน่าเชื่อถือของหลักฐานและพยานบุคคลนั้น ตนมองว่า เป็นหน้าที่ของผู้ที่ทำหารไต่สวนว่าหลักฐานจะมีความน่าเชื่อถือมากน้อยเพียงใด

อย่างไรก็ตามดร.พีรพันธุกล่าวให้กำลังใจนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีว่า ไม่ต้องลาออก-ยุบสภา เพราะไม่ทางออก และเกรงว่าหากมีการเลือกตั้งใหม่อาจจะไม่มีกระบวนการเลือกตั้งเกิดขึ้น และอาจมีอำนาจนอกระบบเข้ามาแทรกแซง พร้อมกับขอให้ประชาชนรักษาอำนาจความเป็นประชาธิปไตยของตนเองให้อย่างเข้มแข็งเพื่อป้องกันทหารออกมาทำการรัฐประหาร