WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Thursday, October 23, 2008

ผู้การตร.อัดสื่อไทยฯกลัวความถ่อย‘พันธมาร’โต้‘หมอผี’ยันแก๊สน้ำตาไม่รุนแรง

ผู้การฯ พธ.จวกยับสื่อฯ เมินข้อเท็จจริงเหตุสลายม็อบถ่อยหน้ารัฐสภา ซัดสื่อไทยกลัวพันธมารตีหัว-ถลกหนัง ไม่กล้าเสนอข่าวตำรวจโดนทำร้าย โต้เผือกร้อน “หมอพรทิพย์” ระบุแก๊สน้ำตาไม่รุนแรง มีอนุภาพแค่ทำให้ระคายเคือง ยืนยันไม่สามารถทำให้คนตายได้ ชี้ที่พันธมิตรฯแขน-ขาขาด แจงมือที่ 3 ขว้างระเบิดปิงปองใส่ผู้ชุมนุม

พล.ต.ต.ภูวดล วุฑฒกนก ผู้บังคับการกองพลาธิการและสรรพาวุธ (ผบก.พธ.) ให้สัมภาษณ์สำนักข่าวประชาทรรศน์ โดยมีการโต้ตอบกรณีที่ พญ.คุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม ออกมาระบุถึงเหตุการณ์สลายการชุมนุมที่หน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ต.ค. ซึ่งมีผู้เสียชีวิตและได้รับบาดเจ็บ เนื่องจากได้รับแก๊สน้ำตาที่สั่งมาจากประเทศจีน

ในเรื่องนี้ พล.ต.ต.ภูวดล ระบุว่า ตำรวจใช้แก๊สน้ำตา เพียงเพราะต้องการให้เกิดเสียงดังและให้ผู้ชุมนุมเกิดความเกรงกลัวเท่านั้น

พล.ต.ต.ภูวดล กล่าวยืนยันว่า อนุภาพของแก๊สน้ำตาที่นำมาจากประเทศจีนนั้น ไม่สามารถทำให้คนตายได้ เพราะหากสัมผัสโดยตรงด้วยการหายใจ กลืนกิน สัมผัสกับร่างกาย ก็จะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อเมือก ทางเดินหายใจ มีอาการเวียนศรีษะ คลื่นไส้ อาเจียน ชัก และเจ็บตา

พร้อมกันนี้ ได้เปรียบเทียบแก๊สน้ำตาที่สั่งซื้อจากจีน กับแก๊สน้ำตาที่ประเทศตะวันตกและสหรัฐฯใช้ควบคุมฝูงชน ซึ่งจะกระจายแก๊สออกมาโดยไม่มีเสียงดัง ตกใกล้ก็ไม่ทำให้คนเจ็บ เพราะมันไม่มีสะเก็ด ฉะนั้นคนเจ็บอะไรเนี่ย ต้องไปตรวจหาสารอื่นด้วย ไม่ใช่ตรวจแต่สาร RDX เพียงอย่างเดียว เพราะสาร RDX มันจะมีกระจายไปหมด ทั้งคนเจ็บคนไม่เจ็บ เมื่อตรวจคนไหนก็จะพบสารตัวนี้มีทุกคน เนื่องจากสารระเบิดนี้จะหมดฤทธิ์ด้วยการกระจายขึ้นฟ้าเพราะฉะนั้นอย่าเพิ่งด้วยสรุปว่ามันมาจากแก๊สน้ำตาของจีน

อย่างไรก็ตาม ผบก.พลาธิการและสรรพาวุธ กล่าวยืนยันว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 7 ต.ค.นั้น ไม่มีสะเก็ดที่จะไปทำร้ายใคร พยานในที่เกิดเหตุก็เห็นเยอะแยะ ซึ่งต้องดูด้วยว่ามันมาจากสารอื่นหรือเปล่า หากผู้ที่ได้รับบาดเจ็บบอกว่ามันมาจาก RDX ก็พูดไม่ได้ เพราะว่าทุกคนก็มี RDX ทั้งหมด ส่วนควันมันจะกระจายเต็มไปหมดตรวจตรงไหนก็เจอ

ทั้งนี้ พล.ต.ต.ภูวดล ยังตำหนิการทำหน้าที่ของสื่อมวลชน กรณีไม่ยอมเสนอข้อเท็จจริง ว่าตำรวจถูกทำร้ายอย่างไร ม็อบพันธมิตรฯมีพฤติกรรมยั่วยุเจ้าหน้าที่มากน้อยแค่ไหน ซึ่งภาพเหตุกาณณืที่บันทึกไว้ในที่เกิดเหตุ ก็ยืนยันได้ชัดเจนว่ามีความพยายามปลุกปั่นให้เกิดเหตุรุนแรง และมีการขว้างปาระเบิดปิงปองเข้าไปยังพื้นที่ชุมนุม

“การที่สื่อฯไม่กล้าเสนอความจริง หรือเพราะกลัวกลุ่มพันธมิตรฯ จะเข้ามาตีหัว มาถลกหนัง จนไม่กล้านำเสนอข่าวตำรวจถูกทำร้ายอย่างน่าเห็นใจ” ผบก.พลาธิการและสรรพาวุธ กล่าวในตอนท้าย



หวั่นกองทัพคิดไม่ซื่อ! นปช.นัดชุมนุมใหญ่ซ้อมต้านรัฐประหาร25 ต.ค.นี้

หวั่นชุดพรางคิดไม่ซื่อปฏิวัติ! คนรักประชาธิปไตยอย่างนปช.อยู่เฉยไม่ได้เรียกคนเสื้อแดงชุมนุมซักซ้อมต้านรัฐประหารใหญ่ที่สนามหลวง 25 ต.ค.นี้

นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เปิดเผยว่าว่าในวันเสาร์ ที่ 25 ตุลาคม 2551 นี้ เวลา 17.00 -23.00 น.ทางกลุ่ม นปช.จะนัดรวมตัวเพื่อชุมนุมครั้งใหญ่เพื่อปราศรัยที่ท้องสนามหลวง โดยการปราศรัยจะนำโดย อาทิ นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย อาจารย์จรัล ดิษฐาอภิชัย และนายอดิศร เพียงเกษ ฯลฯ

อย่างไรก็ตาม ในเวลา 20.00 น. จะทำการเคลื่อนขบวนผู้ชุมนุมจากท้องสนามหลวงไปยังกระทรวงกลาโหม เพื่อเป็นการซักซ้อมวิธีต่อต้านการรัฐประหาร ขณะเดียวกันได้เชิญชวนผู้เข้าร่วมชุมนุมสวมใส่เสื้อสีแดงเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของผู้ที่สนับสนุนระบอบประชาธิปไตย

นายสมยศ กล่าวยืนยันว่า การชุมนุมครั้งนี้จะไม่มีการยั่วยุผู้ชุมนุมให้ความรุนแรงหรือไปกระทบกระทั่งกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ปักหลักชุมนุมกันอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาล

“ผู้ชุมนุมของเราจะไม่เคลื่อนไปที่ทำเนียบรัฐบาลเพื่อยั่วยุให้เกิดการปะทะกับพันธมิตรเด็ดขาด เพราะการชุมนุมครั้งนี้ต้องการซักซ้อมการต่อต้านหากการยึดอำนาจจากทางทหารแบบระบอบประชาธิปไตยเท่านั้น”แกนนำนปช. กล่าว



‘ณัฐวุฒิ’เชื่อใครคิดปฏิวัติ ลั่นปชช.นับแสนฮือต้าน!

