WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, October 27, 2008

ปิดเอเอสทีวี!!

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

โดย กะพรุนไฟ

ไม่สิ้นหวังแล้วล่ะท่านผู้ชม...ต่อไปนี้ใครที่เคยปรามาสตราหน้าว่า “กฎหมายไทย” ไร้ความศักดิ์สิทธิ์...อ่อนปวกเปียก นุ่ม และอ่อนยวบ เป็น “ขนมเปียกปูน” ไม่ได้เหมือนเก่ากันอีกแล้ว

บัดนี้ มีผู้ที่ลุกขึ้นมาจุดประกายไฟ เพื่อทำให้ “กฎหมาย” เป็น “กฎหมาย”...ไม่ใช่เป็น “ไม้หลักปักขี้เลน”ที่ใครจะกระทืบซ้ำ เหยียบย่ำ ตามอำเภอน้ำใจ กันต่อไป ไม่ได้แล้วนะ!!

เพราะการ “ฝ่าฝืนกฎหมาย” ด้วยคนหมู่มาก... เป็นชนวน “มหาภัย” ทำให้คนไทย ถึงกาล ที่จะทำ“สงครามกลางเมือง” เพื่อล้างเผ่าพันธุ์ ให้ “สิ้นสูญ” ...ดับและตาย วอดวาย หายนะ กันไปข้างหนึ่ง

เมื่อ “ท่านพีรพล ไตรทศาวิทย์” ปลัดกระทรวงมหาดไทย ส่งซิก เป่านกหวีด ไปถึงผู้ว่าราชการ ที่อยู่ใต้อาณัติ การคอนโทรล ของกระทรวงมหาดไทย ทุกหัวเมือง ให้ดำเนินการ ใช้กฎหมายอย่างเฉียบขาด ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ อย่างอ้อยอิ่ง เป็นลิงป่วยเชียวนะเออ ว่าด้วย ในขณะนี้มีคณะบุคคลปรักปรำ ใส่ไคล้ ให้ร้ายเผยแพร่ข้อความ และแนวคิด ผ่านสถานีวิทยุชุมชน ระบบอินเตอร์เน็ต รวมทั้งเอกสารแผ่นปลิว อีกทั้ง มีการสร้างกระแสในแง่ลบ จงใจพาดพิง หมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์!!

เป็นความฮึกเหิม อันไม่บังควร...อีกทั้งผิดเต็มเป้า ในข้อหาเกี่ยวกับความมั่นคงภายใน!!

ดังนั้น, เป็นหน้าที่ อันชอบธรรม ที่ “พ่อเมือง” ที่ได้รับการอวยยศ อวยชัย ต้องดำเนินการจับกุม “วิทยุชุมชน” และ “เว็บไซต์”

นอกรีต นอกรอย นอกเทือกเถาเหล่าก่อ อันเป็นคนไทยที่ดี??

เพราะความเป็นคนไทยนั้น....

มีความจงรักภักดี เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างเปี่ยมล้นเสมอมา ใคร? ที่บังอาจก้าวล่วงละเมิด เราต้องใช้กฎหมายกำราบ ปราบ อย่างไม่รอช้า

การที่, ท่านปลัดกระทรวงมหาดไทย “คุณพีรพล ไตรทศาวิทย์” มีคำสั่ง ด่วนจี๋ไปรษณีย์จ๋า ให้กวาดล้าง และ เช็กบิล “สถานีวิทยุชุมชน” และ “เว็บไซต์” นอกแถว!!

ป็นสิ่งที่ควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง และ ต้องรวดเร็วยกกำลังสอง อีกเสียด้วยโดยเฉพาะ ความผิดเกี่ยวกับ “ความมั่นคงภายใน” เป็นข้อหารุนแรง ร้ายแรงเป็นอันมาก

ดังนั้น “วิทยุชุมชน” และ “เว็บไซต์” นอกคอก...น่าเลิกทำตัวเป็น “หัวหอก”นอกรีตเสียที

ขณะเดียวกัน อยากเห็น “ท่านปลัดพีรพล ไตรทศาวิทย์” ข้าราชราชการเบอร์หนึ่ง เกณฑ์หนึ่ง แห่งกระทรวงคลองหลอด....

ช่วยชะเง้อแล แชร์สายตา มองดู พฤติการณ์ สถานีโทรทัศน์ “เอเอสทีวี”กระบอกเสียง กลุ่มพันธมิตรฯ ที่ทำตัวเป็นอันธพาล ยึดทำเนียบ มายาวนาน กว่า 160 วันเข้าไปแล้ว

เขาแพร่ภาพ กระจายเสียง... รับใช้คนบางคน ที่สรรหาคำพูด “สุดถ่อย” มาประดิดประดอยได้ทุกวัน?? และแต่ละถ้อยคำ ล้วนโกหกหน้าตาย ฉีกประเทศไทย แบ่งเป็นฝั่งฝ่าย ริ้วปลาแห้งเลยล่ะ

จนบัดนี้ “สยามเมืองยิ้ม” ที่อิ่มและพิมพ์ใจ ได้กลายเป็น “ไทยเหนือ”และ “ไทยใต้”? พร้อมที่จะลุกมา “ฆ่าฟัน” กันเองได้ทุกเมื่อ!!

ที่เป็นเช่นนั้น สถานีโทรทัศน์ “เอเอสทีวี” เป็นต้นกำเนิด...ให้คนไทยเกิดการแบ่งขั้วกันซะเสร็จสรรพ
ด้วยการกระทำ อันโจ่งแจ้ง ทั้งยุ ทั้งเสี้ยม ทั้งจูงจมูก ขาดไร้ซึ่งเหตุและผล บนสมุฏฐานแห่งความเป็นจริง
ฉะนั้น เพื่อดับต้นเหตุแห่งชนวน กระทรวงมหาดไทย อย่าได้มองข้ามเลยชอต ต่อการกระทำของ “เอเอสทีวี” ที่ได้สร้างมลพิษ แห่งการเลือกข้าง แบ่งฝ่าย กันเชียวนะ??

เพราะถ้า “เอเอสทีวี”ไม่ ได้ก่อหวอด...สร้างจุดบอด ให้คนไทย “ขาดความสามัคคี” กันแล้วไซร้??

“ไทยต่อไทย” จะมีกินเลือด กินเนื้อ หาวิมานกันทำไม!!
ตรงนี้ น่าเป็นหน้าที่ ของ “กระทรวงมหาดไทย” เพื่อแจงจาระไน ไปถึง “ศาลปกครอง” ที่คุ้มครอง “เอเอสทีวี” มาหลายปีดีดัก ควรเลิกคุ้มครอง เป็นไข่ในหินได้แล้ว นั่นขึ้นอยู่ว่า “กระทรวงมหาดไทย” จะรวบรวม “ความเป็นจริงวันนี้” ไปชี้ให้ “ศาลปกครอง” เห็นข้อเท็จจริง ได้มากน้อยเพียงใด

สุดท้ายนี้ เมื่อวิเคราะห์เจาะประเด็นกันดูแล้ว “สถานีวิทยุชุมชน” และ “เว็บไซต์” ที่กล่าวและพาดพิงสถาบัน...คนไทยที่ล้วนแล้วมีจิตใจ ที่ “จงรัก-ภักดี” ไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้อง

ขณะเดียวกัน สถานีโทรทัศน์ “เอเอสทีวี”ที่ดูประหนึ่งเป็นบ่อน้ำทิพย์ ในการหยิบ ข้อเท็จจริงด้านเดียว ให้หมู่มวลสมาชิกสาวกพันธมิตรฯ ฟัง

ก็มีความร้ายกาจ ต้องกำจัดจุดนี้ไปเหมือนกัน??

