WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Tuesday, October 21, 2008

กลุ่มพลังกู้ชาติและองค์กรชาวพุทธฯ

ผศ.เสถียร วิพรมหา ผู้ประสานงานองค์กรชาวพุทธแห่งประเทศไทย เผยกับผู้สื่อข่าวว่า จากการที่เกิดความแตกแยกในสังคมไทย แบ่งเป็นกลุ่มถือข้างอย่างชัดเจน แตกความสามัคคีอย่างรุนแรง พร้อมที่จะเผชิญหน้าทำลายล้างกัน แบบไม่เคยมีมาก่อน ในประวัติศาสตร์ชาติไทย แม้องค์กรของภาครัฐและเอกชน พยายามเสนอแนวคิดเพื่อความสมานสามัคคี แต่ยังไม่ได้รับการตอบรับมากนัก

“ดังนั้น กลุ่มพลังกู้วิกฤติชาติ (กพช.) และองค์กรชาวพุทธแห่งประเทศไทย จึงมีความคิดที่จะสมานสามัคคีด้วยการจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เจริญจิตภาวนา ประกอบคุณงามความดีเป็นมหากุศลอันยิ่งใหญ่ เพื่อลดความบาดหมาง ลดทิฐิ หันหน้าเข้าหากัน โดยนิมนต์พระสงฆ์ จำนวน 10,000 รูป จากทั่วประเทศมาเจริญพระพุทธมนต์ กู้วิกฤติชาติ ในวันพุธที่ 22 ตุลาคม พ.ศ.2551 ณ บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ตั้งแต่เวลา 13.00 น.เป็นต้นไป ขอเชิญพี่น้องชาวไทยเข้าร่วมพิธีนี้โดยพร้อมเพรียงกัน กรุณาแต่งกายชุดขาวล้วน อันแสดงถึงพลังบริสุทธ์ที่จะก่อให้เกิดความสามัคคีของคนในชาติ” ผศ.เสถียร วิพรมหา กล่าวในที่สุด



ด่าลั่นเว็บสินค้าหนุนม็อบ‘ดีแทค’รับหากินกับASTV

โพสต์ข้อความด่ากันกระหึ่มเว็บไซต์ บรรดาสินค้าที่ให้การสนับสนุนม็อบพันธมิตรฯ ชุมนุมทำลายชาติบ้านเมือง พร้อมเรียกร้องให้ร่วมกันต่อต้านสินค้าที่อยู่เบื้องหลังม็อบชั่ว ขณะที่ทั้ง “สหพัฒน์-เซเว่น อีเลฟเว่น” ที่ถูกกล่าวหาออกมาแก้ตัวกันจ้าละหวั่น ด้าน “ดีแทค” ยอมรับทำมาหากินขายข่าวกับ ASTV จริง แถมเป็นการเก็บค่าบริการที่มีเจตนาชัดในการสนับสนุนทีวีถ่อย เครื่องมือปลุกระดมให้คนในบ้านเมืองแตกแยก

กระแสการเมืองเลือกข้างระหว่างฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และรัฐบาล ได้เริ่มเห็นชัดมากขึ้น จากกลุ่มบุคคล กระทั่งล่าสุดกลุ่มสินค้าบริการ-บริโภคได้ถูกดึงมาเป็นกระแสเลือกข้างเช่นกัน โดยเห็นได้ชัดในเว็บไซต์ดังๆ หลายแห่ง อาทิ พันทิปดอทคอม เอ็มไทยดอทคอม สนุกดอทคอม เป็นต้น ซึ่งได้มีการระบุสินค้าบริการที่ให้การสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ หลายรายการ พร้อมกับกระทู้ต่อต้านรณรงค์ไม่ซื้อสินค้าดังกล่าว อาทิ ซีพี ดีแทค ทรู สหพัฒน์ เซเว่น อีเลฟเว่น ฯลฯ

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีกลุ่มคนที่อ้างว่าเป็นฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล ได้แชร์รายชื่อธุรกิจที่เป็นแนวร่วมพันธมิตรฯ โดยการโพสต์ต่อๆ กันไปในเว็บไซต์ เพื่อบอยคอตไม่ให้ใช้สินค้าที่ถูกอ้างอิงว่าเป็นผู้สนับสนุนการชุมนุมของฝ่ายพันธมิตรฯ และยิ่งเป็นการซ้ำเติมประเทศไทย และในส่วนภาคธุรกิจแบงก์พาณิชย์ที่ถูกอ้างในลักษณะดังกล่าว ยังมีการรณรงค์ให้ถอนเงินจากแบงก์นั้นๆ ด้วย

ขณะที่ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด กลับถูกกลุ่มที่อ้างว่าสนับสนุนรัฐบาลโจมตีว่าเลือกข้าง หลังปฏิเสธขายประกันอิสรภาพให้กับกลุ่มนักรบศรีวิชัยของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่บุกเข้ายึดสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีในช่วงที่ผ่านมา

ด้าน นายปกรณ์ พรรณเชษฐ์ ผู้อำนวยการอาวุโสกลุ่มบริการเสริม บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวยอมรับว่า ได้ร่วมมือกับสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี นิวส์ 1 ให้บริการข่าวบนโทรศัพท์เคลื่อนที่จริง แต่การให้บริการข่าวนั้นบริษัทไม่ได้จำกัดว่าเป็นสำนักข่าวใด ซึ่งเปิดกว้างเป็นพันธมิตรกับทุกราย โดยที่ผ่านมาก็ร่วมมือกับสำนักข่าวแทบทุกแห่งที่ให้บริการส่งข่าวผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ ปัจจุบันบริษัทมีลูกค้าที่ใช้บริการคอนเทนต์ข่าวบนโทรศัพท์เคลื่อนที่รวมทั้งหมดประมาณ 1.2-1.3 ล้านราย

ก่อนหน้านี้ได้มีการยืนยันจาก น.ส.อัญชลี ไพรีรัก พิธีกรรายการข่าวยามเช้า ของสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี นิวส์ 1 ขณะปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯ ที่ทำเนียบรัฐบาลว่า ขณะนี้ทรูมูฟได้เข้าร่วมกับเอเอสทีวี นิวส์ 1 ในการส่งข่าวผ่านข้อความสั้น หรือเอสเอ็มเอส (SMS) ด้วยการพิมพ์ K ส่งมาที่ 4321000 คิดค่าบริการเดือนละ 200 บาท ซึ่งจะนำรายได้ดังกล่าวมาเป็นส่วนหนึ่งในการบริจาคให้กับสถานี จากเดิมที่ก่อนหน้านี้มีดีแทคเพียงรายเดียวที่ให้บริการ

การให้บริการส่งข่าวของเอเอสทีวีผ่านเอสเอ็มเอสนั้น เอเอสทีวีจะได้เงินจากผู้ใช้เดือนละ 180 บาท ส่วนอีก 20 บาท จะเป็นส่วนแบ่งรายได้ของบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่

นายกฤตวิทย์ ศรีพสุธา รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด กล่าวว่า บริษัทเป็นกลาง ไม่ได้อยู่ข้างหนึ่งข้างใด และพิจารณาการให้ความคุ้มครองโดยยึดตามหลักการ ซึ่งบริษัทจะรับประกันตามความเสี่ยงภัยและแนวทางของกระบวนการยุติธรรม ส่วนตัวไม่ได้เป็นฝ่ายพันธมิตรฯ (พธม.) หรือ นปช. แต่เหตุที่ต้องปฏิเสธการขายในตอนแรกเพราะยังไม่เคยทราบรายละเอียดประวัติของผู้เอาประกันภัย ทำให้ไม่สามารถพิจารณาความเสี่ยงและดำเนินการรับประกันได้ ประกอบกับมีการติดต่อขอซื้อประกันอิสรภาพทั้งหมด 82 คน ซึ่งบริษัทไม่ได้รับแบบเหมาเคลม

"ขณะนี้สังคมแบ่งเป็น 2 ฝ่าย ดึงบริษัทให้เข้าไปอยู่ในกระแสทางการเมือง แต่ในความเป็นจริงแล้วธุรกิจประกันไม่ได้ถูกปิดล็อกให้เลือกข้าง ไม่ควรเอาประเด็นการเมืองมาพูดจนน่าห่วง อย่างไรก็ดี เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจทั้งความเข้าใจผิดและภาพลักษณ์"

ขณะที่แหล่งข่าวจาก บริษัท สินมั่นคงประกันภัย จำกัด ระบุโดยอ้างนโยบายจากผู้บริหารระดับสูงว่า หากเป็นไปได้ไม่ให้มีการรับประกันอิสรภาพ เพราะนอกจากจะมีประเด็นของผู้ต้องหาในแง่ของความเสี่ยงภัยสูงแล้ว ยังอาจมีส่วนเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการถูกกล่าวหาในประเด็นการเมือง ซึ่งบริษัทต้องการความชัดเจนในความเป็นกลาง

เช่นเดียวกับแหล่งข่าวจาก บริษัท เทเวศประกันภัย จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมาบริษัทขายประกันอิสรภาพน้อยมาก และขณะนี้ยิ่งระมัดระวังมากขึ้นในการรับประกันที่เกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมือง เพราะอาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างกลุ่มคน ส่งผลไม่ดีต่อภาพลักษณ์บริษัทซึ่งเป็นบริษัทในเครือของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่ต้องวางตัวเป็นกลาง

