WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Saturday, October 18, 2008

ศาลอนุมัติหมายจับพันธมิตรฯ ขับรถพุ่งชน ตร.

กรุงเทพฯ 18 ต.ค. - ศาลอนุมัติหมายจับแนวร่วมพันธมิตร ฯ คนขับรถกระบะพุ่งชนตำรวจ ขณะเข้าสลายการชุมนุมบริเวณแยกการเรือน เมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา ฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่

พ.ต.อ.ประภาส ปิยะมงคล ผู้กำกับสืบสวนกองบังคับการตำรวจนครบาล 1 เปิดเผยว่า ศาลอาญา รัชดาฯ อนุมัติหมายจับนายปรีชา ตรีจรูญ อายุ 51 ปี แนวร่วมพันธมิตรประชานเพื่อประชาธิปไตย ข้อหาพยายามฆ่าเจ้าหพนักงานขณะปฏิบัติหน้าที่

พ.ต.อ.ประภาส กล่าวว่าหลังคณะกรรมการกองบัญชาการตำรวจนครบาล มีมติเห็นชอบให้ขออนุมัติต่อศาลออกหมายจับ เนื่องจากพยานหลักฐานและเทปบันทึกภาพระบุพฤติการณ์ว่านายปรีชาเป็นคนขับรถกระบะโตโยต้าสีน้ำเงิน ทะเบียน วพ 1968 กทม. พุ่งชนและพยายามถอยทับ เจ้าหน้าที่ตำรวจสังกัด 191 ได้รับบาดเจ็บสาหัส ขณะสลายการชุมนุมบริเวณแยกการเรือน ถนนราชวิถี เมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมาจริง ซึ่งศาลพิจารณาแล้ว จึงอนุมัติหมายจับตามที่เสนอ

อย่างไรก็ตาม ได้ส่งสายสืบเฝ้าประกบตามที่ต่าง ๆ และบ้านพักแล้ว เชื่อว่าจะได้ตัวเร็ว ๆ นี้ เนื่องจากนายปรีชาได้รับบาดเจ็บเช่นกันและเพิ่งออกจากโรงพยาบาล

ส่วนการติดตามตัวนายสุชาติ นาคบางไทร ผู้ต้องหาตามหมายจับ ในข้อหาดูหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์ จากการขึ้นเวที นปช.ที่ท้องสนามหลวง คืนวันที่ 14 ตุลาคมที่ผ่านมานั้น ได้ส่งกำลังตำรวจไปเฝ้าที่บ้านพักแล้ว โดยตั้งแต่ศาลอนุมัติหมายจับ นายสุชาติยังไม่ได้เดินทางกลับเข้าบ้านพักแต่อย่างใด อย่างไรก็ตามเชื่อว่ายังหลบอยู่ในประเทศ.-สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-10-18 18:21:24

องค์กรสื่อฯชำเราการเมืองสามานท์!กรีด‘สภาตรายาง’รับใช้อำนาจเหนือกม.

องค์กรสื่อฯ ทุบโต๊ะ! ย้ำสื่อถูกปิดกั้นกรณีชำเราการเมืองสามานท์ ปูดแผนรบพุ่งการเมือง 2 ขั้วก่อวิกฤตชาติ อัดยับ “สภาตรายาง” เครื่องมือรับใช้อำนาจนอกเหนือกฎหมาย ขณะที่ บก.หัวเขียวลั่น “ความกลัว...ทำให้เสื่อม” ไม่กล้านำเสนอความจริง แนะสื่อฯเป็นได้ทั้งผู้ยับยั้งและเป็นผู้จุดชนวนให้เกิดความรุนแรง

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุโทรทัศน์ไทย และสถาบันอิศรา จัดงานเสวนา “บทบาทสื่อกับการยุติความรุนแรง” โดยมีวิทยากรร่วมกันเสนอความคิดเห็นและแนวทางในการปฏิบัติหน้าที่ของสื่อสารมวลชน ประกอบกับวิถีทางแห่งการยุติความรุนแรงทางการเมือง