เพราะการถ่ายทอด และแพร่ภาพ ด้วยการให้ความจริงครึ่งเดียว “เป็นยาพิษ”กลาย...กลาย

ฉะนั้น ต้องหามาตรการ สั่งปิด “เอเอสทีวี”...ควบคู่กับ “วิทยุชุมชน”และ “เว็บไซต์ด์”

ปิด “เอเอสทีวี” เมื่อไร...ประเทศไทยก็ผ่องแผ้ว!! “ความสามัคคี” จะกลับมาแจ่มแจ๋ว...เลยล่ะจะบอกให้???


‘สล้าง’สับเละ‘สื่อรับใช้’แปลงสาส์น! ลั่นพร้อมบดขยี้ม็อบสามานท์

“สล้าง” ยันตั้งทีมโฆษกฯ โต้สื่อฯแปลงสาส์น สับเละ! “สื่อรับใช้พันธมาร” เสนอข่าวผิดเพี้ยนจากข้อเท็จจริง ลั่นแถลงการณ์เมื่อได้ข้อสรุปชัด ชี้แนวทางเคลื่อนไหวกลุ่มพลังกู้วิกฤติชาติ พร้อมทวงคืนทำเนียบฯ-ตอบโต้ม็อบสามานท์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ จะทำการตั้งทีมโฆษกขึ้นเพื่อแถลงข่าว ชี้แจงและให้ข้อมูลในเรื่องต่างๆกับสื่อมวลชน เนื่องจากที่ผ่านมามีการเข้าใจที่คาดเคลื่อนมาโดยตลอด อีกทั้งจะมีการตั้งศูนย์ประสานงานความเคลื่อนไหวของ “กลุ่มพลังกู้วิกฤติชาติ” รวมทั้งมาตรการขั้นเด็ดขาดที่จะใช้จัดการกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่ได้สร้างความวุ่นวายให้กับบ้านเมืองอย่างไม่หยุดหย่อน

“ตอนนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป แต่อยู่ระหว่างการปรึกษาหารือกันว่าจะตั้งใครเป็นโฆษกฯ ซึ่งมีบุคคลระดับดอกเตอร์ที่มีความสามารถและเหมาะสมที่วางตัวไว้ในทีมประมาณ 3-4 คน เป็นนักวิชาการที่มีความสามารถทั้งทางด้านรัฐศาสตร์และการเมือง”

อย่างไรก็ตาม พล.ต.อ. สร่าง จะมีแถลงการณ์ออกมาอย่างเป็นทางการอีกครั้งเมื่อได้ข้อสรุปในเรื่องดังกล่าว และยืนยันว่า จะทำให้ประชาชนชาวไทยและบ้านเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

"กบฏพันธมาร"ปิดเส้นทางเสด็จฯ


ผู้สื่อข่าวรายงานกรณีกลุ่มพันธมิตรฯ ประกาศว่าจะเปิดถนนราชดำเนินนอก แต่ขณะนี้พบว่ายังคงปิดถนนอยู่ โดย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ ได้กล่าวอ้างว่า หากเปิดถนนราชดำเนินนอกตลอดทั้งวันทั้งคืน อาจเกิดอันตรายกับผู้ชุมนุมที่ยังปักหลักอยู่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ซึ่งจากเหตุผลดังกล่าวของแกนนำพันธมิตรฯ ทำให้ไม่สามารถใช้ถนนราชดำเนินนอกเป็นเส้นทางเสด็จฯได้

นปช.อีสานฮือต้าน!พฤติกรรมม็อบถ่อย

ขณะที่ นายเขื่อนเพชร โพนรัมย์ แกนนำกลุ่ม นปช.อีสาน ในนามกลุ่มหนองน้ำใสรักษ์ประชาธิปไตย อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา กล่าวว่า ในวันที่ 1 พ.ย.นี้ กลุ่มหนองน้ำใสฯ ประมาณ 500 คน จะร่วมกับเครือข่ายกลุ่มนปช.ภาคอีสาน เช่น จ.ขอนแก่น นำโดยนายอรรถฤทธิ์ สิงห์รอ นายกสมาคมเครือข่ายสถาบันเกษตรกรแห่งประเทศไทย อีกกว่า 500 คน จะรวมพลกันเข้ากรุงเทพฯ สมทบกับกลุ่ม นปช.ทั่วประเทศที่ท้องสนามหลวง

ทั้งนี้ เพื่อเคลื่อนไหวต่อต้านการกระทำของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หลังจากแกนนำพันธมิตรฯ ประกาศจะต่อสู้เพื่อทำการเมืองใหม่ แต่การเมืองใหม่ที่ว่านั้นเป็นการถอยหลังเข้าคลอง เรียกร้องให้ทหารออกมาปฏิวัติยึดอำนาจ ซึ่งทั่วโลกไม่มีประเทศไหนยอมรับการกระทำเช่นนี้

นายเขื่อนเพชร กล่าวย้ำว่า กลุ่ม นปช.จากภาคอีสานจะเคลื่อนไหวอย่างสงบและไม่ต้องการให้มีการปะทะกัน และขอเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรทบทวนบทบาทของตนเองด้วยการถอยคนละก้าวออกจากทำเนียบรัฐบาล และต่อสู้ทางการเมืองตามครรลองของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขจะดีกว่า

นายเขื่อนเพชร กล่าวถึงแกนนำพันธมิตรฯ กล่าวหา นปช.เคลื่อนไหวโดยรับเงินจากพรรคพลังประชาชนว่า เรื่องนี้กลุ่มไม่เคยรับเงินจากใคร เราเคลื่อนไหวด้วยความบริสุทธิ์ใจ อยากเห็นบ้านเมืองสงบสุข ซึ่งความจริง กลุ่มเราก็อยากได้เงินเหมือนกันเพื่อจะได้เคลื่อนไหวสะดวกและคล่องตัว



'รัฐนาวา'เดินหน้าส.ส.ร.3ชี้ทางออกแก้วิกฤติชาติ!

“สุขุมพงศ์” เดินหน้าล่าชื่อ ส.ส.-ส.ว. ดันตั้ง ส.ส.ร. สัปดาห์นี้ ชี้ไม่หวั่นถูกกล่าวหาเสียงมากลากไป ยืนยัน ส.ส.ร. ไม่ใช่ชนวนเหตุให้เกิดความขัดแย้ง แต่เป็นทางออกตามระบอบประชาธิปไตย

นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 กล่าวถึงความคืบหน้าในการทำงานว่า คณะกรรมการฯ ได้วางกรอบและยกร่างแก้ไขเสร็จแล้ว โดยในช่วงนี้จะเป็นขั้นตอนในการนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) เมื่อเห็นชอบแล้ว จะนำสู่การลงชื่อของสมาชิกรัฐสภา เพื่อเสนอให้ นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา บรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมรัฐสภา มั่นใจว่าสัปดาห์นี้ขั้นตอนเหล่านี้จะเสร็จสิ้น อยู่ที่ว่าประธานรัฐสภาจะบรรจุระเบียบวาระได้เมื่อใดเท่านั้น มั่นใจเข้าทันสมัยประชุมนี้

นายสุขุมพงษ์ กล่าวอีกว่า สำหรับการประชุมรัฐสภาในวันที่ 28 ตุลาคมนี้ ที่ประชุมจะพิจารณาเกี่ยวกับกรอบที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ไทย-กัมพูชาเท่านั้น จะไม่มีการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ของคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) ที่ นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. เสนอเข้ามา อาจจะเรียกว่าแขวน หรือไม่หยิบมาพิจารณาเลยก็ได้ เพราะเราต้องการแก้ไข มาตรา 291 เพื่อตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เท่านั้น