นายสุวิทย์ กิ่งแก้ว รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บมจ. ซีพี ออลล์ ผู้บริหารร้านสะดวกซื้อ เซเว่น-อีเลฟเว่น เปิดเผยว่า นโยบายของบริษัทจะไม่นำเรื่องของการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยยืนยันว่าจะเป็นกลางทางการเมือง ไม่เข้าร่วมหรือสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ดังนั้นการที่มีกระแสข่าวว่าเซเว่น อีเลฟเว่นให้การสนับสนุนฝ่ายพันธมิตรฯ นั้นคงไม่เป็นความจริง

แต่ด้วยปัจจัยที่เซเว่น อีเลฟเว่น เองเป็นร้านสะดวกซื้อ เปิดให้บริการอยู่ตามจุดต่างๆ การที่ผู้สนับสนุนม็อบพันธมิตรฯ จะเข้าไปใช้บริการ ซื้อสินค้าและนำไปสนับสนุนม็อบก็อาจเกิดขึ้นได้ ทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน

นายประพจน์ นันทวัฒน์ศิริ กรรมการผู้จัดการฝ่ายขาย บมจ. สหพัฒนพิบูล กล่าวว่า ทางบริษัทไม่ได้สนับสนุนผลิตภัณฑ์ให้กับกลุ่มพันธมิตรฯ แต่อย่างใด เนื่องจากมีนโยบายที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอยู่แล้ว จึงขอปฏิเสธกระแสข่าวดังกล่าว แม้ว่ายอดขายช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า มีอัตราการเติบโตที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ไม่ได้เป็นเพราะกระแสการเมือง หากแต่เป็นผลจากการรุกตลาดอย่างต่อเนื่องของบริษัท

นายอนันต์ บรรเจิดธรรม กรรมการและผู้จัดการทั่วไป ส่วนการตลาด และการขาย บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค กันยงวัฒนา จำกัด กล่าวยืนยันว่า ดำเนินธุรกิจด้วยความเป็นกลาง โดยไม่ได้ให้การสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งดังที่ถูกกล่าวอ้าง และเชื่อว่าเหตุการณ์นี้ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบกับภาพลักษณ์แบรนด์สินค้าแต่อย่างใด



ดึงตร.ต้านปฏิวัติแจ้งจับแล้วป.ป.ช.

* จี้ปูนบำเหน็จทีมปราบม็อบ-ชี้ชัดพธม.จงใจฆ่า
นปช.บุกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดึงตำรวจเป็นหลักในการต้านปฏิวัติ ย้ำต้องจัดการขั้นเด็ดขาดตามกฎหมายกับผู้ที่ออกมาทำรัฐประหารและรักษาระบอบประชาธิปไตยเอาไว้อย่างเข้มแข็ง โดยยืนยันประชาชนพร้อมจะยืนเคียงข้าง จี้ สตช.ปูนบำเหน็จให้ตำรวจที่เสียสละออกมาจัดการกับกลุ่มคนป่วนบ้านเมืองทั้งเพิ่มเบี้ยเลี้ยง ปรับยศให้เหมาะสม ขณะเดียวกันบุกร้องกองปราบปราม ให้ดำเนินคดีกับ 9 ป.ป.ช. เถื่อน ที่หน้าด้านแอบอ้างทำงานทั้งที่ตัวเองไม่มีอำนาจ ทั้งยังซัดขบวนการพระเก๊ “สันติอโศก” กำลังจับมือพวกทหารเลว จ้องสร้างความรุนแรงให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง

* ซัดพระเถื่อน “สันติอโศก” จ้องก่อความรุนแรง
หลังจากพันธมิตรฯ เปิดยุทธการดาวกระจายเคลื่อนไหวไปแจกวีซีดีและหนังสือหมิ่นเกียรติ หมิ่นศักดิ์ศรี ใส่ร้ายตำรวจว่าเป็นผู้ร้าย บริเวณใจกลางเมือง เช่น สีลม เซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อบิดเบือน ยุยง สร้างความแตกแยก เผาบ้านเผาเมืองจนทำให้ประชาชนบางส่วนเข้าใจตำรวจผิดนั้น

นปช.จี้ตำรวจจับพันธมิตรฯ
เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม เวลา 10.30 น. กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นับ 100 คน นำโดย นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นายชินวัฒน์ หาบุญพาด เดินทางมาชุมนุมบริเวณหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 4 ภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อยื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ผ่าน พ.ต.อ.สุทธินาท สุดยอด รองเลขานุการตำรวจแห่งชาติ เรียกร้องให้เร่งรัด ดำเนินคดีกับแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและผู้ที่เกี่ยวข้อง

หนังสือดังกล่าวระบุว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลปกครองได้วินิจฉัยเมื่อวันที่ 9 ตุลาคมว่า การชุมนุมของพันธมิตรฯ แสดงเจตนาไปรัฐสภาเพื่อไม่ให้มีการประชุมรัฐสภาในวันที่ 7 ตุลาคม โดยปิดล้อมประตูทางเข้าทุกด้านเพื่อไม่ให้ ส.ส.และ ส.ว. เข้าออกได้ โดยใช้รั้วลวดหนาม ยางรถยนต์ราดน้ำมันขวางกั้นถนนไว้ การกระทำดังกล่าวจึงมีลักษณะทำให้ผู้อื่นกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกายและเสรีภาพ จนไม่กล้าเข้าออกรัฐสภา อันเป็นการกระทบสิทธิเสรีภาพผู้อื่น

ทั้งนี้ การชุมนุมดังกล่าวจึงไม่ใช่การชุมนุมโดยสงบอันจะได้รับการคุ้มครองตามมาตรา 63 ของรัฐธรรมนูญ อีกทั้งการปิดกั้นดังกล่าวเป็นไปเพื่อไม่ให้คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา จะทำให้คณะรัฐมนตรีเข้าบริหารราชการแผ่นดินไม่ได้ตามาตรา 176 ของรัฐธรรมนูญ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงมีหน้าที่ที่จะเข้าสลายการชุมนุมเพื่อแก้ไขปัญหาจากการกระทำของผู้ชุมนุมได้

พันธมิตรฯ จงใจฆ่าตำรวจ
หนังสือระบุว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจนมีผู้เสียชีวิตและบาดแจ็บจำนวนมากนั้นได้ปรากฏชัดว่า ฝ่ายพันธมิตรฯ ได้เตรียมอาวุธปืน เข้ามายิงใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ขณะปฏิบัติหน้าที่ รวมทั้งได้ใช้ด้ามธงดัดแปลงเป็นอาวุธทำร้ายตำรวจจนบาดเจ็บสาหัส และยังได้นำเอารถยนต์เชอโรกีบรรทุกวัตถุระเบิดในลักษณะเดียวกันกับคาร์บอมบ์ แต่เกิดการระเบิดขึ้นก่อน ทำให้ พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี หัวหน้าการ์ดของพันธมิตรฯ เสียชีวิตอย่างอนาถ และภายหลังเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม ตำรวจสามารถจับกุมการ์ดพันธมิตรฯ ออกรถตระเวนพบมีอาวุธ และกระสุนปืน เป็นประจักษ์ว่า การชุมนุมของพันธมิตรฯ เป็นการชุมนุมของแก๊งอันธพาลและมิจฉาชีพทางการเมือง

“การที่พันธมิตรฯ และสื่อมวลชนในเครือข่าย ยังคงบิดเบือข้อมูล ข่าวสาร ให้ข้อมูลเพียงด้านเดียวในการโจมตีว่าตำรวจใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุ เป็นผู้ทำร้ายประชาชนจึงเป็นการเหยียดหยามทำลายศักดิ์ศรีของตำรวจทั่วประเทศ หากปล่อยไว้เช่นนี้จะนำความเสื่อมเสียตกต่ำมายัง สตช. เป็นการทำลายขวัญกำลังใจของตำรวจ รวมทั้งประชาชนที่ได้รับข้อมูลอาจเกิดความรู้สึกเกลียดชังตำรวจ” หนังสือดังกล่าวระบุ

เร่งประณามพวกป่าเถื่อน
หนังสือดังกล่าวระบุอีกว่า นอกจากนี้การที่ พล.ต.อ.พัชรวาท ได้ไปออกรายการให้สัมภาษณ์สดในรายการข่าว เรื่องเด่นเย็นนี้ ทางช่อง 3 ร่วมกับผู้นำเหล่าทัพเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ที่ผ่านมา การออกรายการดังกล่าวย่อมส่งผลต่อภาพลักษณ์ของสถาบันตำรวจเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากการให้สัมภาษณ์ของผู้นำเหล่าทัพโดยเฉพาะอย่างยิ่งความเห็นของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. นำมาสู่กระแสข่าวของการก่อการรัฐประหาร ซึ่งจะให้ประเทศไทยตกต่ำล้าหลัง เสียหายเป็นอย่างยิ่งดังที่เกิดขึ้นมาแล้วในอดีต นปช.จึงขอเรียกร้อง 1.ให้ สตช. เร่งดำเนินการชี้แจงข้อเท็จจริง นำหลักฐานออกตีแผ่ให้สังคมได้รับรู้ถึงพฤติกรรมป่าเถื่อนของพันธมิตรฯพร้อมทั้งรวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับแกนนำพันธมิตรฯและผู้เกี่ยวข้องในความผิดต่อกฎหมายอาญาและรัฐธรรมนูญปี 2550