โฆษกรัฐบาลระบุชัด! หากเกิดการยึดอำนาจ ประชาชนนับแสนคนจะออกมาต่อต้านแน่นอน ส่วน‘ทักษิณ’เตรียมต่อสายตรง‘ความจริงวันนี้’ถือว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน เชื่อ 1 พ.ย.คนมาแน่นราชมังคลาฯ

นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เตรียมที่จะให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ‘ความจริงวันนี้’โดยจะออกอากาศในวันที่ 1 พ.ย.นี้ ที่สนามราชมังคลากีฬาสถานว่า ตนก็เพิ่งทราบจากข่าว และยังไม่ได้คุยกับผู้จัดรายการ ว่าจะมีการให้พ.ต.ท.ทักษิณส่งสัญญาณ โทรศัพท์มาหรือไม่

ทั้งนี้ทางผู้จัดรายการจะแถลงถึงรูปแบบการจัดงานและวัตถุประสงค์ให้สื่อมวลชนได้ทราบในสัปดาห์หน้า แต่โดยหลักการก็ต้องถือว่าพ.ต.ท.ทักษิณเป็นคนไทยคนหนึ่ง ซึ่งมีสิทธิขั้นพื้นฐานที่จะแสดงความเห็นผ่านช่องทางต่าง ๆ สู่สาธารณะได้

ส่วนที่มีกระแสข่าวว่าอาจจะเป็นการยั่วยุฝ่ายตรงข้ามให้เกิดความรุนแรงมากขึ้นหรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า เท่าที่ตนได้มีโอกาสไปร่วมกิจกรรมที่ผ่านมา ถือเป็นการจัดกิจกรรมที่อยู่ในพื้นที่มีรั้วรอบขอบชิดชัดเจน ไม่มีการเคลื่อนขบวนไปไหน มีกำหนดเวลาเริ่มและเลิกชัดเจน เป็นการชุมนุมโดยสันติปราศจากอาวุธ ไม่มีนักรบหรือกองกำลังจากที่ใดมาคอยดูแลห้อมล้อมให้ตกใจกัน แม้จะมีการแสดงอารมณ์ความรู้สึกจากประชาชนทางด้านการเมืองบ้าง แต่ก็ถือเป็นมิติใหม่ของการชุมนุมเคลื่อนไหว และคิดว่าในวันดังกล่าวประชาชนจะมาชุมนุมเต็มสนามราชมังคลาฯ

นายณัฐวุฒิยังกล่าวถึงกระแสการปฏิวัติว่า ตนเชื่อมั่นว่าถ้าหากมีการออกมาปฏิวัติของทหารจะมีประชาชนออกมาต่อต้านมากกว่า 7 หมื่นคนแน่นอน

เมื่อถามว่า การเคลื่อนไหวของรายการ “ความจริงวันนี้” กับพล.ต.อ.สล้าง บุญนาค อาจถูกมองว่าเป็นกระบวนการเดียวกัน โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่มีการดำเนินการร่วมกัน เพียงแต่ทั้ง 2 กลุ่มมีเป้าหมายเดียวกันคือไม่เห็นด้วยกับกลุ่มพันธมิตรฯ สนับสนุนการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ต่อต้านการรัฐประหารทันที และเป็นความต้องการร่วมกันที่อยากจะเอาทำเนียบรัฐบาลคืนมา

ส่วนที่ พล.ต.อ.สล้างประกาศปิดล้อมทำเนียบฯ และอาจใช้อาวุธพิเศษเพื่อสลายกลุ่มพันธมิตรฯ นั้น นายณัฐวุฒิ กล่าวว่า ในชั้นนี้ยังเป็นเพียงการแสดงความเห็น หากมีกรณีที่สุ่มเสี่ยงต่อการเกิดความรุนแรงสูญเสีย เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายจะต้องพยายามเจรจาควบคุมไม่ให้เกิดขึ้น อยากตั้งข้อสังเกตว่าการเคลื่อนไหวของประชาชนหลายกลุ่มวันนี้มีเพียงกลุ่มพันธมิตรฯกลุ่มเดียวเท่านั้นที่มีกองกำลังติดอาวุธเป็นของตนเอง มีการประกาศตัวเป็นนักรบ จัดหน่วยลาดตระเวน และตั้งสน.พันธมิตรฯ ซึ่งสังคมควรจะกังวลว่าสภาพในทำเนียบฯกลายเป็นที่ตั้งของกองกำลังติดอาวุธไปแล้วหรือ

เชื่อ 'ทักษิณ'พร้อมคืนเครื่องราชฯตามกม.

นายณัฐวุฒิ ยังกล่าวถึงกรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณ อาจต้องคืนเครื่องราชอิสริยาภารณ์ เนื่องจากถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผุ้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาจำคุก 2ปีในคดีทุจริตการจัดซื้อที่ดิน ถนนรัชดาภิเษกจากกองทุนเพื่อการฟื้นและพัฒนาระบบสถาบันการเงินว่า หากระเบียบหลักเกณฑ์กำหนดไว้และ

พ.ต.ท.ทักษิณ มีความผิดเข้าข่าย ซึ่งต้องคืนเครื่องราชฯ ก็คงต้องว่ากันไปตามกฎหมาย แต่ทั้งนี้เมื่อพิจารณาดูจากความผิดของพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้เกิดจากการคอร์รัปชั่น แต่เป็นความผิดตามกฎหมายเฉพาะที่เกี่ยวพันธ์กับภริยา(พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนุญว่าด่วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542) ดังนั้นใครเปิดประเด็นและพยายามโยง เพราะต้องการจะเหยียบซ้ำพ.ต.ท.ทักษิณ ก็ทำได้



สุชน วอนสมาชิกรัฐสภาร่วมมือกันแก้ รธน. เคารพเสียงข้างมาก


กรุงเทพฯ 23 ต.ค. - นายสุชน ชาลีเครือ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะอดีตประธานวุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีข้อเสนอลดเวลาการทำงานของ ส.ส.ร. จาก 240 วัน เป็น 180 วัน ว่า เชื่อว่าคณะกรรมการที่ยกร่างรัฐธรรมนูญน่าจะพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว เวลา 180 วันถือว่าไม่มากและไม่น้อยเกินไป อย่างไรก็ตาม สิ่งที่กังวลคือขั้นตอนการสรรหา ส.ส.ร.จากภาคประชาชน ซึ่งจะเสียเวลาพอสมควรในการเลือกแต่ละจังหวัด ส.ส.ร.ที่ผ่านมาเคยใช้เวลาถึง 240 วันในขั้นตอนนี้

“ในยามที่เกิดภาวะวิกฤติแบบนี้ ผมอยากเรียกร้องให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมมากที่สุด รวมทั้ง สมาชิกรัฐสภาทุกคน ก็น่าจะให้ความร่วมมือกัน เพราะบ้านเมืองของเราเวลานี้ ต้องยอมรับว่าวิกฤติจริง ๆ ดังนั้น ต้องไม่เห็นแก่ประโยชน์ฝ่ายใด และเรื่องนี้ผมมั่นใจว่า รัฐบาลไม่ไปแทรกแซงแน่นอน ส่วนที่ ส.ว.มีการแยกกันเป็น 2 ฝ่าย ไม่มีปัญหา ต้องดูเสียงข้างมาก เพราะอยู่ในระบอบรัฐสภา ถ้าเสียงข้างมากเห็นอย่างไร ต้องเคารพ เชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหา” นายสุชน กล่าว . - สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-10-23 13:31:12

โฆษกรัฐบาลบอกยังไม่มีข้อสรุป พ.ต.ท.ทักษิณออกความจริงวันนี้


23 ต.ค. - นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เตรียมชี้แจงผ่านกิจกรรมของรายการ “ความจริงวันนี้” ที่ จะจัดขึ้นในวันที่ 1 พฤศจิกายน ที่ สนามราชมังคลากีฬาสถาน หลังศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษาจำคุก 2 ปี ในคดีทุจริตซื้อขายที่ดินย่านรัชดาภิเษก ว่าในเบื้องต้นทราบว่ายังไม่มีความชัดเจน หรือมีการหารือกับคณะผู้จัดรายการว่า จะมีการเปิดโอกาสให้ พ.ต.ท. ทักษิณ ชี้แจงผ่านทางรายการหรือไม่ แต่โดยหลักแล้ว พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นคนไทยคนหนึ่ง มีสิทธิขั้นพื้นฐานที่จะแสดงความคิดเห็นผ่านช่องทางต่างๆ ออกสู่สาธารณชนได้

“ผมได้ทราบจากคณะผู้จัดรายการความจริงวันนี้ว่า จะมีการชี้แจงเรื่องการจัดงานให้ประชาชนทราบในต้นสัปดาห์หน้า ว่าจะมีการโทรสายตรงจากลอนดอน ของ พ.ต.ท.ทักษิณ หรือไม่ เพราะตอนนี้ก็ยังไม่มีการทาบทามแต่อย่างใด” นายณัฐวุฒิ กล่าว

เมื่อถามว่า หาก พ.ต.ท.ทักษิณ ออกรายการ จะเป็นการเร่งให้สถานการณ์บ้านเมืองเกิดความวุ่นวายขึ้นหรือไม่ นายณัฐวุฒิ กล่าวว่าการ จัดรายการความจริงวันนี้ จัดอยู่ในสถานที่ที่มีรั้วรอบขอบชิด และกำหนดเวลาที่ชัดเจน ไม่มีการเคลื่อนขบวน ประชาชนที่ไปร่วมชุมนุมก็ไปด้วยความสงบ ปราศจากอาวุธ จึงไม่เชื่อว่าจะทำให้สถานการณ์เกิดความวุ่นวายขึ้นได้

นายณัฐวุฒิ กล่าวถึงการเคลื่อนไหวของ พล.ต.อ.สล้าง บุญนาค อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ ว่าไม่เกี่ยวกับการจัดรายการความจริงวันนี้ แต่ทั้ง 2 กลุ่มมีเป้าหมายเดียวกัน คือไม่เห็นด้วยกับการเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯ และต่อต้านการรัฐประหารทุกรูปแบบ รวมถึงมีความต้องการเอาทำเนียบฯ กลับคืนมาเป็นของประชาชน นี่คือวัตถุประสงค์ร่วมกันเพียง แต่วิธีการอาจจะแตกต่างกันไปเท่านั้น .- สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-10-23 12:26:54

สามเหลี่ยมดินแดง


โดย แทง แทนไท
** พบกันอีกครั้งกับหนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน “สื่อทางเลือกเพื่อประชาธิปไตย” ทำหน้าที่รับใช้ท่านผู้อ่านมาจนถึงฉบับที่ 267 ประจำวันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม 2551 อยู่กับ แทง แทนไท ประจำฐานปฏิบัติการคัดค้านการกระทำใดที่จะนำประเทศไปสู่หนทางที่จะเปิดประตูให้พวกคณะทหารเผด็จการเข้ามายึดครองอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย พวกเราจะยอมสู้ตายกันในคราวนี้ ปฏิวัติรัฐประหารปุ๊บ ไปเจอกันปั๊บ ที่ท้องสนามหลวง ท้องทุ่งแห่งประชาธิปไตย

** มาแล้วหลังจากกั๊กเอาไว้นานหลายสัปดาห์ พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค อดีตรอง อ.ตร. แกนนำกลุ่ม “กู้วิกฤติชาติ” ประกาศเตรียมขนสรรพอาวุธชนิดใหม่ ในการเข้าปราบฝูงชนกว่า 20 ชนิด เพื่อเข้าไปปราบ ม็อบชั่ว ม็อบถ่อย ม็อบสถุล ที่บังอาจยึดทำเนียบรัฐบาลเอาไว้หลายเดือนแล้ว และมีทีท่าจะทำตัวเป็น ผู้ก่อการร้ายสากล เพราะไป “ยึดสนามบิน” และ “ยึดรถไฟ” ความช่วยเหลือจากต่างประเทศจึงพรั่งพรูเข้ามาให้การช่วยเหลือ เมื่อรู้ว่ามีอดีตนายตำรวจ จะเข้าทำการ ปราบกบฏ และ ปราบผู้ก่อการร้าย ... แทง แทนไท ให้กำลังใจสุดตัว

** เท่าที่ฟัง พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค บอกกล่าวเล่าสิบ ถึงแนวทางในการสลายการชุมนุม ท่านย้ำชัดๆ ว่า ไม่บุกเข้าไปให้โง่หรอก แค่ปิดล้อม ไม่ให้ไปส่งอาหาร ไม่ให้ไปส่งน้ำ แค่นี้ก็ชักดิ้นชักงอ กันแล้ว มันจะกินอะไร (เติมให้ว่า มันก็กินพวกเดียวกัน ตัวตะกวดในทำเนียบไงละท่าน!!!) ส่วนใครจะมาคิดสู่รบปรบมือ งานนี้มีต่างชาติบริจาคของปราบม็อบ แบบนุ่มนวล เอาไว้เพียบ ท่านยกตัวอย่างมา 2 ชนิด ก็หนาวแล้ว “สตันท์บอมบ์” และ “สตัฟฟ์โฟม” เหมือนในหนังเจมส์บอนด์ไม่ผิดเพี้ยนเลย คงไม่ใช่แค่ขู่ เพราะก่อนท่านพูดคงจะต้องเห็นของมาก่อน

** หลายคนสงสัยสิ่งที่ท่าน พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค พูดมาแต่พูดไม่หมด คือเรื่องราว “ฉาวกาม” ของ “สตรีชั้นสูง” เป็นชู้กับ “นักการเมือง” !!! ...ตะลึง !! ตึง !! ตึง !!...ท่านบอกว่ามีหลักฐานชัดๆ แต่ไม่ยอมบอกว่าเป็นใคร แต่ถ้าจะให้เดา ฝ่ายการเมือง คงเดาไปทางอื่นไม่ได้ ต้องไปที่ พรรคที่มีประวัติ มั่วกาม – เสพเซ็กซ์ (เจาะไข่แดงเมียเพื่อน เจาะไข่แดงเมียหัวหน้า เจาะไข่แดงเมียลูกน้อง) มั่วๆ นัวๆ กันไปหมด ไม่น่าจะคาดการณ์ผิด ด้วยอิทธิฤทธิ์ของ ไข่นุ้ยใบเบ้อเริ่ม จากดินแดนสะตอใต้ สุ-ราด นั่นเอง... ส่วนอีกคนที่เป็นฝ่ายหญิง เขาร่ำลือกันหนาหู ชื่อพ้องที่คนมักเรียกนักแสดงในวงการบันเทิงว่า ดา...อะไรนะ ดา...อะไรนะ แหม...เรื่องเมาท์กันสนั่นเมืองแบบนี้คงต้องไปถามแวดวง ไฮโซ-ไฮซ้อ-สตรีผู้สูงศักดิ์ น้ำลายไหลเอื๊อกๆ ...ชะ...เอิง...เอย... ใช่ไม่ใช่ พี่น้อง

** แทง แทนไท คิดว่า พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค ตอบโจทย์ใหญ่ให้กับคนไทยทั้งประเทศ 63 ล้านคนได้ถูกต้อง เพราะอะไร...ปัญหาประเทศ อยู่ที่ทำเนียบรัฐบาลเวลานี้ หากไม่แก้ไขปัญหานี้เป็นอันดับแรก อย่าไปหวังว่าประเทศไทยของเราจะแก้ไขปัญหาอะไรได้ รัฐบาลอยู่ในสภาพที่เป็นรัฐมีอำนาจ แต่พิกลพิการใช้ไม่ได้ ซึ่งไม่ใช่การปกครองในวิถีทางประชาธิปไตย อับอายขายขี้หน้าชาวโลกไปทั่วแล้ว ไหนว่าประเทศไทยปกครองในระบอบประชาธิปไตย ไหนว่าประเทศไทยเป็นอารยประเทศ วันนี้หาก พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค สร้างวีรกรรมยึดทำเนียบคืนสำเร็จ ผู้คนทั่วโลก และคนฝั่งฝาประชาธิปไตย ในประเทศไทย จะปรบมือดังๆ ให้กับท่าน

** มาดูเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ที่เป็นผลผลิตของซากเดนเผด็จการ คมช. ได้กระทำย่ำยีบีฑากับปวงชนชาวไทย ได้เวลาต้องแก้ไขให้กลับคืนมาสู่ความเป็นประชาธิปไตย ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แนวทาง ตั้ง สสร.3 เป็นแนวทางหนึ่งที่กำลังลุ้นกันอยู่ ว่าจะทำได้หรือไม่ แต่พรรคประชาธิปัตย์ ในบทบาทฝ่ายค้าน กลับใช้วิธี ตีรวน บอยคอต ตั้งแต่เริ่มแรก ทั้งที่ปากเคยพ่นบอกกับประชาชนเอาไว้ว่า “รับๆ ไปก่อนค่อยแก้ทีหลัง”!!! แต่มาวันนี้กลับบิดพลิ้ว สมควรไหมที่จะถูกแจ้งความให้ยุบพรรค เพราะโกหกประชาชน 63 ล้านคนทั่วประเทศ ซึ่งผิดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ฉบับที่พวกเขารับมานั่นแหละ???

** พรรคประชาธิปัตย์ หากจะทำตัวเหมือน ไม้หลักปักขี้เลน ไม่เป็นโล้ ไม่เป็นพาย “วันหนึ่งพูดอย่าง แต่อีกวันทำอีกอย่าง” หรือ “ต่อหน้าพูดอย่าง ลับหลังทำอีกอย่าง” ในวันนี้ประชาชนคนไทย สื่อสารมวลชนไทย เขารู้ เขาเห็น ยิ่งทำมากๆ ธาตุแท้ ยิ่งเปิดเผยออกมา ไหนว่ารักชาติ รักประเทศ แล้วทำไมจึงไม่หาทาง แก้ไขวิกฤติชาติด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สร้างกติกาที่เป็นธรรม หรือ กติกานี้เอื้อให้กับพรรคประชาธิปัตย์ ทำลายพรรคคู่แข่ง ตามบันได 5 ขั้นของ คมช. ใช่ไม่ใช่ก็บอกมา หวังลมๆ แล้งๆ แล้วจะหวังขยายฐานการเมืองสร้างคะแนนสนับสนุน ในภาคเหนือ ภาคอีสาน ได้อย่างไร วันนี้ชาวบ้าน รากหญ้า เขาไม่โง่ !!!

** วันก่อนเห็นแกนนำ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. เดินทางไปที่ กองปราบปราม เพื่อแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ในข้อหา “แต่งกายเลียนแบบ ป.ป.ช.” เอ้ย... ไม่ใช่ ข้อหา.. “ป.ป.ช.ชุดนี้กระทำการขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย ป.ป.ช. ขาดคุณสมบัติแต่ต้นในการดำรงตำแหน่ง เพราะไม่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ” เรื่องนี้ตำรวจต้องรีบเร่งสะสางคดี...

** ช่างเหมาะสมกับวันเวลา ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้ออกมาพิพากษาคดี ที่ดินรัชดาฯ ซึ่งท่านพิพากษาชัดเจนว่า กฎหมาย ป.ป.ช.ยังไม่สิ้นสภาพในวันทำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 !!! หมายความว่า พ.ร.บ. ป.ป.ช. มีผลบังคับใช้ต่อเนื่องมา ดังนั้นใครกระทำการฝ่าฝืนกฎหมายฉบับนี้อยู่ โปรดระวัง !!! จะเข้าข่าย แต่งกายเลียนแบบเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. จะเข้าข่าย แอบอ้างใช้อำนาจโดยไม่มีอำนาจให้ใช้ หลายมาตรา หลายกระทง กันล่ะทีนี้ ไม่รู้ต่อมสำนึก ต่อมจริยธรรม ที่ไปเรียกร้องกับคนอื่น ทีเรื่องของตัวเองหดหายไปไหนกันหมด


ความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์กับการบ่อนทำลายความมั่นคงทางการเมือง (จบ)


โดย รศ.ดร.วรพล พรหมิกบุตร คณะสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ม.ธรรมศาสตร์

1.สภาวะความแตกต่างหลากหลายทางความคิด อุดมการณ์ และผลประโยชน์ปัจเจกของผู้มีเชื้อสายราชนิกูลสายสกุลต่างๆ ไม่ใช่สภาวะเดียวกับสภาวะความเป็น “สถาบัน” ของพระมหากษัตริย์ไทย

สถาบันพระมหากษัตริย์มีปัจเจกบุคคล พระองค์ และท่านต่างๆ เป็นสมาชิกที่มีการจัดโครงสร้างสถานภาพและบทบาทหน้าที่ต่างๆ ทั้งอย่างเป็นทางการเชื่อมโยงกับระบบกฎหมาย และอย่างไม่เป็นทางการเชื่อมโยงกับจารีตปฏิบัติในสังคมไทยปัจจุบัน

ภาวะปัจเจกของบุคคลต่างๆ ที่เป็นสมาชิกในเครือข่ายสถาบันพระมหากษัตริย์ท่ามกลางความซับซ้อนของสังคมสมัยใหม่ ทำให้การดำเนินวิถีชีวิต อาชีพการงาน เครือข่ายความสัมพันธ์ส่วนบุคคล ความคิดและอุดมคติทางสังคมของผู้มีเชื้อสายราชนิกูลแต่ละท่าน (แม้แต่ในครอบครัวเดียวกัน) มีความหลากหลายผันแปรแตกต่าง และไม่จำเป็นต้องดำเนินไปในทิศทางเดียวกันหรือเป็นแบบเดียวกันทั้งหมด แม้ว่าประชาชนจำนวนมากอาจคาดหวังกันไปเอง (ด้วยความคิดที่ต้องการความสมบูรณ์แบบเชิงอุดมคติแต่มองข้ามความจริงทางสังคม) ว่าแนวทางการดำเนินชีวิต รวมทั้งความคิดทางการเมืองและการแสดงออกของสมาชิกราชนิกูลในสถาบันกษัตริย์ควรจะต้องเป็นแบบอย่างเดียวกัน คือ แบบอย่างองค์พระประมุขของปวงชนชาวไทย

เราสามารถมองเห็นการแสดงออกที่แตกต่างกันของบุคคล พระองค์ และท่านต่างๆ ในเครือข่ายสังคมสถาบันได้ตลอดเวลาว่ามีความหลากหลาย สอดคล้องกันบ้าง หรืออาจมีนัยให้ตีความว่าขัดแย้งกันเองบ้าง แต่ความหลากหลายในรายละเอียดการแสดงออกที่แตกต่างกัน สอดคล้องกันบ้าง หรือมีนัยให้ตีความว่าขัดแย้งกันบ้างดังกล่าวนั่นเอง ที่เป็น “ข้อเท็จจริง” ยืนยันว่าองค์รวมของ “สถาบันพระมหากษัตริย์” ไม่ได้ลำเอียง เลือกข้างหรือเข้าข้างพสกนิกรฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หรือรังเกียจฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยเฉพาะเจาะจง พสกนิกรชาวไทยที่ขัดแย้งกันต่างหากที่มักเป็นผู้ “เลือกข้าง” คือเข้าข้างฝ่ายหนึ่งและรังเกียจอีกฝ่ายหนึ่งอย่างเฉพาะเจาะจง พสกนิกรเหล่านี้อาจจำเป็นต้องเรียนรู้ความหมายของ “ความเป็นกลางทางการเมือง” (โดยไม่จำเป็นต้องสูญเสียอุดมคติทางการเมืองที่ถูกต้องชอบธรรม) และอาจต้องฝึกฝนพัฒนา “ความใจกว้าง” ทางความคิดของตนมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในสถานการณ์ปัจจุบัน (ผู้เขียนสังเกตว่าประชาชนผู้สนับสนุนพันธมิตรฯ จำนวนมากโกรธเมื่อได้ทราบข่าวการพระราชทานคำสัมภาษณ์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ขณะเดียวกันผู้สนับสนุนรัฐบาลและ นปช. จำนวนมากก็โกรธที่ได้ทราบข่าวพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเพลิงศพผู้เสียชีวิตฝ่ายพันธมิตรฯ เป็นต้น)

ไม่เพียงเฉพาะข้อเท็จจริงระดับสูงสุดภายในราชวงศ์เท่านั้นที่แสดงความหลากหลายตามธรรมชาติทางสังคม ท่ามกลางความซับซ้อนของสังคมสมัยใหม่ (เช่น องค์พระประมุขไม่เห็นด้วยกับแนวทางการเสนอขอพระราชทานนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 7 รัฐธรรมนูญ 2540 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเพลิงศพผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์รุนแรง วันที่ 7 ตุลาคม 2551 และทรงพระราชทานเงินช่วยเหลือผู้บาดเจ็บทั้งฝ่ายประชาชนและเจ้าหน้าที่ตำรวจ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงประทานคำสัมภาษณ์แก่ผู้สื่อข่าวต่างประเทศเกี่ยวกับการกระทำของพันธมิตรฯ) ข้อเท็จจริงจากการแสดงออกทางการเมือง ความคิด รวมทั้งการดำเนินชีวิต การงาน เครือข่ายความสัมพันธ์ส่วนบุคคลและรสนิยมทางสังคมวัฒนธรรมของผู้มีเชื้อสายราชนิกูลสายสกุลต่างๆ ในสังคมสมัยใหม่เช่นปัจจุบันก็แสดงความหลากหลายแตกต่างกันบ้าง ขัดแย้งกันเองบ้าง และสอดคล้องกันบ้างตามภาวะธรรมชาติทางสังคมและภูมิหลังประวัติศาสตร์ส่วนบุคคล และประวัติศาสตร์ครัวเรือนของแต่ละท่าน หรือแต่ละพระองค์
หากเราไม่ใช้ความลำเอียงส่วนตัวของตนเองปกปิดความจริงอีกด้านหนึ่ง หรือปฏิเสธไม่ยอมรับรู้ความจริงอีกด้านหนึ่ง เราจะมองเห็นได้ชัดเจนขึ้นในข้อเท็จจริงว่า แม้แต่ในแวดวงผู้มีเชื้อสายราชนิกูลลำดับรองลงมาก็มีทั้งท่านที่ไปร่วมสนับสนุนกลุ่มพันธมิตรฯ และท่านที่สนับสนุนรัฐบาลและ/หรือ นปช. เป็นต้น

2.ความสำคัญของ“ความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์”ต่อสังคมไทยปัจจุบันและอนาคต
ถ้าหากเรามองเห็นและ “เข้าใจ” ประเด็นสำคัญเกี่ยวกับภาวะหลากหลายแตกต่างของบุคคลขั้นปัจเจกที่ผสมผสานรวมกันเป็นภาวะ “ความเป็นกลาง” ของสถาบันพระมหากษัตริย์ท่ามกลางวิกฤติความขัดแย้งการเมืองในปัจจุบัน และถ้าเรามีความมั่นใจในหลักการสำคัญว่าสถาบันกษัตริย์มีสถานะองค์รวมสูงสุดที่ปวงชนชาวไทย (เจ้าของอำนาจอธิปไตยหรืออำนาจการเมือง) ต้องร่วมกันพิทักษ์รักษาปกป้องมิให้ถูกทำลายหรือถูกแทนที่โดยระบบการเมืองใหม่ที่มิใช่ “ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” เรายิ่งต้องมี “สติ” ประกอบ “ปัญญา” ไตร่ตรองวินิจฉัยโดยไม่ด่วนสรุปคล้อยตามไปกับกระแสข่าวลือ ข่าวปลุกปั่นยุยงความโกรธชัง ความตื่นกลัว หรือแม้แต่ความท้อถอย วางตนนิ่งดูดายในสถานการณ์ความขัดแย้งถึงที่สุดที่ล่อแหลมต่อการลุกลาม ทำลาย รื้อ ล้างโครงสร้างสถาบันสังคมของไทยแทบทุกส่วนเช่นในภาวการณ์ปัจจุบัน

ถ้าหากปวงชนชาวไทยเชื่อมั่นกันอย่างจริงจังว่า “ระบอบประชาธิปไตย” เป็นระบบการเมืองที่อำนวยประโยชน์ต่อประชาชนโดยส่วนรวมอย่างเป็นธรรมกว่าระบอบเผด็จการทหาร เผด็จการกรรมาชีพ เผด็จการอภิชนาธิปไตย หรือระบอบคณาธิปไตยรูปแบบต่างๆ ฯลฯ ปวงชนชาวไทยเหล่านี้ควรต้องทำความกระจ่างกับตนเองและเครือญาติ มิตรสหาย ด้วยว่าสถาบันกษัตริย์ของไทยในปัจจุบันก็มีความเชื่อมั่นอย่างเดียวกับปวงชนชาวไทย ตามที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระราชดำรัสและทรงงานในแนวทางหลักการประชาธิปไตยให้ปรากฏชัดเจนหลายครั้ง สถาบันกษัตริย์ภายหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 ดำเนินผ่านประสบการณ์ทางการเมืองภายใต้การใช้อำนาจกดทับของระบอบคณาธิปไตยโดยอำมาตย์และเผด็จการทหารอย่างยาวนาน รวมทั้งการจับกุมคุมขังปราบปรามสมาชิกราชนิกูลโดยกองทัพอำมาตยาธิปไตยครั้งใหญ่ในปี 2476 (กรณีที่ตำราอำมาตยาธิปไตยสายวิชาการธรรมศาสตร์และการเมือง หลัง พ.ศ.2477 เรียกว่า “กบฏบวรเดช”) ประสบการณ์ภายใต้ “ระบอบเผด็จการ” (เช่น กรณีระบอบเผด็จการจอมพลถนอม) เปรียบเทียบกับประสบการณ์ภายใต้ “ระบอบประชาธิปไตย” (เช่น กรณีที่ตำราคณาธิปไตยสายวิชาการธรรมศาสตร์สมัยใหม่เรียกว่า “ระบอบทักษิณ”) ทำให้ประชาชนที่มีชีวิตผ่านระบอบทั้งสองสามารถประเมินได้ด้วยตนเองว่า ต้องการดำรงชีวิตของตนอยู่ในระบอบการเมืองแบบใด (นี่อาจเป็นมูลเหตุจูงใจสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมกับ นปก. และ นปช. จำนวนมากเป็นผู้มีอายุเกิน 50 ปี ที่เคยผ่านการรับรู้ประสบการณ์ภายใต้ระบอบจอมพลถนอมมาก่อนระบอบทักษิณ)

การเรียนรู้ประสบการณ์เปรียบเทียบระหว่างการดำรงชีวิตอยู่ใน “ระบอบจอมพลถนอม” กับ “ระบอบทักษิณ” ดังกล่าว น่าจะทำให้ปวงชนชาวไทยกับสถาบันกษัตริย์ไทยสมัยใหม่ได้บทสรุปความคิดสอดคล้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน กล่าวคือ ระบอบประชาธิปไตยมีคุณค่าต่อตนเองสูงกว่าระบอบเผด็จการ ถ้าเป็นเช่นนั้น ปวงชนชาวไทยที่ต้องการ “ระบอบประชาธิปไตย” ก็คือแนวร่วมทางการเมืองของ “สถาบันกษัตริย์” ในสังคมไทยสมัยใหม่ที่ไม่ต้องการถูกกดทับโดยอำนาจของระบอบอื่น หรือการเมืองรูปแบบอื่นที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย ความมั่นคงของสถาบันกษัตริย์ในฐานะทรงเป็น “ประมุขของปวงชนชาวไทยตามระบอบประชาธิปไตย” จึงเป็นความมั่นคงของปวงชนชาวไทยที่ต้องการรักษาหรือสร้างสรรค์ “ระบอบประชาธิปไตย” ด้วยเช่นกัน

หากยอมรับความเป็นไปได้ตามข้อสังเกตจากการวิเคราะห์ข้างต้น ปวงชนชาวไทยที่เชื่อว่าระบอบประชาธิปไตยสามารถอำนวยประโยชน์และความเป็นธรรมแก่ตนเองได้มากกว่าระบอบการเมืองอื่น หรือ “ระบอบการเมืองใหม่” ที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย ก็อาจต้องใช้ “สติ” ประกอบ “ปัญญา” ไตร่ตรองกันอย่างระมัดระวังรอบคอบมากยิ่งกว่าเดิมว่า ตนเองควรหรือไม่ควรตั้งข้อรังเกียจ ตั้งข้อปฏิเสธ ตั้งประเด็นนินทากล่าวหาว่าร้าย หรือชักชวนกันละทิ้งความเชื่อมั่นในสถาบันพระมหากษัตริย์ (ไม่ว่าจะเป็นการแสดงความละทิ้งเชิงสัญลักษณ์ เช่น ละทิ้งพระบรมฉายาลักษณ์ หรือการแสดงออกด้วยวาจาและการกระทำอย่างท้าทายต่อต้าน) เพราะการละทิ้งดังกล่าวทั้งในเชิงสัญลักษณ์และการปฏิบัติต่างๆ ล้วนมีผลในทิศทางเดียวกันคือ การแยก “ปวงชนชาวไทย” ออกจาก “สถาบันกษัตริย์” ในการเมืองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (ที่ท่องกันขึ้นใจทั่วทั้งประเทศเรียบร้อยแล้ว) การแยกปวงชนชาวไทยออกจากสถาบันกษัตริย์ หรือการแยกสถาบันกษัตริย์ออกจากปวงชนชาวไทย คือความหวังอันสูงสุดของกลุ่มผู้พยายามก่อตั้ง “ระบอบการเมืองใหม่” ที่คณะของตนสามารถควบคุมและส่งคนเข้าไปใช้อำนาจเป็นประโยชน์เพื่อคณะของตน แทนที่ระบอบประชาธิปไตยของปวงชนชาวไทย กลุ่มแกนนำมวลชน (เช่น บางกลุ่มที่แทรกตัวแฝงเร้นอยู่หลังเวที นปช. และหลายกลุ่มที่แทรกตัวอยู่ในคณะ “นักรบ” ของพันธมิตรฯ) ที่ดำเนินความพยายามชักชวนปลุกเร้ากันในแต่ละฝ่ายให้แสดงการละทิ้งสถาบันข้างต้นดังกล่าว น่าจะเป็นทั้ง “แนวร่วมสายตรง” และ “แนวร่วมมุมกลับ” ของกลุ่มผู้วางแผนดำเนินกลยุทธ์แบ่งแยกแล้วปกครอง ซึ่งในกรณีที่ว่านี้เป็นการแบ่งแยกปวงชนชาวไทยออกจากสถาบันพระมหากษัตริย์ เพื่อหวังผลในการปกครองทั้งประชาชนและสถาบันกษัตริย์ที่จะถูกกดทับจากอำนาจคณาธิปไตยต่อไป เหมือนกรณีที่ต้นตำรับอำมาตยาธิปไตยคณะแรกของไทยเคยกระทำได้สำเร็จหลังเหตุการณ์วันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 เป็นต้น

หากกลยุทธ์ “แบ่งแยก” ประชาชนออกจากความเชื่อมั่นในสถาบันกษัตริย์ดังกล่าวประสบผลสุกงอมทางการเมืองเพียงพอในสายตานักดำเนินกลยุทธ์ที่อยู่เบื้องหลังวิกฤติความขัดแย้งปัจจุบัน การรัฐประหารครั้งใหม่ย่อมมีความเป็นไปได้ทั้งในทางปฏิบัติและในโครงสร้างความคิดความต้องการอำนาจสูงสุดของกลุ่มนักนิยมคณาธิปไตยสมัยใหม่ของไทย ซึ่งปรากฏตัวตนออกมาจากแวดวงวิชาชีพวิชาการชั้นสูงหลายประเภท ผสมปนเปกับผู้นำและอดีตผู้นำระดับสูงในระบอบราชการประจำทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน
3.ความสำคัญของอำนาจปวงชนชาวไทย และ “กระบวนการประชาภิวัตน์แท้” ต่อความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์ในระบอบประชาธิปไตย

ความขัดแย้งทางการเมืองและการดำเนินกลยุทธ์ปฏิเสธ ดื้อแพ่ง ละเมิดกฎหมายของกลุ่มพันธมิตรฯ ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ทำให้หลายฝ่าย (รวมทั้งผู้วิเคราะห์เอง) คาดว่าโอกาสที่เป็นจริงในการเจรจายุติความขัดแย้งอย่างสมานฉันท์เพื่อร่วมกันสร้างชาติต่อไปโดยยึดถือระบอบประชาธิปไตย คงเป็นโอกาสที่ลดลงทุกขณะและเหลืออยู่น้อยที่สุดในปัจจุบัน

ถ้าหากการเจรจาสมานฉันท์ภายใต้ระบบการเมืองแบบประชาธิปไตย ไม่ใช่ความต้องการของกลุ่มพันธมิตรฯ และผู้บงการวางแผนกลยุทธ์ที่อยู่เบื้องหลังพันธมิตรฯ (ซึ่งประกาศความมุ่งหมายจะนำ “การเมืองใหม่” มาใช้แทนที่) ปวงชนชาวไทยผู้เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตยที่ไม่แยกตัวออกไปจากสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งทรงเป็นประมุข ก็แทบไม่เหลือทางเลือกมากนักในการสร้างสรรค์ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขในอนาคต

ทางเลือกที่ถูกบีบรัดให้จำกัดน้อยลงนั้นทางหนึ่ง (ซึ่งยังคงเป็นวิถีทางประชาธิปไตย) คือการเตรียมความพร้อมในการแสดงพลัง “ประชาภิวัตน์แท้” ต่อสู้ตอบโต้กับขบวนการ “ประชาภิวัตน์เทียม” (มวลชนดื้อแพ่ง ฝูงชนละเมิดกฎหมายรวมหมู่ การแอบอิงสืบทอดอำนาจเผด็จการเพื่อใช้อำนาจจากตำแหน่งในองค์กรการเมืองตามรัฐธรรมนูญแบบเลือกปฏิบัติ ขัดหลักนิติธรรม ฯลฯ)

การเตรียมความพร้อม รวมทั้งความตั้งใจจริงในการสร้างพลัง “ประชาภิวัตน์แท้” เพื่อต่อสู้ตอบโต้กับการบิดเบือนทางการเมืองต่างๆ นานา ที่ปรากฏท่ามกลางวิกฤติความขัดแย้งตลอดเวลา 2-3 ปีที่ผ่านมา สามารถจะเป็น “อาวุธทางการเมือง” ที่มิใช่อาวุธสังหารของระบอบเผด็จการ แต่จะมีพลานุภาพในการช่วยเหลือเกื้อหนุนพลังทางสังคมและพลังทางการเมืองส่วนอื่นๆ ในการร่วมพิทักษ์รักษาทั้ง “ระบอบประชาธิปไตย” และ “สถาบันพระมหากษัตริย์” ให้ดำรงอยู่คู่กันอย่างมีคุณค่าเท่าเทียมกันในการเมืองไทยและสังคมการเมืองโลกต่อไปในระยะยาว

ทาส...ที่ไม่ยอมปลดปล่อย (โดยอัฐศิริ)

ทำอะไรได้ตามใจคือไทยแท้ เป็นผลมาจากการที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงมองการณ์ไกล เพื่อนำประเทศไปสู่อารยะ ด้วยการ “เลิกทาส” นั่นหมายความว่า ต้องให้คนไทยทุกคน มีความเท่าเทียมกัน มีสิทธิ มีเสียง มีความเป็นมนุษย์ที่ไม่ได้แตกต่างกัน

จากวันนั้นถึงวันนี้ ผ่านมาแล้ว 134 ปี แต่ยังมีคนไทยบางคนบางกลุ่ม ที่ยินยอมพร้อมใจที่จะยอมตนเป็น “ทาส” รับใช้ โดยยินยอมให้ “เขา” บงการชีวิตอย่างเต็มใจ แม้ว่าจะถูกใช้มาเป็น “ตัวประกัน” และร่วมกันกระทำผิดกฎหมายก็ตาม

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนักเป็นอย่างดีว่า “ทาส” คืออุปสรรคต่อการพัฒนาประเทศทั้งด้านสังคม การเมืองและเศรษฐกิจ

เพราะการมีทาสเป็นการส่งเสริมให้คนไม่รู้จักทำมาหากินและไม่รู้จักการแก้ปัญหาในทางที่ถูก

นอกจากนี้การมีทาสยังเป็นเครื่องถ่วงความเจริญของบ้านเมือง และเป็นเหตุของความหายนะได้เพราะพลเมืองที่เป็นทาสนั้นไม่มีโอกาสจะได้รับการศึกษาเล่าเรียน

จึงเป็นบุคคลที่ไม่อาจจะนำมาใช้ประโยชน์แก่บ้านเมืองและทำให้ประเทศไม่อาจเจริญก้าวหน้าได้

และด้วยสัจธรรมของพระองค์ที่ได้ทรงตั้งปณิธานไว้ว่าจะทำนุบำรุงประชาราษฎร์ ซึ่งเปรียบเสมือนลูกหลานให้ได้รับความสุขสมบูรณ์ มีสิทธิเสมอภาคกัน ทุกคนในผืนแผ่นดินไทยควรมีสิทธิในผลประโยชน์ที่ได้มาด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเอง จึงจะยุติธรรม การเป็นทาสควรสิ้นสุดลง มิใช่ว่าจะต้องเป็นทาสกันจนตลอดชีวิตอันไม่ใช่วิสัยของอารยชน

พระองค์จึงทรงมีพระราชดำริที่จะให้ “เลิกทาส” โดยทรงดำเนินกุศโลบายอย่างสุขุมรอบคอบและเป็นไปตามลำดับอย่างค่อยเป็นค่อยไปมิให้คนทั้งหลายเดือดร้อนและเกิดความเสียดายแก่ผู้เป็นเจ้าของทาสทั้งปวงจนไม่รู้สึกว่าได้มีการเลิกทาสเกิดขึ้น อีกทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้มีเวลาเตรียมตัว

ด้วยการประกาศใช้ พระราชบัญญัติพิกัดเกษียณอายุ ทาส ลูกไทย ในวันที่ 21 สิงหาคม 2417 และค่อยกำจัดความเป็นทาสของไทยทีละน้อยด้วยการออก พระราชบัญญัติทาสรัตนโกสินทร์ศก 124 ในที่สุดได้ประกาศให้บรรดาลูกทาสเป็นไทยทั้งหมดด้วย พระราชบัญญัติลักษณะทาสรัตนโกสินทร์ศก 130 ตรงกับวันที่ 11 มกราคม 2454 ซึ่งเป็นวันที่ทาสได้ถูกยกเลิกหมดสิ้นจากราชอาณาจักรไทย คงเหลือไว้แต่เพียงประวัติศาสตร์แห่งความทรงจำ และพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

นอกจากนี้พระองค์ได้ทรงบริจาคพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อช่วยไถ่ถอน และพระราชทานทุนทรัพย์เพื่อให้ลูกทาสได้ทำมาหากินต่อไปและพระองค์ยังทรงคำนึงถึงความก้าวหน้าที่จะให้ลูกทาสได้มีความรู้เมื่อพ้นการเป็นทาส จึงได้จัดตั้งโรงเรียนสำหรับลูกทาสขึ้นมา พระองค์ทรงมีพระอุตสาหะเพียรพยายามเพื่อ “เลิกทาส” เป็นเวลาถึง 37 ปี จึงได้บรรลุผลสมดังพระราชประสงค์

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตเป็นเวลานานแล้ว แต่พระราชกรณียกิจที่ทรงบำเพ็ญตลอดรัชสมัยของพระองค์นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันใหญ่หลวงและตราตรึงอยู่ในความทรงจำของปวงชนชาวไทยอยู่เป็นนิจนิรันดร์

เมื่อถึงวันที่ 23 ตุลาคมของทุกปีซึ่งเป็นวันสวรรคตของพระองค์ท่าน และถือเป็นวันสำคัญวันหนึ่งของชาติ คือ “วันปิยมหาราช” ประชาชนชาวไทยต่างนำพวงมาลามาสักการะพระบรมรูปทรงม้า อันเป็นอนุสรณ์ที่มีความหมายอันล้ำลึกต่อคนไทยทั้งชาติ

หยุดเป็น “ทาส” ของอำนาจ “นอกระบบ” กันได้หรือยัง บ้านเมืองยังบอบช้ำไม่พออีกหรือ

ล้อมกรอบ

สมัยที่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นเสวยราชสมบัตินั้น ประเทศไทย มี ทาส เป็นจำนวนกว่าหนึ่งในสามของพลเมือง ของประเทศ เพราะเหตุว่าลูกทาสในเรือนเบี้ยได้มีสืบต่อกันเรื่อยมาไม่มีที่สิ้นสุด และเป็นทาสกันตลอดชีวิต พ่อแม่เป็นทาสแล้ว ลูกที่เกิดจากพ่อแม่ที่เป็นทาสก็ตกเป็นทาสอีกต่อๆ กันเรื่อยไป

กฎหมาย ที่ใช้กันอยู่ในเวลานั้น ตีราคาลูกทาสในเรือนเบี้ย ชาย 14 ตำลึง หญิง 12 ตำลึง แล้วไม่มีการลด ต้องเป็นทาสไปจนกระทั่ง ชายอายุ 40 หญิงอายุ 30 จึงมีการลดบ้าง คำนวณการลดนี้ อายุทาสถึง 100 ปี ก็ยังมีค่าตัวอยู่ คือชาย 1 ตำลึง หญิง 3 บาท แปลว่า ผู้ที่เกิดในเรือนเบี้ย ถ้าไม่มีเงินมาไถ่ตัวเองแล้ว ก็ต้องเป็นทาสไปตลอดชีวิต

ในการนี้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ได้ตราพระราชบัญญัติขึ้น เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ.2417 ให้มีผลย้อนหลังไปถึงปีที่ พระองค์เสด็จขึ้นเสวยราชสมบัติ จึงมีบัญญัติว่า ลูกทาสซึ่งเกิดเมื่อปีมะโรง พ.ศ. 2411 ให้มีสิทธิได้ลดค่าตัวทุกปี โดยกำหนดว่า เมื่อแรกเกิด ชายมีค่าตัว 8 ตำลึง หญิงมีค่าตัว 7 ตำลึง เมื่อลดค่าตัวไปทุกปีแล้ว พอครบอายุ 21 ปี ก็ให้ขาดจากความเป็นทาสทั้งชายและหญิง

พอถึงปี พ.ศ.2448 ก็ได้ออกพระราชบัญญัติเลิกทาสที่แท้จริงขึ้น เรียกว่า “ พระราชบัญญัติทาส ร.ศ.124 ” (พ.ศ.2448) เลิกเรื่องลูกทาสในเรือนเบี้ยอย่างเด็ดขาด เด็กที่เกิดจากทาส ไม่เป็นทาสอีกต่อไป การซื้อขายทาสเป็นโทษทางอาญา ส่วนผู้ที่เป็นทาสอยู่แล้ว ให้นายเงินลดค่าตัวให้เดือนละ 4 บาท จนกว่าจะหมด

การเลิกทาสเป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่าพระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงคุณธรรมอันประเสริฐ ทรงพระอุตสาหะจัดการในเรื่องนี้เป็นเวลานานกว่าสามสิบปี จนบรรลุผลสมดังพระราชประสงค์ โดยมิได้ทรงท้อถอย ทรงรอบคอบ มองการณ์ไกลเป็นเลิศ พระองค์ทรงดำเนินการได้เรียบร้อย โดยมิได้เสียเลือดเนื้อหรือเกิดการเดือดร้อนประการใด เยี่ยงการเลิกทาสในนานาประเทศ พระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ย่อมยังประโยชน์ให้แก่ชาวไทยและประเทศชาติเป็นอเนกประการ



จำลอง...ที่รัก ระวังตัวไว้ให้ดี (โดยบิ๊กโบต)

การขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวของ พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ ที่บางคนปรามาสว่าเป็นแค่เสียงจากนายตำรวจนอกราชการ ที่ไม่ได้มีอำนาจบารมีอย่างแต่ก่อน คงจะไม่เป็นจริงตามนั้นเสียแล้ว
เพราะเพียงแค่ พล.ต.อ.สล้าง ขยับ ก็มีแนวร่วมตอบรับทั้งในและนอกประเทศ
ไม่ว่าจะเป็นการสนับสนุนเครื่องไม้เครื่องมือ และตำรวจนับพันที่พร้อมลาออกจากราชการ
รวมไปถึงท่าทีของพันธมิตรฯ ที่ทำเหมือนกล้าๆ กลัวๆ ทำเหมือนจะเลิกการชุมนุมในตอนแรก ก็บอกกล่าวได้เป็นอย่างดีว่าบารมีของ พล.ต.อ.สล้าง เป็นอย่างไร
อาจจะแตกต่างกันไปบ้างก็ตรงที่ในวันนี้ พล.ต.อ.สล้าง นุ่มนวลมากขึ้น และระมัดระวังอย่างที่สุดเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย ไม่ให้มีการบาดเจ็บล้มตาย ไม่ว่าจะเป็นคนดีหรือคนชั่วก็ตาม
เพราะเท่าที่ประมาณการกำลังสนับสนุนแล้ว หาก พล.ต.อ.สล้าง จะนำพรรคพวกเข้าทวงทำเนียบรัฐบาลคืนในวันนี้ก็ยังไม่ใช่เรื่องยากเย็น
เพียงแต่ว่าเมื่อสู้กับคนที่มีอาวุธ รบกับคนที่สั่งสมกองกำลังมานานถึง 5 เดือน การหลีกเลี่ยงความสูญเสียเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก
โดยเฉพาะเป็นการสุ่มเสี่ยงมากหากฝ่ายตรงข้ามจะคิดชั่วได้เหมือนอย่างที่ผ่านมา คือยอมฆ่าพวกเดียวกันเพื่อป้ายสีให้ฝ่ายตรงกันข้ามเสียหาย
และแม้ว่าพันธมิตรฯ จะประกาศชุมนุมต่อไปจนกว่า นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จะลาออก
แต่ท่าทีในช่วงเช้าวันเดียวกันที่แถลงข่าวโดย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และนายพิภพ ธงไชย กลับแบะท่าไปแล้วว่าอาจจะหยุดการชุมนุมชั่วคราว พร้อมบ่นถึงความยากลำบากสารพัด
เบื้องลึกเบื้องหลังของเรื่องนี้ไปพลิกผันเอาเมื่อ นายสนธิ ลิ้มทองกุล ยังไม่อยากลงจากหลังเสือ เพราะเป็นคนเดียวในกลุ่มแกนนำที่ได้รับผลประโยชน์มหาศาล
ทั้งจากการขายสื่อในเครือ การทำเสื้อ ทำอุปกรณ์ทั้งหลายจำหน่าย
รวมไปถึงเงินบริจาคให้ ASTV ก็เหมือนกับเป็นการยักยอกเงินเพื่อนซึ่งๆ หน้า แบบเดียวกับการทำมาหากินร่วมกับโทรศัพท์ค่ายดีแทค ขาย SMS ราคาแพง เพื่อเลี่ยงบาลีการสนับสนุนอย่างโจ๋งครึ่ม
แล้วดีแทคในวันนี้เป็นใคร หุ้นส่วนต่างประเทศเท่าไร telenor ถือหุ้นอยู่กี่เปอร์เซ็นต์ จะเกี่ยวข้องเกี่ยวพันกับการเข้ามาทำลายเมืองไทยอย่างไรหรือไม่ โดยเฉพาะเรื่องที่ค่ายผู้จัดการโกรธจัดถึงกับตัดสัมพันธ์นายพลคนดัง กรณีประมูล 3G ที่ค่าย AIS คว้าพุงปลาไปกิน
เช่นเดียวกับ นายสุริยะใส กตะศิลา ที่ยังหลงระเริงกับผลตอบแทนมหาศาล ก็เป็นอีกเสียงหนึ่งที่ไม่อยากให้เลิก ไม่อยากให้หยุด
ซึ่งใครที่สังเกตสักนิดก็คงจะเห็นว่าแกนนำพันธมิตรฯ ที่แถลงข่าวร่วมกันเป็นวาระด่วน แต่ละคนไม่สู้จะมีสีหน้าแช่มชื่นสักเท่าไร
แม้แต่ นายสุริยะใส ก็ยังประกาศงดแถลงข่าวรอบ 1 ทุ่ม ที่แถลงเป็นประจำเอาดื้อๆ
งานนี้คนที่ไม่แฮปปี้ และไม่แฮปปี้ ก็คือ พล.ต.จำลอง ศรีเมือง ที่ทำหน้าที่ดูแลรักษาความปลอดภัย เพราะต้องทำงานหนักมากกว่าเก่า
ต้องคอยระแวดระวัง หวาดผวาว่า พล.ต.อ.สล้าง จะส่งคนเข้ามาเมื่อไร
อาจจะถึงกับกินไม่ได้ นอนไม่หลับ ติดกัน 4-5 วันอีกครั้ง เหมือนเมื่อคราวเข้ายึดทำเนียบรัฐบาลใหม่ๆ ท่ามกลางข่าวบุกสลายม็อบที่ออกมาเป็นระลอก
ก็ขอบอกว่า พล.ต.จำลอง คงต้องวางกำลังเอาไว้ให้แน่นหนา และต้องหูตาไว
เพราะคนระดับ พล.ต.อ.สล้าง คงไม่ใช่แค่คิดแล้วก็ออกมาพูดปาวๆ แต่คงมีการเก็บข้อมูล ประเมินสถานการณ์มานาน เรื่องพวกนี้ตำรวจก็อาจจะชำนาญกว่าทหาร ที่เน้นการใช้กำลัง ใช้ความรุนแรงเสียมากกว่า
และที่สำคัญ แนวร่วมของ พล.ต.อ.สล้าง มีมากมายกว่าที่ประกาศตัวออกมามากมายนัก ผมว่างานนี้ พล.ต.จำลอง ต้องไม่คลาดสายตาเลยทีเดียว เพราะอาจจะตายน้ำตื้นได้ง่ายๆ
แต่ก็ต้องฝากเตือนคนที่ไปร่วมชุมนุมกันสักนิด ให้ระมัดระวังความปลอดภัย เพราะพวกหมาบ้าเวลาเข้าตาจนแล้วมันกัดไม่เลือกเลยเหมือนกัน
เหมือนที่เคยมีข่าวมาแล้วหลายครั้งว่า มีการซ้อมผู้เข้าร่วมชุมนุมปางตาย ส่วนคุณสุภาพสตรี ก็อาจจะได้ข้อหาโสเภณีติดตัวไปดื้อๆ
ที่จริงแล้วผมไม่เคยปรารถนาให้คนไปรบรากันเองแม้แต่น้อย อยากเห็นการแก้ปัญหาด้วยการพูดจาทำความเข้าใจกันมากกว่า
แต่กรณีของพันธหมา...ผมคงต้องยอมหรี่ตา หรือจะให้หลับสนิท ไม่รู้ ไม่เห็น ก็เอา...!!


รมว.ไอซีที กร้าว! สั่งทีโอที เตือนพนง.หลังโชว์พฤติกรรมป่าเถื่อน ‘จำลอง’ปัดสั่งไล่นายกฯ

‘มั่น’สั่งทีโอทีเตือนพนักงานหลงผิดสบคบม็อบพันธมารปิดล้อม-ขว้างขวดน้ำใส่นายกฯ ระบุเป็นพฤติกรรมที่ไม่ใช่ประชาธิปไตย เผยกราบขอโทษ‘สมชาย’แล้วโดยเจ้าตัวไม่ถือโทษโกรธใคร

วันที่(23 ต.ค. ) นายมั่น พัธโนทัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) กล่าวถึงกรณีการปิดล้อมของพนักงานทีโอทีร่วมกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เพื่อไม่ให้นายสมชาย วงค์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีออกจากทีโอทีได้ ว่า ตนได้ไปกราบขอโทษนายกฯแล้วสำหรับเรื่องที่เกิดขึ้น ซึ่งนายสมชายตอบกลับมาว่าไม่ได้โกรธหรือถือโทษใคร โดยกำชับว่าไม่ต้องไปเอาผิดกับใครแล้ว

นายมั่น กล่าวด้วยว่า ตนในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที ได้ประสานไปยังกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) ให้ไปตักเตือนพนักงานทีโอทีที่ได้เข้าไปร่วมกลุ่มพันธมิตรฯ เพราะการแสดงออกแบบนี้ แม้ประเทศจะเป็นประชาธิปไตย แต่ก็ไม่ควร เพราะเป็นการแสดงออกด้วยการรุมล้อมหรือขว้างปาสิ่งของ นอกจากนี้ จากการสอบถามได้รับการยืนยันว่า ผู้ที่กระทำการดังกล่าวไม่ใช่พนักงานทีโอทีทั้งหมด เพราะมีบางส่วนที่เป็นพันธมิตรฯเข้าไปร่วมด้วย

ส่วนที่มีข่าวว่าผู้ชุมนุมบางส่วนพยายามดึงอาวุธของเจ้าหน้าที่ตำรวจ นายมั่น กล่าวว่า ไม่เห็น แต่ได้ยินข่าวมาเหมือนกัน ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่า มีบุคคลบางกลุ่มแฝงตัวเข้ามาในกลุ่มพันธมิตรฯ เพื่อทำความรุนแรง เรื่องนี้ตนให้ทางกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท ทีโอทีตรวจสอบแล้ว

‘จำลอง’อ้าง พันธมิตรฯ ยึดสันติวิธี ปัด แกนนำเป็นผู้สั่งการ

ขณะที่พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อปนะชาธิปไตย กล่าวถึงกรณีที่มีกลุ่มบุคคลหรือมือตบไล่ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ที่บริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) ถนนแจ้งวัฒนะ เมื่อวานที่ผ่านมาว่า พันธมิตรยยืนยันใช้สันติวิธีไม่มีนโยบายขว้างปาสิ่งของ และแกนนำพันธมิตรไม่มีสิทธิ์สั่งการให้ใครมาชุมนุมหรือเลิกชุมนุมได้ แต่ทุกคนมารวมตัวกันในเจตนารมณ์เดียวกัน คือ รัฐบาลต้องยุติการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญและรัฐบาลต้องลาออก