โดยในปัจจุบันนี้ ได้มีองค์กรวิชาชีพสื่อบางแห่ง อันมีที่มาที่ไปในการเป็นกระบอกเสียงให้กับ “อำนาจเหนือกฎหมาย” เป็นพวกที่ให้การสนับสนุนกลุ่มผู้ชุมนุมให้ก่อความวุ่นวาย ความเกลียดชังระหว่างคนในชาติ และเป็นสื่อมวลชนที่มีจุดยืนในการต่อต้านรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง รวมทั้งไม่เคราพต่อเขื่อแปบ้านเมือง ซึ่งการทำหน้าที่ของสื่อมวลชนกลุ่มนี้ไม่เป็นไปตามวิถีทางแห่งระบอบประชาธิปไตย

นายสมหมาย ปาริจฉัตร์ กรรมการผู้จัดการบริษัท มติชน จำกัด(มหาชน) กล่าวว่า สื่อมวลชนในขณะนี้สูญเสียความเป็นอิสระภาพทางการนำเสนอจากวิกฤตการเมือง จนทำให้เกิดปรากฎการณ์คุกคามสื่อ ประกอบกับนักข่าวบางคนก็มีความคิดที่แตกต่างกัน ซึ่งถือเป็นสิทธิส่วนบุคคล ไม่มีใครผิด แต่ต้องยึดอยู่บนฐานของวิชาชีพ ในบทบาทของตนเอง และไม่คุกคามแนวความคิดของผู้อื่น

ดังนั้นสื่อต้องใช้ดุลยพินิจในการทำหน้าที่ของตนเองอย่างรอบด้าน เพื่อนำเสนอข้อเท็จจริง และสื่อสามารถช่วยยุติความรุนแรงโดยยึดมั่นในหลักการของวิชาชีพ รายงานข่าวรอบด้านโดยปราศจากความกลัว ความเกลียดชัง แก้ไขปัญหาความรุนแรงด้วยเหตุและผล รวมทั้งองค์กรสื่อต้องร่วมกันพูดคุยเพื่อสร้างความเข้าในร่วมกัน

เช่นเดียวกับนายสุนทร ทาซ้าย บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ระบุว่า ความกลัว...ทำให้เสื่อม โดยสื่อในปัจจุบัน แม้กระทั่งตน เกิดอาณาจักรแห่งความกลัว จึงไม่กล้าที่จะนำเสนอความจริงในบางประการที่เป็นความจริง เพราะเกรงว่าอาจจะกระทบต่อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจนกลายเป็นความรุนแรง ซึ่งนี่คือปัญหาดังนั้นสื่อมวลชนต้องปลดแอกความกลัว และต้องมีเสรีภาพในการนำเสนอความจริง ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา สื่อเป็นได้ทั้งผู้ยับยั้งและเป็นผู้จุดชนวนให้เกิดความรุนแรง โดยเฉพาะในสภาวะการณ์ที่ความเป็นประชาธิปไตยไม่เข้มแข็ง

“ทางออกที่ดีที่สุดในการยุติความรุนแรงสื่อคือผู้นำ หลักสำคัญคือการรายงานความจริงออกไป ต้องรายงานด้วยความรอบคอบ พอดี และเกิดประโยชน์ต่อสังคม การตั้งคำถามของสื่อหากขึ้นอยู่กับเจตนารมณ์และท่าทีอันดี ไม่ยั่วยุ ก็จะไม่เกิดความรุนแรง หรือไม่เป็นหนทางในการนำไปสู่ความรุนแรง” นายสุนทรกล่าว

ขณะที่ นายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม หนึ่งในวิทยากร ได้เสนอแนวทางยุติความรุนแรงโดยการให้สื่อมวลชนพิจารณาอย่างใคร่ครวญในการนำเสนอข่าวสาร โดยต้องวิเคราะห์ว่าสื่อจะตกเป็นเครื่องมือของบุคคลกลุ่มใดหรือไม่ และต้องยึดหลักของวิชาชีพให้จงหนัก โดยองค์กรสื่อในแขนงต่างๆควรมีการพูดคุยสื่อสาร เพื่อผลักดันในเกิดแนวทางการทำงานร่วมกันเพื่อไม่ให้สื่อตกเป็นเครื่องมือที่อาจจะพัฒนาไปสู่ความรุนแรง