2.สตช. ต้องปกป้องระบอบประชาธิปไตย หากผู้นำเหล่าทัพหรือกลุ่มทหารกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งก่อการรัฐประหารขึ้นมา ให้กำลังตำรวจออกมาทำหน้าที่รักษากฎหมายบ้านเมือง รักษาระบอบประชาธิปไตย ด้วยการเข้าจับกุมดำเนินคดีโดยเฉียบขาดต่อผู้ก่อการรัฐประหาร ในฐานะที่เป็นกบฏซึ่งประชาชนคนไทยทั้งประเทศจะยืนหยัดเคียงข้างในการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจเพื่อประชาธิปไตย 3. สตช.ต้องเพิ่มขวัญกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย ในการจับกุมผู้กระทำความผิดกฎหมายของพันธมิตรฯ ด้วยการเพิ่มเงินเดือน เบี้ยเลี้ยง เลื่อนขั้นให้เหมาะสม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่ม นปช. ได้มอบพระพุทธรูป จาก จ.สิงห์บุรี ผ้ายันต์ และดอกไม้ เพื่อเป็นกำลังใจให้กับตำรวจ ผ่านรองเลขานุการตำรวจแห่งชาติด้วย พร้อมนำสติ๊กเกอร์ที่มีข้อความว่า "ตำรวจเคียงข้างประชาชนต่อต้านเผด็จการ" ติดไว้ใต้ฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ ร.4 ด้วย

ตอก “ปปช.เถื่อน” โคตรหน้าด้าน
จากนั้นเวลา 13.30 น. ที่ กองปราบปราม แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พร้อมด้วยกลุ่มผู้สนับสนุนประมาณ 30 คน เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.ไพรินทร์ แจ่มจำรัส พนักงานสอบสวน (สบ3) กก.1 บก.ป.เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับ นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และพวก รวม 9 คน ในความผิดฐานแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน โดยตนไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการนั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 145

นายสมยศ กล่าวว่า ขอให้ ป.ป.ช.ยุติการปฏิบัติหน้าที่ พิจารณาสำนวนคำไต่สวน เอกสาร คำวินิจฉัย หรือคำสั่งใด ๆ เนื่องจากมีที่มาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช.ที่จะดำรงตำแหน่งได้นั้นต้องได้รับการโปรดเกล้าฯ เสียก่อน แต่คณะ กรรมการ ป.ป.ช.ชุดนี้ไม่ได้เข้าเฝ้ารับการโปรดเกล้าฯ แต่อย่างใด

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทำไมไม่ไปร้องทุกข์ต่อศาล นายสมยศ กล่าวว่า ต้องการกระทำตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมโดยร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนเสียก่อน เพื่อให้เจ้าพนักงานได้พิจารณาความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

“คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดนี้มีที่มาไม่ถูกต้อง และที่ผ่านมาก็มีการเลือกปฏิบัติโดยจะเห็นได้จากกรณีที่มีการร้องเรียนพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติของคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.) คณะกรรมการ ป.ป.ช.กลับดำเนินการอย่างล่าช้า ขณะที่การร้องทุกข์ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กลับมีการตั้งคณะกรรมการไต่สวนอย่างรวดเร็ว” นายสมยศ กล่าว

แฉสันติอโศกสมคบทหาร
นายสมยศ กล่าวอีกว่า วันที่ 21 ตุลาคม เวลาประมาณ 13.00 น. ตนพร้อมด้วย กลุ่ม นปช.ประมาณ 100-200 คน จะเดินทางไปยัง วัดสระเกศ เพื่อเข้าพบ สมเด็จพระพุฒาจารย์ ( เกี่ยว อุปเสโณ ) หรือ"สมเด็จเกี่ยว" เนื่องจาก ทางกลุ่มเห็นว่า ควรให้สถาบันสงฆ์ เข้ามามีส่วนร่วมในการปกป้องประชาธิปไตย เพราะเวลานี้มีกลุ่มคนที่เรียกตนเองว่า "สันติอโศก" สมคบคิดกับทหาร โดยตั้งใจว่า จะให้เกิดความรุนแรง ซึ่งทางกลุ่ม เห็นว่าความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นนั้น จะส่งผลกระทบต่อสถาบันศาสนาด้วย

อย่างไรก็ตาม นายสมยศ กล่าวต่อว่า หากจะมีการระดมคนจากต่างจังหวัดเข้ามา เพื่อปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลนั้น กลุ่ม นปช.จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย และเรื่องนี้คงต้องไปถาม พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค หรือ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล มากกว่า



‘สล้าง’แฉ!พลร่มฯนับร้อยผสมโรงพันธมาร เปิดแผนยึดทำเนียบ





“สล้าง” แฉแหลก! พลร่มป่าหวายนับร้อย ผสมโรงม็อบถ่อยพันธมาร ตั้งป้อมรบพุ่งรัฐบาลประชาธิปไตย ชำเรา “ขันทีเฒ่า-คนใกล้ชิดรั้ววัง” ไม่จงรักภักดี! ย้ำมือที่มองไม่เห็น “ขายชาติ” เพื่อผลประโยชน์เชิงอำนาจ

พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ กล่าวในรายการจุดชนวนข่าว ทางคลื่นวิทยุ 105 ว่าตำรวจไทยถูกสื่อมวลชนบิดเบือนข้อเท็จจริง การที่พันธมิตรฯยึดสนามบิน สถานีรถไฟ เป็นการก่อการร้ายสากล แต่การยึดทำเนียบรัฐบาลที่ผ่านมานั้นถือว่าเป็นกบฏ และตำรวจต่างประเทศยินดีจะช่วยเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม เรื่องการบุกสภาวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา ไม่ใช่การบุกเพื่อปิดล้อม สื่อบิดเบือน ความจริงเพราะพันธมิตรฯ บุกสภาเพื่อสังหารส.ส.ที่อยู่ในสภา ซึ่งตำรวจถูกสั่งไม่ให้ใช้อาวุธจะมีก็เพียงแก๊สน้ำตา ตำรวจจึงมีความรู้สึกว่าสื่อมวลชนไม่ให้ความเป็นธรรม ให้ใครก็ไม่รู้เอาเท้ามาเหยียบหน้าแล้วขยี้ ตอนนี้ไม่มีคำว่าลูกน้องเก่าลูกน้องใหม่สำหรับตน แต่ตำรวจรวมต้องเป็นหนึ่งเดียว และต้องขอกราบขอบคุณใครก็แล้วแต่ที่ทำให้ตำรวจรักกัน จากที่เมื่อก่อนรักกันไม่เป็น

ส่วนจะไปยึดทำเนียบคืนหรือไม่นั้น พล.ต.อ.สล้าง กล่าวว่า จะไม่ขอเรียกว่ายึด แต่จะไปปิดล้อมข้างนอก เพื่อไม่ให้รถอาหารเข้าไปได้ แค่นั้นพันธมิตรก็ยอมแพ้แล้ว

“ผมบอกได้เลยว่าผมไม่ไว้หน้า ผมทำพินัยกรรมให้ลูกแล้ว ผมเลือกประเทศมากกว่าศีลธรรม ผมไปไหนไม่เคยพกปืน ไม่มีลูกน้องกัน ดังนั้นประเทศต้องมาก่อน เรื่องส่วนตัว”อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ กล่าว

ส่วนกรณี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และพล.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี สมัยรัฐบาลรัฐประหาร มีความเกี่ยวเนื่องกับเหรียญพระบิดาฝนหลวง งานพืชสวนโลก จ.เชียงใหม่ อย่างไรนั้น พล.ต.อ.สล้าง กล่าวว่า ต้องการจะบอกว่าในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเสียสละพระวรกายให้บ้านเมือง แต่คนที่อยู่รอบล้อมพระองค์เป็นคนที่ไม่จงรักภักดี

การไปแจ้งความครั้งนี้ได้ระบุชื่อบุคคลทั้งสองไว้แล้ว โดยส่วนตัวเห็นว่า ใครก็ตามที่ทำความดีต้องสรรเสริญ แต่ถ้าใครทำร้ายบ้านเมือง จะไม่ให้เครดิตกับคนนั้น เมื่อก่อนตำรวจขยับหรือทำอะไรไม่ได้ เพราะตำรวจเกรงใจพล.อ.เปรม แต่ขณะนี้ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นไม่มีความเกรงใจแล้ว

เมื่อถามว่าทำไม พล.อ.สุรยุทธ์ ถึงมีส่วนเกี่ยวข้อง พล.อ.สล้างกล่าวว่า แล้วเหรียญหายไปในรัฐบาลใคร และเรื่องยิ่งใหญ่ขนาดนี้ เหรียญจะหายไปได้อย่างไร ถ้าไม่มีผู้ใหญ่สั่ง พล.อ.เปรมเองก็ทราบเรื่องตอนที่ปูนซีเมนท์ไทยเข้าไปก่อสร้างงาน

อย่างไรก็ตาม พล.อ.สล้างและคณะ จะนำคืนสู่พระแท่นแก้ว โดยก่อนหน้านี้เหรียญพระบิดาฝนหลวงถูกพบโดยกลุ่มลูกเสือชาวบ้าน ซึ่งเหรียญดังกล่าวได้วางอยู่ในโพรงหญ้าใกล้โรงเก็บของของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จากนั้นกลุ่มลูกเสือชาวบ้านจึงขอเข้าพบเจ้าหน้าที่ และนำเรื่องนี้มาแจ้งแก่พล.อ.สล้าง