ส่วนกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านฯ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้พักเรื่อง ส.ส.ร. ไว้ก่อน เพราะเกรงจะเป็นการจุดชนวนความรุนแรงเพิ่มขึ้นนั้น นายสุขุมพงศ์ กล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องของพรรคพลังประชาชน เป็นเรื่องของพรรคประชาธิปัตย์ที่สามารถเสนอได้ แต่ยืนยันว่า ส.ส.ร. ไม่ใช่ชนวนเหตุให้เกิดความขัดแย้ง แต่เป็นทางออกตามระบอบประชาธิปไตย

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้าน และ ส.ว. บางส่วนไม่เห็นด้วย จะทำให้เกิดข้อครหารัฐบาลใช้เสียงมากลากไป ว่า การลงมติไม่จำเป็นต้องใช้เสียงสมาชิกรัฐสภา 100 เปอร์เซ็นต์ อยู่แล้ว เอาตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ก็พอ และไม่ต้องกังวลอะไร เพราะปกติฝ่ายค้านก็ไม่เคยเห็นด้วยกับรัฐบาลอยู่แล้ว จะเห็นด้วยก็ต่อเมื่อตัวเองได้เป็นรัฐบาลเท่านั้น

ส่วนที่เกรงว่าพันธมิตรฯ จะมาปิดล้อมรัฐสภาอีกนั้น คงห้ามไม่ได้ แต่เขาก็ห้ามเราไม่ได้เช่นกัน มั่นใจว่าจะไม่เกิดความรุนแรง เพราะศาลปกครองมีคำสั่งแล้วว่า การชุมนุมห้ามใช้ความรุนแรง ดังนั้น พันธมิตรฯ ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของศาล



โต้‘บวรศักดิ์’อย่าริเป็นกาวใจ ชี้มีส่วนได้-เสียม็อบมาร

ท่าดีทีเหลว! “บวรศักดิ์” สนตะพายทางความคิด จี้ผุดแนวร่วมสมานฉันท์ ลั่นยุติความรุนแรง-ตอบโต้ตามกรอบกฎหมาย ชี้ปมขัดแย้ง “ขั้วการเมือง-กบฏพันธมาร” ต้องแก้ด้วยสันติธรรม ขณะที่ผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองลั่น!ยิ่งแก้ยิ่งมัด เหตุการชุมนุมเป็นเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว โต้เลขาฯสถาบันพระปกเกล้าอย่าริทำตัวเป็นกาวใจ ชี้มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวในตอนหนึ่งของการปาฐกถา “ยุติความรุนแรงแสวงสันติ” ซึ่งมีการกล่าวถึงกรณีเหตุการณ์สลายการชุมนุมหน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ว่า รัฐบาลเกิดขึ้นมาเพื่อสร้างความผาสุขและยุติความรุนแรงตามหลักยุติธรรม หากเจ้าหน้าที่ของรัฐมีการตอบโต้ต้องเป็นการป้องตัวเองตามกฏหมาย ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เกิดขึ้นไปแล้วและไม่สามารถจะแก้ไขได้ แต่สิ่งที่ต้องทำ คือ ควรหาข้อเท็จจริงและตั้งคนที่เป็นกลางและได้รับการยอมรับจากสังคมเข้ามาไต่สวนข้อเท็จจริง

นายบวรศักดิ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนตัวอยากให้ผู้ตรวจการของรัฐสภาเป็นผู้ทำหน้าที่นี้ ซึ่งรัฐบาลไทยในขณะนี้อยู่ระหว่างดาบลูกดาบดอก ซึ่งการทำหน้าที่ของรัฐบาลอาจเป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบหรือล้มเหลวได้ อย่างไรก็ตามรัฐบาลต้องคำนึงหน้าที่พื้นฐานในการรักษาความสงบในประเทศ
ส่วนการคัดเลือกทีมผู้ประสานงานศาลเพื่อสันติธรรม ได้แก่ ทีมประสานงานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ทีมประสานงานฝ่ายค้าน ทีมประสานงานฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) และทีมประสานงานฝ่ายรัฐบาลโดยหลังจากนั้นจะมีการลงนามปฎิญญาศาล เสวนาเพื่อสันติธรรมโดยองค์กรเครือข่ายทุกองค์กร

สำหรับการคัดเลือกทีมประสานงานนั้นมีทั้งหมด 8 คน 1.ศาสตราจารย์นายแพญย์วันชัย วัฒนศัพท์ 2.พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ 3.นายเทียนชัย ณ นคร 4.นายธนพล วัฒนกุล 5. นายวิเชียร คุตตวัส 6.ดร.อรัญ โสติพันธ์ 7.นายอนุสรณ์ ธรรมใจ 8. จิราพร บุญนาค โดยทั้ง 8 จะเป็นทีมประสานเพื่อเจราจากับกลุ่มนปช. พันธมิตรฯ ฝ่ายค้าน และรัฐบาลต่อไป

ขณะที่ ผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองได้มีข้อกังขาต่อแนวทางของนายบวรศักดิ์ ว่า เป็นเรื่องที่พูดกันได้ แต่ปฏิบัติไม่ได้ เพราะเวลานี้ความขัดแย้งยิ่งแก้ยิ่งบานปลาย เพราะต่างฝ่ายยังต้องการเอาชนะคะคานซึ่งกันและกัน ส่วนการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยย่อมต้องมีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม การที่พันธมิตรฯยังคงปักหลักสร้างเงื่อนไขกับรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง แม้จะเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีไปแล้วก็ตามที แต่ความวุ่นวายก็ยังไม่มีท่าทีจะสิ้นสุดลงง่ายๆ การที่นายบวรศักดิ์ออกมาทำตัวเป็นกาวใจ ทั้งที่ยังมีส่วนได้ส่วนเสียกับบางฝ่าย อาจทำให้แนวทางสมานฉันท์ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ หรือเจอก็แต่ทางตัน หากยิ่งแก้ยิ่งมัดตัวเท่านั้น เพราะแก้ไม่ตรงจุด และมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง



นปช.ฮึ่มชุมนุมใหญ่ 30-31 ต.ค.นี้-ย้ำยึดหลักสันติวิธี

นปช.ส่งสัญญาณชุมนุมใหญ่ 30-31 ต.ค.นี้ ย้ำยึดหลักสันติวิธี ใช้การกดดันทางสังคมแทน พร้อมมั่นใจ'ทักษิณ'ต่อสายความจริงวันนี้ เป็นสิทธิ์ทำได้ เชื่อไร้ความรุนแรง

นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข แกนนำกุล่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวว่า กลุ่ม นปช. จะนัดชุมนุมใหญ่อีกครั้ง ในวันที่ 30-31 ต.ค.นี้ เวลา 20.00 น. ทางแกนนำและผู้ชุมนุมจะเคลื่อนไหวออกนอกพื้นที่ชุมนุม เพื่อไปทำกิจกรรมที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ซึ่งทางแกนนำ ยังไม่มีการหารือกันว่าจะเดินทางต่อไปที่ทำเนียบรัฐบาลหรือไม่แต่จุดยืนของ นปช. คือยึดหลักสันติวิธี และใช้การกดดันทางสังคมในรูปแบบต่างๆ

และภายในสัปดาห์หน้า ตนและแกนนำ จะไปยื่นหนังสื่อต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติเพื่อขอให้ตรวรสอบเหตุการณ์ วันที่ 7 ต.ค.2551 ให้ละเอียดอีกครั้ง เพราะมีการรีบด่วนสรุป ว่าตำรวจใช้ความรุนแรงเกินกว่าเหตุ และจะมีการมอบหลักฐานที่เป็นภาพถ่ายเหตุการณ์ให้ด้วย

นอกจกานี้ นายสมยศ ยังกล่าวถึงส่วนกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะโทรศัพท์มาพูดคุยในรายการความจริงวันนี้สัญจรในวันที่ 1 พ.ย.นั้น นายสมยศ กล่าวว่า ถือเป็นสิทธิ์ที่รายการทำได้ และคงจะไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นในวันนั้น เพราะอยู่ไกลจากกลุ่มพันธมิตรที่ทำเนียบรัฐบาล



