WeLoveOurKing
How to insert weloveking to you website

ทรงพระเจริญ

ขัตติยาอัด คอป แต่งนิทานโยนความผิดเสธ แดง 18 9 55

สถาบันกษัตริย์อยู่ได้ด้วยความจริง

ธงชัย วินิจจะกูล: Truth on Trial

สถาบันกษัตริย์ถึงเวลาต้องปรับตัว

ตุลาการผิดเลน !


ฟังกันให้ชัด! "นิติราษฎร์" ไขข้อข้องใจ ทุกคำถามกรณีลบล้างผลพวงรัฐประหาร





วิดีโอสอนการทำน้ำหมักป้าเช็ง SuperCheng TV ฉบับเต็ม 1.58 ชม.

VOICE NEWS

Fish




เพื่อไทย

เพื่อไทย
เพื่อ ประชาธิปไตย ขับไล่ เผด็จการ

Monday, October 27, 2008

เปิดเวทีอ้างสันติธรรม ที่แท้จ้องเหน็บทักษิณ

“พระปกเกล้า-สมาคมนักข่าว” จัดสานเสวนาเพื่อสันติธรรม อ้างเวทีเป็นกลางเพื่อยุติปัญหา “ไม่ประณามใคร ไม่กล่าวหาใคร” แต่ถึงเวลากลับเปิดฉากถล่มรัฐบาลและ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นหลัก แต่ไม่ยักมีการเสนอทางออก “บวรศักดิ์ อุวรรโณ” เล่นเอง กล่าวหารัฐบาลยักคิ้วหลิ่วตาให้ประชาชนออกมาชุมนุม แถมจบอภิปรายยังตัดตอนคำถามเอาดื้อๆ อ้างถ่ายทอดสดกลัวเกิดผิดพลาด นักข่าวกังขาพูดจากันแบบนี้จะไปยุติความขัดแย้งได้ตรงไหน

เมื่อบ่ายวันที่ 26 ตุลาคม ที่ผ่านมา สถาบันพระปกเกล้า สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย สมาคมนักข่าววิทยุและโทรทัศน์ไทย และสภาพัฒนาการเมือง ได้รั่มกันจัดเสวนาโดยระบุจุดประสงค์เพื่อยุติความรุนแรง แสวงสันติด้วยการเสวนา และก่อตั้งเครือข่าย “สานเสวนาเพื่อสันติธรรม” ชักชวนบุคคลและองค์กรที่ไม่ฝักใฝ่ความรุนแรงร่วมกันหาทางออกให้บ้านเมือง
นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ ผู้ทรงคุณวุฒิสถาบันพระปกเกล้า ได้แถลงกติกาของเครือข่ายว่า “ไม่ประณามใคร ไม่กล่าวหาใคร” และมีปาฐกถานำโดย นายสุเมธ ตันติเวชกุล ในหัวเรื่อง “ยุติความรุนแรงแสวงสันติด้วยการสานเสวนา” พร้อมทั้งตามด้วยการอภิปรายในหัวเรื่องเดียวกัน
อย่างไรก็ดี กลับปรากฏว่าเวทีดังกล่าวกลับไม่ได้มีสาระสำคัญในการหาทางออกให้ประเทศชาติ แต่เป็นเวทีที่กล่าวโจมตีอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และรัฐบาลปัจจุบันเป็นหลัก จนเป็นที่กังวลใจของผู้เข้าร่วมรับฟังจำนวนมาก
รวมทั้งสื่อก็ไม่เข้าใจถึงจุดประสงค์แท้จริง และตั้งหลักที่จะซักถามเพิ่มเติม แต่ก็ถูกปฏิเสธ
นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ อุปนายกสมาคมนักข่าว นักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จากค่ายมติชน กล่าวในการอภิปรายตอนหนึ่งว่าความขัดแย้งระหว่างกลุ่มพันธมิตรฯกับกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เนื่องจากมีความเห็นไม่ตรงกัน ซึ่งฝ่ายที่อยู่ลอนดอน ในฐานะคนธรรมดาก็ต้องต่อสู้และปกป้องทรัพย์สินของตนเอง
ดังนั้นพลังการต่อสู้ก็ยังมีการเคลื่อนไหว ในขณะที่คนในเครือข่ายของฝ่ายที่อยู่ในลอนดอนยังดึงพระเข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนฝ่ายพันธมิตรฯก็ดึงกลุ่มสันติอโศกเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งฝ่ายพันธมิตรฯมีข้อเรียกร้องอะไรฝ่ายที่อยู่ลอนดอนก็ไม่สามารถรับได้อยู่แล้ว
นอกจากนี้ นายประสงค์ กล่าวว่า พระสงฆ์ยังฝากเตือนประชาชนให้ระมัดระวังกลุ่มคนที่ฉวยโอกาสรับจ้างก่อความรุนแรง แต่ขณะนี้เงินยังไม่มาเขาก็เลยยังไม่บุก
นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ กล่าวถึงเหตุการณ์ 7 ตุลาคมว่า รัฐบาลเกิดขึ้นมาเพื่อสร้างความผาสุกและยุติความรุนแรงตามหลักยุติธรรม หากเจ้าหน้าที่ของรัฐมีการตอบโต้ต้องเป็นการป้องตัวเองตามกฎหมายเท่านั้น และรัฐบาลไม่มีสิทธิใช้ความรุนแรง ไม่ใช่ทำยักคิ้วหลิ่วตาส่งสัญญาณให้ผู้คนออกมาต่อต้าน ส่วนเหตุการณ์เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ที่ผ่านมานั้น เกิดขึ้นไปแล้วและไม่สามารถจะแก้ไขได้ แต่สิ่งที่ต้องทำ คือ ควรหาข้อเท็จจริงและตั้งคนที่เป็นกลางและได้รับการยอมรับจากสังคมเข้ามาไต่สวนข้อเท็จจริง

ส่วนตัวอยากให้ผู้ตรวจการของรัฐสภาเป็นผู้ทำหน้าที่นี้ ซึ่งรัฐบาลไทยในขณะนี้อยู่ระหว่างคาบลูก คาบดอก ซึ่งการทำหน้าที่ของรัฐบาลอาจเป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบหรือล้มเหลวได้ อย่างไรก็ตาม ดร.บวรศักดิ์ กล่าวอีกด้วยว่า รัฐบาลต้องคำนึงถึงหน้าที่พื้นฐานในการรักษาความสงบในประเทศ
ส่วนการคัดเลือกทีมผู้ประสานงานศาลเพื่อสันติธรรม ได้แก่ ทีมประสานงานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ทีมประสานงานฝ่ายค้าน ทีมประสานงานฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) และทีมประสานงานฝ่ายรัฐบาลโดยหลังจากนั้นจะมีการลงนามปฏิญญาศาลเสวนาเพื่อสันติธรรมโดยองค์กรเครือข่ายทุกองค์กร
สำหรับการคัดเลือกทีมประสานงานนั้นมีทั้งหมด 8 คน 1.ศ.นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ 2.พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ 3.นายเทียนชัย ณ นคร 4.นายธนพล วัฒนกุล 5.นายวิเชียร คุตตวัส 6.ดร.อรัญ โสตถิพันธุ์ 7.นายอนุสรณ์ ธรรมใจ 8.จิราพร บุนนาค โดยทั้ง 8 คน จะเป็นทีมประสานเพื่อเจราจากับกลุ่ม นปช. พันธมิตรฯ ฝ่ายค้าน และรัฐบาลต่อไป
ขณะที่หลังการเสวนาสิ้นสุดลงผู้สื่อข่าวหลายคนได้รอที่จะสัมภาษณ์เพิ่มเติม โดยยืนรออยู่ที่ไมโครโฟนทั้ง 2 ตัว แต่เจ้าหน้าที่กลับแจ้งว่าเป็นการถ่ายทอดสดเกรงว่าอาจเกิดความผิดพลาดได้จึงงดการตั้งคำถาม ขณะที่ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ชิงตัดบททันที
ทั้งนี้ คำถามที่ผู้สื่อข่าวบางส่วนได้เตรียมไว้มีการนำมารวมกันไว้ อาทิ
การจัดงานครั้งนี้มีหลักการในเอกสารที่แจกให้บอกว่า “ไม่ประณามใคร ไม่กล่าวหาใคร” แต่นายบวรศักดิ์ ขึ้นต้นรายการในฐานะพิธีกร ก็กล่าวหาว่ารัฐบาลยักคิ้วหลิ่วตาให้กับคนกลุ่มหนึ่ง อย่างนี้หมายความว่าอย่างไร? ถ้าอย่างนี้อย่าหวังเลยว่าจะยุติความรุนแรงได้
นอกจากนี้ก็ยังมีคำถามถึง นายประสงค์ เลิศรัตนวิสุทธิ์ จากค่ายมติชน ถึงกรณีถูกพันธมิตรฯ สั่งแบนเพราะเสนอข่าวตามข้อเท็จจริง ว่าจะมีการเจรจาสมประโยชน์กับพันธมิตรฯ หรือไม่ และในฐานะสื่อมวลชนจะเลือกระหว่างธุรกิจกับจรรยาบรรณสื่ออย่างไร



