WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, October 18, 2008

'สุรยุทธ์'ย้ำทหารอย่าแตกแถว

อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาย้ำถึงบทบาทของทหารในสถานการณ์บ้านเมืองที่แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ว่า ไม่สามารถห้ามความคิดทหารได้ ทหารต้องปฎิบัติตามกฎระเบียบวินัย

วันนี้ (18 ต.ค.)พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบัน ที่มีการแบ่งเป็น 2 ฝ่ายว่า สะท้อนให้เห็นสภาพของสังคมปัจุบัน ที่เคยบอกกับเยาวชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ก่อนหน้านี้ ว่า การรับข้อมูลหรือการรับฟังสิ่งใด เมื่อรับมาแล้วต้องนำมาพิจารณาอีกว่า ควรเชื่อหรือไม่ก่อนที่นำมาปฏิบัติ หรือตัดสินใจใดๆลงไป ในสังคมสามารถมีความแตกต่างได้ แต่ไม่ควรแตกแยก ถึงขั้นจับอาวุธขึ้นมาสู้กัน

ส่วนเรื่องของทหาร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทหารมีหน้าที่ของตนเองหากพ้นหน้าที่ไปแล้วถือว่าเป็นคนไทยคนหนึ่ง ในบางช่วงเวลาไม่สามารถทำบางสิ่งบางอย่างได้เหมือนคนทั่วไปพราะทหารมีระเบียบวินัยและข้อจำกัด ส่วนเรื่องทางการเมืองเราไม่สามารถห้ามทหารคิดได้ แต่ในทางปฏิบัติ ควรปฏิบัติตนอย่างไร ทหารต้องมีการพิจารณาตัวเอง



Friday, October 17, 2008

พันธมิตรฯ ระบุการที่นายกฯ ไม่ลาออก จะทำให้รัฐบาลถูกกดดันมากขึ้น

กรุงเทพฯ 17 ต.ค. - แกนนำพันธมิตร ออกมาระบุว่าการที่นายกรัฐมนตรีไม่ลาออก จะทำให้กองทัพและสังคมออกมากดดันรัฐบาลมากขึ้น จนทำงานได้ลำบาก.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-10-17 19:34:54



‘วรพล’ชำแหละการเมืองสามานท์!ปูดสื่อพันธมารก่อ‘กลียุค’ปิดหูปิดตาปชช.

นักวิชาการ มธ.ชำแหละการเมืองสามานท์! จวกฝ่ายแค้น ปชป.เล่นการเมืองนอกสภา หลังจี้นายกฯยุบความจริงวันนี้ ปูดสื่อรับใช้ 'พันธมาร' ปิดหูปิดตาประชาชน ย้ำทำเพื่ออำนาจของตัวเอง ไม่ได้เคลื่อนไหวเพื่อปกป้องประชาธิปไตย มีนัยยะปลุกปั่นให้เกิด “กลียุค”

จากกรณี นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เข้าพบอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ พร้อมยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรีให้ยกเลิกสัญญากับบริษัท ดิจิตอล มีเดีย โฮลดิ้งฯ ผู้ผลิตรายการข่าวทางสถานีโทรทัศน์ NBT โดยอ้างถึงความไม่ชอบมาพากลในสัญญาของเอกชนรายดังกล่าว

นอกจากนี้ ได้มีความพยายามกดดันให้ยกเลิกการจัดรายการ “ความจริงวันนี้” รวมทั้งวิทยุ 2 คลื่น คือ คลื่อ FM 105 และคลื่น FM 97 โดยระบุว่าเป็นการเสนอข้อมูลเพียงด้านเดียว และปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้งเกิดขึ้น

ต่อเรื่องดังกล่าว นายวรพล พรหมิกบุตร อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวตำหนิพฤติกรรมและเจตนาของกรรมการบริหาร ปชป. ที่ออกมาเรียกร้องให้ยุติการเปิดเผยข้อมูลเท็จจริง ซึ่งเป็นการเล่นการเมืองนอกสภาฯ จนสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้น เป็นการเบี่ยงเบนประเด็นในเชิงการต่อสู้ทางการเมือง แบะเป็นการปิดหูปิดตาประชาชนในการเสพ รับรู้ข้อมูลข่าวสาร

“เห็นได้ชัดว่า มีความพยายามที่จะกำจัดรายการความจริงวันนี้ ทั้งที่รายการนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลรอบด้าน เพียงแต่ไม่ถูกใจ หรือสร้างความไม่พอใจให้กับฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล”

ก่อนหน้านี้หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน ได้นำข้อความสัมภาษณ์ "อาจารย์วรพล" ซึ่งกล่าวเปรียบเทียบรายการเอเอสทีวี อันเป็นกระบอกเสียงให้แก่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เพื่อใช้เป็นเครื่องปลุกปั่นมวลชนให้มีความคิดต่อต้านระบอบประชาธิปไตย ซึ่งไม่ต่างจาก “รัสปูติน” โดยคนพวกนี้ มีทั้งคนที่เป็นนักสื่อสารมวลชน รู้เกี่ยวกับวิธีการใช้ข่าวสารข้อมูลในการโฆษณาชวนเชื่อ และใช้การโฆษณาชวนเชื่อแบบย้ำคิดย้ำทำ มีทั้งนักเคลื่อนไหวมวลชนในอดีตที่เคยร่วมงานกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) .และนักการทหารที่ทำงานในยุทธวิธีสงครามจิตวิทยามวลชน

ฉะนั้นคนพวกนี้รู้ว่าในประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการสะกดจิตโดยใช้ข่าวสารข้อมูล การล้างสมอง การครอบงำความคิดคนในทางความเชื่อและอุดมการณ์ โดยการพูด ย้ำคิดย้ำทำไปเรื่อยๆ ซึ่งมีความชำนาญอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเปรียบเทียบกับรัสปูติน หรือเปรียบเทียบกับกลยุทธ์การโฆษณาชวนเชื่อแบบของพรรคนาซี หรือกลยุทธ์การโฆษณาชวนเชื่อแบบของอเมริกาในสมัยลัทธิแมคคาธี

