WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Wednesday, October 22, 2008

'ทักษิณ'เชื่ออังกฤษไม่ส่งตัวกลับไทย

อดีตนายกรัฐมนตรีเตรียมแปลคำพิพากษาแจกระบุศาลไทยเป็นศาลการเมือง มั่นใจอังกฤษไม่ส่งตัวกลับไทย


หลังจากศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาให้จำคุก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นเวลา 2 ปี เนื่องจากกระทำผิด พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 มาตรา 100 และ 122 แต่ยกฟ้องคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา ในคดีประมูลซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก และไม่สั่งริบที่ดินพิพาทและเงินที่ใช้ในการประมูลจำนวน 772 ล้านบาท ตามคำร้องขอของโจทก์ นั้นพ.ต.ท.ทักษิณ ได้ให้สัมภาษณ์เอพี โดยยืนยันว่า เป็นคำตัดสินที่คาดเดาอยู่แล้ว และไม่รู้สึกแปลกใจ รวมทั้งเชื่อว่า จะมีข้อกล่าวหาตามมาอีก ตนเป็นนักการเมือง หลังจากถูกโค่นล้มโดยรัฐประหาร ก็เป็นเรื่องธรรมดาที่พวกเขาจะต้องทำทุกทางที่จะสร้างความชอบธรรมให้กับสิ่งที่เกิดขึ้น และตนจะเปิดเผยข้อบกพร่อง โดยจะแปลคำพิพากษาแจกจ่ายให้สังคมโลกรับรู้


พ.ต.ท.ทักษิณ ยังเชื่อว่า จะสามารถพักอาศัยในอังกฤษต่อไป แม้จะมีการออกหมายจับใหม่ เพราะอังกฤษมีความเป็นประชาธิปไตยที่มีวุฒิภาวะ และคงไม่มีทางที่จะถูกส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดน เพราะศาลไทยเป็น "ศาลการเมือง" พร้อมระบุว่า จะเขียนจดหมายส่งกลับมาที่เมืองไทย ส่วนการขอลี้ภัยทางการเมืองในประเทศอังกฤษ อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า "ไม่มี ไม่กลัวอะไรอยู่แล้ว"



ทางออกประเทศไทย บทความเพื่อชาติ.....

ทางออกประเทศไทย บทความเพื่อชาติ


โดย : Kitty Pat

วันอังคารที่ 21 เดือน ตุลาคม พ.ศ.2551

บทความนี้มุ่งเน้นให้พลังเงียบ หรือ คนที่ไม่ได้เลือกข้างให้เข้าใจว่าอะไรเป็นอะไร เพื่อการตัดสินใจที่ถูกต้อง ไม่ให้ตกไปอยู่ภายใต้สิ่งเร้าใดๆ ก็ตาม ทั้งจากสื่อวิทยุ สิ่งพิมพ์ หรือ โทรทัศน์

ส่วนพวกที่เลือกข้างแล้ว ช่วยนำไปเผยแพร่ต่อก็จะเป็นการดีครับ


การตัดสินคดีของศาลฎีกาวันนี้ ไม่ได้อยู่นอกเหนือความคาดหมายแต่อย่างใด

ไม่น่าเชื่อว่า ประเทศไทยจะมาถึงจุดนี้ได้ การพูดความจริงบนพื้นฐานที่ประเทศไทยยังไม่เปิดเสรีทางความคิดมากนัก บางครั้งอาจจะไปเข้ากับคำกล่าวที่ว่า ความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย แต่คนพูดมันจะตาย การเขียนบทความวิพากษ์ วิจารณ์ อำนาจลึกลับต่างๆ ในประเทศนี้ จึงกระทำได้อย่าง คลุมเครือ และให้ผู้คนไปตีความกันเอาเอง

ความลับต่างๆ มันจะเผยตัวของมันออกมาเอง ใครที่ยังอายุไม่เกิน 50 น่าจะได้รู้ ได้เห็นก่อนตายครับ

ไม่ว่า ท่านชาติชาย หรือคุณทักษิณจะดี จะเลวอย่างไร การก่อรัฐประหารก็คือการก่อการกบฏนั่นเอง ไม่ว่าในวงสนทนากับเพื่อน หรือลูกค้าต่างประเทศที่ไหนที่ผมเข้าร่วม ไม่มีใครเลยบอกว่า หากนายก หรือรัฐบาลเลว แล้วต้องใช้ทหารยึดอำนาจ

ประเทศนี้มีอะไรที่ซับซ้อน และต้องอาศัยเวลาในการคลี่คลายอีกมาก ปีปัญญาชนไม่ถึง 10 % ที่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร ซึ่งก็มีอยู่ในทั้งฝ่ายกบฏ และ ฝ่าย ประชาธิปไตย


ระบอบอมาตยาธิปไตย คือ การเมืองไทยอยู่ภายใต้ระบบข้าราชการเป็นใหญ่


ระบอบนี้เกาะกุมประเทศไทย มาตั้งแต่ ปี 2575 จนถึง 2516 ช่วงแรกๆ กลุ่มข้าราชการทั้งทหารและพลเรือนที่เพิ่งมีอำนาจเต็มที่ครั้งแรก ได้ใช้อำนาจอย่างไม่มีเหตุผล และเมามัน ข้าราชการพลเรือน ได้แตกแยกกันทางความคิด จนทำให้ ทหารแข็งแกร่งขึ้นมา แต่ก็สิ้นสุดไปในยุคของ จอมพล แปลก พิบูลสงคราม ในปี 2500

จากปี 2501-2516 เป็นยุคของเผด็จการทหารเต็มๆ ตั้งแต่ พลเอกสฤษณ์ แล้วมาต่อ ด้วย พลเอกถนอม นายทุนกับทหารไปด้วยกันได้ดี จนสองท่านนี้ คือ Prototype ให้นายพล ที่เป็นหัวหน้าคณะ รัฐประหาร เอาเป็นแบบอย่างช่วงที่ทหารเป็นใหญ่ ข้าราชการก็เป็นนายของประชาชนอย่างสมบูรณ์แบบ จวบจนมาถึง เหตุการณ์ที่ไม่เคยมีใครคิดมาก่อน คือ เหตุการณ์ 14 ต.ค. 16 ทำให้ประเทศไทย เป็น ประชาธิปไตยเต็มใบ มาจนถึง ปี 19

การแตกต่างกันของวิธีคิด ทำให้นักศึกษาบางกลุ่มถูกมองว่าเป็น คอมมิวนิสต์ มีการทำร้ายนักศึกษาและประชาชนที่ ธรรมศาสตร์ ในปี 2519 อย่างโหดร้าย โดยกลุ่มคนที่มองว่านักศึกษาต้องการล้มล้างสถาบัน ซึ่งก็ไม่ต่างจาก ปี 2549 ผิดที่ว่า ปี 2549 ไม่ได้มีการยุยงให้เกิดความรุนแรงเข่นฆ่า เพราะยุคสมัยเปลี่ยนไป แต่ก็พยายามสร้างให้ดูเสมือนว่า ฝ่าย รัฐบาลเดิม ต้องการทำลายชาติ ศาสตร์ กษัตริย์ ซึ่งผิดเพี้ยนจากความเป็นจริงไปมาก จนขาดน้ำหนักแห่งความเชื่อถือ เพราะในยุคสมัยนี้ หากจะปฏิวัติด้วยเรื่อง คอรัปชั่นอย่างเดียว คงไม่สมเหตุสมผล จึงต้องเพิ่มน้ำหนักเพื่อหามวลชนแนวร่วมเพิ่ม

เราต่อสู้กับ ระบอบเจ้าคนนายคนมาตลอด ประกอบกับประชาธิปไตย กระท่อน กระแท่น แบบไทยๆ ก็เพราะพวกเราสนใจแต่ตัวเอง คนรากหญ้าก็สนใจปากท้อง อันเป็นบันไดขั้นแรกตามกฎของ Maslow ซึ่งก็ไม่แปลก ส่วนคนระดับกลาง ก็สนใจแต่ความบันเทิงใกล้ตัว ระบอบอะไรก็ได้ หากผมยังมีงานทำอยู่ ยังได้มีทีวีให้ดู น้ำประปายังไหล มีไฟให้ใช้ ได้โหวต AF5 ระบอบนี้จึงไม่สูญพันธ์เสียที


ระบอบทักษิณคืออะไร ?


อันที่จริง คำนี้ไม่เคยมีในสาระบบ ไม่รู้ใครเป็นคนแรกที่เรียกในเมืองไทยกันแน่ ดูเหมือนจะมาทาง คน ปชป. ผมจะไม่อธิบายด้วยตัวเอง แต่จะนำเสนอบทความ ของท่าน ดร.วรัญญู สุจิวรพันธ์พงศ์ ที่กล่าวถึงระบบนี้เอาไว้อย่างน่าฟัง

คำว่า ทักษิโนมิกส์ซึ่งมีที่มาจากประธานาธิบดี กลอเรีย อาโรโย่ แห่งประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งจบปริญญาเอกสาขาเศรษฐศาสตร์ จากสหรัฐอเมริกา ได้กล่าวยกย่องนโยบายเศรษฐกิจของอดีตนายกรัฐมนตรีประเทศไทย พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ที่จบปริญญาเอกสาขาอาชญาวิทยา จากสหรัฐอเมริกา ในการไปเยือนประเทศฟิลิปปินส์ครั้งหนึ่ง โดยกล่าวชื่อชมว่าเป็นแนวคิดนโยบายเศรษฐกิจที่ถูกต้อง และให้ทฤษฎีนี้ว่าทักษิโนมิกส์” (Thaksinomic) ซึ่งเป็นการผสมคำระหว่างคำว่า ทักษิณ (Thaksin) และ Economics เข้าด้วยกัน

นโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาลพรรคไทยรักไทย ซึ่งนำโดย พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เสนอนโยบายแบบชัดเจนเกี่ยวกับ Dual Track Policy หรือ นโยบายคู่ขนาน ซึ่งจริงๆ ก็มาจากแนวคิดของนักเศรษฐศาสตร์เปรูที่มีชื่อเสียงมากคือเดอซาโตที่ว่า

Track แรก เราก็เน้นเศรษฐกิจทุนนิยมไป คือทั้งค้าขายกับต่างประเทศ และเน้นการลงทุน ซึ่งเป็นไปตามหลักการเพิ่มผลผลิตมวลรวมของประเทศหรือ (GDP) ในสมการที่ผมเคยนำเสนอในบทความที่แล้วเรื่อง

ส่วนอีก Track หนึ่ง ก็คือการเน้นด้านการใช้จ่ายเงินของประชาชน คือ Consumption และการลงทุนในระดับย่อย แบบบริษัทขนาดกลางและเล็ก (Small and Medium Enterprise) หรือ SME

นับแต่ประเทศไทยมี พระยามโนปกรณ์ นิติธาดา ที่ เป็นนายกคนแรก ช่วงเวลา มิย 75 ถึง มิ.ย. 76 นายกของไทยต่อจากนั้น ล้วนแล้วแต่ หากไม่ใช่ทหาร ก็เป็นพวกศักดินาทั้งสิ้น รวมทั้ง นายอานันต์ ปันยารชุณ ที่คนตบมือกันก้องประเทศนั่นด้วย

จวบจนมาถึงสมัย นาย ชวน หลีกภัย ครั้งแรกเมื่อ ปี 2535 ถึง 2538 (ช่วงนั้น นายอภิสิทธิ์เพิ่งเล่นการเมือง มาที่บริษัทผม พร้อม กับ ดร. เจริญ ยกมือไหว้ผมประหลกๆ)

หลังจาก ยุค นายชวนครั้งแรก ก็มา นาย บรรหาร พลเอกชวลิต นายชวน ยุค 2 แล้วก็มาถึง อดีตนายก ทักษิณ จะเห็นได้ว่า นายกของไทยที่ผ่านมา เพิ่งมีลูกชาวบ้านได้เป็น แค่ 3 คน รวมกันแล้ว 13 ปีเท่านั้น และ ใน 13 ปีนั้น เป็นนายกที่มาจากพรรคที่รับใช้ระบอบอำมาตย์ถึง 6 ปีเศษ (ชวน 1, 23 กันยายน พ.ศ. 35 - 13 กรกฎาคม พ.ศ. 38 และ ชวน 2, 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 40 - 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 44)

นายบรรหารเป็นนายกจากพรรคการเมืองที่ไม่ได้เป็นศักดินาและไม่ได้มาจากพรรคที่รับใช้อำมาตย์เป็นคนแรก แต่ก็ถูกวิชามารของ พลพรรค ที่รับใช้อำมาตย์เล่นนอกรีด เรื่องสัญชาติ จนอยู่ได้แค่ ปีเศษ ต่อมา นายบรรหารจึงเป็นผู้ที่รู้ซึ้งยิ่งกว่าซึ้งว่า กำลังเล่นกับใคร และ สมควรต้องวางตัวอย่างไร สำหรับนักการเมืองในประเทศสารขันท์นี้

พ.ต.ท.ทักษิณมีการเตรียมทำการบ้านมาอย่างดี ตั้งแต่อยู่พรรค พลังธรรม มีการวางแผนเป็นขั้นเป็นตอน จากตัวอย่างของนักการเมืองรุ่นพี่ ที่อยู่ภายใต้เงา ของ บ้านสี่เสา ท็อปบู้ท และ ศักดินา

พวกอำนาจโบราณมองว่า คุณทักษิณน่าจะมีประโยชน์มากกว่าโทษ เพราะช่วงนั้น ปี 2543 เรื่องเศรษฐกิจสำคัญที่สุด เนื่องจาก วิกฤติต้มยำกุ้ง ประเทศเกือบล้มละลาย เหล่าอำนาจโบราณก็หน้าแห้งกันไปตามๆ กัน จำเป็นต้องใช้คนที่มีกึ๋น มีวิสัยทัศน์ ที่สำคัญ คือ ต้องทำงานหนัก และตัดสินใจเร็ว เด็ดขาดมาบริหารประเทศ แม้จะระแวงอยู่บ้าง แต่ก็คิดว่า หากชักจะเอาไม่อยู่ก็ รัฐประหารเสียก็ได้

สังคมไทยมีเอกลักษณ์ที่เด่นชัด คือ การชอบหลอกตัวเอง และคนอื่นว่าตัวเองเป็นคนดี กับ การเชื่อสิ่งต่างๆ ตามที่ตัวเองจะเชื่อ คือเชื่อตามความรู้สึก หรือ เพราะคนแวดล้อมเขาเชื่อ ก็เลยเชื่อตาม