‘มติชน’เสือลำบาก พันธมิตรปิดล้อม * ส่งนักเลงประกบแผง-เสนอความจริงไม่ได้

ค่าย “มติชน” กลายเป็นเสือลำบาก หลังจากเสนอข่าวขัดใจมาเฟียพันธมิตรฯ ถูกเล่นงานด้วยยุทธการปิดล้อม ส่งนักเลงประกบถึงหน้าแผงพร้อมประกาศกร้าว “พันธมิตรฯ สั่ง!ห้ามซื้อมติชน-ข่าวสด-ประชาชาติ” คาดขยายผลไปอีกหลายจังหวัด ที่โคราชร้องเรียนถูกพวกผ้าพันคอเหลืองล้อมกรอบข่มขู่กลางตลาดหน้าแผงหนังสือ เผยคนในมติชนเสียงแตก “เสถียร จันทิมาธร” นำทีมยึดมั่นทำหน้าที่สื่อ ขณะที่คอลัมนิสต์สายม็อบจ่อเปิดเจรจา “บุญเลิศ” รับยอดหนังสือตกจริง ระบุรู้ทุกเรื่องแต่ไม่อยากพูด หวั่นโดนเล่นงานอีก งง!ไม่มีการเขียนถึงราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

* บก.อาวุโส‘มติชน’ปิดปากผวาม็อบเล่นงาน

ต่อเนื่องมาจากกรณีที่หนังสือพิมพ์ข่าวสด นำเสนอบทพระราชทานสัมภาษณ์สื่อมวลชนต่างประเทศของ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ที่ทรงปฏิเสธว่ากลุ่มพันธมิตรฯ ไม่ได้เคลื่อนไหวในนามสถาบันหรือกระทำเพื่อสถาบันพระมหากษัตริย์ จนสร้างความไม่พอใจให้กับม็อบพันธมิตรฯ และมีการวิพากษ์วิจารณ์ของแกนนำอย่างกว้างขวาง พร้อมข่มขู่นำกำลังไปปิดล้อมหนังสือพิมพ์ข่าวสด
รวมทั้งในเวลาต่อมาก็ยังประกาศบนเวทีให้ผู้ชุมนุมต่อต้านและงดอ่านหนังสือพิมพ์ข่าวสด พร้อมหนังสือพิมพ์ในเครือเดียวกัน คือมติชน และประชาชาติธุรกิจ จนส่งผลกระทบต่อยอดขายของหนังสือพิมพ์ทั้ง 3 ฉบับอย่างมาก แต่ก็ไม่ปรากฏว่ามีการตอบโต้จากสื่อดังกล่าว นั้น
ล่าสุดได้รับการเปิดเผยจากแหล่งข่าวในเครือมติชน ว่าได้รับโทรศัพท์ร้องเรียนจากนายสมฤกษ์ โกศลวิทยนันท์ อดีตช่างภาพหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ที่มีเปลว สีเงิน เป็นผู้กุมบังเหียน ว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมาระหว่างนายสมฤกษ์ออกไปซื้อหนังสือพิมพ์มติชน ที่แผงหนังสือใหญ่ในตลาดพิมาย จ.นครราชสีมา ได้ถูกล้อมกรอบโดยชายฉกรรจ์ 4-5 คน แต่งกายเสื้อผ้าสีดำ พร้อมด้วยผ้าพันคอมีข้อความกู้ชาติ และสัญลักษณ์บ่งบอกความเป็นพันธมิตรฯ ทำตัวเหมือนนักเลงคุมซอย เดินเข้ามาหาในลักษณะข่มขู่หาเรื่อง และมีท่าทีเหมือนพร้อมจะเข้ามาทำร้ายได้ตลอดเวลา
หนึ่งในกลุ่มนักเลงได้ประกาศเสียงดังว่า “พันธมิตรฯ สั่ง ห้ามซื้อหนังสือพิมพ์ในเครือมติชนทุกเล่ม”
ข่าวรายงานด้วยว่าได้มีความพยายามตัดตอนหนังสือพิมพ์ทั้ง 3 ฉบับ ในพื้นที่หลายจังหวัด บางแห่งถึงกับมีการข่มขู่แผงหนังสือ จนไม่เอาหนังสือขึ้นมาวางบนแผงเลยก็มี และการข่มขู่ในลักษณะส่งนักเลงมายืนเฝ้าคาดว่ายังมีอีกหลายจังหวัด
อย่างไรก็ดีมีรายงานว่ากรณีดังกล่าวภายในเครือมติชนเองก็มีความเห็นแตกออกเป็น 2 ด้าน กลุ่มหนึ่งนำโดยนายเสถียร จันทิมาธร บรรณาธิการนสพ.ข่าวสด และเป็นคอลัมนิสต์ประจำหน้า 3 มติชนในคอลัมน์ “วิภาคแห่งวิพากษ์” ที่ยึดมั่นในหลักการนำเสนอข่าวตรงไปตรงมา และไม่เห็นด้วยกัยการจำนนต่ออำนาจเถื่อน ขณะที่อีกกลุ่มนำโดยบรรดาคอลัมนิสต์สายพันธมิตรฯ ที่เขียนคอลัมน์แสดงตัวตนชัดเจน ก็มีทีท่าจะเจรจาสมประโยชน์กับม็อบ
ทั้งนี้ ท่าทีโดยรวมของหนังสือพิมพ์มติชน ที่ผ่านมาก็เป็นไปในทิศทางเดียวกับกลุ่มพันธมิตรฯ มาอย่างต่อเนื่อง แม้แต่ผู้สื่อข่าวสาวของมติชน หรือช่างภาพของข่าวสด ถูกการ์ดพันธมิตรข่มขู่ ก็ยังไม่เคยมีการดำเนินการใดๆ แมแต่ข่างหรือคอลัมน์ของหนังสือพิมพ์ทั้ง 2 ฉบับก็ไม่เคยเขียนถึง จนมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเกรงกลัวม็อบพันธมิตรฯ มาแล้ว
กรณีดังกล่าวแหล่งข่าวมติชนถึงกับพ้อว่า เมื่อหนังสือพิมพ์ข่าวสดนำเสนอข่าวให้เกิดความไม่พอใจเพียงครั้งเดียวก็ถูกเล่นงานทันที
นอกจากนี้มีรายงานข่าวด้วยว่ายุทธการปิดล้อมมติชน ของม็อบพันธมิตรฯ เป็นเรื่องที่คนในมติชน ก็ทราบดีมาระยะหนึ่งแล้ว แต่กลับไม่มีการเขียนถึงแต่อย่างใด คล้ายกับว่าเกรงกลัวจะได้รับผลกระทบจากการกระทำของพันธมิตรฯ
ด้านนายบุญเลิศ (ช้างใหญ่) คชายุทธเดช บรรณาธิการอาวุโสหนังสือพิมพ์มติชน ออกตัวไม่อยากพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แต่ยอมรับว่าทราบทุกกรณีที่เกี่ยวกับการกระทำดังกล่าว และยังยอมรับด้วยว่าสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อยอดขายหนังสือพิมพ์มติชนและสื่อในเครือ
“ผมไม่พูดดีกว่า เดี๋ยวจะบานปลาย พวกพันธมิตรฯ จะเล่นงานเอาได้ ปล่อยให้เป็นเรื่องของผู้ใหญ่ เขาจะคุยกันในองค์กรยังไงก็แล้วแต่ ไม่ขอพูดดีกว่า ส่วนตัวก็ไม่มีความเห็นอะไร”
ทางด้าน จ.บุรีรัมย์ ผู้สื่อข่าวได้สำรวจแผงและจำหน่ายหนังสือพิมพ์ในเขตเทศบาลเมืองบุรีรัมย์ ได้รับการเปิดเผยจาก น.ส.นงลักษณ์ ทะนวนรัมย์ อายุ 26 ปี พนักงานขายหนังสือพิมพ์ ร้านเมืองไทยสาส์น เอเย่นต์จำหน่ายหนังสือพิมพ์ใหญ่ที่สุดใน จ.บุรีรัมย์ บอกว่าในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมาหนังสือทั้ง 3 เล่ม ยอดลดลงจริง แต่ก็ยังไม่พบว่ามีการสั่งไม่ให้ซื้อหนังสือดังกล่าว
ด้าน น.ส.ยุวดี ดมหอม อายุ 23 ปี ตำแหน่งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขอนามัย อ.แคนดง กล่าวว่า พันธมิตรฯ ไม่ควรตั้งตนเป็นศาลเตี้ยชี้ว่า นสพ.หรือข่าวของสำนักไหนถูกผิด เพราะสื่อก็มีหน้าที่นำเสนอข่าวที่เกิดขึ้นให้ประชาชนได้รับรู้ความเคลื่อนไหวต่างๆ ที่เกิดขึ้น
ขณะที่ นายพยุงรัฐ ชาเรืองเดช ส.อบจ.บุรีรัมย์ เขต อ.เมือง กล่าวว่า ตนก็เป็นผู้หนึ่งที่อ่าน นสพ.มติชน และข่าวสด รวมถึงทุกฉบับที่มีข่าวน่าสนใจ เพื่อดูว่าแต่ละฉบับจะมีมุมมองและทิศทางข่าวเป็นอย่างไร การที่พันธมิตรฯ ห้ามไม่ให้นำ นสพ.ดังกล่าวเข้าไปในพื้นที่การชุมนุมบริเวณทำเนียบรัฐบาล ก็เป็นเรื่องของพันธมิตรฯ เพราะว่าทำเนียบรัฐบาลตอนนี้ก็ถือเป็นพื้นที่ของกลุ่มพันธมิตรฯ ไปแล้วก็ว่าได้
"ถ้าห้ามไม่ให้ประชาชนหรือคนไทยทั้งประเทศอ่านหนังสือพิมพ์ งดซื้อหนังสือพิมพ์ ที่ไม่เขียนข่าวเข้าข้างพันธมิตรฯ ถือได้ว่าเป็นการปิดกั้นการรับรู้ข่าวสารของประชาชน" นายพยุงรัฐ กล่าว


