WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, October 27, 2008

นปช.ฮึ่มชุมนุมใหญ่ 30-31 ต.ค.นี้-ย้ำยึดหลักสันติวิธี

นปช.ส่งสัญญาณชุมนุมใหญ่ 30-31 ต.ค.นี้ ย้ำยึดหลักสันติวิธี ใช้การกดดันทางสังคมแทน พร้อมมั่นใจ'ทักษิณ'ต่อสายความจริงวันนี้ เป็นสิทธิ์ทำได้ เชื่อไร้ความรุนแรง

นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกุล่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า กลุ่ม นปช. จะนัดชุมนุมใหญ่อีกครั้ง ในวันที่ 30-31 ต.ค.นี้ เวลา 20.00 น. ทางแกนนำและผู้ชุมนุมจะเคลื่อนไหวออกนอกพื้นที่ชุมนุม เพื่อไปทำกิจกรรมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งทางแกนนำ ยังไม่มีการหารือกันว่าจะเดินทางต่อไปที่ทำเนียบรัฐบาลหรือไม่แต่จุดยืนของ นปช. คือยึดหลักสันติวิธี และใช้การกดดันทางสังคมในรูปแบบต่างๆ

และภายในสัปดาห์หน้า ตนและแกนนำ จะไปยื่นหนังสื่อต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเพื่อขอให้ตรวรสอบเหตุการณ์ วันที่ 7 ต.ค.2551 ให้ละเอียดอีกครั้ง เพราะมีการรีบด่วนสรุป ว่าตำรวจใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุ และจะมีการมอบหลักฐานที่เป็นภาพถ่ายเหตุการณ์ให้ด้วย

นอกจกานี้ นายสมยศ ยังกล่าวถึงส่วนกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะโทรศัพท์มาพูดคุยในรายการความจริงวันนี้สัญจรในวันที่ 1 พ.ย.นั้น นายสมยศ กล่าวว่า ถือเป็นสิทธิ์ที่รายการทำได้ และคงจะไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นในวันนั้น เพราะอยู่ไกลจากกลุ่มพันธมิตรที่ทำเนียบรัฐบาล



เจ้าพี่...จะยืนช้างใต้ร่มไม้อยู่ไย


บทความ โดย ปูนนก

ระยะที่ผ่านมานี้มีกระแสข่าวการที่ทหารจะออกมาทำรัฐประหารยึดอำนาจอยู่บ่อยครั้ง จนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นข่าวรายวันไปแล้ว พล. อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา ออกอากาศทางทีวีออกแถลงการณ์รัฐประหารเงียบ, จากนั้นก็มีการย้ายผู้ควบคุมกำลังพลในระดับ พันเอก นับร้อยตำแหน่ง เพื่อให้การคุมกำลังเป็นไปอย่างใกล้ชิด พล.อ. วัฒนชัย ฉายเหมือนวงศ์ ก็ออกมาพูดอย่างตรง ๆ ว่า ถึงเวลาที่ทหารจะต้องออกมาทำรัฐประหารแล้วแม้ว่าบ้านเมืองจะเสียหายก็ต้องยอม (ว่าไปนั่น) พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ออกมาปรามไม่ให้ใครหมิ่นสถาบัน เพราะกองทัพจะต้องดูแลให้เป็นไปตามกฎหมาย......

กระแสนี้แรงมาก จนทำให้พี่น้องคนไทยที่เฝ้าดูกันอยู่ทั่วทั้งประเทศวิตกกังวล กินไม่ได้นอนไม่หลับ เครียดไปกันหมด ไม่รู้บ้านเมืองจะเป็นอย่างไรต่อไป ไม่อยากเห็นคนไทยฆ่ากันเอง ไม่ต้องการให้บ้านเมืองลุกเป็นไฟกลายเป็นสงครามกลางเมืองเหมือนประเทศเพื่อนบ้านที่เคยเป็นมาก่อน ความน่าเป็นห่วงที่ทุก ๆ คนห่วงใยก็คือ เกรงกันว่าทหารจะออกมาทำรัฐประหาร, อาจจะเกิดการปะทะกันระหว่างพลพรรคฝ่ายเผด็จการ กับพลพรรคฝ่ายประชาธิปไตย.......จะทำอย่างไรดี กับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อประเทศนี้

ประเทศไทยผ่านจากสงครามครั้งใหญ่ของประเทศมานานกว่า 200 ปีนับจากสมัยสงคราม 9 ทัพ ทหารไทย และคนไทยไม่เคยมีประสบการณ์กับการต่อสู้ในลักษณะปะทะกันของกองกำลัง ที่เกิดขึ้นภายในประเทศนี้เป็นระยะเวลานานมาก ทหารไทยมีประสบการณ์กับการต่อสู้กับศัตรูจากภายนอกประเทศไม่มากนัก นอกจากประสบการณ์การยึดอำนาจจากประชาชนไทยเท่านั้นที่มีมากมายในระยะหลายสิบปีที่ผ่านมา จิตวิญญาณแห่งความรักชาติ ปกป้องประเทศและเพื่อความผาสุกของปวงชนชาวไทยทั้งมวล ได้จางหายไป พร้อม ๆ กับระยะเวลาอันยาวนานของความสุขสงบในชาติ

ปรากฏการณ์เสื้อแดงแรงฤทธิ์เวลานี้ ได้กลายเป็นปัจจัยที่มีผลสูงมากต่อการขับเคลื่อนของสถานการณ์ประเทศ ขณะที่ฝ่ายเผด็จการข่มขู่ว่าจะทำรัฐประหารยึดอำนาจ แต่พลพรรคเสื้อแดงของฝ่ายประชาธิปไตย ก็ดูเหมือนจะเยาะเย้ย เหยียดหยัน ท้าทาย กวักมืออยู่ไหว ๆ บอกว่า ถ้าแน่จริงก็ออกมาทำรัฐประหารเลย จะได้จบ ๆ ไปเร็วหน่อย ดูไปดูมาห้วงเวลาขณะนี้ เหมือนสมัยสมเด็จพระนเรศวรทรงประกาศท้าทายต่อสมเด็จพระมหาอุปราชาท่ามกลางกองทัพของข้าศึกว่า เจ้าพี่...จะยืนช้างใต้ร่มไม้อยู่ไย...เชิญเสด็จออกมาทำยุทธหัตถีเพื่อให้เป็นที่ปรากฏไว้กันเถิด เพราะจากนี้ต่อไปเบื้องหน้าจะไม่มีผู้ใดจะกระทำเยี่ยงนี้อีกแล้ว

สมเด็จพระนเรศวรทรงท้าทายพระมหาอุปราชา ท่ามกลางวิกฤติที่ตกอยู่กลางวงล้อมของข้าศึกให้ไสช้างออกมาสู้กัน เวลานี้รัฐบาลและฝ่ายประชาธิปไตยดูเหมือนตกอยู่ท่ามกลางวงล้อมของฝ่ายอมาตย์ ไม่ว่าจะถูกสื่อมวลชนบิดเบือนโจมตีเวลานำเสนอข่าวสาร, กกต., ปปช., ก็พยายามจะสอบสวนให้ท่านนายกสมชาย หลุดจากตำแหน่งนายกเพราะคุณสมบัติไม่เหมาะสม, นักวิชาการ, อธิการบดีฝ่ายเผด็จการต่างออกมาโจมตีรัฐบาลว่าหมดความชอบธรรม, พรรคฝ่ายค้านและ สว. เผด็จการบางส่วนก็พยายามตีรวน ให้ยุบสภา, ม๊อบ พธม. ก็พยายามก่อกวนความสงบสุขในชาติ, และสุดท้ายทหารก็ข่มขู่ให้ลาออก หรือยุบสภา ไม่งั้นจะรัฐประหาร.......