ฝรั่งเขามองว่าคนไทยเป็น สังคมแบบ Feeling Judgment คือใช้ความรู้สึกตัดสินว่า สิ่งใดถูก สิ่งใดผิด สิ่งใดดี และสิ่งใดเลว เรื่องนี้ผมเคยนำมาตั้งกระทู้สักสองปีกว่า มาแล้วว่า นี่เป็นตัวแปรสำคัญในหลายๆ ตัวที่ทำให้ประเทศเราล้าหลัง จริงอยู่เรื่องบางเรื่องอาจไม่สามารถใช้หลักตรรกะใดๆ มาอธิบายได้ แต่ คนไทยเราไม่ใช่อย่างนั้น การตัดสินใจว่า อะไรเป็นอะไร เราอาศัยหลักตรรกะ (Logic) น้อยถึงน้อยมากจริงๆ

ความเชื่อของคนไทยอย่างไม่มีเหตุผล และที่มาที่ไป เป็นตัวแปรที่ถ่วงความเจริญของชาติ ตามชนบท หรือแม้แต่ชานเมืองยังมีคนอีกมากที่ เชื่อ ต้นไม้แปลกๆ เชื่อสัตว์แปลกๆ ทั้งๆ ที่เราอาจบอกได้ว่า มันเป็นต้นไม้พิการ หรือ สัตว์พิการ ผมยังไม่เห็นใครมาขอหวยกับคนขาด้วนโดยกำเนิด

ระดับกลางที่มีการศึกษามากขึ้นมาหน่อย ก็ไม่หนีกันเท่าไหร่ และความเชื่อของคนที่มีความรู้ ยิ่งน่ากลัว เพราะความรู้ มันมีหลายระดับ ส่วนใหญ่แล้วคิดว่าตัวเองรู้ แต่รู้จริงหรือเปล่า เราก็ไม่รู้ ทำไมถึงน่ากลัว เพราะคนเหล่านี้ เวลาที่ตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานการณ์ใดๆ ที่ตัวเองคิดว่าตัวเองรู้ จะไม่มีทางยอมรับ ความเห็นของอีกฝ่าย และปัญหาของชาติตอนนี้ ก็เกิดจากความรู้ไม่จริง แต่มี Self confident หรือ อัตตาสูงนั่นเอง

วิกฤติครั้งนี้ พัฒนามาจนถึงจุดที่ คนไทยแตกออกเป็นหลายฝ่าย ใครจะคิดอย่างไรอยู่ฝ่ายไหนไม่แปลก หากคนเหล่านั้นก่อนจะมีความเห็นทางใด ได้เกิดจากการได้รับข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วนแล้วนำมาผ่านกระบวนการวิเคราะห์แล้ว เราก็ควรให้ความเคารพการตัดสินใจนั้นๆ

การรัฐประหารเมื่อ 19 ก.ย. โดยเนื้อหาไม่ได้แตกต่างไปจากครั้งก่อนๆ เพียงแต่คนทำเปลี่ยนไป คนสั่งการบางคนแก่ขึ้น และเนื่องจากเป็นการรัฐประหารในยุคดิจิตอล การกระทำจึงต้องเป็นไปอย่างเนียนๆ นวดให้นิ่ม แล้วค่อยน็อค เพื่อหาแนวร่วมมวลชน โดยมีพวกในทำเนียบตอนนี้เป็นกองหน้า

การหามวลชนตอนนี้ต้องสุมไฟให้มากเกินจริงเพื่อผลทางการตลาดตามแนวถนัดของ นายสนธิแกนนำ โดยอาศัยคุณทักษิณ เป็นตุ๊กตา ทุกสิ่ง ทุกอย่างต้องโยงมาที่ตัวคุณทักษิณทั้งสิ้น หากไม่ได้เป็นพวกของตัวเอง สิ่งนี้เองที่ทำให้พวกกบฏสูญเสียคนที่เป็น กลาง กลางออกไปเรื่อยๆ

พวกอำนาจโบราณก็ต้องการคนเก่งมาบริหารประเทศให้เจริญรุดหน้า เพราะตัวเองก็จะได้หน้าด้วย แต่ทั้งนี้ ทั้งนั้น พวกอำนาจโบราณก็ยังอยากให้ชาวบ้าน คนยาก คนจนมองเห็นถึงความสำคัญของ พวกตน ยังยึดติดกับการแสวงหาผลประโยชน์แบบง่ายๆ จาก การกินบุญเก่า

การต่อสู้ของประชาชนกับ อำนาจโบราณครั้งนี้มันไม่ธรรมดา เพราะมีมิติที่ซ้อนทับกันอยู่มาก ระหว่างเรื่อง คุณธรรม จริยธรรม ความถูกต้อง กับ ความถูกใจ การต่อสู้ครั้งนี้ เป็นการต่อสู้ของระบอบ อำมาตยาธิปไตยกึ่งเผด็จการ กับ ระบอบประชาธิปไตยแบบทุนนิยมยุคใหม่

ในมุมมองผมเอง สิ่งที่เราต้องทำการแก้ปัญหา เพื่อการปกครองบ้านเมืองให้เป็นไปอย่างมีระบบ คือ

ระยะสั้น
1. ปฏิรูปสื่อ เพราะสื่อคือ ตัวแปรสำคัญในการที่จะชี้นำสังคมในวงกว้าง สื่อที่ว่านี้ คือ วิทยุ โทรทัศน์ และ หนังสือพิมพ์ ที่ว่านี้ไม่ใช่ว่า จะไปครอบงำสื่อ แต่ สื่อต้องวางตัวเป็นกลาง นำเสนอไปตามข้อเท็จจริง ไม่มีอคติ ไม่ว่ากับฝ่ายไหน ใครล้ำเส้น หัวหน้า สถานีมีสิทธิ์ลงโทษ หรือหากไม่ลงโทษ หัวหน้าสถานีเองอาจถูกสอบสวน

2. สถานีวิทยุ โทรทัศน์ปัจจุบัน เป็น คลื่นทหารกว่าครึ่ง (ดีที่ ยังไม่มี หนังสือพิมพ์รายวันของทหาร ที่เป็นแบบแมส) ที่เป็นเช่นนี้ เพราะในอดีตน่าจะด้วยเหตุผลเพื่อความมั่นคง ซึ่งควรจะพิจารณาว่า มากเกินไปหรือไม่ ทำไม่ไม่มีคลื่นของ ราชการกระทรวงอื่นๆ หรือเป็นไปได้หรือไม่ที่ให้ เอกชนเข้ามาบริหาร 100 % ไม่ใช่แค่เป็น ผู้ผลิตรายการ

3. แก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาจากเผด็จการ คงสาระสำคัญของ ปี 2540 ไว้ และ แก้ไขบางข้อ เพื่อป้องกันนักการเมืองผูกขาดอำนาจมากเกินไป รัฐธรรมนูญต้องเขียนให้ไม่สามารถที่จะตีความเป็นอย่างอื่นแบบศรีธนญชัยได้

4. บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด ใครทำผิดต้องได้รับโทษ ไม่ว่าฝ่าย ทุนนิยม หรือ อำมาตย์


ระยะกลาง ยาว
1. พิจารณา การนำระบบ ลูกขุนมาใช้กับ ระบบตุลาการของไทย เพื่อความเป็นกลาง และ บริสุทธิ์ยุติธรรม ป้องกันความคลางแคลงใจของสังคม

2. ปฏิรูปการศึกษาของประเทศอย่างจริงจัง ซึ่งผมมองว่า จุดนี้ ทั้ง พวก ศักดินา และ นักการเมือง ไม่ให้ความใส่ใจนัก พวกศักดินากลัวว่า คนมีความรู้เยอะๆ พวกตัวเองก็จะกลายเป็นคนดาดๆ ไป ส่วนนักการเมือง ก็ไม่ทำ เพราะเห็นผลช้า ไม่ทันในสมัยตัวเอง ไม่หวือหวา สร้างภาพได้ง่ายๆ และหากคนฉลาด การซื้อเสียงก็ยากขึ้น

3. ยุบศาลบางศาลที่ไม่จำเป็น เปลืองภาษีอากร และที่มีอยู่จัดระบบที่มาไม่ให้เป็นตัวแทนของฝ่ายใดๆ

จาก thaifreenews

อนาคตของประเทศชาติ บรรยายโดย.. พระมหาวีระ ถาวโร (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) เมื่อวันพุธที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๑๘ มัชฌิมา : ผู้คัดลอก

สาระน่ารู้

หลวงพ่อพระราชพรหมยาน บรรยายเรื่อง "อนาคตของประเทศชาติ"


เรื่อง : อนาคตของประเทศชาติ

บรรยายโดย..

พระมหาวีระ ถาวโร (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ)

เมื่อวันพุธที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๑๘

มัชฌิมา : ผู้คัดลอก


เรื่องมีอยู่ว่า... ท่านพลตรียุทธศิลป์ เกสรศุกร์ ผู้บัญชาการกองพลที่ ๓ (ยศและตำแหน่งสมัยนั้น) ได้นิมนต์ หลวงพ่อพระมหาวีระ ถาวโร (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) พร้อมด้วยพระเถระรวม ๖ รูป เพื่อไปบำรุงขวัญของทหารในเขตกองทัพภาคที่ ๒ โดยนำ "ผ้ายันต์มหาพิชัยสงคราม" และ "เหรียญเอกราช" ไปแจกให้แก่ทหารตามฐานปฏิบัติการชายแดน ระหว่างวันที่ ๒๐-๒๓ ธันวาคม ๒๕๑๘ และในวันสุดท้ายคือวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๑๘ ได้ทำการแจกให้แก่ทหาร ค่ายสุรนารี จ.นครราชสีมา และก่อนทำการแจกได้แสดงธรรมิกถาพิเศษ เรื่อง “อนาคตของชาติ” ณ พุทธศาสนสถาน ค่ายสุรนารี จ.นครราชสีมา

มูลเหตุที่มาแจกวัตถุมงคล

“..เจริญสุข แก่บรรดาทหารของชาติทุกท่าน อาตมาได้ไปทำการจากจ่ายผ้ายันต์และเหรียญแก่ทหารทางภาคเหนือมาแล้ว ๓ ครั้ง ต่อมาได้ทราบจากข้าหลวงของสมเด็จพระบรมราชินีนาถว่า “...สมเด็จพระบรมราชินีนาถทรงปรารภว่า หลวงพ่อฤาษีลิงดำท่านไม่ห่วงทหารภาคอีสานหรืออย่างไร จึงไม่ไปแจกของแก่ทหารทางภาคอีสานบ้าง..”

ความจริงอาตมาห่วงทหารทางภาคอีสานเช่นเดียวกับทหารทางภาคเหนือ เมื่อท่านผู้บัญชาการกองพลที่ ๓ รับจะอำนวยความสะดวกในการเดินทางมาแจกจ่าย จึงได้นำสิ่งของมาแจกให้ครั้งนี้

ขั้นแรกอนุศาสนาจารย์ได้อาราธนาให้แสดงธรรม ต่อมาท่านผู้บัญชาการกองพลได้อาราธนาให้เล่าเรื่องของที่นำมาแจกจ่ายว่าทรงคุณค่าอย่างไรบ้าง ผู้ที่ได้รับแจกไปจะได้เกิดศรัทธาความเชื่อมั่น

เพื่อสนองเจตนาของอนุศาสนาจารย์และท่านผู้บังคับบัญชากองพลที่ ๓ ได้อาราธนาจึงขอพูดเรื่องธรรมะก่อนสักเล็กน้อย จากนั้นจึงจะพูดถึงเรื่องสิ่งของที่นำมาแจกจ่าย

เราทุกคนอยากมีความดีด้วยกันทั้งนั้น แม้บางคนนึกว่าตนเองอยากมั่งอยากมี อยากมียศมีอำนาจ แต่ความจริงแล้วก็คืออยากมีดีนั่นเอง

แม้เราจะมียศสูง แต่ถ้าใครมาว่าเราเป็นคนไม่ดี เราก็ไม่ชอบ เพราะฉะนั้นใครจะอยากอะไรก็ตามเถอะ แต่ที่สุดของความอยากนั้นก็คือความดีนั่นเอง

รักษาศีล 5 ให้ได้

ความดีนั้นมีกฏเกณฑ์ที่เราจะต้องทำเป็นเบื้องต้น 5 ประการ คือ

1. เราไม่อยากให้ใครมาฆ่า รังแก ข่มเหงเรา เราก็อย่าไปฆ่า ไปรังแก ไม่ข่มเหงเขา

2. เราไม่อยากให้ใครมาลักของๆ เรา เราก็อย่าไปลักของๆ เขา

3. เราไม่อยากให้ใครมาผิดลูกผิดเมียเรา เราก็อย่าไปผิดลูกผิดเมียเขา

4. เราไม่อยากให้ใครมาโกหกเรา เราก็อย่าไปโกหกเขา

5. เราไม่อยากเป็นคนบ้า ก็อย่าไปดื่มสุราเมรัย เพราะถ้าเราดื่มสุรามากๆ เราจะกลายเป็นคนบ้า

เจริญพรหมวิหาร ๔ ไว้

ความดีที่สูงขึ้นไปอีกที่เราควรประพฤติเป็นหลักในการดำรงชีวิต เพื่อความสุขความเจริญแก่ตนเองคือ พรหมวิหาร มี ๔ ประการคือ

1. เมตตา ความรัก เราต้องรักตัว รักครอบครัว รักญาติพี่น้องหมู่คณะ ตลอดจนถึงรักประเทศชาติ

2. กรุณา ความสงสาร ที่มีต่อบุคคลที่ตกทุกข์ได้ยาก อยากให้เขาพ้นจากความทุกข์ทรมานที่เขารับอยู่

3. มุทิตา ยินดีด้วยเมื่อบุคคลอื่นได้ดีมีความสุข ไม่ริษยาเขา เขาได้ดีก็ชื่นชมอนุโมทนาด้วย

4. อุเบกขา วางเฉย เช่น เมื่อลูกของเรา ญาติพี่น้อง หรือพรรคพวกของเราไม่ทำผิด เราต้องวางตัวเป็นกลาง เมื่อเขาจะได้รับโทษก็ถือเป็นกรรมของเขา ไม่ช่วยเหลือเขาในทางที่ผิด


เว้นจากความลำเอียงทั้ง ๔ ประการ

ผู้ที่จะมีคุณธรรมในข้อที่ ๔ นี้จำเป็นจะต้องมีคุณธรรมข้ออื่นสนับสนุน คือเราต้องเว้นจาก อคติ คือ