รัก ภักดีราช แม้มิใช่ปราชญ์ แต่ไม่น่าพลาดกับการทำนายสถานการณ์การเมืองไทย

คอลัมน์ : สามเหลี่ยมดินแดง

* หนังสือพิมพ์ประชาทรรศน์ รายวัน ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 27 ตุลาคม 2551 จงรัก ภักดีราช แม้มิใช่ปราชญ์ แต่ไม่น่าพลาดกับการทำนายสถานการณ์การเมืองไทย ที่อยู่ในสภาพไร้ซึ่งทาง ออก “จบไม่สวย” คือ สภาพการณ์ที่มิอาจจะหลีกเลี่ยงพ้น เป็นแน่แท้

* ในขณะที่ รัฐบาลเพียรพยายามหาทางออก แต่ ประชาธิปัตย์ กับ พันธมิตรฯ และ 40 ส.ว.ลากตั้งที่แนบชิดติดกัน กลับปิดล้อมทุกทางออกจนหมดสิ้น ราวกับว่าจะมีเจตจำนงขีดเส้นให้คนไทย และประเทศไทย เดินเข้าสู่สภาวะ เลือดนองท้องช้าง ในเร็ววัน ฤาจะจริงดังที่เขาพูดกันว่า วิญญูชนเห็นทุกปัญหามีทางออก แต่ทุรชนเห็นทุกทางออกมีปัญหา

* การขยับกำลังของกองทัพบก เมื่อปลายสัปดาห์ก่อน พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก มีเจตนาชัดแจ้งที่จะประโคมข่าวให้แพร่กระจายเข้าถึงหูของคนทั้งสองฝ่ายที่เผชิญ หน้ากันอยู่ หมายใจว่าจะ ใช้สีเขียว ขู่สีแดง ข่มสีเหลือง ให้ได้หวาดกลัวไปในคราวเดียว แต่ทว่า ทั้งแดง และเหลือง ไม่ได้เห็นกองทัพอยู่ในสายตาอีกแล้ว โดยเฉพาะชาวสีแดง ท่องคาถา “ความกลัวทำให้เสื่อม” ของ สมัคร สุนทรเวช จนขึ้นใจ จึงเลิกกลัวสีเขียวและเลิกเกรงสีเหลือง ไปเสียสิ้น

* จงรัก ภักดีราช เชื่อตามที่ จรัญ ภักดีธนากุล พูดจาทุกประการ ว่า ศาลไทยได้มาตรฐานศาลโลก แต่ ที่ไม่เชื่อ และเชื่อไม่ได้ ก็คือ ผู้พิพากษาไทยบางคน ต่างหาก ที่มีพฤติกรรมไม่ต่างจากมือปืนรับจ้าง มีหน้าที่เด็ดหัว ปลิดขั้วชีวิตทางการเมือง ของนักการเมืองฝ่ายประชาธิปไตย ไม่เว้นแต่ละวัน คำพูดคำจากระทบกระเทียบ ที่ว่า “ทำกับข้าวถูกปลด เป็นกบฏถูกปล่อย” มิได้ลอยลมเรียกเสียงหัวเราะอยู่แต่ในไทย หากแต่แพร่ไกลไปทั่วโลก พูดที่ไหน ฮาที่นั่นทุกทีไป สะท้อนภาพลักษณ์ศาลไทย ที่เกิดจากการกระทำของ “ตุลาการใบสั่ง” นั่นเอง

* นึกไม่ถึง แก่จนปูนนี้ ประสพสุข บุญเดช จะทำตัวได้ทุเรศทุรัง ให้คนรุ่นหลังจดจำไว้หยามเหยียดได้ถึงเพียงนี้ ทั้งๆ ที่เป็นผู้เห็นดีเห็นงาม และริเริ่มแนวทางการตั้ง สสร.3 แก้ไขรัฐธรรม นูญ เพื่อหาทางยุติวิกฤติของประเทศ แต่พลันที่ รสนา โตสิตระกูล นำ 40 ส.ว.สายพันธมิตรฯ ออกมากดดันเรียกร้องให้ถอนตัว ก็เดินตามหลังต้อยๆ เหมือนแมวเชื่องๆ ทิ้งภารกิจเพื่อชาติ เพราะกลัวถูกด่า มิหนำซ้ำยัง กลืนน้ำลายลงคอ พลิกลิ้นสัมภาษณ์ สสร.3 ไม่ใช่หนทางออกจากวิกฤติของชาติ

* หลัง สมัคร สุนทรเวช ถูกศาลรัฐธรรมนูญ ลงโทษเพราะกระทำการขัดนิยามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน ก็ ประสพสุข บุญเดช คนนี้นี่ล่ะ ที่แหกประเพณีประธานวุฒิสภา ส่งเสียงเชียร์ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยเห็นว่ามีภาพลักษณ์ดี เป็นคนประนี ประนอม น่าจะแก้ไขวิกฤติความขัดแย้งของคนในชาติได้ แต่ครั้นได้สมชาย เป็นนายกรัฐมนตรี ดังใจหวัง กลับหันหลังให้ ไม่ยอมร่วมโต๊ะถกแนวทางแก้วิกฤติชาติ ที่มี สมชาย วงศ์สวัสดิ์ นั่งรออยู่

* โหน คมช. (จน) ดัง นายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ ยังไม่หยุดทำนายเหตุบ้านการเมือง ทั้งๆ ที่ ควรจะเผาทิ้งทั้งตำราและตำหนัก นับตั้งแต่วันที่ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เสียบหล่นเก้าอี้นายกรัฐมนตรี และต้องหลบลี้หนีหน้าไปให้ ป้าหล้า เย็บรอยแหกบนใบหน้า ที่หลงเชื่อ โหรวารินทร์ จนเสียผู้เสียคน มาเที่ยวนี้ ทำนายทายทัก คนรักทักษิณ จะไม่ได้ยินเสียงโฟนอิน ในวันรวมพลคนเสื้อแดง 1 พฤศจิกายนนี้ เพราะทหารจะขับรถถังออกมา “ปฏิรูป” อีกครั้ง

* จงรัก ภักดีราช อยากจะขอร้อง คนเสื้อแดงจังหวัดเชียงใหม่ ช่วยกันหาอะไรไปฝากและอุดปาก โหรวารินทร์ เสียที คนจำพวกนี้ นอกจากความคิดไม่สรรค์สร้างแล้ว ปากยังไม่สร้าง สรรค์อีกด้วย วันๆ คิดแต่จะยุให้ทหารออกมาปฏิวัติรัฐประหาร แค่เห็น ชะตากรรมมุสลิมนอกรีตที่เพิ่งถูกคลื่นประชาธิปไตยกวาดทิ้งไป ก็น่าจะรู้ได้แล้ว นายวารินทร์ คนนี้ เป็นโหร หรือ รอโหน

* นับว่าเป็นนายกรัฐมนตรี ที่ใช้เวลาทุกนาทีได้อย่างมีคุณค่า และหากำไรจากวันที่เหลือ ได้อย่างน่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก สำหรับ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรีที่ตีหน้าซื่อ และดื้อตาใส ท่องคาถาประชาธิปไตย “ไม่ออก” และ “ไม่ยุบ” ทั้งๆ ที่ถูกทุบจนบุบ ถูกตีจนน่วมไปทั้งตัว แต่ก็ยังหยัดยืนอยู่ได้จนถึงวันนี้ แหกวงล้อมของทหาร และ พันธมิตรฯ ไปนั่งเป็นประธานอาเซียน ได้รับความเห็นใจจากนานาชาติ อย่างล้นหลาม

* จงรัก ภักดีราช เชื่อโดยสุจริตใจว่า หนังสือพิมพ์ที่อวดอ้างว่าเป็นสื่อที่มีคุณภาพของประเทศ มีเจตนาที่จะ จับ ทักษิณ ชินวัตร ชนกับ สถาบันเบื้องสูงของคนไทย เพื่อบรรลุเป้าหมายการ ทำธุรกิจสื่อ และการค้าขายข่าว คือ หากำไรจนไม่คำนึงถึงมาตรฐานโดยรวมตลอดถึงจรรยาบรรณแห่งวิชาชีพ จึงแปลคำว่า Elite ในแถลงการณ์ของ ทักษิณ ชินวัตร ที่ส่งถึงสื่อมวลชนทั่วโลก เป็น ชนชั้นสูง ทั้งๆ ที่เด็กนักเรียนชั้นประถม แปลศัพท์คำนี้ว่า ชนชั้นนำ หรือ คนแถวหน้า