กองทัพของสมเด็จพระนเรศวรมีจำนวนน้อยกว่า แต่มีจิตใจฮึกเหิมและแน่วแน่มากกว่า ในที่สุดก็ชนะศึกกับกองทัพสมเด็จพระมหาอุปราชาได้ ประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยมีเครื่องมือน้อยกว่า, มีองคาพยพน้อยกว่า, มีการจัดการที่ด้อยกว่า, มีอำนาจปกครองน้อยกว่า ฯลฯ แต่ทว่ากองกำลังฝ่ายประชาธิปไตยมีจิตใจฮึกเหิม และแน่วแน่มากกว่า ความรักในอิสระ ความรักในการปกครองระบอบประชาธิปไตย ไม่ต้องการให้เผด็จการมาครอบครองประเทศอีกต่อไป ความรู้สึกนี้จะเป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวให้พลพรรคฝ่ายประชาธิปไตยจะแน่วแน่มุ่งมั่นต่อสู้กับผู้เป็นศัตรูต่อประชาธิปไตยต่อไป จนกว่าเผด็จการจะพ้นไปจากประเทศไทย

เวลานี้กองทัพ 2 ฝ่ายเข้าประจันหน้ากันแล้ว และท่ามกลางกองทัพที่ประจันหน้ากัน เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เกิดการสูญเสีย ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แม้ฝ่ายประชาธิปไตยจะมีศักยภาพที่ด้อยกว่าฝ่ายเผด็จการอมาตย์ โดยเปรียบเทียบดังนี้ ฝ่ายเผด็จการมีกองกำลังจากกองทัพ....มีกองกำลังจากสื่อมวลชน....มีกองกำลังจากนักวิชาการ.....มีกองกำลังจากพรรคการเมืองและ สว.....มีกองกำลังมวลชนจาก พธม......และที่สำคัญมีกำลังหลักที่สนับสนุนจากมือที่มองไม่เห็น.......

แต่อย่างไรก็ดีฝ่ายประชาธิปไตยก็เหนือกว่าในด้านปริมาณและความแน่วแน่ในอุดมการณ์ พล.อ. สล้าง เตรียมพร้อมที่จะปิดล้อมทำเนียบ.....มวลชนเสื้อแดงพร้อมจะรวมตัวกันที่สนามราชมังคลาเพื่อแสดงพลังต่อต้านเผด็จการ..... ท่านนายกทักษิณประกาศเดินหน้าชนเผด็จการอมาตย์เต็มที่โดยจะโฟนอินเข้ามาในงานวันที่ 1 นี้.....กำลังฝ่ายเสื้อแดงทั้งประเทศรวมตัวพร้อมที่จะลุกฮือขึ้นสนับสนุนการต่อสู้ครั้งนี้.....

แม้ว่าจะไม่มีกำลังกองทัพสนับสนุน แม้ว่าจะไม่มีสื่อสารมวลชนที่เข้าข้าง แม้ว่าจะไม่มีอำนาจบารมีมาต่อรอง แม้ว่าจะไม่มีนักวิชาการมาเห็นใจ แต่พลพรรคฝ่ายประชาธิปไตยก็พร้อมแล้วที่จะยืนสู้และท้าประกาศที่จะนำเอาประชาธิปไตยกลับคืนมาสู่ประเทศไทย ถ้าฝ่ายเผด็จการอมาตย์เห็นว่าการรัฐประหารยึดอำนาจบ้านเมืองเป็นเรื่องง่าย และทำได้โดยประชาชนจะไม่ต่อต้านใด ๆ อีกเหมือนที่ผ่านมา ก็อยากจะร้องเสียงดัง ๆ ว่า เจ้าพี่...จะยืนช้างใต้ร่มไม้อยู่ไย...เชิญเสด็จออกมาทำยุทธหัตถีเพื่อให้เป็นที่ปรากฏไว้กันเถิด เพื่อว่าในครั้งนี้ถ้าเผด็จการชนะ ประเทศไทยก็จะกลายเป็น พม่า ประเทศที่ 2 แต่ถ้าฝ่ายประชาธิปไตยชนะ รัฐประหารจะได้สูญพันธุ์ไปจากประเทศไทยเสียที

เรารอเวลามานานเกินไปแล้ว ขอให้ไสช้างออกมาชนกันเสียเถิด จะได้สร้างบ้านเมืองใหม่และพัฒนาประเทศต่อไปเพื่อลูกหลานของเรา อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด พี่น้องไทยอย่าไปกังวลเลยครับ.......

จาก thaifreenews

รัฐประหารไม่ได้ึขึ้นกับประชาชนระวังหรือไม่ระวัง แต่ขึ้นกับ เงื่อนไข ภายในและภายนอกประเทศ


บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

พักนี้ผมได้ยินข่าวรัฐประหารหนาหู มีการโพสต์กันในเว็บบอร์ดให้ประชาชนระวังกันมากมาย จนผมเริ่มรู้สึกเบื่อข่าวรัฐประหารเต็มทีเหมือนกัน

เพราะต่อให้ประชาชนระวังอย่างไร ผมคิดว่าคนที่จะทำรัฐประหารเขาไม่แคร์ตรงนั้นหรอกครับ เพราะถึงเราจะระวัง ก็จะทำอะไรไ้ด้ละครับ ไม่ระวังเราจะทำอย่างไรได้

ประชาชนไม่ใช่กองกำลังติดอาวุธ ที่จะได้มีการเตรียมพร้อมอยู่ในที่ตั้ง 100% เตรียมออกไปต่อต้านหากมีการเคลื่อนย้ายกำลังออกมา

ดังนั้น ใครจะเตือนหรือไม่เตือนว่าจะมีการทำรัฐประหารวันไหน สำหรับประชาชนแล้วไม่มีประโยชน์อะไรทั้งสิ้น

แต่การทำรัฐประหารจะสำเร็จเรียบร้อยหรือไม่นั้น ขึ้นกับเงื่อนไขภายใน และเงื่อนไขภายนอกประเทศ



เงื่อนไขภายในคือ ประชาชนยอมรับการทำรัญประหารหรือไม่ ประชาชนจะต่อต้านหรือไม่ ไม่ใช่ประชาชนจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวว่าจะมีการทำรัฐประหารเมื่อไหร่ ต่อให้ทำรัฐประหารยึดอำนาจไ้ด้แล้ว 1 สัปดาห์จับผู้นำฝ่ายรัฐบาลไปหมด หากประชาชนจะต่อต้าน เขาก็จะออกมาเอง ผู้นำก็จะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ต่อให้จับผู้นำไปกี่คนก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะการต่อต้านก็จะขยายตัวออกไปอยู่ดี