เจ้าพี่...จะยืนช้างใต้ร่มไม้อยู่ไย


บทความ โดย ปูนนก

ระยะที่ผ่านมานี้มีกระแสข่าวการที่ทหารจะออกมาทำรัฐประหารยึดอำนาจอยู่บ่อยครั้ง จนแทบจะเรียกได้ว่าเป็นข่าวรายวันไปแล้ว พล. อ. อนุพงษ์ เผ่าจินดา ออกอากาศทางทีวีออกแถลงการณ์รัฐประหารเงียบ, จากนั้นก็มีการย้ายผู้ควบคุมกำลังพลในระดับ พันเอก นับร้อยตำแหน่ง เพื่อให้การคุมกำลังเป็นไปอย่างใกล้ชิด พล.อ. วัฒนชัย ฉายเหมือนวงศ์ ก็ออกมาพูดอย่างตรง ๆ ว่า ถึงเวลาที่ทหารจะต้องออกมาทำรัฐประหารแล้วแม้ว่าบ้านเมืองจะเสียหายก็ต้องยอม (ว่าไปนั่น) พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 ออกมาปรามไม่ให้ใครหมิ่นสถาบัน เพราะกองทัพจะต้องดูแลให้เป็นไปตามกฎหมาย......

กระแสนี้แรงมาก จนทำให้พี่น้องคนไทยที่เฝ้าดูกันอยู่ทั่วทั้งประเทศวิตกกังวล กินไม่ได้นอนไม่หลับ เครียดไปกันหมด ไม่รู้บ้านเมืองจะเป็นอย่างไรต่อไป ไม่อยากเห็นคนไทยฆ่ากันเอง ไม่ต้องการให้บ้านเมืองลุกเป็นไฟกลายเป็นสงครามกลางเมืองเหมือนประเทศเพื่อนบ้านที่เคยเป็นมาก่อน ความน่าเป็นห่วงที่ทุก ๆ คนห่วงใยก็คือ เกรงกันว่าทหารจะออกมาทำรัฐประหาร, อาจจะเกิดการปะทะกันระหว่างพลพรรคฝ่ายเผด็จการ กับพลพรรคฝ่ายประชาธิปไตย.......จะทำอย่างไรดี กับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อประเทศนี้

ประเทศไทยผ่านจากสงครามครั้งใหญ่ของประเทศมานานกว่า 200 ปีนับจากสมัยสงคราม 9 ทัพ ทหารไทย และคนไทยไม่เคยมีประสบการณ์กับการต่อสู้ในลักษณะปะทะกันของกองกำลัง ที่เกิดขึ้นภายในประเทศนี้เป็นระยะเวลานานมาก ทหารไทยมีประสบการณ์กับการต่อสู้กับศัตรูจากภายนอกประเทศไม่มากนัก นอกจากประสบการณ์การยึดอำนาจจากประชาชนไทยเท่านั้นที่มีมากมายในระยะหลายสิบปีที่ผ่านมา จิตวิญญาณแห่งความรักชาติ ปกป้องประเทศและเพื่อความผาสุกของปวงชนชาวไทยทั้งมวล ได้จางหายไป พร้อม ๆ กับระยะเวลาอันยาวนานของความสุขสงบในชาติ

ปรากฏการณ์เสื้อแดงแรงฤทธิ์เวลานี้ ได้กลายเป็นปัจจัยที่มีผลสูงมากต่อการขับเคลื่อนของสถานการณ์ประเทศ ขณะที่ฝ่ายเผด็จการข่มขู่ว่าจะทำรัฐประหารยึดอำนาจ แต่พลพรรคเสื้อแดงของฝ่ายประชาธิปไตย ก็ดูเหมือนจะเยาะเย้ย เหยียดหยัน ท้าทาย กวักมืออยู่ไหว ๆ บอกว่า ถ้าแน่จริงก็ออกมาทำรัฐประหารเลย จะได้จบ ๆ ไปเร็วหน่อย ดูไปดูมาห้วงเวลาขณะนี้ เหมือนสมัยสมเด็จพระนเรศวรทรงประกาศท้าทายต่อสมเด็จพระมหาอุปราชาท่ามกลางกองทัพของข้าศึกว่า เจ้าพี่...จะยืนช้างใต้ร่มไม้อยู่ไย...เชิญเสด็จออกมาทำยุทธหัตถีเพื่อให้เป็นที่ปรากฏไว้กันเถิด เพราะจากนี้ต่อไปเบื้องหน้าจะไม่มีผู้ใดจะกระทำเยี่ยงนี้อีกแล้ว

สมเด็จพระนเรศวรทรงท้าทายพระมหาอุปราชา ท่ามกลางวิกฤติที่ตกอยู่กลางวงล้อมของข้าศึกให้ไสช้างออกมาสู้กัน เวลานี้รัฐบาลและฝ่ายประชาธิปไตยดูเหมือนตกอยู่ท่ามกลางวงล้อมของฝ่ายอมาตย์ ไม่ว่าจะถูกสื่อมวลชนบิดเบือนโจมตีเวลานำเสนอข่าวสาร, กกต., ปปช., ก็พยายามจะสอบสวนให้ท่านนายกสมชาย หลุดจากตำแหน่งนายกเพราะคุณสมบัติไม่เหมาะสม, นักวิชาการ, อธิการบดีฝ่ายเผด็จการต่างออกมาโจมตีรัฐบาลว่าหมดความชอบธรรม, พรรคฝ่ายค้านและ สว. เผด็จการบางส่วนก็พยายามตีรวน ให้ยุบสภา, ม๊อบ พธม. ก็พยายามก่อกวนความสงบสุขในชาติ, และสุดท้ายทหารก็ข่มขู่ให้ลาออก หรือยุบสภา ไม่งั้นจะรัฐประหาร.......

กองทัพของสมเด็จพระนเรศวรมีจำนวนน้อยกว่า แต่มีจิตใจฮึกเหิมและแน่วแน่มากกว่า ในที่สุดก็ชนะศึกกับกองทัพสมเด็จพระมหาอุปราชาได้ ประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยมีเครื่องมือน้อยกว่า, มีองคาพยพน้อยกว่า, มีการจัดการที่ด้อยกว่า, มีอำนาจปกครองน้อยกว่า ฯลฯ แต่ทว่ากองกำลังฝ่ายประชาธิปไตยมีจิตใจฮึกเหิม และแน่วแน่มากกว่า ความรักในอิสระ ความรักในการปกครองระบอบประชาธิปไตย ไม่ต้องการให้เผด็จการมาครอบครองประเทศอีกต่อไป ความรู้สึกนี้จะเป็นสิ่งที่ยึดเหนี่ยวให้พลพรรคฝ่ายประชาธิปไตยจะแน่วแน่มุ่งมั่นต่อสู้กับผู้เป็นศัตรูต่อประชาธิปไตยต่อไป จนกว่าเผด็จการจะพ้นไปจากประเทศไทย

เวลานี้กองทัพ 2 ฝ่ายเข้าประจันหน้ากันแล้ว และท่ามกลางกองทัพที่ประจันหน้ากัน เป็นไปไม่ได้ที่จะไม่เกิดการสูญเสีย ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง แม้ฝ่ายประชาธิปไตยจะมีศักยภาพที่ด้อยกว่าฝ่ายเผด็จการอมาตย์ โดยเปรียบเทียบดังนี้ ฝ่ายเผด็จการมีกองกำลังจากกองทัพ....มีกองกำลังจากสื่อมวลชน....มีกองกำลังจากนักวิชาการ.....มีกองกำลังจากพรรคการเมืองและ สว.....มีกองกำลังมวลชนจาก พธม......และที่สำคัญมีกำลังหลักที่สนับสนุนจากมือที่มองไม่เห็น.......