* หากเชื่อตาม นิยามที่หนังสือพิมพ์เล่มนั้น ให้ไว้ ต่อไป การประกวด Thailand Elite Model ไม่ต้องแปลว่า เป็นการประกวดหา สุดยอดนางแบบแห่งชนชั้นสูงของประเทศไทย กระนั้นหรือ อีกทั้ง Thailand Elite Card จะมิกลายเป็นบัตรเฉพาะชนชั้นสูงแห่งประเทศไทย กระนั้นหรือ ...จะเกินเลยไปไหม? หาก จงรัก ภักดีราช จะตั้งข้อกล่าวหา หนังสือพิมพ์เล่มนั้น ว่า มีเจตนาดึงสถาบันเบื้องสูงมายุ่งเหยิงกับการเมือง ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่บังควรอย่างยิ่ง

* ยังไม่นับถึงกรณีที่ พล.ต.อ.วสิษฐ เดชกุญชร คอลัมนิสต์ประจำหนังสือพิมพ์เล่มนั้น ที่พยายามบิด พระราชดำรัส “They do things for themselves” ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ที่ทรงตรัสถึงการกระทำของพันธมิตรฯ ให้ สอดคล้องกับการบัญญัติศัพท์ใหม่เพื่อดิ้นเอาตัวรอดของ สนธิ ลิ้มทองกุล ที่บอกว่า for = by และกล่าวหาว่า หนังสือพิมพ์ข่าวสด ของ ขรรค์ชัย บุนปาน แปลพระราชดำรัสผิดเพี้ยน ทั้งๆ ที่เด็กประถมก็แปลได้ ถูกปรามาสว่าความรู้ต่ำ แปลคำง่ายๆ ยังผิดแบบนี้ กองบรรณาธิการข่าวสด และ ขรรค์ชัย บุนปาน ยังทนนิ่งเฉยอยู่ได้อย่างไร

* หาข่าวมาขาย ประสา จงรัก ภักดีราช งานรวมพลคนเสื้อแดง วันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ ที่ราชมังคลากีฬาสถาน ผู้จัดการรัฐบาลตัวจริง ยงยุทธ ติยะไพรัช เป็นหัวเรี่ยวหัวแรง เรียกระดมไพร่พล ทั้งจัดหาปัจจัยสนับสนุนแบบไม่อั้น กวาดต้อนผู้คนจากภาคเหนือ และ อีสานเหนือ เข้าสู่กรุงเทพฯ ด้วยหมายมั่นปั้นมือว่า จะต้องมี ไม่น้อยกว่า 1 แสนคน เพื่อเป็นการแสดงพลังให้ทุกคนได้ประจักษ์ถึงประสิทธิภาพของผู้ค้ำบัลลังก์ สมชาย วงศ์สวัสดิ์ ว่า แข็งแกร่งและมั่นคงเพียงใด


ยุติการรัฐประหารและร่วมกันรักษาระบอบประชาธิปไตย


คอลัมน์ : สิทธิประชาชน

แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ได้ส่งตัวแทนเข้ายื่นหนังสือที่กองบัญชาการทหารสูงสุด โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

วันที่ 24 ตุลาคม 2551

เรื่อง ขอให้ยุติการรัฐประหารและร่วมกันรักษาระบอบประชาธิปไตย
เรียน ผู้บัญชาการทหารสูงสุด พล.อ.ทรงกิตติ จักกาบาตร์

สืบเนื่องจากการชุมนุมของพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยไม่ได้เป็นไปตามครรลองของประชาธิปไตย และยังเป็นการละเมิดกฎหมายรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ฝ่ายพันธมิตรฯ ให้การสนับสนุน และไม่ยอมให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นไปตามการวินิจฉัยของศาลปกครองเมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2551 ทั้งนี้ แกนนำพันธมิตรฯ ได้แสดงเจตนาที่ชัดเจนในการก่อให้เกิดความรุนแรงและความไม่สงบเรียบร้อยขึ้นภายในประเทศไทย ด้วยการประกาศย้ำหลายครั้งหลายหนว่าเป็นการทำสงคราม หรือการรบครั้งสุดท้าย ใช้วิธีการแบบเดียวกับโจรก่อการร้าย ด้วยการใช้กำลังประชาชนยึดทำเนียบรัฐบาล มีการจัดตั้งกองกำลังติดอาวุธเข้าทำร้ายประชาชนและเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำการปิดกั้นถนน ปิดกั้นสถานที่ราชการหลายแห่ง โดยปราศจากการยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง กระทั่งเหิมเกริมใช้วิธีการรุนแรงในการชุมนุมเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 โดยปรากฏมีหลักฐานที่น่าเชื่อได้ว่ามีการนำคาร์บอมบ์มาก่อวินาศกรรมจนหัวหน้าการ์ดพันธมิตรฯ ต้องจบชีวิตลง
แต่เป็นที่น่าเสียใจและผิดหวังเป็นอย่างยิ่ง เมื่อผู้บัญชาการเหล่าทัพออกมากดดันรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ให้รับผิดชอบเหตุการณ์สลายการชุมนุมวันที่ 7 ตุลาคม ทั้งๆ ที่ปัจจัยที่ก่อให้เกิดการสูญเสียในชีวิตและทรัพย์สินส่วนหนึ่งมาจากการที่ฝ่ายพันธมิตรฯ ได้วางแผนปิดกั้นประตูทางเข้าออกรัฐสภา เพราะเกิดความเหิมเกริมที่สามารถกระทำการอยู่เหนือกฎหมายมาโดยตลอด ในการออกรายการข่าว "เรื่องเด่นเย็นนี้" ของผู้นำเหล่าทัพ ทางทีวีช่อง 3 เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2551 ก่อให้เกิดกระแสข่าวแพร่กระจายว่าทหารกำลังก่อการการรัฐประหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงวันที่ 24-26 ตุลาคม ในระหว่างที่นายกรัฐมนตรีเดินทางไปต่างประเทศ
แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ ขอคัดค้านทหารทุกเหล่าทัพที่คิดจะก่อการรัฐประหาร ล้มล้างการปกครองเพียงเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของฝ่ายพันธมิตรฯ เพื่อสร้างการเมืองใหม่ (รัฐสภามาจากแต่งตั้งและเลือกตั้ง 50 : 50) ที่ล้าหลังเลวร้ายลงกว่าเดิม การที่ทหารฉวยโอกาสก่อการรัฐประหารขึ้นมาอีกครั้งจะทำให้ประเทศไทยได้รับความเสียหายในทุกด้าน โดยเฉพาะจะทำให้เศรษฐกิจพังพินาศ การส่งออกที่เป็นเส้นเลือดทางเศรษฐกิจจะหยุดชะงัก เพราะถูกนานาชาติไม่ยอมรับการรัฐประหารร่วมกันบอยคอตสินค้าไทย อีกทั้งจะนำมาสู่ความขัดแย้งแตกแยกในสังคมอย่างรุนแรง จนอาจบานปลายเป็นสงครามกลางเมืองได้ เนื่องจากประชาชนทั้งประเทศทุกกลุ่มทุกสาขาอาชีพจะลุกขึ้นมาต่อต้านคัดค้านการรัฐประหารทุกรูปแบบ
เพื่อหลีกเลี่ยงความหายนะ การนองเลือด และการสูญเสียในสังคมไทย เพื่อเป็นการรักษาระบอบประชาธิปไตยให้ก้าวเดินต่อไปตามวิถีทางรัฐสภาและครรลองประชาธิปไตย ตามแนวทางสันติวิธีและอหิงสา แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ จึงขอให้ท่านในฐานะผู้บัญชาการทหารสูงสุดแสดงจุดยืนให้ชัดเจนที่จะร่วมกับประชาชนในการปกป้องประชาธิปไตย ยุติการแทรกแซงทางการเมืองทุกรูปแบบ ยุติการก่อการรัฐประหาร ล้มล้างการปกครอง
นอกจากนี้ยังปรากฏอีกว่า มีนายทหารได้ไปเข้าร่วมการชุมนุมในวันที่ 7 ตุลาคม ซึ่งเป็นการชุมนุมที่ผิดกฎหมาย และเป็นการชุมนุมที่ไม่สงบ เต็มไปด้วยอาวุธร้ายแรง รวมทั้งยังได้ปรากฏเป็นข่าวทั่วไปว่า การชุมนุมของฝ่ายพันธมิตรฯ มีการตระเตรียมอุปกรณ์สงคราม อาทิ อาวุธปืน ลวดหนาม วัตถุระเบิด ซึ่งคาดว่ามีการเคลื่อนย้ายมาจากค่ายทหาร หรือได้รับการสนับสนุนจากฝ่ายทหาร เพื่อสร้างความจริงและความกระจ่างในกระแสข่าวข้างต้น และสร้างภาพลักษณ์ใหม่ของกองทัพ จึงขอให้กองบัญชาการทหารสูงสุดได้ตรวจสอบว่ามีการส่งกำลังทหารนอกเครื่องแบบและอาวุธเข้าไปร่วมการชุมนุมของฝ่ายพันธมิตรฯ ที่เป็นการก่อความรุนแรงและสนับสนุนการกระทำที่เป็นการผิดกฎหมายของบ้านเมืองหรือไม่ โดยการแถลงให้สื่อมวลชนได้รับทราบความจริง
เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศชาติ รักษาระบอบประชาธิปไตย รักษาความสงบสันติสุขให้เกิดขึ้นในสังคม ทหารต้องมีส่วนร่วมสำคัญในการผลักดันให้พันธมิตรฯ ยุติการชุมนุมยึดทำเนียบรัฐบาล และทำให้แกนนำพันธมิตรฯ เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามปกติ

จึงเรียนมาเพื่อโปรดดำเนินการ

ขอแสดงความนับถืออย่างสูง

นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข
นายชินวัฒน์ หาบุญพาด นายไชยนิรันดร์ พยอมแย้ม
แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)


เสื้อแดง...แรงฉุดไม่อยู่ !