นอกจากนี้ พล.อ.สล้าง กล่าวฝากไปยังคนที่สนับสนุนพันธมิตรฯ และสื่อมวลชนว่า การที่เปิดรับ ASTV ซึ่งเป็นเครื่องมือสะกดจิตคนที่ดูอยู่หรือเปล่า ขอให้ผู้ชุมนุมร่วมกับพันธมิตรฯ เลิกพฤติกรรมเช่นนี้ อย่างไรก็คนไทยด้วยกัน แต่ถ้ายืนยังไม่ออกจากทำเนียบรัฐบาลจริงๆ ตนจะนำเครื่องมือโฟมที่ได้รับการสนับสนุนจากต่างประเทศมาใช้ และจะเสนอให้รัฐบาลหาซื้อเครื่องมือนี้มาใช้ด้วย และหากการดำเนินการประสบความสำเร็จ หลังจากนี้องค์กรอิสระต่างๆ ก็คงอยู่ไม่ได้ เพราะต้องรู้ดีแล้วว่าองค์กรเหล่านั้นถูกตั้งมาโดยมิชอบ

“ขอใช้คำหยาบว่าพวกนี้ เลวระยำจริงๆ ที่ทำร้ายคนอื่น ท่านไม่มีที่อยู่หรอกครับ ถ้าท่านทำอย่างนี้ต่อไป ท่านอยู่ไม่ได้หรอก พวกท่านมันสกปรกเกินไป พรุ่งนี้จะมีงาน ผมกราบขอร้องสื่อที่ยังรักประเทศชาติ พรุ่งนี้เราจะให้ดอกไม้กัน งานเริ่มบ่ายโมง และขอย้ำว่าเสร็จภารกิจนี้ผมไม่มีวันรับตำแหน่งใดๆ เด็ดขาด” พล.ต.อ.สล้างกล่าว

พล.ต.อ.สล้าง กล่าวด้วยว่า หลังจากพิธีทำบุญล้างซวยให้กับประเทศ ขอให้รัฐบาล ไป ตรวจเช็คยอดกำลังพลใน 3 หน่วยงานของกองทัพ เพราะขณะนี้เรามีชื่อ และ นามสกุล พร้อมรูปถ่าย ของนายทหารในราชการ ประกอบไปด้วย นายทหารพลร่มป่าหวาย นายทหารหน่วยอากาศโยธิน และ นาวิกโยธิน มาร่วมอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมด้วย

“เราจะไม่ดำเนินการ ในลักษณะที่ทำให้เกิดความรุนแรง เพราะล้วนรู้จักกันแ ละ ทหารที่มาเป็นตัวเล็ก ๆ ไม่อยากไปทำให้เกิดการลงโทษอะไร แต่ เมื่อรัฐบาลจะเรียกเช็คยอดกำลังพล ก็ให้ประกาศไปว่า 3 วัน เพื่อให้เขาได้มีโอกาสเดินทางกลับหน่วยงานต้นสังกัด จากนั้นเราจะดำเนินกรรมวิธีของเรา” พล.ต.อ.สล้าง กล่าว

นอกจากนี้ พล.ต.อ.สล้างยังกล่าวถึงนางสนองพระโอษฐ์หลายคน ซึ่งมีหลักฐานชัดเจน มีรูปถ่ายชัดเจน แต่จะไม่ทำอะไร กล่าวแต่เพียงว่านางสนองพระโอษฐ์เหล่านั้นเป็นชู้กับนักการเมืองพรรคหนึ่ง ซึ่งเรื่องนี้จะเท็จทูลก็คงไม่ดีนัก

แกะประเด็นร้อน...คำต่อคำ!!

พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ “จุดชนวนข่าว” ทางคลื่นวิทยุ 105 ซึ่งดำเนินรายการโดยอุดมสักดิ์ เสาวนะและพิธาน คลี่กระจาย

ถาม: วันพรุ่งนี้กลุ่มพลังกู้วิกฤตชาติที่จะร่วมกับองค์กรชาวพุทธจะจัดงานในรูปแบบใด
พล.ต.อ.สล้าง :
เหมือนกับงานบุญใหญ่ คือทำบุญล้างซวยประเทศ ที่คนทั้งชาติมาแบ่งเป็น 2 ฝ่าย และก็หันหน้าเข้าห่ำหั่นกันโดยที่ไม่มีเรื่องโกรธเคืองกันมาก่อน และถ้ายังต่อสู้กันต่อไปเราก็จะเป็นเหมือนเกาหลีเหนือ กับเกาหลีใต้ เราก็จะไม่มีพระมหากษัตริ เพราะคนที่อยู่เบื้องหลังไม่มีความจงรักภัคดีเลย วันนี้ผมได้ไปแจ้งความไว้หลายเดือนแล้วเรื่องเหรียญหาย วันนี้ผมได้มอบให้นายตำรวจคนหนึ่งเข้าไปเร่งรัดพนักงานสอบสวนกองปรามปราม

ถาม-เหรียญอะไรหายครับ?
พล.ต.อ.สล้าง :
เหรียญพระบิดาฝนหลวงซึ่งประดิษฐานไว้ที่งานพื้นสวนโลกได้หายไป โดยไปเข้าใจว่าผู้สร้างคือพันตำรวจโท ทักษิณ แต่ข้อเท็จจริง คุณหญิงสุดารัตน์กำลังพิจารณาว่าจะเอาเหรียญชนิดใดดี ที่จะเอาไปใช้ในงาน ดร.เจริญผล อธิบดีกรมศาสนา ก็ได้แนะนำคุนหญิงสุดารัตน์ว่าเหรียญของผมเนี่ย ซึ่งได้รับพระบรมราชานุญาติ ให้สร้างเป็นเหรียญเปรื่อย คือไม่มีฉลองพระองค์ แล้วก็เป็นเหรียญเดียวในประเทศไทยที่ได้รับพระบรมราชานุญาติ คุณหญิงจึงสนใจ
พอผมได้รายงานมันก็ตรงกับมูลนิธิเทิดพระเกียรติ มูลนิธินี้เราตั้งขึ้น เพราะถ้าสร้างในนามมูลนิธิ พล.ต.อ.สร่างบุญนาค มันคงไม่ควรเป็นอย่างยิ่ง คล้ายกับผมเอาหน้าคนเดียว ผมจึงได้เชิญข้าราชบริพารที่ร่วมกันทั้งหมดมาประชุมร่วมกันแล้วก็ตั้งใหม่ ชื่อว่า “มูลนิธิเทิศพระเกียรติ”

มีหน้าที่เพื่อสร้างพระบรมราชานุเสาร์วรีย์เพื่อเทิศพระพระเจ้าอยู่หัวแต่เพียงอย่างเดียว สร้าง 199 แห่งทั้งในและนอกประเทศโดยผมได้เชิญคนที่มีคุนูปกรณ์แก่ประเทศและที่ได้ทำถวายพระราชวงศ์อย่างสูงยิ่ง คือ ดร.อดุลย์ วิเชียรเจริญ รัฐมนตรีศึกษาของยูเนสโก ท่านเป็นผู้ที่ไปเสนอพระนามของสมเด็จย่า ให้ประกาศเป็นคนไทยดีเด่นในรอบร้อยปี
เนื่องจากรัฐบาลในขณะนั้น ไม่ได้เสนอพระนามของสมเด็จหย่าแต่ไปเสนอผู้อื่น ซึ่งพวกเราก็ไมพอใจ จึงได้เร่งรัดโดยให้ ดร.อดุยล์ บินไปที่ประเทศฝรั่งเศสจนได้รับพระนามในองค์กรยูเนสโกให้เป็นประทาน แต่ท่านอดุยล์บอกว่าผมเป็นประธานประชุมให้ก็แล้วกัน การจัดตั้งมูลนิธิให้คุณเจริญจิต ณ สงขลา เป็นประธานมูลนิธิชั่วคราว แล้วค่อยหาเลือกคนที่เหมาะสมมาเป็นประธานในการจัดสร้าง

ถาม : แล้วก็จัดสร้างอนุเสาวรีนี้ขึ้นมา?
พล.ต.อ.สล้าง :
อันนี้เป็นอันแรกครับ เพราะว่ามีการเสนอในที่ประชุมโดย ดร.เจริยผล ผมก็เลยขอนัดคุณหญิง สุดารัตน์ท่านกำลังทานอาหารอยู่ที่วังบรูพา ผมก็เลยเดินทางไปหาท่านกับคณะ 4 คนพอท่านเห็นรูปก็บอกว่าเอาเลย และบอกว่าขอรูปสมเด็จพระนางเจ้าและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วยได้ไหม ผมบอกว่าแล้วแต่กระทรวงเกษตร กระทรวงเป็นเจ้าภาพ แล้วแต่กระทรวงเกษตร ผมจะทำให้ ผมก็เลยปั้นรูปสมเด็จพระนางเจ้าและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นรูปคู่ด้านนึงอีกด้านนึงเป็นรูปเรือใบ
ในที่สุดคุณหญิงสุดารัตน์ก็เกิดภาวะถูกโจมตีเรื่องสร้างศูนย์โลกขนาดหนักท่านก็เลยแย่ จึงมีเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้เข้ามาขอเปลี่ยนเหรียญว่าเป็นรูปพระบิดาฝนหลวงได้ไหม ผมเลยบอกไปว่าผมปั้นเสร็จไปแล้ว ผมหมดไป 6 แสนแล้ว ถ้าคุณจะเอาอย่างนี้ผมจะปั้นให้ใหม่แต่ผมไม่เห็นด้วย ได้ผมจะปั้นเป็นเหรียญเดี่ยว และรูปพระบิดาฝนหลวง ตามที่กรมป่าไม้ร้องขอ
ตอนนั้นคุณหญิง สุดารัตน์ ท่านเมาหมัดไม่รู้เรื่องอะไรล่ะ หลังจากนั้น รมช.กระทรวงเกษตรฯ ก็เข้ามาเซ็นสัญญากับผู้รับเหมาให้ปั้นพระรูปเป็นเหรียญพระบิดาฝนหลวง ส่วนแท่นผมจะทำเป้นแท่นแก้วที่ใหญ่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยไม่มีดครงสร้างเป็นแก้วใสเลยจะได้เล่นไฟได้สวยงามผมก้ออกให้ เพราะฉนั้นเมื่อเหรียญหายไปผมก็เป็นเจ้าของอยู่ด้วย