“พวกนี้จริงๆใช้เทคนิคคล้ายๆกัน มีตำรา มีวิธีการในทางวิชาการ เช่น ในสังคมวิทยาเรียกว่าการขัดเกลาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อให้คนคล้อยตาม แล้วคนก็เหมือนกับตกอยู่ในสภาวะที่ภาษาปัจจุบันเรียกว่าเป็นสาวกที่พร้อมจะรับคำสั่งไปทำสิ่งต่างๆร่วมกัน พวกนี้จะไม่ทำเดี่ยวๆ แต่มักจะทำพร้อมๆกันถึงจะมีความกล้า ยังไม่ถึงขั้นที่จะทำเดี่ยวแบบเอาอาวุธติดตัวไปฆ่าตัวตาย หรือระเบิดพลีชีพ”

อาจารย์วรพล ยอมรับว่าการเคลื่อนไหวของแกนนำพันธมิตรฯ ที่ใช้ยุทธวิธีนี้อันตรายมาก เพราะไม่ใช่เฉพาะสันติอโศกที่มีลักษณะในการพยายามเผยแพร่ลัทธิความคิดครอบงำ แต่ทุกส่วนที่อยู่ในกลุ่มพันธมิตรฯที่มีพฤติกรรมคล้ายๆกันคือถูกสะกดจิตหมู่

อาจารย์วรพล มั่นใจว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ได้เคลื่อนไหวเพื่อปกป้องระบอบประชาธิปไตย แต่ทำเพื่ออำนาจของกลุ่มตัวเอง และคนกลุ่มนี้ไม่เหมือนลัทธิคลั่งศาสนาเพียงอย่างเดียว แต่คลั่งอุดมการณ์และความเชื่อต่างๆ เป็นความเชื่อที่เขาคลั่งจนบดบังข้อเท็จจริงต่างๆ แต่หากประชาชนฝ่ายอื่นไปขัดขวาง หรือร่วมรับความรุนแรง ก็เข้าทางกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ต้องการให้เกิดกลียุค



ไม่ออก-ไม่ยุบ! นายกฯประกาศชัด

นายกรัฐมนตรี ประกาศเดินหน้าทำงานต่อ ยันไม่ลาออก-ยุบสภา พร้อมยอมรับผลสอบสลายชุมนุม 7 ต.ค. มั่นใจผบ.เหล่าทัพไม่คิดยึดอำนาจ เพราะต้องทำงานด้วยกันต่อไป


นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดแถลงข่าวร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาล โดยยืนยันว่า จะไม่ลาออกและยุบสภา ซึ่งรัฐบาลจะทำงานต่อไปด้วยความเข้มแข็งอดทน แม้ว่าจะไม่สบายใจกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในขณะนี้ เนื่องจากรัฐบาลยังมีภาระงานสำคัญที่จะต้องทำในช่วงปลายปีนี้ จึงขอร้องให้ประชาชนให้ความร่วมมือกับรัฐบาลเพื่อให้งานต่าง ๆ ลุล่วงไปด้วยดี

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลพร้อมจะยอมรับผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมาจากคณะกรรมการฯที่รัฐบาลตั้งขึ้น ซึ่งคาดว่าจะรู้ผลภายใน 15 วัน ขณะที่ย้ำความตั้งใจของรัฐบาลที่จะคืนอำนาจให้กับประชาชนหลังจากมีการตั้งสำร่างรัฐธรรมนูญและมีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วเสร็จ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีข่าวว่าผบ.เหล่าทัพไม่สนับสนุนให้รัฐบาลอยู่ต่อ นายสมชาย กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีเหล่าทัพไหนออกมาบอกว่าไม่สนับสนุน พร้อมทั้งยืนยันจะไม่มีการปรับเปลี่ยนผบ.เหล่าทัพ ยืนยันจะต้องอยู่ด้วยกันเพราะรัฐบาลต้องทำงานร่วมกับกองทัพและรัฐบาลไม่กลัวการปฎิวัติ



ชท.พร้อมชิ่งรัฐบาล หากผลสอบสลายชุมนุมผิดจริง

แกนนำพรรคชาติไทยเผยพร้อมลาออกจากพรรคร่วมหากผลสอบระบุชัดว่ารัฐบาลเป็นผู้กระทำผิด วอนคนไทยให้โอกาส‘สมชาย’เคลียร์สถานการณ์ต่างๆของบ้านเมืองให้ดีขึ้น

พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ รองนากยรัฐมนตรี ที่ปรึกษาพรรคชาติไทย กล่าวว่าแนวทางที่รับบาลต้องเร่งทำในขณะนี้คือการทำความเข้าใจกับผู้บัญชาการเหล่าทัพ เพื่อให้ความชัดเจนต่อประชาชน ขณะเดียวกันก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ว้าใครเป็นผู้สั่งการสลายการชุมนุม และหากผลสอบออกมาเป็นรัฐบาล ก็ต้องรับผิดชอบด้วยการลาออก หรือยุบสภา และในส่วนของพรรคชาติไทยจะกำหนดท่าทีอีกครั้ง ว่าจะตัดสินใจอย่างไรหลังทราบผลสอบการสลายการชุมนุม

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทวงเกษตรและสหกรณ์ แกนนำพรรคชาติไทย เห็นว่าการที่ผู้บัญชาการทหารบกแสดงความคิดเห็นเช่นนั้น ไม่ได้บีบคั้นรัฐบาล อย่างไรก็ตามขอให้ประชาชนให้โอกาสรัฐบาลในการคลี่คลายสถานการณ์ ซึ่งเวลานี้ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว อีกทั้งนายกรัฐมนตรี ประกาศชัดเจนแล้วว่าพร้อมลาออกหากผลสอบระบุชัดว่ารัฐบาลเป็นผู้กระทำผิด ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นพรรคชาติไทยก็จะต้องพิจารณาตัวเองด้วย


ม็อบเสื้อแดงมอบเงิน ช่วยเหลือตำรวจสลายม็อบ

แกนนำกลุ่มคนรักเชียงใหม่ 51 นำทีมม็อบเสื้อแดง นำเงินช่วยเหลือตำรวจสลายม็อบที่ได้รับบาดเจ็บมอบให้ ผบช.ภาค 5พร้อมย้ำให้ตำรวจระวังกลุ่มผู้ไม่ประสงค์ดีป่วนเมือง ในพื้นที่จ.เชียงใหม่

นายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล แกนนำกลุ่มคนรักเชียงใหม่51 กล่าวว่า หลังตำรวจสลายม็อบในวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา ทางกลุ่มได้มีการตั้งตู้เปิดรับบริจาคเงินช่วยเหลือตำรวจ ที่ได้รับบาดเจ็บจากการสลายม็อบ ที่หน้าโรงแรมแกรนด์วโรรสเชียงใหม่ และรวบรวมเงินได้ประมาณ 60,099 บาท จึงได้รวบรวมนำมามอบให้ในวันนี้ ซึ่งการตั้งตู้บริจาคครั้งนี้ ทางกลุ่มต้องการช่วยเหลือตำรวจชั้นผู้น้อย ซึ่งปฏิบัติตามหน้าที่ และขอเป็นกำลังใจให้ แต่เรื่องที่ว่าใครเป็นคนสั่งการสลายม็อบ ใครถูกใครผิดเป็นเรื่องที่จะต้องรอการพิสูจน์ตามข้อเท็จจริงต่อไป ทั้งทางกลุ่มคนรักเชียงใหม่ 51ได้ฝากให้พล.ต.ท.สถาพร ดวงแก้ว ผบช.ภาค5ได้ช่วยเข้มงวดตรวจตราเป็นพิเศษในเรื่องของความปลอดภัยในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เพราะทราบว่า มีคนบางกลุ่มได้นำเอาระเบิดปิงปองเข้ามาเตรียมก่อเหตุในพื้นที่ ขอให้เจ้าหน้าที่ได้กวดขันตรวจตราในเรื่องนี้ด้วย เพราะเกรงว่าจะนำเข้ามาก่อเหตุที่ไม่คาดคิดกับทางกลุ่มได้



นายกฯ เรียกหารือด่วน รมต.พรรคร่วมรัฐบาล

ดอนเมือง 17 ต.ค. - นายกรัฐมนตรีเรียกหารือด่วน รมต.พรรคร่วมรัฐบาล ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง หลังจากที่ผู้บัญชาการเหล่าทัพกดดันให้รัฐบาลลาออก โดย 6 พรรคร่วมรัฐบาลจะแถลงข่าวพร้อมกับนายกรัฐมนตรี ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมแล้ว.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-10-17 14:21:53




เปิดศึกชนชั้นสังคมไทยร้าวหนัก รากหญ้ารวมหัวต้าน‘หมอ’งดขายข้าว

สังคมไทยร้าวหนัก เกิดการแบ่งแยกชนชั้นชัดเจนหลังกลุ่ม “หมอ” ทำตัวศักดินาประกาศไม่รักษาตำรวจเพราะไม่พอใจที่เข้าสลายการชุมนุม จนถูกกลุ่มคนรากหญ้า ทั้งพ่อค้า-แม่ค้า มอเตอร์ไซค์รับจ้าง ตอบโต้ไม่ขายข้าวให้กิน ระบุคนเป็นหมอต้องมีจรรยาบรรณ การกระทำดังว่าทำให้ขาดความเชื่อมั่นต่อวิชาชีพแพทย์ ร้านค้าย่านตลาดสามย่านรวมตัว งดขายของให้หมอ จนกว่าจะออกมาขอโทษประชาชนในสิ่งที่พูดออกไป ย้อนเกล็ด! ซื้อของได้แต่ต้องไม่แต่งตัวเป็นหมอ “อ.จรัล” ระบุเป็นสิทธิของคนค้าขาย ชี้การต่อสู้กันของชนชั้นล่างกับชนชั้นกลางขึ้นไปได้เริ่มขึ้นแล้ว

หลังจากมีแพทย์ของโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ อ้างเป็นตัวแทนแพทย์ 8 สถาบัน ออกมาแถลงประกาศจะไม่รักษาตำรวจที่แต่งเครื่องแบบเข้ามารับการรักษา โดยอ้างว่าเพื่อตอบโต้ตำรวจที่สลายการชุมนุม นอกจากจะเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง ทั้งในแง่ขิงความขาดวุฒิภาวะที่ไม่รู้จักแยกแยะเรื่องงานออกจากเรื่องส่วนตัว หรือจะเป็นเรื่องของจริยธรรม ที่ระบุชัดว่าแพทย์ไม่มีสิทธิปฏิเสธคนไข้ และข้อกำหนดแพทยสภาที่ยังมีเรื่องของการไม่ฝักใฝ่การเมืองนั้น

ยังพบว่าเรื่องราวดังกล่าวได้ขยายวงออกไปถึงกลุ่มชาวบ้านระดับรากหญ้า และมองว่ากลุ่มหมอทำตัวเป็นพวกศักดินา ทำตัวมีอำนาจต่อรงทางาสังคมที่คิดว่าคนอื่นจะต้องง้ออยู่ตลอดเวลา และถึงกับมีการออกมาตอบโต้กันแล้ว ถมยังทำท่าจะขายตัวเป็นวงกว้างมากขึ้น

รวมไปถึงการกระทำของบรรดาแพทย์ ทั้งหลายที่ส่งผลให้เกิดการต่อต้าน ยังถูกมองอย่างเป็นห่วงด้วยว่าจะเป็นความเริ่มต้นของการแบ่งแยกชนชั้นทางสังคมชัดเจนมากยิ่งขึ้น จากที่มีความขัดแย้งทางครวามคิดในบ้านเมืองอยู่แล้วในขณะนี้

ล่าสุดมีรายงานว่าคณะแพทย์ ร.พ.จุฬาฯ ต้องรับศึกหนักจากการกดดันของพ่อค้าแม้ค้า ภายในโรงพยาบาล ที่ไม่ยอมขายอาหารให้ หรือแม้แต่รถมอเตอร์ไซต์รับจ้าง ก็ไม่ยอมให้บริการรับ-ส่ง ซึ่งสร้างความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก

พ่อค้าในศูนย์อาหาร ของจุฬาฯ ระบุว่าเรื่องดังกล่าวสร้างความไม่พอใจและไม่สลายใจให้กับพวกพ่อค้าแม่ค่าหลายคน เพราะที่ผ่านมาพวกตนเองก็เหมือนต้อยต่ำกว่าอยู่แล้ว พวกหมอยังมาทำให้รู้สึกอีกว่าจะเลือกรักษาเฉพาะคนที่เป็นพวกเดียวกันเท่านั้น โดยไม่ได้คิดเลยว่าตำรวจทำตามหน้าที่ และกลับเอาเรื่องของการเจ็บป่วย ล้มตาย มาต่อรองสนองความต้องการทางการเมืองของตัวเอง