คอลัมน์ : ละครชีวิต

โดย ลวดหนาม


รู้สึกดีใจจริงๆ ครับ หลังจากได้ทราบข่าวว่า นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี จะนำเอาแนวคิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาใช้แก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ

ผมเชื่อมั่นว่าแนวคิดทุกอย่างที่เกิดจากมันสมองของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะนำความเจริญก้าวหน้ามาสู่ประเทศชาติอย่างแน่นอน

โดยเฉพาะเรื่อง “ปากท้อง” ความเป็นอยู่ของประชาชน พ.ต.ท.ทักษิณ ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากที่สุด

ช่วงนี้ “นักสู้เพื่อประชาธิปไตย” กำลังรอคอยไปงานความจริงวันนี้สัญจร 1 พฤศจิกายน ที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน

ยิ่งใกล้ถึงวันที่ 1 พฤศจิกายน กระแสยิ่งแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ลำพังอยู่แต่ในกรุงเทพฯ อาจไม่ค่อยได้ทราบข้อมูลจริงๆ มากนัก

กระทั่งได้มีโอกาสไปต่างจังหวัดจึงได้ไปสำรวจดูว่าประชาชนส่วนใหญ่คิดอย่างไรกับการบ้านการเมืองในเวลานี้
สิ่งที่ได้พบได้เจอคือคนส่วนใหญ่สนับสนุนรัฐบาล และรู้สึกเห็นใจ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรมจากอำนาจมืด

ประชาชนต่างจังหวัดเขาไม่ได้โง่เหมือนที่หลายๆ คนคิดกันนะครับ ข้อมูลบางอย่างเขาวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างลึกซึ้ง

ผมฟังแล้ว อึ้งไปเลย เพราะไม่น่าเชื่อว่าชาวบ้านจะทราบข้อมูลเบื้องลึก - เบื้องหลังที่เกิดขึ้นจริงเพียงนี้ ทั้งๆ ที่ไม่มีสื่อให้ติดตามแม้แต่นิดเดียว

ช่วงสัปดาห์นี้ต้องติดตามความเคลื่อนไหวของกองทัพให้ดีๆ เพราะทหารฉวยโอกาสเตรียมพร้อมรัฐประหารอยู่ตลอดเวลา

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การรวมตัวกันเพื่อแสดงพลังของ “นักสู้เพื่อประชาธิปไตย” ครั้งนี้ที่ฝ่ายความมั่นคงได้ประเมินกำลังว่าจะมีคนมารวมกันมืดฟ้ามัวดินทำให้บางคนเกิดความอิจฉาริษยาอย่างมาก

กระทั่งเตรียมจะเคลื่อนกำลังยึดอำนาจ แต่ที่ยังไม่ทำในตอนนี้เพราะได้ประเมินกำลังของฝ่ายประชาธิปไตยแล้วว่าไม่ง่ายอย่างที่คิด

ครั้งนี้ฝ่ายประชาธิปไตยจะมีการต้านรัฐประหารอย่างเข้มแข็ง มีประสิทธิภาพ และกระจายออกไปทั่วทุกเขตจังหวัดอย่างกว้างขวางจนเอาไม่อยู่

เพราะตอนนี้ประชาชนไม่เอาเผด็จการและพร้อมจะต่อสู้ด้วยอุดมคติความคิดความแค้นที่สั่งสมกันมาในช่วง 2- 3 ปีนี้
รัฐประหารครั้งนี้ คงไม่มีแค่ ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ ที่ยอมฆ่าตัวตายเพื่อประท้วงการกระทำความอัปยศให้กับระบอบประชาธิปไตยเพียงแค่คนเดียว

ดังนั้นขอย้ำอีกครั้งว่า ...หากเกิดการรัฐประหาร ขอให้พวกเราออกมารวมตัวกันที่ท้องสนามหลวงทันที !



อุดมการณ์ทำลายชาติ

คอลัมน์ : สวัสดีวันจันทร์

โดย วีระ มุสิกพงศ์


“...กลุ่มพันธมิตรฯ ที่นำโดย นายสนธิ ลิ้มทองกุล กลับมาปลุกระดมมวลชนทำนองว่าพวกทุนนิยมเสรีจะเป็นฝ่ายทำลายชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เสียเอง ตรงกันข้ามกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่ว่าพวกคอมมิวนิสต์จะทำลายชาติ ศาสน์ กษัตริย์ โดยสิ้นเชิง… แต่ข้าพเจ้าไม่ค่อยรู้จัก สนธิ ลิ้มทองกุล ดีพอ จึงไม่อาจตอบคำถามได้ว่า ศาสนาที่นายสนธิ นับถือนั้น จริงๆ แล้วคือศาสนาอะไร...”