ถาม : หายไปอย่างไงครับ?
พล.ต.อ.สล้าง :
คือไปเข้าใจว่า คุณทักษิณเป็นผู้สร้าง งานเนี่ยแสดงมา 28 วันแล้วอีก 2-3 วันจะเลิกงานอยู่แล้วคนเข้าไปชมจะ 3 ล้านคนแล้ว

ถาม : หายในช่วง คมช. ครองอำนาจอยู่รึป่าว
พล.ต.อ.สล้าง : เป็นมา 40 กว่าวันแล้ว

ถาม-แจ้งความหรือยังครับ
พล.ต.อ.สล้าง : ผมไปแจ้งมาแล้วไปมาทั้งคณะ

ถาม : คดียังไม่คืบหน้า?
พล.ต.อ.สล้าง :
ผมไม่อยากให้ท่านรงค์ไป ผมบอกว่าผมจะไปแจ้งเอง คือหม่อมเจ้าทองคำเปลว ทองใหญ่ เจ้านายอวุโส อันดับสองรองจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นผู้นำไปแจ้ง นายเจริญจิต ณ สงขลา อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย และก็ พล.ท ทองสุก บุตรสาย เป็นราชองค์รักษ์ของสมเด้จหย่า เป็นคนแรกและคนสุดท้าย ร่วมไปแจ้งความด้วย ตอนนี้ผมได้เร่งรัด ด้วยพยานแวดล้อมเราเชื่อได้ปราสจากข้อสงสัยว่า เป็นการสมรู้ร่วมคิดกันระหว่าง พล.อ เปรม กับ พล.อ สุรยุทย์ จุลานนท์ ผมจึงได้เร่งรัดให้ไปสอบสวน

ถาม : ให้ปากคำกับตำรวจไว้แล้วใช่ไหมครับ
พล.ต.อ.สล้าง : วันนี้ประมาณบ่าย 3 จะมีคนไปเร่งรัดพนักงานสอบสวนก่อน

ถาม : พรุ่งนี้ในงานจะมีพระสงฆ์มาประมาณกี่รูปครับ
พล.ต.อ.สล้าง : ผมไม่ทราบแย่ แต่คาดว่าประมาณไม่น้อยกว่า 20,000 รูป

ถาม : ไปที่ลานพระรูปตรงนั้นไม่กลัวเผชิญหน้ากับพันมิตรฯหรอครับ
พล.ต.อ.สล้าง :
ไม่หรอกครับเพราะเราได้ขอร้องกับพันมิตรฯ ว่าเรามางานบุญ และผมก็ได้เชิญพันธมิตรฯ นปกมาร่วม แต่ขอให้ใส่เสื้อสีข่าว เพราะว่าไม่ต้องซื้อทุกคนมีอยู่แล้ว ผมไม่ได้ขึ้นไปรบราฆ่าฟันกับใคร แล้วเรื่องกับพันธมิตรฯเนี่ย ต่างประเทศเค้าสงสาร ตำรวจไทย ประชาชนไทย




'สมชาย'ยันไม่แทรกแซงคดี'ทักษิณ'

นายกฯ ยืนยันไม่เข้าไปล้วงลูกคดีที่ดินรัชดาฯ'ทักษิณ' ส่วนผลการพิพากษา เชื่อไม่ทำให้เกิดชนวนความรุนแรงของประชาชน

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกศาลพิพากษาจำคุก 2 ปี ว่าจะไม่เป็นความขัดแย้ง และไม่เป็นชนวนความรุนแรงของมวลชนภายในประเทศ โดยย้ำว่ารัฐบาลไม่สนับสนุนการใช้ความรุนแรง

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกด้วยว่า กรณีดังกล่าวจะไม่มีผลกับอนาคตของรัฐบาล เพราะพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ใช่สมาชิกพรรคร่วมรัฐบาล ทั้งนี้ยืนยันรัฐบาลจะไม่ดำเนินการอะไร เนื่องจากเคยย้ำหลายครั้งว่า จะยึดหลักกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม โดยไม่แทรกแซง เนื่องจากเป็นเรื่องของ พ.ต.ท.ทักษิณ และศาล รวมทั้งยังเป็นเรื่องส่วนตัว เนื่องจากคดีนี้ยังไม่ใช่การทุจริต เพียงแค่ผิดกฎหมายของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ปปช.) ส่วนการกลับมาสู้คดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น นายกรัฐมนตรี ยังเห็นว่าเป็นเรื่องส่วนตัว



‘มานิตย์’ชี้ผลคดีที่ดินรัชดาฯลงล็อกรธน.กบฏเป๊ะ!


รู้ผลอยู่แล้ว อ.มานิตย์บอกเพราะรธน.50เขียนจากมือเผด็จการกบฏทหารจึงหาความเป็นปชต.ไม่เจอ แนะทางรอดประเทศแก้ใหม่ทั้งฉบับ

นายมานิตย์ จิตต์จันทร์กลับ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา และแกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ(นปก.)ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับการตัดสินดคีการซื้อขายที่ดินรัชดาฯของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรอดีตนายกรัฐมนตรี และคุณหญิงพจมาน ภริยา ว่า ตนทราบผลดีอยู่แล้วว่าผลการตัดสินจะออกมาเป็นอย่างไร ซึ่งเหตุผลหลักก็มาจากรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2550 ซึ่งถูกร่างและเขียนขึ้นมาจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.)หลังจากที่ยึดอำนาจรัฐบาลที่มาจากประชาชนโดยแท้จริงเมื่อ 19 กันยายน 2549 ตนจึงถือว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการเพื่อหวังทำลายล้างพ.ต.ท.ทักษิณให้หมดสิ้นไป

“กฏหมายฉบับนี้กบฏตั้งขึ้นมา รวมทั้ง ศาลรัฐธรรมนูญ คตส. และอีกหลายองค์กร จึงไม่มีความชอบธรรมใดๆเพราะประเทศนี้ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย ”นายมานิตย์ กล่าว

นายมานิตย์ ยังกล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลกำลังพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2550 ในขณะนี้ว่า เป็นวิธีทางออกของประเทศวิธีเดียวที่จะทำให้ประเทศกลับไปสู่ระบอบประชาธิไตยอีกครั้ง และต้องแก้ทั้งฉบับด้วย อย่างไรก็ตามตนขอตำหนิส.ส.พรรคพลังประชาชนบางคนว่า ไม่ควรยอมให้รัฐธรรมนูญปี พ.ศ.2550 ออกมาใช้ได้

รธน.50เปิดช่อง‘ทักษิณ’ยื่นอุทธรณ์ได้ใน30วัน

อ.นิติศาสตร์เผยรัฐธรรมนูญปี 50 ระบุให้อดีตนายกฯอุทธรธ์ต่อศาลฎีกาได้ใน 30 วัน ถ้าทีมกฎหมายสามารถหาหลักฐานใหม่มาพิสูจน์ยืนยันได้

นายเจษฏ์ โทณะวณิก อาจารย์คณะนิติศาสตร์และ มหาวิทยาลัยสยาม กล่าวถึงกรณีที่ศาลตัดสินจำคุก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในคดีที่ดินรัชดาฯ โดยใช้ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯมาตรา 100 ว่า พ.ร.บ.ฉบับนี้มีเจตนาในการทุจริตว่า เอื้อประโยชน์หรือไม่ จากการหยิบยกของสื่อ มีความชัดเจนตรงที่ว่าเจ้าหน้าที่รัฐถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ที่มีส่วนได้เสียถือว่าเป็นความผิดเพราะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐผิด ซึ่งอาจจะมีมูลว่าเอื้อประโยชน์ให้คู่สมรส แต่ไกลเกินกว่าจะเอื้อมไปถึง จึงไม่มีความผิดทางอาญา

เมื่อถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ จะสามารถอุทธรณ์ได้หรือไม่ นายเจษฏ์ กล่าวว่า ตามรัฐธรรมนูญปี 2540 ไม่สามารถอุทธรณ์ได้ แต่ในรัฐธรรมนูญปี 2550 ระบุว่าสามารถอุทธรธ์ต่อศาลฎีกาได้ใน 30 วัน ถ้าทีมกฎหมายสามารถหาหลักฐานใหม่มาพิสูจน์ยืนยันได้สามารถอุทธรณ์ได้อีกทางหนึ่ง