ต่อให้คณะรัฐประหารดำเนินการอย่างเงียบเชียบ ยึุดประเทศได้อย่างละมุนระม่อม ไม่มีกำลังทหารฝ่ายรัฐบาลออกมาต่อต้าน แต่รุ่งเ้ช้าหรือคืนวันที่มีแถลงการณ์คณะปฎิวัติฉบับที่ 1 ออกมา ประชาชนก็รู้อยู่ดีแหละครับ และหากประชาชนจะต่อต้าน เขาก็ออกมาในช่วงนี้ หรือหลังจากนี้



ดังนั้น ประชาชน จะรู้ตัวก่อนหรือหลังไม่สำคัญ รู้ตัวก่อนก็ป้องกันไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จ

ส่วนเงื่อนไขภายนอกประเทศ มันอยู่ที่ว่า ประชาคมโลกจะยอมรับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ไม่ชอบธรรมนี้หรือไม่ หากไม่ยอมรับ และมีมาตรการต่อต้านออกมาอย่างจริงจัง เช่น การไม่ยอมรับรัฐบาลของคณะรัฐประหาร การดำเนินมาตรการคว่ำบาตรทางการทูต และเศรษฐกิจตามมา ก็จะทำให้คณะรัฐประหารอยู่ไม่ได้อีกเหมือนกัน

หากฝ่ายที่ทำรัฐประหารคิดว่า จะทำให้สะเด็ดน้ำเหมือนที่พูดๆ กัน โดยพวกหัวรุนแรง เช่น การที่คิดจะกำจัดฝ่ายตรงข้ามโดยมาตรการรุนแรง เช่น สังหารผู้่นำฝ่ายรัฐบาลให้หมด จับกุมผู้นำขังคุกให้หมด มันก็ไม่ได้มีประโยชน์มากนัก เพราะมันยิ่งแสดงให้เห็นถึงการยึดอำนาจที่ไม่ชอบธรรม โดยวิธีการที่รุนแรง ก็จะโดนต่อต้านจากต่างประเทศ หรือในประเทศตามมา

ดังนั้น ผมจึงไม่แคร์ว่า การทำรัฐประหาร ผมจะได้ยินข่าวก่อนหรือหลัง จากข้อมูลวงในหรือไม่ เพราะ "ข้อมูลวงใน" ไม่สำคัญเท่ากับ "เงื่อนไขภายในและภายนอกประเทศ"

ต่อให้เตรียมกำลังมีคำสั่งออกมาให้ทำ (ผมเข้าใจว่าคงสั่งกันหลายครั้งแล้ว) แต่เมื่อเงื่อนไขทั้งหมดทั้งภายในและภายนอกประเทศ ไม่เอื้ออำนวย ก็ทำรัฐประหารไม่ได้อยู่ดี

ตังนั้น มาตรการที่ีดีที่สุดของประชาชนคือ อย่าไปสนใจข้อมูลวงในว่าจะมีรัฐประหารวันโน้นวันนี้ หรือจะมีรัฐประหาร ใครสั่งให้ทำ คนสั่งใหญ่โตแค่ไหน มีอำนาจอิทธิพลเพียงใด แต่ให้ดำเนินมาตรการ "ป้องปราม" เป็นขั้นเป็นตอน



ก็อย่างที่ PTV โดย “รายการความจริงวันนี้” กำลังดำเนินมาตรการต่อต้านรัฐประหารอยู่ เช่น การระดมพลคนเสื้อแดง “ชุมนุมเพื่อต่อต้านรับประหาร” นั้นถูกต้องแล้ว และควรขยายมวลชนออกไปเรื่อยๆ

หรือหากจะให้ดี ควรมีการฝึกซ้อม "การต่อต้านรัฐประหาร" เพื่อสร้างภาพให้ประชาคมโลกได้รู้ ได้เห็น ได้ตระหนักอย่างชัดเจนว่า ประชาชนไทยไม่ต้องการให้มีใครมายึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เช่น

1. นปช. จัดให้มีวันซ้อม "ฝึกนอนขวางทางรถัง" นำประชาชนเป็นพันๆ คนมาฝึกนอนขวางถนนไม่ให้รถถังวิ่งไปได้ จะวิ่งก็ต้องเหยียบประชาชนไป ฝึกนอนเรียงกันเป็นพันๆ คน บนถนนราชดำเนิน เป็นต้น

2. ฝึกขว้าง ระเบิดเพลิงโมโลต็อบค็อกเทลที่สามารถใช้เผารถถังได้ ที่สนามหลวง เพื่อซ้อมให้คนเห็น ให้เป็นภาพข่าว ออกไปทั่วโลก

3. จัดเดินรณรงค์ต่อต้านรัฐประหาร แจกสติ๊กเกอร์ไม่เอารัฐประหาร ทั่วประเทศ

ผมว่า มาตรการป้องปรามเหล่านี้ สำคัญกว่า ข้อมูลวงใน ว่าจะมีรัฐประหารวันนั้นวันนี้ิ ซึ่งฟังแล้วทำให้ึคนเครียดเปล่าๆ เพราะฟังแล้ว คนอ่าน คนฟัง ก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี มีแต่ความเครียด

สำหรับผมแล้ว ผมไม่สนใจ "ข้อมูลวงใน" เรื่องการทำรัฐประหารมากนัก ผมได้ยินบ่อยๆ ด้วยซ้ำว่า เขาจะทำวันโน้นวันนี้ คนโน้นคนนี้สั่ง กำลังเคลื่อนกำลังแล้ว

คือได้ยินหรือรู้ไปก็เท่านั้น เพราะหากเงื่ื่่อนไขภายในและภายนอก มันเอื้ออำนวยให้พวกเขาสามารถใช้กำลังโค่นรัฐบาลได้ ต่อให้รู้ข่าวก่อนเป็นอาทิตย์ก็ทำอะไรไม่ได้ ไม่รู้ข่าวก็ทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน

มันไม่ได้ประมาทหรือไม่ประมาท

เพราะไม่ประมาท ประชาชนก็ทำอะไรไม่ได้ ดังนั้นคำแนะนำให้ประชาชนไม่ประมาทเรื่องการทำรัฐประหาร มันจึงไม่มีประโยชน์แต่อย่างใด แต่ทำให้ประชาชนเครียด

แค่เราตัดสินใจแค่ "หากมีรัฐประหารเราไม่ยอมรับ" และจะต่อต้านทุกรูปแบบมันก็พอเพียงแล้วละครับ ในฐานะประชาชน หรือมีกิจกรรมต่อต้านรัฐประหาร เราก็ออกไปร่วม หรือแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เช่น ใส่เสื้อแดง ไปร่วมงาน “ความจริงวันนี้” ใน วันที่ 1 พย. ผมก็ถือว่าเป็นการ "ป้องปราม" ที่ดีที่สุดของประชนชน เป็นการโชว์พลังให้ฝ่ายเผด็จการรู้ว่า ประชาชนไม่เอาด้วยกับพวกคุณ

หากวันนั้นพวกเราไปเป็นแสนๆ คน ก็จะทำให้ฝ่ายที่จะทำรัฐประหารรู้ว่า ต่อให้ร่วมมือร่วมใจกันทั้งสี่เหล่าทัพ มันก็ไม่ได้ผลแต่อย่างใด เพราะประชาชนไม่เอาด้วย มันก็ปกครองไม่ได้ ยึดอำนาจไม่ได้อยู่ดี

จาก thaifreenews

Sunday, October 26, 2008

หยุดเงื่อนไขเลือด หรือ ปล่อยตามยถากรรม

ถึงเวลา "คนไม่เลือกข้าง" เลือกทิศทางประเทศไทย

ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในบ้านเมือง ผู้คนใน สังคมแบ่งฝักแบ่งฝ่าย

เสื้อเหลือง-เสื้อแดง แยกขั้ว แยกข้าง

ฝ่ายหนึ่งชูธงต่อต้านระบอบทักษิณ ต่อต้านรัฐบาลพรรคพลังประชาชน ที่ย้ายฐานมาจากพรรคไทยรักไทย

อีกฝ่ายหนึ่งจงรักภักดีเชิดชู “ทักษิณ” สนับสนุนรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคพลังประชาชน

ในสถานการณ์ที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกาศยึดทำเนียบฯชุมนุมยืดเยื้อต่อต้านขับไล่รัฐบาล

วันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ บรรดาเครือข่ายกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ก็นัดรวมพลครั้งใหญ่

ภายใต้รูปแบบกิจกรรม เวทีสัญจรรายการความจริงวันนี้ ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน โดยใช้ชื่องาน “ความจริงวันนี้ ต้านรัฐประหาร”

ทั้งนี้ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน หนึ่งในคณะผู้จัดงาน ได้ออกมาระบุชัดเจนว่า

เนื้อหาในรายการจะกำหนดให้สอดคล้องหัวข้อ คือการต่อต้านรัฐประหาร

โดยจะพูดตั้งแต่ผลกระทบจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จนถึงการรัฐประหารที่อาจจะเกิดขึ้นใหม่

บุคคลที่จะพูดประกอบด้วย นายวีระ มุสิกพงศ์ ผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย นายอดิศร เพียงเกษ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย

ที่สำคัญ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะ ปราศรัยสดผ่านโทรศัพท์ทางไกลข้ามทวีปจากประเทศอังกฤษ มายังเวทีสนามราชมังคลาฯด้วย

โดยเชื่อว่าจะมีประชาชนเข้าร่วมงานเต็มสนามราชมังคลาฯ ที่จุคนได้ 70,000 คน

สอดคล้องกับคำให้สัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ผ่านสำนัก ข่าวรอยเตอร์ ที่ระบุว่า

เขาจะโทรศัพท์ทางไกลจากลอนดอน เข้ามายังรายการความจริงวันนี้ พูดกับประชาชนประมาณ 20 นาที

งานนี้ ถือเป็นการพูดเปิดใจของ พ.ต.ท.ทักษิณกับประชาชน ที่ให้การสนับสนุนเขาโดยตรง เป็นครั้งแรก หลังจากโดนศาล ฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษา ตัดสินจำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา ในคดีที่ดินรัชดาฯ

โดยก่อนหน้านี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ได้เผาหัวนำร่องกระตุ้นความรู้สึกของประชาชนที่ให้การสนับสนุนเขา ผ่านแถลงการณ์ที่ส่งไปยังสื่อมวลชนในต่างประเทศ ชี้แจงถึงกรณีถูกศาลไทยตัดสินจำคุก 2 ปี ในคดีที่ดินย่านรัชดาฯ โดยระบุว่า

หลังรับทราบคำตัดสินรู้สึกสับสนอยู่ เพราะไม่พบหลักฐานทุจริตคอรัปชัน หรือการใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ การที่ถูก ตัดสินอย่างง่ายดาย เพราะเป็นนักการเมือง

ถ้าจะผิดอะไรก็เป็นเรื่องที่แสดงให้คนไทย โดยเฉพาะประชาชน ในพื้นที่ชนบทผู้ด้อยโอกาสได้เห็นว่า พวกเขาสามารถและมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้รัฐบาลจัดทำนโยบายและโครงการที่มีประสิทธิภาพ เพื่อปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาให้ดีขึ้น

ผมถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามของกลุ่มคนชั้นนำ ผู้มีอภิสิทธิ์ที่เชื่อในทุกสิ่ง ยกเว้นประชาธิปไตย เพราะผมนำเสนอหลักการประชาธิปไตยเสรีที่ส่งเสริมความหวังและความภาคภูมิของคนยาก คนจนของประเทศ

ปลุกเร้าเครือข่าย ไม่ยอมรับคำตัดสิน

ทั้งนี้ การจัดรวมพลคนเสื้อแดงในวันที่ 1 พฤศจิกายน ที่จะมีการระดมคนรักทักษิณจากทั่วสารทิศ มารวมตัวกันที่สนามราชมังคลาฯ

เปรียบไปแล้วก็เหมือนการขนระเบิดเวลาจำนวนมหาศาลมากองรวมกัน

จะมีการกดรีโมตให้ระเบิดทำงานหรือไม่ ยังไม่มีใครรู้

แต่ถ้ามีการกดรีโมตให้ระเบิดพวกนี้ทำงานอานุภาพรุนแรง แน่นอน ชนิดที่ว่าประเมินความสูญเสียไม่ได้

และจะเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่หลวง ที่คนไทยไม่เคยเห็นมาก่อน

ขณะที่ระเบิดอีกลูกหนึ่ง ก็คือ ความเคลื่อนไหวของ พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ ที่ออกมาขู่จะนำกำลังตำรวจนอกราชการปิดล้อมทำเนียบฯ เตรียมยึดพื้นที่คืนจากกลุ่มพันธมิตรฯ

ระเบิดลูกนี้จะด้าน หรือตูมตามขึ้นมาจริงๆ ยังไม่มีใครบอกได้

แต่ภายใต้สถานการณ์ที่สอดรับกัน กับการที่กลุ่ม นปช.นัดรวมพล ครั้งใหญ่ในวันที่ 1 พฤศจิกายน

ส่อเค้าอาจเกิดเหตุรุนแรง ถึงขั้นกลายเป็นจลาจลนองเลือด หรือสงครามกลางเมืองหรือไม่

เป็นเรื่องที่น่าหวาดเสียวอย่างยิ่ง

ในสถานการณ์ที่ล่อแหลมอย่างนี้ เมื่อหันไปทางนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ในฐานะที่เป็นผู้นำรัฐบาล มีหน้าที่ในการ ดูแลรักษาความสงบของบ้านเมือง

ความหวังที่จะเห็นการทำหน้าที่ในการคุมเกม หยุดยั้งความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นในครั้งนี้ คงยาก

เพราะนายสมชาย เพิ่งหลุดปากออกมาเอง หลังจากเกิดเหตุการณ์ ม็อบพนักงานบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) รุมล้อมโห่ไล่ โดยระบุว่า