๑. ความลำเอียงเพราะความรัก
๒. ความลำเอียงเพราะความชัง
๓. ความลำเอียงเพราะความหลง
๔. ความลำเอียงเพราะความกลัว


ทหารแปลว่าคนหนุ่ม

ทหารทุกคนต้องเป็นคนหนุ่ม แม้จะแก่อายุมากแล้วก็ต้องทำตัวเป็นคนหนุ่ม เพราะคำว่า ทหาร แปลว่า คนหนุ่ม

คนหนุ่มนั้นจะต้องเป็นคนแข็งแรงว่องไวกล้าหาญบึกบึน มีไหวพริบปฏิภาณดี มีความสามัคคีรักใคร่กัน ไม่ทอดทิ้งกันเมื่อมีภัย ตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท

และข้อสำคัญที่สุดนั้นต้องยอมตายเพื่อประเทศชาติบ้านเมืองเมื่อถึงคราวจำเป็น นี้พูดอย่างทหาร เพราะอาตมาเคยเป็นทหารเรือมาแล้ว ย่อมรู้จักชีวิตวิญญาณของทหารดี

ทหารไปรบถือว่าทำเพื่อชาติบ้านเมือง

ทหารที่ไปราชการสงครามเพื่อป้องกันอริราชศัตรูนั้น หากไปฆ่าข้าศึกศัตรูก็ไม่ถือว่าเป็นความชั่ว แต่เป็นการทำดีต่างหาก เพราะเราทำหน้าที่ป้องกันสิ่งที่ดีงามเอาไว้

ความดีนั้นคือความอยู่รอดของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และความสงบสุขของปวงชนในผืนแผ่นดินไทยทุกคน

ความสงบสุขนั้นเป็นยอดของความดีทั้งมวล การที่เรายอมเสียสละเลือดเนื้อและชีวิตของเราเพื่อรักษาความดีทั้งหลายดังกล่าวมาแล้วนั้นไว้

จึงได้ชื่อว่าเราทุกคนได้ทำความดี สมศักดิ์ศรีของทหารไทย จึงไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นบาปกรรม

ภูอันธพาล (ภูพาน)

อาตมาขึ้นเครื่องบินผ่านภูอันธพาล ไม่อยากเรียกว่า "ภูพาน" ดังที่เขาเรียกกัน เพราะภูนี้มีแต่พวกอันธพาลทั้งนั้น ได้พิจารณาถึงเหตุการณ์บ้านเมืองและการสู้รบของทหารเห็นว่า

เราทุกคนจะไม่แพ้ จะไม่ต้องตกเป็นทาสของใครๆ ดังที่พวกเราพากันวิตกกังวลกันอยู่ในขณะนี้ แม้แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงปริวิตกและทรงมีความห่วงใยประเทศชาติบ้านเมืองเป็นอย่างยิ่ง ดังจะเห็นได้ว่า เมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๑๘ พระองค์พร้อมด้วยสมเด็จพระบรมราชินีนาถได้เสด็จไปยังวัดของอาตมา (วัดท่าซุง) และได้ตรัสถามความเป็นไปของบ้านเมืองในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร

อนาคตของชาติ

อาตมาได้ถวายพระพรพระองค์ว่า “ประเทศชาติบ้านเมืองของเราจะไม่ตกเป็นทาสของใคร อาตมาขอถวายชีวิตเป็นประกันเกี่ยวกับเรื่องนี้ นับตั้งแต่ปี พ.ศ.๒๕๒๐ เป็นต้นไป ประเทศไทยจะเริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ ความเยือกเย็นจะเริ่มปรากฏ ความมั่งคั่งสมบูรณ์จะมีขึ้นแก่ประเทศชาติและประชาชน แต่จะยังไม่ปรากฏชัดนัก แต่เราจะมองเห็นได้ชัดๆ ก็ต้องปี พ.ศ. ๒๕๒๔ เปรียบเหมือนอรุณได้ขึ้นดีแล้วและเริ่มฉายแสงให้เห็นความมืดหมดไป”

ที่อาตมากล้ายืนยันต่อพระองค์เช่นนั้น ก็เพราะเหตุผลหลายประการ คือ

คำทำนายของพระพุทธโฆษาจารย์

ในประการแรก อาตมาได้พบและได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่งเป็นสมุดข่อย ซึ่งพระอรหันต์ในอดีตนามว่า พระพุทธโฆษาจารย์ (ลำใย) เขียนไว้ ทำนายชะตาบ้านเมืองก่อนที่กรุงศรีอยุธยาจะแตกเสียอิสรภาพแก่พม่า ก่อนที่กรุงเทพฯ ยังไม่ปรากฏ

โดยท่านได้เขียนทำนายไว้ว่า

“กรุงศรีอยุธยาจะต้องถูกข้าศึกตีแตก แจ่จะเสียอิสรภาพไม่นานนัก จะมีคนดีของกรุงศรีอยุธยามากู้ชาติ แต่เมื่อกู้ชาติได้แล้วจะต้องไปตั้งเมืองหลวงอยู่ใหม่”

และเหตุการณ์ต่างๆ ของกรุงศรีอยุธยาก็ได้เป็นจริงตามคำทำนายทุกอย่าง

ทำนายเหตุการณ์ล่วงหน้าทั้ง ๑๐ รัชกาล

ในสมุดข่อยเล่มเดียวกันนี้ พระพุทธโฆษาจารย์ได้กล่าวทำนายเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นแก่กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงใหม่ ในวันข้างหน้า ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นแต่ละรัชกาลดังนี้

รัชกาลที่ ๑. ทำนายว่า มหากาฬผ่านมหายักษ์
รัชกาลที่ ๒. ทำนายว่า รู้จักธรรม
รัชกาลที่ ๓. ทำนายว่า จำต้องคิด
รัชกาลที่ ๔. ทำนายว่า สนิทธรรม
รัชกาลที่ ๕. ทำนายว่า จำแขนขาด
รัชกาลที่ ๖. ทำนายว่า ราษฎร์ราชาโจร
รัชกาลที่ ๗. ทำนายว่า นั่งทนทุกข์
รัชกาลที่ ๘. ทำนายว่า ยุคทมิฬ
รัชกาลที่ ๙. ทำนายว่า ถิ่นกาขาว
รัชกาลที่ ๑๐. ทำนายว่า ชาววิไล

ความแม่นยำของคำทำนาย

เมื่อพิจารณาถึงคำทำนายและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแต่ละรัชกาลก็จะเห็นได้ชัดว่า คำทำนายนั้นถูกต้องเพียงใด

รัชกาลที่ ๑. ผ่าน พระเจ้าตากสิน ขึ้นครองราชย์สมบัติ

รัชกาลที่ ๒. ท่านว่างจากศึกสงครามก็หันมาทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา ให้พระสงฆ์ค้นคว้าพระธรรมวินัยรวบรวมกันเป็นการใหญ่

รัชกาลที่ ๓. ท่านมีหัวคิดริเริ่มหาเงินมาสร้างสรรค์บ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองปรากฏมาจนถึงทุกวันนี้

รัชกาลที่ ๔. ท่านสนิทธรรม ก็เพราะพระราชาองค์นี้ทรงผนวชถึง ๒๗ พรรษา มีความคล่องตัวในพระธรรมวินัย ทรงไว้ซึ่งพระไตรปิฎกอย่างแตกฉาน และยังมีความสนิทสนมกับ สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต) อย่างยิ่ง เป็นคู่บารมีกัน

รัชกาลที่ ๕. จำแขนขาด เราเห็นได้ชัดมาก เพราะเราต้องเสียดินแดนไปหลายครั้งหลายหน โดยพระองค์ทรงยอมเสียแขนขาดีกว่าเสียตัวทั้งหมด คือยอมเสียผืนแผ่นดินบางส่วน เพื่อรักษาเอกราชของชาติไว้

รัชกาลที่ ๖. เป็นโจร เพราะทรงใช้จ่ายเงินในท้องพระคลังจนหมดสิ้น แต่อาตมาเห็นว่าพระองค์ทรงเป็นนักชาตินิยม มีพระปรีชาสามารถปลุกใจประชาชนให้รักชาติบ้านเมือง เช่นมีเพลงบทหนึ่งทรงพระนิพน์ไว้ว่า “ใครมาเป็นเจ้าเข้าครอง คงจะต้องบังคับขับไส เคี่ยวเข็ญเย็นค่ำร่ำไป ตามวิสัยเชิงเช่นผู้เป็นนาย” ทรงเป็นนักประชาธิปไตย จึงได้ทำทุกอย่างให้บุคคลอื่นเห็นว่า พระองค์ไม่ทรงถือพระองค์ เช่น แสดงมหรสพ เล่นโขนกับข้าราชบริพาร ยิ่งกว่านั้นพระองค์ยังสามารถทำให้ประเทศไทยเป็นที่ปรากฏแก่ชาวโลก โดยส่งทหารไปช่วยสงครามโลกครั้งที่ ๑. จึงจำเป็นต้องใช้เงินมาก แม้จะใช้เงินมาก แต่ประโยชน์ก็เกิดแก่ประเทศชาติอย่างหนัก

รัชกาลที่ ๗. นั่งทนทุกข์ พระองค์เสวยราชสมบัติอยู่ในเกณฑ์ตกอับพอดี เงินในท้องพระคลังก็หมดมาแต่รัชกาลก่อน พระองค์จึงทรงประทับอยู่บนกองทุกข์ต้องดุลข้าราชการออกเป็นจำนวนมาก เท่านั้นยังไม่พอ ต่อมาพระองค์ต้องจำพระทัยสละราชสมบัติ ไปนั่งทนทุกข์อยู่ต่างแดน จนสิ้นพระชนม์

รัชกาลที่ ๘. ยุคทมิฬ บ้านเมืองอยู่ในภาวะสงครามโลกครั้งที่ ๒. ประชาชนตกอยู่ในสภาพบ้านแตก อดอยากยากแค้นแสนสาหัส พระมหากษัตริย์ก็ถูกลอบปลงพระชนม์จนสวรรคต

รัชกาลที่ ๙. ทำนายว่า ถิ่นกาขาว เราก็เห็นแล้วว่าฝรั่งมาอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง ล้วนแต่คนผิวขาวทั้งนั้น

สำหรับรัชกาลต่อไป คือ รัชกาลที่ ๑๐. ทำนายว่า ชาววิไล หมายความว่า บ้านเมืองเราได้ผ่านยุคเข็ญมาแล้ว จะได้ประสบความเจริญรุ่งเรืองกันเสียที เราจะมั่งคั่งสมบูรณ์เหมือนนานาอารยะประเทศที่เจริญแล้วทั้งหลาย

ราชวงศ์จักรีจะมีเพียง ๑๐ รัชกาลเท่านั้นรึ?

ปัญหาที่น่าคิดต่อไปก็คือว่า
ทำไมพระพุทธโฆษาจารย์จึงทำนายเหตุการณ์บ้านเมืองไว้เพียง ๑๐ รัชกาลเท่านั้น? กรุงเทพมหานครจะมีพระมหากษัตริย์เพียง ๑๐ พระองค์เท่านั้นหรือ?

เป็นเรื่องที่อาตมาสนใจเป็นพิเศษ
จึงได้สอบถามเรื่องนี้กับ หลวงพ่อปาน และพระอาจารย์ต่างๆ ซึ่งจิตของท่านเป็นสมาธิเข้าถึงขั้นอภิญญา สามารถที่จะรู้จริงในเรื่อง อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ซึ่งก็ยังมีอยู่หลายๆ องค์ในขณะนี้
ทุกๆ รูปที่อาตมาสอบถามจากท่าน ต่างก็ยืนยันตรงกันว่า

พระมหากษัตริย์จะยังคงมีอยู่คู่กับชาติไทยตลอดไปอีกนาน มิใช่เพียงแค่ ๑๐ พระองค์เท่านั้น แต่ที่พยากรณ์ไว้เพียงแค่นั้นก็เพราะว่าเริ่มตั้งแต่รัชกาลที่ ๑๐. เป็นต้นไป บ้านเมืองจะมั่งคั่งสมบูรณ์ ร่มเย็นผาสุก ประชาชนในชาติจะร่ำรวย ประเทศไทยจะเป็นประเทศมหาอำนาจประเทศหนึ่ง ซึ่งจะมีแต่ความเจริญตลอดไป ไม่ล้มลุกคลุกคลานดังที่แล้วมา จึงไม่จำเป็นจะต้องพยากรณ์ต่อไปอีก”

พระพุทธทำนายเหตุการณ์ของโลก

ประการที่ ๒. ที่ยืนยันว่าประเทศไทยจักไม่ตกเป็นทาสของใครๆ นั้นคือ พระพุทธทำนายเหตุการณ์ของโลก พระพุทธทำนายนี้ก็มีปรากฏในสมุดข่อยของพระพุทธโฆษาจารย์เช่นเดียวกัน ซึ่งมีข้อความปรากฏโดยสังเขปดังนี้

“..อานันทะ ดูก่อน อานนท์ โลกต่อไปจะเต็มไปด้วยความเร่าร้อน ก่อนกึ่งพุทธกาล ๑๕ ปี (ประมาณ พ.ศ.๒๔๘๕) จะมีฝนเหล็กตกจากอากาศ จะมีไฟลุกจากอากาศ เหล็กกล้าจะผุดจากน้ำมาทำลายมนุษย์ มนุษย์และสมณะชีพราหมณ์จะตายกันมาก

แต่ว่า.. อานนท์ ความเร่าร้อนก่อนกึ่งพุทธกาลนั้น ยังมีความเร่าร้อนน้อยกว่า ความเร่าร้อนหลังกึ่งพุทธกาล

หลังกึ่งพุทธกาลจะมีความร้ายแรงยิ่งไปกว่านั้น ยักษ์หินที่ถูกสาปจะลุกขึ้นมาอาละวาดสมณะชีพราหมณ์จะล้มตาย ยักษ์นอกพระพุทธศาสนาทั้งหลายจะฆ่าฟันกันและกัน จะตายกันไปคนละครึ่ง จึงจะหยุดยั้งเลิกรบกัน

แต่ทว่าประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาอย่างแน่นแฟ้น จะมีภัยเช่นนี้เหมือนกัน แต่ไม่มากนัก”