ทั้งนี้สำหรับมาตรา 278 ระบุว่า การพิพากษาคดีให้ถือเสียงข้างมาก โดยผู้พิพากษาซึ่งเป็นองค์คณะทุกคนต้องทำความเห็นในการวินิจฉัยคดีเป็นหนังสือ พร้อมทั้งต้องแถลงด้วยวาจา ต่อที่ประชุม ก่อนการลงมติ คำสั่งและคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้เปิดเผยและเป็นที่สุด เว้นแต่กรณีตามวรรคสาม

ในกรณีที่ผู้ต้องคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีพยานหลักฐานใหม่ ซึ่งอาจจำทำให้ข้อเท็จจริงเปลี่ยนแปลงไปในสาระสำคัญ อาจจะยื่นอุทธรณ์ ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่มีคำพิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้

โดยหลักเกณฑ์การยื่นอุทธรณ์และการพิจารณาวินิจฉัยของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกา ให้เป็นไปตามระเบียบที่ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกากำหนด



หนังสือ (อดีตต้องห้าม) ที่น่าอ่าน

ช่วงนี้มีสัปดาห์หนังสือ จัดขึ้นที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ผมได้ไปมา และพบหนังสือที่คนไทยควรอ่านหลายเล่ม ที่น่าสนใจก็คือ มีการพิมพ์หนังสือที่ในอดีตเป็นหนังสือต้องห้าม แต่ปัจจุบันหนังสือที่ว่านี้ซึ่งอดีตถือเป็น “ของแสลงของผู้ปกครอง” นั้นกลับกลายเป็นหนังสือที่ทาง สกว. ได้ทำวิจัยและบรรจุให้เป็นหนังสือหนึ่งในร้อยที่คนไทยควรอ่าน หนังสือที่ผมเห็นว่าน่าสนใจและเป็นประโยชน์อย่างมากในการทำความเข้าใจสภาพสังคมไทยในอดีต รวมถึงสภาวการณ์การเมืองไทยในปัจจุบันด้วย หนังสือที่น่าอ่านเล่มแรก พระเจ้ากรุงสยาม โดย ส. ธรรมยศ หนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2495 ครั้งที่สองเมื่อ พ.ศ.25471 และครั้งล่าสุด พ.ศ.2551 บทที่สำคัญที่สุด (ส. ธรรมยศ เป็นผู้บอกเอง อาจจะเป็นบทที่ล่อแหลมและเป็นที่กล่าวถึงมากที่สุด) ในหนังสือเล่มนี้คือบทที่ 7 หากใครต้องการทราบว่าบทที่ 7 มีเนื้อหาว่าอย่างไร คงต้องไปหาอ่านกันเอง อ่านแล้วจะรู้ว่าทำไมหนังสือเล่มนี้จึงเคยเป็นหนังสือต้องห้าม

หนังสือเล่มต่อมาคือ นิราศหนองคาย ของหลวงพัฒนพงศ์ภักดี (ทิม สุขยางค์) หนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งเเรกเมื่อ พ.ศ.2421 แต่ก็ถูกเผาเสียหลังจากพิมพ์ออกมาได้ไม่นาน และมีการพิมพ์อีกครั้งในปี พ.ศ.2498 โดยผู้แต่งก็ถูกลงโทษด้วยการโบย 50 ที และจำคุกอีก 8 เดือน หนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งที่สามเมื่อปี พ.ศ.2544 หนังสือนิราศหนองคายของหลวงพัฒนพงศ์ภักดี จัดเป็นหนังสือ 1 ใน 100 ที่คนไทยควรอ่าน

หนังสือเล่มต่อมาคือ โฉมหน้าศักดินาไทย ของ จิตร ภูมิศักดิ์ หนังสือเล่มนี้คงไม่ต้องกล่าวถึงให้มากความ เพราะเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่ปัญญาชนไทยมากที่สุดเล่มหนึ่ง มีการพิมพ์ซ้ำกันหลายครั้ง ระยะหลังมีการเผยแพร่เนื้อหาสาระของหนังสือเล่มนี้ให้เป็นที่เผยแพร่ในวงกว้างมากขึ้น โดยเฉพาะในระดับประชาชนคนทั่วไป และคงไม่มีช่วงเวลาใดที่เหมาะสมไปกว่าช่วงเวลานี้อีกแล้วที่จะอ่านหนังสือเล่มนี้

หนังสือต่อไปคือ เทียนวรรณ แต่งโดย คุณสงบ สุริยินทร์ แม้หนังสือเล่มนี้จะมิได้เป็นหนังสือต้องห้ามก็ตาม2 แต่ก็เป็นหนังสือที่น่าอ่านมาก เทียนวรรณนั้นเป็นนามปากกาของ ต.ว.ส. วรรณาโภ เป็นผู้ได้รับฉายาว่า “บุรุษรัตนของสามัญชน” ผู้เกิดในสมัยรัชกาลที่ 3 และมีชีวิตเรื่อยมาจนถึงสมัยของรัชกาลที่ 6 ในหนังสือเล่มนี้ได้บรรยายถึงชีวประวัติและผลงานที่คัดสรรของเทียนวรรณ ซึ่งปัจจุบันหาอ่านได้ยากยิ่ง เทียนวรรณนั้นเป็นทั้งนักหนังสือพิมพ์ นักกฎหมาย เทียนวรรณกล้าวิจารณ์สภาพสังคมในเวลานั้นอย่างตรงไปตรงมา เทียนวรรณเคยวิจารณ์ระบบทาส เจ้านาย ศาล ประเพณีที่คร่ำครึ ฯลฯ เทียนวรรณวิจารณ์หมด ทั้งๆ ที่ในยุคนั้นเป็นการปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ จึงไม่แปลกใจที่เทียนวรรณถูกจำคุกร่วม 18 ปี ที่น่าสนใจก็คือ ตอนเทียนวรรณออกจากคุกมีคนพูดเชิงสมน้ำหน้าเทียนวรรณว่า “แกมันชิงสุกก่อนห่าม”
ปัญญาชนสยามทั้ง 3 ท่าน คือ เทียนวรรณ ส.ธรรมยศ เเละ จิตร ภูมิศักดิ์ ล้วนแล้วแต่ใช้สติปัญญาผ่านคมปากกาวิพากษ์วิจารณ์ผู้ปกครองและสภาพสังคมไทยในขณะนั้น โดยบุคลิกที่คล้ายกันของทั้ง 3 ท่านคือ การใช้ภาษาที่ดุดัน ตรงไปตรงมาแกมประชดเสียดสี ซึ่งย่อมสร้างความขุ่นเคืองให้กับกลุ่มบุคคลจำนวนหนึ่งอย่างไม่ต้องสงสัย

ข้อสังเกตของวาทกรรมการชิงสุกก่อนห่าม
หลังจากที่เทียนวรรณออกมาจากเรือนจำ ก็มีคนตำหนิหรือด่าเทียนวรรณว่า ชิงสุกก่อนห่าม วาทกรรมชิงสุกก่อนห่ามเกิดขึ้นอีกครั้งเมื่อคณะราษฎรได้ทำการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Absolute monarchy) มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ (Constitutional monarchy) นั้นก็ถูกวิจารณ์ในภายหลังว่าเป็นการชิงสุกก่อนห่าม เนื่องจากรัชกาลที่ 7 กำลังพระราชทานรัฐธรรมนูญให้แก่ประชาชนอยู่แล้ว ผมเองไม่ใช่นักประวัติศาสตร์ ไม่ทราบว่าหลังจากที่มีการก่อกบฏ ร.ศ.103 ในสมัยรัชกาลที่ 6 นั้นมีการอธิบายความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองในครั้งนั้นด้วยการกล่าวว่าเป็นการชิงสุกก่อนห่ามหรือไม่
จะเห็นว่าประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ผ่านในอดีตจนถึงปัจจุบัน หากมีปัญหาเกี่ยวกับการเมืองไทยในด้านต่างๆ เช่น การเลือกตั้ง การได้มาซึ่งรัฐมนตรี ปัญหาการทุจริตของนักการเมือง ฯลฯ ชุดคำอธิบายหนึ่งก็คือความพยายามที่จะอธิบายหรือโน้มน้าวให้กับประชาชนว่า “ประเทศไทยไม่เหมาะสมกับระบอบประชาธิปไตยแบบตะวันตก” “ประเทศไทยมีเอกลักษณ์ ประเพณี ประวัติศาสตร์ที่ไม่เหมือนชาติใด ซึ่งมีนัยว่าเพราะฉะนั้นไทยควรมีระบอบการปกครองแบบไทยๆ” หรือ “คนไทยส่วนใหญ่ยังไม่มีการศึกษา ดังนั้นจึงไม่มีวิจารณญาณพอที่จะเลือกผู้แทน ซึ่งมีนัยว่าสมควรให้กลุ่มบุคคลหนึ่งมาทำหน้าที่นี้แทน”3 ฯลฯ
ชุดคำอธิบายทำนองนี้กำลังถูกนำเสนอตอกย้ำมากขึ้นทุกทีๆ หากจะสรุปสั้นๆ ก็คือว่า สังคมไทยอย่าเพิ่งชิงสุกก่อนห่ามที่จะเป็นประชาธิปไตยแบบนานาอารยประเทศ เพราะคนส่วนใหญ่ยังไม่พร้อม ตอนนี้เอา “การเมืองใหม่” ไปก่อน หากทวยราษฎร์มีการศึกษา ความเป็นอยู่ดีขึ้นมากกว่านี้ ก็ค่อยมาพูดเรื่อง ปาลิเมนต์ และก่อนที่จะนำไปสู่การเมืองใหม่ น่าจะจัดให้มีการทดลองหรือจำลองให้คนไทยรู้จักประชาธิปไตยโดยการสร้างเมืองคล้ายกับ “ดุสิตธานี” อย่างที่รัชกาลที่ 6 ทรงจัดให้มีการทดลองเกี่ยวกับการปกครองในระดับท้องถิ่น ในครั้งนี้น่าจะจัดให้มีเมือง “มัฆวานฯ” เพื่อให้ทวยราษฎร์ไทยมีความเข้าใจ “การเมืองใหม่” อย่างถ่องแท้เสียก่อน มิฉะนั้นการปฏิรูปการเมืองไทยคงล้มเหลวอีกเช่นเคย

บทส่งท้าย
ใครก็ตามที่เบื่อเรื่อง “การชุมนุมแบบนันสต๊อป” และ “การเมืองใหม่” จะใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์โดยการอ่านหนังสือที่แนะนำเป็นการลับสมอง เผื่อว่าจะเป็นประโยชน์ในอนาคตก็จะดีไม่น้อย ยิ่งหากอ่านควบคู่ไปกับ “แถลงการณ์ของคณะราษฎร” ก็จะได้อรรถรสดีนักแล แล้วจะรู้ว่าหากเปรียบเทียบกับแนวคิดของเทียนวรรณก็ดี ข้อวิจารณ์ของ จิตร ภูมิศักดิ์ ก็ดี แนวคิดเรื่องการเมืองใหม่นั้นกลายเป็นของคร่ำครึไปเลย หากเทียนวรรณยังมีชีวิตอยู่ในเวลานี้ ท่านคงนึกประหลาดใจอย่างยิ่งว่า เวลาผ่านไปร่วมร้อยปี แต่ความคิดหรืออุดมการณ์การเมืองไทยกำลังจะย้อนกลับไปสู่ยุคที่ท่านเทียนวรรณยังมีชีวิตอยู่ ผมไม่แน่ใจว่ากลุ่มพันธมิตรฯ “เกิดช้าไป” (คือน่าจะเกิดในสมัยรัชกาลที่ 5 หรือรัชกาลที่ 6) หรือพวกสนับสนุนประชาธิปไตย “เกิดเร็วไป” กันแน่ ถ้าคราวนี้เกิดรัฐประหารหรือมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลคุณสมชาย และจัดตั้งรัฐบาลแห่งชาติสำเร็จ โดยฝ่ายประชาธิปไตยพ่ายแพ้ และมีการยัดเยียดเรื่องการเมืองใหม่ไว้ในรัฐธรรมนูญสำเร็จ เห็นทีผมคงต้องพูดกับบรรดาผู้รักประชาธิปไตยและต่อต้านเผด็จการว่า “พวกเเกมันชิงสุกก่อนห่าม”

1 ในการพิมพ์ครั้งที่สองโดยสำนักพิมพ์มติชนนี้ ปรากฏว่ามีการเก็บหนังสือมิให้มีการจำหน่ายอีกต่อไป ดังนั้นหากใครก็ตามอยากอ่านหนังสือเล่มนี้คงต้องรีบซื้อเก็บไว้
2 ผมไม่เเน่ใจว่าผลงานของเทียนวรรณเองเป็นหนังสือต้องห้ามในยุคหลังๆ หรือไม่ ไม่ว่าจะเป็น “ศิริพจนภาค” มีทั้งหมด 12 เล่ม เป็นการรวมผลงานของเทียนวรรณที่เขียนขึ้นก่อนถูกจำคุก และระหว่างถูกจำคุก และ “ตุลยวิภาค”
3 การสรรหาหรือแต่งตั้ง ส.ว. ชุดปัจจุบัน เป็นการสะท้อนแนวคิดนี้อย่างชัดเจนที่สุด



พันธมิตรฯ ฆ่าประชาชน!

หลายคนบอกว่ายุทธการดาวกระจายของกลุ่มพันธมิตรฯ เคลื่อนไหวไปแจกวีซีดีและหนังสือหมิ่นเกียรติ หมิ่นศักดิ์ศรี กล่าวหาตำรวจเป็นผู้ร้าย ย่านใจกลางเมือง เช่น สีลม สยาม เหมือนจะเป็นการยุยง สร้างความแตกแยก เผาบ้านเผาเมือง

สิ่งต่างๆ เหล่านี้ พันธมิตรฯ มีจุดประสงค์เดียวคือ ต้องการปลุกระดมคนเพื่อให้เกิดการนองเลือด ต้องการให้รัฐบาลหมดความอดทน

วีซีดีและหนังสือที่แจกจ่ายไปนั้นหารู้ไม่ว่าคือการประจานตัวเองว่าสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นคือกฎแห่งกรรม และผลพวงจากการทำตัวเหนือกฎหมาย

ผมได้อ่านคอลัมน์ส่องตำรวจที่เขียนไว้โดย คุณสหบาทในหัวข้อ "วีรบุรุษตุลาเลือด" จากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐฉบับวันที่ 20 ตุลาคม แล้วก็อยากจะสะท้อนให้ผู้อ่านประชาทรรศน์อีกครั้งว่ายังมีสื่อมวลชนอีกจำนวนมากที่มองเห็นการกระทำที่ชั่วช้าเลวทรามของพันธมิตรฯ ที่ทำร้ายตำรวจอย่างป่าเถื่อน

คุณ “สหบาท” บอกว่า สังคมมองตำรวจในแง่ลบ แม้กระทั่งแพทย์บางคนยังออกมาแสดงความเห็นจะไม่ยอมรักษาตำรวจ ทั้งที่มีตำรวจไม่น้อยบาดเจ็บอาการสาหัสยังนอนอยู่ที่โรงพยาบาล

ส.ต.อ.จักรา ขันทชัย สังกัด บก.ตปพ. ถูกยิงที่คอขวา กระสุนทะลุ หลอดลมแตก หลอดอาหารทะลุ กระสุนฝังในต้องเจาะคอให้อาหารทางสายยาง ยังพูดไม่ได้

ส.ต.อ.ทวีป กลั่นเนียม สังกัด สภ.กำแพงแสน จ.นครปฐม โดนเหล็กปลายธงเสียบ สีข้างขวาทะลุกระบังลม เฉี่ยวปอดเลือดทะลัก อาการปลอดภัยแล้ว แต่ยังต้องนอนรักษาตัวอยู่

จ.ส.ต.พนมไพร ทองศรี สายตรวจ สน.พญาไท โดนชายฉกรรจ์ตีที่ศีรษะ ด้านหลังบวมช้ำ อาการยังหนัก
ส่วน ด.ต.ณัฐนันท์ ศุภมงคลเจริญ สังกัด กก.2 บก.ตปพ. ถูกยิง จากด้านหลังตรงคอ กระสุนไปตุงไหล่ขวา กระดูกแตก อาการยังบวมช้ำ ยังไม่สามารถผ่าตัดเอากระสุนออกได้ เพราะต้องรอให้หายช้ำก่อน

ด้าน ส.ต.ท.พงศ์ไทย เชื้อชมสุข เพื่อนร่วมสังกัด บก.ตปพ.อีกคน ถูกรถชนซี่โครงหัก กล้ามเนื้อแขนขวาฉีก และบวมอยู่

ส.ต.ต.จักรพงษ์ แท่นทองหลาง สังกัด กก.2 บก.ตปพ. โดนยิง ทะลุโล่ถูกหลังมือซ้ายและเส้นเอ็น ด.ต.เสก ตรงเงิน สังกัดเดียวกัน ถูกยิง ราวนมขวาทะลุปอด กระสุนยังไม่ได้ผ่าตัดออก

สำหรับรายของ ร.ต.ต.เกรียงไกร กิ่งสามี รอง สวป.สน.เตาปูน ที่ถูก รถแวนสีน้ำเงินพุ่งชนทับร่าง เนื้อขาซ้ายหายไปอาการยังสาหัส

เช่นเดียวกับ ส.ต.ท.เศรษฐวุฒิ บัวทุม ตำรวจ บก.ตปพ.ที่ ถูกรถชน ศีรษะกระแทกพื้น ฟันหัก 3 ซี่
ส.ต.ท.มนตรี มุขสาร สังกัด บก.ตปพ.ถูกยิง ไหปลาร้าโดนเส้นเลือดใหญ่ ย้ายออกมาจากห้องไอซียูแล้ว แต่ต้องพักฟื้นอยู่

ส.ต.ท.ธีรเชษฐ ธราปัญจทรัพย์ อยู่หน่วยปราบจลาจล บก.ตปพ. โดนรถชน บาดเจ็บหนักไม่แพ้อีกหลายคน
เหล่านี้ คือรายชื่อตำรวจที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุการณ์สลายกลุ่มผู้ชุมนุมที่ปิดล้อมรัฐสภา
ผมเห็นภาพคนกรุงเทพ ที่เชื่อว่ามีการศึกษา บริเวณสีลมและเซ็นทรัลเวิลด์แย่งกันรุมเอาวีซีดีจากพันธมิตรฯ แล้วก็รู้สึกสมเพชเวทนา
คนพวกนี้ไม่สำนึกว่ากำลังเผาบ้าน เผาเมืองตัวเอง
ถ้าวันข้างหน้า บ้านเมืองวอดวายแล้วจะรู้สิ่งที่ตัวเองทำไป บาปอย่างมหันต์ !