นอกจากนี้ ในประเด็นเรื่องความคิดเห็นที่แตกต่างตนมองว่า ความคิดเห็นเป็นสิทธิส่วนบุคคล ใครจะรักหรือชอบพอบุคคลใดก็ย่อมกระทำได้ถือเป็นเรื่องปกติ แต่ไม่ควรนำมารวมกับการนำเสนอรายงานข่าวต่อสาธารณะ เพราะอาจจะเกิดความรุนแรงที่เป็นการสั่งสมเพิ่มปริมาณเพื่อรอวันระเบิด



ทำบุญกู้วิกฤตชาติ ‘สล้าง’นิมนต์พระ 2 หมื่นรูป


บ้านเมืองวุนวายหนัก ‘อดีตรองอธิบดีกรม ตร.’เตรียมจัดทำบุญใหญ่ นิมนต์พระ 20,000 รูป ณ ลานพระบรมรูปทรงม้า พร้อมวอนสื่อมวลชนเสนอข่าวอย่าบิดเบือน

พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ แถลงข่าวร่วมกับองค์การชาวพุทธแห่งประเทศไทย นำโดยพระครูสังฆพินัย ในการจัดโครงการ “ทำบุญมหากุศลกู้วิกฤติชาติ” เพื่อเป็นการกอบกู้วิกฤติของประเทศที่กำลังเกิดความแตกแยกอยู่ในสังคม โดยจะนิมนต์พระสงฆ์จำนวน 20,000 รูป และเชิญชวนประชาชนมาร่วมกันทำการเจริญพระพุทธมณแผ่จิตเมตตาให้คนในชาติกลับมาสามัคคีกันอีกครั้ง อีกทั้งยังเป็นการแสดงความไม่นิ่งนอนใจของพระสงฆ์องค์การชาวพุธ ซึ่งงานดังกล่าวจะจัดขึ้นที่บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ในวันพุธที่ 22 ต.ค.นี้ เวลา 13.00 น โดยขอให้ประชาชนที่จะเดินทางมาร่วมงานในวันนั้นแต่งการในชุดขาวล้วน ทั้งนี้เพื่อเป็นการเรียกความสามัคคีปรองดองกันโดยที่ไม่มีสีต่อต้านหรือสีสนันสนุน

พล.ต.อ.สล้าง กล่าวว่า ขอให้สื่อมวลชนใช้จรรยาบรรณเป็นสื่อเสนอข่าวอย่างตรงไปตรงมา อย่าปกปิดข้อเท็จจริง มิฉะนั้นบ้านเมืองจะเดินต่อไปไม่ได้ ขณะนี้การเสนอข่าวของสื่อมวลชนได้มีการเบี่ยงเบนประเด็นข่าวจากความเป็นจริง จึงขอให้หยุดพฤติกรรมดังกล่าว และขอเรียนว่าเราอดทนกับสื่ออย่างถึงที่สุดแล้ว จากนี้ไปหากไม่เลิกความไร้จรรยาบรรณ จะตั้งอาสาสมัครชุดหนึ่งเพื่อดูแลดำเนินการกับสื่อไม่ว่าถูกหรือผิดกฎหมาย จึงขอความกรุณาให้สื่อมวลชนทุกแขนงเสนอข่าวด้วยความซื่อตรง