ตัวเองไม่ได้มีอำนาจ ไม่ได้มีบารมี และไม่มีมาตั้งแต่ต้นแล้ว วันนี้มาเพราะเป็นนายกฯ และเป็นนายกฯที่ไม่ได้มีอะไรเลย นอกจากนายกฯที่โดนโห่ไล่

เหมือนจะยอมรับตรงๆว่าเป็นแค่หุ่น ไม่มีบารมี ไม่มีอำนาจ ตัดสินใจใดๆด้วยตัวเอง

ในขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณที่ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สั่งจำคุก 2 ปี แต่หลบลี้ไปอยู่ต่างประเทศ

ถูกมองว่า เป็นผู้มีอำนาจตัวจริง

คอยกำหนดเกมอยู่เบื้องหลังรัฐบาลพรรคพลังประชาชน ก็ประกาศเปิดหน้าเปิดตัวออกมาเล่นหน้าฉาก เตรียมส่งเสียงข้ามทวีป มาปลุกเร้ากลุ่มคนที่สนับสนุนตัวเอง

ก็เป็นธรรมดา ที่นายสมชายคงทำอะไรได้ไม่มากไปกว่านิ่งเฉย รอฟังการปราศรัยของพี่เมียตัวเอง

และรอดูการเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนที่สนับสนุน “ทักษิณ”

ภายใต้การขับเคลื่อนของนักการเมืองในพรรคพลังประชาชน

ปล่อยให้เป็นไปตามหมากของคนที่มีอำนาจกำหนดเกมตัวจริง

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า แม้ พ.ต.ท.ทักษิณต้องระหกระเหินไปอยู่ต่างประเทศ แต่ทุกวันนี้ก็ยังมีมวลชนให้การสนับสนุนอย่างเหนียวแน่น

และก็ได้พิสูจน์เชิงประจักษ์ให้เห็นมาแล้ว ตั้งแต่มีการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 จนกระทั่งมีการเลือกตั้งใหม่ ฐานประชาชนส่วนหนึ่งก็ยังหนุนส่งให้พรรคพลังประชาชนที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ คุมเกมอยู่เบื้องหลังได้กลับมาเป็นรัฐบาล

ในขณะที่ฝ่ายที่ต่อต้านระบอบทักษิณ ก็มีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน

ย้อนไปตั้งแต่ช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกฯ เข้ามาใช้อำนาจรัฐบริหารประเทศ เกิดปัญหาการทุจริตคอรัปชันแบบมโหฬาร โดยเฉพาะการคอรัปชันเชิงนโยบาย

กลุ่มพันธมิตรฯออกมาชุมนุมต่อต้านขับไล่ จนเกิดการรัฐประหาร 19 กันยายน ส่งผลให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องหนีไปอยู่ประเทศอังกฤษ และถูก คตส.ไต่สวนดำเนินคดีทุจริตหลายคดี

แต่เมื่อมีการเลือกตั้ง พรรคพลังประชาชนที่แปลงร่างมาจากพรรค ไทยรักไทย ก็ยังได้รับการเลือกตั้งให้กลับเข้ามาเป็นรัฐบาลโดยมีนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกฯ

และเมื่อรัฐบาลขยับจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อปลดล็อกคดีความต่างๆให้ “นายใหญ่” กลุ่มพันธมิตรฯก็ออกมาชุมนุมเคลื่อนไหวอีกครั้ง ถึงขั้นบุกยึดทำเนียบฯเป็นสถานที่ชุมนุมยืดเยื้อ

จนกระทั่งนายสมัคร โดนศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าขาดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรี ต้องหลุดจากตำแหน่งนายกฯ และนายสมชายได้เข้ามาเป็นนายกฯเสียบแทน กลุ่มพันธมิตรฯก็ยังชุมนุมต่อต้านอย่างต่อเนื่อง

แน่นอน สำหรับกลุ่มพันธมิตรฯที่ออกมาชุมนุมต่อต้าน ระบอบทักษิณ ด้วยการเข้ายึดทำเนียบฯ ซึ่งเป็นที่ทำงานของรัฐบาล เป็นศูนย์กลางการบริหารราชการของประเทศ

เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

แม้จะอ้างอารยะขัดขืน โดยมีประชาชนจำนวนมากสนับสนุน แต่การใช้วิธีอย่างนี้ยืดเยื้อยาวนานเกินไป ก็ถูกมองว่าเป็นการ กระทำเกินกว่าเหตุ

กลายเป็นการสร้างปัญหาให้กับประเทศ

และมาถึงวันนี้ ฝ่ายที่สนับสนุน “ทักษิณ” มีการเคลื่อนไหวระดมคนจำนวนหลายหมื่นคน เข้ามาในกรุงเทพฯ

สถานการณ์ส่อเค้ากำลังเดินไปสู่จุดเดือด สุ่มเสี่ยงสูงที่จะเกิดเหตุปะทะรุนแรง

ขณะที่กองทัพก็ได้ประกาศจุดยืนชัดเจน จะทำหน้าที่เพื่อปกป้องอธิปไตย และรักษาไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชา-ธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์

โดยเฉพาะ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ได้ประกาศผ่านรายการโทรทัศน์ร่วมกับ ผบ.เหล่าทัพ เรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบในการสลายการชุมนุมที่หน้ารัฐสภา ถึงขั้นเปรียบเปรย ถ้าตัวเองเป็นนายกฯ ก็ลาออกไปแล้ว

การแสดงออกเช่นนี้ โดยปกติทั่วไปถ้าเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจ อย่างแท้จริง ผบ.เหล่าทัพต้องถูกปลดถูกย้ายไปแล้ว แต่บังเอิญมาเจอกับรัฐบาลที่นายกฯบอกเองว่า ไม่มีอำนาจบารมี

ผบ.เหล่าทัพจึงอยู่ในตำแหน่งต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม แม้กองทัพจะมีแสนยานุภาพ มีกำลังอาวุธ แต่ก็เข็ดขยาดกับการทำรัฐประหาร รู้ดีว่าปฏิวัติได้ แต่การรักษา อำนาจเป็นเรื่องยาก

เพราะมีคนจำนวนมากพร้อมที่จะออกมาต่อต้าน

สรุปก็คือ ทหารมองว่าการปฏิวัติ ไม่ใช่ทางแก้ปัญหาให้ จบสิ้นไปได้

เหนืออื่นใด ในสถานการณ์ที่มีการปลุกระดมมวลชนให้เคลื่อน ตัวมาเผชิญหน้ากัน สุ่มเสี่ยงเป็นชนวนให้เกิดสงครามประชาชน

“ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ” เคยชี้ทางออกเฉพาะหน้าที่จะหยุดยั้งสงครามประชาชนครั้งนี้ ด้วยการยุบสภา

แต่คนที่มีอำนาจในการตัดสินใจ คือ นายกฯสมชาย ได้ ปิดประตูตาย ประกาศท่าทีชัดเจน ไม่ยุบสภา ไม่ลาออก

ดังนั้น เมื่อสถานการณ์เดินมาถึงจุดนี้

ก็อยู่ที่คนไทยที่ไม่เลือกข้าง ที่มองเห็นเภทภัยอยู่ข้างหน้า ว่าบ้านเมืองกำลังจะลุกเป็นไฟ จะเอายังไง.

"ทีมการเมือง"

ไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดประชุมผู้นำอาเซียนที่ จ.เชียงใหม่

เชียงใหม่ 26 ต.ค.-นายกรัฐมนตรีเดินหน้าทำงานแก้ปัญหาเศรษฐกิจและกระตุ้นการท่องเที่ยว เพื่อเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่จังหวัดเชียงใหม่ในกลางเดือนธันวาคม

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปเป็นประธานพิธีเปิดซู อควาเรี่ยม ท่ามกลางการต้อนรับของประชาชนจำนวนมาก โดยองค์การสวนสัตว์ได้ลงทุนร่วมกับภาคเอกชนจำนวน 600 ล้านบาทสร้างศูนย์สัตว์น้ำจืดและน้ำเค็มที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีอุโมงค์ยาวที่สุดในโลก และมีสัตว์น้ำมากกว่า 250 ชนิดหรือกว่า 8,000 ตัว คาดจะช่วยกระตุ้นบรรยากาศการท่องเที่ยวให้คึกคักมากขึ้น

โอกาสนี้นายกรัฐมนตรีได้ กล่าวถึงความสำเร็จการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซมว่า จะเตรียมรับมือกับวิกฤติการเงินของโลกด้วยการใช้ข้อริเริ่มเชียงใหม่เมื่อปี 2540 ซึ่งอาเซียนได้จัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือสภาพคล่องทางการเงินแก่ประเทศสมาชิก พร้อมยืนยันการเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่เชียงใหม่ กลางเดือนธันวาคมนี้ ภายหลังพิธีเปิดได้มีกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด ได้เดินทางมาเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-10-26 12:14:52


จีน พร้อมปล่อยกู้ 400 ล้านเหรียญสหรัฐให้ไทยทำโครงการเมกะโปรเจกต์

กรุงเทพฯ 26 ต.ค.-อาเซียน+3 ร่วมมือนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศมาป้องกันวิกฤติการเงิน ขณะที่จีนพร้อมปล่อยกู้ 400 ล้านเหรียญสหรัฐให้ไทยทำโครงการเมกะโปรเจกต์

นายโอฬาร ไชยประวัติ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ รัฐบาลของประชาชน ทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ว่า ผลการประชุมของผู้นำอาเซียน+3 13 ประเทศ นอกรอบ ระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำเอเชีย-ยุโรปที่จีน เห็นชอบให้นำมาตรการริเริ่มเชียงใหม่ คือ นำทุนสำรองระหว่างประเทศมาร่วมลงขันแก้ปัญหาวิกฤติการเงินของประเทศสมาชิก โดยขยายเป็นแบบพหุภาคี คือ ทุกประเทศ จากเดิมเป็นแบบทวิภาคี ซึ่งจะประชุมกำหนดความชัดเจนอีกครั้งที่ฟิลิปปินส์ วันที่ 12 พฤศจิกายนนี้ จากนั้นจะเสนอที่ประชุมผู้นำอาเซียนซัมมิทกลางเดือนธันวาคมที่จังหวัดเชียงใหม่ นอกจากนี้ผู้นำจีนพร้อมปล่อยกู้ให้กับไทยเพื่อก่อสร้างโครงการเมกะโปรเจกต์ 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำในการประชุม ครม.วันอังคารนี้ จะกำหนดราคารับจำนำข้าวโพดและมันสำปะหลัง โดยจะมีทางเลือกให้เกษตรกรสามารถนำข้าว ข้าวโพด และมันสำปะหลังไปรับจำนำกับหน่วยงานรัฐ หรือขายสิทธิล่วงหน้าได้ด้วย.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-10-26 11:08:03




'คนเสื้อแดง'อารักขานายกฯหวั่น'แก๊งมือตบ'จุดชนวนความวุ่นวาย


"นักประชาธิปไตยเสื้อแดง" กระจายกำลังอารักขา "นายกฯ สมชาย" เหตุม็อบป่วนใช้มือตบไล่รัฐบาล ชี้ป้องกันกลุ่มพันธมารก่อความวุ่นวาย ขณะที่การเยี่ยมชมสวนสัตว์เชียงใหม่ นายกฯชู "อควอเรียมเชียงใหม่" เป็นศูนย์สัตว์น้ำที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม นำคณะเดินทางมาถึงสวนสัตว์เชียงใหม่ เพื่อทำพิธีเปิด Chiangmai Zoo Aquarium ศูนย์แสดงพันธุ์สัตว์น้ำที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีอุโมงค์ใต้น้ำยาว 133 เมตร ยาวที่สุดในโลก

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า Chiangmai Zoo Aquarium จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญมากของประเทศไทย และขอให้ชาวเชียงใหม่ ช่วยกันรักษาไว้ และร่วมกันเป็นเจ้าภาพต้อนรับประมุข และผู้นำประเทศ ที่จะเดินทางเข้าเชียงใหม่ ในช่วงเดือนธันวาคมนี้

ทั้งนี้ เนื่องจากผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจของโลก ทำให้ประเทศไทยต้องหาความมั่นคง ซึ่งเป็นแนวคิดของอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงจะสานต่อการระดมเงินทุนในกลุ่มประเทศอาเซียน คล้ายๆกับ IMF ซึ่งจะทำให้ประเทศยากจนได้รับประโยชน์มาก ดังนั้นในเดือนหน้า ซึ่งจะให้รัฐมนตรีคลัง ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ไปหารือถึงการจัดการประชุมผู้นำอาเซียน บวกกับอีก 3 ประเทศคือ จีน ญี่ปุ่น เกาหลี ที่ จ.เชียงใหม่ โดยจะระดมทุนให้ได้ 8 หมื่นล้านดอลล่าร์สหรัฐ ไม่เกิน1.5 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐจึงเบื้องต้นได้มีการหารือกันแล้วในที่ประชุมอาเซม ที่ประเทศจีน

อย่างไรก็ตาม ทางสวนสัตว์เชียงใหม่ได้ประสานงานเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายความมั่นคง เตรียมความพร้อมดูแลความปลอดภัย ซึ่งจะมีเพียงนายกรัฐมนตรี เจ้าหน้าที่และสื่อมวลชนเท่านั้นที่เข้าเยี่ยมชม นอกจากนี้กลุ่มรักษ์เชียงใหม่ 51 ได้กระจายกำลังตามเส้นทางที่นายกรัฐมนตรีเดินทางเพื่อป้องกันกลุ่มพันธมิตรฯ

จากนั้นนายกรัฐมนตรีเดินทางเป็นประธานเปิดการแข่งขันคณิตศาสตร์ระหว่างประเทศ ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัด ขึ้นที่โรงแรมเชียงใหม่ภูคำ จ.เชียงใหม่ โดยมีประเทศที่เข้าร่วม 25 ประเทศ

ผู้สื่อข่าวบรรยากาศโดยทั่วไปบริเวณโดยรอบโรงแรมเชียงใหม่ภูคำ ได้มีการรักษาความปลอดภัยให้กับนายกรัฐมนตรีอย่างเข้มงวด โดยนอกจากเจ้าหน้าที่ตำรวจและฝ่ายความมั่นคงของจังหวัดคอยดูแลแล้ว ยังมีกลุ่ม "กลุ่มเสื้อแดง" กระจายกำลังรอบโรงแรม เพื่อป้องกันม็อบมือตบที่จะเข้าถึงตัวนายกรัฐมนตรีด้วย

นอกจากนี้ ได้มีมือตบจำนวนหนึ่งเดินทางมาที่โรงแรมเชียงใหม่ภูคำ แต่กลุ่มเสื้อแดงได้พยายามไล่ออกไปแล้ว และยังไปล้อมวัดใหม่ห้วยทราย อ.เมืองเชียงใหม่ ซึ่งมีการรวมตัวของกลุ่มมือตบที่สร้างความวุ่นวายขณะนายกรัฐมนตรีเดินทางเยือน จ.เชียงใหม่


'โอฬาร'ชี้อาเชียนยอมรับ 6 มาตรการกระตุ้นศก.ไทย-มั่นใจปีนี้เติบโต4%

'โอฬาร'ระบุที่ประชุมอาเชียนยอมรับ 6 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของไทย ยืนยันเอเชียรับมือวิกฤตศก.โลกได้ ลุยตั้งทีม'ไทยแลนด์'หนุนการส่งออก พร้อมมั่นใจเศรษฐกิจปีนี้จะเติบโตประมาณร้อยละ4

นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ประเดิมออกรายการ รัฐบาลของประชาชน ครั้งแรกให้สัมภาษณ์กับ นายณัฐวุฒิ ใสเกื้อโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ถึงการเจรจาทวิภาคี ระหว่างนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และสมเด็จฮุนเซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยระบุว่า บรรยากาศการหารือเป็นไปด้วยดีเหมือนพี่น้อง โดยเชื่อมั่นว่า หลังจากวันที่ 28 พ.ย.นี้ ประเทศไทยจะขอกรอบจากที่ประชุมรัฐสภา เพื่อตั้งคณะกรรมการชายแดน สถานการณ์จะเรียบร้อย โดยจะคงเดินหน้าต่อด้านการลงทุนและจะไม่มีการใช้ความรุนแรง ซึ่งเหตุการณ์ที่ผ่านมา ถือว่าเป็นความไม่ตั้งใจของทั้ง 2 ฝ่าย

ทั้งนี้ นายสมพงษ์ ยังระบุถึงการประชุมอาเซียนบวก 3 ว่า ได้หารือนอกรอบ ถึงวิกฤติการเงินของสหรัฐ เพื่อเตรียมหาทางป้องกันผลกระทบ โดยมีการนำข้อเสนอสมัยวิกฤติต้มยำกุ้งมาดำเนินการด้วย อย่างไรก็ตาม รมว.ต่างประเทศ ยังเปิดเผยอีกด้วยว่า การประชุมอาเซียนซัมมิท นั้นมีแนวคิดเปลี่ยนสถานที่ จากกรุงเทพมหานคร เป็นเชียงใหม่โดยจะรอข้อสรุปอีกครั้ง

'โอฬาร'ชี้รับมือวิกฤตศก.โลกได้

ขณะที่ ดร.โอฬาร ไชยประวัติ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในรายรัฐบาลของประชน ถึงการเจรจาทวิภาคี ว่าการหารือในประเด็นสำคัญนั้นเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งปลายปีนี้ประเทศไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุมอาเซียนบวก 3 ที่จังหวัดเชียงใหม่เพื่อหาทางออกในการแก้วิกฤตทางการเงินของสหรัฐ ซึ่งเปรียบเสมือนหลุมดำ แต่ในเอเซียได้รับผลกระทบน้อย ซึ่งจุดที่ได้รับผลกระทบมากทีสุดคือตลาดหุ้น

นายโอฬาร กล่าวอีกว่า เอเชียคงหนีไม่พ้นที่จะได้รับผลกระทบจากวิกฤติเศรษฐกิจของสหรัฐ แต่เชื่อว่าคงมีไม่มากนัก เนื่องจากเอเชียยังมีกองทุนที่เพียงพอในการรับมือ โดยเฉพาะระบบธนาคารที่มีทุนสำรองอยู่14-15 % ซึ่งยังสูงกว่ามาตรฐาน แต่ทั้งนี้ในส่วนที่ได้รับผลกระทบ คือ ตลาดหุ้น เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนจากตะวันตก ซึ่งมีการเทขายหุ้นออก ดังนั้นเป็นโอกาสอันดีที่นักลงทุนเอเชียและไทยจะเข้าไปช้อนซื้อหุ้นที่ดีและราคาถูก ทั้งนี้หากเอเชียมีเงินเพียงพอ คาดว่าจะทำให้ GDP สามารถอยู่ที่ 5%ได้

อย่างไรก็ตามในส่วนของมาตรการของรัฐบาลที่จะออกมาจะเป็นเม็ดเงินประมาณ 1.2 ล้านล้านบาท โดยจะมีในส่วนของกองทุนหมู่บ้าน หรือ SML สินเชื่อรวมกันปี 52 4.5แสนล้านบาท ซึ่งจะขยายตัวร้อยละ 5 นอกจากนี้จะเร่งการส่งออกและนำเข้าโดยการตั้งทีมไทยแลนด์ ทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงท่องเที่ยวฯ กระทรวงพาณิชย์ โดยปี 2552 ให้ขยายตัวให้ได้ร้อยละ 5 หรือ เป็นเงิน 3.6 แสนล้านบาท โดยตลาดเป้าหมาย คือ เอเชีย แอฟริกา ตะวันออกกลาง โดยจะมีการเจรจากันระหว่างรัฐต่อรัฐ รวมทั้งจะมีการเร่งรัดการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาล 1.8 แสนล้านบาท และโครงการเมกกะโปรเจคเพิ่มงบในปี 52 1แสนล้านบาท ซึ่งเม็ดเงินที่จะใช้จะเป็นเงินจากรัฐวิสาหกิจ เงินกู้จากในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะเงินกู้ในต่างประเทศ ซึ่งนายกรัฐมนตรีของจีนนั้นยินดีที่จะปล่อยกู้แบบผ่อนปรน 400 ล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการเมกะโปรเจกต์ ส่วนราคาสินค้าเกษตรที่ตกต่ำในขณะนี้ ก็ได้ใช้กลไกตลาด แทรกแซงราคา ทั้ง ยางพารา ข้าวโพด ข้าว และได้มีการดำเนินนโยบาย กำหนดราคาสินค้าขั้นต่ำ ในส่วนของข้าวแล้ว

อย่างไรก็ตามจะเสนอการการรับประกันราคาข้าวโพดในวันที่ 28 ต.ค.นี้ ส่วนยางพาราจะมีการหารือกับก.เกษตรและสหกรณ์ในวันที่ 29 ต.ค.หรือ 30 ต.ค.นี้

นอกจากนี้ นายโฮฬาร กล่าวอีกด้วยว่า ที่ประชุมอาเซียนให้การยอมรับ 6 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจไทย พร้อมเชื่อมั่นว่า หากมีการดำเนินการตามที่ได้ระบุไว้ ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ ของเป้าหมาย จำนวน2 ล้านล้านบาท เศรษฐกิจไทยจะเติบโตอย่างต่อเนื่อง ร้อยละ 4