เมื่อ “ฟ้าหม่น” ประชาชนก็ฝันร้าย

ช่วงปลายฝนต้นหนาว เป็นช่วงที่ควรระวังครับ ถือเป็นช่วง “อันตราย” วันใด “ฟ้าใส” วันไหน “ฟ้าหม่น” มีผลต่อความรู้สึกนึกคิดของคนเราแตกต่างกันเป็นอย่างมากครับ เพราะวันที่ “ฟ้าใส” อะไรๆ ดูสดชื่นแจ่มใส มีชีวิตชีวา ถือเป็นเรื่อง “ดูดี-มีความสุข” ครับ แต่ถ้าเกิดเหตุให้ “ฟ้าหม่น-ฟ้ามัว” ความสลัวก็เข้ามาเยือน ความรู้สึกจะเปลี่ยนไปเป็นหดหู่ วังเอง ว้าเหว่...ออกไปทางนั้นครับ
สถานการณ์ของบ้านเมืองวันนี้ ถ้าจะใช้คำว่า “กลืนไม่เข้า-คายไม่ออก” ก็เห็นจะได้ครับ ทั้งๆ ที่ประเทศไทยนั้นทางกายภาพถือว่าโชคดีที่สุดที่ธรรมชาติสรรสร้างแหล่งท่องเที่ยวเอาไว้มากมาย นี่ยังไม่รวมถึงวัฒนธรรมประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ของประเทศชาติ ไม่อาจหาดูได้จากที่ไหน มีพิธีกรรมความเชื่อซึ่งได้ถือปฏิบัติมาอย่างต่อเนื่องเสมอมาในเฉพาะถิ่นเฉพาะท้องที่
มี “อะไร” ที่บ้านเมืองอื่นไม่มี แต่ถึงจะมีก็ไม่เหมือนครับเมื่อบ้านเมืองเป็นอย่างนี้ ใครหน้าไหนจะมีอารมณ์อยากมาเที่ยว มาลงทุน
ในเมื่อ “สื่อสามานย์” อย่าง “เอเอสทีวี” ของกลุ่มพันธมาร ออกอากาศไปทั่วโลกทั้งวันทั้งคืน พยายามประโคมข่าวตอกย้ำความแตกแยก ความรุนแรงที่เกิดขึ้น เพื่อประจานรัฐบาลว่าไม่มีน้ำยา ขาดความชอบธรรมที่จะบริหารงานของประเทศชาติต่อไป ซึ่งเขาจะได้นำ “การเมืองใหม่” มาใช้เสียที ซึ่งนั่นจะเป็น “ฝันร้าย” ของการปกครองระบอบประชาธิปไตย
หากว่า...ฝันนั้นเป็นจริงขึ้นมา
ผมสงสารบ้านเมืองจริงๆ ครับ ถ้าบ้านเมืองพูดได้ คงพูดว่า จะบ้ากันไปถึงไหน รู้ไหม...บ้านเมืองบอบช้ำเข้าขั้นวิกฤติแล้วเพราะมีหลายเรื่องหลายราวที่ประดังกันเข้ามาในยามที่บ้านเมืองบอบช้ำหนักหนาสาหัสไม่เว้นแม้แต่ทหารใหญ่ก็ออกมาพูดเสียงแปร่งๆ เรื่องที่จะให้รัฐบาลรับผิดชอบกรณีเกิดเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม ซึ่งทหารเองก็ถูกขอร้องให้ออกมาเป็นผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ตำรวจในการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง หลังจากตำรวจถูกพันธมิตรฯ ทำร้ายอย่างป่าเถื่อนเหี้ยมโหด จนบาดเจ็บสาหัสไปตามๆ กัน ทั้งๆ ที่ฝ่ายทหารก็รู้อยู่เต็มอกว่า ทางรัฐบาลได้แสดงความรับผิด มีการตั้ง “กรรมการอิสระ” ขึ้นมาตรวจสอบเพื่อหาความจริงแล้ว และย้ำให้ว่าไปกันตามเนื้อผ้า แต่ฝ่ายพันธมิตรฯ กลับออกมาค่อนขอด จะไม่ยอมรับ “ผล” ที่ออกมา เพราะรู้ดีว่าตัวเองเป็น “ต้นเหตุ” ความอัปยศในครั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่า ช่วงที่แกนนำพันธมารเคยต้องข้อหา “กบฏ” เป็นกลุ่มคนที่ใช้กำลังเข้ายึดทำเนียบรัฐบาล ออกอาการเหิมเกริมยิ่งขึ้น
ประหนึ่งได้ “น้ำทิพย์” ชโลมใจก็ไม่ปาน
สำแดงอำนาจบาตรใหญ่ เร่งเดินเกมเดินหน้าจัดการกับฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย หรือฝ่ายที่ยึดมั่นปกป้องประชาธิปไตยอย่างเอาเป็นเอาตาย ประกาศคัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการ คมช.ที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือ การประกาศของ “แป๊ะลิ้ม” ว่าอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทุ่มเงินล้มสถาบัน ทำไมถึงกล้าบังอาจเหิมเกริมอย่างนี้ได้ เห็นทีเจ้าหน้าที่บ้านเมืองต้อง “จัดการ” โดยเร็ว อย่าให้เหลิงลามปามไปมากกว่านี้ เพราะก่อนหน้านี้ “แป๊ะลิ้ม” เคยถูกศาลสั่งไม่ให้พูดถึงอดีตนายกรัฐมนตรีอย่างเสียหายมาแล้ว
ตำรวจสู้ๆๆ นะครับ ไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครหนุนหลังอยู่ หรือจะยิ่งใหญ่คับฟ้าแค่ไหนก็ตาม พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ ที่เคยประกาศว่าจะเข้ายึดทำเนียบคืนจากกลุ่มพันธมาร แต่ดันมาติดอยู่ที่ความเกรงใจ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ...มีนัยอะไรที่จะบอกกล่าวอะไรไปถึงใครหรือไม่อย่างไรหรือเปล่าในขณะที่รัฐบาลประกาศยืนยันไม่ยุบ ไม่ลาออก ไม่กลัวคำขู่ของทหาร เพราะเป็นรัฐบาลที่มาจากระบอบประชาธิปไตย และเป็นตัวแทนของประชาชน รัฐบาลจะทำงานเพื่อประชาชนโดยไม่เลือกปฏิบัติ โดยที่รัฐบาลไม่มีทางทำงานเพื่ออำนาจ เพราะทุกคน รวมทั้งรัฐบาล ต้องเคารพกฎหมาย และต้องไม่สนับสนุนคนที่ทำผิดกฎหมาย
การเดินทางไปที่ จ.อุบลราชธานี งานนี้ผมว่านายกรัฐมนตรีได้ “กำลังใจ” กลับมาอีกมากโข เพราะมีรายงานว่า มีประชาชนสวมเสื้อสีแดงจำนวนมากได้ถือดอกกุหลาบมามอบเพื่อให้กำลังใจมืดฟ้ามัวดิน
สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องของการบ้านการเมืองครับ แน่นอนว่าจะต้องจบลงได้ ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด...ปลงเสียเถะแม่จำเนียรเอ๋ย แต่หากจะปล่อยให้สถานการณ์บ้านเมืองคาราคาซัง เหมือนคนไข้รอวันตายนั้น มันทรมานและเจ็บปวดยิ่งนักผมมั่นใจว่าคนไทยจำนวนมากภูมิใจกับเมืองไทย ดีใจที่เกิดเป็นคนไทย
แม้แต่ชาวต่างชาติที่มาเมืองไทยในวันที่ “ฟ้าใส” ได้เก็บเกี่ยวความรู้สึกที่ดีๆ กลับไปบอกเพื่อนพ้องน้องพี่ และคงจะได้ชักชวนกันมาเมืองไทยอีกว่า คนไทยเขามีอัธยาศัยดี มีไมตรีดีกว่าประเทศไหนๆ นะ ประเทศไทยมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน น่าศึกษาชื่นชม และคนรุ่นหลังได้รักษาความภูมิใจนี้เอาไว้ได้อย่างดีเยี่ยม
ประเทศไทยมีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายให้เลือกตามรสนิยม และความต้องการทุกรูปแบบแต่เป็นที่น่าเสียดายว่า ในช่วงที่ “ฟ้าหม่น” สิ่งดีๆ ความรู้สึกดีๆ ที่ได้เห็นได้สัมผัส มีอันต้องถูกลดทอนลง สิ่งที่เห็นว่าสดสวยดีงามดูสง่า กลับดูพร่ามัว ด้อยค่าลงไปในทันที...เพราะวันที่ “ฟ้าหม่น” จิตใจคนก็ย่อมห่อเหี่ยว วังเวง ไม่แจ่มใส ไม่เบิกบานอย่างวันที่ “ฟ้าใส” เป็นแน่แท้
“ฟ้าใส” กับ “ฟ้าหม่น” มันต่างกันจริงๆ...ไย “ฟ้า” จึงต้องทำให้หมองให้หม่นด้วย รู้ไหมว่าเป็น “ฝันร้าย” ของผู้คนเชียวนะ