มีคนมาตั้งคำถามเอากับข้าพเจ้าว่า นายสนธิ ลิ้มทองกุล ซึ่งเป็นแกนนำคนสำคัญของพันธมิตรพันธมารที่เขาประกาศอุดมการณ์ทำสงครามครั้งสุดท้ายว่า เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์นั้น ตัวเขานับถือศาสนาใดกันแน่
เหตุที่ตั้งคำถามเช่นนั้นก็เพราะว่า คนพวกนี้ประกาศอุทิศชีวิตเพื่อสถาบันทั้งสาม คล้ายๆ กับกลุ่มลูกเสือชาวบ้านที่ถูกจัดตั้งขึ้นต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์ที่กำลังแพร่หลายหลังเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516
อุดมการณ์เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ที่ได้รับการเผยแพร่ในขณะนั้นทำให้ขบวนการนิสิตนักศึกษาที่สำลักประชาธิปไตยสะดุดได้จริง และเมื่อเกิดเหตุ 6 ตุลาคม 2519 ก็ทำให้พวกเขาเหล่านั้นต้องเตลิดเข้าป่าไปร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ ก่อนที่จะทำให้พรรคเขาพังแล้วจึงกลับเข้าเมืองเพื่อแสวงหาความร่ำรวยกันตามธรรมดาต่อไป
เมื่อบ้านเมืองเริ่มมีประชาธิปไตยใหม่หลังได้รัฐธรรมนูญ 2522 โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2524 มาจนถึง พ.ศ.2548 เกือบ 3 ทศวรรษเราพูดกันแต่เรื่องประชาธิปไตยสมบูรณ์ มากกว่าที่จะพูดเรื่องชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เพราะละไว้ในฐานที่เข้าใจ ว่า อุดมการณ์ทั้ง 3 นั้นอยู่ในใจทุกคนอยู่แล้ว ไม่ต้องท่องออกมาดังๆ
ในช่วงที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นนายกรัฐมนตรี มีการต่อสู้ทางการเมืองเพื่อขอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ถอยหลังลงคลองอยู่บ้าง เช่น การเสนอแก้ไขให้ข้าราชการประจำดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ แต่แล้วกระแสลมพัดหวนเหล่านั้นก็ถูกตีแตกไปโดยขบวนการประชาธิปไตยอันมี ร.ต.ฉลาด วรฉัตร บ้าง พ.ต.ต.อนันต์ เสนาขันธ์ บ้าง เป็นแกนนำ
กระทั่งถึงปี 2531 ที่ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ตัดสินใจก้าวลงจากอำนาจ ปล่อยให้ พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ขึ้นเป็นผู้นำประเทศแทน แต่ก็มาพลาดท่าเสียด้วยความประมาทปล่อยให้นักการเมืองอาชีพทำมาหากินกันมากเกินไป คณะทหารจึงเข้ายึดอำนาจอีกครั้งหนึ่งในปี 2534
แต่ก็ไม่ได้ประกาศอุดมการณ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ แต่ประการใด
การต่อสู้ระหว่างประชาชนกับคณะ รสช.ในปี 2535 ก็เป็นเรื่องประชาธิปไตยล้วนๆ ประเด็นหลักคือนายกรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส.เท่านั้นจะเอาคนนอกมาเป็นไม่ได้
ในการต่อสู้นั้น ไม่มีฝ่ายใดชูอุดมการณ์เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เช่นเคย และเหตุผลก็เป็นเพราะส่วนใหญ่ต่างมีอุดมการณ์นี้อยู่ในใจ ไม่มีความจำเป็นต้องงัดออกมาเพื่อเป็นอาวุธทำร้ายใคร
นี่แหละครับ จนกระทั่งถึงปี 2548 นี่แหละ จึงมีคนยกอุดมการณ์ชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ขึ้นมาเป็นเครื่องมือปลุกระดมคนมาช่วยกันโค่นล้มรัฐบาลเลือกตั้งของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ที่นำโดย นายสนธิ ลิ้มทองกุล กับเพื่อนๆ ของเขาที่ส่วนหนึ่งเคยหนีเข้าป่าไปหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 กลับมาใช้อุดมการณ์นี้ปลุกระดมมวลชนขึ้นทำลายฝ่ายตรงข้าม เป็นทำนองว่าพวกทุนนิยมเสรีจะเป็นฝ่ายทำลายชาติ ศาสน์ กษัตริย์ เสียเอง
ตรงกันข้ามกับเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ที่ว่าพวกคอมมิวนิสต์จะทำลายชาติ ศาสน์ กษัตริย์ โดยสิ้นเชิง
ข้าพเจ้านั่งอยู่ในเหตุการณ์ทั้งหมดที่ว่านี้คือ ตลอด 3 ทศวรรษแห่งการต่อสู้ ข้าพเจ้ารู้จักเกือบทุกคนที่แสดงบทบาท ดังนั้นข้าพเจ้าจึงไม่ค่อยสงสัยในวิธีการและเป้าหมายการต่อสู้ของเขา
เพียงแต่ข้าพเจ้าไม่ค่อยรู้จัก สนธิ ลิ้มทองกุล ดีพอ ข้าพเจ้าจึงไม่อาจตอบคำถามได้ว่า ศาสนาที่นายสนธิ นับถือนั้น จริงๆ แล้วคือศาสนาอะไร
ในขณะที่ทำอาชีพสื่อ ก่อนที่จะละมาเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างเต็มตัวนั้น ข้าพเจ้าได้ยินว่า นายสนธินับถือพุทธศาสนา เถรวาท แบบเดียวกับที่คนไทยส่วนใหญ่เรานับถือกันนี่แหละ และพระที่เขานับถือเป็นอาจารย์คือพระหนุ่มที่มีคนเรียกขานว่าหลวงปู่ ดูเหมือนท่านจะเป็นเจ้าอาวาส วัดอ้อน้อย อยู่แถวๆ นครปฐม
ต่อมาเมื่อเขาเคลื่อนไหวทางการเมืองเข้มข้นขึ้น เขาก็ไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน แห่งวัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี
แต่คราวนี้เห็นจะเป็นเพราะว่ามีประโยชน์ร่วมกันเสียมากกว่า เพราะหลวงตาบัวดังสุดขีดมาจากการทอดผ้าป่าช่วยชาติอันเนื่องมาจากเศรษฐกิจล่มสลายในปี พ.ศ.2540 แล้วเกิดขลังขึ้นมารับอาสาเป็นผู้พิทักษ์ตำแหน่งสังฆราชให้กับสมเด็จพระญาณสังวร โดยที่สมเด็จฯ ท่านทรงชราและอาพาธ ทางรัฐบาลของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร แก้ปัญหาการบริหารคณะสงฆ์ด้วยการตั้งคณะผู้ปฏิบัติงานแทน บังเอิญได้ พระสายมหานิกายคือ สมเด็จพระพุฒาจารย์ วัดสระเกษ เป็นประธานกรรมการ
นายสนธิได้โอกาสปลุกระดมว่ารัฐบาลบังอาจตั้งสังฆราชซ้อนขึ้น 2 องค์
หลวงตามหาบัว รวบรวมชื่อพระสงฆ์สายป่าและคฤหัสถ์ที่เป็นลูกศิษย์เกินกว่าแสนคนทูลเกล้าฯถวายฎีกา แต่ไม่ปรากฏเป็นข่าวว่ามีพระราชกระแสว่าอย่างไรลงมา
ผลลัพธ์จึงกลายเป็น นายสนธิ ได้เป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดหลวงตาและได้เคลื่อนไหวทางการเมืองร่วมกันหลายเรื่องหลายประเด็น
แต่แล้วเมื่อรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถูกโค่นลงไปเพราะการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 หลวงตาก็จำศีลเงียบๆ อยู่กับวัด ส่วนนายสนธิ ขับเคลื่อนพลออกมาต่อต้านรัฐบาลใหม่ของ นายสมัคร สุนทรเวช ต่อเนื่องมาจนถึงรัฐบาลปัจจุบันของ นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์
คราวนี้นายสนธิ ได้กำลังหลักเด่นชัดจาก พล.ต.จำลอง ศรีเมือง และ นายรักษ์ รักษ์พงษ์ เจ้าสำนัก สันติอโศก
เป็นที่ประจักษ์ชัดว่า การชุมนุมในปีนี้ของสนธิจะไม่มีทางสำเร็จได้เลยถ้าไม่มี กองทัพธรรม ของสันติอโศกอุปถัมภ์ในทุกๆ ด้าน
เราจึงได้เห็น นายสนธิ ลิ้มทองกุล หมอบราบกราบกราน รักษ์ รักษ์พงษ์ ใช้สรรพนามเรียกขานว่า พ่อท่าน กับบุคคลซึ่งเป็นกบฏต่อมหาเถรสมาคมและเป็นปาราชิกออกไปจากความเป็นพระในพุทธศาสนา เถรวาทไทย
นายสนธิ ทิ้งหลวงปู่วัดอ้อน้อยและหลวงตาวัดบ้านตาดมาเป็นศิษย์เอกคนใหม่ของ นายรักษ์ รักษ์พงษ์ สาวกสาย เทวทัต ซึ่งเป็นลัทธิอันตรายต่อคณะสงฆ์ไทยไปหลายเพลาแล้ว

นี่พอจะเป็นคำตอบให้ผู้สงสัยได้บ้างหรือไม่ - สุดแต่ท่านจะพิจารณา



ปิดเอเอสทีวี!!

คอลัมน์ : โต๊ะข่าวประชาทรรศน์

โดย กะพรุนไฟ

ไม่สิ้นหวังแล้วล่ะท่านผู้ชม...ต่อไปนี้ใครที่เคยปรามาสตราหน้าว่า “กฎหมายไทย” ไร้ความศักดิ์สิทธิ์...อ่อนปวกเปียก นุ่ม และอ่อนยวบ เป็น “ขนมเปียกปูน” ไม่ได้เหมือนเก่ากันอีกแล้ว

บัดนี้ มีผู้ที่ลุกขึ้นมาจุดประกายไฟ เพื่อทำให้ “กฎหมาย” เป็น “กฎหมาย”...ไม่ใช่เป็น “ไม้หลักปักขี้เลน”ที่ใครจะกระทืบซ้ำ เหยียบย่ำ ตามอำเภอน้ำใจ กันต่อไป ไม่ได้แล้วนะ!!

เพราะการ “ฝ่าฝืนกฎหมาย” ด้วยคนหมู่มาก... เป็นชนวน “มหาภัย” ทำให้คนไทย ถึงกาล ที่จะทำ“สงครามกลางเมือง” เพื่อล้างเผ่าพันธุ์ ให้ “สิ้นสูญ” ...ดับและตาย วอดวาย หายนะ กันไปข้างหนึ่ง

เมื่อ “ท่านพีรพล ไตรทศาวิทย์” ปลัดกระทรวงมหาดไทย ส่งซิก เป่านกหวีด ไปถึงผู้ว่าราชการ ที่อยู่ใต้อาณัติ การคอนโทรล ของกระทรวงมหาดไทย ทุกหัวเมือง ให้ดำเนินการ ใช้กฎหมายอย่างเฉียบขาด ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ อย่างอ้อยอิ่ง เป็นลิงป่วยเชียวนะเออ ว่าด้วย ในขณะนี้มีคณะบุคคลปรักปรำ ใส่ไคล้ ให้ร้ายเผยแพร่ข้อความ และแนวคิด ผ่านสถานีวิทยุชุมชน ระบบอินเตอร์เน็ต รวมทั้งเอกสารแผ่นปลิว อีกทั้ง มีการสร้างกระแสในแง่ลบ จงใจพาดพิง หมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์!!

เป็นความฮึกเหิม อันไม่บังควร...อีกทั้งผิดเต็มเป้า ในข้อหาเกี่ยวกับความมั่นคงภายใน!!

ดังนั้น, เป็นหน้าที่ อันชอบธรรม ที่ “พ่อเมือง” ที่ได้รับการอวยยศ อวยชัย ต้องดำเนินการจับกุม “วิทยุชุมชน” และ “เว็บไซต์”

นอกรีต นอกรอย นอกเทือกเถาเหล่าก่อ อันเป็นคนไทยที่ดี??

เพราะความเป็นคนไทยนั้น....

มีความจงรักภักดี เทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ อย่างเปี่ยมล้นเสมอมา ใคร? ที่บังอาจก้าวล่วงละเมิด เราต้องใช้กฎหมายกำราบ ปราบ อย่างไม่รอช้า

การที่, ท่านปลัดกระทรวงมหาดไทย “คุณพีรพล ไตรทศาวิทย์” มีคำสั่ง ด่วนจี๋ไปรษณีย์จ๋า ให้กวาดล้าง และ เช็กบิล “สถานีวิทยุชุมชน” และ “เว็บไซต์” นอกแถว!!