นอกจากนี้พล.ต.อ.สล้าง ยังเปิดเผยด้วยว่า ได้รับโทรศัพท์จากตำรวจคนสนิทนายหนึ่งว่ามีเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 1,000 นาย พร้อมใจลาออกเพื่อกู้วิกฤติชาติ ส่วนมาตราการจัดการกับกลุ่มผู้ชุมนุมพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยนั้น จะขอดำเนินการหลังการทำบุญที่ลานพระบรมรูปให้สิ้นเสียก่อน พร้อมกันนี้ยังกล่าวอีกว่าตนได้ทำพินัยกรรมมอบให้กับลูกเรียบร้อยแล้วโดยพร้อมที่จะกอบกู้วิกฤติชาติ


'สุรยุทธ์'ย้ำทหารอย่าแตกแถว

อดีตนายกรัฐมนตรี ออกมาย้ำถึงบทบาทของทหารในสถานการณ์บ้านเมืองที่แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ว่า ไม่สามารถห้ามความคิดทหารได้ ทหารต้องปฎิบัติตามกฎระเบียบวินัย

วันนี้ (18 ต.ค.)พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองปัจจุบัน ที่มีการแบ่งเป็น 2 ฝ่ายว่า สะท้อนให้เห็นสภาพของสังคมปัจุบัน ที่เคยบอกกับเยาวชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ก่อนหน้านี้ ว่า การรับข้อมูลหรือการรับฟังสิ่งใด เมื่อรับมาแล้วต้องนำมาพิจารณาอีกว่า ควรเชื่อหรือไม่ก่อนที่นำมาปฏิบัติ หรือตัดสินใจใดๆลงไป ในสังคมสามารถมีความแตกต่างได้ แต่ไม่ควรแตกแยก ถึงขั้นจับอาวุธขึ้นมาสู้กัน

ส่วนเรื่องของทหาร อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทหารมีหน้าที่ของตนเองหากพ้นหน้าที่ไปแล้วถือว่าเป็นคนไทยคนหนึ่ง ในบางช่วงเวลาไม่สามารถทำบางสิ่งบางอย่างได้เหมือนคนทั่วไปพราะทหารมีระเบียบวินัยและข้อจำกัด ส่วนเรื่องทางการเมืองเราไม่สามารถห้ามทหารคิดได้ แต่ในทางปฏิบัติ ควรปฏิบัติตนอย่างไร ทหารต้องมีการพิจารณาตัวเอง



Friday, October 17, 2008

พันธมิตรฯ ระบุการที่นายกฯ ไม่ลาออก จะทำให้รัฐบาลถูกกดดันมากขึ้น

กรุงเทพฯ 17 ต.ค. - แกนนำพันธมิตร ออกมาระบุว่าการที่นายกรัฐมนตรีไม่ลาออก จะทำให้กองทัพและสังคมออกมากดดันรัฐบาลมากขึ้น จนทำงานได้ลำบาก.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-10-17 19:34:54



‘วรพล’ชำแหละการเมืองสามานท์!ปูดสื่อพันธมารก่อ‘กลียุค’ปิดหูปิดตาปชช.

นักวิชาการ มธ.ชำแหละการเมืองสามานท์! จวกฝ่ายแค้น ปชป.เล่นการเมืองนอกสภา หลังจี้นายกฯยุบความจริงวันนี้ ปูดสื่อรับใช้ 'พันธมาร' ปิดหูปิดตาประชาชน ย้ำทำเพื่ออำนาจของตัวเอง ไม่ได้เคลื่อนไหวเพื่อปกป้องประชาธิปไตย มีนัยยะปลุกปั่นให้เกิด “กลียุค”

จากกรณี นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย กรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เข้าพบอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ พร้อมยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรีให้ยกเลิกสัญญากับบริษัท ดิจิตอล มีเดีย โฮลดิ้งฯ ผู้ผลิตรายการข่าวทางสถานีโทรทัศน์ NBT โดยอ้างถึงความไม่ชอบมาพากลในสัญญาของเอกชนรายดังกล่าว

นอกจากนี้ ได้มีความพยายามกดดันให้ยกเลิกการจัดรายการ “ความจริงวันนี้” รวมทั้งวิทยุ 2 คลื่น คือ คลื่อ FM 105 และคลื่น FM 97 โดยระบุว่าเป็นการเสนอข้อมูลเพียงด้านเดียว และปลุกปั่นให้เกิดความขัดแย้งเกิดขึ้น