พร้อมกับย้อนบางเหตุการณ์ให้ฟังด้วยว่าก่อนหน้านี้พ่อค้า-แม่ค้า ภายในบริเวณ ร.พ.จุฬาฯได้รวมตัวกันประท้วงไม่ยอมขายอาหารให้ จนสร้างความเดือดร้อนกันทั่วถึง โดยพวกแพทย์ต้องแก้ปัญหา จ้างให้มอเตอร์ไซต์รับจ้างไปซื้อให้ ก็กลับถูกปฏิเสธอีก ทำให้ต้องเดินไปซื้อเองและยังถูกแม่ค้าตะโกนต่อว่าด้วย

ขณะเดียวกันจากการสำรวจร้านค้าและร้านอาหารบริเวณตลาดสามย่าน เพื่อตรวจสอบเรื่องดังกล่าว หลายร้ายยอมรับว่าไม่พอใจ และคาดไม่ถึงว่าคนเป็นหมอจะคิดได้อย่างนี้ และส่วนใหญ่ยังทวงถามถึงเรื่องจรรยาบรรณเป็นหลัก แต่หลายร้ายก็ระบุว่ายังต้องทำมาหากิน ใครมาซื้อก็คงขายให้ ส่วนความำไม่พอใจก็ต้องเก็บเอำไว้

อย่างไรก็ดีหลายรายก็ออกมาแสเดงความเห็นอย่างชัดเจน ตรงไปตรงมา

ป้าบุญยืน อายุ 53 แม่ค้าขายส้มตำ บริเวณตลาดสามย่านท้ายซอย กล่าวว่ารู้สึกไม่ชอบใจที่คณะแพทย์ ร.พ.จุฬาฯ ออกมาระบุถึงการเลือกรับผู้ป่วย โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งทำให้ตนเกิดความไม่มั่นใจวิชาชีพแพทย์ ที่ต้องให้การรักษาผู้บาดเจ็บหรือป่วยโดยไม่มีการแบ่งแยกชนชั้นวรรณะ เท่ากับเป็นการเลือกปฏิบัติอย่างชัดเจน

ตนจึงอยากจะแสดงให้พวกแพทย์ที่สนับสนุนพันธมิตรฯ ได้เห็นว่าก็ยังมีประชาชนอยู่อีกมากที่ไม่เห็นด้วยกับพวกพันธมิตรฯโดยเฉพาะอย่างยิ่งพ่อค้า แม่ค้าในบริเวณนี้จะไม่ให้การต้อนรับ หรือขายสินค้าให้กับพวกที่แต่งตัวเป็นหมอจุฬาฯโดยเด็ดขาด ซึ่งถ้าหากว่าอยากจะซื้อสินค้าก็ต้องไม่แต่งตัวเป็นหมอมา จะได้ขายให้ หากตนรู้ว่าเป็นหมอจะไล่ไปให้พ้นหน้าร้าน

ขณะนี้มีร้านค้าอีกเป็นจำนวนมากที่ไม่ยอมขายของให้กับนักศึกษาแพทย์ และหมอ โดยจะทำเช่นนี้ไปจนกว่าจะมีคณะแพทย์จะออกมาขอโทษกับสิ่งที่ได้กล่าวออกไป

“ความจริงวิชาชีพแพทย์ ที่เป็นผู้ให้การรักษาคนป่วยไม่น่าที่จะยุ่งเกี่ยวกับวงการเมือง โดยควรทำหน้าที่ของตนเองให้ดีที่สุด แต่กลับกลายเป็นว่ากับละทิ้งจรรยาบรรณของความเป็นหมอแบบนี้ ประชาชนจะวางใจฝากชีวิตไว้ในมือได้อย่างไร แสดงให้เห็นชัดเจว่าถึงเป็นหมอหากมีความแค้นหรือไม่พอใจใครก็แกล้งปล่อยให้ตายไปแบบไม่ต้องสนใจได้อย่างนั้นหรือ รู้สึกเสียดายเงินภาษีที่ต้องเสียไปให้กับพวกหมอที่ไม่รู้จักแยกแยะ” แม่ค้าส้มตำ กล่าว

ด้านนายเจษฎา (นามสมมุติ) พ่อค้ากาแฟสด ในโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ กล่าวว่า ความจริงเรื่องของบ้านเมืองก็ควรจะปล่อยให้เป็นเรื่องของนักการเมืองเป็นผู้จัดการ แต่ตนไม่เขาใจว่าทำไมหมอที่ทำหน้าที่รักษาคนไข้ จะต้องอกมาประกาศสิ่งที่ทำให้คนไข้หลาย ๆ คนไม่สบายใจ การเข้ายุ่งกับเรื่องดังกล่าว ถึงแม้ว่าจะเป็นเรื่องการใช้กำลังเจ้าหน้าตำรวจในการสลายการชุมนุม แต่ก็เป็นไปตามหน้าที่และสมควรแก่เหตุแล้วที่จะใช้กำลังเข้าปะทะ

อย่างไรก็ตาม ตนรู้สึกว่า การกระทำของแพทย์จุฬาฯ กำลังจะเป็นการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายให้กับสังคมอย่างชัดเจน แทนที่แพทย์จะมีจรรยาบรรณยืนอยู่ข้างความถูกต้อง กลับกลายเป็นสมุนคอยรับใช้พันธมิตรฯแบบนนี้มันไม่ถูกต้อง

“ผมไม่เข้าใจการใช้กำลังของตำรวจก็เป็นตามขั้นตอนทุกอย่าง ผมติดตามดูข่าวมาตลอดก็เห็นกันอยู่ว่าเรื่องราวมันเป็นอย่างไร ผมอยากถามจริง ๆ ว่าจะต้องให้ตำรวจทำอย่างไรถึงจะพอใจ ต้องปล่อยให้โยรุมทึ้งให้เกือบตายก่อนใช่ไหม พวกแพทย์จุฬาฯจึงจะรักษา”

ส่วน นายสมหวัง จักรยานยนต์รับจ้าง เปิดเผยว่า เหตุที่ไม่รับผู้โดยสารที่แพทย์และนิสิตของร.พ.จุฬาฯ เป็นเพราะรู้สึกหมั่นไส้ที่ออกมาประกาศตัวไม่รับรักษาตำรวจ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง ไม่ใช่สิ่งที่แพทย์ควรจะปฏิบัติ ตนไม่เข้าใจว่าหมอจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองทำไม และทำแล้วได้ประโยชน์กับประชาชนอย่างไร ถ้าเป็นอย่างนั้น ตนก็จะไม่ให้บริการกับหมอที่ทำตัวเป็นอันธพาลเช่นกัน

ทางด้านนายจรัล ดิษฐาอภิชัย กล่าวว่า ตนเห็นด้วยที่แม่ค้าทำแบบนี้ เพราะถือเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่จะกระทำได้ ซึ่งคิดว่าปรากฏการณ์แบบนี้เกิดจากความไม่พอใจที่หมอไม่ยอมรักษาตำรวจ เพราะเขาคิดว่าตำรวจได้ทำหน้าที่รักษากฏหมายอย่างดีที่สุดแล้ว ดังนั้นหากตำรวจไม่ได้รับความเป็นธรรมเขาก็พร้อมจะออกมาปกป้องอย่างเต็มที่

ทั้งนี้ ตามปกติแล้วแม่ค้ากับตำรวจจะเป็นไม้เบื่อไม้เมากันเสมอ เพราะตำรวจชอบจับแม่ค้า ทำให้แม่ค้าเกลียดตำรวจและตำรวจก็จะไม่ชอบแม่ค้า แต่มาครั้งนี้ทั้งสองอาชีพออกมาปกป้องกันและกันเพราะความไม่เป็นธรรมของคนในวิชาชีพแพทย์ที่ต้องยึดมั่นจรรยาบรรณ เพราะแพทย์ต้องรักษาคนไข้ทุกราย

“เหตุการณ์นี้คือการต่อสู้กันระหว่างชนชั้นล่างกับชนชั้นกลางขึ้นไป เพราะชนชั้นล่างรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมจากวิชาชีพที่ต้องยึดมั่นจรรยาบรรณ ดังนั้นพวกเขาจึงต้องลุกออกมาเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีตนเอง และแสดงจุดยืนทางการเมือง ผมคิดว่าถ้าหากหมอยังจะประกาศจุดยืนว่าไม่ทำการรักษาตำรวจก็จะทำให้เกิดความขัดแย้งขึ้นไปอีก เพราะชาวบ้านก็จะคิดว่าหมอประกาศเลือกยืนอยู่ข้างพันธมิตรฯ แต่ถ้าหยุดสถานการณ์ก็อาจจะดีขึ้น”



จากนักบิน ถึงหมอ ลามต่อที่...มะเร็งของการอ้างสิทธิ

คอลัมน์ : ประชาทรรศน์วิชาการ

จากนักบิน ถึงหมอ ลามต่อที่...มะเร็งของการอ้างสิทธิ


ข่าวการประท้วงโดยนักบินการบินไทยและแถลงการณ์จากแพทย์หลายสถาบันในกรุงเทพ วันที่ 8 ตุลาคม ที่ผ่านมา นับเป็นปฏิกิริยาตอบโต้ของภาคประชาสังคมที่มีต่อรัฐแบบทันควัน หลังตำรวจสลายการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่หน้ารัฐสภา ลามไปถึงการประกาศจากทีมแพทย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ในวันที่ 9 ตุลาคม ที่ผ่านมา น่าแปลกที่การประท้วงเหล่านี้ได้ถูกนำไปกล่าวสดุดีในเวทีชุมนุมของพันธมิตรฯ ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยแกนนำพันธมิตรฯ หลายคนกล่าวสรรเสริญการกระทำเหล่านี้ว่ากล้าหาญ เป็นผู้เสียสละเพื่อชาติ และเป็นผู้มีความรับผิดชอบต่อสังคม พร้อมทั้งเรียกร้องให้พนักงานรัฐวิสาหกิจ แม่ค้า และประชาชน ยึดเอาการประท้วงในลักษณะดังกล่าวเป็นต้นแบบ (model) ในการแสดงออกซึ่ง “มาตรการกดดันทางสังคม” (social sanction)
สนธิ แกนนำพันธมิตรฯ กล่าวต่อหน้าผู้ร่วมการชุมนุมพันธมิตรฯ จำนวนมากว่า แรงบันดาลใจจากการประท้วงของกัปตันการบินไทยที่ไม่ยอมให้ ส.ส. พรรคพลังประชาชนขึ้นเครื่องบิน ทำให้เขาฉุกคิดถึงการดึงเอาพลังของพันธมิตรฯ ที่ยังไม่ได้ใช้ ออกมาใช้ให้มากขึ้น ดังนั้นสนธิจึงมีความคิดที่จะทำสติ๊กเกอร์ “ที่นี่ไม่ต้อนรับนักการเมือง” ออกมานับแสนๆ ใบ เพื่อแจกจ่ายเพื่อให้เครือข่ายพันธมิตรฯ นำไปติด ว่ากันว่า เพื่อเป็นการแสดงจุดยืนทางการเมืองให้ชัดเจน หรือเป็นการขยายแนวรบของสงครามเชิงสัญลักษณ์อีกรูปแบบหนึ่ง
ก่อนหน้านี้ไม่นาน สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจที่ร่วมชุมนุมกับพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเคยกดดันรัฐบาลสมัคร โดยปิดสนามบินหาดใหญ่และสนามบินภูเก็ต ยุติการเดินรถไฟหลายสาย ต่อมาก็มีคำขู่อย่างต่อเนื่องว่า จะตัดน้ำตัดไฟฟ้า หากรัฐไม่ทำตามความต้องการที่ร้องขอทันเวลา แม้ว่าการประท้วงรัฐเป็นเครื่องชี้วัดความตื่นตัวทางการเมืองของประชาสังคมในระบอบประชาธิปไตย แต่การประท้วงที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ กำลังก่อให้เกิดคำถาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อภาคประชาสังคมอีกปีกหนึ่งออกมาเคลื่อนไหวประณามการใช้มาตรการประท้วงรัฐของแพทย์
มาตรการทางสังคมกำลังถูกนำไปใช้อย่างไร้ทิศทาง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า สิ่งที่เรียกว่า “ภาคประชาชน” ไม่ได้เป็นเนื้อเดียวกัน ที่สำคัญ การใช้มาตรการทางสังคมกำลังถูกตั้งคำถามจากสังคมว่า การใช้มาตรการทางสังคมในลักษณะไหน ภายใต้เงื่อนไขอย่างไรจึงจะเรียกว่าชอบธรรม? การหาคำตอบสำหรับคำถามข้างต้น คงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องถกเถียงกันเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง
มาตรการกดดันทางสังคม…ความเหมือนในความต่าง

ทั้งๆ ที่รูปธรรมของการประท้วงรัฐโดยภาคประชาสังคมเกิดขึ้นต่างกรรมต่างวาระ และการประท้วงต่างรูปแบบก็ก่อให้เกิดผลกระทบต่างระดับ เช่น การที่แม่ค้าไม่ยอมขายของให้คนที่สนับสนุนรัฐบาล ย่อมมีผลกระทบไม่เท่ากับการที่พนักงานรัฐวิสาหกิจไม่ยอมให้บริการรถไฟ หรือการขู่ตัดน้ำตัดไฟ หรือการประกาศไม่ให้บริการทางการแพทย์ แต่การประท้วงรัฐที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้กลับมีจุดร่วมกันอย่างน่าประหลาด
นับตั้งแต่เป็นการแสดงออกของปัจเจกชนหรือกลุ่มบุคคลในภาคประชาสังคมเหมือนกัน มุ่งแสดงความเห็นคัดค้านรัฐเหมือนกัน ใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจและสังคมในการกดดันเหมือนกัน เป็นการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นภายใต้ระบบตลาดเหมือนกัน เป็นการเคลื่อนไหวประท้วงของคนชั้นกลางระดับมีอันจะกิน หรือพวกคอปกขาว หรือไม่ก็ผู้ประกอบการเหมือนกัน เป็นการประท้วงที่อ้างอิงอำนาจความเป็นผู้เชี่ยวชาญ ความเป็นผู้รู้ เป็นอภิสิทธิ์ชน มีตำแหน่งแห่งที่พิเศษ (privileged position) ในสังคม เช่น เป็นแพทย์ เป็นกัปตัน เป็นอธิการบดี หรือไม่ก็มีอำนาจ (authority) ในการกุมช่องทางการเข้าถึงทรัพยากรที่สำคัญ เช่น เป็นผู้ควบคุมระบบการแจกจ่ายน้ำไฟ เป็นต้น
ประเด็นที่น่าสนใจคือ การเคลื่อนไหวเหล่านี้อ้างสถานะความเป็นประชาชนในการยืนยันความชอบธรรม และใช้วิธีการ (means) เช่น การปฏิเสธที่จะปฏิบัติหน้าที่ หรือการเลือกปฏิบัติหน้าที่ต่อประชาชนบางคนหรือบางกลุ่ม ตลอดจนการกีดกันไม่ให้มีการเข้าถึงทรัพยากรส่วนรวม (exclusion of access to common property) เช่น น้ำประปา ไฟฟ้า เพื่อต่อรองในการบรรลุเป้าหมาย
โดยทั่วไปแล้ว การอ้างสิทธิอันชอบธรรมต้องวางอยู่บนฐานอำนาจที่ชอบธรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง ได้แก่ สิทธิตามกฎหมาย (law) สิทธิตามจารีตประเพณี (custom) และสิทธิอันเกิดจากการยินยอมทางสังคม (convention) นอกเหนือจากนั้นแล้ว การอ้างสิทธิก็ไม่อาจถือว่าชอบธรรม
เมื่อการอ้างสิทธิของปัจเจกชนหรือของกลุ่มบุคคลหนึ่งในขณะนี้ กลับไปสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนอีกกลุ่มอื่นๆ การอ้างสิทธินั้นจะยังถือว่าชอบธรรม และเป็นตัวแทนของ “ประชาชน” หรือไม่?
เมื่อปัจเจกชนหรือกลุ่มคนอ้างอำนาจที่ได้จากการลงทุนความรู้ของสังคม การมีตำแหน่งแห่งที่พิเศษในสังคม หรือการเป็นสมาชิกของสถาบันที่สังคมไว้วางใจให้ควบคุมทรัพยากรของส่วนรวม เพื่อหวังผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองตามที่ตนต้องการ การอ้างสิทธินี้ ยังเป็นสิ่งที่สังคมต้องยอมรับหรือไม่?
ความรุนแรงของรัฐ VS ความรุนแรงของภาคประชาชน
น่าเสียใจว่าสื่อสาธารณะจำนวนไม่น้อยกำลังสร้างมายาคติว่า เหตุการณ์ 7 ตุลาคม ที่หน้ารัฐสภา เป็นความรุนแรงที่รัฐกระทำต่อประชาชนเพียงฝ่ายเดียว นัยก็คือต้องการจะบอกว่า ประชาชนเป็นเหยื่อ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเป็นเพียงผู้ถูกกระทำ ดังนั้น รัฐจึงสมควรถูกประณาม
การสร้างภาพแทนความจริงผ่านสื่อ กำลังสร้างความจริงขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง และความจริงชุดดังกล่าวได้เข้าปะทะ เบียดขับ และทำลายความน่าเชื่อถือของความจริงชุดอื่นๆ นำไปสู่การสถาปนาความเชื่อว่าการเข้าปิดล้อมรัฐสภา เพื่อขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของสภา เป็นเรื่องทำได้ในระบอบประชาธิปไตย? การตัดกระแสไฟฟ้าในขณะที่มีการประชุมสภา เป็นเรื่องชอบธรรม? การแสดงวาจามุ่งร้าย การข่มขู่ และการกักขังหน่วงเหนี่ยว ไม่ยอมเปิดทางให้เข้าออกรัฐสภาเป็นเรื่องถูกต้อง?
มายาคติเช่นนั้นทรงพลังก็จริง แต่ไม่อาจปิดกั้นความจริงชุดอื่นๆ ได้อย่างเบ็ดเสร็จ ดูจากการตั้งคำถามของสังคม เกี่ยวกับการมีอาวุธในครอบครองและการใช้ความรุนแรงของการ์ดฝ่ายพันธมิตรฯ ที่เผยแพร่ตามสื่อเว็บไซต์ต่างๆ การตั้งคำถามเรื่องการบาดเจ็บและการล้มตายของตำรวจ การตั้งคำถามต่อผู้ที่อยู่เบื้องหลังการปะทะกัน ระหว่างฝ่ายสนับสนุนพันธมิตรฯ กับฝ่ายคัดค้าน รวมถึงการตั้งคำถามกับท่าทีที่เงียบเฉยของสื่อกระแสหลักต่อความตายของฝ่ายตรงข้ามพันธมิตรฯ
เราจะนิยามความรุนแรงที่เผชิญหน้าอยู่ทุกวันนี้อย่างไร? เราจะถือว่าการทำร้ายทางกายเท่านั้นหรือคือความรุนแรง? การใช้คำพูดให้ร้าย การข่มขู่ มุ่งร้าย การไม่พูดความจริง การพูดความเท็จปนจริง เพื่อสร้างความเข้าใจผิด การสร้างความเกลียดชัง และการจงใจสร้างความแตกแยกในสังคม ถือเป็นความรุนแรงหรือไม่?