ป็นสิ่งที่ควรกระทำเป็นอย่างยิ่ง และ ต้องรวดเร็วยกกำลังสอง อีกเสียด้วยโดยเฉพาะ ความผิดเกี่ยวกับ “ความมั่นคงภายใน” เป็นข้อหารุนแรง ร้ายแรงเป็นอันมาก

ดังนั้น “วิทยุชุมชน” และ “เว็บไซต์” นอกคอก...น่าเลิกทำตัวเป็น “หัวหอก”นอกรีตเสียที

ขณะเดียวกัน อยากเห็น “ท่านปลัดพีรพล ไตรทศาวิทย์” ข้าราชราชการเบอร์หนึ่ง เกณฑ์หนึ่ง แห่งกระทรวงคลองหลอด....

ช่วยชะเง้อแล แชร์สายตา มองดู พฤติการณ์ สถานีโทรทัศน์ “เอเอสทีวี”กระบอกเสียง กลุ่มพันธมิตรฯ ที่ทำตัวเป็นอันธพาล ยึดทำเนียบ มายาวนาน กว่า 160 วันเข้าไปแล้ว

เขาแพร่ภาพ กระจายเสียง... รับใช้คนบางคน ที่สรรหาคำพูด “สุดถ่อย” มาประดิดประดอยได้ทุกวัน?? และแต่ละถ้อยคำ ล้วนโกหกหน้าตาย ฉีกประเทศไทย แบ่งเป็นฝั่งฝ่าย ริ้วปลาแห้งเลยล่ะ

จนบัดนี้ “สยามเมืองยิ้ม” ที่อิ่มและพิมพ์ใจ ได้กลายเป็น “ไทยเหนือ”และ “ไทยใต้”? พร้อมที่จะลุกมา “ฆ่าฟัน” กันเองได้ทุกเมื่อ!!

ที่เป็นเช่นนั้น สถานีโทรทัศน์ “เอเอสทีวี” เป็นต้นกำเนิด...ให้คนไทยเกิดการแบ่งขั้วกันซะเสร็จสรรพ
ด้วยการกระทำ อันโจ่งแจ้ง ทั้งยุ ทั้งเสี้ยม ทั้งจูงจมูก ขาดไร้ซึ่งเหตุและผล บนสมุฏฐานแห่งความเป็นจริง
ฉะนั้น เพื่อดับต้นเหตุแห่งชนวน กระทรวงมหาดไทย อย่าได้มองข้ามเลยชอต ต่อการกระทำของ “เอเอสทีวี” ที่ได้สร้างมลพิษ แห่งการเลือกข้าง แบ่งฝ่าย กันเชียวนะ??

เพราะถ้า “เอเอสทีวี”ไม่ ได้ก่อหวอด...สร้างจุดบอด ให้คนไทย “ขาดความสามัคคี” กันแล้วไซร้??

“ไทยต่อไทย” จะมีกินเลือด กินเนื้อ หาวิมานกันทำไม!!
ตรงนี้ น่าเป็นหน้าที่ ของ “กระทรวงมหาดไทย” เพื่อแจงจาระไน ไปถึง “ศาลปกครอง” ที่คุ้มครอง “เอเอสทีวี” มาหลายปีดีดัก ควรเลิกคุ้มครอง เป็นไข่ในหินได้แล้ว นั่นขึ้นอยู่ว่า “กระทรวงมหาดไทย” จะรวบรวม “ความเป็นจริงวันนี้” ไปชี้ให้ “ศาลปกครอง” เห็นข้อเท็จจริง ได้มากน้อยเพียงใด

สุดท้ายนี้ เมื่อวิเคราะห์เจาะประเด็นกันดูแล้ว “สถานีวิทยุชุมชน” และ “เว็บไซต์” ที่กล่าวและพาดพิงสถาบัน...คนไทยที่ล้วนแล้วมีจิตใจ ที่ “จงรัก-ภักดี” ไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้อง

ขณะเดียวกัน สถานีโทรทัศน์ “เอเอสทีวี”ที่ดูประหนึ่งเป็นบ่อน้ำทิพย์ ในการหยิบ ข้อเท็จจริงด้านเดียว ให้หมู่มวลสมาชิกสาวกพันธมิตรฯ ฟัง

ก็มีความร้ายกาจ ต้องกำจัดจุดนี้ไปเหมือนกัน??

เพราะการถ่ายทอด และแพร่ภาพ ด้วยการให้ความจริงครึ่งเดียว “เป็นยาพิษ”กลาย...กลาย

ฉะนั้น ต้องหามาตรการ สั่งปิด “เอเอสทีวี”...ควบคู่กับ “วิทยุชุมชน”และ “เว็บไซต์ด์”

ปิด “เอเอสทีวี” เมื่อไร...ประเทศไทยก็ผ่องแผ้ว!! “ความสามัคคี” จะกลับมาแจ่มแจ๋ว...เลยล่ะจะบอกให้???


‘สล้าง’สับเละ‘สื่อรับใช้’แปลงสาส์น! ลั่นพร้อมบดขยี้ม็อบสามานท์

“สล้าง” ยันตั้งทีมโฆษกฯ โต้สื่อฯแปลงสาส์น สับเละ! “สื่อรับใช้พันธมาร” เสนอข่าวผิดเพี้ยนจากข้อเท็จจริง ลั่นแถลงการณ์เมื่อได้ข้อสรุปชัด ชี้แนวทางเคลื่อนไหวกลุ่มพลังกู้วิกฤติชาติ พร้อมทวงคืนทำเนียบฯ-ตอบโต้ม็อบสามานท์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.อ.สล้าง บุนนาค อดีตรองอธิบดีกรมตำรวจ จะทำการตั้งทีมโฆษกขึ้นเพื่อแถลงข่าว ชี้แจงและให้ข้อมูลในเรื่องต่างๆกับสื่อมวลชน เนื่องจากที่ผ่านมามีการเข้าใจที่คาดเคลื่อนมาโดยตลอด อีกทั้งจะมีการตั้งศูนย์ประสานงานความเคลื่อนไหวของ “กลุ่มพลังกู้วิกฤติชาติ” รวมทั้งมาตรการขั้นเด็ดขาดที่จะใช้จัดการกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ที่ได้สร้างความวุ่นวายให้กับบ้านเมืองอย่างไม่หยุดหย่อน

“ตอนนี้ยังไม่ได้ข้อสรุป แต่อยู่ระหว่างการปรึกษาหารือกันว่าจะตั้งใครเป็นโฆษกฯ ซึ่งมีบุคคลระดับดอกเตอร์ที่มีความสามารถและเหมาะสมที่วางตัวไว้ในทีมประมาณ 3-4 คน เป็นนักวิชาการที่มีความสามารถทั้งทางด้านรัฐศาสตร์และการเมือง”

อย่างไรก็ตาม พล.ต.อ. สร่าง จะมีแถลงการณ์ออกมาอย่างเป็นทางการอีกครั้งเมื่อได้ข้อสรุปในเรื่องดังกล่าว และยืนยันว่า จะทำให้ประชาชนชาวไทยและบ้านเมืองกลับเข้าสู่ภาวะปกติโดยเร็วที่สุด

"กบฏพันธมาร"ปิดเส้นทางเสด็จฯ


ผู้สื่อข่าวรายงานกรณีกลุ่มพันธมิตรฯ ประกาศว่าจะเปิดถนนราชดำเนินนอก แต่ขณะนี้พบว่ายังคงปิดถนนอยู่ โดย พล.ต.จำลอง ศรีเมือง แกนนำพันธมิตรฯ ได้กล่าวอ้างว่า หากเปิดถนนราชดำเนินนอกตลอดทั้งวันทั้งคืน อาจเกิดอันตรายกับผู้ชุมนุมที่ยังปักหลักอยู่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ ซึ่งจากเหตุผลดังกล่าวของแกนนำพันธมิตรฯ ทำให้ไม่สามารถใช้ถนนราชดำเนินนอกเป็นเส้นทางเสด็จฯได้

นปช.อีสานฮือต้าน!พฤติกรรมม็อบถ่อย

ขณะที่ นายเขื่อนเพชร โพนรัมย์ แกนนำกลุ่ม นปช.อีสาน ในนามกลุ่มหนองน้ำใสรักษ์ประชาธิปไตย อ.สีคิ้ว จ.นครราชสีมา กล่าวว่า ในวันที่ 1 พ.ย.นี้ กลุ่มหนองน้ำใสฯ ประมาณ 500 คน จะร่วมกับเครือข่ายกลุ่มนปช.ภาคอีสาน เช่น จ.ขอนแก่น นำโดยนายอรรถฤทธิ์ สิงห์รอ นายกสมาคมเครือข่ายสถาบันเกษตรกรแห่งประเทศไทย อีกกว่า 500 คน จะรวมพลกันเข้ากรุงเทพฯ สมทบกับกลุ่ม นปช.ทั่วประเทศที่ท้องสนามหลวง

ทั้งนี้ เพื่อเคลื่อนไหวต่อต้านการกระทำของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หลังจากแกนนำพันธมิตรฯ ประกาศจะต่อสู้เพื่อทำการเมืองใหม่ แต่การเมืองใหม่ที่ว่านั้นเป็นการถอยหลังเข้าคลอง เรียกร้องให้ทหารออกมาปฏิวัติยึดอำนาจ ซึ่งทั่วโลกไม่มีประเทศไหนยอมรับการกระทำเช่นนี้

นายเขื่อนเพชร กล่าวย้ำว่า กลุ่ม นปช.จากภาคอีสานจะเคลื่อนไหวอย่างสงบและไม่ต้องการให้มีการปะทะกัน และขอเรียกร้องให้กลุ่มพันธมิตรทบทวนบทบาทของตนเองด้วยการถอยคนละก้าวออกจากทำเนียบรัฐบาล และต่อสู้ทางการเมืองตามครรลองของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขจะดีกว่า

นายเขื่อนเพชร กล่าวถึงแกนนำพันธมิตรฯ กล่าวหา นปช.เคลื่อนไหวโดยรับเงินจากพรรคพลังประชาชนว่า เรื่องนี้กลุ่มไม่เคยรับเงินจากใคร เราเคลื่อนไหวด้วยความบริสุทธิ์ใจ อยากเห็นบ้านเมืองสงบสุข ซึ่งความจริง กลุ่มเราก็อยากได้เงินเหมือนกันเพื่อจะได้เคลื่อนไหวสะดวกและคล่องตัว



'รัฐนาวา'เดินหน้าส.ส.ร.3ชี้ทางออกแก้วิกฤติชาติ!