ต่อเรื่องดังกล่าว นายวรพล พรหมิกบุตร อาจารย์ประจำคณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวตำหนิพฤติกรรมและเจตนาของกรรมการบริหาร ปชป. ที่ออกมาเรียกร้องให้ยุติการเปิดเผยข้อมูลเท็จจริง ซึ่งเป็นการเล่นการเมืองนอกสภาฯ จนสร้างความวุ่นวายให้เกิดขึ้น เป็นการเบี่ยงเบนประเด็นในเชิงการต่อสู้ทางการเมือง แบะเป็นการปิดหูปิดตาประชาชนในการเสพ รับรู้ข้อมูลข่าวสาร

“เห็นได้ชัดว่า มีความพยายามที่จะกำจัดรายการความจริงวันนี้ ทั้งที่รายการนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลรอบด้าน เพียงแต่ไม่ถูกใจ หรือสร้างความไม่พอใจให้กับฝ่ายตรงข้ามกับรัฐบาล”

ก่อนหน้านี้หนังสือพิมพ์โลกวันนี้รายวัน ได้นำข้อความสัมภาษณ์ "อาจารย์วรพล" ซึ่งกล่าวเปรียบเทียบรายการเอเอสทีวี อันเป็นกระบอกเสียงให้แก่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เพื่อใช้เป็นเครื่องปลุกปั่นมวลชนให้มีความคิดต่อต้านระบอบประชาธิปไตย ซึ่งไม่ต่างจาก “รัสปูติน” โดยคนพวกนี้ มีทั้งคนที่เป็นนักสื่อสารมวลชน รู้เกี่ยวกับวิธีการใช้ข่าวสารข้อมูลในการโฆษณาชวนเชื่อ และใช้การโฆษณาชวนเชื่อแบบย้ำคิดย้ำทำ มีทั้งนักเคลื่อนไหวมวลชนในอดีตที่เคยร่วมงานกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.) .และนักการทหารที่ทำงานในยุทธวิธีสงครามจิตวิทยามวลชน

ฉะนั้นคนพวกนี้รู้ว่าในประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการสะกดจิตโดยใช้ข่าวสารข้อมูล การล้างสมอง การครอบงำความคิดคนในทางความเชื่อและอุดมการณ์ โดยการพูด ย้ำคิดย้ำทำไปเรื่อยๆ ซึ่งมีความชำนาญอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเปรียบเทียบกับรัสปูติน หรือเปรียบเทียบกับกลยุทธ์การโฆษณาชวนเชื่อแบบของพรรคนาซี หรือกลยุทธ์การโฆษณาชวนเชื่อแบบของอเมริกาในสมัยลัทธิแมคคาธี

“พวกนี้จริงๆใช้เทคนิคคล้ายๆกัน มีตำรา มีวิธีการในทางวิชาการ เช่น ในสังคมวิทยาเรียกว่าการขัดเกลาซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อให้คนคล้อยตาม แล้วคนก็เหมือนกับตกอยู่ในสภาวะที่ภาษาปัจจุบันเรียกว่าเป็นสาวกที่พร้อมจะรับคำสั่งไปทำสิ่งต่างๆร่วมกัน พวกนี้จะไม่ทำเดี่ยวๆ แต่มักจะทำพร้อมๆกันถึงจะมีความกล้า ยังไม่ถึงขั้นที่จะทำเดี่ยวแบบเอาอาวุธติดตัวไปฆ่าตัวตาย หรือระเบิดพลีชีพ”

อาจารย์วรพล ยอมรับว่าการเคลื่อนไหวของแกนนำพันธมิตรฯ ที่ใช้ยุทธวิธีนี้อันตรายมาก เพราะไม่ใช่เฉพาะสันติอโศกที่มีลักษณะในการพยายามเผยแพร่ลัทธิความคิดครอบงำ แต่ทุกส่วนที่อยู่ในกลุ่มพันธมิตรฯที่มีพฤติกรรมคล้ายๆกันคือถูกสะกดจิตหมู่