แต่อย่างไรก็ดีฝ่ายประชาธิปไตยก็เหนือกว่าในด้านปริมาณและความแน่วแน่ในอุดมการณ์ พล.อ. สล้าง เตรียมพร้อมที่จะปิดล้อมทำเนียบ.....มวลชนเสื้อแดงพร้อมจะรวมตัวกันที่สนามราชมังคลาเพื่อแสดงพลังต่อต้านเผด็จการ..... ท่านนายกทักษิณประกาศเดินหน้าชนเผด็จการอมาตย์เต็มที่โดยจะโฟนอินเข้ามาในงานวันที่ 1 นี้.....กำลังฝ่ายเสื้อแดงทั้งประเทศรวมตัวพร้อมที่จะลุกฮือขึ้นสนับสนุนการต่อสู้ครั้งนี้.....

แม้ว่าจะไม่มีกำลังกองทัพสนับสนุน แม้ว่าจะไม่มีสื่อสารมวลชนที่เข้าข้าง แม้ว่าจะไม่มีอำนาจบารมีมาต่อรอง แม้ว่าจะไม่มีนักวิชาการมาเห็นใจ แต่พลพรรคฝ่ายประชาธิปไตยก็พร้อมแล้วที่จะยืนสู้และท้าประกาศที่จะนำเอาประชาธิปไตยกลับคืนมาสู่ประเทศไทย ถ้าฝ่ายเผด็จการอมาตย์เห็นว่าการรัฐประหารยึดอำนาจบ้านเมืองเป็นเรื่องง่าย และทำได้โดยประชาชนจะไม่ต่อต้านใด ๆ อีกเหมือนที่ผ่านมา ก็อยากจะร้องเสียงดัง ๆ ว่า เจ้าพี่...จะยืนช้างใต้ร่มไม้อยู่ไย...เชิญเสด็จออกมาทำยุทธหัตถีเพื่อให้เป็นที่ปรากฏไว้กันเถิด เพื่อว่าในครั้งนี้ถ้าเผด็จการชนะ ประเทศไทยก็จะกลายเป็น พม่า ประเทศที่ 2 แต่ถ้าฝ่ายประชาธิปไตยชนะ รัฐประหารจะได้สูญพันธุ์ไปจากประเทศไทยเสียที

เรารอเวลามานานเกินไปแล้ว ขอให้ไสช้างออกมาชนกันเสียเถิด จะได้สร้างบ้านเมืองใหม่และพัฒนาประเทศต่อไปเพื่อลูกหลานของเรา อะไรจะเกิดก็ต้องเกิด พี่น้องไทยอย่าไปกังวลเลยครับ.......

จาก thaifreenews

รัฐประหารไม่ได้ึขึ้นกับประชาชนระวังหรือไม่ระวัง แต่ขึ้นกับ เงื่อนไข ภายในและภายนอกประเทศ


บทความ โดย ลูกชาวนาไทย

พักนี้ผมได้ยินข่าวรัฐประหารหนาหู มีการโพสต์กันในเว็บบอร์ดให้ประชาชนระวังกันมากมาย จนผมเริ่มรู้สึกเบื่อข่าวรัฐประหารเต็มทีเหมือนกัน

เพราะต่อให้ประชาชนระวังอย่างไร ผมคิดว่าคนที่จะทำรัฐประหารเขาไม่แคร์ตรงนั้นหรอกครับ เพราะถึงเราจะระวัง ก็จะทำอะไรไ้ด้ละครับ ไม่ระวังเราจะทำอย่างไรได้

ประชาชนไม่ใช่กองกำลังติดอาวุธ ที่จะได้มีการเตรียมพร้อมอยู่ในที่ตั้ง 100% เตรียมออกไปต่อต้านหากมีการเคลื่อนย้ายกำลังออกมา

ดังนั้น ใครจะเตือนหรือไม่เตือนว่าจะมีการทำรัฐประหารวันไหน สำหรับประชาชนแล้วไม่มีประโยชน์อะไรทั้งสิ้น

แต่การทำรัฐประหารจะสำเร็จเรียบร้อยหรือไม่นั้น ขึ้นกับเงื่อนไขภายใน และเงื่อนไขภายนอกประเทศ



เงื่อนไขภายในคือ ประชาชนยอมรับการทำรัญประหารหรือไม่ ประชาชนจะต่อต้านหรือไม่ ไม่ใช่ประชาชนจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวว่าจะมีการทำรัฐประหารเมื่อไหร่ ต่อให้ทำรัฐประหารยึดอำนาจไ้ด้แล้ว 1 สัปดาห์จับผู้นำฝ่ายรัฐบาลไปหมด หากประชาชนจะต่อต้าน เขาก็จะออกมาเอง ผู้นำก็จะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ต่อให้จับผู้นำไปกี่คนก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะการต่อต้านก็จะขยายตัวออกไปอยู่ดี

ต่อให้คณะรัฐประหารดำเนินการอย่างเงียบเชียบ ยึุดประเทศได้อย่างละมุนระม่อม ไม่มีกำลังทหารฝ่ายรัฐบาลออกมาต่อต้าน แต่รุ่งเ้ช้าหรือคืนวันที่มีแถลงการณ์คณะปฎิวัติฉบับที่ 1 ออกมา ประชาชนก็รู้อยู่ดีแหละครับ และหากประชาชนจะต่อต้าน เขาก็ออกมาในช่วงนี้ หรือหลังจากนี้



ดังนั้น ประชาชน จะรู้ตัวก่อนหรือหลังไม่สำคัญ รู้ตัวก่อนก็ป้องกันไม่ได้ เพราะไม่รู้ว่าจริงหรือเท็จ

ส่วนเงื่อนไขภายนอกประเทศ มันอยู่ที่ว่า ประชาคมโลกจะยอมรับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่ไม่ชอบธรรมนี้หรือไม่ หากไม่ยอมรับ และมีมาตรการต่อต้านออกมาอย่างจริงจัง เช่น การไม่ยอมรับรัฐบาลของคณะรัฐประหาร การดำเนินมาตรการคว่ำบาตรทางการทูต และเศรษฐกิจตามมา ก็จะทำให้คณะรัฐประหารอยู่ไม่ได้อีกเหมือนกัน

หากฝ่ายที่ทำรัฐประหารคิดว่า จะทำให้สะเด็ดน้ำเหมือนที่พูดๆ กัน โดยพวกหัวรุนแรง เช่น การที่คิดจะกำจัดฝ่ายตรงข้ามโดยมาตรการรุนแรง เช่น สังหารผู้่นำฝ่ายรัฐบาลให้หมด จับกุมผู้นำขังคุกให้หมด มันก็ไม่ได้มีประโยชน์มากนัก เพราะมันยิ่งแสดงให้เห็นถึงการยึดอำนาจที่ไม่ชอบธรรม โดยวิธีการที่รุนแรง ก็จะโดนต่อต้านจากต่างประเทศ หรือในประเทศตามมา

ดังนั้น ผมจึงไม่แคร์ว่า การทำรัฐประหาร ผมจะได้ยินข่าวก่อนหรือหลัง จากข้อมูลวงในหรือไม่ เพราะ "ข้อมูลวงใน" ไม่สำคัญเท่ากับ "เงื่อนไขภายในและภายนอกประเทศ"

ต่อให้เตรียมกำลังมีคำสั่งออกมาให้ทำ (ผมเข้าใจว่าคงสั่งกันหลายครั้งแล้ว) แต่เมื่อเงื่อนไขทั้งหมดทั้งภายในและภายนอกประเทศ ไม่เอื้ออำนวย ก็ทำรัฐประหารไม่ได้อยู่ดี

ตังนั้น มาตรการที่ีดีที่สุดของประชาชนคือ อย่าไปสนใจข้อมูลวงในว่าจะมีรัฐประหารวันโน้นวันนี้ หรือจะมีรัฐประหาร ใครสั่งให้ทำ คนสั่งใหญ่โตแค่ไหน มีอำนาจอิทธิพลเพียงใด แต่ให้ดำเนินมาตรการ "ป้องปราม" เป็นขั้นเป็นตอน



ก็อย่างที่ PTV โดย “รายการความจริงวันนี้” กำลังดำเนินมาตรการต่อต้านรัฐประหารอยู่ เช่น การระดมพลคนเสื้อแดง “ชุมนุมเพื่อต่อต้านรับประหาร” นั้นถูกต้องแล้ว และควรขยายมวลชนออกไปเรื่อยๆ

หรือหากจะให้ดี ควรมีการฝึกซ้อม "การต่อต้านรัฐประหาร" เพื่อสร้างภาพให้ประชาคมโลกได้รู้ ได้เห็น ได้ตระหนักอย่างชัดเจนว่า ประชาชนไทยไม่ต้องการให้มีใครมายึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เช่น

1. นปช. จัดให้มีวันซ้อม "ฝึกนอนขวางทางรถัง" นำประชาชนเป็นพันๆ คนมาฝึกนอนขวางถนนไม่ให้รถถังวิ่งไปได้ จะวิ่งก็ต้องเหยียบประชาชนไป ฝึกนอนเรียงกันเป็นพันๆ คน บนถนนราชดำเนิน เป็นต้น

2. ฝึกขว้าง ระเบิดเพลิงโมโลต็อบค็อกเทลที่สามารถใช้เผารถถังได้ ที่สนามหลวง เพื่อซ้อมให้คนเห็น ให้เป็นภาพข่าว ออกไปทั่วโลก

3. จัดเดินรณรงค์ต่อต้านรัฐประหาร แจกสติ๊กเกอร์ไม่เอารัฐประหาร ทั่วประเทศ

ผมว่า มาตรการป้องปรามเหล่านี้ สำคัญกว่า ข้อมูลวงใน ว่าจะมีรัฐประหารวันนั้นวันนี้ิ ซึ่งฟังแล้วทำให้ึคนเครียดเปล่าๆ เพราะฟังแล้ว คนอ่าน คนฟัง ก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี มีแต่ความเครียด

สำหรับผมแล้ว ผมไม่สนใจ "ข้อมูลวงใน" เรื่องการทำรัฐประหารมากนัก ผมได้ยินบ่อยๆ ด้วยซ้ำว่า เขาจะทำวันโน้นวันนี้ คนโน้นคนนี้สั่ง กำลังเคลื่อนกำลังแล้ว

คือได้ยินหรือรู้ไปก็เท่านั้น เพราะหากเงื่ื่่อนไขภายในและภายนอก มันเอื้ออำนวยให้พวกเขาสามารถใช้กำลังโค่นรัฐบาลได้ ต่อให้รู้ข่าวก่อนเป็นอาทิตย์ก็ทำอะไรไม่ได้ ไม่รู้ข่าวก็ทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน

มันไม่ได้ประมาทหรือไม่ประมาท

เพราะไม่ประมาท ประชาชนก็ทำอะไรไม่ได้ ดังนั้นคำแนะนำให้ประชาชนไม่ประมาทเรื่องการทำรัฐประหาร มันจึงไม่มีประโยชน์แต่อย่างใด แต่ทำให้ประชาชนเครียด

แค่เราตัดสินใจแค่ "หากมีรัฐประหารเราไม่ยอมรับ" และจะต่อต้านทุกรูปแบบมันก็พอเพียงแล้วละครับ ในฐานะประชาชน หรือมีกิจกรรมต่อต้านรัฐประหาร เราก็ออกไปร่วม หรือแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ เช่น ใส่เสื้อแดง ไปร่วมงาน “ความจริงวันนี้” ใน วันที่ 1 พย. ผมก็ถือว่าเป็นการ "ป้องปราม" ที่ดีที่สุดของประชนชน เป็นการโชว์พลังให้ฝ่ายเผด็จการรู้ว่า ประชาชนไม่เอาด้วยกับพวกคุณ

หากวันนั้นพวกเราไปเป็นแสนๆ คน ก็จะทำให้ฝ่ายที่จะทำรัฐประหารรู้ว่า ต่อให้ร่วมมือร่วมใจกันทั้งสี่เหล่าทัพ มันก็ไม่ได้ผลแต่อย่างใด เพราะประชาชนไม่เอาด้วย มันก็ปกครองไม่ได้ ยึดอำนาจไม่ได้อยู่ดี

จาก thaifreenews

Sunday, October 26, 2008

หยุดเงื่อนไขเลือด หรือ ปล่อยตามยถากรรม

ถึงเวลา "คนไม่เลือกข้าง" เลือกทิศทางประเทศไทย

ท่ามกลางสถานการณ์ความตึงเครียดในบ้านเมือง ผู้คนใน สังคมแบ่งฝักแบ่งฝ่าย

เสื้อเหลือง-เสื้อแดง แยกขั้ว แยกข้าง

ฝ่ายหนึ่งชูธงต่อต้านระบอบทักษิณ ต่อต้านรัฐบาลพรรคพลังประชาชน ที่ย้ายฐานมาจากพรรคไทยรักไทย

อีกฝ่ายหนึ่งจงรักภักดีเชิดชู “ทักษิณ” สนับสนุนรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคพลังประชาชน

ในสถานการณ์ที่กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ประกาศยึดทำเนียบฯชุมนุมยืดเยื้อต่อต้านขับไล่รัฐบาล

วันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ บรรดาเครือข่ายกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. ก็นัดรวมพลครั้งใหญ่

ภายใต้รูปแบบกิจกรรม เวทีสัญจรรายการความจริงวันนี้ ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน โดยใช้ชื่องาน “ความจริงวันนี้ ต้านรัฐประหาร”

ทั้งนี้ นายจตุพร พรหมพันธุ์ ส.ส.สัดส่วน พรรคพลังประชาชน หนึ่งในคณะผู้จัดงาน ได้ออกมาระบุชัดเจนว่า

เนื้อหาในรายการจะกำหนดให้สอดคล้องหัวข้อ คือการต่อต้านรัฐประหาร

โดยจะพูดตั้งแต่ผลกระทบจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จนถึงการรัฐประหารที่อาจจะเกิดขึ้นใหม่

บุคคลที่จะพูดประกอบด้วย นายวีระ มุสิกพงศ์ ผู้ดำเนินรายการความจริงวันนี้ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย นายอดิศร เพียงเกษ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย

ที่สำคัญ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะ ปราศรัยสดผ่านโทรศัพท์ทางไกลข้ามทวีปจากประเทศอังกฤษ มายังเวทีสนามราชมังคลาฯด้วย

โดยเชื่อว่าจะมีประชาชนเข้าร่วมงานเต็มสนามราชมังคลาฯ ที่จุคนได้ 70,000 คน

สอดคล้องกับคำให้สัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ผ่านสำนัก ข่าวรอยเตอร์ ที่ระบุว่า

เขาจะโทรศัพท์ทางไกลจากลอนดอน เข้ามายังรายการความจริงวันนี้ พูดกับประชาชนประมาณ 20 นาที

งานนี้ ถือเป็นการพูดเปิดใจของ พ.ต.ท.ทักษิณกับประชาชน ที่ให้การสนับสนุนเขาโดยตรง เป็นครั้งแรก หลังจากโดนศาล ฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิพากษา ตัดสินจำคุก 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา ในคดีที่ดินรัชดาฯ

โดยก่อนหน้านี้ พ.ต.ท.ทักษิณ ก็ได้เผาหัวนำร่องกระตุ้นความรู้สึกของประชาชนที่ให้การสนับสนุนเขา ผ่านแถลงการณ์ที่ส่งไปยังสื่อมวลชนในต่างประเทศ ชี้แจงถึงกรณีถูกศาลไทยตัดสินจำคุก 2 ปี ในคดีที่ดินย่านรัชดาฯ โดยระบุว่า

หลังรับทราบคำตัดสินรู้สึกสับสนอยู่ เพราะไม่พบหลักฐานทุจริตคอรัปชัน หรือการใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบ การที่ถูก ตัดสินอย่างง่ายดาย เพราะเป็นนักการเมือง

ถ้าจะผิดอะไรก็เป็นเรื่องที่แสดงให้คนไทย โดยเฉพาะประชาชน ในพื้นที่ชนบทผู้ด้อยโอกาสได้เห็นว่า พวกเขาสามารถและมีสิทธิที่จะเรียกร้องให้รัฐบาลจัดทำนโยบายและโครงการที่มีประสิทธิภาพ เพื่อปรับปรุงชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาให้ดีขึ้น

ผมถูกมองว่าเป็นภัยคุกคามของกลุ่มคนชั้นนำ ผู้มีอภิสิทธิ์ที่เชื่อในทุกสิ่ง ยกเว้นประชาธิปไตย เพราะผมนำเสนอหลักการประชาธิปไตยเสรีที่ส่งเสริมความหวังและความภาคภูมิของคนยาก คนจนของประเทศ

ปลุกเร้าเครือข่าย ไม่ยอมรับคำตัดสิน

ทั้งนี้ การจัดรวมพลคนเสื้อแดงในวันที่ 1 พฤศจิกายน ที่จะมีการระดมคนรักทักษิณจากทั่วสารทิศ มารวมตัวกันที่สนามราชมังคลาฯ

เปรียบไปแล้วก็เหมือนการขนระเบิดเวลาจำนวนมหาศาลมากองรวมกัน

จะมีการกดรีโมตให้ระเบิดทำงานหรือไม่ ยังไม่มีใครรู้

แต่ถ้ามีการกดรีโมตให้ระเบิดพวกนี้ทำงานอานุภาพรุนแรง แน่นอน ชนิดที่ว่าประเมินความสูญเสียไม่ได้

และจะเป็นความสูญเสียครั้งใหญ่หลวง ที่คนไทยไม่เคยเห็นมาก่อน

ขณะที่ระเบิดอีกลูกหนึ่ง ก็คือ ความเคลื่อนไหวของ พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ ที่ออกมาขู่จะนำกำลังตำรวจนอกราชการปิดล้อมทำเนียบฯ เตรียมยึดพื้นที่คืนจากกลุ่มพันธมิตรฯ

ระเบิดลูกนี้จะด้าน หรือตูมตามขึ้นมาจริงๆ ยังไม่มีใครบอกได้

แต่ภายใต้สถานการณ์ที่สอดรับกัน กับการที่กลุ่ม นปช.นัดรวมพล ครั้งใหญ่ในวันที่ 1 พฤศจิกายน

ส่อเค้าอาจเกิดเหตุรุนแรง ถึงขั้นกลายเป็นจลาจลนองเลือด หรือสงครามกลางเมืองหรือไม่

เป็นเรื่องที่น่าหวาดเสียวอย่างยิ่ง

ในสถานการณ์ที่ล่อแหลมอย่างนี้ เมื่อหันไปทางนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ในฐานะที่เป็นผู้นำรัฐบาล มีหน้าที่ในการ ดูแลรักษาความสงบของบ้านเมือง

ความหวังที่จะเห็นการทำหน้าที่ในการคุมเกม หยุดยั้งความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นในครั้งนี้ คงยาก

เพราะนายสมชาย เพิ่งหลุดปากออกมาเอง หลังจากเกิดเหตุการณ์ ม็อบพนักงานบริษัททีโอที จำกัด (มหาชน) รุมล้อมโห่ไล่ โดยระบุว่า

ตัวเองไม่ได้มีอำนาจ ไม่ได้มีบารมี และไม่มีมาตั้งแต่ต้นแล้ว วันนี้มาเพราะเป็นนายกฯ และเป็นนายกฯที่ไม่ได้มีอะไรเลย นอกจากนายกฯที่โดนโห่ไล่

เหมือนจะยอมรับตรงๆว่าเป็นแค่หุ่น ไม่มีบารมี ไม่มีอำนาจ ตัดสินใจใดๆด้วยตัวเอง

ในขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณที่ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของ ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง สั่งจำคุก 2 ปี แต่หลบลี้ไปอยู่ต่างประเทศ

ถูกมองว่า เป็นผู้มีอำนาจตัวจริง

คอยกำหนดเกมอยู่เบื้องหลังรัฐบาลพรรคพลังประชาชน ก็ประกาศเปิดหน้าเปิดตัวออกมาเล่นหน้าฉาก เตรียมส่งเสียงข้ามทวีป มาปลุกเร้ากลุ่มคนที่สนับสนุนตัวเอง

ก็เป็นธรรมดา ที่นายสมชายคงทำอะไรได้ไม่มากไปกว่านิ่งเฉย รอฟังการปราศรัยของพี่เมียตัวเอง

และรอดูการเคลื่อนไหวของกลุ่มมวลชนที่สนับสนุน “ทักษิณ”

ภายใต้การขับเคลื่อนของนักการเมืองในพรรคพลังประชาชน

ปล่อยให้เป็นไปตามหมากของคนที่มีอำนาจกำหนดเกมตัวจริง

ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่า แม้ พ.ต.ท.ทักษิณต้องระหกระเหินไปอยู่ต่างประเทศ แต่ทุกวันนี้ก็ยังมีมวลชนให้การสนับสนุนอย่างเหนียวแน่น

และก็ได้พิสูจน์เชิงประจักษ์ให้เห็นมาแล้ว ตั้งแต่มีการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 จนกระทั่งมีการเลือกตั้งใหม่ ฐานประชาชนส่วนหนึ่งก็ยังหนุนส่งให้พรรคพลังประชาชนที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ คุมเกมอยู่เบื้องหลังได้กลับมาเป็นรัฐบาล

ในขณะที่ฝ่ายที่ต่อต้านระบอบทักษิณ ก็มีการเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน

ย้อนไปตั้งแต่ช่วงที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกฯ เข้ามาใช้อำนาจรัฐบริหารประเทศ เกิดปัญหาการทุจริตคอรัปชันแบบมโหฬาร โดยเฉพาะการคอรัปชันเชิงนโยบาย

กลุ่มพันธมิตรฯออกมาชุมนุมต่อต้านขับไล่ จนเกิดการรัฐประหาร 19 กันยายน ส่งผลให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องหนีไปอยู่ประเทศอังกฤษ และถูก คตส.ไต่สวนดำเนินคดีทุจริตหลายคดี

แต่เมื่อมีการเลือกตั้ง พรรคพลังประชาชนที่แปลงร่างมาจากพรรค ไทยรักไทย ก็ยังได้รับการเลือกตั้งให้กลับเข้ามาเป็นรัฐบาลโดยมีนายสมัคร สุนทรเวช เป็นนายกฯ

และเมื่อรัฐบาลขยับจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อปลดล็อกคดีความต่างๆให้ “นายใหญ่” กลุ่มพันธมิตรฯก็ออกมาชุมนุมเคลื่อนไหวอีกครั้ง ถึงขั้นบุกยึดทำเนียบฯเป็นสถานที่ชุมนุมยืดเยื้อ

จนกระทั่งนายสมัคร โดนศาลรัฐธรรมนูญตัดสินว่าขาดคุณสมบัติการเป็นรัฐมนตรี ต้องหลุดจากตำแหน่งนายกฯ และนายสมชายได้เข้ามาเป็นนายกฯเสียบแทน กลุ่มพันธมิตรฯก็ยังชุมนุมต่อต้านอย่างต่อเนื่อง

แน่นอน สำหรับกลุ่มพันธมิตรฯที่ออกมาชุมนุมต่อต้าน ระบอบทักษิณ ด้วยการเข้ายึดทำเนียบฯ ซึ่งเป็นที่ทำงานของรัฐบาล เป็นศูนย์กลางการบริหารราชการของประเทศ

เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

แม้จะอ้างอารยะขัดขืน โดยมีประชาชนจำนวนมากสนับสนุน แต่การใช้วิธีอย่างนี้ยืดเยื้อยาวนานเกินไป ก็ถูกมองว่าเป็นการ กระทำเกินกว่าเหตุ

กลายเป็นการสร้างปัญหาให้กับประเทศ

และมาถึงวันนี้ ฝ่ายที่สนับสนุน “ทักษิณ” มีการเคลื่อนไหวระดมคนจำนวนหลายหมื่นคน เข้ามาในกรุงเทพฯ

สถานการณ์ส่อเค้ากำลังเดินไปสู่จุดเดือด สุ่มเสี่ยงสูงที่จะเกิดเหตุปะทะรุนแรง

ขณะที่กองทัพก็ได้ประกาศจุดยืนชัดเจน จะทำหน้าที่เพื่อปกป้องอธิปไตย และรักษาไว้ซึ่งการปกครองในระบอบประชา-ธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์

โดยเฉพาะ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. ได้ประกาศผ่านรายการโทรทัศน์ร่วมกับ ผบ.เหล่าทัพ เรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความรับผิดชอบในการสลายการชุมนุมที่หน้ารัฐสภา ถึงขั้นเปรียบเปรย ถ้าตัวเองเป็นนายกฯ ก็ลาออกไปแล้ว

การแสดงออกเช่นนี้ โดยปกติทั่วไปถ้าเป็นรัฐบาลที่มีอำนาจ อย่างแท้จริง ผบ.เหล่าทัพต้องถูกปลดถูกย้ายไปแล้ว แต่บังเอิญมาเจอกับรัฐบาลที่นายกฯบอกเองว่า ไม่มีอำนาจบารมี

ผบ.เหล่าทัพจึงอยู่ในตำแหน่งต่อไปได้

อย่างไรก็ตาม แม้กองทัพจะมีแสนยานุภาพ มีกำลังอาวุธ แต่ก็เข็ดขยาดกับการทำรัฐประหาร รู้ดีว่าปฏิวัติได้ แต่การรักษา อำนาจเป็นเรื่องยาก

เพราะมีคนจำนวนมากพร้อมที่จะออกมาต่อต้าน

สรุปก็คือ ทหารมองว่าการปฏิวัติ ไม่ใช่ทางแก้ปัญหาให้ จบสิ้นไปได้

เหนืออื่นใด ในสถานการณ์ที่มีการปลุกระดมมวลชนให้เคลื่อน ตัวมาเผชิญหน้ากัน สุ่มเสี่ยงเป็นชนวนให้เกิดสงครามประชาชน

“ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ” เคยชี้ทางออกเฉพาะหน้าที่จะหยุดยั้งสงครามประชาชนครั้งนี้ ด้วยการยุบสภา

แต่คนที่มีอำนาจในการตัดสินใจ คือ นายกฯสมชาย ได้ ปิดประตูตาย ประกาศท่าทีชัดเจน ไม่ยุบสภา ไม่ลาออก

ดังนั้น เมื่อสถานการณ์เดินมาถึงจุดนี้

ก็อยู่ที่คนไทยที่ไม่เลือกข้าง ที่มองเห็นเภทภัยอยู่ข้างหน้า ว่าบ้านเมืองกำลังจะลุกเป็นไฟ จะเอายังไง.

"ทีมการเมือง"

ไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพจัดประชุมผู้นำอาเซียนที่ จ.เชียงใหม่

เชียงใหม่ 26 ต.ค.-นายกรัฐมนตรีเดินหน้าทำงานแก้ปัญหาเศรษฐกิจและกระตุ้นการท่องเที่ยว เพื่อเตรียมเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่จังหวัดเชียงใหม่ในกลางเดือนธันวาคม

นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปเป็นประธานพิธีเปิดซู อควาเรี่ยม ท่ามกลางการต้อนรับของประชาชนจำนวนมาก โดยองค์การสวนสัตว์ได้ลงทุนร่วมกับภาคเอกชนจำนวน 600 ล้านบาทสร้างศูนย์สัตว์น้ำจืดและน้ำเค็มที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีอุโมงค์ยาวที่สุดในโลก และมีสัตว์น้ำมากกว่า 250 ชนิดหรือกว่า 8,000 ตัว คาดจะช่วยกระตุ้นบรรยากาศการท่องเที่ยวให้คึกคักมากขึ้น

โอกาสนี้นายกรัฐมนตรีได้ กล่าวถึงความสำเร็จการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซมว่า จะเตรียมรับมือกับวิกฤติการเงินของโลกด้วยการใช้ข้อริเริ่มเชียงใหม่เมื่อปี 2540 ซึ่งอาเซียนได้จัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือสภาพคล่องทางการเงินแก่ประเทศสมาชิก พร้อมยืนยันการเป็นเจ้าภาพการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนที่เชียงใหม่ กลางเดือนธันวาคมนี้ ภายหลังพิธีเปิดได้มีกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด ได้เดินทางมาเรียกร้องให้รัฐบาลช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาราคาผลผลิตตกต่ำ.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-10-26 12:14:52


จีน พร้อมปล่อยกู้ 400 ล้านเหรียญสหรัฐให้ไทยทำโครงการเมกะโปรเจกต์

กรุงเทพฯ 26 ต.ค.-อาเซียน+3 ร่วมมือนำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศมาป้องกันวิกฤติการเงิน ขณะที่จีนพร้อมปล่อยกู้ 400 ล้านเหรียญสหรัฐให้ไทยทำโครงการเมกะโปรเจกต์

นายโอฬาร ไชยประวัติ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ รัฐบาลของประชาชน ทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีที ว่า ผลการประชุมของผู้นำอาเซียน+3 13 ประเทศ นอกรอบ ระหว่างการประชุมสุดยอดผู้นำเอเชีย-ยุโรปที่จีน เห็นชอบให้นำมาตรการริเริ่มเชียงใหม่ คือ นำทุนสำรองระหว่างประเทศมาร่วมลงขันแก้ปัญหาวิกฤติการเงินของประเทศสมาชิก โดยขยายเป็นแบบพหุภาคี คือ ทุกประเทศ จากเดิมเป็นแบบทวิภาคี ซึ่งจะประชุมกำหนดความชัดเจนอีกครั้งที่ฟิลิปปินส์ วันที่ 12 พฤศจิกายนนี้ จากนั้นจะเสนอที่ประชุมผู้นำอาเซียนซัมมิทกลางเดือนธันวาคมที่จังหวัดเชียงใหม่ นอกจากนี้ผู้นำจีนพร้อมปล่อยกู้ให้กับไทยเพื่อก่อสร้างโครงการเมกะโปรเจกต์ 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำในการประชุม ครม.วันอังคารนี้ จะกำหนดราคารับจำนำข้าวโพดและมันสำปะหลัง โดยจะมีทางเลือกให้เกษตรกรสามารถนำข้าว ข้าวโพด และมันสำปะหลังไปรับจำนำกับหน่วยงานรัฐ หรือขายสิทธิล่วงหน้าได้ด้วย.

ชมรายละเอียด สำนักข่าวไทย


อัพเดตเมื่อ 2008-10-26 11:08:03