เราจะถือว่า การเข้าข้างแนวทางการพัฒนาที่เน้นการกระจายผลประโยชน์แบบไม่สมดุล ซึ่งเอื้อผลประโยชน์ให้แก่นายทุน อภิสิทธิ์ชน คนที่มีตำแหน่งแห่งที่พิเศษในสังคม คนที่กุมอำนาจในการควบคุมและเข้าถึงทรัพยากรจำเป็นของสังคม ตลอดจนคนชั้นกลางในเมือง เป็นความรุนแรงเชิงโครงสร้างอย่างหนึ่งหรือไม่? รวมถึงเราจะมองการพยายามรักษาสถานภาพอำนาจเดิมในสังคม (status quo) ของคนเพียงไม่กี่หยิบมือว่า เป็นความรุนแรงต่อประชาชนส่วนใหญ่หรือไม่?
นักทฤษฎีชื่อดัง มิเชล ฟูโก (Michel Foucault) กล่าวไว้ว่า อำนาจนั้นไม่ใช่เรื่องที่สามารถจะครอบครองหรือผูกขาดอยู่ในมือของใคร เพราะอำนาจไม่ผูกขาดอยู่ในมือของผู้กุมอำนาจรัฐ แม้แต่ผู้ต่อต้านอำนาจรัฐก็อาจแสวงอำนาจผ่านยุทธวิธีต่างๆ เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่การกระทำของตน ดังนั้น วาทกรรมที่กำลังเกร่ออยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็น “ความรุนแรงของรัฐ” “เหยื่อของอำนาจรัฐ” “การต่อต้านของประชาชนสองมือเปล่า” “อารยะขัดขืน” หรือ “ประชาภิวัตน์” จึงเป็นมากกว่าถ้อยคำที่ใส ซื่อ ไร้เดียงสา ปราศจากนัยแฝงเร้นทางการเมือง หากแต่เป็นความพยายามสถาปนาอำนาจนำ ผ่านการสร้างความหมาย คุณค่า และบรรทัดฐานทางสังคม อันนำไปสู่การปรับสัมพันธภาพทางอำนาจระหว่างกลุ่มคนในทางปฏิบัติ
การถกเถียงกันในเรื่องผลกระทบของการสร้างวาทกรรมเป็นเรื่องจำเป็น บทความนี้ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของการเตือนสติว่า การใช้วาทกรรมทางการเมืองอย่างขาดความระมัดระวัง เป็นเรื่องที่อันตรายต่อสังคม
เมื่อนักบินการบินไทยอ้างสิทธิในฐานะพนักงานการบินไทย ที่ทับซ้อนกับสิทธิในฐานะสมาชิกชุมชนพันธมิตรฯ เพื่อปฏิเสธไม่ให้ ส.ส. พรรคพลังประชาชน ที่ซื้อตั๋วอย่างถูกต้องขึ้นเครื่องบินของการบินไทย โดยอ้างอำนาจที่ได้มาจากสถานภาพการเป็น “กัปตัน” โดยมองข้ามข้อเท็จจริงที่ว่า เครื่องบินไม่ใช่สมบัติส่วนตัว หากแต่เป็นทรัพย์สินของบริษัท และบริษัทการบินไทยเติบโตจากการสนับสนุนของเงินภาษีของประชาชน บริษัทมีพันธะผูกพันที่ต้องให้บริการแก่สังคมและต่อผู้บริโภค จึงเท่ากับว่า การอ้างสิทธิของกัปตันไปกระทบต่อสิทธิของส่วนรวมโดยตรง คำถามคือ การอ้างสิทธิเช่นนี้อาศัยอำนาจอะไรมารองรับความชอบธรรมของการอ้างสิทธิของตน?
ในทำนองเดียวกัน เมื่อแพทย์และพยาบาล (บางคน) อ้างสิทธิในนามสถาบัน เช่น แพทย์จากโรงพยาบาลจุฬาฯ ประกาศว่า “จะงดตรวจและรักษาเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ปะทะกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” โดยอ้างว่าการละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่เป็นหนึ่งในมาตรการกดดันทางสังคม ที่แพทย์และพยาบาลมีสิทธิแสดงความไม่เห็นด้วยกับการกระทำของผู้บริหารประเทศและตำรวจ รวมถึงกรณีคณะแพทย์จากโรงพยาบาลเชียงใหม่ (บางคน) ประกาศไม่รับรักษา “ผู้ที่มีรายชื่ออยู่ในคณะรัฐมนตรี และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคร่วมรัฐบาลในชุดปัจจุบัน งดการตรวจรักษาผู้รับบริการที่เป็นตํารวจ และเรียกร้องให้เพื่อนแพทย์ทั่วประเทศ ร่วมกันดําเนินมาตรการกดดันทางสังคมต่อผู้นํารัฐบาล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่สนับสนุนรัฐบาล และเจ้าหน้าที่ตํารวจโดยพร้อมเพรียงกัน”
คำถามที่เกิดขึ้นก็คือ การอ้างสิทธิของบุคลากรทางการแพทย์ดังกล่าว อ้างอิงความชอบธรรมจากอะไร ในเมื่อการอ้างสิทธิไม่ได้เป็นไปตามกฎหมายบัญญัติ ไม่มีอยู่ในจารีตประเพณี และไม่ได้ผ่านการรับรองจากสังคม
ตราบเท่าที่ข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการมีอาวุธในครอบครอง การใช้ความรุนแรง ยังคงเป็นข้อกล่าวหาที่มีต่อทั้งฝ่ายรัฐและฝ่ายประชาชน ตราบเท่าที่ทั้งฝ่ายรัฐและประชาชนต่างบาดเจ็บล้มตาย ตราบเท่าที่การพิสูจน์ความจริงเบื้องหลังความขัดแย้งยังอยู่ในดำเนินการไม่แล้วเสร็จ การด่วนสรุป ตัดสิน และการเลือกข้าง เลือกปฏิบัติต่อบุคคลหรือกลุ่มบุคคล จึงเป็นความรุนแรงที่ยากจะปฏิเสธ ความรุนแรงชนิดนี้คือมะเร็งที่กำลังแพร่ระบาดในสังคม
ผลกระทบในระยะสั้น คือการสร้างเกลียดชังและแบ่งขั้ว แยกข้างให้บาดลึกลงไปอีกชั้นหนึ่ง ส่วนผลกระทบในระยะยาว คือการฉีดวัคซีนให้คนไทยเคยชินกับการจัดประเภทกลุ่มคน (categorization) การตีตรากลุ่มคน (stigmatization) รวมถึงการตัดสินคนแบบเหมารวม (generalization) อย่างมืดบอด ซึ่งเท่ากับทำลายโอกาสเข้าถึงความจริง ทำลายโอกาสแยกแยะถูกผิด และทำลายโอกาสอยู่ร่วมกันบนความแตกต่างของแนวคิด และเมตตาต่อเพื่อนมนุษย์