อาจารย์วรพล มั่นใจว่า การเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ได้เคลื่อนไหวเพื่อปกป้องระบอบประชาธิปไตย แต่ทำเพื่ออำนาจของกลุ่มตัวเอง และคนกลุ่มนี้ไม่เหมือนลัทธิคลั่งศาสนาเพียงอย่างเดียว แต่คลั่งอุดมการณ์และความเชื่อต่างๆ เป็นความเชื่อที่เขาคลั่งจนบดบังข้อเท็จจริงต่างๆ แต่หากประชาชนฝ่ายอื่นไปขัดขวาง หรือร่วมรับความรุนแรง ก็เข้าทางกลุ่มพันธมิตรฯ ที่ต้องการให้เกิดกลียุค



ไม่ออก-ไม่ยุบ! นายกฯประกาศชัด

นายกรัฐมนตรี ประกาศเดินหน้าทำงานต่อ ยันไม่ลาออก-ยุบสภา พร้อมยอมรับผลสอบสลายชุมนุม 7 ต.ค. มั่นใจผบ.เหล่าทัพไม่คิดยึดอำนาจ เพราะต้องทำงานด้วยกันต่อไป


นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดแถลงข่าวร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาล โดยยืนยันว่า จะไม่ลาออกและยุบสภา ซึ่งรัฐบาลจะทำงานต่อไปด้วยความเข้มแข็งอดทน แม้ว่าจะไม่สบายใจกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในขณะนี้ เนื่องจากรัฐบาลยังมีภาระงานสำคัญที่จะต้องทำในช่วงปลายปีนี้ จึงขอร้องให้ประชาชนให้ความร่วมมือกับรัฐบาลเพื่อให้งานต่าง ๆ ลุล่วงไปด้วยดี

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลพร้อมจะยอมรับผลการตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุสลายการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมาจากคณะกรรมการฯที่รัฐบาลตั้งขึ้น ซึ่งคาดว่าจะรู้ผลภายใน 15 วัน ขณะที่ย้ำความตั้งใจของรัฐบาลที่จะคืนอำนาจให้กับประชาชนหลังจากมีการตั้งสำร่างรัฐธรรมนูญและมีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้วเสร็จ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีที่มีข่าวว่าผบ.เหล่าทัพไม่สนับสนุนให้รัฐบาลอยู่ต่อ นายสมชาย กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีเหล่าทัพไหนออกมาบอกว่าไม่สนับสนุน พร้อมทั้งยืนยันจะไม่มีการปรับเปลี่ยนผบ.เหล่าทัพ ยืนยันจะต้องอยู่ด้วยกันเพราะรัฐบาลต้องทำงานร่วมกับกองทัพและรัฐบาลไม่กลัวการปฎิวัติ



ชท.พร้อมชิ่งรัฐบาล หากผลสอบสลายชุมนุมผิดจริง

แกนนำพรรคชาติไทยเผยพร้อมลาออกจากพรรคร่วมหากผลสอบระบุชัดว่ารัฐบาลเป็นผู้กระทำผิด วอนคนไทยให้โอกาส‘สมชาย’เคลียร์สถานการณ์ต่างๆของบ้านเมืองให้ดีขึ้น

พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ รองนากยรัฐมนตรี ที่ปรึกษาพรรคชาติไทย กล่าวว่าแนวทางที่รับบาลต้องเร่งทำในขณะนี้คือการทำความเข้าใจกับผู้บัญชาการเหล่าทัพ เพื่อให้ความชัดเจนต่อประชาชน ขณะเดียวกันก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ว้าใครเป็นผู้สั่งการสลายการชุมนุม และหากผลสอบออกมาเป็นรัฐบาล ก็ต้องรับผิดชอบด้วยการลาออก หรือยุบสภา และในส่วนของพรรคชาติไทยจะกำหนดท่าทีอีกครั้ง ว่าจะตัดสินใจอย่างไรหลังทราบผลสอบการสลายการชุมนุม

