WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Friday, October 17, 2008

แถลงการณ์สมาพันธ์ประชาธิปไตย คัดค้านการรัฐประหารทุกรูปแบบ คัดค้านการก่อการร้ายและการก่อวินาศกรรมในเมือง

คอลัมน์ : สิทธิประชาชน
แถลงการณ์สมาพันธ์ประชาธิปไตย คัดค้านการรัฐประหารทุกรูปแบบ คัดค้านการก่อการร้ายและการก่อวินาศกรรมในเมือง

เหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 เกิดขึ้น เริ่มจากความจงใจของ พล.ต. จำลอง ศรีเมือง ที่อ้างเหตุไปใช้สิทธิเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เพื่อออกไปให้ตำรวจจับกุมตามกฎหมาย ไม่เช่นนั้นตำรวจก็จะมีความผิดตามมาตรา 157 ของประมวลกฎหมายอาญา เพื่อปลุกระดมให้พันธมิตรฯ เข้ามาชุมนุมในทำเนียบให้มากขึ้นซึ่งก็สมดังประสงค์ เมื่อจำนวนคนมากพอพันธมิตรฯ ก็เคลื่อนพลปิดล้อมรัฐสภาอย่างแน่นหนาทุกด้าน พร้อมบังเกอร์ลวดหนามยางรถยนต์ราดน้ำมัน มุ่งมั่นที่จะให้ตำรวจใช้กำลังเปิดทางให้สมาชิกรัฐสภาและเจ้าหน้าที่เข้าทำงานอย่างจงใจเจตนา
เท่ากับกระทำการ “ใช้กำลังประทุษร้าย หรือจงใจที่จะใช้กำลังประทุษร้าย เพื่อล้มล้างอำนาจนิติบัญญัติ(เปิดประชุมรัฐสภาไม่ได้) ล้มล้างอำนาจบริหาร (แถลงนโยบายไม่ได้ตามมาตรา 176 รัฐธรรมนูญ 2550) หรือจงใจให้ใช้อำนาจดังกล่าวไม่ได้” ซึ่งมีความผิดเข้าข่ายเป็นกบฏตามประมวลกฎหมาย มาตรา 113 เลยทีเดียว 7 ตุลาคม 2551 จึงเป็นความตั้งใจในการก่อให้เกิดการกระทำที่เข้าข่าย “กบฏ” ชัดเจน
นอกจากนี้จะเห็นได้ชัด แม้ว่าเจ้าหน้าที่จะใช้แก๊สน้ำตา แต่พันธมิตรฯ ก็ใช้ปืนยิงตำรวจที่หน้ารัฐสภา ยิงปืนเข้าไปในห้องรองประธานวุฒิสภา ขว้างระเบิดเพลิงเข้าไปในกระทรวงศึกษาธิการ ใช้ไม้ปลายแหลมแทงตำรวจทะลุชายโครงด้านขวา ใช้ท่อนเหล็กตีรอง ผบ.ตชด. สาหัส ใช้รถพุ่งชน รอง สวป.สน.เตาปูน แล้วถอยรถมาทับซ้ำทำให้ตำรวจต้องใช้ปืนเล็งเพื่อเตรียมยิงยางรถ
ที่สำคัญคือ รถจี๊ปเชอโรกีของพันธมิตรฯ สายกองทัพธรรม ภายหลังเคลื่อนย้ายที่จอดสามหนแล้วมาจอดที่หน้าพรรคชาติไทย ได้บรรจุระเบิดจำนวนมาก แล้ว พ.ต.ท.นอกราชการ เมธี ชาติมนตรี ในขณะที่ก้าวเข้าไปในรถ (ที่ไม่ใช่ของตน) เกิดระเบิด (ซึ่งได้ฉีกร่างของเขาและเศษส่วนเนื้อสมองได้พุ่งตรงดิ่งไปคาบนยอดใบไม้เหนือร่างเขา) ขึ้นแล้วระเบิดในรถจี๊ปอีกครั้ง จากนั้นก็จุดระเบิดถังแก๊สของรถอีก ทั้งหมดนี้น่าจะเข้าข่าย “คาร์บอมบ์” ชัดเจน ซึ่งก็คือ “การก่อการร้ายในเมือง” ชนิดหนึ่งนั่นเอง และหากว่ารถโดยสารที่บรรทุก ส.ส. ส.ว. เจ้าหน้าที่ หนีการปิดล้อมของพันธมิตรฯ ออกจากรัฐสภาซึ่งต้องเคลื่อนผ่านข้างๆ รถจี๊ปเชอโรกีดังกล่าวในจังหวะที่คาร์บอมบ์ถูกกดระเบิดด้วยรีโมตคอนโทรล ผู้ที่เสียชีวิตก็คงไม่ใช่ คุณเมธี ชาติมนตรี แต่คงจะเป็น ส.ส. ส.ว. เจ้าหน้าที่รัฐสภาแทน
การกระทำทั้งหมดของพันธมิตรฯ ในวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ดังกล่าวข้างต้นเข้าข่ายมีความผิดตาม พระราชบัญญัติป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พุทธศักราช 2550 (ที่ออกโดยรัฐบาลรัฐประหารเอง) มาตรา 4 ที่ระบุไว้ว่า เป็นการกระทำที่เป็นการ “ก่อวินาศกรรม”
ในขณะที่การสืบสวนสอบสวนรายละเอียดกำลังดำเนินไปอย่างเคร่งครัดโดยยังไม่มีข้อสรุปออกมา ปรากฏว่า มีผู้ที่เสนอให้ทหารทำการรัฐประหาร หรือเสนอรัฐบาลแห่งชาติ รัฐบาลเฉพาะกิจเฉพาะกาล ซึ่งก็คือการทำรัฐประหารในอีกรูปแบบหนึ่ง เพื่อแก้ไขสถานการณ์ปัจจุบันอย่างน้อย 2 ท่าน คือ นพ.ประเวศ วะสี และพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ
สมาพันธ์ประชาธิปไตยขอคัดค้านและต่อต้านข้อเสนอของทั้งสองท่านอย่างเด็ดเดี่ยว เพราะรัฐประหารไม่ใช่ทางออกอย่างแน่นอน แต่จะนำไปสู่ความพินาศวอดวายที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ ประชาธิปไตยมีคำตอบเสมอโดยไม่ต้องรัฐประหาร ผู้ที่เสนอเช่นนี้ดูผิวเผินอาจจะเป็นผู้ปรารถนาดีต่อประเทศ แต่แก่นแท้แล้วคือผู้ที่ปรารถนาร้ายต่อประเทศและประชาชน และสะท้อนให้เห็นจิตวิญญาณอำนาจนิยมของท่าน
ส่วนการที่ นายอานันท์ ปันยารชุน แสดงความชื่นชมต่อการกระทำของ พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี อย่างออกนอกหน้านั้น เท่ากับว่า นายอานันท์ ปันยารชุน เห็นด้วยกับการกระทำของ พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี นั่นเอง สมาพันธ์ประชาธิปไตยขอประณามและคัดค้าน “คาร์บอมบ์” ดังกล่าว และไม่ว่าจะมีจุดมุ่งหมายในการประหัตประหารรถโดยสาร ส.ส. ส.ว. เจ้าหน้าที่รัฐสภา ที่จะต้องเคลื่อนผ่านจุดนั้นหรือไม่ก็ตาม “คาร์บอมบ์”หรือก่อการร้ายโดยซุกระเบิดในรถยนต์จำนวนมากเพื่อให้ระเบิดทำลายเป้าหมายที่ต้องการในเมือง รวมถึงการก่อวินาศกรรมทุกรูปแบบ ก็ต้องเป็นสิ่งที่ถูกประณามคัดค้าน และหาทางป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น ไม่ใช่การแสดงออกที่สนับสนุนเช่นนี้