อานันท์ – ประเวศ - ระพี !

คอลัมน์ : ละครชีวิต

การวางตัวให้เป็นกลางของ “ผู้หลักผู้ใหญ่” ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งทางความคิดอย่างรุนแรงแบบนี้ ถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
เพราะสภาพสังคมไทยในปัจจุบัน ไม่ใช่เกิดความขัดแย้งแบบธรรมดา แต่กำลังเกิดความขัดแย้งที่มากขึ้นทุกๆ วัน จนจะกลายเป็น “สงครามกลางเมือง” อยู่แล้ว
ดังนั้นผู้หลักผู้ใหญ่จะต้องวางตัวให้เป็นกลาง แต่ในทางกลับกัน สถานการณ์ยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่าไร กลับไม่เจอผู้ใหญ่ที่วางตัวเป็นกลางเลย
มีบางคนบอกว่ามีแต่ผู้ใหญ่เฮงซวย ...แต่ผมรู้สึกว่าคำๆ นี้มันแรงไป เพราะสังคมไทยไม่ชอบให้ก้าวร้าวกับผู้หลักผู้ใหญ่
ย้อนกลับไปตอนผมเด็กๆ มักจะได้ยินคำว่า “ผู้ใหญ่เฮงซวย” เช่น ในสมัยเป็นเด็กนักเรียนก็จะเจอคนอื่นด่ากันว่า ผู้ใหญ่เฮงซวย ชอบสั่งสอนในเรื่องผิดๆ ให้เด็ก
ขณะเดียวกันเติบโตขึ้นมาอีกหน่อยเข้าสู่สังคมการทำงานก็จะเจอคนอื่นๆ ที่ด่าผู้ใหญ่เฮงซวยว่า “วางอำนาจบาตรใหญ่” ไม่รับฟังความคิดเห็นของคนอื่น
ถ้าเขยิบออกไปอีกหน่อยในระดับชาติก็จะเจอผู้ใหญ่เฮงซวยอีกประเภท ซึ่งอันหลังสุดนี้ถือเป็นความเฮงซวยที่ทุกคนต้องได้รับผลกระทบจากผู้ใหญ่ประเภทนี้
ช่วงนี้คอการเมืองคงจะเห็นการปรากฏตัวของ นายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรี 2 สมัย ที่ไปเป็นประธานในพิธีพระราชทานเพลิงศพ พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี หัวหน้าการ์ดม็อบพันธมิตรฯ ที่เสียชีวิตคาซากรถจี๊ปเชอโรกีระเบิด
นายอานันท์ ตระเวนเดินสายเยี่ยมนางสาววิชุดา ระดับปัญญาวุฒิ มารดาของ น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ ที่เสียชีวิตจากเหตุสลายม็อบหน้ารัฐสภา
นายอานันท์ ยกย่องบุคคลพวกนี้ว่าเป็น “ผู้เสียสละ” ราวกับว่าไปรบกับโจรใต้
นายอานันท์ไม่ได้ลืมหูลืมตาดูเลยว่าบุคคลพวกนี้ไปก่อเหตุอะไรมา
พวกนี้ไปบุกยึดรัฐสภาเพื่อขัดขวางไม่ให้มีการแถลงนโยบายของรัฐบาลต่อรัฐสภา และไม่ให้เจ้าหน้าที่ของอาคารรัฐสภาเข้ามาปฏิบัติหน้าที่
พฤติกรรมแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่จะต้องไปยกย่องเชิดชูว่าเป็น “คนดี” หรือ “วีรสตรี” แต่สำควรที่จะประณามให้สาสมกับความเลว
นอกจากนายอานันท์แล้ว ยังมีผู้ใหญ่เฮงซวยอีกหลายคน เช่น ศ.ระพี สาคริก ที่ส่งสารไปถึงเวทีพันธมิตรฯ เป็นประจำ
รวมทั้ง นพ.ประเวศ วะสี ที่เคยเขียนบทความ ชื่อ “ถอนเสี้ยนออกจากเนื้อ เพื่อสมานฉันท์ได้”
นพ.ประเวศ บอกว่า พ.ต.ท.ทักษิณ เหมือนเสี้ยนที่ตำอยู่ในเนื้อ ต้องถอนเสี้ยนออกก่อนแผลจึงจะสมาน แถมยังตะแบงอีกว่า ทักษิณต้องหยุดเล่นการเมือง
สถานการณ์แบบนี้เมืองไทยกำลังต้องการคนกลางเข้ามาช่วยเหลือ ไม่ใช่เอาผู้ใหญ่เฮงซวยที่วางตัวไม่เป็นกลาง อคติตั้งแต่เริ่มต้น มาป่าวประกาศให้อีกฝ่ายเป็นนักโทษ
บ้านเมืองเราเป็นประชาธิปไตย ประชาชนส่วนใหญ่เลือกเข้ามาบริหารประเทศ
ไม่มีใครอยู่ค้ำฟ้า ... เพราะฉะนั้น อานันท์ - ประเวศ - ระพี ควรจะสงสาร ลูกๆ หลานๆ บ้าง
ปล่อยให้ประเทศชาติพัฒนาไปในทิศทางที่ควรจะเป็น ...ไม่ใช่มาสกัดกั้นให้บ้านเมืองล้าหลังเพียงแค่นี้
สงสารประชาชนบ้างเถอะครับ !