ความแม่นยำของพุทธทำนาย

จากพระพุทธเจ้าทำนายนี้เราก็จะเห็นได้ชัดเจนว่าเป็นความจริงทุกอย่าง ก่อนพุทธกาลได้เกิด สงครามโลกครั้งที่ ๒. ลูกระเบิดต่างๆ ซึ่งเป็นเหล็กเป็นไฟได้หลั่งไหลลงมาจากอากาศพิฆาตมนุษย์

หลังกึ่งพุทธกาลได้เกิดสงครามลัทธิคือพวกยักษ์นอกศาสนา เพิ่งจะเลิกรากันไป แต่เมืองไทย ก็ยังได้รับผลกระทบกระเทือนมาจนกระทั่งบัดนี้

มีเพียงไทยที่นับถือพุทธอย่างมั่นคง

ตามพระพุทธทำนายนั้นได้บ่งชี้ชัดว่าประเทศที่นับถือพระพุทธศาสนาจะมีภัยบ้างแต่ไม่มากนัก หากเราพิจารณาให้ดีๆ ก็จะเห็นเด่นชัดว่า ประเทศไทย นี้เท่านั้นที่นับถือพระพุทธศาสนาอย่างมั่นคง และเป็นประเทศสุดท้ายที่พระพุทธศาสนายังเหลืออยู่ในท้องถิ่นบริเวณนี้ ประเทศอื่นๆ รอบบ้านเราก็กลายเป็นพวกเดียรถีย์นอกศาสนาพุทธไปเกือบหมดแล้ว

เพราะฉะนั้น ประเทศไทยจึงเป็นเมืองสุดท้ายที่พระพุทธศาสนาจะสถิตสถาพรอยู่ได้ตลอดไป

พระเจ้าอังครัฐตั้งจิตขอพบพระอรหันต์

ในพระพุทธทำนายซึ่งปรากฏในตำนานบางแห่งได้เล่าไว้ว่า

พระเจ้าอังครัฐ เจ้าเมืองอังครัฐ ซึ่งเป็นเมืองที่ประดิษฐาน พระธาตุจอมทอง อยู่ในขณะนี้ ได้ทรงตั้งจิตอธิษฐานขอให้พระองค์ได้พบพระอรหันต์ ขอให้พระอรหันต์เสด็จมาโปรด

พระพุทธองค์ทรงทราบวาระจิตของพระเจ้าอังครัฐ จึงทรงส่งพระโมคคัลลาน์ พร้อมด้วยพระเถระรวม ๔ รูป เดินทางมาเผยแพร่พระพุทธศาสนาที่เมืองอังครัฐก่อน

ศาสนาจะอยู่ในเมืองไทยครบ ๕,๐๐๐ ปี

ส่วนพระองค์ได้เสด็จมาภายหลัง เมื่อเสด็จมาถึงเมืองนั้น ได้ทรงพยากรณ์เกี่ยวกับความเป็นไปในอนาคตของพระพุทธศาสนาไว้ว่า “พระพุทธศาสนาจะเจริญรุ่งเรืองตั้งมั่นอยู่ในท้องถิ่นนี้ถึง ๕,๐๐๐ ปี”

เมื่อพระพุทธศาสนายังตั้งมั่นอยู่ได้ในผืนแผ่นดินไทยตามพระพุทธทำนาย ก็หมายความว่าเมืองไทยจะต้องไม่ตกเป็นทาสของใครๆ เพราะความมั่นคงของชาติและพระพุทธศาสนาเป็นของคู่กันมาแต่บรรพกาล เมืองไทยจะไม่ตกเป็นทาสของใคร

จากคำพยากรณ์ของพระพุทธโฆษาจารย์ก็ดี คำบอกเล่าของพระเถระผู้ได้ฌานสมาบัติก็ดี และจากพระพุทธทำนายก็ดี เป็นหลักชี้ชัดให้เรามั่นใจได้ว่า

“เมืองไทยเรานี้จะต้องเป็นปึกแผ่นมั่นคงตลอดไป ไม่ตกเป็นทาสของใครๆ พวกนอกศาสนาจะไม่สามารถย่ำยีเมืองไทยได้

แต่ข้อสำคัญนั้น เราทุกคนอย่าประมาท ต้องรักกัน สามัคคีกันไว้ ไม่แตกแยกกันและไม่ลุ่มหลงไปกับคำยุแหย่ของบุคคลผู้มุ่งร้ายต่อชาติบ้านเมือง”

ดวงทหารคู่กับดวงเมือง

ขอให้ทหารทุกคนจงสำนึกตนเองว่า เราต้องมีความสามัคคี-เด็ดเดี่ยว-ไม่ประมาท-กล้าหาญ-และพร้อมที่จะยอมตายเพื่อชาติบ้านเมืองและพระบวรพุทธศาสนา เมื่อถึงคราวจำเป็น

เพราะบ้านเมืองจะอยู่รอดปลอดภัยก็เพราะทหารเท่านั้น ทั้งนี้เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑. เมื่อพระองค์จะเริ่มสร้างเมืองหลวงใหม่ ได้ทรงผูกดวงเมืองและวางลัคนาดวงเมืองไว้ให้คู่กับดวงทหาร โดยให้ทหารเป็นผู้ปกป้องคุ้มครองบ้านเมือง บ้านเมืองจึงจะอยู่รอด

ที่พูดนี้มิใช่จะมายุยงให้ท่านทั้งหลายกระด้างกระเดื่อง ทำการปฏิวัติรัฐประหารยึดอำนาจจากใครๆ เพียงแต่...ขอให้เราทุกคนช่วยกันควบคุมสถานการณ์ไว้ให้บ้านเมืองสงบสุขเท่านี้ก็ได้ชื่อว่าทหารควบคุมรักษาเมืองแล้ว

ดวงชะตาของทหารนั้น เข้าเกณฑ์ "ราชาโชค" ตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๑๘ แล้ว และจะโคจรเข้าควบคู่กับดวงเมืองตั้งแต่ เดือนมกราคม ๒๕๑๙ เป็นต้นไป ซึ่งจะมีอิทธิพลให้ประเทศชาติบ้านเมืองค่อยคลี่คลายไปในทางดีขึ้น ขณะนี้บ้านเมืองของเราอยู่ในสภาพป่วยไข้ จำเป็นจะต้องได้รับการเยียวยารักษาหรืออาจจะต้องถึงกับผ่าตัดบ้าง อาการของบ้านเมืองจึงจะดีขึ้น

เมืองไทยมีขุมทรัพย์มหาศาล

สภาพการณ์ของบ้านเมืองจะคลี่คลายไปในทางดี เริ่มแต่ปี พ.ศ. ๒๕๑๙ เป็นต้นไป และตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๐ ประเทศชาติและประชาชนจะเริ่มพบกับความสุขสบายขึ้นบ้าง แต่ก็ยังไม่มากนัก แต่จะปรากฏเด่นชัดว่าประเทศชาติและประชาชนจะร่ำรวยขึ้น มีความสุขสมบูรณ์ขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๒๔ เป็นต้นไป

เพราะเรามีทรัพยากรมากมายมหาศาลล้วนแต่เป็นของมีค่าทั้งสิ้น อาทิเช่น น้ำมัน แร่ทองคำ แร่ยูเรเนียม วัตถุธาตุต่างๆ เหล่านี้มีอยู่พร้อมในเมืองไทย และเราก็ได้พบแล้ว แต่เรายังไม่สามารถจะนำเอาออกมาใช้ได้ เพราะเรามีขีดความสามารถอันจำกัด

ทรัพยากรน้ำมันในประเทศไทย

อย่าง น้ำมัน ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นและมีค่าที่สุดของคนทั้งโลกนั้น ในเมืองไทยเรามีมากมาย น้ำมันที่ใช้อยู่ในโลกขณะนี้มีไม่ถึงหนึ่งในสามที่มีในเมืองไทยเรา

ที่อาตมาพูดเช่นนี้มิได้กล่าวเกินความจริง แต่เป็นการกล่าวที่เกิดจากประสบการณ์ที่พอเชื่อถือได้ กล่าวคือ

เมื่อต้นปี พ.ศ.๒๕๑๗ อาตมาพร้อมด้วย พล.อ.ต.มรว. เสริม สุขสวัสดิ์ เจ้ากรมการสื่อสารทหารอากาศ ได้เดินทางไปยังจังหวัดชุมพร พักอยู่ ณ บ้านพักหลังหนึ่ง หลังจากคุยกันประมาณห้าทุ่มเศษก็เข้านอน

พอไฟดับลงเท่านั้น ก็มองเห็นภาพคนดำใหญ่เดินเข้ามาในห้องโดยไม่เปิดประตู เขาเดินเข้าเดินออกโดยไม่ต้องเปิดประตู
จึงถามเขาไปว่า อยู่ที่ไหน
เขาบอกว่า อยู่ในห้องนี้แหละ
แล้วก็คุยกันด้วยเรื่องต่างๆ เจ้าเทวดาดำใหญ่ได้เล่าให้ฟังว่า

“เมืองไทยเรานี้มีน้ำมันมากมายมหาศาลเป็นลำธารกว้างขนาด ๑ กิโลเมตร และยาวหลายร้อยกิโลเมตร ไหลผ่านประเทศไทยไปลงทะเล

เมื่อใดที่ผู้บริหารดีทรัพยากรจะปรากฏขึ้น


เขาบอกว่า
น้ำมันนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะขุดนำมาใช้เพราะฝ่ายบริหารยังไม่ดีพอ หากปรากฏขึ้นในขณะนี้ พวกทุจริตก็จะงุบงิบเอาไปเป็นผลประโยชน์ส่วนตนหมด

เมื่อใดผู้บริหารประเทศมีมือสะอาดซื่อสัตย์สุจริต เห็นแก่ประโยชน์ของชาติเป็นสำคัญ ขุมทรัพย์มหาศาลในเมืองไทย เช่น บ่อน้ำมัน ก็จะค่อยผุดขึ้นมาให้เห็นเรื่อยๆ ไป ซึ่งจะนำผลรายได้อันมหาศาลมาให้เมืองไทย ทำให้เมืองไทยกลายเป็นเศรษฐีมีชื่อเสียงระบือไปทั่วโลก และจะได้เป็นมหาอำนาจประเทศหนึ่งในเอเชีย”

ไปพิสูจน์สถานที่มีน้ำมันอยู่

เจ้าเทวดาดำใหญ่ให้หลักฐานยืนยันคำพูดของตนว่า หากอยากข้อเท็จจริงเกี่ยวกับน้ำมัน ให้ไป ดูบ่อน้ำมันที่เมืองมะริด ในเขตพม่า ซึ่งเป็นบ่อน้ำมันสายเดียวกันอยู่ห่างจากผืนแผ่นดินไทยประมาณ ๓๐ กิโลเมตร

ณ. ที่นั้นจะมีหนองน้ำอยู่แห่งหนึ่ง มีน้ำมันลอยฟ่องเต็มไปหมด ถ้าอยากเห็นให้ไปดูด้วยตนเอง

อาตมาอยากพิสูจน์ความจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้ จึงได้เดินทางไปดูสถานที่แห่งนั้น เมื่อต้นปี พ.ศ. ๒๕๑๘ นี้เอง ปรากฏว่าเป็นความจริงทุกอย่าง

บริเวณนั้นมีหนองน้ำซึ่งมีน้ำมันลอยเต็มไปหมด ชาวบ้านนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงได้เป็นอย่างดี จึงมั่นใจได้ว่าเทวดาดำองค์นั้นไม่โกหก เมืองไทยเรามีน้ำมันแน่ๆ

ต่อเมื่อใดผู้บริหารใจซื่อมือสะอาดมาบริหารชาติบ้านเมือง ทรัพยากรเหล่านี้ก็จะปรากฏให้เห็น และนำมาใช้ให้บ้านเมืองเรามีความอุดมสมบูรณ์ดังกล่าวแล้ว

ธงมหาพิชัยสงคราม

สำหรับ ผ้ายันต์ธงมหาพิชัยสงคราม ที่นำมาแจกจ่ายครั้งนี้ ได้ทำขึ้นครั้งแรก ๑๐๐,๐๐๐ ผืน นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ๙๐,๐๐๐ ผืน มีเหลือนำมาแจกจ่ายคราวนี้เพียง ๑๐,๐๐๐ ผืน

การทำผ้ายันต์นี้ ก็ทำจากตำราของ หลวงพ่อปาน หลวงพ่อปานเคยทำเพื่อมอบให้เป็นธงนำทัพเข้าตีข้าศึก

ได้ตำราทำยันต์พิชัยสงคราม

ตามตำราบอกว่า ใครอยากเรียนตำรานี้ไปทำต่อ ต้องนำดาบสองเล่มออกไปรำกลางแจ้ง หากเกิดฟ้าผ่าในขณะรำดาบจึงจะเรียนตำรานี้ได้ อาตมาเป็นพระไม่สามารถจะนำดาบออกไปรำได้ แต่ก็อยากเรียนตำรา จึงตั้งจิตอธิษฐานว่า

หากตนมีบุญบารมีที่จะเรียนตำรานี้ได้แล้ว เวลาถือดาบออกพ้นจากชายคาขอให้เกิดฟ้าผ่า

เมื่อตั้งจิตอธิษฐานแล้วก็ถือดาบ ๒ เล่ม ออกนอกชายคา พอพ้นจากชายคาเท่านั้นแหละฟ้าก็ผ่าขึ้น ๒-๓ ครั้ง จึงมั่นใจได้ว่าครูได้อนุญาตให้เรียนตำรานี้ได้แล้ว จึงได้เรียนตำรามาทำผ้ายันต์มหาพิชัยสงครามขึ้น

มีพระเถระทางเหนือช่วยปลุกเสกด้วย

และเมื่อทำด้วยตัวเองแล้ว ก็ได้อาราธนาพระเถระผู้ทรงวิทยาคมในภาคเหนือหลายรูปมาช่วยปลุกเสกให้เมื่อเดือนสิงหาคม จึงได้นำออกแจกจ่ายแก่ทหารทางภาคเหนือ ปรากฏว่าได้ผลดี

มีฐานปฏิบัติการบางแห่งที่ทหารรับผ้ายันต์ไปแล้ว ถูกถล่มด้วยปืน ค. และจรวดฐานแหลกหมด แต่ทหารในฐานปลอดภัยทุกคน ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ อย่างไรก็ตาม คนเราเมื่อถึงกำหนดจะต้องอสัญกรรมแล้วก็หนีความตายไม่พ้น แม้แต่ผู้บรรยายหรือผู้ทำผ้ายันต์นี้ก็ต้องตาย

อานุภาพของผ้ายันต์

ผ้ายันต์นี้จะช่วยได้ก็เพียงแต่ว่า หากเรามีเคราะห์กรรมจากอดีต เช่น เคยทำปาณาติบาต แรงอุปฆาตกรรม จะมาตัดรอนชีวิตเราให้หมดไปในเวลาอันไม่สมควร หากเรามีเคราะห์ถึงฆาตอย่างนี้ ผ้ายันต์จะช่วยให้เคราะห์เบาบางลง เพียงแค่ให้เราบาดเจ็บไม่ถึงตาย

หากเคราะห์เราไม่ถึงฆาต เพียงแต่มีเคราะห์จะได้รับบาดเจ็บ ยันต์นี้จะช่วยไม่ให้เราบาดเจ็บเลย แม้แต่ถูกปืนหรือสะเก็ดระเบิดก็จะไม่ทำให้เราเสียเลือดแม้แต่หยดเดียว ลูกปืนที่มากระทบเราจะมีค่าเท่ากับแมลงตัวหนึ่งบินมาปะทะเท่านั้น

ขอให้ทุกท่านถือว่า ยันต์ธงมหาพิชัยสงคราม เป็นสิ่งสำคัญที่สุด สำคัญกว่า "เหรียญเอกราช" ที่ได้รับแจกไป

ถ้านำไปใช้ในทางที่ผิดจะไม่มีผล

และทั้งธงและเหรียญจะไม่มีผลในทางป้องกันตัวเลย หากเรานำไปใช้ในทางที่ผิดคิดมิชอบ หรือยิ่งคนที่คิดคดทรยศต่อชาติบ้านเมืองด้วยแล้ว อาตมาอยากให้เขามารับโดยเร็ว เพราะเหรียญและธงจะช่วยสนับสนุนให้เขาประสบความวิบัติเร็วเข้า

มีอยู่รายหนึ่งมาขอผ้ายันต์จากอาตมา อาตมาไม่ให้เพราะเกรงว่าเขาจะนำไปใช้ในทางที่ผิด จะทำให้ชีวิตเขาสั้นเข้า

แต่เขารับรองตนเองเช่นนั้น อาตมาก็มอบให้ไป และได้ทราบต่อมาภายหลังว่า เขานำผ้ายันต์ไปใช้ในทางที่ผิดตามที่อาตมาคาดการณ์ไว้ ผลที่สุดเขาก็ถูกยิงตาย

สุดท้ายนี้ ขอตั้งจิตอธิษฐาน ด้วยอำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย จงดลบันดาลให้ทหารทุกคน จงมีความสุขความเจริญและปลอดภัย ชนะข้าศึกตลอดกาล..สวัสดี.

ที่มา : http://www.watthasung.com

จาก thaifreenews

Tuesday, October 21, 2008

พรรคทาร์ซานและคำขู่

บอกตรง ๆ ไม่อยากข้องแวะกับพรรคประชาธิปัตย์ กลัวน่ะ ไม่มีอะไร แต่เห็นบทบาทของพรรคที่ได้ชื่อว่า สถาบันหลักทางการเมืองแล้ว อนาถใจจริง ๆ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นำทีมบอยคอต ไม่เข้าประชุมวันอภิปรายงบประมาณ 7 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันที่มีการสลายม็อบ

ทั้งเป็นหน้าที่ฝ่ายค้านที่ต้องตรวจสอบการใช้งบประมาณรัฐบาล

อภิสิทธิ์อ้างว่า ไม่อาจเดินข้ามกองเลือดได้ แถมโหนกระแสถล่มตำรวจยับว่า เป็นฆาตกรฆ่าประชาชน แต่จงใจไม่พูดถึงการกระทำที่ผิดกฎ หมาย ยึดทำเนียบ และยังจะยึดสภา จนแทบไม่ต่างจากบ้านป่าเมืองเถื่อน

อภิสิทธิ์คงลืมไป พฤษภาทมิฬ 35 พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ซึ่งบัดนี้ได้เปลี่ยนอุดมการณ์ไปจนไม่เหลือคราบคนเดิม เป็นแกนนำพาคนไปตาย รักษาหลักการ นายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง

นอกจากจำลอง ก็มี เรืออากาศตรี ฉลาด วรฉัตร วีรบุรุษประชาธิปไตยตัวจริง เสียงจริงตลอดกาล ที่ร่วมขับไล่รัฐบาล “สุจินดา” แต่ขอโทษเถอะ ไม่มีคนของ ปชป. ร่วมต่อสู้ แม้แต่คนเดียว หนำซ้ำ หลังสถานการณ์สงบลงด้วยพระบารมี มีเลือกตั้งใหม่ ปชป. ของอภิสิทธิ์นี่แหละ

ติดป้ายทั่วกรุง ไม่เอาอนาธิปไตย (กรณี ชุมนุม จำลองพาคนไปตาย) ขณะที่ขึ้นป้ายตัวเบ้อเร่อ ปชป. ยึดมั่นระบบรัฐสภา แล้วก็ได้เป็นรัฐบาล ท่ามกลางเลือดเนื้อและซากศพของวีรชน ไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยคน ???

ย้อนกลับไป ก็พรรคนี้แหละ บอยคอตการเลือกตั้งใหญ่ เมื่อ ปี 48 ทั้งที่เป็นหน้าที่ของพรรคการเมืองที่ต้องส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง แล้วก็เกิดปฏิวัติ 19 ก.ย. 49 อภิสิทธิ์ อีกแหละ ขอนายกฯ พระราชทานตาม ม.7

ล่าสุด อภิสิทธิ์ ยังนำทีม บอยคอต ไม่ประชุม 4 ฝ่าย รัฐบาล ฝ่ายค้าน สภาผู้แทน วุฒิสภา เพื่อแก้วิกฤติประเทศ แก้รัฐธรรมนูญมาตรา 291 เปิดทางให้มี ส.ส.ร. 3 แก้ไขรัฐธรรมนูญปิศาจคาบไปป์

รู้ทั้งรู้ รัฐธรรมนูญ 2550 เป็นผลพวงของเผด็จการ มีเจตนารมณ์ ทำลายพรรคการเมือง นักการเมือง และระบบประชาธิปไตย สุด ๆ แต่ตัวเองถูกกันให้อยู่ขบวนการสืบทอดอำนาจ คมช. ต่อ เลยต้านสุดฤทธิ์

นี่คือบทบาทของพรรคที่ได้ชื่อว่า เป็นเสาหลักการเมืองไทย ก็เพราะอย่างนี้แหละ ต่อให้พลังประชาชนจะถูกยุบอีกกี่ครั้ง เรตติ้งประชาธิปัตย์จึงไม่ขึ้น จนต้องหา “ตัวช่วย” เล่นนอกระบบอยู่ร่ำไป

อุตส่าห์ออกมาตอบโต้เผ็ดร้อน ตอน อ.โกร่ง ดร.วีรพงษ์ รามางกูร เขียนบทความ ลือลั่นสนั่นเมือง วิจารณ์ว่า ปชป. ดีแต่ทำตัวเป็น ทาร์ซาน เที่ยวโหนเผด็จการเพื่อเป็นใหญ่ แต่ผิดเสียที่ไหนเล่า

ล่าสุด 4 เหล่าทัพในเครื่องแบบเต็มยศ ปฏิวัติหน้าจอ ผบ.ทบ. พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ขู่ฟ่อ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ “เป็นผมลาออกไปแล้ว จะอยู่ทำไม บ้านเมืองเสียหาย” ไล่กันตรง ๆ นั่นแหละ แต่ จงใจไม่พูดถึงการกระทำที่เย้ยกฎหมายบ้านเมือง ยึดทำเนียบ บุกเอ็นบีที ปลุกระดมสร้างความแตกแยก ยึดสภา ของฝ่ายพันธมิตรฯ

ขณะที่ตำรวจที่รักษากฎ หมาย กลายเป็นฆาตกร ใช่ น่าเสียใจที่มีคนล้มตาย และบาดเจ็บมากกรณี 7 ตุลา แต่เมื่อฝ่าย นปช. ถูกรุมทำร้ายอย่างเหี้ยมโหดจนตาย และบาดเจ็บอีกไม่น้อย กรณี 2 กันยา ทหารกลับเย็นชามาก นี่คือความไม่เป็นธรรม

เมื่อรัฐบาลนี้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ถ้าจะไปก็ควรไปเพราะเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนไม่ต้องการแล้ว ไม่ควรไปเพราะพวกอนาธิปไตย หรือแม่ทัพนายกอง ที่ออกมาขู่ ถูกต้องแล้ว ที่ นายกฯ ยืนยันไม่ออก จนกว่าผลสอบ คกก. อิสระ จะมีบทสรุปว่า ใครผิดในเหตุการณ์ 7 ต.ค.

เพราะถ้านายกรัฐมนตรียังยอมอ่อนข้ออีก ก็ไม่ควรเป็นผู้บริหารประเทศเช่นกัน.


ดาวประกายพรึก


'ณัฐวุฒิ'ไม่เชื่อ'สมชาย'ดอดเจรจา'อนุพงษ์'

'ณัฐวุฒิ' ปฎิเสธไม่รู้เรื่องนายกฯ ดอดเจรจาต่อรอง 'อนุพงษ์' ลั่นขออยู่ทำงาน-รอตั้ง ส.ส.ร.3 อีก 2 เดือนแล้วค่อยลาออกหรือยุบสภา

วันนี้ (19 ต.ค.) นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ยังไม่รู้เรื่องกรณี นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี จะเดินทางเข้าพบ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เพื่อเจรจาต่อรองขอทำงานอีก 2 เดือน เพื่อจัดงานพระราชพิธีพระราชทานเพลิงพระศพสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และตั้ง ส.ส.ร. 3 เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ แล้วค่อยยุบสภา หรือ ลาออกนั้น นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า โดยส่วนตัวแล้วไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น เพราะเป็นเพียงรายงานข่าว แต่ไม่ปรากฏข้อมูลชัดเจน ซึ่งตนก็ยังไม่ได้มีการพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีในเรื่องนี้

นอกจากนี้ โฆษกประจำสำนักนายกฯ ยังกล่าวถึงกรณีที่รถของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกทุบที่ประเทศอังกฤษ ว่า ตนยังไม่ทราบเรื่องดังกล่าว พร้อมยืนยันยังไม่ได้มีการสอบถามจาก พ.ต.ท.ทักษิณ



สสร.3ลงตัว120คน-เดินหน้ายกร่างแก้ม.291


มติการประชุม 4 ฝ่าย เห็นชอบรูปแบบการตั้ง สสร.3 ให้มีจำนวน 120 คน จากตัวแทนจังหวัด-นักวิชาการทั้งนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และตัวแทนอาชีพ คาดสัปดาห์หน้ายกร่างมาตรา 291 เสร็จสมบูรณ์ มั่นใจประเทศชาติประชาชนได้รับประโยชน์แน่นอน

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม ที่ผ่านมา ที่รัฐสภาได้มีการทำบุญร่วมกันเพื่อความเป็นสิริมงคล และมีการประชุมร่วม 4 ฝ่าย ที่ห้องรับรอง 1 อาคารรัฐสภาโดยมี นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี พร้อมตัวแทนพรรคการเมือง ประกอบด้วย นายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช นางอนงค์วรรณ เทพสุทิน หัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย นายไชยยศ จิรเมธากร ตัวแทนพรรคเพื่อแผ่นดิน นายนิกร จำนง ตัวแทนพรรคชาติไทย นายประเสริฐ เจริญไทยสุข ตัวแทนพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา เข้าร่วมหารือ

ส่วน นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ได้ขอลา โดยมอบหมายให้ นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภา เข้าร่วมประชุมแทน โดยไม่มี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เข้าร่วมประชุมแต่อย่างใด

ภายหลังการประชุม นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 โดย แถลงมติจากการประชุม 4 ฝ่ายว่า ที่ประชุมมีมติเอกฉันท์เห็นชอบกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ในรูปแบบที่ 1 ที่ตนทำการเสอไว้ โดยมี สสร. ทั้งสิ้น 120 คน มาจาก 76 จังหวัด 76 คน มาจากผู้เชี่ยวชาญทางด้านนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ และกฎหมายมหาชน ฝ่ายละ 8 คน รวมเป็น 24 คน และจากกลุ่มวิชาชีพต่างๆ 20 คน โดยรายละเอียดทั้งหมดจะอยู่ในประกาศของรัฐสภา ทั้งนี้ทุกฝ่ายจะมาจากการเลือกตั้งทางอ้อม โดยมอบหมายหน้าที่ให้ทางจังหวัดเป็นผู้ดำเนินการเลือกตั้ง เหมือนกับการสรรหา สสร. ปี 2540

ทั้งนี้ ร่างแก้ไขมาตรา 291 นั้นจะมีการยกร่างเสร็จสมบูรณ์อย่างเร็วที่สุดในสัปดาห์หน้า จากนั้นจะมีการนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา หากที่ประชุมมีมติเห็นชอบ จึงจะเข้าสู่กระบวนการจัดตั้ง สสร.3 ภายในระยะเวลา 60–90 วัน และจะใช้ระยะเวลาในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ภายใน 240 วัน จากนั้นจะมีการนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาอีกครั้ง หากที่ประชุมมีมติเห็นชอบก็จะมีการนำขึ้นทูลเกล้าฯ หากไม่เห็นชอบก็จะมีการทำประชามติ

อย่างไรก็ตาม นายสุขุมพงศ์ไม่เชื่อว่าการตั้ง สสร.3 เป็นการสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาล และเป็นการยืดเวลาในการบริหารประเทศ เพราะผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ในเรื่องนี้คือ ประเทศชาติ และไม่กังวลว่าจะมีการแทรกแซงการเมืองในกระบวนการจัดตั้ง พร้อมกับไม่กังวลว่าการตั้ง สสร. 3 จะเป็นการสร้างเงื่อนไขให้กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยชุมนุม เพราะถือว่าเป็นสิทธิที่สามารถกระทำได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนจะเริ่มประชุม นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภา ได้ขอเข้าพบนายสมชายเป็นการส่วนตัว ใช้เวลา 5 นาที จากนั้นนายประสพสุขเผยถึงสาเหตุที่ไม่ร่วมประชุม 4 ฝ่ายว่า ได้แจ้งต่อนายชัยแล้วว่าขอลาประชุม ซึ่งการไม่เข้าร่วมครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากแรงกดดันจากกลุ่ม 40 สมาชิกวุฒิสภา ที่เรียกร้องไม่ให้ประธานวุฒิสภาเข้าร่วมประชุม แต่เป็นการตัดสินใจส่วนตัว ไม่ได้เป็นเกมเพื่อล้มกระดาน เพราะถึงอย่างไรแนวทางการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร.3 คงถูกเสนอเข้าที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรแน่นอน

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กล่าวภายหลังเข้าร่วมประชุม 4 ฝ่าย 6 พรรคการเมืองว่า แม้ประธานวุฒิสภาจะไม่สามารถเข้าร่วมการประชุมวันนี้ได้ก็ไม่มีปัญหา และไม่รู้สึกหนักใจ เพราะได้ส่ง นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานวุฒิสภา เป็นตัวแทนเข้าร่วมการประชุมแล้ว พร้อมยืนยันเดินหน้าตั้ง สสร. เพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป


กลุ่มพลังกู้ชาติและองค์กรชาวพุทธฯ

ผศ.เสถียร วิพรมหา ผู้ประสานงานองค์กรชาวพุทธแห่งประเทศไทย เผยกับผู้สื่อข่าวว่า จากการที่เกิดความแตกแยกในสังคมไทย แบ่งเป็นกลุ่มถือข้างอย่างชัดเจน แตกความสามัคคีอย่างรุนแรง พร้อมที่จะเผชิญหน้าทำลายล้างกัน แบบไม่เคยมีมาก่อน ในประวัติศาสตร์ชาติไทย แม้องค์กรของภาครัฐและเอกชน พยายามเสนอแนวคิดเพื่อความสมานสามัคคี แต่ยังไม่ได้รับการตอบรับมากนัก

“ดังนั้น กลุ่มพลังกู้วิกฤติชาติ (กพช.) และองค์กรชาวพุทธแห่งประเทศไทย จึงมีความคิดที่จะสมานสามัคคีด้วยการจัดพิธีเจริญพระพุทธมนต์ เจริญจิตภาวนา ประกอบคุณงามความดีเป็นมหากุศลอันยิ่งใหญ่ เพื่อลดความบาดหมาง ลดทิฐิ หันหน้าเข้าหากัน โดยนิมนต์พระสงฆ์ จำนวน 10,000 รูป จากทั่วประเทศมาเจริญพระพุทธมนต์ กู้วิกฤติชาติ ในวันพุธที่ 22 ตุลาคม พ.ศ.2551 ณ บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ตั้งแต่เวลา 13.00 น.เป็นต้นไป ขอเชิญพี่น้องชาวไทยเข้าร่วมพิธีนี้โดยพร้อมเพรียงกัน กรุณาแต่งกายชุดขาวล้วน อันแสดงถึงพลังบริสุทธ์ที่จะก่อให้เกิดความสามัคคีของคนในชาติ” ผศ.เสถียร วิพรมหา กล่าวในที่สุด



ด่าลั่นเว็บสินค้าหนุนม็อบ‘ดีแทค’รับหากินกับASTV

โพสต์ข้อความด่ากันกระหึ่มเว็บไซต์ บรรดาสินค้าที่ให้การสนับสนุนม็อบพันธมิตรฯ ชุมนุมทำลายชาติบ้านเมือง พร้อมเรียกร้องให้ร่วมกันต่อต้านสินค้าที่อยู่เบื้องหลังม็อบชั่ว ขณะที่ทั้ง “สหพัฒน์-เซเว่น อีเลฟเว่น” ที่ถูกกล่าวหาออกมาแก้ตัวกันจ้าละหวั่น ด้าน “ดีแทค” ยอมรับทำมาหากินขายข่าวกับ ASTV จริง แถมเป็นการเก็บค่าบริการที่มีเจตนาชัดในการสนับสนุนทีวีถ่อย เครื่องมือปลุกระดมให้คนในบ้านเมืองแตกแยก

กระแสการเมืองเลือกข้างระหว่างฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และรัฐบาล ได้เริ่มเห็นชัดมากขึ้น จากกลุ่มบุคคล กระทั่งล่าสุดกลุ่มสินค้าบริการ-บริโภคได้ถูกดึงมาเป็นกระแสเลือกข้างเช่นกัน โดยเห็นได้ชัดในเว็บไซต์ดังๆ หลายแห่ง อาทิ พันทิปดอทคอม เอ็มไทยดอทคอม สนุกดอทคอม เป็นต้น ซึ่งได้มีการระบุสินค้าบริการที่ให้การสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ หลายรายการ พร้อมกับกระทู้ต่อต้านรณรงค์ไม่ซื้อสินค้าดังกล่าว อาทิ ซีพี ดีแทค ทรู สหพัฒน์ เซเว่น อีเลฟเว่น ฯลฯ

ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีกลุ่มคนที่อ้างว่าเป็นฝ่ายสนับสนุนรัฐบาล ได้แชร์รายชื่อธุรกิจที่เป็นแนวร่วมพันธมิตรฯ โดยการโพสต์ต่อๆ กันไปในเว็บไซต์ เพื่อบอยคอตไม่ให้ใช้สินค้าที่ถูกอ้างอิงว่าเป็นผู้สนับสนุนการชุมนุมของฝ่ายพันธมิตรฯ และยิ่งเป็นการซ้ำเติมประเทศไทย และในส่วนภาคธุรกิจแบงก์พาณิชย์ที่ถูกอ้างในลักษณะดังกล่าว ยังมีการรณรงค์ให้ถอนเงินจากแบงก์นั้นๆ ด้วย

ขณะที่ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด กลับถูกกลุ่มที่อ้างว่าสนับสนุนรัฐบาลโจมตีว่าเลือกข้าง หลังปฏิเสธขายประกันอิสรภาพให้กับกลุ่มนักรบศรีวิชัยของกลุ่มพันธมิตรฯ ที่บุกเข้ายึดสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีในช่วงที่ผ่านมา

ด้าน นายปกรณ์ พรรณเชษฐ์ ผู้อำนวยการอาวุโสกลุ่มบริการเสริม บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือดีแทค กล่าวยอมรับว่า ได้ร่วมมือกับสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี นิวส์ 1 ให้บริการข่าวบนโทรศัพท์เคลื่อนที่จริง แต่การให้บริการข่าวนั้นบริษัทไม่ได้จำกัดว่าเป็นสำนักข่าวใด ซึ่งเปิดกว้างเป็นพันธมิตรกับทุกราย โดยที่ผ่านมาก็ร่วมมือกับสำนักข่าวแทบทุกแห่งที่ให้บริการส่งข่าวผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ ปัจจุบันบริษัทมีลูกค้าที่ใช้บริการคอนเทนต์ข่าวบนโทรศัพท์เคลื่อนที่รวมทั้งหมดประมาณ 1.2-1.3 ล้านราย

ก่อนหน้านี้ได้มีการยืนยันจาก น.ส.อัญชลี ไพรีรัก พิธีกรรายการข่าวยามเช้า ของสถานีโทรทัศน์เอเอสทีวี นิวส์ 1 ขณะปราศรัยบนเวทีพันธมิตรฯ ที่ทำเนียบรัฐบาลว่า ขณะนี้ทรูมูฟได้เข้าร่วมกับเอเอสทีวี นิวส์ 1 ในการส่งข่าวผ่านข้อความสั้น หรือเอสเอ็มเอส (SMS) ด้วยการพิมพ์ K ส่งมาที่ 4321000 คิดค่าบริการเดือนละ 200 บาท ซึ่งจะนำรายได้ดังกล่าวมาเป็นส่วนหนึ่งในการบริจาคให้กับสถานี จากเดิมที่ก่อนหน้านี้มีดีแทคเพียงรายเดียวที่ให้บริการ

การให้บริการส่งข่าวของเอเอสทีวีผ่านเอสเอ็มเอสนั้น เอเอสทีวีจะได้เงินจากผู้ใช้เดือนละ 180 บาท ส่วนอีก 20 บาท จะเป็นส่วนแบ่งรายได้ของบริษัทผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่

นายกฤตวิทย์ ศรีพสุธา รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท วิริยะประกันภัย จำกัด กล่าวว่า บริษัทเป็นกลาง ไม่ได้อยู่ข้างหนึ่งข้างใด และพิจารณาการให้ความคุ้มครองโดยยึดตามหลักการ ซึ่งบริษัทจะรับประกันตามความเสี่ยงภัยและแนวทางของกระบวนการยุติธรรม ส่วนตัวไม่ได้เป็นฝ่ายพันธมิตรฯ (พธม.) หรือ นปช. แต่เหตุที่ต้องปฏิเสธการขายในตอนแรกเพราะยังไม่เคยทราบรายละเอียดประวัติของผู้เอาประกันภัย ทำให้ไม่สามารถพิจารณาความเสี่ยงและดำเนินการรับประกันได้ ประกอบกับมีการติดต่อขอซื้อประกันอิสรภาพทั้งหมด 82 คน ซึ่งบริษัทไม่ได้รับแบบเหมาเคลม

"ขณะนี้สังคมแบ่งเป็น 2 ฝ่าย ดึงบริษัทให้เข้าไปอยู่ในกระแสทางการเมือง แต่ในความเป็นจริงแล้วธุรกิจประกันไม่ได้ถูกปิดล็อกให้เลือกข้าง ไม่ควรเอาประเด็นการเมืองมาพูดจนน่าห่วง อย่างไรก็ดี เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อธุรกิจทั้งความเข้าใจผิดและภาพลักษณ์"

ขณะที่แหล่งข่าวจาก บริษัท สินมั่นคงประกันภัย จำกัด ระบุโดยอ้างนโยบายจากผู้บริหารระดับสูงว่า หากเป็นไปได้ไม่ให้มีการรับประกันอิสรภาพ เพราะนอกจากจะมีประเด็นของผู้ต้องหาในแง่ของความเสี่ยงภัยสูงแล้ว ยังอาจมีส่วนเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการถูกกล่าวหาในประเด็นการเมือง ซึ่งบริษัทต้องการความชัดเจนในความเป็นกลาง

เช่นเดียวกับแหล่งข่าวจาก บริษัท เทเวศประกันภัย จำกัด กล่าวว่า ที่ผ่านมาบริษัทขายประกันอิสรภาพน้อยมาก และขณะนี้ยิ่งระมัดระวังมากขึ้นในการรับประกันที่เกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมือง เพราะอาจจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดระหว่างกลุ่มคน ส่งผลไม่ดีต่อภาพลักษณ์บริษัทซึ่งเป็นบริษัทในเครือของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ที่ต้องวางตัวเป็นกลาง

นายสุวิทย์ กิ่งแก้ว รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บมจ. ซีพี ออลล์ ผู้บริหารร้านสะดวกซื้อ เซเว่น-อีเลฟเว่น เปิดเผยว่า นโยบายของบริษัทจะไม่นำเรื่องของการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยยืนยันว่าจะเป็นกลางทางการเมือง ไม่เข้าร่วมหรือสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ดังนั้นการที่มีกระแสข่าวว่าเซเว่น อีเลฟเว่นให้การสนับสนุนฝ่ายพันธมิตรฯ นั้นคงไม่เป็นความจริง

แต่ด้วยปัจจัยที่เซเว่น อีเลฟเว่น เองเป็นร้านสะดวกซื้อ เปิดให้บริการอยู่ตามจุดต่างๆ การที่ผู้สนับสนุนม็อบพันธมิตรฯ จะเข้าไปใช้บริการ ซื้อสินค้าและนำไปสนับสนุนม็อบก็อาจเกิดขึ้นได้ ทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน

นายประพจน์ นันทวัฒน์ศิริ กรรมการผู้จัดการฝ่ายขาย บมจ. สหพัฒนพิบูล กล่าวว่า ทางบริษัทไม่ได้สนับสนุนผลิตภัณฑ์ให้กับกลุ่มพันธมิตรฯ แต่อย่างใด เนื่องจากมีนโยบายที่จะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองอยู่แล้ว จึงขอปฏิเสธกระแสข่าวดังกล่าว แม้ว่ายอดขายช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปมาม่า มีอัตราการเติบโตที่สูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ไม่ได้เป็นเพราะกระแสการเมือง หากแต่เป็นผลจากการรุกตลาดอย่างต่อเนื่องของบริษัท

นายอนันต์ บรรเจิดธรรม กรรมการและผู้จัดการทั่วไป ส่วนการตลาด และการขาย บริษัท มิตซูบิชิ อีเล็คทริค กันยงวัฒนา จำกัด กล่าวยืนยันว่า ดำเนินธุรกิจด้วยความเป็นกลาง โดยไม่ได้ให้การสนับสนุนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งดังที่ถูกกล่าวอ้าง และเชื่อว่าเหตุการณ์นี้ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบกับภาพลักษณ์แบรนด์สินค้าแต่อย่างใด



ดึงตร.ต้านปฏิวัติแจ้งจับแล้วป.ป.ช.

* จี้ปูนบำเหน็จทีมปราบม็อบ-ชี้ชัดพธม.จงใจฆ่า
นปช.บุกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ดึงตำรวจเป็นหลักในการต้านปฏิวัติ ย้ำต้องจัดการขั้นเด็ดขาดตามกฎหมายกับผู้ที่ออกมาทำรัฐประหารและรักษาระบอบประชาธิปไตยเอาไว้อย่างเข้มแข็ง โดยยืนยันประชาชนพร้อมจะยืนเคียงข้าง จี้ สตช.ปูนบำเหน็จให้ตำรวจที่เสียสละออกมาจัดการกับกลุ่มคนป่วนบ้านเมืองทั้งเพิ่มเบี้ยเลี้ยง ปรับยศให้เหมาะสม ขณะเดียวกันบุกร้องกองปราบปราม ให้ดำเนินคดีกับ 9 ป.ป.ช. เถื่อน ที่หน้าด้านแอบอ้างทำงานทั้งที่ตัวเองไม่มีอำนาจ ทั้งยังซัดขบวนการพระเก๊ “สันติอโศก” กำลังจับมือพวกทหารเลว จ้องสร้างความรุนแรงให้เกิดขึ้นในบ้านเมือง

* ซัดพระเถื่อน “สันติอโศก” จ้องก่อความรุนแรง
หลังจากพันธมิตรฯ เปิดยุทธการดาวกระจายเคลื่อนไหวไปแจกวีซีดีและหนังสือหมิ่นเกียรติ หมิ่นศักดิ์ศรี ใส่ร้ายตำรวจว่าเป็นผู้ร้าย บริเวณใจกลางเมือง เช่น สีลม เซ็นทรัลเวิลด์ เพื่อบิดเบือน ยุยง สร้างความแตกแยก เผาบ้านเผาเมืองจนทำให้ประชาชนบางส่วนเข้าใจตำรวจผิดนั้น

นปช.จี้ตำรวจจับพันธมิตรฯ
เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม เวลา 10.30 น. กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) นับ 100 คน นำโดย นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข นายชินวัฒน์ หาบุญพาด เดินทางมาชุมนุมบริเวณหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 4 ภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อยื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ผ่าน พ.ต.อ.สุทธินาท สุดยอด รองเลขานุการตำรวจแห่งชาติ เรียกร้องให้เร่งรัด ดำเนินคดีกับแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและผู้ที่เกี่ยวข้อง

หนังสือดังกล่าวระบุว่า ข้อเท็จจริงที่ศาลปกครองได้วินิจฉัยเมื่อวันที่ 9 ตุลาคมว่า การชุมนุมของพันธมิตรฯ แสดงเจตนาไปรัฐสภาเพื่อไม่ให้มีการประชุมรัฐสภาในวันที่ 7 ตุลาคม โดยปิดล้อมประตูทางเข้าทุกด้านเพื่อไม่ให้ ส.ส.และ ส.ว. เข้าออกได้ โดยใช้รั้วลวดหนาม ยางรถยนต์ราดน้ำมันขวางกั้นถนนไว้ การกระทำดังกล่าวจึงมีลักษณะทำให้ผู้อื่นกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกายและเสรีภาพ จนไม่กล้าเข้าออกรัฐสภา อันเป็นการกระทบสิทธิเสรีภาพผู้อื่น

ทั้งนี้ การชุมนุมดังกล่าวจึงไม่ใช่การชุมนุมโดยสงบอันจะได้รับการคุ้มครองตามมาตรา 63 ของรัฐธรรมนูญ อีกทั้งการปิดกั้นดังกล่าวเป็นไปเพื่อไม่ให้คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา จะทำให้คณะรัฐมนตรีเข้าบริหารราชการแผ่นดินไม่ได้ตามาตรา 176 ของรัฐธรรมนูญ เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงมีหน้าที่ที่จะเข้าสลายการชุมนุมเพื่อแก้ไขปัญหาจากการกระทำของผู้ชุมนุมได้

พันธมิตรฯ จงใจฆ่าตำรวจ
หนังสือระบุว่า ความรุนแรงที่เกิดขึ้นจนมีผู้เสียชีวิตและบาดแจ็บจำนวนมากนั้นได้ปรากฏชัดว่า ฝ่ายพันธมิตรฯ ได้เตรียมอาวุธปืน เข้ามายิงใส่เจ้าหน้าที่ตำรวจ ขณะปฏิบัติหน้าที่ รวมทั้งได้ใช้ด้ามธงดัดแปลงเป็นอาวุธทำร้ายตำรวจจนบาดเจ็บสาหัส และยังได้นำเอารถยนต์เชอโรกีบรรทุกวัตถุระเบิดในลักษณะเดียวกันกับคาร์บอมบ์ แต่เกิดการระเบิดขึ้นก่อน ทำให้ พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี หัวหน้าการ์ดของพันธมิตรฯ เสียชีวิตอย่างอนาถ และภายหลังเหตุการณ์วันที่ 7 ตุลาคม ตำรวจสามารถจับกุมการ์ดพันธมิตรฯ ออกรถตระเวนพบมีอาวุธ และกระสุนปืน เป็นประจักษ์ว่า การชุมนุมของพันธมิตรฯ เป็นการชุมนุมของแก๊งอันธพาลและมิจฉาชีพทางการเมือง

“การที่พันธมิตรฯ และสื่อมวลชนในเครือข่าย ยังคงบิดเบือข้อมูล ข่าวสาร ให้ข้อมูลเพียงด้านเดียวในการโจมตีว่าตำรวจใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุ เป็นผู้ทำร้ายประชาชนจึงเป็นการเหยียดหยามทำลายศักดิ์ศรีของตำรวจทั่วประเทศ หากปล่อยไว้เช่นนี้จะนำความเสื่อมเสียตกต่ำมายัง สตช. เป็นการทำลายขวัญกำลังใจของตำรวจ รวมทั้งประชาชนที่ได้รับข้อมูลอาจเกิดความรู้สึกเกลียดชังตำรวจ” หนังสือดังกล่าวระบุ

เร่งประณามพวกป่าเถื่อน
หนังสือดังกล่าวระบุอีกว่า นอกจากนี้การที่ พล.ต.อ.พัชรวาท ได้ไปออกรายการให้สัมภาษณ์สดในรายการข่าว เรื่องเด่นเย็นนี้ ทางช่อง 3 ร่วมกับผู้นำเหล่าทัพเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม ที่ผ่านมา การออกรายการดังกล่าวย่อมส่งผลต่อภาพลักษณ์ของสถาบันตำรวจเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากการให้สัมภาษณ์ของผู้นำเหล่าทัพโดยเฉพาะอย่างยิ่งความเห็นของ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. นำมาสู่กระแสข่าวของการก่อการรัฐประหาร ซึ่งจะให้ประเทศไทยตกต่ำล้าหลัง เสียหายเป็นอย่างยิ่งดังที่เกิดขึ้นมาแล้วในอดีต นปช.จึงขอเรียกร้อง 1.ให้ สตช. เร่งดำเนินการชี้แจงข้อเท็จจริง นำหลักฐานออกตีแผ่ให้สังคมได้รับรู้ถึงพฤติกรรมป่าเถื่อนของพันธมิตรฯพร้อมทั้งรวบรวมหลักฐานเพื่อดำเนินคดีกับแกนนำพันธมิตรฯและผู้เกี่ยวข้องในความผิดต่อกฎหมายอาญาและรัฐธรรมนูญปี 2550

2.สตช. ต้องปกป้องระบอบประชาธิปไตย หากผู้นำเหล่าทัพหรือกลุ่มทหารกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งก่อการรัฐประหารขึ้นมา ให้กำลังตำรวจออกมาทำหน้าที่รักษากฎหมายบ้านเมือง รักษาระบอบประชาธิปไตย ด้วยการเข้าจับกุมดำเนินคดีโดยเฉียบขาดต่อผู้ก่อการรัฐประหาร ในฐานะที่เป็นกบฏซึ่งประชาชนคนไทยทั้งประเทศจะยืนหยัดเคียงข้างในการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจเพื่อประชาธิปไตย 3. สตช.ต้องเพิ่มขวัญกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจในการปฏิบัติหน้าที่รักษาความสงบเรียบร้อย ในการจับกุมผู้กระทำความผิดกฎหมายของพันธมิตรฯ ด้วยการเพิ่มเงินเดือน เบี้ยเลี้ยง เลื่อนขั้นให้เหมาะสม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่ม นปช. ได้มอบพระพุทธรูป จาก จ.สิงห์บุรี ผ้ายันต์ และดอกไม้ เพื่อเป็นกำลังใจให้กับตำรวจ ผ่านรองเลขานุการตำรวจแห่งชาติด้วย พร้อมนำสติ๊กเกอร์ที่มีข้อความว่า "ตำรวจเคียงข้างประชาชนต่อต้านเผด็จการ" ติดไว้ใต้ฐานพระบรมราชานุสาวรีย์ ร.4 ด้วย

ตอก “ปปช.เถื่อน” โคตรหน้าด้าน
จากนั้นเวลา 13.30 น. ที่ กองปราบปราม แกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) พร้อมด้วยกลุ่มผู้สนับสนุนประมาณ 30 คน เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.ไพรินทร์ แจ่มจำรัส พนักงานสอบสวน (สบ3) กก.1 บก.ป.เพื่อร้องทุกข์กล่าวโทษให้ดำเนินคดีกับ นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และพวก รวม 9 คน ในความผิดฐานแสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน โดยตนไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการนั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 145

นายสมยศ กล่าวว่า ขอให้ ป.ป.ช.ยุติการปฏิบัติหน้าที่ พิจารณาสำนวนคำไต่สวน เอกสาร คำวินิจฉัย หรือคำสั่งใด ๆ เนื่องจากมีที่มาโดยมิชอบด้วยกฎหมาย ขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช.ที่จะดำรงตำแหน่งได้นั้นต้องได้รับการโปรดเกล้าฯ เสียก่อน แต่คณะ กรรมการ ป.ป.ช.ชุดนี้ไม่ได้เข้าเฝ้ารับการโปรดเกล้าฯ แต่อย่างใด

ผู้สื่อข่าวถามว่า ทำไมไม่ไปร้องทุกข์ต่อศาล นายสมยศ กล่าวว่า ต้องการกระทำตามขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมโดยร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนเสียก่อน เพื่อให้เจ้าพนักงานได้พิจารณาความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

“คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดนี้มีที่มาไม่ถูกต้อง และที่ผ่านมาก็มีการเลือกปฏิบัติโดยจะเห็นได้จากกรณีที่มีการร้องเรียนพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติของคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ (คตส.) คณะกรรมการ ป.ป.ช.กลับดำเนินการอย่างล่าช้า ขณะที่การร้องทุกข์ของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย กลับมีการตั้งคณะกรรมการไต่สวนอย่างรวดเร็ว” นายสมยศ กล่าว

แฉสันติอโศกสมคบทหาร
นายสมยศ กล่าวอีกว่า วันที่ 21 ตุลาคม เวลาประมาณ 13.00 น. ตนพร้อมด้วย กลุ่ม นปช.ประมาณ 100-200 คน จะเดินทางไปยัง วัดสระเกศ เพื่อเข้าพบ สมเด็จพระพุฒาจารย์ ( เกี่ยว อุปเสโณ ) หรือ"สมเด็จเกี่ยว" เนื่องจาก ทางกลุ่มเห็นว่า ควรให้สถาบันสงฆ์ เข้ามามีส่วนร่วมในการปกป้องประชาธิปไตย เพราะเวลานี้มีกลุ่มคนที่เรียกตนเองว่า "สันติอโศก" สมคบคิดกับทหาร โดยตั้งใจว่า จะให้เกิดความรุนแรง ซึ่งทางกลุ่ม เห็นว่าความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นนั้น จะส่งผลกระทบต่อสถาบันศาสนาด้วย

อย่างไรก็ตาม นายสมยศ กล่าวต่อว่า หากจะมีการระดมคนจากต่างจังหวัดเข้ามา เพื่อปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลนั้น กลุ่ม นปช.จะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย และเรื่องนี้คงต้องไปถาม พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค หรือ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล มากกว่า



‘สล้าง’แฉ!พลร่มฯนับร้อยผสมโรงพันธมาร เปิดแผนยึดทำเนียบ





“สล้าง” แฉแหลก! พลร่มป่าหวายนับร้อย ผสมโรงม็อบถ่อยพันธมาร ตั้งป้อมรบพุ่งรัฐบาลประชาธิปไตย ชำเรา “ขันทีเฒ่า-คนใกล้ชิดรั้ววัง” ไม่จงรักภักดี! ย้ำมือที่มองไม่เห็น “ขายชาติ” เพื่อผลประโยชน์เชิงอำนาจ

พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ กล่าวในรายการจุดชนวนข่าว ทางคลื่นวิทยุ 105 ว่าตำรวจไทยถูกสื่อมวลชนบิดเบือนข้อเท็จจริง การที่พันธมิตรฯยึดสนามบิน สถานีรถไฟ เป็นการก่อการร้ายสากล แต่การยึดทำเนียบรัฐบาลที่ผ่านมานั้นถือว่าเป็นกบฏ และตำรวจต่างประเทศยินดีจะช่วยเรื่องนี้

อย่างไรก็ตาม เรื่องการบุกสภาวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา ไม่ใช่การบุกเพื่อปิดล้อม สื่อบิดเบือน ความจริงเพราะพันธมิตรฯ บุกสภาเพื่อสังหารส.ส.ที่อยู่ในสภา ซึ่งตำรวจถูกสั่งไม่ให้ใช้อาวุธจะมีก็เพียงแก๊สน้ำตา ตำรวจจึงมีความรู้สึกว่าสื่อมวลชนไม่ให้ความเป็นธรรม ให้ใครก็ไม่รู้เอาเท้ามาเหยียบหน้าแล้วขยี้ ตอนนี้ไม่มีคำว่าลูกน้องเก่าลูกน้องใหม่สำหรับตน แต่ตำรวจรวมต้องเป็นหนึ่งเดียว และต้องขอกราบขอบคุณใครก็แล้วแต่ที่ทำให้ตำรวจรักกัน จากที่เมื่อก่อนรักกันไม่เป็น

ส่วนจะไปยึดทำเนียบคืนหรือไม่นั้น พล.ต.อ.สล้าง กล่าวว่า จะไม่ขอเรียกว่ายึด แต่จะไปปิดล้อมข้างนอก เพื่อไม่ให้รถอาหารเข้าไปได้ แค่นั้นพันธมิตรก็ยอมแพ้แล้ว

“ผมบอกได้เลยว่าผมไม่ไว้หน้า ผมทำพินัยกรรมให้ลูกแล้ว ผมเลือกประเทศมากกว่าศีลธรรม ผมไปไหนไม่เคยพกปืน ไม่มีลูกน้องกัน ดังนั้นประเทศต้องมาก่อน เรื่องส่วนตัว”อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ กล่าว

ส่วนกรณี พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี และพล.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี สมัยรัฐบาลรัฐประหาร มีความเกี่ยวเนื่องกับเหรียญพระบิดาฝนหลวง งานพืชสวนโลก จ.เชียงใหม่ อย่างไรนั้น พล.ต.อ.สล้าง กล่าวว่า ต้องการจะบอกว่าในสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเสียสละพระวรกายให้บ้านเมือง แต่คนที่อยู่รอบล้อมพระองค์เป็นคนที่ไม่จงรักภักดี

การไปแจ้งความครั้งนี้ได้ระบุชื่อบุคคลทั้งสองไว้แล้ว โดยส่วนตัวเห็นว่า ใครก็ตามที่ทำความดีต้องสรรเสริญ แต่ถ้าใครทำร้ายบ้านเมือง จะไม่ให้เครดิตกับคนนั้น เมื่อก่อนตำรวจขยับหรือทำอะไรไม่ได้ เพราะตำรวจเกรงใจพล.อ.เปรม แต่ขณะนี้ไม่ใช่ เพราะฉะนั้นไม่มีความเกรงใจแล้ว

เมื่อถามว่าทำไม พล.อ.สุรยุทธ์ ถึงมีส่วนเกี่ยวข้อง พล.อ.สล้างกล่าวว่า แล้วเหรียญหายไปในรัฐบาลใคร และเรื่องยิ่งใหญ่ขนาดนี้ เหรียญจะหายไปได้อย่างไร ถ้าไม่มีผู้ใหญ่สั่ง พล.อ.เปรมเองก็ทราบเรื่องตอนที่ปูนซีเมนท์ไทยเข้าไปก่อสร้างงาน

อย่างไรก็ตาม พล.อ.สล้างและคณะ จะนำคืนสู่พระแท่นแก้ว โดยก่อนหน้านี้เหรียญพระบิดาฝนหลวงถูกพบโดยกลุ่มลูกเสือชาวบ้าน ซึ่งเหรียญดังกล่าวได้วางอยู่ในโพรงหญ้าใกล้โรงเก็บของของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จากนั้นกลุ่มลูกเสือชาวบ้านจึงขอเข้าพบเจ้าหน้าที่ และนำเรื่องนี้มาแจ้งแก่พล.อ.สล้าง

นอกจากนี้ พล.อ.สล้าง กล่าวฝากไปยังคนที่สนับสนุนพันธมิตรฯ และสื่อมวลชนว่า การที่เปิดรับ ASTV ซึ่งเป็นเครื่องมือสะกดจิตคนที่ดูอยู่หรือเปล่า ขอให้ผู้ชุมนุมร่วมกับพันธมิตรฯ เลิกพฤติกรรมเช่นนี้ อย่างไรก็คนไทยด้วยกัน แต่ถ้ายืนยังไม่ออกจากทำเนียบรัฐบาลจริงๆ ตนจะนำเครื่องมือโฟมที่ได้รับการสนับสนุนจากต่างประเทศมาใช้ และจะเสนอให้รัฐบาลหาซื้อเครื่องมือนี้มาใช้ด้วย และหากการดำเนินการประสบความสำเร็จ หลังจากนี้องค์กรอิสระต่างๆ ก็คงอยู่ไม่ได้ เพราะต้องรู้ดีแล้วว่าองค์กรเหล่านั้นถูกตั้งมาโดยมิชอบ

“ขอใช้คำหยาบว่าพวกนี้ เลวระยำจริงๆ ที่ทำร้ายคนอื่น ท่านไม่มีที่อยู่หรอกครับ ถ้าท่านทำอย่างนี้ต่อไป ท่านอยู่ไม่ได้หรอก พวกท่านมันสกปรกเกินไป พรุ่งนี้จะมีงาน ผมกราบขอร้องสื่อที่ยังรักประเทศชาติ พรุ่งนี้เราจะให้ดอกไม้กัน งานเริ่มบ่ายโมง และขอย้ำว่าเสร็จภารกิจนี้ผมไม่มีวันรับตำแหน่งใดๆ เด็ดขาด” พล.ต.อ.สล้างกล่าว

พล.ต.อ.สล้าง กล่าวด้วยว่า หลังจากพิธีทำบุญล้างซวยให้กับประเทศ ขอให้รัฐบาล ไป ตรวจเช็คยอดกำลังพลใน 3 หน่วยงานของกองทัพ เพราะขณะนี้เรามีชื่อ และ นามสกุล พร้อมรูปถ่าย ของนายทหารในราชการ ประกอบไปด้วย นายทหารพลร่มป่าหวาย นายทหารหน่วยอากาศโยธิน และ นาวิกโยธิน มาร่วมอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมด้วย

“เราจะไม่ดำเนินการ ในลักษณะที่ทำให้เกิดความรุนแรง เพราะล้วนรู้จักกันแ ละ ทหารที่มาเป็นตัวเล็ก ๆ ไม่อยากไปทำให้เกิดการลงโทษอะไร แต่ เมื่อรัฐบาลจะเรียกเช็คยอดกำลังพล ก็ให้ประกาศไปว่า 3 วัน เพื่อให้เขาได้มีโอกาสเดินทางกลับหน่วยงานต้นสังกัด จากนั้นเราจะดำเนินกรรมวิธีของเรา” พล.ต.อ.สล้าง กล่าว

นอกจากนี้ พล.ต.อ.สล้างยังกล่าวถึงนางสนองพระโอษฐ์หลายคน ซึ่งมีหลักฐานชัดเจน มีรูปถ่ายชัดเจน แต่จะไม่ทำอะไร กล่าวแต่เพียงว่านางสนองพระโอษฐ์เหล่านั้นเป็นชู้กับนักการเมืองพรรคหนึ่ง ซึ่งเรื่องนี้จะเท็จทูลก็คงไม่ดีนัก

แกะประเด็นร้อน...คำต่อคำ!!

พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ “จุดชนวนข่าว” ทางคลื่นวิทยุ 105 ซึ่งดำเนินรายการโดยอุดมสักดิ์ เสาวนะและพิธาน คลี่กระจาย

ถาม: วันพรุ่งนี้กลุ่มพลังกู้วิกฤตชาติที่จะร่วมกับองค์กรชาวพุทธจะจัดงานในรูปแบบใด
พล.ต.อ.สล้าง :
เหมือนกับงานบุญใหญ่ คือทำบุญล้างซวยประเทศ ที่คนทั้งชาติมาแบ่งเป็น 2 ฝ่าย และก็หันหน้าเข้าห่ำหั่นกันโดยที่ไม่มีเรื่องโกรธเคืองกันมาก่อน และถ้ายังต่อสู้กันต่อไปเราก็จะเป็นเหมือนเกาหลีเหนือ กับเกาหลีใต้ เราก็จะไม่มีพระมหากษัตริ เพราะคนที่อยู่เบื้องหลังไม่มีความจงรักภัคดีเลย วันนี้ผมได้ไปแจ้งความไว้หลายเดือนแล้วเรื่องเหรียญหาย วันนี้ผมได้มอบให้นายตำรวจคนหนึ่งเข้าไปเร่งรัดพนักงานสอบสวนกองปรามปราม

ถาม-เหรียญอะไรหายครับ?
พล.ต.อ.สล้าง :
เหรียญพระบิดาฝนหลวงซึ่งประดิษฐานไว้ที่งานพื้นสวนโลกได้หายไป โดยไปเข้าใจว่าผู้สร้างคือพันตำรวจโท ทักษิณ แต่ข้อเท็จจริง คุณหญิงสุดารัตน์กำลังพิจารณาว่าจะเอาเหรียญชนิดใดดี ที่จะเอาไปใช้ในงาน ดร.เจริญผล อธิบดีกรมศาสนา ก็ได้แนะนำคุนหญิงสุดารัตน์ว่าเหรียญของผมเนี่ย ซึ่งได้รับพระบรมราชานุญาติ ให้สร้างเป็นเหรียญเปรื่อย คือไม่มีฉลองพระองค์ แล้วก็เป็นเหรียญเดียวในประเทศไทยที่ได้รับพระบรมราชานุญาติ คุณหญิงจึงสนใจ
พอผมได้รายงานมันก็ตรงกับมูลนิธิเทิดพระเกียรติ มูลนิธินี้เราตั้งขึ้น เพราะถ้าสร้างในนามมูลนิธิ พล.ต.อ.สร่างบุญนาค มันคงไม่ควรเป็นอย่างยิ่ง คล้ายกับผมเอาหน้าคนเดียว ผมจึงได้เชิญข้าราชบริพารที่ร่วมกันทั้งหมดมาประชุมร่วมกันแล้วก็ตั้งใหม่ ชื่อว่า “มูลนิธิเทิศพระเกียรติ”

มีหน้าที่เพื่อสร้างพระบรมราชานุเสาร์วรีย์เพื่อเทิศพระพระเจ้าอยู่หัวแต่เพียงอย่างเดียว สร้าง 199 แห่งทั้งในและนอกประเทศโดยผมได้เชิญคนที่มีคุนูปกรณ์แก่ประเทศและที่ได้ทำถวายพระราชวงศ์อย่างสูงยิ่ง คือ ดร.อดุลย์ วิเชียรเจริญ รัฐมนตรีศึกษาของยูเนสโก ท่านเป็นผู้ที่ไปเสนอพระนามของสมเด็จย่า ให้ประกาศเป็นคนไทยดีเด่นในรอบร้อยปี
เนื่องจากรัฐบาลในขณะนั้น ไม่ได้เสนอพระนามของสมเด็จหย่าแต่ไปเสนอผู้อื่น ซึ่งพวกเราก็ไมพอใจ จึงได้เร่งรัดโดยให้ ดร.อดุยล์ บินไปที่ประเทศฝรั่งเศสจนได้รับพระนามในองค์กรยูเนสโกให้เป็นประทาน แต่ท่านอดุยล์บอกว่าผมเป็นประธานประชุมให้ก็แล้วกัน การจัดตั้งมูลนิธิให้คุณเจริญจิต ณ สงขลา เป็นประธานมูลนิธิชั่วคราว แล้วค่อยหาเลือกคนที่เหมาะสมมาเป็นประธานในการจัดสร้าง

ถาม : แล้วก็จัดสร้างอนุเสาวรีนี้ขึ้นมา?
พล.ต.อ.สล้าง :
อันนี้เป็นอันแรกครับ เพราะว่ามีการเสนอในที่ประชุมโดย ดร.เจริยผล ผมก็เลยขอนัดคุณหญิง สุดารัตน์ท่านกำลังทานอาหารอยู่ที่วังบรูพา ผมก็เลยเดินทางไปหาท่านกับคณะ 4 คนพอท่านเห็นรูปก็บอกว่าเอาเลย และบอกว่าขอรูปสมเด็จพระนางเจ้าและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวด้วยได้ไหม ผมบอกว่าแล้วแต่กระทรวงเกษตร กระทรวงเป็นเจ้าภาพ แล้วแต่กระทรวงเกษตร ผมจะทำให้ ผมก็เลยปั้นรูปสมเด็จพระนางเจ้าและพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นรูปคู่ด้านนึงอีกด้านนึงเป็นรูปเรือใบ
ในที่สุดคุณหญิงสุดารัตน์ก็เกิดภาวะถูกโจมตีเรื่องสร้างศูนย์โลกขนาดหนักท่านก็เลยแย่ จึงมีเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้เข้ามาขอเปลี่ยนเหรียญว่าเป็นรูปพระบิดาฝนหลวงได้ไหม ผมเลยบอกไปว่าผมปั้นเสร็จไปแล้ว ผมหมดไป 6 แสนแล้ว ถ้าคุณจะเอาอย่างนี้ผมจะปั้นให้ใหม่แต่ผมไม่เห็นด้วย ได้ผมจะปั้นเป็นเหรียญเดี่ยว และรูปพระบิดาฝนหลวง ตามที่กรมป่าไม้ร้องขอ
ตอนนั้นคุณหญิง สุดารัตน์ ท่านเมาหมัดไม่รู้เรื่องอะไรล่ะ หลังจากนั้น รมช.กระทรวงเกษตรฯ ก็เข้ามาเซ็นสัญญากับผู้รับเหมาให้ปั้นพระรูปเป็นเหรียญพระบิดาฝนหลวง ส่วนแท่นผมจะทำเป้นแท่นแก้วที่ใหญ่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยไม่มีดครงสร้างเป็นแก้วใสเลยจะได้เล่นไฟได้สวยงามผมก้ออกให้ เพราะฉนั้นเมื่อเหรียญหายไปผมก็เป็นเจ้าของอยู่ด้วย

ถาม : หายไปอย่างไงครับ?
พล.ต.อ.สล้าง :
คือไปเข้าใจว่า คุณทักษิณเป็นผู้สร้าง งานเนี่ยแสดงมา 28 วันแล้วอีก 2-3 วันจะเลิกงานอยู่แล้วคนเข้าไปชมจะ 3 ล้านคนแล้ว

ถาม : หายในช่วง คมช. ครองอำนาจอยู่รึป่าว
พล.ต.อ.สล้าง : เป็นมา 40 กว่าวันแล้ว

ถาม-แจ้งความหรือยังครับ
พล.ต.อ.สล้าง : ผมไปแจ้งมาแล้วไปมาทั้งคณะ

ถาม : คดียังไม่คืบหน้า?
พล.ต.อ.สล้าง :
ผมไม่อยากให้ท่านรงค์ไป ผมบอกว่าผมจะไปแจ้งเอง คือหม่อมเจ้าทองคำเปลว ทองใหญ่ เจ้านายอวุโส อันดับสองรองจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นผู้นำไปแจ้ง นายเจริญจิต ณ สงขลา อดีตปลัดกระทรวงมหาดไทย และก็ พล.ท ทองสุก บุตรสาย เป็นราชองค์รักษ์ของสมเด้จหย่า เป็นคนแรกและคนสุดท้าย ร่วมไปแจ้งความด้วย ตอนนี้ผมได้เร่งรัด ด้วยพยานแวดล้อมเราเชื่อได้ปราสจากข้อสงสัยว่า เป็นการสมรู้ร่วมคิดกันระหว่าง พล.อ เปรม กับ พล.อ สุรยุทย์ จุลานนท์ ผมจึงได้เร่งรัดให้ไปสอบสวน

ถาม : ให้ปากคำกับตำรวจไว้แล้วใช่ไหมครับ
พล.ต.อ.สล้าง : วันนี้ประมาณบ่าย 3 จะมีคนไปเร่งรัดพนักงานสอบสวนก่อน

ถาม : พรุ่งนี้ในงานจะมีพระสงฆ์มาประมาณกี่รูปครับ
พล.ต.อ.สล้าง : ผมไม่ทราบแย่ แต่คาดว่าประมาณไม่น้อยกว่า 20,000 รูป

ถาม : ไปที่ลานพระรูปตรงนั้นไม่กลัวเผชิญหน้ากับพันมิตรฯหรอครับ
พล.ต.อ.สล้าง :
ไม่หรอกครับเพราะเราได้ขอร้องกับพันมิตรฯ ว่าเรามางานบุญ และผมก็ได้เชิญพันธมิตรฯ นปกมาร่วม แต่ขอให้ใส่เสื้อสีข่าว เพราะว่าไม่ต้องซื้อทุกคนมีอยู่แล้ว ผมไม่ได้ขึ้นไปรบราฆ่าฟันกับใคร แล้วเรื่องกับพันธมิตรฯเนี่ย ต่างประเทศเค้าสงสาร ตำรวจไทย ประชาชนไทย