วังเวง ว้าเหว่

สามเหลี่ยมดินแดง


00 หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ สื่อทางเลือกของประชาชน เพื่อประชาธิปไตย ฉบับวันศุกร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ.2551 เอกฉัตร เข้าเวรประจำการตามหน้าที่ ด้วยใจหดหู่กับปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นรอบกาย วังเวง ว้าเหว่
00 ศึกในยังไม่รู้จะจบลงอย่างไร ศึกนอกชายแดนกัมพูชา เสียงปืนนัดแรกดังขึ้นมาทักทาย ตามคำบัญชาของ สมเด็จฮุนเซ็น นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ให้ไทยถอนทหารออกจากพื้นที่ทับซ้อนบริเวณเขาพระวิหาร ในขณะที่ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีของไทย ศิษย์พ่อท่านคล้าย ยังคงท่องคาถาประนีประนอม เจรจาสมานฉันท์ ประเทศไทยจะไม่เปิดศึกก่อน ไม่รุกรานใคร จะปกป้องอธิปไตยกับผู้บุกรุกเท่านั้น ไม่ต่างกับคาถาที่ท่องขึ้นใจในการปฏิบัติกับกลุ่มพันธมิตรพันธมารที่ยึดทำเนียบรัฐบาล ย่ำยีหัวใจคนไทย ใกล้ถึงจุดสลายแล้วจะกลายเป็นจุดเดือด ด้วยเหตุนี้แหละ ในทำเนียบรัฐบาลจึงกระพือข่าวกันสนุกปาก เหตุที่ สมเด็จฮุนเซ็น แข็งกร้าว เพราะมีใบสั่งมาจากลอนดอน ต้องการจะกลบข่าวพระราชทานเพลิงศพสมาชิกพันธมิตรฯ และเบี่ยงเบนข่าวก่อนจะถึงวันพิพากษาคดีที่ดินรัชดาฯ วันที่ 21 ตุลาคม ที่จะถึง มันจะบ้ากันไปใหญ่
00 อัปรีย์ อ่านว่า อัปรีย์ เป็นคำที่ เอกฉัตร ไม่อยากจะขุดขึ้นมาใช้ แต่วันนี้เหลืออด เมื่อได้ยินได้อ่านคำปราศรัยของ นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำคนสำคัญของ กลุ่มพันธมิตรพันธมาร เมื่อคืนวันวาน หยิบยกแอบอ้าง สถาบันที่ปวงชนชาวไทยเคารพบูชา มาแบ่งแยกประชาชน ประกาศกร้าว วันนี้เป็นการต่อสู้ระหว่างคนที่เอาพระมหากษัตริย์ กับฝ่ายที่ไม่เอาสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงต้องประกาศสงครามครั้งสุดท้าย นี่คือความคิดชั่วๆ ของคนที่ยึดทำเนียบรัฐบาล สร้างความวุ่นวายให้กับประเทศไปสู่วิกฤติ ไม่เคารพกฎหมาย แล้วยังนำสถาบันที่คนไทยเคารพบูชามาแบ่งแยกประชาชน โปรดฟังอีกครั้ง อัปรีย์ครับ
00 นอกจากนั้นยังจินตนาการพาดพิงไปถึงคนที่ไม่มีโอกาสได้ชี้แจงคือ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไอ้แป๊ะลิ้ม กล่าวหาใส่ร้ายว่า อดีตนายกฯ ทักษิณ ทุ่มเงินซื้อรากหญ้า ซื้อตำรวจ ซื้อทหาร เพื่อต้องการล้มล้างสถาบัน ดังนั้นใครที่สลายการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรพันธมาร เป้าหมายคือ ต้องการล้มล้างราชบัลลังก์ เหตุที่กลุ่มพันธมิตรพันธมารรวมตัวกันสู้ เพราะทุกคนรักพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถ และการทำการเมืองใหม่ต้องเริ่มที่สถาบันพระมหากษัตริย์ มันจะเหิมเกริมเกินความพอดี อัปรีย์ไม่มีที่ติจริงกับแนวคิดชั่วๆ เลวเกินคำบรรยาย เอกฉัตร ฝากความนี้ไปถึงทนายความของ อดีตนายกฯ ทักษิณ แม้เจ้าตัวจะลี้ภัยอยู่ต่างประเทศ แต่สามารถหาหลักฐานฟ้องร้องได้ จะปล่อยเลยตามเลยเห็นจะไม่ได้การ เพราะเป็นการใส่ร้ายป้ายสีที่ร้ายแรงที่สุดในชีวิตของคนที่ได้ชื่อว่าพสกนิกรชาวไทย
00 ต้องย้อนถามกลับไปยังแกนนำพันธมิตรพันธมาร ไอ้อีตัวไหนกันแน่ที่ปลุกระดมยุยงให้ประชาชนเกลียดชังทหาร ตำรวจ ซึ่งเป็น สถาบันหลักของชาติไทยในการปกป้องราชบัลลังก์ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เพียงแค่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ไม่ทำตามความต้องการพันธมิตรพันธมาร เหมือนที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตผู้บัญชาการทหารบก เคยว่านอนสอนง่าย นำทหารออกมาปฏิวัติรัฐประหาร ไม่ต้องการซ้ำเติมให้ประเทศบอบช้ำสุดที่เยียวยาแก้ไข เพียงแค่พันธมิตรพันธมารย่ำยีประเทศอยู่ทุกวี่ทุกวันก็วิกฤติพอแล้ว ต้องการให้ระบบรัฐสภาแก้ปัญหาการเมือง บิ๊กป๊อก จึงถูกด่าอย่างสาดเสียเทเสีย แถมยังส่งขบวนการมือตบนรกไปเยาะเย้ยถากถาง ไม่เว้นแม้ในงานพระราชทานเพลิงศพ