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีว่าการกระทวงเกษตรและสหกรณ์ แกนนำพรรคชาติไทย เห็นว่าการที่ผู้บัญชาการทหารบกแสดงความคิดเห็นเช่นนั้น ไม่ได้บีบคั้นรัฐบาล อย่างไรก็ตามขอให้ประชาชนให้โอกาสรัฐบาลในการคลี่คลายสถานการณ์ ซึ่งเวลานี้ได้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว อีกทั้งนายกรัฐมนตรี ประกาศชัดเจนแล้วว่าพร้อมลาออกหากผลสอบระบุชัดว่ารัฐบาลเป็นผู้กระทำผิด ซึ่งเมื่อถึงเวลานั้นพรรคชาติไทยก็จะต้องพิจารณาตัวเองด้วย


ม็อบเสื้อแดงมอบเงิน ช่วยเหลือตำรวจสลายม็อบ

แกนนำกลุ่มคนรักเชียงใหม่ 51 นำทีมม็อบเสื้อแดง นำเงินช่วยเหลือตำรวจสลายม็อบที่ได้รับบาดเจ็บมอบให้ ผบช.ภาค 5พร้อมย้ำให้ตำรวจระวังกลุ่มผู้ไม่ประสงค์ดีป่วนเมือง ในพื้นที่จ.เชียงใหม่

นายเพชรวรรต วัฒนพงศ์ศิริกุล แกนนำกลุ่มคนรักเชียงใหม่51 กล่าวว่า หลังตำรวจสลายม็อบในวันที่ 7 ต.ค.ที่ผ่านมา ทางกลุ่มได้มีการตั้งตู้เปิดรับบริจาคเงินช่วยเหลือตำรวจ ที่ได้รับบาดเจ็บจากการสลายม็อบ ที่หน้าโรงแรมแกรนด์วโรรสเชียงใหม่ และรวบรวมเงินได้ประมาณ 60,099 บาท จึงได้รวบรวมนำมามอบให้ในวันนี้ ซึ่งการตั้งตู้บริจาคครั้งนี้ ทางกลุ่มต้องการช่วยเหลือตำรวจชั้นผู้น้อย ซึ่งปฏิบัติตามหน้าที่ และขอเป็นกำลังใจให้ แต่เรื่องที่ว่าใครเป็นคนสั่งการสลายม็อบ ใครถูกใครผิดเป็นเรื่องที่จะต้องรอการพิสูจน์ตามข้อเท็จจริงต่อไป ทั้งทางกลุ่มคนรักเชียงใหม่ 51ได้ฝากให้พล.ต.ท.สถาพร ดวงแก้ว ผบช.ภาค5ได้ช่วยเข้มงวดตรวจตราเป็นพิเศษในเรื่องของความปลอดภัยในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เพราะทราบว่า มีคนบางกลุ่มได้นำเอาระเบิดปิงปองเข้ามาเตรียมก่อเหตุในพื้นที่ ขอให้เจ้าหน้าที่ได้กวดขันตรวจตราในเรื่องนี้ด้วย เพราะเกรงว่าจะนำเข้ามาก่อเหตุที่ไม่คาดคิดกับทางกลุ่มได้



นายกฯ เรียกหารือด่วน รมต.พรรคร่วมรัฐบาล

ดอนเมือง 17 ต.ค. - นายกรัฐมนตรีเรียกหารือด่วน รมต.พรรคร่วมรัฐบาล ที่ท่าอากาศยานดอนเมือง หลังจากที่ผู้บัญชาการเหล่าทัพกดดันให้รัฐบาลลาออก โดย 6 พรรคร่วมรัฐบาลจะแถลงข่าวพร้อมกับนายกรัฐมนตรี ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมแล้ว.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย

อัพเดตเมื่อ 2008-10-17 14:21:53