สื่อนอกฟันธงส่งตัว'ทักษิณ'กลับไทยโอกาสน้อย

"บีบีซี" วิเคราะห์ขอตัวอดีตนายกรัฐมนตรี กลับประเทศไทยทำได้ยาก ระบุมีกระบวนทางกฎหมายซับซ้อน

สำนักข่าวบีบีซีโดยผู้สื่อข่าว “ไมเคิล โดบี” ได้เสนอบทรายงานวิเคราะห์ถึงโอกาสที่จะนำตัวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กลับไทยเพื่อรับโทษคดีทุจริตการซื้อขายที่ดินย่านรัชดาฯ ซึ่งหนีหมายจับอยู่ที่กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษกลับมาดำเนินคดีตามกฎหมายในประเทศไทยว่า ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเรื่องนี้จะต้องใช้เวลานานอีกหลายปี เนื่องจากกฎหมายการขอผู้ร้ายข้ามแดนนั้นมีความยุ่งยากซับซ้อน

ด้านนายคลิฟ นิโคลส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน บอกกับบีบีซีว่า อัยการไทยอาจร้องขอให้อัยการอังกฤษช่วยเหลือในการยกร่างคำร้องขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนที่จะเสนอต่อศาลอังกฤษได้ แต่ศาลอังกฤษจะพิจารณาในหลายประเด็น เช่น

ความผิดของพ.ต.ท.ทักษิณตามคำพิพากษาของศาลไทยนั้น เป็นความผิดตามกฎหมายอังกฤษด้วยหรือไม่ การดำเนินคดีต่อพ.ต.ท.ทักษิณเกิดขึ้นเพราะแรงจูงใจทางการเมืองอย่างที่อดีตนายกฯของไทยกล่าวอ้างหรือไม่ แต่หากคำร้องนั้นมีเจตนาว่าต้องการนำตัวทักษิณไปลงโทษเนื่องจากความคิดเห็นทางการเมือง ศาลอังกฤษก็จะไม่เนรเทศอดีตนายกฯ

นอกจากนี้ ศาลอังกฤษจะพิจารณาด้วยว่า พ.ต.ท.ทักษิณได้รับการพิจารณาคดีโดยยุติธรรมหรือไม่ และมีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะมีการพิจารณาคดีใหม่หากถูกส่งกลับประเทศไทย ทั้งนี้กรณีที่เขาถูกไต่สวนลับหลังก็อาจเป็นประเด็นที่ศาลอังกฤษจะพิจารณาประกอบด้วย

ศาสตราจารย์เจฟ กิลเบิร์ต ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนและกฎหมายสิทธิมนุษยชน มหาวิทยาลัยเอสเส็กซ์ ประเทศอังกฤษ กล่าวว่า กรณีที่พ.ต.ท.ทักษิณมีสิทธิอุทธรณ์คดีอย่างจำกัด ก็อาจเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ศาลอังกฤษจะพิจารณา ทั้งนี้พ.ต.ท.ทักษิณมีเวลา 30 วันนับแต่วันพิพากษาเมื่อ 21 ต.ค.ที่ผ่านมาที่จะยื่นอุทธรณ์



'อ๋อย'ปัดอยู่เบื้องหลัง'สล้าง'จวกผบ.ทบ.ประกาศพรก.ฉุกเฉินไม่แก้ปัญหา


'จาตุรนต์' ตอก'แก๊งพันธมาร'พวกชอบสร้างประเด็นเท็จ ป้ายสีอยู่เบื้องหลังแผนยึดคืนทำเนียบ อัด'บิ๊กป็อก' บกพร่อง หลังประกาศภาวะฉุกเฉินยังไม่แก้ปัญหา

นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าวปฎิเสธกรณีที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยออกมาระบุว่าอยู่เบื้องหลังพล.ต.อ.สล้าง บุนนาค อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจเพื่อวางแผนปิดล้อมทำเนียบกดดันกลุ่มพันธมิตร โดยระบุว่าไม่ได้พบปะกับพล.ต.อ.สล้าง มานานแล้ว และคิดว่าการออกมาประกาศปิดล้อมทำเนียบของอดีตรองอธิบดีกรมตำรวจน่าจะมาจากความเห็นใจเจ้าหน้าที่ตำรวจและความเป็นห่วงบ้านเมือง

"พันธมิตรฯต้องการสร้างประเด็นเท็จใหม่ ๆ มาใส่ร้านคนอื่นตามสไตล์ เนื่องจากขณะนี้กำลังจนแต้งเสนออะไรมาคนก็ไม่รับ" นายจาตุรนต์ กล่าว

ส่วนการจัดงานครอบครัวความจริงวันนี้ ครั้งที่ 2 ในวันที่ 1 พ.ย. สนามราชมังคลากีฬาสถาน อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทยระบุว่า ได้รับเชิญไปร่วมงานในฐานะผู้ปราศรัย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อต่อต้านรัฐประหารเท่านั้น ไม่ได้มีเป้าหมายชนกับกลุ่มพันธมิตร จึงไม่มีการเคลื่อนกำลังพลไปไหน แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะเกิดรัฐประหารก่อนจัดงานหรือไม่ เพราะผู้นำกองทัพและกลุ่มพันธมิตรฯก็จ้องยึดอำนาจอยู่

นายจาตุรนต์ ยังกล่าวอีกว่า กรณีที่มีหลายคนออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่าแถลงการณ์ของพ.ต.ท.ทักษิณ ถึงสื่อต่างโจมตีกระบวนการยุติธรรมไทยนั้น ตนมองว่าระบบยุติธรรมทำได้ถูกทำลายมานานแล้วโดยคณะรัฐประหารและกลุ่มพันธมิตรฯ

อย่างไรก็ตาม อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทยยังกล่าวอีกว่า ตนไม่อยากเห็นการเผชิญหน้าระหว่างประชาชนกับประชาชน แต่ยอมรับว่าบ้านเมืองตอนนี้ไม่รักษากฎหมาย คนทำผิดสามารถยึดทำเนียบและตั้งกองบัญชาการทำผิดกฎหมายได้อย่างโจ่งแจ้ง คนอีกกลุ่มจึงต้องหาทางออกในการแก้ปัญหา และคนกลุ่มนี้นับวันจะมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ตนจึงห่วงว่าอาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงได้

"ถ้าจะโทษก็ต้องโทษ 2 ฝ่ายคือกลุ่มพันธมิตรฯที่เป็นต้นเหตุปัญหาพยายามสร้างความรุนแรงทุกทางเพื่อหวังให้ทหารออกมายึดอำนาจและต้องโทษความบกพร่องของพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ที่หลังประกาศพ.ร.ก.บริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน

นอกจากจะไม่ช่วยแก้ปัญหาแล้วยังไม่เคยบอกว่าพันธมิตรฯทำผิดกฎหมายซึ่งมีส่วนให้เกิดการบานปลายมากขึ้น" นายจาตุรนต์กล่าว