00 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น หลายคนตั้งคำถาม ทหารในกองทัพวันนี้ นับหนึ่งถึงเท่าไรแล้ว จึงอดทนอดกลั้น ผิดวิสัยทหารหาญกับการที่ผู้บังคับบัญชาถูกกล่าวหาใส่ร้ายอย่างเสียๆ หายๆ ประจานกันทางสถานีโทรทัศน์ คนได้ดูกันทั่วประเทศ
00 ส่วน ตำรวจในภาวะปกติเป็นหน่วยงานภาพลักษณ์ติดลบในสายตาชาวบ้าน เป็นข้าราชการต้นทุนต่ำ จึงถูก กลุ่มพันธมิตรพันธมารและเครือข่ายช่วยกันกระพือถูกรุมประณามเป็นจำเลยสังคม กล่าวหา ตำรวจเป็นฆาตกรฆ่าประชาชนตายและบาดเจ็บจำนวนมาก ทั้งๆ ที่ ตายแค่ 2 คน ซึ่งวันนี้ยังไม่มีข้อสรุปสาเหตุการตาย ในขณะตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ บังคับใช้กฎหมายให้เป็นกฎหมาย ได้รับบาดเจ็บหลายสิบนาย มีใครพูดถึงบ้างไหมว่าตำรวจได้รับบาดเจ็บเพราะอะไร จะให้ตำรวจออกมาร้องโวยวาย เสียงโวายวายไม่สามารถถ่ายทอดสดทางทีวีได้ จึงได้ยินกันในวงแคบเฉพาะญาติพี่น้องและเพื่อนข้าราชการตำรวจเท่านั้น จึงตกเป็นตัวตั้งรับอย่างน่าสงสาร ทำให้ เพลงมาร์ชตำรวจ กลับมาฮิตอีกครั้ง มีประชาชนที่เข้าใจและเห็นใจตำรวจ อยากจะฟังเพื่อให้กำลังใจตำรวจ
00 เอกฉัตร ติดตามข่าวชนิด เกาะติดขอบเวทีมาตลอด ยืนยันมาตลอดว่า การปฏิบัติการเปิดเส้นทางจราจรหน้าบริเวณรัฐสภา ไม่ใช่เป็นการสลายการชุมนุม ตำรวจฝ่ายปฏิบัติได้ทำตามขั้นตอน แต่ที่เกิดเหตุรุนแรงขึ้นมาเพราะม็อบที่ปิดถนนหน้า รัฐสภา เป็นม็อบที่จัดตั้งพร้อมจะตอบโต้ตำรวจทุกรูปแบบ มีการวางแผนทั้งรุกและรับเป็นขั้นเป็นตอน มีการเตรียมอาวุธนานาชนิดไว้พร้อม แก๊สน้ำตาที่ยิงออกมาเพื่อให้ม็อบแตกฮือนั้น เป็นการแตกฮือเพื่อหลบไม่ให้แสบตา แต่กลับมารวมตัวกันใหม่ ตามเสียงปลุกระดมของแกนนำ จึงรวมกันแน่นหนาในตอนบ่าย หลังจากคณะรัฐมนตรีและ ส.ส. เข้าไปอยู่ในสภา เป็นการรวมตัวเพื่อปิดกั้นไม่ให้คนในรัฐสภาออก ถึงขนาดตะโกนฆ่ามัน...ฆ่ามัน และยิงปืนใส่ตำรวจบาดเจ็บไปหลายนาย จากนั้นยกพล บุกกองบัญชาการตำรวจนครบาล เป็นการกระทำที่เหิมเกริมไม่เกรงกลัวกฎหมาย นั่นแหละจึงเกิดภาพข่าว ตำรวจระดมยิงแก๊สน้ำตาไม่ยั้งมือ ทำให้ต่อมดัดจริตกระตุก รุมประณามตำรวจทำเกินกว่าเหตุ ซึ่งในเหตุการณ์อย่างนั้น ไม่ว่าใครเป็นผู้บังคับบัญชาของตำรวจฝ่ายปฏิบัติการ ก็ต้องดำเนินการอย่างที่เห็น มิฉะนั้นสถานที่ราชการทั้งรัฐสภาและกองบัญชาการตำรวจนครบาล คงเหลือแต่ซาก
00 อ่านข่าวแล้วอดขำไม่ได้ เมื่อเห็นคณะกรรมการที่ตั้งกันขึ้นมามากมายนับไม่ถ้วน หาก พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. พล.ต.ท.สุชาติ เหมือนแก้ว ผบช.น. ซึ่งยังไม่ทราบชะตากรรม จะต้องไปให้ปากคำทุกคณะ ไม่รู้เกษียณอายุราชการไปแล้ว ไปให้ปากคำครบทุกคณะหรือเปล่า แต่ไม่ว่าคณะกรรมการจะตั้งขึ้นมากี่คณะ จะตั้งธงกันไว้ล่วงหน้าหรือไม่ แต่ถ้ามีการย้ายตำรวจตามกระแสกดดันของผู้กระทำความผิด เอกฉัตร ขอไว้อาลัยล่วงหน้า และจะเดินสายให้ตำรวจเปลี่ยนแปลงการทำงานใหม่ ไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น ก็จะลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน จะปลอดภัยที่สุดกับหน้าที่การงาน



สติหายก็วายวอด

เคยทำ “ของหาย” แล้วนอนไม่หลับกันบ้างไหม ปกติไม่ว่าจะเงินหายหรือของหาย ไม่สู้จะเสียดายเพราะคิดว่าไม่ตายหาใหม่ได้ จึงเป็นคนไม่ค่อยเป็นทุกข์กับเรื่องข้าวของ หลังๆ เริ่มซื้อและสะสมน้อยลง ก็ยิ่งไม่ต้องเป็นทุกข์คอยหวงทรัพย์สมบัติที่มีติดตัว
แต่ของชิ้นเดียวที่หายไปแล้วจนป่านนี้ยังเสียดายนอนแทบไม่หลับ ก็คือ “พระเครื่อง” เป็นพระรุ่นไหน บูชามาเท่าไร วัดไหน หลวงพ่ออะไรปลุกเสก ฯลฯ ก็อย่ารู้เลย เพราะของแบบนี้ส่วนมากมีค่าทางจิตใจมากกว่าเงินทอง หายไปก็เหมือนหัวใจจะแหว่งไปเสี้ยวหนึ่ง (ถึงขนาดนั้น...)
ที่สำคัญมันหายแบบโทษใครไม่ได้นอกจากตัวเอง เนื่องจากวันนั้นเปลี่ยนสายสร้อยใหม่เป็นสายเชือกแล้วรู้สึกคันผิวที่ต้นคอ จึงถอดเก็บใส่กล่องไว้แล้วก็ลืมเก็บกลับบ้าน ทิ้งไว้ที่ออฟฟิศ จนป่านนี้ก็หาไม่เจอไม่มีใครรู้ใครเห็น ใครที่หยิบไปจะนำไปบูชาต่อก็คงไม่ได้สักกี่สตางค์เพราะไม่ใช่เหรียญหรูอาจารย์ดัง เลยเดาว่าคนเอาไปคงบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหมือนกันจึงหยิบไปโดยไม่ได้บอกกล่าว ถ้าเขารักจริงชอบจริงก็จะตัดใจให้ นึกเสียว่าเครื่องรางของขลังทำนองนี้ถ้าไม่ใช่ของเราก็ไม่ใช่ของเรา เป็นการปลอบประโลมตัวเองที่อยู่บนหลักความเชื่อล้วนๆ ไม่เกี่ยวกับเหตุผลสักนิด...(แต่ถ้าสงสารก็เอามาคืนเถอะ ฮือ ฮือ)
เจอเข้ากับตัวแบบนี้ จึงทำให้นึกถึงบรรดานักเลงพระ (บางคน) ที่เริ่มสะสมจากความชอบความศรัทธาส่วนบุคคล ยิ่งนานวันก็ยิ่งมีมาก ยิ่งผูกพันหวงแหนมาก นำมาสู่ความทุกข์เพราะจิตใจยึดมั่นผูกติดกับสิ่งนั้น บางคนหลงถึงขนาดเชื่อว่าที่กำลังทำอยู่คือการน้อมนำใจให้เข้าใกล้คำสอนของพระศาสดา (ผ่านทางรูปเคารพบูชา) ทั้งที่ความจริงคำสอนของพระพุทธองค์คือ ปล่อยวาง พระพุทธรูปหรืออะไรก็แล้วแต่คือสัญลักษณ์ให้เห็นทางตา หาใช่หนทางสู่ความสงบทางใจแต่อย่างใด
เวลาทำสร้อยพระหล่นพื้นหรือกระทั่งทำหายแล้วจิตใจร้อนรุ่มกระวนกระวายนั่นแหละ แสดงว่าเรากำลังหลงแล้ว ยึดติดอยู่กับรูปเคารพแล้ว ลืมไปว่าแท้จริงความศรัทธาอยู่ที่ “ใจ” มากกว่า “วัตถุ”
แล้วเจ้าความหลงผิดๆ ถูก ๆ ระหว่างเปลือก แก่น กระพี้ ฯลฯ ทำนองนี้ ก็นำความวุ่นวายมาสู่มนุษย์เรามากมายหลายเรื่องเต็มทน บางคนรักหรือศรัทธาอะไรมาตลอดชีวิตแล้วเพิ่งมารู้ความจริงที่อยู่เบื้องหลังก็เกิดอาการอกหักกันเป็นทิวแถว บางคนจึงสุดขั้วไม่นับถืออะไรเลยเพราะไม่รู้อะไรจริงอะไรลวง
ที่เห็นว่าจริงหลายครั้งลวง ที่เห็นว่าลวงที่แท้อาจจริง สองสิ่งนี้สลับสับเปลี่ยนกันไป บางทีก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์และเวลา ไม่มีอะไรจริงหรือลวงในทุกสภาวะ อยู่ที่ว่าเราใช้สติและปัญญาตัดสินมากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะการเมืองแบบในวันนี้ ง่ายที่จะใช้อารมณ์และตีขลุมว่าที่เรารักเราชอบคือความจริง ถ้าขาดสติกันเมื่อไรความเสียหายย่อยยับก็อยู่ไม่ไกลเลย


7 ตุลาคม “พาคนไปตาย”

“...หรือเราจะปล่อยให้ผู้บังคับใช้กฎหมายต้องถูกโดดเดี่ยว และตกเป็นผู้ร้ายของสังคมไปอย่างนี้โดยปล่อยให้ผู้ก่อและผู้ริเริ่มการชุมนุมต้องลอยนวลทั้งที่การชุมนุมเมื่อ 7 ตุลาคม 2551 ได้ปิดฉากอย่างโหดร้าย โดยพวกเขาเหล่านั้นเอง...”

7 ตุลาคม “พาคนไปตาย”


ดูเหมือนว่าภายหลังเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องตราเป็นผู้ร้ายของสังคมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ทั้งที่ความจริงแล้ว เหตุการณ์ครั้งนั้นไม่เพียงแต่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะมีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ แต่ทว่าฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจเองก็บาดเจ็บสาหัสหลายคน และบาดเจ็บอย่างไม่ถึงขั้นสาหัสอีกนับร้อย

และทั้งๆ ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเองได้ปฏิบัติตามอำนาจหน้าที่ในการรักษาความสงบเรียบร้อย และเพื่อการสลายการชุมนุมตามความจำเป็นและตามสมควรและการเคลื่อนขบวนของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่กระทำการด้วยความฮึกเหิม ไม่ยำเกรงต่อกฎหมาย และส่อให้เห็นได้ว่า การชุมนุมเช่นว่านั้นหากจะกล่าวอ้างความชอบธรรมตามรัฐธรรมนูญเพื่ออ้างเสรีภาพในการชุมนุมสาธารณะได้ก็ตาม แต่ที่สุดแล้ว บาปเคราะห์ทั้งปวงก็จะต้องตกอยู่กับเจ้าหน้าที่ตำรวจ

ทั้งๆ ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องบาดเจ็บจากการกระทำของผู้ชุมนุมที่อ้างว่าเป็นการชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ แต่ภาพที่ปรากฏกลับเห็นเด่นชัดถึงความรุนแรงที่ผู้ชุมนุมเป็นผู้ก่อและยั่วยุ

ทั้งๆ ที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องกระทำการตามสมควรและความจำเป็นเพื่อปกป้องตนเองจากการถูกทำร้าย

แต่ที่สุดแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ยังตกเป็นผู้ร้ายอยู่นั่นเอง

แน่นอนว่าหากเจ้าหน้าที่ตำรวจได้กระทำการเกินสมควรแก่เหตุแล้วก็ย่อมจะต้องรับผิดไม่ว่าทางกฎหมายหรือทางวินัย

แต่ในวันนี้ดูเหมือนว่าหลายฝ่ายต่างเร่งรีบและด่วนตัดสินใจในทันใดและโดยพลันว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเพราะการกระทำผิดของฝ่ายเจ้าหน้าที่ตำรวจ ดังนั้น ผู้บัญชาตำรวจแห่งชาติ ผู้บัญชาตำรวจนครบาลและรองผู้บัญชาการฯ จึงต้องถูกดำเนินการตามกฎหมายโดยคณะกรรมการ ป.ป.ช.

ทั้งนี้เรื่องนี้ควรจะต้องพินิจพิจารณากันด้วยความสุขุมรอบคอบ และต้องฟังความรอบด้าน

แน่นอนเหลือเกินว่าหากประชาชนผู้บริสุทธิ์ได้รับบาดเจ็บล้มตายลงจากการกระทำของเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้บังคับบัญชาก็จะต้องรับผิดชอบ

แต่คำถามก็คือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นใครเป็นผู้ก่อ และแท้ที่จริงแล้วประชาชนที่บาดเจ็บและเสียชีวิตนั้น มีส่วนร่วมในเหตุการณ์ในฐานะประชาชนผู้บริสุทธิ์ และไม่รู้อีโหน่อีเหน่ จนตัวเองต้องบาดเจ็บหรือเสียชีวิต จริงหรือไม่ และสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ

ฝ่ายที่ริเริ่มใช้ความรุนแรงคือฝ่ายใดรวมถึงบรรดาแกนนำคนสำคัญของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่วางแผนการและผลักดันให้ประชาชนเคลื่อนพลไป ร่วมถึงผู้นำฝูงชนเข้าชุมนุมจนต้องบาดเจ็บล้มตายไปนั้น ควรจะต้องเป็นผู้มีส่วนร่วมรับผิดชอบหรือไม่นั้น กลับไม่มีผู้ใดกล่าวถึง

หรือเหตุการณ์ 7 ตุลาคม 2551 ไม่มีผู้นำการชุมนุมคนใดที่ควรถูกกล่าวหาว่า “พาคนไปตาย” อย่างที่เคยเกิดเมื่อพฤษภาคม 2535

อย่างไรก็ดี ความเป็นจริงมีอยู่ว่า ในการเคลื่อนไหวทางการเมืองขนาดใหญ่ทั้งหมดนั้น จะต้องเข้าใจให้ถ่องแท้ว่าผู้นำการชุมนุมนั้นไม่ได้มีหน้าที่เพื่อต่อสู้ทางการเมืองเพียงอย่างเดียว หากยังมีหน้าที่และความรับผิดชอบต่อผู้ร่วมชุมนุมทุกคน

แต่จนถึงวันนี้ยังไม่เห็นผู้นำการชุมนุมหรือแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยคนใดออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์

และยังไม่ปรากฏว่ามีผู้หลักผู้ใหญ่ผู้อาวุโสคนใดในบ้านเมืองนี้ ออกมาแสดงความคิดเห็นในเรื่องนี้ แต่กลับแสดงอาการเกาะกระแสซ้ำเติมกล่าวหาเจ้าหน้าที่ตำรวจผู้กระทำการตามหน้าที่ โดยมิได้คำนึงว่า ความรู้สึกของเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเหนื่อยยากตลอดมานั้น จะเป็นเช่นไร

ซึ่งนี่คือสภาพความเป็นจริงที่เจ็บปวดในสังคมไทยในวันนี้

จนถึงเวลานี้ เราจะปล่อยให้มีการใช้เสรีภาพอย่างไม่มีขอบเขตจำกัด จนก่อให้เกิดสภาวะอนาธิปไตยเกิดขึ้นในรัฐและนำไปสู่การที่ไม่มีเสรีภาพเหลืออยู่เลย กระนั้นหรือ

หรือเราจะปล่อยให้ผู้บังคับใช้กฎหมายต้องถูกโดดเดี่ยว และตกเป็นผู้ร้ายของสังคมไปอย่างนี้โดยปล่อยให้ผู้ก่อและผู้ริเริ่มการชุมนุมต้องลอยนวลทั้งที่การชุมนุมเมื่อ 7 ตุลาคม 2551 ได้ปิดฉากอย่างโหดร้าย โดยพวกเขาเหล่านั้นเอง หรือว่าสิ่งที่เราจะทำได้ก็เพียงแต่หวัง หวังเพียงว่าความโหดร้ายและการสูญเสียของผู้ชุมนุมจะตามหลอกหลอนมโนธรรมสำนึกของผู้นำชุมนุมไปตลอดชีวิต



ส.ส.พลังประชาชนเรียกร้องให้ผู้บัญชาการฯทำตาม รธน.

ส.ส.พลังประชาชน กลุ่มอีสานพัฒนา กลุ่มกทม.และกลุ่มภาคกลาง ได้แถลงข่าวเรียกร้องให้ผู้บัญชาการเหล่าทัพปฏิบัติตามกรอบรัฐธรรมนูญ ในกรณีที่ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีแสดงความรับผิดชอบต่อการสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา ทำให้สื่อมวลชนพาดหัวข่าวและแสดงออกอย่างชัดเจนว่า ต้องการให้นายกรัฐมนตรีลาออก


‘เสธหนั่น’ชี้เหล่าทัพมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็นจี้รัฐ‘ออก-ยุบ’

พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากกรณีเหล่าทัพอออกมาแสดงความคิดเห็น เพื่อกดดันให้รัฐบาลยุบสภาหรือลาออกนั้น ก็เป็นสิทธิ์ที่จะมีการแสดงความคิดเห็น เนื่องจากเป็นประชาชนคนหนึ่ง ซึ่งทางทหารจะแสดงความคิดเห็นอย่างไรก็เป็นเรื่องของเขา คงไปก้าวก่ายอะไรไม่ได้ ในส่วนของรัฐบาลก็ต้องเร่งสอบสวนหาข้อเท็จจริงเรื่องสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา ถ้าการสอบสวนข้อเท็จจริงออกมาว่ารัฐบาลมีความผิด นายสมชาย นายกรัฐมนตรี ต้องออกมารับผิดชอบทุกกรณี

รองนายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า อยากให้รัฐบาลเร่งสอบสวนข้อเท็จจริงให้เร็วที่สุด ก่อนจะมีเหตุบานปลายไปมากกว่านี้ ในส่วนพรรคร่วมรัฐบาลโดยเฉพาะพรรคชาติไทยเอง อาจจะถอนตัว ถ้าการสอบสวนนายกรัฐมนตรีมีความผิด ต้องพิจารณาว่าจะอยู่ต่อไปอีกหรือไม่ นอกจากนี้ในส่วนที่พันธมิตรฯ กับ นปช. กำลังเผชิญหน้ากันนั้น รัฐบาลเองก็ต้องวางแนวทาง เพื่อป้องกันไม่ให้มีเหตุเกิดขึ้นเหมือนวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา


ทักษิณส่งทนายแจ้งความเอาผิดสนธิ

นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล และนายวัชระ แสงปทุม ทีมที่ปรึกษากฎหมายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางเข้าแจงความกับพนักงานสอบสวน สน.ดุสิต เพื่อให้ดำเนินคดี นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ในเครือผู้จัดการ ในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาในเอกสาร

นายวัชระ กล่าวว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้ปรึกษาทีมทนายความและได้มอบหมายให้ทีมทนายความ เดินทางเข้าแจ้งความนายสนธิ เนื่องจาก เมื่อวันที่ 14 - 15 ต.ค.ที่ผ่านมา นายสนธิ ได้ขึ้นเวทีปราศรัยที่ทำเนียบฯและกล่าวโจมตีให้ร้าย พ.ต.ท.ทักษิณ โดยได้มีการนำเสนอข่าวลงตีพิมพ์ข้อความหมิ่นประมาท ในลักษณะ พ.ต.ท.ทักษิณ จ้องล้มสถาบันเบื้องสูง และในช่วงบ่ายวันนี้ ทนายความพ.ต.ท.ทักษิณ จะยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง ที่เคยสั่งนายสนธิห้ามพูดถึง พ.ต.ท.ทักษิณ ในทางเสียหาย ให้ทำตามคำสั่งศาลด้วย

สส.พปช.เชื่อมีคนหนุนหลัง'อนุพงษ์'พูดกดดันรบ.

วันนี้ (17 ต.ค.) นายปัญญา ศรีปัญญา ส.ส.ขอนแก่น พรรคพลังประชาชน(พปช.) กล่าวถึงกรณีที่พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ออกมาเสนอแนะให้ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีลาออก หรือยุบสภา เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ 7 ตุลาฯ นั้นเป็นกดดันรัฐบาลและเชื่อว่า มีผู้อยู่เบื้องหลัง พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ผบ.ทบ.พูดในลักษณะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เหมือนถูกบังคับให้พูด และแทนที่พล.อ.อนุพงษ์ ในฐานะ ผอ.รักษาความมั่นคงภายในจะหามาตรการป้องกันไม่ให้กลุ่มพันธมิตรฯสร้างความวุ่นวายให้บ้านเมืองแต่กลับมาบีบให้รัฐบาลตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งนี้ นายปัญญา ยังได้เรียกร้องให้ ผบ.ทบ.ทำตามที่พูดไว้ว่า ทหารจะอยู่เคียงข้างประชาชน และจะไม่ทำรัฐประหาร

Thursday, October 16, 2008

ชาวบ้านตาดำๆ

พวกกระผม เป็นข้าราชการ เบี้ยหวัดบำนาญทหารชั้นผู้น้อย มีความข้องใจดังนี้ ผู้ที่จะรับเบี้ยหวัดบำนาญตั้งแต่อายุ 65 ปี ต้องได้รับบำนาญเดือนแรก ไม่ต่ำกว่า 13,350 บาท จึงจะมีสิทธิรับเงินได้นั้น ทำไมจะต้องเอากฎเกณฑ์รับบำนาญเดือนแรกมาเป็นข้ออ้าง

ผู้ที่มีบำนาญไม่ถึง 13,350 บาทก็ไม่มีสิทธิรับเงินหรือ

ทำไมกระทรวงการคลังจึงไม่จ่ายเงิน 15 เท่า ส่วนที่เหลือให้หมดเลย ไม่ต้องมาคิดให้ปวดหัว มีเท่าไหร่ จ่ายเท่านั้น

การที่กระทรวงการคลังจ่ายเงินแบบนี้ ไม่ยุติธรรมสำหรับข้าราชการบำนาญชั้นผู้น้อย แต่ได้ดีสำหรับข้าราชการบำนาญชั้นผู้ใหญ่ ตั้งแต่ พ.ต.ขึ้นไปถึงนายพล

ทำแบบนี้ทำให้ ข้าราชการเบี้ยหวัดบำนาญชั้นผู้น้อยเดือดร้อน ขอให้กระทรวงการคลังพิจารณาใหม่เถอะ เดือดร้อนจริงๆ

จากข้าราชการเบี้ยหวัดบำนาญทหารชั้นผู้น้อย

ผมทำหน้าที่ให้แล้วนะครับ ส่วนผู้มีอำนาจท่านใดจะรับฟังหรือเข้ามาเยียวยาผมก็สุดปัญญาจริงๆ เพราะความเป็นธรรม ความเท่าเทียม ในสังคมไทยไม่มีมานานแล้ว ประชาธิปไตย ก็ไม่เคยมีมาเลยนับตั้งแต่อดีต มีแต่ภาพจำลองของประชาธิปไตยเท่านั้น

เป็นประชาธิปไตยจอมปลอม

เพราะฉะนั้น การปกครองโดยระบอบประชาธิปไตยในเมืองไทย อำนาจการปกครองจึง ยังอยู่ในมือของคนกลุ่มน้อย ถ้าวันนี้คนส่วนใหญ่ของประเทศยังเป็นพลังเงียบ ไม่มีปากมีเสียง ไม่มีน้ำยา

ก็ต้องรับสภาพนี้ต่อไปเรื่อยๆ

อย่าบ่น อย่าเบื่อ เพราะเมื่อคนส่วนใหญ่ รักษาประชาธิปไตย เอาไว้ไม่ได้ ก็ไม่สมควรที่จะอ้างเอาประโยชน์จากการปกครองภายใต้ระบอบประชาธิปไตย อายชาวโลกเขาเปล่าๆ

เพราะในโลกของประชาธิปไตย จะต้องไม่มีกฎหมู่ ถ้ากฎหมู่ได้ชัยชนะเหนือกฎหมาย ก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่เป็นการรวบอำนาจการปกครอง หรือที่เรียกว่า เผด็จการในรูปแบบต่างๆ

วันนี้ผมเชื่อว่าประชาชนที่เป็น ชาวบ้านตาดำๆ กำลังเดือดร้อนอย่างหนัก แผ่นดินภาคใต้ก็ลุกเป็นไฟ ชายแดนกัมพูชาก็กำลังจะเกิดศึก ราคาพืชผลการเกษตรลดลงน่าใจหาย ราคายางจากกิโลกรัมละ 60 บาทเหลือ 12 บาท ราคาข้าวเกวียนละไม่ถึงหมื่นแล้ว แถมโครงการรับจำนำข้าวจะไปรอดหรือเปล่าก็ไม่รู้

หันมาที่คนกินเงินเดือน เริ่มจากการลดค่าจ้าง ถูกตัดโอที แล้วก็ปลดคนงาน รัฐวิสาหกิจใหญ่ๆ อาทิ การบินไทย ไม่มีโบนัส เป็นไปได้อย่างไร ตลาดหุ้นมีแนวโน้มว่าเมื่อวิกฤติการเงินมาถึงเมื่อไหร่ ดัชนีตลาดหลักทรัพย์น่าจะเหลือต่ำกว่า 300 จุด เฮ้อระยะนี้ถ้ามีเรื่องเดือดร้อนแนะนำให้ไปร้องพันธมิตรฯดีที่สุด.

“หมัดเหล็ก”


ป.ป.ช.ชี้มูล ยงยุทธ แสดงบัญชีทรัพย์สินหนี้สินเป็นเท็จ


ป.ป.ช.16 ต.ค. - นายกล้านรงค์ จันทิก โฆษกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) แถลงมติ ป.ป.ช.เกี่ยวกับกรณีนายยงยุทธ ติยะไพรัช เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบว่า จาการตรวจสอบพบว่า ก่อนหน้านี้นายยงยุทธได้แสดงบัญชีทรัพย์สินหนี้สิน โดยแจ้งว่าได้ขายหุ้นบริษัท มิติฟู้ดโปรดักส์ จำกัด จำนวน 24,500 หุ้น ให้แก่ พ.ต.ท.นัฏฐวุฒิ ยุววรรณ ซึ่งเป็นน้องชายภรรยาเป็นจำนวนเงิน 245,000 บาท โดย พ.ต.ท.นัฏฐวุฒิได้ชำระเงินค่าซื้อหุ้นบริษัทดังกล่าวเป็นเงินสดจำนวน 850,000 บาท และมีเงินค้างชำระจำนวน 1,600,000 บาท

“จากการตรวจสอบพบว่า นับแต่วันจดทะเบียนจนถึงปัจจุบันเวลากว่า 18 ปี บริษัทดังกล่าวไม่ได้ประกอบกิจการค้าแต่อย่างใด และ พ.ต.ท.นัฏฐวุฒิไม่มีฐานะการเงินเพียงพอที่จะชำระเงินค่าหุ้นเป็นเงินสดถึง 850.000 บาทตามที่มีการทำสัญญากันไว้จริง จึงมีเหตุอันควรเชื่อว่า ไม่มีการซื้อขายหุ้นกันจริง และไม่มีเงินกู้ยืมจำนวน 1,600,000 บาท ตามที่นายยงยุทธแสดงไว้ในบัญชี คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาแล้วเห็นว่าการกระทำของนายยงยุทธเป็นการจงใจยื่นบัญชีแสเดงรายการหนี้สินทรัพย์สินและเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ โดย ป.ป.ช.จะเสนอเรื่องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยต่อว่า นายยงยุทธจงใจยื่นบัญชีเป็นเท็จตามรัฐธรรมนูญมาตรา 263 รวมทั้งให้พิพากษาลงโทษตามมาตรา 119 ของพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542. – สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-10-16 19:01:29