“สุขุมพงศ์” เดินหน้าล่าชื่อ ส.ส.-ส.ว. ดันตั้ง ส.ส.ร. สัปดาห์นี้ ชี้ไม่หวั่นถูกกล่าวหาเสียงมากลากไป ยืนยัน ส.ส.ร. ไม่ใช่ชนวนเหตุให้เกิดความขัดแย้ง แต่เป็นทางออกตามระบอบประชาธิปไตย

นายสุขุมพงศ์ โง่นคำ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 กล่าวถึงความคืบหน้าในการทำงานว่า คณะกรรมการฯ ได้วางกรอบและยกร่างแก้ไขเสร็จแล้ว โดยในช่วงนี้จะเป็นขั้นตอนในการนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) เมื่อเห็นชอบแล้ว จะนำสู่การลงชื่อของสมาชิกรัฐสภา เพื่อเสนอให้ นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา บรรจุเข้าสู่ระเบียบวาระการประชุมรัฐสภา มั่นใจว่าสัปดาห์นี้ขั้นตอนเหล่านี้จะเสร็จสิ้น อยู่ที่ว่าประธานรัฐสภาจะบรรจุระเบียบวาระได้เมื่อใดเท่านั้น มั่นใจเข้าทันสมัยประชุมนี้

นายสุขุมพงษ์ กล่าวอีกว่า สำหรับการประชุมรัฐสภาในวันที่ 28 ตุลาคมนี้ ที่ประชุมจะพิจารณาเกี่ยวกับกรอบที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ไทย-กัมพูชาเท่านั้น จะไม่มีการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ของคณะกรรมการประชาชนเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 (คปพร.) ที่ นพ.เหวง โตจิราการ แกนนำ นปช. เสนอเข้ามา อาจจะเรียกว่าแขวน หรือไม่หยิบมาพิจารณาเลยก็ได้ เพราะเราต้องการแก้ไข มาตรา 291 เพื่อตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) เท่านั้น

ส่วนกรณีที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านฯ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เสนอให้พักเรื่อง ส.ส.ร. ไว้ก่อน เพราะเกรงจะเป็นการจุดชนวนความรุนแรงเพิ่มขึ้นนั้น นายสุขุมพงศ์ กล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องของพรรคพลังประชาชน เป็นเรื่องของพรรคประชาธิปัตย์ที่สามารถเสนอได้ แต่ยืนยันว่า ส.ส.ร. ไม่ใช่ชนวนเหตุให้เกิดความขัดแย้ง แต่เป็นทางออกตามระบอบประชาธิปไตย

รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้าน และ ส.ว. บางส่วนไม่เห็นด้วย จะทำให้เกิดข้อครหารัฐบาลใช้เสียงมากลากไป ว่า การลงมติไม่จำเป็นต้องใช้เสียงสมาชิกรัฐสภา 100 เปอร์เซ็นต์ อยู่แล้ว เอาตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ก็พอ และไม่ต้องกังวลอะไร เพราะปกติฝ่ายค้านก็ไม่เคยเห็นด้วยกับรัฐบาลอยู่แล้ว จะเห็นด้วยก็ต่อเมื่อตัวเองได้เป็นรัฐบาลเท่านั้น

ส่วนที่เกรงว่าพันธมิตรฯ จะมาปิดล้อมรัฐสภาอีกนั้น คงห้ามไม่ได้ แต่เขาก็ห้ามเราไม่ได้เช่นกัน มั่นใจว่าจะไม่เกิดความรุนแรง เพราะศาลปกครองมีคำสั่งแล้วว่า การชุมนุมห้ามใช้ความรุนแรง ดังนั้น พันธมิตรฯ ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของศาล



โต้‘บวรศักดิ์’อย่าริเป็นกาวใจ ชี้มีส่วนได้-เสียม็อบมาร

ท่าดีทีเหลว! “บวรศักดิ์” สนตะพายทางความคิด จี้ผุดแนวร่วมสมานฉันท์ ลั่นยุติความรุนแรง-ตอบโต้ตามกรอบกฎหมาย ชี้ปมขัดแย้ง “ขั้วการเมือง-กบฏพันธมาร” ต้องแก้ด้วยสันติธรรม ขณะที่ผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองลั่น!ยิ่งแก้ยิ่งมัด เหตุการชุมนุมเป็นเรื่องผลประโยชน์ส่วนตัว โต้เลขาฯสถาบันพระปกเกล้าอย่าริทำตัวเป็นกาวใจ ชี้มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง

นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวในตอนหนึ่งของการปาฐกถา “ยุติความรุนแรงแสวงสันติ” ซึ่งมีการกล่าวถึงกรณีเหตุการณ์สลายการชุมนุมหน้ารัฐสภาเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม ว่า รัฐบาลเกิดขึ้นมาเพื่อสร้างความผาสุขและยุติความรุนแรงตามหลักยุติธรรม หากเจ้าหน้าที่ของรัฐมีการตอบโต้ต้องเป็นการป้องตัวเองตามกฏหมาย ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ เกิดขึ้นไปแล้วและไม่สามารถจะแก้ไขได้ แต่สิ่งที่ต้องทำ คือ ควรหาข้อเท็จจริงและตั้งคนที่เป็นกลางและได้รับการยอมรับจากสังคมเข้ามาไต่สวนข้อเท็จจริง

นายบวรศักดิ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนตัวอยากให้ผู้ตรวจการของรัฐสภาเป็นผู้ทำหน้าที่นี้ ซึ่งรัฐบาลไทยในขณะนี้อยู่ระหว่างดาบลูกดาบดอก ซึ่งการทำหน้าที่ของรัฐบาลอาจเป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบหรือล้มเหลวได้ อย่างไรก็ตามรัฐบาลต้องคำนึงหน้าที่พื้นฐานในการรักษาความสงบในประเทศ
ส่วนการคัดเลือกทีมผู้ประสานงานศาลเพื่อสันติธรรม ได้แก่ ทีมประสานงานกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ทีมประสานงานฝ่ายค้าน ทีมประสานงานฝ่ายพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) และทีมประสานงานฝ่ายรัฐบาลโดยหลังจากนั้นจะมีการลงนามปฎิญญาศาล เสวนาเพื่อสันติธรรมโดยองค์กรเครือข่ายทุกองค์กร

สำหรับการคัดเลือกทีมประสานงานนั้นมีทั้งหมด 8 คน 1.ศาสตราจารย์นายแพญย์วันชัย วัฒนศัพท์ 2.พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ 3.นายเทียนชัย ณ นคร 4.นายธนพล วัฒนกุล 5. นายวิเชียร คุตตวัส 6.ดร.อรัญ โสติพันธ์ 7.นายอนุสรณ์ ธรรมใจ 8. จิราพร บุญนาค โดยทั้ง 8 จะเป็นทีมประสานเพื่อเจราจากับกลุ่มนปช. พันธมิตรฯ ฝ่ายค้าน และรัฐบาลต่อไป

ขณะที่ ผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองได้มีข้อกังขาต่อแนวทางของนายบวรศักดิ์ ว่า เป็นเรื่องที่พูดกันได้ แต่ปฏิบัติไม่ได้ เพราะเวลานี้ความขัดแย้งยิ่งแก้ยิ่งบานปลาย เพราะต่างฝ่ายยังต้องการเอาชนะคะคานซึ่งกันและกัน ส่วนการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยย่อมต้องมีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง

อย่างไรก็ตาม การที่พันธมิตรฯยังคงปักหลักสร้างเงื่อนไขกับรัฐบาลอย่างต่อเนื่อง แม้จะเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีไปแล้วก็ตามที แต่ความวุ่นวายก็ยังไม่มีท่าทีจะสิ้นสุดลงง่ายๆ การที่นายบวรศักดิ์ออกมาทำตัวเป็นกาวใจ ทั้งที่ยังมีส่วนได้ส่วนเสียกับบางฝ่าย อาจทำให้แนวทางสมานฉันท์ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ หรือเจอก็แต่ทางตัน หากยิ่งแก้ยิ่งมัดตัวเท่านั้น เพราะแก้ไม่ตรงจุด และมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง