WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, October 23, 2008

ความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์กับการบ่อนทำลายความมั่นคงทางการเมือง (จบ)


โดย รศ.ดร.วรพล พรหมิกบุตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์

1.สภาวะความแตกต่างหลากหลายทางความคิด อุดมการณ์ และผลประโยชน์ปัจเจกของผู้มีเชื้อสายราชนิกูลสายสกุลต่างๆ ไม่ใช่สภาวะเดียวกับสภาวะความเป็น “สถาบัน” ของพระมหากษัตริย์ไทย

สถาบันพระมหากษัตริย์มีปัจเจกบุคคล พระองค์ และท่านต่างๆ เป็นสมาชิกที่มีการจัดโครงสร้างสถานภาพและบทบาทหน้าที่ต่างๆ ทั้งอย่างเป็นทางการเชื่อมโยงกับระบบกฎหมาย และอย่างไม่เป็นทางการเชื่อมโยงกับจารีตปฏิบัติในสังคมไทยปัจจุบัน

ภาวะปัจเจกของบุคคลต่างๆ ที่เป็นสมาชิกในเครือข่ายสถาบันพระมหากษัตริย์ท่ามกลางความซับซ้อนของสังคมสมัยใหม่ ทำให้การดำเนินวิถีชีวิต อาชีพการงาน เครือข่ายความสัมพันธ์ส่วนบุคคล ความคิดและอุดมคติทางสังคมของผู้มีเชื้อสายราชนิกูลแต่ละท่าน (แม้แต่ในครอบครัวเดียวกัน) มีความหลากหลายผันแปรแตกต่าง และไม่จำเป็นต้องดำเนินไปในทิศทางเดียวกันหรือเป็นแบบเดียวกันทั้งหมด แม้ว่าประชาชนจำนวนมากอาจคาดหวังกันไปเอง (ด้วยความคิดที่ต้องการความสมบูรณ์แบบเชิงอุดมคติแต่มองข้ามความจริงทางสังคม) ว่าแนวทางการดำเนินชีวิต รวมทั้งความคิดทางการเมืองและการแสดงออกของสมาชิกราชนิกูลในสถาบันกษัตริย์ควรจะต้องเป็นแบบอย่างเดียวกัน คือ แบบอย่างองค์พระประมุขของปวงชนชาวไทย

เราสามารถมองเห็นการแสดงออกที่แตกต่างกันของบุคคล พระองค์ และท่านต่างๆ ในเครือข่ายสังคมสถาบันได้ตลอดเวลาว่ามีความหลากหลาย สอดคล้องกันบ้าง หรืออาจมีนัยให้ตีความว่าขัดแย้งกันเองบ้าง แต่ความหลากหลายในรายละเอียดการแสดงออกที่แตกต่างกัน สอดคล้องกันบ้าง หรือมีนัยให้ตีความว่าขัดแย้งกันบ้างดังกล่าวนั่นเอง ที่เป็น “ข้อเท็จจริง” ยืนยันว่าองค์รวมของ “สถาบันพระมหากษัตริย์” ไม่ได้ลำเอียง เลือกข้างหรือเข้าข้างพสกนิกรฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือรังเกียจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจง พสกนิกรชาวไทยที่ขัดแย้งกันต่างหากที่มักเป็นผู้ “เลือกข้าง” คือเข้าข้างฝ่ายหนึ่งและรังเกียจอีกฝ่ายหนึ่งอย่างเฉพาะเจาะจง พสกนิกรเหล่านี้อาจจำเป็นต้องเรียนรู้ความหมายของ “ความเป็นกลางทางการเมือง” (โดยไม่จำเป็นต้องสูญเสียอุดมคติทางการเมืองที่ถูกต้องชอบธรรม) และอาจต้องฝึกฝนพัฒนา “ความใจกว้าง” ทางความคิดของตนมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในสถานการณ์ปัจจุบัน (ผู้เขียนสังเกตว่าประชาชนผู้สนับสนุนพันธมิตรฯ จำนวนมากโกรธเมื่อได้ทราบข่าวการพระราชทานคำสัมภาษณ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ขณะเดียวกันผู้สนับสนุนรัฐบาลและ นปช. จำนวนมากก็โกรธที่ได้ทราบข่าวพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเพลิงศพผู้เสียชีวิตฝ่ายพันธมิตรฯ เป็นต้น)

ไม่เพียงเฉพาะข้อเท็จจริงระดับสูงสุดภายในราชวงศ์เท่านั้นที่แสดงความหลากหลายตามธรรมชาติทางสังคม ท่ามกลางความซับซ้อนของสังคมสมัยใหม่ (เช่น องค์พระประมุขไม่เห็นด้วยกับแนวทางการเสนอขอพระราชทานนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 7 รัฐธรรมนูญ 2540 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเพลิงศพผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์รุนแรง วันที่ 7 ตุลาคม 2551 และทรงพระราชทานเงินช่วยเหลือผู้บาดเจ็บทั้งฝ่ายประชาชนและเจ้าหน้าที่ตำรวจ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงประทานคำสัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าวต่างประเทศเกี่ยวกับการกระทำของพันธมิตรฯ) ข้อเท็จจริงจากการแสดงออกทางการเมือง ความคิด รวมทั้งการดำเนินชีวิต การงาน เครือข่ายความสัมพันธ์ส่วนบุคคลและรสนิยมทางสังคมวัฒนธรรมของผู้มีเชื้อสายราชนิกูลสายสกุลต่างๆ ในสังคมสมัยใหม่เช่นปัจจุบันก็แสดงความหลากหลายแตกต่างกันบ้าง ขัดแย้งกันเองบ้าง และสอดคล้องกันบ้างตามภาวะธรรมชาติทางสังคมและภูมิหลังประวัติศาสตร์ส่วนบุคคล และประวัติศาสตร์ครัวเรือนของแต่ละท่าน หรือแต่ละพระองค์
หากเราไม่ใช้ความลำเอียงส่วนตัวของตนเองปกปิดความจริงอีกด้านหนึ่ง หรือปฏิเสธไม่ยอมรับรู้ความจริงอีกด้านหนึ่ง เราจะมองเห็นได้ชัดเจนขึ้นในข้อเท็จจริงว่า แม้แต่ในแวดวงผู้มีเชื้อสายราชนิกูลลำดับรองลงมาก็มีทั้งท่านที่ไปร่วมสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ และท่านที่สนับสนุนรัฐบาลและ/หรือ นปช. เป็นต้น

2.ความสำคัญของ“ความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์”ต่อสังคมไทยปัจจุบันและอนาคต
ถ้าหากเรามองเห็นและ “เข้าใจ” ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับภาวะหลากหลายแตกต่างของบุคคลขั้นปัจเจกที่ผสมผสานรวมกันเป็นภาวะ “ความเป็นกลาง” ของสถาบันพระมหากษัตริย์ท่ามกลางวิกฤติความขัดแย้งการเมืองในปัจจุบัน และถ้าเรามีความมั่นใจในหลักการสำคัญว่าสถาบันกษัตริย์มีสถานะองค์รวมสูงสุดที่ปวงชนชาวไทย (เจ้าของอำนาจอธิปไตยหรืออำนาจการเมือง) ต้องร่วมกันพิทักษ์รักษาปกป้องมิให้ถูกทำลายหรือถูกแทนที่โดยระบบการเมืองใหม่ที่มิใช่ “ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” เรายิ่งต้องมี “สติ” ประกอบ “ปัญญา” ไตร่ตรองวินิจฉัยโดยไม่ด่วนสรุปคล้อยตามไปกับกระแสข่าวลือ ข่าวปลุกปั่นยุยงความโกรธชัง ความตื่นกลัว หรือแม้แต่ความท้อถอย วางตนนิ่งดูดายในสถานการณ์ความขัดแย้งถึงที่สุดที่ล่อแหลมต่อการลุกลาม ทำลาย รื้อ ล้างโครงสร้างสถาบันสังคมของไทยแทบทุกส่วนเช่นในภาวการณ์ปัจจุบัน

ถ้าหากปวงชนชาวไทยเชื่อมั่นกันอย่างจริงจังว่า “ระบอบประชาธิปไตย” เป็นระบบการเมืองที่อำนวยประโยชน์ต่อประชาชนโดยส่วนรวมอย่างเป็นธรรมกว่าระบอบเผด็จการทหาร เผด็จการกรรมาชีพ เผด็จการอภิชนาธิปไตย หรือระบอบคณาธิปไตยรูปแบบต่างๆ ฯลฯ ปวงชนชาวไทยเหล่านี้ควรต้องทำความกระจ่างกับตนเองและเครือญาติ มิตรสหาย ด้วยว่าสถาบันกษัตริย์ของไทยในปัจจุบันก็มีความเชื่อมั่นอย่างเดียวกับปวงชนชาวไทย ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสและทรงงานในแนวทางหลักการประชาธิปไตยให้ปรากฏชัดเจนหลายครั้ง สถาบันกษัตริย์ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 ดำเนินผ่านประสบการณ์ทางการเมืองภายใต้การใช้อำนาจกดทับของระบอบคณาธิปไตยโดยอำมาตย์และเผด็จการทหารอย่างยาวนาน รวมทั้งการจับกุมคุมขังปราบปรามสมาชิกราชนิกูลโดยกองทัพอำมาตยาธิปไตยครั้งใหญ่ในปี 2476 (กรณีที่ตำราอำมาตยาธิปไตยสายวิชาการธรรมศาสตร์และการเมือง หลัง พ.ศ.2477 เรียกว่า “กบฏบวรเดช”) ประสบการณ์ภายใต้ “ระบอบเผด็จการ” (เช่น กรณีระบอบเผด็จการจอมพลถนอม) เปรียบเทียบกับประสบการณ์ภายใต้ “ระบอบประชาธิปไตย” (เช่น กรณีที่ตำราคณาธิปไตยสายวิชาการธรรมศาสตร์สมัยใหม่เรียกว่า “ระบอบทักษิณ”) ทำให้ประชาชนที่มีชีวิตผ่านระบอบทั้งสองสามารถประเมินได้ด้วยตนเองว่า ต้องการดำรงชีวิตของตนอยู่ในระบอบการเมืองแบบใด (นี่อาจเป็นมูลเหตุจูงใจสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมกับ นปก. และ นปช. จำนวนมากเป็นผู้มีอายุเกิน 50 ปี ที่เคยผ่านการรับรู้ประสบการณ์ภายใต้ระบอบจอมพลถนอมมาก่อนระบอบทักษิณ)

การเรียนรู้ประสบการณ์เปรียบเทียบระหว่างการดำรงชีวิตอยู่ใน “ระบอบจอมพลถนอม” กับ “ระบอบทักษิณ” ดังกล่าว น่าจะทำให้ปวงชนชาวไทยกับสถาบันกษัตริย์ไทยสมัยใหม่ได้บทสรุปความคิดสอดคล้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน กล่าวคือ ระบอบประชาธิปไตยมีคุณค่าต่อตนเองสูงกว่าระบอบเผด็จการ ถ้าเป็นเช่นนั้น ปวงชนชาวไทยที่ต้องการ “ระบอบประชาธิปไตย” ก็คือแนวร่วมทางการเมืองของ “สถาบันกษัตริย์” ในสังคมไทยสมัยใหม่ที่ไม่ต้องการถูกกดทับโดยอำนาจของระบอบอื่น หรือการเมืองรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย ความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์ในฐานะทรงเป็น “ประมุขของปวงชนชาวไทยตามระบอบประชาธิปไตย” จึงเป็นความมั่นคงของปวงชนชาวไทยที่ต้องการรักษาหรือสร้างสรรค์ “ระบอบประชาธิปไตย” ด้วยเช่นกัน

หากยอมรับความเป็นไปได้ตามข้อสังเกตจากการวิเคราะห์ข้างต้น ปวงชนชาวไทยที่เชื่อว่าระบอบประชาธิปไตยสามารถอำนวยประโยชน์และความเป็นธรรมแก่ตนเองได้มากกว่าระบอบการเมืองอื่น หรือ “ระบอบการเมืองใหม่” ที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย ก็อาจต้องใช้ “สติ” ประกอบ “ปัญญา” ไตร่ตรองกันอย่างระมัดระวังรอบคอบมากยิ่งกว่าเดิมว่า ตนเองควรหรือไม่ควรตั้งข้อรังเกียจ ตั้งข้อปฏิเสธ ตั้งประเด็นนินทากล่าวหาว่าร้าย หรือชักชวนกันละทิ้งความเชื่อมั่นในสถาบันพระมหากษัตริย์ (ไม่ว่าจะเป็นการแสดงความละทิ้งเชิงสัญลักษณ์ เช่น ละทิ้งพระบรมฉายาลักษณ์ หรือการแสดงออกด้วยวาจาและการกระทำอย่างท้าทายต่อต้าน) เพราะการละทิ้งดังกล่าวทั้งในเชิงสัญลักษณ์และการปฏิบัติต่างๆ ล้วนมีผลในทิศทางเดียวกันคือ การแยก “ปวงชนชาวไทย” ออกจาก “สถาบันกษัตริย์” ในการเมืองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (ที่ท่องกันขึ้นใจทั่วทั้งประเทศเรียบร้อยแล้ว) การแยกปวงชนชาวไทยออกจากสถาบันกษัตริย์ หรือการแยกสถาบันกษัตริย์ออกจากปวงชนชาวไทย คือความหวังอันสูงสุดของกลุ่มผู้พยายามก่อตั้ง “ระบอบการเมืองใหม่” ที่คณะของตนสามารถควบคุมและส่งคนเข้าไปใช้อำนาจเป็นประโยชน์เพื่อคณะของตน แทนที่ระบอบประชาธิปไตยของปวงชนชาวไทย กลุ่มแกนนำมวลชน (เช่น บางกลุ่มที่แทรกตัวแฝงเร้นอยู่หลังเวที นปช. และหลายกลุ่มที่แทรกตัวอยู่ในคณะ “นักรบ” ของพันธมิตรฯ) ที่ดำเนินความพยายามชักชวนปลุกเร้ากันในแต่ละฝ่ายให้แสดงการละทิ้งสถาบันข้างต้นดังกล่าว น่าจะเป็นทั้ง “แนวร่วมสายตรง” และ “แนวร่วมมุมกลับ” ของกลุ่มผู้วางแผนดำเนินกลยุทธ์แบ่งแยกแล้วปกครอง ซึ่งในกรณีที่ว่านี้เป็นการแบ่งแยกปวงชนชาวไทยออกจากสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อหวังผลในการปกครองทั้งประชาชนและสถาบันกษัตริย์ที่จะถูกกดทับจากอำนาจคณาธิปไตยต่อไป เหมือนกรณีที่ต้นตำรับอำมาตยาธิปไตยคณะแรกของไทยเคยกระทำได้สำเร็จหลังเหตุการณ์วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 เป็นต้น

หากกลยุทธ์ “แบ่งแยก” ประชาชนออกจากความเชื่อมั่นในสถาบันกษัตริย์ดังกล่าวประสบผลสุกงอมทางการเมืองเพียงพอในสายตานักดำเนินกลยุทธ์ที่อยู่เบื้องหลังวิกฤติความขัดแย้งปัจจุบัน การรัฐประหารครั้งใหม่ย่อมมีความเป็นไปได้ทั้งในทางปฏิบัติและในโครงสร้างความคิดความต้องการอำนาจสูงสุดของกลุ่มนักนิยมคณาธิปไตยสมัยใหม่ของไทย ซึ่งปรากฏตัวตนออกมาจากแวดวงวิชาชีพวิชาการชั้นสูงหลายประเภท ผสมปนเปกับผู้นำและอดีตผู้นำระดับสูงในระบอบราชการประจำทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน
3.ความสำคัญของอำนาจปวงชนชาวไทย และ “กระบวนการประชาภิวัตน์แท้” ต่อความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย

ความขัดแย้งทางการเมืองและการดำเนินกลยุทธ์ปฏิเสธ ดื้อแพ่ง ละเมิดกฎหมายของกลุ่มพันธมิตรฯ ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ทำให้หลายฝ่าย (รวมทั้งผู้วิเคราะห์เอง) คาดว่าโอกาสที่เป็นจริงในการเจรจายุติความขัดแย้งอย่างสมานฉันท์เพื่อร่วมกันสร้างชาติต่อไปโดยยึดถือระบอบประชาธิปไตย คงเป็นโอกาสที่ลดลงทุกขณะและเหลืออยู่น้อยที่สุดในปัจจุบัน

ถ้าหากการเจรจาสมานฉันท์ภายใต้ระบบการเมืองแบบประชาธิปไตย ไม่ใช่ความต้องการของกลุ่มพันธมิตรฯ และผู้บงการวางแผนกลยุทธ์ที่อยู่เบื้องหลังพันธมิตรฯ (ซึ่งประกาศความมุ่งหมายจะนำ “การเมืองใหม่” มาใช้แทนที่) ปวงชนชาวไทยผู้เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยที่ไม่แยกตัวออกไปจากสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งทรงเป็นประมุข ก็แทบไม่เหลือทางเลือกมากนักในการสร้างสรรค์ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในอนาคต

ทางเลือกที่ถูกบีบรัดให้จำกัดน้อยลงนั้นทางหนึ่ง (ซึ่งยังคงเป็นวิถีทางประชาธิปไตย) คือการเตรียมความพร้อมในการแสดงพลัง “ประชาภิวัตน์แท้” ต่อสู้ตอบโต้กับขบวนการ “ประชาภิวัตน์เทียม” (มวลชนดื้อแพ่ง ฝูงชนละเมิดกฎหมายรวมหมู่ การแอบอิงสืบทอดอำนาจเผด็จการเพื่อใช้อำนาจจากตำแหน่งในองค์กรการเมืองตามรัฐธรรมนูญแบบเลือกปฏิบัติ ขัดหลักนิติธรรม ฯลฯ)

การเตรียมความพร้อม รวมทั้งความตั้งใจจริงในการสร้างพลัง “ประชาภิวัตน์แท้” เพื่อต่อสู้ตอบโต้กับการบิดเบือนทางการเมืองต่างๆ นานา ที่ปรากฏท่ามกลางวิกฤติความขัดแย้งตลอดเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา สามารถจะเป็น “อาวุธทางการเมือง” ที่มิใช่อาวุธสังหารของระบอบเผด็จการ แต่จะมีพลานุภาพในการช่วยเหลือเกื้อหนุนพลังทางสังคมและพลังทางการเมืองส่วนอื่นๆ ในการร่วมพิทักษ์รักษาทั้ง “ระบอบประชาธิปไตย” และ “สถาบันพระมหากษัตริย์” ให้ดำรงอยู่คู่กันอย่างมีคุณค่าเท่าเทียมกันในการเมืองไทยและสังคมการเมืองโลกต่อไปในระยะยาว

ทาส...ที่ไม่ยอมปลดปล่อย (โดยอัฐศิริ)

ทำอะไรได้ตามใจคือไทยแท้ เป็นผลมาจากการที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมองการณ์ไกล เพื่อนำประเทศไปสู่อารยะ ด้วยการ “เลิกทาส” นั่นหมายความว่า ต้องให้คนไทยทุกคน มีความเท่าเทียมกัน มีสิทธิ มีเสียง มีความเป็นมนุษย์ที่ไม่ได้แตกต่างกัน

จากวันนั้นถึงวันนี้ ผ่านมาแล้ว 134 ปี แต่ยังมีคนไทยบางคนบางกลุ่ม ที่ยินยอมพร้อมใจที่จะยอมตนเป็น “ทาส” รับใช้ โดยยินยอมให้ “เขา” บงการชีวิตอย่างเต็มใจ แม้ว่าจะถูกใช้มาเป็น “ตัวประกัน” และร่วมกันกระทำผิดกฎหมายก็ตาม

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักเป็นอย่างดีว่า “ทาส” คืออุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศทั้งด้านสังคม การเมืองและเศรษฐกิจ

เพราะการมีทาสเป็นการส่งเสริมให้คนไม่รู้จักทำมาหากินและไม่รู้จักการแก้ปัญหาในทางที่ถูก

นอกจากนี้การมีทาสยังเป็นเครื่องถ่วงความเจริญของบ้านเมือง และเป็นเหตุของความหายนะได้เพราะพลเมืองที่เป็นทาสนั้นไม่มีโอกาสจะได้รับการศึกษาเล่าเรียน

จึงเป็นบุคคลที่ไม่อาจจะนำมาใช้ประโยชน์แก่บ้านเมืองและทำให้ประเทศไม่อาจเจริญก้าวหน้าได้

และด้วยสัจธรรมของพระองค์ที่ได้ทรงตั้งปณิธานไว้ว่าจะทำนุบำรุงประชาราษฎร์ ซึ่งเปรียบเสมือนลูกหลานให้ได้รับความสุขสมบูรณ์ มีสิทธิเสมอภาคกัน ทุกคนในผืนแผ่นดินไทยควรมีสิทธิในผลประโยชน์ที่ได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเอง จึงจะยุติธรรม การเป็นทาสควรสิ้นสุดลง มิใช่ว่าจะต้องเป็นทาสกันจนตลอดชีวิตอันไม่ใช่วิสัยของอารยชน

พระองค์จึงทรงมีพระราชดำริที่จะให้ “เลิกทาส” โดยทรงดำเนินกุศโลบายอย่างสุขุมรอบคอบและเป็นไปตามลำดับอย่างค่อยเป็นค่อยไปมิให้คนทั้งหลายเดือดร้อนและเกิดความเสียดายแก่ผู้เป็นเจ้าของทาสทั้งปวงจนไม่รู้สึกว่าได้มีการเลิกทาสเกิดขึ้น อีกทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้มีเวลาเตรียมตัว

ด้วยการประกาศใช้ พระราชบัญญัติพิกัดเกษียณอายุ ทาส ลูกไทย ในวันที่ 21 สิงหาคม 2417 และค่อยกำจัดความเป็นทาสของไทยทีละน้อยด้วยการออก พระราชบัญญัติทาสรัตนโกสินทร์ศก 124 ในที่สุดได้ประกาศให้บรรดาลูกทาสเป็นไทยทั้งหมดด้วย พระราชบัญญัติลักษณะทาสรัตนโกสินทร์ศก 130 ตรงกับวันที่ 11 มกราคม 2454 ซึ่งเป็นวันที่ทาสได้ถูกยกเลิกหมดสิ้นจากราชอาณาจักรไทย คงเหลือไว้แต่เพียงประวัติศาสตร์แห่งความทรงจำ และพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

นอกจากนี้พระองค์ได้ทรงบริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อช่วยไถ่ถอน และพระราชทานทุนทรัพย์เพื่อให้ลูกทาสได้ทำมาหากินต่อไปและพระองค์ยังทรงคำนึงถึงความก้าวหน้าที่จะให้ลูกทาสได้มีความรู้เมื่อพ้นการเป็นทาส จึงได้จัดตั้งโรงเรียนสำหรับลูกทาสขึ้นมา พระองค์ทรงมีพระอุตสาหะเพียรพยายามเพื่อ “เลิกทาส” เป็นเวลาถึง 37 ปี จึงได้บรรลุผลสมดังพระราชประสงค์

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตเป็นเวลานานแล้ว แต่พระราชกรณียกิจที่ทรงบำเพ็ญตลอดรัชสมัยของพระองค์นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันใหญ่หลวงและตราตรึงอยู่ในความทรงจำของปวงชนชาวไทยอยู่เป็นนิจนิรันดร์

เมื่อถึงวันที่ 23 ตุลาคมของทุกปีซึ่งเป็นวันสวรรคตของพระองค์ท่าน และถือเป็นวันสำคัญวันหนึ่งของชาติ คือ “วันปิยมหาราช” ประชาชนชาวไทยต่างนำพวงมาลามาสักการะพระบรมรูปทรงม้า อันเป็นอนุสรณ์ที่มีความหมายอันล้ำลึกต่อคนไทยทั้งชาติ

หยุดเป็น “ทาส” ของอำนาจ “นอกระบบ” กันได้หรือยัง บ้านเมืองยังบอบช้ำไม่พออีกหรือ

ล้อมกรอบ

สมัยที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นเสวยราชสมบัตินั้น ประเทศไทย มี ทาส เป็นจำนวนกว่าหนึ่งในสามของพลเมือง ของประเทศ เพราะเหตุว่าลูกทาสในเรือนเบี้ยได้มีสืบต่อกันเรื่อยมาไม่มีที่สิ้นสุด และเป็นทาสกันตลอดชีวิต พ่อแม่เป็นทาสแล้ว ลูกที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นทาสก็ตกเป็นทาสอีกต่อๆ กันเรื่อยไป

กฎหมาย ที่ใช้กันอยู่ในเวลานั้น ตีราคาลูกทาสในเรือนเบี้ย ชาย 14 ตำลึง หญิง 12 ตำลึง แล้วไม่มีการลด ต้องเป็นทาสไปจนกระทั่ง ชายอายุ 40 หญิงอายุ 30 จึงมีการลดบ้าง คำนวณการลดนี้ อายุทาสถึง 100 ปี ก็ยังมีค่าตัวอยู่ คือชาย 1 ตำลึง หญิง 3 บาท แปลว่า ผู้ที่เกิดในเรือนเบี้ย ถ้าไม่มีเงินมาไถ่ตัวเองแล้ว ก็ต้องเป็นทาสไปตลอดชีวิต

ในการนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ได้ตราพระราชบัญญัติขึ้น เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ.2417 ให้มีผลย้อนหลังไปถึงปีที่ พระองค์เสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติ จึงมีบัญญัติว่า ลูกทาสซึ่งเกิดเมื่อปีมะโรง พ.ศ. 2411 ให้มีสิทธิได้ลดค่าตัวทุกปี โดยกำหนดว่า เมื่อแรกเกิด ชายมีค่าตัว 8 ตำลึง หญิงมีค่าตัว 7 ตำลึง เมื่อลดค่าตัวไปทุกปีแล้ว พอครบอายุ 21 ปี ก็ให้ขาดจากความเป็นทาสทั้งชายและหญิง

พอถึงปี พ.ศ.2448 ก็ได้ออกพระราชบัญญัติเลิกทาสที่แท้จริงขึ้น เรียกว่า “ พระราชบัญญัติทาส ร.ศ.124 ” (พ.ศ.2448) เลิกเรื่องลูกทาสในเรือนเบี้ยอย่างเด็ดขาด เด็กที่เกิดจากทาส ไม่เป็นทาสอีกต่อไป การซื้อขายทาสเป็นโทษทางอาญา ส่วนผู้ที่เป็นทาสอยู่แล้ว ให้นายเงินลดค่าตัวให้เดือนละ 4 บาท จนกว่าจะหมด

การเลิกทาสเป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงคุณธรรมอันประเสริฐ ทรงพระอุตสาหะจัดการในเรื่องนี้เป็นเวลานานกว่าสามสิบปี จนบรรลุผลสมดังพระราชประสงค์ โดยมิได้ทรงท้อถอย ทรงรอบคอบ มองการณ์ไกลเป็นเลิศ พระองค์ทรงดำเนินการได้เรียบร้อย โดยมิได้เสียเลือดเนื้อหรือเกิดการเดือดร้อนประการใด เยี่ยงการเลิกทาสในนานาประเทศ พระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ย่อมยังประโยชน์ให้แก่ชาวไทยและประเทศชาติเป็นอเนกประการ



จำลอง...ที่รัก ระวังตัวไว้ให้ดี (โดยบิ๊กโบต)

การขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวของ พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ ที่บางคนปรามาสว่าเป็นแค่เสียงจากนายตำรวจนอกราชการ ที่ไม่ได้มีอำนาจบารมีอย่างแต่ก่อน คงจะไม่เป็นจริงตามนั้นเสียแล้ว
เพราะเพียงแค่ พล.ต.อ.สล้าง ขยับ ก็มีแนวร่วมตอบรับทั้งในและนอกประเทศ
ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนเครื่องไม้เครื่องมือ และตำรวจนับพันที่พร้อมลาออกจากราชการ
รวมไปถึงท่าทีของพันธมิตรฯ ที่ทำเหมือนกล้าๆ กลัวๆ ทำเหมือนจะเลิกการชุมนุมในตอนแรก ก็บอกกล่าวได้เป็นอย่างดีว่าบารมีของ พล.ต.อ.สล้าง เป็นอย่างไร
อาจจะแตกต่างกันไปบ้างก็ตรงที่ในวันนี้ พล.ต.อ.สล้าง นุ่มนวลมากขึ้น และระมัดระวังอย่างที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย ไม่ให้มีการบาดเจ็บล้มตาย ไม่ว่าจะเป็นคนดีหรือคนชั่วก็ตาม
เพราะเท่าที่ประมาณการกำลังสนับสนุนแล้ว หาก พล.ต.อ.สล้าง จะนำพรรคพวกเข้าทวงทำเนียบรัฐบาลคืนในวันนี้ก็ยังไม่ใช่เรื่องยากเย็น
เพียงแต่ว่าเมื่อสู้กับคนที่มีอาวุธ รบกับคนที่สั่งสมกองกำลังมานานถึง 5 เดือน การหลีกเลี่ยงความสูญเสียเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก
โดยเฉพาะเป็นการสุ่มเสี่ยงมากหากฝ่ายตรงข้ามจะคิดชั่วได้เหมือนอย่างที่ผ่านมา คือยอมฆ่าพวกเดียวกันเพื่อป้ายสีให้ฝ่ายตรงกันข้ามเสียหาย
และแม้ว่าพันธมิตรฯ จะประกาศชุมนุมต่อไปจนกว่า นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จะลาออก
แต่ท่าทีในช่วงเช้าวันเดียวกันที่แถลงข่าวโดย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และนายพิภพ ธงไชย กลับแบะท่าไปแล้วว่าอาจจะหยุดการชุมนุมชั่วคราว พร้อมบ่นถึงความยากลำบากสารพัด
เบื้องลึกเบื้องหลังของเรื่องนี้ไปพลิกผันเอาเมื่อ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ยังไม่อยากลงจากหลังเสือ เพราะเป็นคนเดียวในกลุ่มแกนนำที่ได้รับผลประโยชน์มหาศาล
ทั้งจากการขายสื่อในเครือ การทำเสื้อ ทำอุปกรณ์ทั้งหลายจำหน่าย
รวมไปถึงเงินบริจาคให้ ASTV ก็เหมือนกับเป็นการยักยอกเงินเพื่อนซึ่งๆ หน้า แบบเดียวกับการทำมาหากินร่วมกับโทรศัพท์ค่ายดีแทค ขาย SMS ราคาแพง เพื่อเลี่ยงบาลีการสนับสนุนอย่างโจ๋งครึ่ม
แล้วดีแทคในวันนี้เป็นใคร หุ้นส่วนต่างประเทศเท่าไร telenor ถือหุ้นอยู่กี่เปอร์เซ็นต์ จะเกี่ยวข้องเกี่ยวพันกับการเข้ามาทำลายเมืองไทยอย่างไรหรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องที่ค่ายผู้จัดการโกรธจัดถึงกับตัดสัมพันธ์นายพลคนดัง กรณีประมูล 3G ที่ค่าย AIS คว้าพุงปลาไปกิน
เช่นเดียวกับ นายสุริยะใส กตะศิลา ที่ยังหลงระเริงกับผลตอบแทนมหาศาล ก็เป็นอีกเสียงหนึ่งที่ไม่อยากให้เลิก ไม่อยากให้หยุด
ซึ่งใครที่สังเกตสักนิดก็คงจะเห็นว่าแกนนำพันธมิตรฯ ที่แถลงข่าวร่วมกันเป็นวาระด่วน แต่ละคนไม่สู้จะมีสีหน้าแช่มชื่นสักเท่าไร
แม้แต่ นายสุริยะใส ก็ยังประกาศงดแถลงข่าวรอบ 1 ทุ่ม ที่แถลงเป็นประจำเอาดื้อๆ
งานนี้คนที่ไม่แฮปปี้ และไม่แฮปปี้ ก็คือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่ทำหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัย เพราะต้องทำงานหนักมากกว่าเก่า
ต้องคอยระแวดระวัง หวาดผวาว่า พล.ต.อ.สล้าง จะส่งคนเข้ามาเมื่อไร
อาจจะถึงกับกินไม่ได้ นอนไม่หลับ ติดกัน 4-5 วันอีกครั้ง เหมือนเมื่อคราวเข้ายึดทำเนียบรัฐบาลใหม่ๆ ท่ามกลางข่าวบุกสลายม็อบที่ออกมาเป็นระลอก
ก็ขอบอกว่า พล.ต.จำลอง คงต้องวางกำลังเอาไว้ให้แน่นหนา และต้องหูตาไว
เพราะคนระดับ พล.ต.อ.สล้าง คงไม่ใช่แค่คิดแล้วก็ออกมาพูดปาวๆ แต่คงมีการเก็บข้อมูล ประเมินสถานการณ์มานาน เรื่องพวกนี้ตำรวจก็อาจจะชำนาญกว่าทหาร ที่เน้นการใช้กำลัง ใช้ความรุนแรงเสียมากกว่า
และที่สำคัญ แนวร่วมของ พล.ต.อ.สล้าง มีมากมายกว่าที่ประกาศตัวออกมามากมายนัก ผมว่างานนี้ พล.ต.จำลอง ต้องไม่คลาดสายตาเลยทีเดียว เพราะอาจจะตายน้ำตื้นได้ง่ายๆ
แต่ก็ต้องฝากเตือนคนที่ไปร่วมชุมนุมกันสักนิด ให้ระมัดระวังความปลอดภัย เพราะพวกหมาบ้าเวลาเข้าตาจนแล้วมันกัดไม่เลือกเลยเหมือนกัน
เหมือนที่เคยมีข่าวมาแล้วหลายครั้งว่า มีการซ้อมผู้เข้าร่วมชุมนุมปางตาย ส่วนคุณสุภาพสตรี ก็อาจจะได้ข้อหาโสเภณีติดตัวไปดื้อๆ
ที่จริงแล้วผมไม่เคยปรารถนาให้คนไปรบรากันเองแม้แต่น้อย อยากเห็นการแก้ปัญหาด้วยการพูดจาทำความเข้าใจกันมากกว่า
แต่กรณีของพันธหมา...ผมคงต้องยอมหรี่ตา หรือจะให้หลับสนิท ไม่รู้ ไม่เห็น ก็เอา...!!


รมว.ไอซีที กร้าว! สั่งทีโอที เตือนพนง.หลังโชว์พฤติกรรมป่าเถื่อน ‘จำลอง’ปัดสั่งไล่นายกฯ

‘มั่น’สั่งทีโอทีเตือนพนักงานหลงผิดสบคบม็อบพันธมารปิดล้อม-ขว้างขวดน้ำใส่นายกฯ ระบุเป็นพฤติกรรมที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย เผยกราบขอโทษ‘สมชาย’แล้วโดยเจ้าตัวไม่ถือโทษโกรธใคร

วันที่(23 ต.ค. ) นายมั่น พัธโนทัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวถึงกรณีการปิดล้อมของพนักงานทีโอทีร่วมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อไม่ให้นายสมชาย วงค์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีออกจากทีโอทีได้ ว่า ตนได้ไปกราบขอโทษนายกฯแล้วสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้น ซึ่งนายสมชายตอบกลับมาว่าไม่ได้โกรธหรือถือโทษใคร โดยกำชับว่าไม่ต้องไปเอาผิดกับใครแล้ว

นายมั่น กล่าวด้วยว่า ตนในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที ได้ประสานไปยังกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ให้ไปตักเตือนพนักงานทีโอทีที่ได้เข้าไปร่วมกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะการแสดงออกแบบนี้ แม้ประเทศจะเป็นประชาธิปไตย แต่ก็ไม่ควร เพราะเป็นการแสดงออกด้วยการรุมล้อมหรือขว้างปาสิ่งของ นอกจากนี้ จากการสอบถามได้รับการยืนยันว่า ผู้ที่กระทำการดังกล่าวไม่ใช่พนักงานทีโอทีทั้งหมด เพราะมีบางส่วนที่เป็นพันธมิตรฯเข้าไปร่วมด้วย

ส่วนที่มีข่าวว่าผู้ชุมนุมบางส่วนพยายามดึงอาวุธของเจ้าหน้าที่ตำรวจ นายมั่น กล่าวว่า ไม่เห็น แต่ได้ยินข่าวมาเหมือนกัน ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่า มีบุคคลบางกลุ่มแฝงตัวเข้ามาในกลุ่มพันธมิตรฯ เพื่อทำความรุนแรง เรื่องนี้ตนให้ทางกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ทีโอทีตรวจสอบแล้ว

‘จำลอง’อ้าง พันธมิตรฯ ยึดสันติวิธี ปัด แกนนำเป็นผู้สั่งการ

ขณะที่พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อปนะชาธิปไตย กล่าวถึงกรณีที่มีกลุ่มบุคคลหรือมือตบไล่ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ที่บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ถนนแจ้งวัฒนะ เมื่อวานที่ผ่านมาว่า พันธมิตรยยืนยันใช้สันติวิธีไม่มีนโยบายขว้างปาสิ่งของ และแกนนำพันธมิตรไม่มีสิทธิ์สั่งการให้ใครมาชุมนุมหรือเลิกชุมนุมได้ แต่ทุกคนมารวมตัวกันในเจตนารมณ์เดียวกัน คือ รัฐบาลต้องยุติการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญและรัฐบาลต้องลาออก



‘สมชาย’ยัน‘ทักษิณ’ออก‘ความจริงวันนี้’ไม่กระทบรัฐบาล

นายกรัฐมนตรีระบุ‘ทักษิณ’ออกรายการ‘ความจริงวันนี้’ไม่กระทบรัฐบาลเพราะไม่เกี่ยวข้องกัน ขณะที่อดีตนายกฯสั่งทีมทนายเดินหน้ายื่นอุทธรณ์คดีที่ดินรัชดาฯ ยันยังไม่กลับไทย ลั่นถูกรังแกจนอยู่ในประเทศไม่ได้ ด้าน‘ณัฐวุฒิ’บอกมีสิทธิ์แสดงความคดิเห็นได้

วันนี้ (23 ต.ค.) หลังจากที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวรอยเตอร์ว่า จะโทรศัพท์ทางไกลจากต่างประเทศเข้ามารายการ “ความจริงวันนี้ ต้านรัฐประหาร” ซึ่งจะจัดขึ้นที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน ถนนรามคำแหง ในวันที่ 1 พ.ย.นี้ โดยมีนายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน เป็นผู้ดำเนินรายการ ซึ่งเป็นการต่อสายเพื่อพูดกับประชาชนประมาณ 20 นาทีจากเดิมที่จะออกเป็นแถลงการณ์

นอกจากนี้ อดีตนายกฯ กล่าวอีกด้วยว่า ขณะนี้กำลังหารือกับทีมที่ปรึกษากฎหมายเกี่ยวกับการยื่นอุทธรณ์ในคดีที่ดิน ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยให้ทีมที่ปรึกษากฎหมายดูอยู่ทั้งในแง่ข้อเท็จจริงและแง่ข้อกฎหมาย รวมถึงประเด็นการเมือง เพราะคดีนี้เป็นคดีการเมือง ทั้งนี้ ตนยังไม่ได้ทำเรื่องขอลี้ภัยทางการเมืองในประเทศอังกฤษเพราะไม่มีความจำเป็น และตนยืนยันว่ายังไม่มีกำหนดเดินทางกลับประเทศไทยในช่วงนี้

"เรื่องลี้ภัยไม่มี เพราะใช้วีซ่านักท่องเที่ยวอยู่ ตนเดินเข้าออกอังกฤษประจำ ตนได้รับเชิญให้ไปเป็นที่ปรึกษาในหลายประเทศ บางที่ก็เสนอให้ไปอยู่ด้วย บางที่เสนอให้เป็นที่ปรึกษาแก้ปัญหาความยากจน ส่วนการกลับประเทศ ตนยังไม่กลับตอนนี้ จะกลับได้อย่างไร กลับก็ถูกจับ เพราะสิ่งที่เขาทำกับตนทั้งหมดก็เพื่อไม่ให้ตนอยู่ในประเทศ เป็นผลงานของคณะปฏิวัติขั้นต่อไปก็คือการยุบพรรค"พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าว

ลั่นไม่กระทบรัฐบาล

ต่อมานายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวภายหลังวางพวงมาลา ถวายราชสักการะพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชการที่ 5 เนื่องในวันปิยะมหาราช ถึงการเข้าร่วมประชุมระดับผู้นำเอเชียยุโรปหรือ อาเซม ณ กรุงปักกิ่ง ว่า จะมีการหารือแบบทวิภาคีกับ สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา กรณีข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา โดยเน้นการเจรจาที่นำไปสู่ความสัมพันธ์อันดีต่อกัน เพื่อแก้ไขปัญหาบ้านเมืองอย่างสันติ ขณะที่มั่นใจว่าการออกรายการ‘ความจริงวันนี้’ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะไม่กระทบกระเทือนถึงรัฐบาล เพราะไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกัน

นอกจากนี้ นายกฯ ยังปฏิเสธไม่ทราบที่ ส.ส.พรรคพลังประชาชน เชิญ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย มาชี้แจงถึงกระบวนการยุติธรรม แต่ยืนยันว่าเรื่องนี้ รัฐบาล จะไม่เข้าไปแทรกแซงแน่นอน

ยันมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็น

ขณะที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกรัฐบาล กล่าวถึงกรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะร่วมเวทีความจริงวันนี้ สัญจรวันที่ 1 พ.ย.นี้ ว่าตนยังไม่ได้รับคำยืนยันว่า อดีตนายกรัฐมนตรีจะร่วมจริงหรือ ไม่ แต่หากเป็นความจริง ถือเป็นสิทธิขึ้นพื้นฐานของแต่ละบุคคลที่สามารถแสดงความคิดเห็นได้

ผบ.สส.ปัดตัดสัญญาณ'แม้ว'1 พ.ย.นี้

พล.อ.ทรงกิตติจักกาบาตร์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.สส.) กล่าวถึงกรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะโทรศัพท์ทางไกลจากประเทศอังกฤษเข้ามายังรายการ "ความจริงวันนี้ ต้านรัฐประหาร" ว่า เรื่องนี้ตนยังไม่ทราบในรายละเอียด ส่วนจะมีการตัดสัญญาณระหว่างที่พ.ต.ท.ทักษิณพูดคุย อยู่หรือไม่นั้น ตนไม่ทราบรายเอียด ทั้งผบ.สส.ยังเชื่อมั่นว่าคงไม่มีใครทำให้เกิดสถานการณ์ที่ไม่ดีเกิดขึ้น

'อัยการ'ชี้หาก'ทักษิณ'ลี้ภัยอาจขอตัวยาก

นายศิริศักดิ์ ติยะพรรณ อธิบดีอัยการสำนักงานต่างประเทศ เปิดเผยถึงความคืบหน้าต่อการดำเนินการทำเรื่องขอตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เพื่อเดินทางกลับมาดำเนินคดีในประเทศไทย คดีอาญา ทุจริตจัดซื้อที่ดินรัชดาฯ โดยตั้งข้อสังเกตว่า หากผู้ต้องหาในคดี ขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนนั้น มีการยื่นเรื่องขอลี้ภัยทางการเมือง และได้รับสถานะผู้ลี้ภัยทางการเมืองจริง สำนักงานอัยการยังคงสามารถทำเรื่องขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนได้ แต่การได้รับสถานะผู้ลี้ภัยการเมือง ก็อาจทำให้ข้อต่อสู้ทางคดีมีน้ำหนักมากยิ่งขึ้น ในการพิจารณาของศาลในต่างประเทศ

ทั้งนี้ นายศิริศักดิ์ กล่าวด้วยว่า อัยการอยู่ระหว่างการดำเนินการในเรื่องเอกสารต่างๆ ซึ่งบางส่วนนั้นตามกฎหมาย ต้องรอให้คดีถึงที่สุดก่อน และยังต้องรอเอกสารการยืนยันถิ่นที่อยู่ของพ.ต.ท.ทักษิณ จากเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในฐานะเจ้าพนักงานที่ต้องดำเนินการติดตามตัวตามหมายจับของศาลด้วย ซึ่งต้องใช้เป็นเอกสารประกอบคำร้อง ส่งไปยังประเทศอังกฤษ



‘สุชน’ชี้ปัญหาบ้านวุ่นวายเกิดจากรธน.50

ที่ปรึกษานายกฯบอกเพราะประชาชนไม่เข้าไปมีส่วนร่วมในรธน.50 บ้านเมืองจึงมีปัญหา พร้อมเรียกร้องประชาชนเข้ามีส่วนร่วมในการยกร่างรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง

วันนี้(23 ต.ค.)ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุชน ชาลีเครือ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และอดีตสมาชิกวุฒิสภา กล่าวถึงกรอบระยะเวลาการยกร่างรัฐธรรมนูญว่า การกระบวนการทุกขั้นตอนจะแล้วเสร็จภายใน 180 วัน

ส่วนปัญหาที่ ส.ว. บางส่วนไม่เห็นด้วยนั้น นายสุชน ระบุว่า ส.ว.ต้องทำหน้าที่ที่ได้รับผิดชอบซึ่งเชื่อว่าจะไม่มีปัญหา ทั้งนี้ยืนยันว่ารัฐบาลไม่เข้าแทรกแซงกระบวนการยกร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนเรื่องปัญหาการเมืองขณะนี้ เชื่อว่าสาเหตุมาจากรัฐธรรมนูญปี 2550 ประชาชนไม่ได้เข้ามีส่วนร่วมอย่างแท้จริงมีเพียงคนบางกลุ่มเท่านั้น จึงเสนอว่าในการยกร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ควรเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามีส่วนร่วมอย่างแท้จริง



'สมชาย'เมินหมอดู"ทักไปจีนแล้วไม่ได้กลับ

'สมชาย'ควง'เจ๊แดง'ประชุมสุดยอดผู้นำเอเชีย-ยุโรป ยืนยันไม่เชื่อหมอดูทักไปจีนแล้วไม่ได้กลับเมืองไทย พร้อมระบุยังไม่รู้รายละเอียดกรณี'สล้าง'ประกาศปิดล้อมทำเนียบฯ

วันนี้ (23 ต.ค.) นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เดินทางพร้อมด้วยนางเยาวภา วงศ์สวัสด์ได้เดินทางไปร่วมประชุมสุดยอดผู้นำเอเชีย-ยุโรป หรือ อาเซม ที่สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนจีน โดยนายสมชาย ให้สัมภาษณ์ว่า ส่วนตัวไม่เชื่อคำทำนายของหมอดูที่ว่าการเดินทางไปในครั้งนี้ จะไม่ได้เดินทางกลับประเทศไทย เพราะตนเชื่อในหลักเหตุและผลมากกว่า ซึ่งหากเชื่อหมอดูมากไปก็จะทำงานไม่ได้

ส่วนการปิดล้อมทำเนียบรัฐบาลของพลตำรวจเอกสล้าง บุนนาค อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจนั้น นายกฯ กล่าวว่า ไม่ทราบรายละเอียด แต่ไม่อยากให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง

ด้านนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ เลขานุการส่วนตัวนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า นายกรัฐมนตรี จะทำหน้าที่ตามปกติแม้ว่าจะมีกลุ่มคนมาขับไล่ ถือว่าเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้ารักษาความปลอดภัยที่จะดูแลนายกรัฐมนตรีเอง

ขณะที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกรัฐบาล ยืนยันว่ากลุ่มนปช. กับพลตำรวจเอกสล้างไม่เกี่ยวข้องกัน แต่มีจุดยืนเดียวกัน



รัฐบาลนายกฯสมชาย ควรเร่งดำเนินการขอตัวนายกฯทักษิณจากอังกฤษในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน โดยเร็ว และจริงจัง


บทความ โดย ลูกชาวนาไทย


เรื่องนี้ฝ่ายค้าน กลุ่มพันธมิตร และพวกที่เกลียดทักษิณต่างกระดี้กระด้า บีบให้รัฐบาลนายสมชาย วงศ๋สวัสดิ์ ให้ดำเนินการขอตัวนายกฯทักษิณ จากประเทศอังกฤษในฐานะผู้ร้ายข้ามแดน มารับโทษในประเทศไทยให้ได้


กรณีเรื่อง “ผู้ร้ายข้ามแดน” ที่ประเทศไทยมีสนธิสัญญาเรื่อง การส่งผู้ร้ายข้ามแดนกับประเทศอังกฤษอยู่นั้น ผมทราบอยู่ว่า กฎหมายเกี่ยวกับผู้ร้ายข้ามแดนของอังกฤษนั้น ไม่ใช่การขอตัวระหว่างรัฐบาลไทย กับรัฐบาลอังกฤษ แต่เป็นกระบวนการที่ จะต้องมีการไปฟ้องที่ศาลชั้นต้นของอังกฤษ ณ ศาลพื้นที่ ที่ผู้ต้องหาพำนักอยู่ รัฐบาลไทย โดยสำนักงานอัยการสูงสุด จะต้องยื่นฟ้อง นายกฯทักษิณ ต่อศาลอังกฤษ ซึ่งจะต้องมีการพิจารณาคดี เสมือนคดีนั้นเกิดขึ้นในประเทศอังกฤษ และจะต้องมีกฎหมายอังกฤษบัญญัติไว้ด้วยว่าการกระทำนั้นมีความผิดตามกฎหมายของอังกฤษ และจะต้องต่อสู้กันถึง 3 ศาล จนกว่าศาลสูงอังกฤษจะพิพากษาว่า "นายกฯทักษิณผิดจริง จึงจะมีการส่งตัวมารับโทษในประเทศไทย

ดังนั้น การทำอย่างนี้ ก็จะเป็นการประจานกระบวนการยุติธรรมของไทย และศาลไทยอย่างเต็มที่ว่า "ได้มาตรฐานสากลหรือไม่” เป็นการนำเอาคดีเหล่านี้ ขึ้นสู่ระบบศาลที่เป็นมาตรฐานสากล นี่จึงเป็น "การประจานศาลไทย" ให้ชาวโลกได้เห็นว่า มีความล้าหลัง ไร้มาตรฐาน และป่าเถื่อนขนาดไหน และเป็นการย้อนรอยกระบวนการศาลไทย ที่มีระบบตั้งธงนำ อยากเจ็บแสบที่สุด


เรื่องนี้ จะเป็นผลดีต่อนายกฯทักษิณมากกว่าเป็นผลเสีย เพราะเป็นการต่อสู้กันในประเทศเป็นกลาง มีความเป็นประชาธิปไตย และมีอารยะธรรมสูงอย่างขาวสะอาด และเป็นบรรทัดฐานต่อไป ซึ่งผลจะออกมาเป็นอย่างไร ก็คือการตบหน้ากระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยภายใต้ อำนาจมืดนั่นเอง

รวมทั้งเป็นการตบหน้า ผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญให้ได้อับอายขายหน้าไปทั่วโลก และผมเชื่อว่าทั่วโลกเขาก็ทราบอยู่ว่าเป็นใคร

การจะช่วยท่านนายกฯทักษิณมีแต่วิธีนี้เท่านั้นครับ และเป็นการช่วยอย่างขาวสะอาดที่สุด

เป็นการย้อนรอย ประจานศาลไทยอย่างเจ็บแสบที่สุดครับ ศาลที่ไม่คำนึงถึงหลักนิติธรรม มีสองมาตรฐานจะต้องได้รับการประนาม จากนานาอารยะประเทศให้สาสมครับ

ระบบการส่งผู้ร้ายข้ามแดนของอังกฤษ ไม่เหมือนกับของไทย

กฎหมายไทยนั้น เมื่อมีการประสานขอความร่วมมือมาจากต่างประเทศ รัฐบาลไทยโดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (ตำรวจ) ก็จะจับกุมผู้ต้องหา และส่งไปให้รัฐบาลประเทศที่มีสัญญาเรื่องนี้กับประเทศไทย ซึ่งกระบวนการไม่ได้ผ่านระบบศาลแต่อย่างใด

ดังนั้นคนไทย บางกลุ่มที่เกลียดนายกฯทักษิณ เข้าใจว่า รัฐบาลอังกฤษจะดำเนินการให้ โดยจับนายกฯทักษิณ ส่งให้รัฐบาลไทย แบบเดียวกับกฎหมายไทย

ซึ่งเป็นการเข้าใจเอาแต่ข้างเดียว และก็คิดว่าจะไปอ้างเอากับรัฐบาลอังกฤษได้ว่า คดีที่ท่านนายกฯทักษิณโดนนั้น ไม่ใช่คดีการเมือง แต่เป็นคดีทุจริต คดีอาญาเป็นต้น นี่ผมได้ยินคนที่สนับสนุนพันธมิตร ในที่ทำงานผมพูดกันอย่างนี้ โดยที่คนพวกนี้มีแต่ความเชื่อ แต่ไม่เคยศึกษาระบบกฎหมายของประเทศที่เจริญแล้วเลย

ที่จริงหากเป็นอาชญากรจริงๆ มีหลักฐานเอาผิดครบถ้วน ไม่ว่าจะพิจารณาในศาลไหน จำเลยก็ต้องผิดอยู่วันยังค่ำ แต่ลักษณะการกระทำความผิด จำต้องมีอยู่ในกฎหมายของประเทศนั้นด้วย เช่น ฆ่าคนตาย หรือการค้ายาเสพติด การคอรัปชั่น (ไม่ใช่คอรัปชั่นทางนโยบายบ้าบอของวาทกรรมพรรคประชาธิปัตย์) การกระทำอย่างนี้ กฎหมายประเทศไหนก็มีบัญญัติไว้ให้เป็นความผิด และหากมีหลักฐานครบถ้วน การขึ้นศาลที่ได้มาตรฐาน ถึงอย่างไรก็ผิด



แต่หากเป็นการกลั่นแกล้งกันด้วยอำนาจการเมือง อำนาจมืด อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ แบบนี้เอาไปขึ้นศาลในประเทศที่เจริญแล้ว มีหลักนิติธรรมที่เข็มแข็ง ไม่ถูกแทรกแซง โดยผู้มีบารมีนอกรัฐธรรมนูญ จำเลยก็จะได้รับความเป็นธรรมอย่างเต็มที่

คนไม่ผิด ไปขึ้นศาลที่เป็นสากล ได้มาตรฐาน ยึดหลักนิติธรรม ถึงอย่างไรก็ไม่ผิดหรอกครับ

การดำเนินการในเรื่องนี้นั้น คงต้องดำเนินการโดยสำนักอัยการสูงสุด ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศจะต้องเป็นผู้ติดต่อประสานงานให้ คงจะต้องมีการส่งทนายไปฟ้องที่ศาลชั้นต้นของอังกฤษ และมีการต่อสู้คดีกันตามกฎหมายของอังกฤษ

อัยการของไทย ก็จะทำหน้าที่เป็นโจทก์ รวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ให้เต็มที่ สู้คดีในศาลอังกฤษ และคงต้องมีการจ้างทนายความของอังกฤษด้วย เพราะรู้หลักกฎมายอังกฤษดี

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้อย่างซี้ซั้วหรือมักง่าย เพราะประเทศพัฒนาแล้ว เขาคงไม่ยินยอมให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยไม่มีหลักนิติธรรมแต่อย่างใด

แต่อย่างไรก็ตาม รัฐบาลนายกฯสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จะต้องเร่งดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพื่อเป็นการช่วยนายกฯทักษิณ ในทางอ้อมครับ และเป็นการฟอกตัวท่านนายกฯทักษิณ อย่างขาวสะอาดที่สุดด้วย และฝ่ายตรงข้ามก็โจมตีรัฐบาลไม่ได้ว่าปกป้องท่านนายกฯทักษิณ

จาก thaifreenews

เมื่อ Awareness ปะทะกับ Loyalty คำถามถึงสื่อมวลชนไทย

บทความ โดย Bugbunny

ผมยังจำท่าทีถากถางเย้ยหยันของผู้ร่วมสนทนาคนหนึ่งในวงพูดคุยเรื่องสถานการณ์ได้ดี เพราะผมเป็นเพียงคนเดียวที่ไม่ให้ราคาความสำคัญกับ ASTV มากนัก แต่โดนสวนมาว่ารู้ไหม ASTV เดี๋ยวนี้มีในอีสานแล้ว ผมไม่ได้โต้แย้งเพราะยังต้องการให้การสนทนาดำเนินต่อไป ในขณะที่ในใจเพียงแต่อยากถามว่า แล้วคนอีสานเชื่อตาม ASTV หรือเปล่า? ข้อมูลของพวกเขาสามารถสร้าง Convincing Power ให้เกิดกับผู้รับสารได้หรือเปล่า? เราไม่ควรมองแค่การที่สื่อพยายามสร้าง Awareness แล้วเราก็เข้าไปยอมรับ ทั้ง ๆ ที่ความจริงมันต้องมองต่อไปด้วยว่า ข้อมูลของ ASTV นั้นมีผลต่อ Loyalty ในหมู่ประชาชนที่สร้างสรรค์ขึ้นมาด้วยผลประโยชน์อันจับต้องได้อย่างแท้จริงจากรัฐบาลและ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้แค่ไหนต่างหาก

สำหรับผมแล้ว ASTV สร้างไม่ได้มาก สร้างได้แต่ Awareness เท่านั้น ท่าทีที่ใช้การด่าทอด้วยถ้อยคำรุนแรงแสดงตนว่าเป็นนักสู้ผู้กล้าหาญ ฯลฯ คือ Positioning ของ ASTV และถูกใจคนที่ตัดสินทุกอย่างด้วยอารมณ์ชื่นชอบหรือเกลียดชังรวมทั้งการบูชาตัวบุคคลเท่านั้น มันมีสภาพไม่ต่างจากการที่คนชื่นชมการปราศรัยของ ฮิตเลอร์ เหมา ฯลฯ ไม่ได้หยุดคิดด้วยวิจารณญานว่า ASTV ชี้ทางออกที่ถูกต้องให้กับสังคมอย่างเป็นรูปธรรมจริงหรือเปล่า นอกจากฝันว่าจะเป็นเช่นนั้นเช่นนี้โดยไม่ต้องลงมือทำจริง ๆ หรือง่าย ๆ พูดอะไรก็พูดได้ แต่ทำได้อย่างที่พูดหรือเปล่า

การสร้าง Awareness เป็นงานของสื่อ ไม่มีใครปฏิเสธได้ แต่หากเอา Marketing Communication มาจับแล้ว จุดสำคัญที่สุดของมันคือการทำให้เกิด Believability ขึ้นให้ได้ในกลุ่มเป้าหมายต่างหาก ซึ่งมันจะต้องมาจากเนื้อหาที่น่าเชื่อถือ มี Reason Whyที่ชัดเจน ตัว Product เองก็ต้อง Lift up to it’s claimed แล้วมันจะกลายเป็นความภักดีหรือ Loyalty ที่คราวนี้ยากนักที่จะทำให้หลุดไปจากใจประชาชน ยกเว้นว่าผลิตภัณฑ์นั้นไม่พัฒนาให้ตามทันความเปลี่ยนแปลงของประชาชนส่วนใหญ่ มันก็จะตายไปตามหลักการ Product Life Cycle นี่คือความเป็นอนิจจังของผลิตภัณฑ์ ที่ไม่ได้ต่างไปจากความเป็นอนิจจังทางการเมือง

พรรค ปชป. มีสิ่งที่เขาสร้างขึ้นในภาคใต้ของประเทศมานานคือ Loyalty ของพรรคในฐานะพรรคคนใต้ ต่อต้านเผด็จการ เขาเคยมีผู้แทนจากเกือบทุกเขตในหลายภาคทั่วประเทศรวมทั้งภาคเหนือภาคอีสานมาแล้ว แต่วันนี้ฐานใหญ่ของเขาเหลืออยู่แค่ภาคใต้ แต่ถ้าพรรค ปชป.ยังคงทำตนสนับสนุนเผด็จการแบบนี้ต่อไป อนาคตของเขาก็จะไม่ได้สดใสแน่นอนแม้แต่ในบ้านเกิด เพราะคนใต้นั้นไม่ได้นิยมเผด็จการ พวกเขาเป็นนักสู้ต่อต้านเผด็จการมายาวนานในประวัติศาสตร์โดยตลอด Loyalty ของพรรค ปชป.จะลดลงเมื่อพรรคของเขาไม่ได้มีคุณสมบัติที่ Lift up to it’s claimed เช่นกัน

ฝากบอกผ่านไปยังสื่อทั้งหลายว่า การวิเคราะห์ตามหลักการเช่นนี้ เป็นสิ่งที่สื่อมวลชนจะต้องเอามาวิเคราะห์ตัวเองให้ชัดเจนด้วย การสร้าง Awareness ของสื่อนั้นทำได้ แต่มันสร้าง Loyalty ให้เกิดกับตัวสื่อเองจากประชาชนหรือไม่ หากผลิตภัณฑ์หรือข้อมูลที่สื่อทั้งหลายนำออกมานั้นเป็นข้อมูลเลว ๆ Loyalty ของตัวสื่อเองในหมู่ประชาชนก็จะลดลงและหายไปในที่สุด ตอนนี้ยอดขายต่าง ๆ และยอด Viewer น่าจะบอกกับสื่อต่าง ๆ ได้แล้วว่ามีการลดลงจนน่ากังวลของผู้ชมรายการและผู้ซื้อหนังสือพิมพ์ อยากให้พิจารณาและวิจารณ์ตนเองกันดูบ้าง

สรยุทธ สุทัศนจินดา เคยเป็นพิธีกรชั้นนำทำเงินได้วันละหลายหมื่นหลายแสนบาท แต่การกระทำของเขาในวันที่เชิญผู้นำเหล่าทัพมาออกทีวีนั้น คือการทำร้าย Loyalty ของตัวเขาเอง จะเชื่อหรือไม่ก็ตามใจ เพราะเขาเอาสิ่งไร้คุณภาพทางการเมืองอันได้แก่การปฏิวัติรัฐประหารมานำเสนอสู่สาธารณชน สนธิ ลิ้มทองกุล ก็เคยเป็นหนึ่งในจอโทรทัศน์ แต่วันนี้เขาไม่เหลือความเชื่อถืออะไรอีกเลยในสายตาประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศก็เพราะการกระทำของตัวเองที่หลงไหลอยู่กับวิธีสร้าง Awareness ที่ไม่ได้สร้าง Loyalty ตอนนี้ Loyalty ของเขาหลงเหลืออยู่เฉพาะในหมู่แม่ยกและสาวกหน้ามืดตามัวจำนวนไม่มากนักเท่านั้น เมื่อเทียบกับประชาชนส่วนใหญ่ ในสังคม ซึงเราก็คงต้องปล่อยไป เพราะศรัทธาบางทีก็ไม่จำเป็นต้องมีเหตุผล เหมือนกับกรณีพระยันตระในอดีต

เราเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงในสื่อหนังสือพิมพ์หลายฉบับวันนี้ เห็นการรายงานข่าวสองด้านมากขึ้น การกล้าปะทะกับเครือผู้จัดการอย่างไม่กลัวเกรงของข่าวสด การเสนอภาพปกโดยไม่ Pretending ของนิตยสารการเมืองรายสัปดาห์ในสภาพที่ไม่ใช่คัดเลือกแล้วส่งมา ได้ยินรายการวิทยุหลายสถานีที่ประกาศตนชัดเจนว่าต่อต้านพันธมิตร หรือ Public Figure แบบคุณปลื้มที่เคยระวังตัวมากเมื่อก่อน กล้าออกมาโชว์ความคิดอิสระในวันนี้ อยากบอกว่าสถานการณ์เช่นนี้จะขยายตัวมากยิ่งขึ้นอีก เพราะAwareness ที่สื่อมวลชนฝ่ายเผด็จการศักดินาอำมาตย์พยายามสร้างขึ้นนั้นมันไม่สามารถสร้าง Loyalty ให้เกิดขึ้นในหมู่ประชาชน รวมทั้งทำให้ Loyalty ที่ประชาชนเคยมีในอดีตต่อตัวสื่อเองลดหายไปเกือบหมดแล้ว เพราะ Claim และ Positioning ของสื่อกลุ่มนั้นที่เคยยืนยันว่า ต่อต้านเผด็จการ รักประชาธิปไตย มันไม่ได้ Lift up to it’s claimed ของพวกเขาเลยในวันนี้ อีกไม่นานสื่อเหล่านี้ก็จะตายไปเอง คอยดูก็แล้วกัน มันพิสูจน์มาแล้วทั่วโลก

จาก thaifreenews